Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 มกราคม, 2561, 10:47:01

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เปิดฟ้าอันดามัน เมือง“สตูล” ลุยตะรุเตา เข้าถ้ำงามสุดวิจิตร  (อ่าน 2845 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,708
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« เมื่อ: 24 พฤศจิกายน, 2553, 17:39:58 »




เปิดฟ้าอันดามัน เมือง“สตูล” ลุยตะรุเตา เข้าถ้ำงามสุดวิจิตร






แสงส่งท้ายวันเกาะหลีเป๊ะ
 
 
“ร่างกายต้องการทะเล” อีกคำพูดติดปากของบรรดาวัยรุ่นสมัยนี้ ที่หลงไหลในสเน่ห์ ของเวิ้งน้ำอันกว้างใหญ่ หาดทรายสีขาว บรรยากาศโรแมนติกยามอาทิตย์ลับขอบฟ้า ตลอดจนความสวยงามทางธรรมชาติต่างๆ ไม่เพียงแต่วัยรุ่นเท่านั้น เชื่อว่าทะเลยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ในใจของทุกคน เมื่อตัดสินใจเก็บกระเป๋าออกเดินทาง วันนี้ “ตะลอนเที่ยว” บินลัดฟ้า มายังจังหวัดสตูล ก่อนที่ฤดูกาลท่องเที่ยวของที่นี่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ






 
ห้องโถง ภ้ำภูผาเพชร
 
 
การเดินทางมายังจังหวัดสตูลนั้น สามารถเลือกได้ทางรถยนต์ส่วนบุคคล รถโดยสารประจำทาง หรือถ้าอยากได้บรรยากาศของวันวันก็เลือกรถไฟ หากใครอยากสบายรวดเร็วก็ต้องนั่งเครื่องบินมาลงที่ จ.ตรัง หรือ อ. หาดใหญ่ แล้วต่อรถมาก็ได้ ง่ายนิดเดียว และเมื่อพูดถึงสตูล คนส่วนใหญ่จะนึกถึงเกาะตะรุเตา หรือที่เที่ยวทางทะเล แต่สตูลยังมีดีมากกว่านั้น ถ้ามีเวลาพอแนะนำให้ลองเที่ยวให้ครบ รับรองว่าไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน





 
หินสีเขียวในห้องมรกต ถ้ำภูผาเพชร
 
 
สำหรับการตะลอนเที่ยวสตูลในครั้งนี้ จุดหมายแรกของเราอยู่ที่ “ถ้ำภูผาเพชร” อ.มะนัง ถ้ำขนาดใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่บนขุนเขา จากบันไดขั้นแรกที่ต้องเดินขึ้นไปยังตัวถ้ำประมาณ 200 เมตร เป็นทางสูงชันพอสมควร แต่ด้วยป่าไม้สองข้างทาง ประกอบกับลมที่พัดมาเป็นระลอก ช่วยลดความเหนื่อยลงไปได้บ้าง
       
เมื่อถึงหน้าตัวถ้ำ เราควรตระเตรียมของใช้จำเป็นอาทิ ไฟฉาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถึงแม้ว่าภายในจะมีการติดหลอดไฟให้แสงสว่าง แต่ระหว่างทางเดินบางช่วงนั้นมีแสงสว่างไม่เพียงพอ เพื่อร่วมทางหลายคนที่บอกว่าเคยไปเที่ยวถ้ำแบบนี้หลายที่แล้ว จึงไม่ตื่นเต้นเท่าไร แต่พอก้าวเข้าสู่ถ้ำ ทุกคนต่างพูดเป็นเสียเดียวกันว่า “โอ้โห”

 


 
เกาะไข่ สัญลักษณ์แห่งตะรุเตา
 
 
เรียกได้ว่าเป็นถ้ำขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยถ้ำภูผาเพชรนี้มีเนื้อที่ราว 50 ไร่ สันนิษฐานจากอายุของการเกิดของหินภายในถ้ำแล้วน่าจะมีอายุราวๆ 3,000 ปี ที่ภายในเต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยรูปร่างสวยงามแปลกตามากมาย เดิมทีชาวบ้านในละแวกเรียกถ้ำนี้ว่า ถ้ำลอด เพราะทางเข้านั้นต้องลอดผ่านช่องหินแคบๆ เข้าไป แต่เนื่องจากหินงอกหินย้อยภายในส่องแสงเป็นประกายระยิบระยับ จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น ถ้ำภูผาเพชร

 


 
สีสันของงาน เปิดฟ้าอันดามัน
 
 
เราใช้เวลาอยู่ภายในถ้ำอยู่นายหลายชั่วโมงกว่าจะเดินชมความงามได้ทั่ว จริงๆ แล้วเนื้อที่กว่า 50 ไร่นั้น เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมได้แค่บางส่วน และส่วนที่เป็นไอไลท์ของที่นี่คือส่วนที่เรียกกันว่า “ห้องโถง” เพราะเมื่อยืนอยู่จุดนี้เราจะเห็นความกว้างใหญ่ อลังการ ของถ้ำแห่งนี้ และถัดจากห้องโถงลงมาจะเป็นส่วนที่เราสามารถสองเห็นแสงส่องลอดผนังถ้ำลงมา แต่ถ้าอยากเห็นแสงที่สวย ควรเป็นรอเวลาช่วงบ่ายแก่ๆ สักหน่อย



 
 
น้ำใส ทรายสวย ที่เกาะหลีเป๊ะ
 
 
ได้เวลาโบกมือลาถ้ำภูผาเพชร และมาต่อกับกิจกรรมผจญภัย กับการพายเรือคายักที่แก่งวังสายทอง หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ลำน้ำคลองลำโลน เป็นการพายเรือระยะใกล้ๆ เป็นแก่งระดับ 2 ที่สามารถล่องได้ตลอดทั้งปี ถือว่าเป็นสเน่ห์ของแก่งนี้ เพราะถ้าหากเทียบกับแก่งใหญ่ๆ ต่างๆ นั้นต้องรอให้ถึงฤดูที่มีน้ำมาก ถึงจะล่องแก่งได้ สองข้างทางก็ยังคงพบเห็นกับธรรมชาติสีเขียวได้อยู่ เรียกได้ว่าสามารถล่องได้ทั้งครอบครัว ไม่ต้องกลัวอันตรายอะไรมาก




 
 
อาสาสมัครช่วยกันเก็บขยะคนละไม้ คนละมือ
 
 
หลังจากที่ตัวเปียกน้ำกันแล้ว ก็ได้เวลามุ่งหน้าสู่ท่าเรือปากบารา เพื่อร่วมงาน “เปิดฟ้าอันดามัน สวรรค์สตูล” งานประจำจังหวัดสตูลที่จัดขึ้นทุกปีก่อนที่จะถึงฤดูท่องเที่ยวของที่นี่ ซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนไปจนถึงเดือนพฤษภาคม และอีกโครงการดีๆ ที่ทางจังหวัดนั้นจัดขึ้นควบคู่กันไปเป็นประจำคือโครงการ “รักษ์เล ป่า ฟ้า สตูล ” ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจมาร่วมกันเป็นอาสาสมัคร ชาวยกันเก็บกวาดขยะบริเวณเกาะตะรุเตา เกาะไข่ เกาะอาดัง - ราวี และเกาะหินงาม เพื่อให้ธรรมชาติที่สวยงามกลับคืนมาสู่ทะเลสตูลอีกครั้ง ไม่น่าเชื่อว่าในครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมเป็นอาสาสมัครนับพันคน

 


 
สนุกสนานกับแก่งวังสายทอง
 
 
จากการสอบถามจากชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ทำให้ทราบว่าขยะที่ถูกคลื่นซัดเข้ามายังเกาะต่างๆ นั้นเป็นขยะจากต่างประเทศ เดินทางมาไกลจากแถบมหาสมุทรอินเดีย โดยลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เป็นตัวการสำคัญในการพัดพาเข้ามา กระจายไปทั่วทุกเกาะในบริเวณนี้ และอีกส่วนสำคัญคือขยะที่เกิดจากน้ำมือของนักท่องเที่ยวและชาวประมงที่ออกหาปลา เพราะการที่มีเกาะเป็นแหล่งท่องเที่ยว การจัดการควบคุมเรื่องขยะจึงทำได้ยาก ดังนั้นกิจกรรมการเก็บขยะนี้จึงต้องจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่นับว่าโชคดีที่ในปีนี้บริเวณเกาะตะรุเตานั้นไม่โดนผลกระทบเรื่องขยะมากนัก

 


 
ธรรมชาติบนเกาะอาดัง
 
 
เรื่องปัญหาขยะนี้เป็นปัญหาสำคัญของแหล่งท่องเที่ยวทุกที่ แม้จะมีการจัดการระบบรองรับปริมาณขยะที่ดีแล้ว แต่ถ้าคนเราเองไม่มีจิตสำนึกในเรื่องนี้ ไม่นานผู้ดูแลสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ คงได้มีเรื่องปวดหัวเพิ่มขึ้น ปัญหามลภาวะและทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมคงตามมา เชื่อว่าเราเองคงไม่อยากเห็นหาดทรายที่เต็มไปด้วยเศษขยะเป็นแน่ เพียงแค่เติมความใส่ใจทุกครั้งที่ออกเดินทางท่องเที่ยว เรานำขยะไปเท่าไร ก็ควรทิ้งให้เป็นที่เป็นทางหรือถ้าไม่มีที่ทิ้งจริงๆ ก็ค่อยนำกลับมาทิ้งก็ได้ ไม่มีปัญหา ขยะเพียง 1 ชิ้น ต่อ 1 คน ก็สามารถทำให้ชายหาดสกปรกได้ในเวลาไม่นาน



 
 
ขยะบางส่วนบนเกาะหลีเป๊ะ
 
 
เช้าวันใหม่ เราออกเดินทางสู่สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอย่าง “เกาะไข่” ไฮไลท์สำคัญหนึ่งในสัญลักษณ์ของตะรุเตาและจังหวัดสตูล โดยเราลงเรือไปพร้อมกับอาสาสมัครกว่าร้อยคน เพื่อช่วยกันเก็บขยะ คนละไม้คนละมือ ท่ามกลางแดดร้อน แต่ทุกคนก็ยังสนุกสนานกับการทำความดี บ้างก็หลบร้อนอยู่ตามพุ่มไม้ บ้างก็ถ่ายรูปกันเป็นที่ระลึก ไม่นานหาดทรายบนเกาะไข่ก็กลับมาขาวสะอาดอีกครั้ง พร้อมกับขยะกองโตหลายกองซึ่งต้องนำออกไปกำจัดที่บริเวณอื่นอย่างถูกวิธี





 
ผืนน้ำเป็นประกายยามเย็น
 
 
จากนั้นจึงเดินทางสู่เกาะหลีเป๊ะ เกาะสวรรค์กลางทะเล ที่หลังจากทำงานกันมาทั้งวันก็ได้เวลาพักผ่อน เรานั่งเรือมายังเกาะหลีเป๊ะ ที่หลายคนเรียกว่า มัลดีฟเมืองไทย ก็จริงดังว่า ชายหาดที่นี่สีขาว น้ำทะเลสีฟ้าใส จนมองเห็นผืนทรายเบื้องล่างแม้จะลึกกว่า 3 เมตร และวิวของดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่หาดชาวเล ก็สวยงามไม่แพ้ที่ไหน ไม่แปลกใจเลยที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาตต่างหลงไหลในมนต์สะกดของเกาะนี้ บางคนถึงกับมาปักหลักอาศัยอยู่บนเกาะ หันหลังให้ความเจริญในเมืองใหญ่ๆ เพราะชอบชีวิตในแบบลูกทะเล






 
อาทิตย์ลับขอบฟ้า
 
 
ปัจจุบันหลีเป๊ะอาจไม่ใช่เกาะที่เงียบสงบอย่างในสมัยก่อน เพราะเริ่มมีการลงทุนในด้านที่พัก ร้านอาหาร และกิจการต่างๆ อีกมากมาย เริ่มมีการเปิดพื้นที่ให้ผู้คนจับจองมากขึ้น บ้านชาวประมงดั้งเดิมก็ค่อยๆ หายไปเพราะถูกเงินมาแทนที่ แต่ยังดีที่เกาะนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง คือฝั่งที่มีแต่ความเงียบสงบ และฝั่งแห่งแสงสียามข้ำคืน หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ฝั่งหาดพัทยา” แต่ถึงอย่างไรก็ตามยังมีมุมสงบอีกมากมายที่สามารถเลือกไปพักผ่อนหย่อนใจได้ และก็ได้แต่หวังว่า ความเป็นธรรมชาติของที่นี่จะยังไม่ถูกแสงเสียงกลืนกินไปในเร็ววัน

 




 
สีสันที่เข้ามาปักหลักบนเกาะหลีเป๊ะ
 
 
ส่วนเกาะ อาดัง – ราวี สองเกาะที่ถูกเรียกว่าเป็นเกาะฝาแฝด อยู่ตรงข้ามกับเกาะหลีเป๊ะนั้น ถือเป็นแหล่งดำน้ำดูปะการังอันน่าสนใจแห่งมหู่เกาะตะรุเตา บนเกาะนี้จะมีสวนสนและป่าไม้อยู่จำนวนมาก จึงเป็นที่ทำการของอุทยานและที่พักผ่อนกางเต็นท์สำหรับนักท่องเที่ยว โดยยามเย็นนั้น ผาชะโด เป็นอีกมุมหนึ่งบนเกาะอาดังสำหรับดูพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าได้สวยงามเช่นกัน
       
จากเกาะอาดังมาประมาน 1 กม. เป็นที่ตั้งของเกาะราวี หาดทรายขาว ความเงียบสงบ และจุดดำน้ำดูปะการัง ที่สวยงามไม่แพ้เกาะอาดัง ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ เหมาะสำหรับการพักผ่อนแบบเป็นส่วนตัว แต่บนเกาะนี้ไม่นิยมมาพักแบบค้างคืน เพราะยังไม่มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลได้ทั่วถึง และฝากไว้ให้ลองคิดสำหรับคนที่ชอบเที่ยวทะเล เคยสังเกตุไหมว่า เวลาเราไปเที่ยวชายหาดที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป้าไม้นั้น เราจะรู้สึกว่าไม่ค่อยเหนียวตัว เมื่อเทียบกับชายหาดที่ขาดต้นไม้

 



 
เก็บขยะบนเกาะหินงาม
 
 
เกาะหินงาม เกาะนี้ใครๆ ก็รู้จักกันดี เพราะความงามของชายหาดที่เต็มไปด้วยหินสีดำ มันวาว ทุกครั้งถูกคลื่นซัดสาด อาจเรียกได้ว่าเป็นที่เดียวในทะเลฝั่งอันดามัน แต่เกาะหินงามนั้นเป็นอีกจุดหนึ่งที่ได้รับความเสียหายจากปริมาณขยะที่ถูกคลื่นลมพัดเข้ามา ดังนั้น อาสาสมัครอีกจำนวนหนึ่งจึงมาช่วยกันเก็บขยะบริเวณนี้ ยามพักเหนื่อยก็ชวนกันมาเรียงหินแข่งกันบ้าง ซึ่งก็เป็นอีกกิจกรรมยอดนิยมของคนไทยไปเสียแล้ว
       
ใช้เวลากว่า 3 วัน สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ ที่สุดก็สามารถคืนสภาพความสวยงามให้กับธรรมชาติได้ส่วนหนึ่ง แต่ว่าความสวยงามของธรรมชาติดำรงอยู่อย่างมั่นคงหรือไม่นั้น คำตอบอาจขึ้นอยู่กับพวกเรา ซึ่งเป็นผู้สร้างสิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่า “ขยะ” ขึ้นมา เราอาจจะโทษคลื่นลม ที่พัดพาเศษขยะเหล่านี้เข้ามา แต่ถ้ารารู้จักใส่ใจและรักในธรรมชาติมากขึ้น เกาะแก่งต่างๆ ที่สตูล รวมทั้งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติต่างๆ ทั่วประเทศก็จะคงมีแต่ความสวยงามตลอดไป

 



 
หาดทรายขาว เกาะราวี 
 
 
ฤดูกาลท่องเที่ยวจังหวัดสตูลได้เริ่มขึ้นแล้วตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงช่วงเดือนพฤษภาคม 2554 แต่ควรตรวจเชคสภาพอากาศทุกครั้ง ก่อนออกเดินทาง เพราะหลายจังหวัดภาคใต้ยังคงผจญกับช่วงมรสุม รวมทั้งจังหวัดสตูลเองเช่นกัน หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตรัง(รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดสตูลด้วย) โทร. 0-7521-5867, 0-7521-1085,0-7521-1058

 

ที่มา   [url=http://www.manager.co.th/Travel/ViewNews.aspx?NewsID=9530000166261][/url]



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: