Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
30 พฤษภาคม, 2560, 20:06:49

   

ผู้เขียน หัวข้อ: หนังตะลุงที่ผมรู้จัก  (อ่าน 8113 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,552
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 27 พฤศจิกายน, 2553, 00:19:06 »

เมื่อวันลอยกระทงที่ผ่านมาผมได้ไปเดินเที่ยวงานลอยกระทงที่เทศบาลเมืองท่าข้าม อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีจัดขึ้นที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำตาปี บริเวณท่ารับส่งสินค้าของการรถไฟเป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปี ผมจอดรถที่ฝั่งด้านหน้าสถานีรถไฟแล้วเดินข้ามสะพานลอยไปยังอีกฝั่งของสถานีรถไฟที่เป็นตลาดเทศบาลและเป็นบริเวณที่จัดงานลอยกระทง ในขณะที่เดินข้ามสะพานลอยนั้นผมก็เหลือบไปเห็นเวทีหนังตะลุงตั้งอยู่ที่บริเวณเครื่องกั้นรถไฟที่อยู่หลังเวทีกลางของงานลอยกระทง เมื่อเห็นเช่นนั้น ผมก็ตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะไปดูให้ได้แม้ว่าในคืนนี้ผมจะมีเวลาไม่มากนักก็ตาม



ผมรีบเดินดูรอบๆงานแบบไม่สนใจอะไรมากนักเพราะจิตใจของผมมุ่งตรงไปอยู่ที่หน้าโรงหนังตะลุงแห่งนั้นอยู่นานแล้วตั้งแต่เริ่มมองเห็น ผมเดินพลางก็แอบคิดถึงความรู้สึกในวัยเด็ก ที่ผมมีความสุขมากๆกับการที่ได้นั่งๆนอนๆอยู่หน้าเวทีหนังตะลุง บางครั้งก็หลับอยู่ตรงนั้นแล้วก็ตื่นมาตอนที่หนังเลิกตอนเช้าแล้วก็กลับบ้าน ในสมัยที่ผมยังเป็นเด็กนั้น หนังตะลุงจะเล่นจนเช้า เรียกได้ว่าเล่นกันจนสว่างคาตากันเลยทีเดียว อาจจะเป็นเพราะการคมนาคมในสมัยนั้นไม่ได้สะดวกสบายเหมือนเช่นสมัยนี้ การไปมาหาสู่กันนั้นต้องใช้วิธีเดิน หรืออาจจะต้องใช้รถโดยสารที่ไม่ได้วิ่งกันทั้งวันทั้งคืนหรือจะมีรถส่วนตัวใช้กันทุกบ้านเหมือนสมัยนี้ ถ้าหนังตะลุงในสมัยนั้นเลิกเร็วคนก็จะไม่สะดวกที่จะกลับบ้านกันในตอนมืดค่ำดึกดื่น ดังนั้นนายหนังจึงต้องเล่นกันจนเช้า เพื่อให้คนที่มาดูมาชมได้กลับบ้านกันด้วยความปลอดภัย

แต่ในยุคนี้ ยุคที่มีการบังคับให้การแสดงดนตรีหรือ การละเล่นต้องเลิกก่อนตีสอง ตามแผนจัดระเบียบสังคมในยุคที่ผ่านมานั้นทำให้ผมไม่ได้เห็นหนังตะลุงที่เล่นจนเช้าอีกเลย รวมไปถึงคาเฟ่ที่เปิดกันจนเช้าสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้กับคณะตลกต่างๆเช่นเมื่อสมัยสิบกว่าปีที่แล้วก็ต้องซบเซาลงอย่างน่าใจหาย แต่มันก็เป็นเรื่องของยุคสมัยที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความเป็นไปของคนที่มีอำนาจหรือคนที่อยู่ในยุคนั้นๆ จะห้ามไม่ให้เปลี่ยนก็คงจะทำไม่ได้ ดังนั้นก็คงต้องปล่อยไปตามเรื่องของมันดีกว่าครับ อย่าไปใส่ใจมันเลย

ผมดูหนังตะลุงครั้งแรก ก็คือหนังจูเลี่ยม กิ่งทอง นายหนังที่เล่นได้อย่างน่าดูน่าชม ท่านเป็นศิลปินแห่งชาติ ที่นำความภาคภูมิใจมาสู่คนสุราษฎร์ธานีเป็นอย่างมาก และนอกจากหนังจูเลี่ยม กิ่งทองจะเป็นหนังตะลุงที่นำผมเข้าสู่ศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ที่น่าสนใจและน่าติดตามประเภทนี้แล้วนั้น นักร้องที่ร้องคั่นเวลาในการแสดงของหนังจูเลี่ยม ยังเป็นคนที่ทำให้ผมหันมาชอบเพลงลูกทุ่งอีกด้วย เสียงที่น่าฟังบวกกับเพลงสยามเมืองยิ้มในปี 2531 ที่วัดบางงอนนั้น ทำให้เด็กชายบ้านนอกคนหนึ่ง ที่ไม่ค่อยได้ออกจากบ้านไปไหนมาไหนมากนัก ได้รู้จักกับหนังตะลุงและเพลงลูกทุ่งจนกระทั่งรู้สึกว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมาจนกระทั่งทุกวันนี้

หลังจากที่ผมได้ดูหนังตะลุงแบบจริงๆจังๆเป็นครั้งแรกแล้วนั้น ผมก็เริ่มสนใจในศิลปการแสดงประเภทนี้มากขึ้น จนได้มาฟังเทป หนังตะลุงที่สมัยนั้นจะบันทึกลงเทปแล้วขายเป็นชุด ชุดละห้าม้วนบ้าง หกม้วนบ้าง แล้วแต่ว่าหนังคณะนั้นจะเล่นนานแค่ไหน แต่คุณภาพเสียงก็ไม่ดีมากนัก อาจจะเพราะเป็นการอัดแบบสดๆหน้าเวที ไม่ได้ใช้เครื่องเสียงที่มีคุณภาพสักเท่าไหร่ เทปหนังตะลุงที่ผมฟังตอนนั้นจะมีอยู่สองคณะ คือ หนังสุรเชษฐ บันเทิงศิลป์ กับหนังปฐม อ้ายลูกหมี หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า หนังฐม โดย นายหนังทั้งสองคณะมักจะมีการแซวกันไปมาอยู่เสมอในเวลาที่เล่นหนังตะลุงในแต่ละคืน ก็คงจะเหมือนสมัยนี้ที่หนังตะลุงหลายๆคณะมักจะเล่นแซว หนังเอียดนุ้ย อยู่เสมอๆ อาจจะเป็นเพราะผู้ที่ถูกนำมาแซวเล่นกันนั้นเป็นที่รักของเพื่อนฝูงในวงการเดียวกัน และแน่ใจได้ว่าจะไม่โกรธกันแน่ๆ ถึงได้กล้านำมาแซวกันเล่นอยู่บ่อยๆ

หนังปฐม อ้ายลูกหมี เป็นหนังตะลุงที่โด่งดังมากๆในยุคปี สามสิบกว่าๆ ผมยังทันได้ดู คอนเสิร์ตหนังตะลุง ของหนังปฐม อ้ายลูกหมี ที่มาล้อมรั้วเก็บบัตรให้คนเข้าชมด้วยขนาดของเวทีที่ยิ่งใหญ่ พร้อมระบบเครื่องเสียงที่ไม่แพ้วงดนตรีลูกทุ่งคณะใหญ่ๆในสมัยนี้เลยทีเดียว นอกจากนั้นหนังปฐม อ้ายลูกหมีก็มีผลงานออกมาเป็นเทปแสดงสดที่ขายดีมากๆ เทปบันทึกแสดงสดจะเป็นปกเทปที่เหมือนกันแต่จะบอกลำดับไว้ที่หลังชื่อเรื่องแล้วแต่ว่าเรื่องนั้นจะยาวมากหรือน้อยมีตั้งแต่ สามม้วนไปจนถึงเจ็ดม้วนกันเลยทีเดียว ผมเดาเอาเองนะครับว่ารายได้จากการขายเทปแสดงสดหนังตะลุงคงจะทำรายได้ให้กับห้างเทป มิวสิค (ไอคิวดีมีเดีย ตอนนี้)ได้มากพอๆกับการขายเทปชุดแรกที่มีเพลง"สาวเทคนิค"ของ ฌามา ที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับเจ้าของบริษัท และทำให้ชื่อของนายห้าง อนุชิต สกุลอมร เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง รวมทั้งก่อให้เกิดกระแสเพลงใต้พุ่งขึ้นถึงขีดสุดจนมี คอนเสิร์ต แม่ไม้เพลงใต้ออกเดินสายอยู่แทบตลอดทั้งปี

ผมฟังและดูการแสดงของหนังปฐม อ้ายลูกหมีอยู่นานพอสมควร ได้ดูได้เห็นการเล่นที่หลังเวทีอยู่หลายครั้ง ผมรู้สึกทึ่งในความสามารถของนายหนังผู้นี้อยู่มากเลยทีเดียว เสียอยู่อย่างเดียวที่หนังปฐม  จะมีตลกในแนวติดเรทอยู่มาก เพลงที่ร้องเล่นก็ออกแนวที่ต้องเซนเซอร์แทบทั้งเพลง แต่ก็เป็นแนวทางของหนังในการเล่น ใครเล่นแนวไหน ถนัดแบบไหน ก็จะเล่นแบบนั้น จะไปว่ากันก็ไม่ได้หรอกครับ มีใครบางคนบอกกับผมว่า การที่หนังตะลุงต้องเล่นบทหรือมีถ้อยคำหยาบออกมาบ้างนั้น เพราะมันเป็นคำดั้งเดิมของเรา สมัยก่อนเราก็พูดกันแบบนี้ สมัยก่อนมันไม่หยาบหรือไม่เป็นคำที่ต้องห้ามเหมือนสมัยนี้ หนังที่เล่นแนวนี้มาตั้งแต่แรกก็เลยรับช่วงต่อกันมาตลอด

แนวทางของหนังตะลุงสมัยนั้น ใครชอบแบบไหนก็ติดตามหนังตะลุงคณะที่เล่นแบบที่ชอบได้ไม่ยากนักเพราะนายหนังสมัยนั้นมีงานแทบทั้งปี ไม่ว่าจะไปทางไหนก็จะเห็นหนังตะลุงเป็นมหรสพในงานนั้นๆแทบจะทุกงานไปทั้งงานวัดงานบ้าน จะต้องมีหนังตะลุงอยู่ด้วยเสมอ ไม่เหมือนสมัยนี้ที่หาดูได้ยากเต็มที แถมคนดูยังไม่ได้มากมายเหมือนสมัยก่อนอีกด้วย เรื่องการจะมาเล่นล้อมรั้วเก็บเงิน หรือ ปิดวิก เล่นในโรงภาพยนต์ตอนกลางวันนั้นยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกเลย

หนังตะลุงที่ผมเริ่มสนใจ ต่อมาจากหนังปฐม อ้ายลูกหมีนั้น ก็คือ หนังอาจารย์ณรงค์ ตะลุงบัณฑิต นายหนังที่เป็นอาจารย์สอนอยู่โรงเรียนวิเชียรมาตุ ในจังหวัดตรัง เป็นนายหนังที่เล่นได้สนุกสนานและแทบจะไม่มีคำหยาบออกมาในการแสดงเลย เป็นหนังตะลุงที่เล่นกลอนสดได้ดีมากคณะหนึ่งเลยทีเดียว ผมเคยได้ยินอาจารย์อธิบายฝรั่งที่มายืนดูที่หลังโรงเป็นภาษาอังกฤษ ในวันที่อาจารย์มาเล่นที่บ้าน ของผู้แทนเขตบ้านผมเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ทำให้ผมรู้สึกว่านายหนังตะลุงมีอะไรๆมากกว่าที่ผมคิดอีกมากนัก

ผมห่างหายจากการดูหนังตะลุงไปนานหลายปีในช่วงที่ผมขึ้นมาเรียนที่กรุงเทพ สิ่งต่างๆรอบตัวที่แตกต่างจากบ้านเกิด รวมทั้งภาระหน้าที่ และอะไรๆอีกหลายๆอย่างในชีวิตทำให้ผมแทบจะลืมเรื่องราวของหนังตะลุงไปเลย จนกระทั่งผมเรียนจบ และกลับมาทำงานที่บ้านเกิดอีกครั้ง ผมก็ได้กลับมาเจอกับสิ่งที่ผมชอบอีกครั้ง มันเป็นความรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปี่ในดนตรีหนังตะลุง เสียงโหม่ง เสียงฉิ่ง คลอเคล้ากับเสียง ออ ออ ของนายหนังทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายจากเรื่องราวมากมายที่ประเดประดังเข้ามาในหัวสมอง ผมรู้สึกดีใจและภูมิใจที่เป็นคนใต้ และดีใจมากขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่า ศิลปการแสดงแขนงนี้ยังได้รับความนิยมจากคนภาคใต้อยู่อย่างไม่มีวันเสื่อมคลาย ถึงแม้ว่าจะไม่มากมายเหมือนยุคสมัยที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้น้อยลงไปจนนายหนังหรือคณะหนังจะอยู่ไม่ได้

เรื่องราวของหนังตะลุงที่ผมรู้จักนั้นยังมีอีกมากมายพอสมควร เอาไว้มาเล่าตอนต่อไปให้ฟังกันอีกครั้งเมื่อมีโอกาสและเวลาที่เหมาะสมนะครับ

แล้วพบกันใหม่เมื่อเราเจอกันครับ

นภดล Siamsouth.com 26/11/2553

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,552
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 27 พฤศจิกายน, 2553, 21:12:11 »

ผมติดตามหนังปฐม อ้ายลูกหมี อยู่สองสามปี เรียกว่าฟังเทป บันทึกแสดงสดแทบจะทุกชุด พยายามหาโอกาสที่จะได้ดูสดๆซักครั้ง แต่ก็ยังไม่มีโอกาสซักที จนกระทั่งวันหนึ่ง ในปี 2533 วันนั้นผมเริ่มสังเกตเห็นรถบรรทุก คันใหญ่เข้ามาจอดที่ในสนามหน้าโรงเรียนสุราษฎร์ธานีที่ผมเรียนอยู่ เห็นป้ายที่ติดข้างรถเขียนว่า คอนเสิร์ตหนังตะลุง ปฐม อ้ายลูกหมี ทำให้ผมรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ตอนนั้นผมเรียน ม.3 และอยู่ที่อาคารหนึ่งติดกับเสาธงพอดี ทำให้ได้เห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนที่เข้ามาติดตั้งเวที ล้อมรั้ว อย่างใกล้ชิด ผมเริ่มชะเง้อ แอบมองการตั้งเวทีอยู่แทบทั้งวัน ไม่ได้สนใจเรียนสักเท่าไหร่

ผมเห็นที่หลังเวที มีโต๊ะบูชา ตั้งกระถางธูปใบใหญ่ มีรูปปั้นของเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพร ไว้ให้กราบไหว้บูชาอยู่ด้วย ผมนั่งมองอย่างไม่รู้สึกเบื่อ มองอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งเลิกเรียน ผมกลับมาถึงบ้านรีบไปบอกอาเขย ทันที แล้วคืนนั้น เราสองคนก็ขับมอเตอร์ไซค์จากอำเภอพุนพิน มาดูหนังปฐม อ้ายลูกหมี ที่ในเมืองสุราษฎร์จนได้  ผมตื่นตาตื่นใจกับการได้นั่งดูหนังตะลุงจนไม่รู้ว่ามันจบลงตอนไหน ผมกลับถึงบ้านเมื่อไหร่ แต่มันเป็นความประทับใจของผมมากๆครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

จนกระทั่งในสมัยที่ผมเข้ามาเรียนที่วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับโรงเรียนสุราษฎร์ธานีแล้วนั้น ผมก็ยังมีโอกาสได้ดูได้ชมหนังตะลุงอีกหลายครั้ง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่การแสดงสด แต่เป็น "หนังเทป" คือการเปิดเทปแล้วเชิดตัวหนังตาม และทั้งๆที่ไม่ใช่การแสดงสด แต่หนังเทปในสมัยนั้นก็ยังเป็นที่นิยมอยู่พอสมควร แสดงให้เห็นถึงความนิยมชมชอบในศิลปะ หนังตะลุงในภาคใต้ได้เป็นอย่างดี สมัยที่ผมเรียนที่ วท.สุราษฎร์ธานีนั้น ผมอยู่ในส่วนของ อาชีวะบริการ ที่จะต้องออกไปบริการสังคมในด้านเครื่องเสียงอยู่เป็นประจำ ทั้งงานหลวง งานราษฎร์ งานวัด ผมก็ไปทั้งนั้น ได้เงินบ้าง ไม่ได้เงินบ้าง ก็ไป เพราะผมชอบเดินทางและออกไปหามุมมองใหม่ๆ ไปในที่ที่ไม่เคยไปอยู่เสมอ ดังนั้นผมจึงอยู่ในส่วนงานตรงนี้อยู่นานจนกระทั่งผมเรียนจบ

ผมเคยได้ไปติดตั้งเครื่องเสียงในงานวัด ที่มี"หนังเทป" ไปเล่น วันนั้นเป็นเทปของหนังอาจารย์ณรงค์ ตะลุงบัณฑิตที่ผมชื่นชอบพอดี ผมเลยอยู่ดูจนจบโดยไม่รู้สึกเบื่อ ทั้งๆที่เพื่อนๆที่ไปด้วยกันหนีกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แต่ผมก็อยู่ตรงนั้น นั่งดูอยู่บนเวทีอย่างมีความสุขจนเลิก แต่ที่ผมได้ดูหลังเวทีแบบเต็มๆได้ดูสีหน้าท่าทางและ วิธีการบริหารจัดการหลังโรงอย่างแท้จริง ก็ยังคงเป็น หนังปฐม อ้ายลูกหมีอยู่เช่นเดิม วันนั้น คืนนั้นเป็นปีไหนผมก็จำไม่ได้ แต่เป็นปีที่ทางการจัดงานวันดับไฟใต้ ( ดับมาไม่รู้กี่ครั้งแล้วยังไม่มอดเสียที) มีหนังตะลุงและมโนราห์ มาจัดแสดงกันมากมายหลายโรง เวทีตั้งล้อมรอบสนามหน้าศาลากลางและสาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี ประมาณสิบกว่าโรง มีทั้งหนังตะลุงที่ผมพอจะคุ้นๆชื่อและทั้งที่ผมไม่รู้จักเลย  แต่ไฮไลท์ สำคัญอยู่ที่หนังตะลุงชื่อดังที่ตั้งเวทีอยู่ด้านข้างศาลจังหวัด หันหลังเวทีเข้าไปทางริมรั้วด้านที่ติดกับโรงเรียนสุราษฎร์ธานีนั่นละครับ

หนังตะลุงชื่อดังที่มีคนติดตามชมมากที่สุดคณะหนึ่งในสมัยนั้น และมาตั้งเวทีอยู่ตรงนี้ นั่นก็คือ หนังปฐม อ้ายลูกหมี ที่ผมชื่นชอบ ผมเดินวนไปวนมา อยู่รอบๆโรงแต่ก็มองอะไรไม่ได้มากนัก จนสุดท้ายผมแอบเข้าไปในโรงเรียนสุราษฎร์ธานี ปีนขึ้นไปนั่งบนกำแพงรั้วแล้วนั่งดูหลังเวทีอย่างสบายใจ จนแทบจะตลอดคืน ผมยังจำสายตาของนายหนัง ที่มองออกมาได้เป็นอย่างดี ผมเพิ่งมาสังเกต แววตา ของนายหนัง เมื่อไม่นานมานี้เองว่า สายตาของคนที่ผ่านอะไรๆ มามากนั้นจะเป็นอย่างไร แววตาและท่าทางของนายหนัง เวลาที่มองออกมายังคนที่เคลื่อนไหวอยู่ด้านข้างโรงหนัง หรือหลังโรงนั้น มันแตกต่างกันไปอย่างบอกไม่ถูก

นายหนังที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงนั้นผมคิดว่าสายตาของนายหนังจะไม่มีประกาย จะเฉยๆ ไม่มีอาการหลุกหลิกๆใดๆเลย ไม่เหมือนนายหนังที่ยังไม่ถึงขีดสุดของวิชาชีพนั้น จะมีแววตาในอีกรูปแบบหนึ่ง แววตาและท่าทางแบบที่ผมเห็นในตัวนายหนังอย่างหนังปฐม อ้ายลูกหมีนั้น ผมได้เห็นจาก หนังอาจารย์ณรงค์ ตะลุงบัณฑิต หนังสุทิพย์ ลูกทุ่งบันเทิง และอีกสองสามท่านเท่านั้น และอีกนานร่วมๆสิบปีทีเดียวผมถึงจะได้เห็น แววตาและท่าทางแบบนั้นอีกครั้ง

ท่าทางและแววตาในแบบที่ผมอธิบายมานั้นคงจะไม่สามารถบอกออกมาเป็นตัวหนังสือได้ เอาเป็นว่าผมเข้าใจของผมแบบนั้นจริงๆ อาจจะเป็นความรู้สึกส่วนตัวที่ไม่สามารถหาเหตุผลมารองรับได้ แต่ผมก็ได้เห็นแววตาแบบนั้นอีกครั้ง ในวันลอยกระทงที่ผ่านมาครับ ผมได้เห็น ลักษณะท่าทางแบบนั้นจาก หนังศรีโต ศ.ศรีพัฒน์ ที่มาเล่นในงานลอยกระทงคืนนั้น ครั้งแรกที่ผมเดินไปถึงโรงหนังตะลุง ผมไปยืนที่ด้านข้างเวที นายหนังหันมาดูทางผมแวบหนึ่งแล้วหันกลับไป แต่มันทำให้ผมคิดถึงสายตาของหนังปฐม หนังอาจารญ์ณรงค์ และหนังสุทิพย์ (เสียชีวิตแล้ว) ขึ้นมาทันที ผมตัดสินใจเดินไปหน้าโรงแล้วหาที่นั่งทันที ด้วยความมั่นใจว่าหนังตะลุงคณะนี้ต้องเล่นดีแน่นอน และผมก็ไม่ผิดหวังครับ



หลังเวทีหนังศรีโต ศ.ศรีพัฒน์

หนังศรีโต เล่นดีมากๆจริงๆ ความหมายของคำว่าเล่นดีของผม ไม่ได้หมายความว่าเล่นแล้วตลกอย่างเดียวนะครับ มันมีเรื่องอื่นด้วย หนังศรีโต เป็นหนังที่ครบเครื่องคนหนึ่งเลยทีเดียวครับ ทั้งน้ำเสียง ลูกเล่นต่างๆก็ครบเครื่อง ตัวตลกต่างๆก็เรียกเสียงฮาได้ท้องคัดท้องแข็ง ทำให้ผมต้องสัญญากับตัวเองว่าจะหารายละเอียดของนายหนังผู้นี้มาเล่าสู่กันฟังเป็นการเฉพาะให้ได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ แต่จะพยายามครับ

ส่วนเรื่องอื่นๆที่เกี่ยวกับหนังศรีโต ส.ศรีพัฒน์นั้น คงต้องไปสอบถามจากนายหนังเอาเอง ผมเองก็คงจะ "ไม่สามารถตอบได้เพราะไม่ค่อยสนิทกันเท่าไหร่" (มุขตลกของนายหนังเองต้องไปชมที่หน้าเวทีถึงจะเข้าใจครับ)

แล้วพบกันใหม่เมื่อเราเจอกันครับ

นภดล 27/11/2553
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,552
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 03 ธันวาคม, 2553, 02:21:52 »

ในวันที่ผมกลับมาจาก กรุงเทพ เพื่อมาทำงานที่ภาคใต้ในปี 2543 นั้นเป็นช่วงเวลาที่หนังตะลุงจากเมืองตังที่ชื่อ "หนังสุทิพย์ ลูกทุ่งบันเทิง" นั้นกำลังมีชื่อเสียงโด่งดังมากๆในภาคใต้ นายหนังตะลุงผู้นี้สามารถเข้าถึงและสร้างความสุขให้กับผู้ชมในภาคใต้ได้เป็นอย่างดี ทำให้มีงานแทบไม่เว้นแต่ละวัน แม้กระทั่งในรถที่พวกเราใช้ทำงานก็ยังต้องมีเทปของหนังตะลุงคณะนี้ติดอยู่ด้วยแทบทุกคัน

จากการที่ผมได้ฟังเทปของหนังสุทิพย์อยุ่เป็นประจำ ทำให้ผมตั้งใจว่าผมจะต้องไปดูด้วยตาตัวเองให้ได้ว่า การเล่นสดทั้งเรื่องจะสนุกสนานเหมือนกับเรื่องตลกที่คัดมารวบรวมไว้ในม้วนเทปหรือไม่ แต่ผมต้องรออีกนานทีเดียวกว่าผมจะได้ดุหนังสุทิพย์ ลูกทุ่งบันเทิงแสดงสดๆอย่างที่ตั้งใจไว้

วันที่ผมได้ดูหนังสุทิพย์เล่นนั้นผมเองก็จำไม่ได้ว่าทำไมผมถึงไปดู และดูที่ไหน (ตามประสาคนแก่) ผมจำได้แค่ว่า ผมไปยืนดูอยู่ที่ด้านข้างเวที นายหนังก็มองมาที่ข้างเวที ตามสัญชาตญาณ ที่เวลามีอะไรเคลื่อนไหว หรือ มีคนเดินไปเดินมาก็จะหันมาดู ผมสบตากับนายหนังแว๊บนึง และผมก็จำแววตาแบบนั้นได้จนกระทั่งทุกวันนี้ อย่างที่เคยเล่าให้ฟัง(อ่าน)กันไปแล้วด้านบน ผมยืนดูอยู่นานมากๆ สลับกับการเดินไปดูหน้าโรง สิ่งที่ผมติดใจมากๆสำหรับ หนังสุทิพย์ในขณะนั้น คือ เสียงปี่ เสียงปี่ที่ดังชัดเจนและไพเราะมาก

เป็นเสียงปี่ที่เป่าในตอนที่หนังพักเพื่อเปลี่ยนฉาก เป่าแทนเสียงร้องของเพลงลูกทุ่ง ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มหาฟังยากซักนิดแล้ว เนื่องจาก พักหลังๆคณะหนังตะลุงมักจะมีนักร้องประจำคณะ ใช้วิธีร้องสด เล่นสด แทนเสียงปี่บรรเลงไปเสียเป็นส่วนมาก แถมบางคณะก็ร้องเพลงกันทั้งผัวทั้งเมีย ทั้งนายหนังทั้งเมียนายหนัง แต่ก็ร้องได้เพราะดี น่าฟังอยู่มาก แต่สุดท้ายผมก็ยังคิดถึงเสียงปี่อยู่ดี

ตอนที่ผมได้ยินเสียงปี่บรรเลงเพลง ที่พอจะจับใจความได้ว่าเป็นเพลง "รอยไถแปร" นั้นผมยืนอยู่ที่หน้าเวที เมื่อได้ยินเสียงปี่ เป่าเป็นเพลงที่ผมชื่นชอบ ผมก็ไม่รีรอที่จะเดินไปที่หลังเวทีทันที ผมยืนดูชายร่างท้วมก้มหน้าก้มตาเป่าปี่อย่างเมามันจนจบเพลงด้วยความชื่นชม แต่ที่ผมสะดุดตาอีกอย่างนั่นก็คือ มือคีย์บอร์ดครับ ปกติ มือคีย์บอร์ด ในคณะหนังตะลุงนั้นมักจะใช้ Casio เล่นเสียงออร์แกน เหมือน กับวงกลองยาวหรือวงดนตรีพื้นบ้านทั่วไป แต่วันนี้นอกจาก Casio ที่มีอยู่ประจำวงแล้วผมยังเห็นชายหนุ่มอีกคนนั่งอยู่เกือบๆขอบเวทีด้านหลัง ดูท่าทางแล้วไม่น่าจะเป็นคนใต้ และที่สำคัญ ชายคนนี้ใช้ Roland JV35

Roland JV35 เป็นคีย์บอร์ด ที่วงเพื่อชีวิตชอบใช้มากๆในสมัยนั้น เพราะราคาจะไม่แพงมากนักเมื่อเทียบกับ KORG M1,O1 ที่ยังราคาสูงอยู่มากเกินกว่าที่นักดนตรีวงเพื่อชีวิตที่ยังไม่โด่งดังจะหามาใช้ได้ ดังนั้นผมจึงค่อนข้างแปลกใจที่ เห็นคีย์บอร์ด ตัวนี้มาเล่นอยู่ในคณะหนังสุทิพย์ ในคืนนี้ ผมเดินเข้าไปชวนพี่ชายคนนั้นพูดคุยไปเรื่อยๆ ตามประสาคนชอบพูดชอบคุยของผม

"ผมเป็นน้องเมียนายหนัง ช่วงนี้ตกงานอยู่เลยมาเที่ยวๆกับนายหนัง" พี่ชายคนนั้นบอกกับผม จากการพูดคุยผมว่าแกเป็นคนถ่อมตัวอยู่พอสมควร แกบอกว่าแกมาศึกษาอยู่กับพี่ที่เป็นมือคีย์บอร์ดของคณะอยู่พักใหญ่แล้ว ว่าแนวๆทางใต้เล่นแบบไหน แต่ก็คงจะต้องศึกษากันอีกนาน ในขณะที่แกพูดกับผมนั้น เป็นเวลาที่ดนตรีจะต้องเล่นรับตามบทของนายหนัง ผมเหลือบไปดูมือคีย์บอร์ดประจำคณะ สลับกับมองนิ้วของพี่ชายคนนี้กดลงบนแป้นของ JV35 ตัวนั้น มันทำให้เห็นความแตกต่างด้านการวางนิ้ว ในเชิงทฤษฏีของดนตรี ตามที่ผมเคยอ่านเจอมาบ้าง มีคนบอกผมมาบ้าง

การวางนิ้วของเจ้าถิ้นจะกางออกในแนวราบเหมือนคนที่เล่นตามความเคยชิน คือถ้าเล่นแบบนี้จะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเล่นเพลงที่พลิกแพลงมากกว่านี้ ก็จะต้องมาไล่กันใหม่เยอะเลยทีเดียว แต่พี่ชายคนนั้น วางนี้ว งอตามแบบที่สมควรจะเป็นนิ้วโป้งวางที่ C แล้วไล่ตามไปเรื่อย เวลาเวลาที่เล่นตัว A ก็จะพลิกนิ้วหัวแม่มือไล่กลับลงไป ทำให้ผมได้เห็น มือคีย์บอร์ดสองคนสองแบบ ที่มาเล่นด้วยกันบนเวที ที่ไม่น่าจะมาเล่นด้วยกันได้เลย แต่ก็เป็นประสบการณ์ดีๆที่ผมได้เจอจากหลังเวทีของหนังสุทิพย์ ในคืนนั้น

แต่ผมเองก็ไม่ได้ถามนะครับว่า หนุ่มที่ใช้ Roland JV35 คนนั้นเป็นน้องของเมียคนไหนของนายหนัง เพราะตอนนั้นผมเองก็ไม่ทราบเรื่องว่านายหนังมีเมียกี่คน หรือมีชีวิตครอบครัวแบบไหน จนในปี 2546 ที่ผมได้รู้ข่าวการเสียชีวิตของ นายหนังตะลุงที่โด่งดังสุดขีดในภาคใต้ ด้วยวัยเพียง40 ปี ทีมีสาเหตุมาจากปัญหาครอบครัว เกี่ยวกับ ภรรยาเก่า ที่มีเหตุให้ต้องจ้างวานฆ่าให้ตายกันไปข้างนึง

ผมจดจำหนังสุทิพย์ ได้ในฐานะ นายหนังฝีมือดี มีอนาคตไกล ที่ผมชื่นชอบ แต่ก็จากไปก่อนเวลาอันสมควรอย่างน่าเสียดาย ผมได้ฟังเสียงปี่ที่น่าฟังจากลูกคู่ของหนังสุทิพย์ ได้เห็น คนสองวัยสองแบบ เล่นคีย์บอร์ดด้วยกัน ได้เห็นการเล่นหนังตะลุงที่สวยงาม และอีกมากมายจากคณะ "สุทิพย์ ลูกทุ่งบันเทิง"

วันนี้ไม่มีหนังสุทิพย์ ที่ต้องจากไปเพราะการจ้างวานฆ่าของอดีตภรรยาตามข่าวที่ได้รับทราบกันไปก่อนหน้านี้แล้ว ผมเองก็ได้แต่เสียดายที่คนมีฝีมือในด้านศิลปวัฒนธรรมบ้านผม ต้องหายไปอีกหนึ่งคน  คนที่จ้างฆ่าก็แค่ได้ฆ่าผัวเก่าไปเท่านั้น แต่สำหรับผมการเสียชีวิตของหนังสุทิพย์ เหมือนกับการที่สายธารทางวัฒนธรรมของภาคใต้ต้องสะดุดลงไปช่วงหนึ่งเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีสายเลือดใหม่หรือสายเลือดเก่าดั้งเดิมสืบทอดและร่วมใจกันอนุรักษ์สืบต่อมาอย่างต่อเนื่องแต่ก็เป็นไปในสภาพของการทรงตัวอยู่มากกว่า ไม่ได้โดดเด่นอย่างสมัยของ หนังปฐม อ้ายลูกหมี หนังอาจารย์ณรงค์ ทำไว้ในช่วงที่ท่านเหล่านั้นอยู่ในจุดสูงสุดของชีวิตนายหนัง

วันนี้ทิ้งท้ายกันด้วยข่าวเก่าเอามาเล่าใหม่อีกครั้งเป็นข่าวการเสียชีวิตของหนังสุทิพย์ ในปี 2546 เพื่อระลึกถึงว่า "ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก" นั้นเป็นจริงอย่างที่คนโบราณว่าไว้หรือเปล่า

โดยคดีนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อคืนวันที่ 22 ก.ย. 2546 ที่ผ่านมา ขณะที่นายสุทิพย์ ทรัพย์ส่ง ขับรถกระบะอีซูซุดีแมคซ์ ทะเบียน กข 6713 ตรัง พานางทองสุข มุกดาหาร ภรรยา กลับจากแสดงหนังตะลุงที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ขณะรถวิ่งมาตามถนนเทศารัษฎา หมู่ 4 ต.ควนเมา อ.รัษฎา จ.ตรัง ได้มีคนร้ายไม่ทราบจำนวน ใช้รถกระบะไม่ทราบยี่ห้อ และทะเบียนเป็นพาหนะขับตามประกบแล้วใช้อาวุธปืนสงครามเอ็ม 16 และอาวุธปืนขนาด .357 ยิงถล่มใส่รถของนายสุทิพย์ เป็นเหตุให้นายสุทิพย์และนางทองสุขเสียชีวิตคารถ หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ออกติดตามคลี่คลายคดี

กระทั่งทราบว่านางสุนันทา ซึ่งเป็นอดีตภรรยาของนายสุทิพย์ และนายสมโชค สามีใหม่ของนางสุนันทา มีส่วนเกี่ยวข้องในคดี จึงนำกำลังเข้าจับกุม ขณะทั้งคู่หนีไปกบดานที่ร้านเสริมสวยชื่อ "สโรรักษ์" หมู่ 12 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี

จากนั้นควบคุมตัวไปสอบสวน เบื้องต้นนางสุนันทา ให้การสารภาพว่า เคยอยู่กินกับนายสุทิพย์ฉันสามีภรรยา มีลูกชายหญิงด้วยกันรวม 3 คน ระหว่างอยู่กินถูกนายสุทิพย์ทำร้ายร่างกายทุบตีจนต้องแยกทางกัน โดยนายสุทิพย์ไปมีภรรยาใหม่คือนางทองสุข ส่วนตนไปมีสามีใหม่คือนายสมโชค ใช้ชีวิตด้วยความลำบาก
เนื่องจากครอบครัวไม่มีรายได้ ในขณะที่นายสุทิพย์มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย

ด้วยความโกรธแค้นได้ว่าจ้างนายสรพงษ์ เยาว์ดำ หนึ่งในทีมสังหาร ซึ่งขณะนี้ถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำจังหวัดตรังในคดีพยายามฆ่า ให้ลงมือสังหารนายสุทิพย์ในวงเงิน 6 หมื่นบาท นัดจ่ายเงินงวดแรกที่ร้านอาหาร "ชัวร์คาราโอเกะ" บนเกาะลันตา จ.กระบี่ จำนวน 3 หมื่นบาท ส่วนที่เหลือจะจ่ายให้หลังเสร็จงาน จากนั้นหนีไปกบดานใน จ.ชลบุรี กระทั่งถูกจับกุม สำหรับทีมสังหาร นอกจากนายสรพงษ์แล้วทราบว่ามีตำรวจในพื้นที่ทราบเพียงชื่อเล่นว่า "จ่าแดง" และข้าราชการซี 5 สังกัดกรมป่าไม้คนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนจัดหาอาวุธปืนรวมอยู่ ด้วย ซึ่งตำรวจเตรียมออกหมายจับกุมผู้ต้องหาที่เหลือแล้ว


ผมพอจะค้นข่าวเก่าๆมาได้แค่นี้ครับ และทราบข่าวเพิ่มเติมว่า ที่ขัดแย้งกันกับภรรยาเก่านั้นมาจากเรื่องที่ดินที่หนังสุทิพย์ซื้อไว้ให้ลูก แต่ภรรยาเก่าเอาไปขาย เลยมีปากเสียงกันขึ้น จนกระทั่งมีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น วันนี้ผมขอใช้ตัวหนังสือในหัวข้อนี้ แสดงความคิดถึง และเสียใจในการจากไปของ คนที่สร้างความสุขและความบันเทิงให้กับคนมากมายแต่ชีวิตจริงกลับพบกับปัญหาหลากหลายเรื่องราวจนต้องมาจากไปด้วยวัยเพียง 40 ปีเท่านั้นเองครับ

แล้วพบกันใหม่เมื่อเราเจอกันครับ

นภดล Siamsouth.com 3/12/2553 (เมืองทองธานี)

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,552
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 18 ธันวาคม, 2553, 08:28:30 »

ถ้าเอ่ยถึงหนังตะลุงในเมืองสุราษฎร์ธานี ในยุค ยี่สิบปีที่แล้ว แทบจะไม่มีใครไม่รู้จักหนังจูเลี่ยม กิ่งทอง  หนังตะลุงที่ได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ ในปี 2532 และถ้าเอ่ยถึงหนังจูเลี่ยม กิ่งทอง ก็จะต้องพูดถึง สาลิกา กิ่งทองควบคู่กันไปด้วย เพราะ สาลิกา กิ่งทอง ที่โด่งดังในบทบาทของนักร้องเพลงลูกทุ่งนั้นเป็นผลงานของหนังจูเลี่ยม กิ่งทอง แทบทั้งสิ้น

ผมเคยเล่าไปแล้วว่าหนังตะลุงคณะแรกที่ผมได้ดูคือหนังจูเลี่ยม กิ่งทอง ที่วัดบางงอน ในปี 2531 ซึ่งขณะนั้นท่านยังไม่ได้รับรางวัลอันสูงสุดของชีวิต คือการได้รับเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ แต่ผลงานการแสดงของท่านเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายรวมทั้งได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หลังจากที่ผมเริ่มติดตามชมหนังตะลุงและพยายามศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจากคนรอบข้าง ทำให้ผมได้รู้จักคณะหนังตะลุงมากขึ้น หลายคณะ แต่ไม่ได้ข่าวของหนังจูเลี่ยม กิ่งทอง เลย อาจจะเป็นเพราะสมัยนั้น การสื่อสารหรือการประชาสัมพันธ์ต่างๆในบ้านเราไม่ได้กว้างไกลและรวดเร็วเช่นทุกวันนี้ ทำให้ผมเกือบจะลืมชื่อของนายหนังตะลุงท่านนี้ไปเสียแล้ว

จนกระทั่งในปี 2536 ปีนั้นทางจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ที่ใช้ชื่อว่า "ตาปีเกมส์" ในตอนนั้นผมเรียนอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ก็ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการติดตั้งระบบเสียงในสนามกีฬา ที่สร้างใหม่เพิ่มเติมในหลายๆส่วน เช่น สระว่ายน้ำ ที่นั่งด้านข้างและฝั่งกระถางคบเพลิง  มีการปูพื้นลู่วิ่ง และติดตั้งไฟสปอร์ทไลท์ ในสนามฟุตบอล มีการปูหญ้าและปรับปรุงสนามใหม่ให้สวยงามอย่างที่เราได้เห็นกันในทุกวันนี้ พูดถึงสนามฟุตบอลของสามกีฬาจังหวัดสุราษฎร์ธานี ผมมั่นใจว่า พวกผมคือ คนกลุ่มแรกที่ได้ใช้สนามแห่งนี้ในเวลากลางคืน เป็นกลุ่มแรกที่ได้เล่นฟุตบอลในสนามแห่งใหม่ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีในขณะนั้น

สาเหตุก็มาจากว่า ในคืนที่ทีมงานผู้รับเหมาติดตั้งไฟเสร็จก็เริ่มเปิดไฟทดสอบระบบ ในคืนนั้นพวกเรานอนกันที่สนามกีฬากลางเช่นกัน เพราะเราต้องเร่งทำงานติดตั้งระบบเสียงให้เสร็จตามกำหนด ที่ได้รับมอบหมาย การที่ได้เห็นสนามหญ้าสีเขียวสด ไฟส่องสว่างราวกับเป็นกลางวัน ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนเลยในสมัยนั้น พวกเราจึงพร้อมใจกันลงไปเตะฟุตบอลกันทันที ในครั้งนั้นผมได้ทำสิ่งที่ฝันมานานคือการดีใจด้วยการไถลไปกับสนามอย่างที่ไม่ต้องกลัวหน้าแข้งเป็นแผล หรือต้องมาดึงไม้เสียบลูกชิ้นออกจากร่างกาย เหมือนเมื่อก่อน แต่นั่นคือสิ่งที่พวกเราแอบภูมิใจเล็กๆเมื่อเกือบยิ่สิบปีที่แล้ว

สิ่งพิเศษของมหกรรมกีฬาแห่งชาติ ในปีนั้นคือพิธีเปิดสนาม ที่เน้นเรื่องความเป็นพื้นบ้านภาคใต้ ดังนั้นจึงมีการแสดงกลางสนามในรูปแบบของหนังตะลุง มีเด็กนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆมาตั้งแถวถือรูปหนังตะลุงทำท่าเชิดตัวหนังไปตามจังหวะดนตรี วันที่ซ้อมใหญ่ ผมนั่งอยู่ที่บนห้องควบคุมเสียง เปิดเทปเพลงหรือเทปเสียงดนตรีที่จะใช้ในพิธีเปิด เพื่อให้กลุ่มนักแสดงที่ยืนอยู่กลางสนามได้ซ้อมใหญ่กัน เมื่อเปิดไปซักพักผมก็ขอตัวลงไปด้านล่างปล่อยให้เพื่อนทำหน้าที่ต่อ เพราะในวันนั้น สิ่งที่น่าสนใจไม่ได้อยู่ที่นักแสดงในสนามหรอกครับ มันอยู่ที่เพื่อนๆของนักแสดง ที่มายืนให้กำลังใจอยู่ที่ข้างสนามมากกว่า

ผมตั้งใจว่าจะลงไปเดินดูสาวๆต่างโรงเรียนอย่างนักเรียนอาชีวะ หรือ พานิชย์ แม้กระทั่งเด็ก ม.ปลายหลายๆโรงเรียนที่ในเวลาปกติมักจะไม่ค่อยได้เจอกัน ต่างคนต่างอยู่ ยิ่งในสมัยนั้นไม่มี เฟสบุ๊คหรือ MSN ดังนั้นโอกาสที่จะได้รู้จักกันนั้นแทบจะไม่มีเลยครับ ดังนั้นวันแบบนี้และโอกาสแบบนี้คือโอกาสทองของพวกเรา อยู่ที่ว่าใครจะใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ได้มากน้อยกว่ากัน มันก็คงจะคล้ายๆกับการทำประตูของกองหน้าต่างๆนั่นละครับ มีโอกาสยิงเท่าๆกันอยู่ที่ว่าใครจะใช้โอกาสนั้นให้เป็นประตูเท่านั้นเอง

ผมเดินลงมาจากห้องควบคุมด้านบนลงมาจนถึงที่พักของบันไดด้านหลัง ผมเห็นชายสูงอายุท่านหนึ่ง นั่งหันหน้าออกไปทางด้านหลังอยู่คนเดียว ผมเองก็สงสัยว่า "ใคร" เพราะปกติจะไม่มีใครมานั่งตรงนี้แบบนี้ จึงเดินเลียบๆเคียงๆเข้าไปดุ พอผมเห็นหน้าผมก็คุ้นหน้า และด้วยความปากไวของผม ผมจึงถามว่า

"มาทำอะไรเหรอครับ"

"เขาให้มาช่วยดู นักแสดงที่เชิดหนังตะลุงว่าทำท่าทางถูกต้องหรือเปล่า" ชายสูงอายุท่านนั้นบอกกับผมอย่างใจดี

และในขณะที่ผมคุยอยู่กับผู้สูงอายุท่านนี้ โดยที่ผมเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่นั้นก็มีคนเดินสวนขึ้นมาพร้อมทั้งพูดคุยกับท่าน แล้วหันมาทางผมพร้อมกับถามผมว่า "รู้จักครูจูเลี่ยม ด้วยหรือ"

ผมไม่ใช่คนกะล่อนหรอกครับแต่ถ้าเป็นเรื่องไหลตามน้ำผมเองก็ไม่เคยแพ้ใครเหมือนกันผมจึงตอบไปอย่างเต็มปากเต็มคำว่า "ครับ" หลังจากนั้นชายคนนั้นก็เดินขึ้นไปด้านบน คราวนี้ผมลงไปนั่งข้างๆครูจูเลี่ยม แล้วเริ่มต้นเปิดฉากพูดคุยกับท่านอย่างเอาจริงเอาจัง จนลืมสาวๆที่สวมชุดกีฬาและชุดนักศึกษาที่อยู่ด้านล่างไปจนหมดสิ้น

ในสมัยที่ผมยังเด็กกว่าตอนนั้น(ที่ผมเองก็จำไม่ได้ว่าตอนไหน) ผมจะตื่นตอนตีห้าพร้อมๆกับแม่ในทุกเช้า แม่ผมจะตื่นขึ้นมาทำกับข้าว เป็นประจำทุกวันและเมื่อแม่ตื่น แม่จะเปิดวิทยุคลื่นของกองทัพอากาศ ที่มีรายการตีห้าว่าข่าว ของนักจัดรายการผู้หญิง ที่ผมยังจำเสียงได้มาจนถึงทุกวันนี้แต่ผมก็จำชื่อไม่ได้ จนผมได้คุยกับดีเจเอกพงศ์ ของคลื่นวิทยุแห่งประเทศไทย (ตอนนี้ย้ายไปบางกอกแล้ว) ดีเจเอกบอกว่าน่าจะชื่อ วิลาวัลย์ ซึ่งข้อมูลนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจ แต่ผมจำเสียงของเธอได้เป็นอย่างดี

ในรายการตีห้าว่าข่าวจะมีการเปิดเพลงอยู่บ้างในบางช่วงบางตอน และเพลงในช่วงนี้มีอยู่หนึ่งเพลงที่ผมได้ฟังแล้วจดจำได้ดี คือเพลงหนุ่มล่องซุง ที่เป็นเสียงของสาลิกา กิ่งทอง บรรยากาศยามเช้าที่บ้านของผมที่เงียบสงัดในสมัยนั้นบวกกับจินตนาการถึงแม่น้ำตาปีที่กว้างใหญ่ ทำให้ผมจำเพลงนี้ได้ และเมื่อผมได้มานั่งอยู่แทบเท้าของคนที่แต่งเพลงนี้ ผมจึงมีคำถามมากมายที่จะถามครูจูเลี่ยม...

"ตอนแต่งเพลงนี้แต่งยากไหมครับ" ผมถามท่านด้วยความอยากรู้ คงเป็นเพราะช่วงนั้นผมเริ่มเล่นกีตาร์เป็นเพลงบ้างแล้ว จึงอยากจะแต่งเพลงเป็น เพื่อเดินตามรอยของพี่ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ฮีโร่ของวัยรุ่นยุคนั้น

"ตอนแรกก็นั่งฮัม ทำนองไปก่อน แล้วค่อยใส่คำร้อง" ครูจูเลี่ยม ตอบด้วยรอยยิ้มตามแบบของท่าน และยังได้สอนเรื่องราวต่างๆอีกมากมาย จนแทบไม่น่าเชื่อว่า นี่เป็นการเจอกันครั้งแรก ของนายหนังตะลุงที่มีชื่อเสียงกับเด็ก ปวช คนหนึ่งที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ

ผมได้รับคำแนะนำจากครูจูเลี่ยมมากมายในเรื่องการแต่งเพลง ไปจนถึงเรื่องราวบางส่วนของการใช้ชีวิต แต่ก็คุยได้ไม่นาน ท่านก็ต้องลงไปดูพวกนักเรียนที่มาซ้อมเชิดหนังตะลุงด้านล่าง ผมจึงกลับขึ้นไปด้านบนอีกครั้งด้วยความรู้สึกประทับใจโดยลืมเรื่องที่ผมจะลงไปด้านล่างทำไมจนหมดสิ้น

ผมได้มาเจอบุคคลที่เกี่ยวข้องกับหนังจูเลี่ยม อีกครั้งในราวปี 2537 คืออีกหนึ่งปีหลังจากนั้น นั่นก็คือ พี่ติ๋ว สาลิกากิ่งทอง พี่ติ๋ว หรือ ติ้ว ผมก็ไม่แน่ใจเพราะสำเนียงทางบ้านส้องออกสียงเป็นติ้ว อย่างเช่นตอนที่ โก๊ะตี๋ ในสมัยที่อยู่กับเอ๊ดดี้ ผีน่ารัก จะมาขอเพลงของสาลิกา กิ่งทอง ไปร้องในอัลบั้มแต๋วจ๋า นั้น ในตอนที่ครูจูเลี่ยม มองเห็นโก๊ะตี๋ครั้งแรก ยังอุทานออกมาว่า "ติ้ว นี่นา" คงจะเห็นว่ารูปร่างของโก๊ะตี๋ในสมัยนั้นละม้ายคล้ายคลึงกับสาลิกา กิ่งทอง มากๆนั่นเอง ดังนั้นชื่อเล่นของ พี่สาลิกา จะเป็น ติ๋ว หรือ ติ้ว ก็แล้วแต่จะออกเสียงกันนะครับ

ผมเจอพี่ติ๋วในค่ำคืนวันหนึ่งที่ร้านอาหาร เก้าหยก (ตอนนี้ปิดไปแล้ว) พี่ติ๋วเดินเข้ามาหาอาจารย์วัชระ เพื่อติดต่อทำเพลงเป็น Midi เพื่อใช้เปิดในเวลาที่พี่ติ๋วไปร้องเพลงตามร้านอาหารต่างๆ ในสมัยนั้น Kawai Q80 ,80EX เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักดนตรีภาคใต้ ไปร้านไหนก็จะเปิดแผ่นดิสต์ด้วย Q80 กันทั้งนั้น ดังนั้นพี่ติ๋ว เลยอยากจะมาทำซาวด์ไว้สักแผ่นเพื่อความสะดวกในการไปร้องเพลงตามที่ต่างๆ

"นักดนตรีตั้งเยอะ ทำไมมาเลือกอาจารย์ " ผมถามอาจารย์วัชระ ในวันต่อมาที่เราไปเล่นดนตรีในค่ายทหารโดยผมรับหน้าที่แบกเบส โบราณตัวใหญ่มากๆ ไปช่วยเล่นแทนเบสเท้าที่อาจารย์ใช้อยู่เป็นประจำ

"สาลิกา เคยมาร้องโชว์ที่ร้านผมเล่นให้ สาลิการ้องได้ทุกเพลง เขาก็เลยสนใจ เห็นบอกว่านักดนตรีรุ่นใหม่ๆ เล่นเพลงของเขาไม่ได้ทุกเพลงอย่างผม" ในช่วงนั้น พี่ติ๋ว ร้องประจำอยู่ที่ร้าน ป๊อบ อีสานคลาสสิค การมาหาอาจารย์วัชระ ในร้านเก้าหยกที่อยู่ใกล้กันแค่เดินข้ามถนนจึงไม่ใช่เรื่องยาก ดังนั้นผมจึงได้เจอพี่ติ๋วอยู่อีกสองสามครั้งในเวลาที่ แกเดินมาหาอาจารย์วัชระ

จนกระทั่งคืนหนึ่งหลังจากที่ผมดื่มด่ำกับน้ำอำพันจนได้ที่ และไม่มีที่ไปต่อ ผมจึงแวะเข้าไปหาอาจารย์วัชระ ที่ร้านเก้าหยกเพื่อหาอะไรดื่มต่อยอด เพื่อให้ราตรีนี้ยาวไปจนถึงตีสอง คืนนั้นหลังจากต่อ รีเจนซี่ไปอีกหนึ่งแบนที่หลังเวที อาจารย์วัชระบอกกับผมว่า

"ผมทำเพลงให้สาลิกา เสร็จแล้วนะ แต่ก็ไม่เห็นมาเอา"

"ถ้านภว่าง วันไหนช่วยแวะเอาไปให้ทีนะ ที่ร้านป๊อบข้างๆนี่แหละ" ผมรับปากพร้อมทั้งหยิบเอาถุงใส่แผ่นดิสต์ชุดนั้นติดมือออกมาด้วย จนอีกสองสามคืนต่อมมาผมก็เข้าไปที่ร้านป็อบ อีสานคลาสสิคที่พี่ติ๋วร้องเพลงอยู่ ผมได้รับคำตอบว่าพี่ติ๋ว ไม่มาร้องเพลงหลายวันแล้ว ลองไปหาที่ห้องพักแถวๆซอยออมสินดูสิเผื่อจะเจอ ผมก็ไปตามแผนที่ ที่คนในร้านเขียนให้ แต่ที่ห้องก็ล็อคกุญแจ ผมกลับเอาแผ่นดิสต์มาคืนอาจารย์วัชระ เผื่อว่าวันไหนพี่ติ๋ว กลับมาจะได้มาเอาที่ร้าน แล้วผมก็ลืมเรื่องนี้ไปเลยครับ

จนกระทั่ง หลายๆปีผ่านไปผมได้แวะไปเยี่ยมอาจารย์วัชระอีกครั้ง หลังจากที่นั่งคุยกันหลายๆเรื่องจนเหล้าหมดไปครึ่งกลมแล้วนั้น ผมก็ถามเรื่องแผ่นดิสต์ชุดนั้นว่า พี่ติ๋ว เข้ามาเอาหรือยัง อาจารย์วัชระบอกกับผมว่า

"ยังอยู่ที่บ้านผมนี่แหละ หลังจากวันนั้น สาลิกา ก็หยุดร้องเพลง ไปรักษาโรคมะเร็งจนเสียชีวิต ไม่ได้กลับมาเอาแผ่นดิสต์ชุดนี้อีกเลย"

พี่ติ๋ว สาลิกา กิ่งทอง เสียชีวิตเมื่อปี 2540 ด้วยโรคมะเร็งเต้านม ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าอาจารย์วัชระจะยังคงเก็บแผ่นดิสต์ชุดนั้นไว้หรือเปล่า ใครเจอก็ลองสอบถามดูนะครับ วันนี้จะเขียนเรื่องหนังตะลุงที่ผมรู้จัก กลับวนมาเข้าเรื่องของนักร้องลูกทุ่งเมืองใต้ไปเสียได้ แต่ก็ต้องยอมรับกันนะครับว่าชื่อของ จูเลี่ยม กิ่งทอง และสาลิกา กิ่งทอง เป็นอะไรที่แยกกันไม่ออกจริงๆครับ



ผมมาเจอครูจูเลี่ยม ครั้งสุดท้าย ที่ห้องอัดตาปีของพี่ทร ในช่วงที่ลูกของท่าน คือ พี่ศิลป์ (เลิศศิลป์ กิ่งทอง ถ้าจำไม่ผิด) มาทำเพลงชุด กิ่งทอง1 ที่นำเพลงเก่าๆของพี่ติ๋วมาร้อง วันนั้นผมแวะเข้าไปเที่ยวที่ห้องอัดตาปีพอดี ได้เจอครูจูเลี่ยม นั่งอยู่ด้วย ผมได้เห็นท่านอีกครั้งในปีนั้น ท่านนั่งกินก๋วยเตี๋ยวเส้นใหญ่น้ำอยู่ ผมเลยถือโอกาสถ่ายภาพท่านไว้เป็นที่ระลึก และเป็นภาพสุดท้ายที่ผมได้เจอท่าน จนกระทั่งไปร่วมงานศพท่านที่บ้านส้องกับพี่ภาพและพี่เลิศ ด้วยความอาลัยในการจากไปของศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ของชาวสุราษฎร์ธานี

แล้วพบกันใหม่เมื่อเราเจอกันครับ

นภดล Siamsouth.com
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: