Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
19 พฤศจิกายน, 2561, 22:39:46

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ขอฝาก เว็ยคนปักษ์ใต้ด้วยนะครับ  (อ่าน 4772 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
ทีมพากย์
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 2
สมาชิกลำดับที่ 13158


| |

« เมื่อ: 18 ตุลาคม, 2553, 23:45:31 »


ขอฝาก เว็ยคนปักษ์ใต้ด้วยนะครับ


[url=http://www.khon-pak-tai.com/index.php][/url]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




มะเอ็ม
คนบ้านเดียวกัน
ผู้ช่วยผู้จัดการ
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 1,169
สมาชิกลำดับที่ 149
ปักษ์ใต้บ้านเรามันเหงาจัง ไม่มีใครนั่งแลหนังโนราห์



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2553, 16:50:45 »

จะเข้าไปดูด้วยครับ....
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

พ...   พึ่งพาอาศัยกันได้
ว...    ไว้วางใจกันได้
ก...    มีความเกรงใจซึ่งกันและกัน
  "จึงจะเรียกว่าเป็นพวกกัน"

นาคา
คนบ้านเดียวกันฺ
หัวหน้างาน
*****


กระทู้: 850
สมาชิกลำดับที่ 1618


| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2553, 21:52:29 »

  จะเข้าไปเยี่ยมขอรับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเ

somdaet sengsen
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 23 ตุลาคม, 2553, 15:54:24 »

ขนมลา       (1)   
ขั้นตอนและวิธีทำ
ประวัติความเป็นมา และประเพณีบุญสารทเดือนสิบ
เรียบเรียงประวัติ ข้อมูล วิธีทำ โดย นาย สมเดช(เอก) เส้งเสน ลูกชาย จากบ้านขนมลา แม่สมปอง ต้นตำรับ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหอยรากพัฒนา  อีเมล์ aek_nakara@hotmail.com โทร.087-3889822
ขนมลา  เป็นขนมไทยทางภาคใต้ชนิดหนึ่ง ชื่อของขนมลา อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูคุ้นตาบุคคลโดยทั่วไปมากนัก แปลกทั้งชื่อและรูปแบบเนื่องจาก เพราะเป็นขนมพื้นบ้านของท้องถิ่น เมื่อก่อน อาจจะรู้จักกันเพียงคนภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แหล่งที่ทำขนมลากันมาก นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่ได้มีการบันทึกเอาไว้มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย คือขนมลาบ้านหอยราก  ปัจจุบันคือชุมชน(บ้านศรีสมบูรณ์) ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ชุมชนบ้านศรีสมบูรณ์ อยู่ในเขตชุมชนชนบท คือหมู่ที่ 2 บ้านศรีสมบูรณ์ ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช อาชีพของประชาชนส่วนใหญ่เดิมคือการเกษตรทำนา ต่อมาทำนากุ้ง แต่การทำขนมลา เป็นอาชีพดั้งเดิม ซึ่งเริ่มทำมาประมาณเป็นร้อยๆปี ชุมชนนี้มีชื่อเสียงด้านการทำขนมลาในระดับแถวหน้า และมีรสชาติอร่อยมากสืบทอดมาถึงปัจจุบัน
ปัจจุบัน  ขนมลาบ้านศรีสมบูรณ์ เป็นสินค้าที่ทำรายได้ให้กับชุมชน และยังเป็นสินค้า  OTOP ของตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แต่เทคนิคและขั้นตอนการทำขนมลาให้มีคุณภาพได้รสชาติเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความชำนาญและประสบการณ์ของแต่ละคน

ทำไมจึงเรียกว่า ขนมลา
คำว่า ขนมลา ชื่อเรียกนี้มี่ที่มาอยู่ 2 -3กระแส
กระแสด้านความเชื่อ
กระแสที่ 1. น่าจะมาจากกะลา (กะลามะพร้าว) เพราะสมัยก่อนยังไม่มีกระป๋องเพื่อใส่แป้งในการทอดลา
จึงใช้กะลามะพร้าว (ชาวใต้เรียกว่า “พรก”) นำมาเจาะรูเล็กๆหลายๆรู ขนาดรูเท่ากับไม้จิ้มฟัน เมื่อตักแป้งใส่แล้วจึงแกว่งส่าย (ชาวใต้เรียกว่า “ทอดลา”)แกว่ง เป็นวงกลมไปตามรูปกระทะ แป้งที่ดีเส้นจะต้องไม่ขาด และเส้นต้องเล็กเท่ากับเส้นด้าย สีแป้งสะท้อนแวววาวเป็นประกาย ถ้าเส้นแป้งใหญ่จะเป็นปัญหาด้านความเชื่อที่ว่า “เปรตจะกินขนมลาไม่ได้” เพราะขนมลาเป็นความเชื่อมาตามประเพณีว่า ใช้แทนแพรพรรณ เสื้อผ้า  เครื่องนุ่งห่ม หรือเป็นอาหารให้กับบรรพชนผู้ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว ส่วนใหญ่คนที่ตายไปแล้วจะตกนรกกลายไปเป็นเปรต รูปร่างผอม สูงใหญ่ ตาโปน มีปากเท่ากับรูเข็ม ดังนั้นเส้นของขนมลาจะต้องเล็ก เหนียวนุ่มเป็น
                                                                      (2)          สมเดช  เส้งเสน  เรียบเรียงข้อมูล

ประกาย ไม่ขาดสายเหมือนกับเส้นไหมสอดรูเข็มได้
กระแสที่ 2. น่าจะมาจากการเช็ดกระทะด้วยน้ำมัน ชาวใต้เรียกว่า “ลามัน”คือการทาเช็ดกระทะ เพราะทุกครั้งที่มีการทอดแป้งลาลงในกระทะจะต้องมีการ “ลามัน” ทุกครั้ง ถ้าเป็นลาแผ่น ลามัน 1 ครั้งจะลอกดึงแผ่นลาได้ 2 แผ่น ถ้ามากกว่านั้นแป้งจะติดกระทะ ลอกดึงขึ้นไม่ได้ การลอกดึงแผ่นลา ชาวใต้เรียกว่า “การพับลา” ดังนั้นหากไม่มีการลามัน แผ่นลาจะพับหรือลอกดึงขึ้นจากกระทะไม่ได้ แป้งจะติดกระทะ ความสำคัญของการ “ลามัน” ตรงนี้จึงอาจเป็นที่มาของคำว่า “ขนมลา”
กระแสด้านความน่าจะเป็น
         อำเภอปากพนังในสมัยก่อนถือได้ว่าเป็นเมืองท่าในการค้าขาย ทั้งแถบอินโดจีน มลายู จีน และหลายๆประเทศ ถือได้ว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำเพราะมีการปลูกข้าวไว้บริโภคและขายกันมาก อุดมสมบูรณ์ และมีโรงสีไฟประมาณ 14 โรง รวมถึงโรงสีไฟ แม่ครู ซึ่งครั้งหนึ่งประมาณปี 2448 รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสปากพนัง และมาเปิดโรงสีไฟแห่งนี้ และจัดได้ว่าเป็นโรงสีที่สวยงามที่สุดในปากพนัง  และด้วยเหตุที่มีการปลูกข้าวกันมากนี้เอง เกษตรกรหรือชาวบ้านจึงนำข้าวมาเก็บไว้ในยุ้งฉางจำนวนมากเพราะบริโภคหรือกินไม่ทัน จนกระทั่งเกิดน้ำท่วม เป็นเหตุให้ข้าวเปลือกและข้าวสารเปียกน้ำเป็นจำนวนมากจะทิ้งก็เสียดาย แต่ด้วยเหตุที่ข้าวเปลือกและข้าวสารมีรสเหม็นเปรี้ยว จึงคิดวิธีที่จะนำข้าวเหล่านั้นมาแปรรูปเป็นขนมอย่างอื่นแทนโดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านนำใบไม้ชนิดหนึ่งมาช่วยในการหมักข้าวสารนั่นคือ “ ใบคุระ” ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งมีมากในสมัยก่อน เก็บใบนำมาบ่มในถังหรือกระสอบข้าวสารเพื่อทำให้เกิดความร้อน เป็นตัวเร่งให้ข้าวสารทุกเม็ดเปื่อยยุ่ยพร้อมกัน จากนั้นก็นำข้าวสารมาล้างให้สะอาดเพื่อให้รสเปรี้ยวละลายไปกับน้ำ เสร็จแล้วก็นำข้าวสารไปบดให้ละเอียด แล้วนำน้ำแป้งที่บดแล้วไปกรองด้วยผ้าด้ายดิบ เพื่อต้องการแต่เนื้อแป้งที่ละเอียด เสร็จแล้วก็พักแป้งไว้จนตกตะกอน จะมีน้ำใสๆอยู่ก็ริน หรือเทออกให้เหลือแต่เนื้อแป้ง แล้วก็ตักแป้งใส่ผ้าหนาๆแล้วห่อด้วยกระสอบป่านอีกชั้นหนึ่ง ผูกแล้วนำไปแขวนไว้ แต่ถ้าหากต้องการให้แห้งเร็วๆก็จะทุบห่อแป้งด้วยไม้ น้ำแป้งจะออกมาเร็วขึ้น หรืออาจจะนำมาหนีบหรือทับด้วยของหนักๆ เมื่อแป้งแห้งแล้วก็นำไปคลุกเคล้ากับน้ำตาลจาก หรือน้ำผึ้งจากให้เหลวๆแล้วนำไปโรยหรือทอดในกระทะใบบัวขนาดใหญ่ ซึ่งสมัยก่อนจะนำกะลามะพร้าวมาเจาะรูเพื่อใช้ในการทอดลา แต่ปัจจุบันใช้กระป๋องนม หรือกระป๋องแสตนเลสแทน
          สรุปแล้วเป็นภูมิปัญญาที่จะนำข้าวเปลือกและข้าวสารมาแปรรูปเพื่อไม่ให้มันสูญเปล่านั่นเอง
ประวัติความเป็นมาและการสืบทอดภูมิปัญญาการทำขนมลา ของชุมชนบ้านศรีสมบรูณ์
          ขนมลาเกิดขึ้นเมื่อใด ใครเป็นคนคิด ทำขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏเป็นที่แน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นร้อยๆปี แต่จากการเล่าสืบทอดกันมาจากแม่เฒ่าของกระผมเอง แม่เฒ่าเล่าว่า ในอดีตเปรตที่ได้ตายไปแล้วได้มาเข้าฝันว่าตั้งแต่ตายไปแล้วทุกข์ทรมานมาก หนาวก็หนาว เสื้อผ้าไม่มีใส่ อาหาร
                                          (3)                                  สมเดช  เส้งเสน  เรียบเรียงข้อมูล
การกินก็กินไม่ได้ ไม่มีอาหารที่จะกินได้ ขอให้ลูกหลานผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ช่วยทำอาหาร ผลิตอาหาร ออกแบบส่งส่วนบุญไปให้หน่อย หลังจากนั้นในความฝันเปรตจึงบอกวิธีทำขนมลาให้ จนรุ่งเช้าจึงได้มาทดลองทำจนเกิดเป็นขนมลาเป็นเส้นเล็กๆเท่าเส้นด้าย เป็นผืนๆแผ่นๆใช้แทนผ้าห่ม เครื่องนุ่งห่มได้มาจนถึงทุกวันนี้ แต่สมัยก่อนใช้กะลามะพร้าวใส่แป้งทอดขนมลา เพราะสมัยก่อนยังไม่มีกระป๋องที่ใช้ใส่แป้งลาเพื่อใช้ในการทอด ทราบแต่ว่าตอนจำความได้ก็มีการทำขนมลาแล้ว การทำขนมลาของชุมชนบ้านหอยราก หรือบ้านศรีสมบูรณ์ ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อก่อนประมาณ เกือบร้อยปีที่แล้ว จะทำเฉพาะในช่วงเทศกาลงานบุญสารทเดือนสิบ ของชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช แต่ปัจจุบันมีการทำขนมลาตลอดทั้งปี เพราะการทำขนมลากลายเป็นอาชีพหลักอาชีพหนึ่งของชาวบ้านในชุมชนบ้านศรีสมบรูณ์(หอยราก)
การทำขนมลาของชุมชนบ้านศรีสมบรูณ์ ไม่มีหลักสูตรการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ ส่วนใหญ่ลูกหลานในชุมชนจะเรียนรู้ ฝึกฝนและซึมซับความรู้ในการทำขนมลา จากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายายเอง โดยการปฏิบัติจริง จากขั้นตอนต่างๆของการทำขนมลา โดยพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตายาย เป็นผู้ใช้งานลูกหลานให้ช่วยทำขนมลาในขั้นตอนต่างๆและสอนชี้แนะไปด้วยว่าขั้นตอนที่ทำถูกต้องหรือไม่ ต้องแก้ไขปรับปรุงส่วนใดโดยให้ช่วยทำขนมลาและสอนแนะนำไปเรื่อยๆ จนลูกหลานสามารถจดจำและทำขนมลาได้ในที่สุด เด็กๆในชุมชนบ้านศรีสมบรูณ์ ส่วนใหญ่จะสามารถทำขนมลาเป็น การสืบทอดการทำขนมลาก็จะถ่ายทอดสู่ลูกหลานเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
ขั้นตอนและกระบวนการทำขนมลาของชุมชนบ้านศรีสมบรูณ์  มีองค์ประกอบและขั้นตอนต่างๆดังนี้
เครื่องปรุงในการทำขนมลาแผ่น
ในการทำขนมลามีเครื่องปรุงหลักเพียง 2 อย่างคือ
1. แป้ง (ใช้แป้งข้าวเจ้าเป็นส่วนใหญ่)ผสมกับแป้งข้าวเหนียว
2. น้ำตาลจาก(น้ำผึ้งจาก) ปัจจุบันทำเป็นน้ำตาลปี๊บเพราะเก็บได้นาน หรือน้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าวก็ได้ บางแห่งผสมกับน้ำตาลทรายขาว เคี่ยวให้เป็นน้ำเชื่อมก็มี แต่จะไม่อร่อยเหมือนน้ำตาลจาก
นอกจากนี้จะมีน้ำมันพืช และไข่แดง เป็นเครื่องประกอบในการเช็ดกระทะ

                                                                          ( 4)                              สมเดช  เส้งเสน    เรียบเรียงข้อมูล
วัสดุอุปกรณ์ในการทำขนมลา
1. เครื่องบดแป้ง และเครื่องกรองแป้ง
2.เครื่องหนีบแป้ง ชาวใต้เรียกว่า (หีบแป้ง)
3. กระป๋องทอดขนมลา (ใช้กระป๋องนม ปัจจุบันพัฒนาเป็นกระป๋องแสตนเลสก็มี)เพื่อป้องกันสนิม
4. กระทะทอดขนมลา (ใช้กระทะใบบัว)
5. เตาแก๊สหรือเตาถ่าน ( ปัจจุบันใช้เตาแก๊สม้วนเป็นขดโค้งไปตามรูปกระทะ)
6. ผ้ากรองแป้ง(ชาวใต้เรียกตรองแป้ง)
7. เตาอบแปรรูปขนมลา
8. ไม้พับลา และถาดหรือภาชนะอื่นใช้ใส่ขนมลาหลังจากพับ หรือลอกดึงมาจากกระทะ
วิธีการทำขนมลา แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
1.การเตรียมแป้ง  2.การผสมแป้ง 3.วิธีการโรยหรือทอดลา
ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมแป้ง
การเตรียมแป้ง นำสารข้าวเจ้ามาผสมกับสารข้าวเหนียว (ข้าวเจ้า 1 ถัง : ข้าวเหนียว ประมาณ4 กิโลกรัม) นำมาซาวคลุกให้เข้ากันแล้วนำไปแช่น้ำประมาณ 2 ชั่วโมง เสร็จแล้วล้างให้สะอาด
 นำมาใส่กระสอบหมักไว้ 2-3 คืน(ขึ้นอยู่กับชนิดข้าวสาร) พอครบกำหนดก็ลองบีบเมล็ดข้าวดูว่าเปื่อยร่วนพอที่จะบดได้หรือยัง ถ้าเห็นว่าเปื่อยร่วนดีแล้ว หลังจากนั้นก็นำข้าวสารมาล้างให้หมดกลิ่น ถ้าหาก
หมดกลิ่นและดูว่าสะอาดแล้วก็นำไปวางให้สะเด็ดน้ำประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วนำแป้งไปบดให้ละเอียด ปัจจุบันใช้มอเตอร์เครื่องตีแป้ง เสร็จแล้วนำแป้งที่บดแล้วไปกรองด้วยผ้ากรอง 2 ครั้ง เพื่อให้ได้แป้งที่ขาวสะอาดและละเอียด เมื่อกรองเสร็จแล้วก็นำแป้งไปตั้งพักไว้เพื่อให้แป้งตกตะกอน เมื่อเห็นว่าแป้งตกตะกอนก็เทน้ำใสๆข้างบนทิ้ง แล้วนำแป้งไปบรรจุในถุงผ้าด้ายดิบบางๆห่อด้วยผ้ากระสอบอีกชั้นเพื่อไม่ให้แตก ผูกให้เรียบร้อยจะได้เป็นรูปวงกลม แล้วนำไปใส่เครื่องหนีบ โดยใช้ไม้กระดานหนาประมาณ 5 นิ้ว 2 แผ่น วางถุงแป้งไว้ตรงกลางแล้วใช้กาเหล็กหนีบไม้กระดานเข้าหากันเพื่อให้สะเด็ดน้ำใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง เมื่อดูว่าแป้งแห้งสนิทแล้วจะมีลักษณะเป็นก้อนแข็งสีขาว
                                                                            (5)                                      สมเดช  เส้งเสน  เรียบเรียงข้อมูล
ขั้นตอนที่ 2 วิธีการผสมแป้ง
นำแป้งที่แห้งแล้วไปตำให้ร่วน โดยใช้เครื่องตีแป้งเป็นเครื่องปั่นมอเตอร์ในปัจจุบัน เมื่อตีแป้งละเอียดดีแล้วก็ใส่น้ำผึ้ง (น้ำตาลจาก) หากต้องการทำเป็นลาแผ่น หรือน้ำเชื่อม (น้ำตาลทรายหรือน้ำตาลปี๊บ)ก็ได้ แต่น้ำตาลจากแท้จะหอมอร่อยกว่า เส้นแป้งจะสวยไม่ขาดจากกันเมื่อมีการทอดลา  ใส่ทีละนิดตีให้เข้ากันจนดูเป็นเนื้อเดียวกัน แป้งจะมีลักษณะเหลวข้นออกสีน้ำตาลตามสีของน้ำตาลจาก บางคนใช้น้ำตาลโตนด หรือน้ำตาลมะพร้าว แล้วลองชิมดูจนเป็นที่พอใจ รสชาติจะออกหวานๆ แล้วลองเอามือจุ่มดูเมื่อเห็นว่าแป้งโรยได้ไม่ขาดสายก็ใช้ได้
ขั้นตอนที่ 3 วิธีการโรยหรือทอดลา
ในการทอดขนมลาต้องใช้กระทะใบบัวขนาดใหญ่ เตาไฟใช้ได้ทั้งเตาแก๊สและเตาถ่านแต่การใช้เตาแก๊สสามารถปรับระดับความร้อนได้ดีกว่า เมื่อเตรียมอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำกระทะตั้งบนไฟอ่อนๆ แล้วเอาน้ำมันผสมไข่แดงเช็ดกระทะ(ลามัน)ให้ทั่วแล้วนำแป้งใส่กระป๋องที่เจาะรูที่ก้นเป็นรูเล็กๆจำนวนมาก ระยะห่างกันประมาณครึ่งซ.ม.แล้วนำไปโรย หรือทอดลงกระทะ โดยแกว่งส่ายเป็นวงกลมไปตามรูปกระทะหลายๆครั้งจนได้ขนาดที่ต้องการ แต่ต้องไม่ให้หนาหรือบางเกินไป
         ชุมชนบ้านศรีสมบรูณ์ (หอยราก) ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีความคิดว่าภูมิปัญญาการทำขนมลา ของชุมชนบ้านศรีสมบรูณ์จะไม่มีวันสูญหายไป จะอยู่คู่กับชุมชนตลอดไปเพราะชุมชนได้ปลูกฝังให้ลูกหลานในชุมชนทำขนมลาเป็นและถ่ายทอดสู่ลูกหลานไปเรื่อยๆ จนปัจจุบันเป็นขนมที่เลื่องชื่อ เป็นotop ของตำบล และเป็นขนมที่ต้องใช้ในประเพณีสารทเดือนสิบเพื่อการจัดหมรับ ถึง
ขนาดนำไปประกอบเป็นคำขวัญประจำอำเภอปากพนัง  ดังคำขวัญที่ว่า “ รังนกเลื่องชื่อ ร่ำลือขนมลา โอชาไข่ปลากระบอก ส่งออกกุ้งกุลา ออกพรรษาไหว้พระลาก นิยมมากแข่งเรือเพรียว”
ขนมลาแปรรูปอบกรอบ  ขนมลาแปรรูป เป็นขนมลาอีกประเภทหนึ่งที่มีกรรมวิธีการทำคล้ายกับขนมลาแผ่น แต่ใช้ส่วนผสมแป้งไม่เหมือนกัน คือ จะใช้แป้งมันสำปะหลัง และแป้งข้าวเหนียวเล็กน้อย ผสมกับน้ำตาลทรายขาวเชื่อมแล้ว ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันโดยเครื่องตีแป้งมอเตอร์ไฟฟ้า โดยใช้การแต่งสีแต่งกลิ่นที่หลากหลายเช่น กลิ่นใบเตยสีเขียว กลิ่นวนิลาสีชมพู กลิ่นข้าวโพดสีเหลือง กลิ่นเผือกสีม่วง หากไม่แต่งสีแต่งกลิ่นจะเป็นสีน้ำตาลแป้งสดเนื้อลาธรรมชาติ สีที่ใช้ผสมและกลิ่นจะเป็นสีที่ผ่าน อ.ย.แล้วทั้งสิ้น
                                                                           (6)                                   สมเดช  เส้งเสน เรียบเรียงข้อมูล
      เมื่อผสมแป้งกับน้ำเชื่อมคลุกเคล้าด้วยเครื่องตีแป้งเสร็จแล้ว ก็นำไปทอดแกว่งในกระทะใบบัวเหมือนขนมลาแผ่น ใช้ไม้พับเกี่ยวดึงขึ้นมาวางเป็นแผ่นๆเหมือนกัน ลักษณะเป็นวงกลม จากนั้นนำไปตัดด้วยกรรไกรเป็นแผ่นๆ 8 ชิ้น แล้วนำไปม้วนเป็นชิ้นพอคำ ลักษณะกลมๆเหมือนดินสอ แต่ขนาดใหญ่กว่าเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 ซ.ม. ยาวประมาณเกือบ 2 นิ้ว ม้วนเรียงใส่ถาดแสตนเลส ขนาด 1 ฟุตคูณ 2 ฟุต ให้เต็มแล้วนำเข้าเตาอบขนาดใหญ่ ประมาณ 15 นาที สังเกตดูเมื่อกรอบดีแล้ว ก็นำมาตกแต่งหน้าด้วย ช็อคโกแล็ตติดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอดกรอบแล้ว หรือแต่งหน้าด้วยซอสและหมูหยอง หรือห่อด้วยสาหร่าย
เสร็จแล้วบรรจุถุง ซีนเสร็จพร้อมจำหน่ายตามออร์เดอร์ ซึ่งขนมลาชนิดนี้มีลิขสิทธิ์แห่งเดียวเฉพาะ บ้านขนมลาแม่สมปอง กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหอยราก เท่านั้น
สารทเดือนสิบ

ประเพณีของชาติแต่ละชาติย่อมแตกต่างกันไป ประเพณีของชาติใดก็แสดงออกซึ่งวัฒนธรรมของชาตินั้น ๆ ประเพณีของไทยเรามีอยู่มากมาย เป็นต้นว่า ประเพณีโกนจุก ประเพณีบวชนาค ประเพณีทำบุญวันสารท ประเพณีทอดกฐิน ประเพณีทอดผ้าป่า ฯลฯ บางอย่างก็เหมือนกันทั่วประเทศ บางอย่างก็แตกต่างกันออกไปตามความเชื่อถือและความเป็นอยู่ของคนไทยแต่ละท้องถิ่น ว่าโดยส่วนรวมแล้วประเพณีของไทยเรามุ่งกระทำเพื่อการทำบุญการกุศลเป็นส่วนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคนไทยเรานิยมทำความดีมากกว่าทำบาป ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะประเพณีทำบุญวันสารทของชาวใต้ ซึ่งประเพณีแปลกกว่าภาคอื่น ๆ ชาวไทยเราถือว่าวันสารทคือวันสิ้นเดือน ๑๐ นั้น เป็นวันทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือที่เรียกว่า “บุพเปตพลี” ชาวใต้มีความเชื่อถือกันว่าบรรพบุรุษของตนที่ล่วงลับไปแล้ว บางพวกก็ไปสู่ที่ดีที่ชอบ บางพวกก็ไปสู่ภูมิภพที่ไม่ดีได้รับทุกข์ทรมานต่าง ๆ นานา และได้รับความอดอยากแสนสาหัสอีกด้วย
วันสารทของชาวใต้ มี ๒ ครั้ง ในเดือน ๑๐ เพียงเดือนเดียว ครั้งแรกเดือน ๑๐ วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ กลางเดือน กับครั้งหลังเดือน ๑๐ แรม ๑๕ ค่ำ สิ้นเดือน ครั้งแรกต้อนรับ เปตชน ที่ถือว่าได้รับการปลดปล่อยมาในวันนั้น ครั้งหลังทำเพื่อส่งเปรตที่จะต้องกลับไปตกนรกหมกไหม้ตามวิบากกรรม
          ในระยะที่เปตชนได้รับการปล่อยขึ้นมานี้ คนแก่คนเฒ่าที่เคร่งในศาสนาจะห้ามลูกหลานของตนไม่ให้ยิงนก ตกปลา และฆ่าสัตว์ประเภทนี้ จะเป็นกรรมมาก คือ เมื่อมันถูกฆ่าแทนที่จะได้รับบุญกุศลจากญาติมิตรก็ต้องรับกลับลงนรก เหตุผลอาจจะหย่อนทางความเชื่ออยู่สักหน่อย แต่ทำเอาพวกเด็กที่ชอบทำลายสัตว์ ต้องเว้นกระทำบาปกรรมไปตาม ๆ กัน เพราะกลัวจะถูกสาปแช่งหมดสุขไปตลอดทั้งชาติ พิธีทำบุญในวัน
                                                                           (7)                             สมเดช  เส้งเสน  เรียบเรียงข้อมูล
สารทครั้งแรกกับวันสารทครั้งหลังเหมือนกัน ๆ ก่อนถึงวันสารท ชาวบ้านต่างกุลีกุจอเตรียมการทำขนมวันสารท ของที่จำเป็นที่ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชจัดเตรียมจะมี 5 อย่าง คือ 1.ขนมลา 2.ขนมพอง 3.ขนมกง(ไข่ปลา) 4.ขนมบ้า 5. ขนมดีซำ ขนมในวันสารทผิดกับกระยาสารทางภาคกลางมาก เพราะแต่ละอย่างมีความหมายอยู่ในตัวตามชนิดและชื่อสิ่งของของที่จะทำบุญนั้นเป็นสำคัญ
ขนมลา ใช้แป้งข้าวเจ้าผสมแป้งข้าวเหนียวเล็กน้อย ผสมกับน้ำตาลจาก ปั่นคลุกเคล้าให้เข้ากันดังกล่าวแล้ว ใช้แทนแพรพรรณ เครื่องนุ่งห่มและเป็นอาหาร  ขนมอีกชนิดหนึ่งได้แก่
ขนมพอง วิธีทำ แช่ข้าวสารเหนียวไว้ประมาณ 1 คืน แล้วนำมานึ่งให้สุก แล้วนำไปอัดลงในแผ่นพิมพ์รูปต่างๆเสร็จแล้วไปตากแดดให้แห้ง  แล้วนำมาทอดในกระทะน้ำมันที่เดือดจนพองลอยขึ้นมาบนน้ำมันแล้วตักออกเป็นอันสำเร็จ ขนมชนิดนี้ไม่ต้องผสมน้ำตาล ถ้าจะให้หวานก็ฉาบน้ำตาลเอาทีหลัง ที่ทำขนมพองชนิดนี้ก็เพราะนึกถึงญาติพี่น้องที่แก่เฒ่า ไม่มีฟันจะได้กินได้ เพราะเพียงแต่ใส่ปากไม่ต้องเคี้ยวก็ละลายไปกับน้ำลายทันที ขนมพอง อุทิศให้เปตชนใช้เป็นแพสำหรับข้ามห้วยทะเลกรรม ตามคติทางพุทธศาสนา
ขนมเทียน ทำจากแป้งข้าวเหนียว มีใส่ไส้ ห่อด้วยใบตองเป็นเหลี่ยม อุทิศให้เป็นดอกไม้ที่ จะสักการะบูชาพระพุทธเจ้า
ขนมท่อนไต้ ทำจากแป้งข้าวเหนียวเช่นกัน ใช้ใบตองห่อเป็นรูปกลม ๆ ยาว ๆ คล้ายท่อนไต้ที่ใช้จุดไฟ อุทิศให้เป็นประทีปนำทางไปสู่แสงสว่างหรือความหลุดพ้น นอกจากนี้ก็ยังมี
ขนมดีซำ (หรือขนมเจาะหู) ทำด้วยแป้งข้าวเจ้าข้น ๆ ผสมกับน้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลจากก็ได้ โดยแช่ข้าวสารไว้ประมาณ 1 คืน แล้วนำไปล้างจนหมดกลิ่น แล้วกระจายทิ้งไว้จนแห้ง จึงเอามาตำจนเนื้อแป้งเป็นผงละเอียด ร่อนอีกครั้งเอาแต่แป้งที่แล้วนำไปผสมกับน้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลจาก คลุกเคล้าให้เข้ากันพอปั้นได้อย่าให้เหลว ปั้นให้เป็นรูปแบนๆ ทำเป็นรูตรงกลาง คล้ายโดนัท  เผื่อเปตชนผู้ล่วงลับจะได้ใช้เป็นเครื่องประดับ ทำแหวน หรือร้อยเป็นพวงมาลัย หรือกำไลมือเท้า
 ขนมบ้า (กลม ๆ เหมือนลูกสะบ้า) ทำจากแป้งข้าวเหนียวผสมกับน้ำตาลโตนด โดยนำข้าวสารเหนียวแช่น้ำไว้ประมาณ 1 คืน แล้วนำมาล้างจนหมดกลิ่น กระจายตากไว้จนแห้ง จึงนำมาบดตำให้ละเอียดเป็นผง ร่อนเอาแต่เนื้อแป้งที่ละเอียด ผึ่งตากไว้ให้แห้งอีกครั้ง แล้วนำไปผสมกับน้ำตาลโตนดทำเป็นก้อนแบนๆพอปั้นได้อย่าให้เหลว แล้วนำไปทอดจนสุก
        (8)                                 สมเดช  เส้งเสน  เรียบเรียงข้อมูล
ขนมกง(ไข่ปลา) ทำจากแป้งข้าวเหนียว น้ำตาลโตนด เมล็ดถั่วเขียว กะทิ โดยจัดเตรียมแป้งเหมือนขนมบ้า แต่ไม่ใส่น้ำผึ้ง แต่ใส่หัวน้ำกะทิแทน เอาเมล็ดถั่วเขียวไปคั่วจนสุกหอม แล้วนำมาบดให้ละเอียด ใส่น้ำตาลโตนดคลุกเคล้าให้เหนียวจับตัว แล้วคลึงปั้นเป็นเส้นยาวๆเหมือนนิ้วมือ หรือเหมือนไข่ปลา แล้วนำไปคลุกกับแป้งที่เตรียมไว้ก่อน แล้วทอดกับน้ำมันร้อนๆ
ขนมด้วง ทำเหมือนรูปตัวด้วง ขนมจูจุน (หรือขนมผักบัว) ใช้แป้งขนมลา ทำคล้าย ๆ ถ้วยหรือจาน ความหมายของประเภทหลังที่ทำง่าย ๆ นี้ มุ่งไปในทางให้เป็นเครื่องประดับและของเล่นสนุกแก่เปตชนมากกว่าใครจะเป็นเจ้าความคิดออกแบบขนมยังสืบไม่ได้ เพราะทำตาม ๆ กันมานานและยังทำอยู่ในปัจจุบันเมื่อถึงวันสารท
           เมื่อเตรียมขนมได้ตามต้องการแล้ว เขาจะจัดขนมประเภทต่าง ๆ นั้นไว้ใส่บาตรพระก่อนรับประทาน ถ้ารับประทานก่อนพระถือว่าเป็นบาป แล้จึงนำขนมเหล่านั้นไปให้ปู่ย่าตายาย หรือคนแก่ที่ตนนับถือ บ้านไหนมีคนแก่ที่คนนับถือมากก็ได้ขนมที่ลูกหลานนำไปให้มากหน่อย โดยเฉพาะหลวงพ่อ หรือพ่อหลวง หลวงตา หรือตาหลวง (ชาวปักษ์ใต้เรียก พระที่มีอายุมาก ว่า ตาเจ้าบ้าง พ่อท่านบ้าง หรือเรียกพระที่มีอายุน้อยลงมาว่า พ่อเจ้าบ้าง หรือบางท้องถิ่นก็เรียกว่า พี่หลวง ชาวภูเก็ตพังงาเรียก พ่อท่าน เช่น พ่อท่านแช่ม) หรือพระอุปัชฌาย์อาจารย์ที่มีอายุมากเกือบไม่มีที่เก็บขนมไปเลย ก่อนถึงวันสารทนี้ จะเห็นหนุ่มสาวหรือเด็ก ๆ เดินถือขนมไปสู่บ้านโน้นบ้านนี้ขวักไขว่ บางทีไปต่างจังหวัดขึ้นรถลงเรือ นำไปให้คนแก่ที่อยู่เมืองไกล ๆ แล้วทำบุญวันสารทเสียทีนั่นเลยก็มีมาก การทำแบบนี้มีผลได้ ๓ ประการคือ
๑. เพื่อเยี่ยมญาติถิ่นไกล
๓. เพื่อสมนาคุณท่ามญาติถิ่นไกล
๒. เพื่อท่านเหล่านั้นจะได้ช่วยส่งบุญไปให้ถึง ปู่ ย่า ตาทวดของตนเหล่านั้นด้วย
ขนมที่ทำนี้ถ้าไม่มีโอกาสนำไปให้ในคราวทำบุญสารทครั้งแรก ก็ต้องให้วันสารทครั้งหลัง จะขาดเสียมิได้ ถ้าอยู่ใกล้ ๆ ก็ให้ทั้งสองคราว
          ตอนเช้าตรู่ของวันสารท ท่านจะเห็นทุก ๆ บ้านทำบุญตักบาตรไม่มีเว้นสักบ้านเดียว (แต่ในปัจจุบันอาจจะละเว้นไปบ้าง แล้วแต่ฐานะและเศรษฐกิจ) ซึ่งทำความลำบากให้แก่พระท่านไม่น้อย แต่ท่านก็เต็มใจ เพราะท่านถือว่า ท่านเป็นนาบุญคือแหล่งกลางของการทำบุญ เสร็จเรื่องตักบาตรก็ยุ่งกับการจัดสำรับกับข้าวและสำรับขนมสารท (ไม่ใช่กระยาสารท) การจัดขนมสารทนี้ใช้ชามกะละมัง ถาด กระจาด เล็กใหญ่ตาม
                                                                           (9)                           สมเดช  เส้งเสน  เรียบเรียงข้อมูล
สมควร หมู่บ้านหนึ่ง ๆ ก็จัดสำรับหนึ่ง ยังมีการประกวดสำรับที่ประดับสวยงาม
         ในสำรับนั้นจะมี หมาก, พลู, บุหรี่, เครื่องแกง, ข้าวสาร, ไม่ขีด, ธูป, เทียน แล้วใช้ขนมลาผึ่งเป็นแผ่นทาบไว้ข้างนอก เป็นรูปกระโจมบ้าง รูปเจดีย์บ้าง มีพวงมาลัยคล้องแล้วแต่จะจัด สิ่งที่ขาดมิได้คือ “ยอดธงเงิน” จะต้องมีทุกสำรับแบบเจดีย์ทรายหรือถุงข้าวสารถ้าสำรับไหนมีเงินยอดธงมากกว่าสำรับอื่นมักจะชนะการประกวด เพราะเขามักจัดได้ดี ทั้งแสดงถึงความสามัคคีของหมู่บ้านนั้นด้วย
          เมื่อเตรียมเสร็จแล้วจะมีขบวนแห่ไปวัด ขบวนหนึ่ง ๆ มีดนตรีนำบ้างไม่มีบ้าง ความนิยมอีกอย่างหนึ่งคือ วัดไหนเป็นวัดโบราณเคยมีการฌาปนกิจศพคนชรามาก ๆ วัดนั้นจะมีคนไปทำบุญมากเป็นพิเศษ การไปวัดวันสารทนั้นทุกคนในบ้านจะไปกันอย่างวันสารทไม่ครั้งแรกก็ครั้งหลังสักครั้งหนึ่ง เพราะถ้าไม่ไปทำบุญให้เปตชนเห็นสักครั้งเขาจะคร่ำครวญร้องไห้เสียอกเสียใจมาก ฉะนั้นจึงไม่ต้องกว่า ในวัดหนึ่งจะมีผู้คนคับคั่งสักเพียงไหน
           ประเพณีการทำบุญในวัดสำหรับวันสารทนี้ ทางวัดจะประดับประดาสถานที่เป็นพิเศษ ถ้าวัดไหนมีพระเทศน์หลายองค์ก็จัดให้มีการเทศน์เรื่อง “เปรต” ถ้าหาไม่ก็เทศน์อานิสงส์วันสารท หรือเทศน์ตามคัมภีร์ใบลาน เวลาเทศน์ก็ต้องหลังจากเที่ยงแล้วหรือราวบ่ายโมง
          ในตอนเช้าชาวบ้านจะต้องนำอัฐิของ ปู่ ย่า ตา ยาย ไปด้วยทุกครอบครัวเมื่อไปถึงวัดก็นำไปเก็บไว้แห่งเดียว และทุกคนจะต้องนำของที่นำของที่นำไปนั้นไปอุทิศแล้ววางไว้บนร้านที่ทางวัดจัดให้ เรียกว่า “ร้านเปรต” ร้านหนึ่งกว้างยาวพอสมควรแต่ยกพื้นไม้มีหลังคา เมื่อใส่บาตรพระสงฆ์ที่วัดเสร็จเรียบร้อย
แล้ว ของที่นำไปตั้งก็คือ อาหารหวาน คาว ขนมสารท หมาก พลู บุหรี่ และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ “เงิน” ซึ่งส่วนมากเป็นสตางค์เงินสลึง จนถึงห้าบาทตามฐานะที่ตั้งวางไว้ด้วย การตั้งแบบนี้เรียกว่า “ตั้งเปรต” แล้วทุกคนจะไปฟังพระสวดมนต์รับศีล ๘ หรือศีลอุโบสถ ที่รับศีล ๕ มีน้อยมาก เพราะกลัวว่าบุญที่จะส่งไปให้เปรตจะมีน้อยเมื่อรับศีลเสร็จก็ถวายสังฆทาน ฟังพระท่านถวายพรพระตอนนี้จะต้องมีสายสิญจน์เชื่อมโยงจากร้านเปรตมาถึงพระทุกรูป พอพระท่านให้พรเสร็จแล้วคำสุดท้ายว่า “ภวนตุเต” เท่านั้นท่านจะดึงสายสิญจน์กลับทันที
           ที่ร้านเปรตพวกเด็ก ๆ ที่ยืนล้อมอยู่จะวิ่งขึ้นไปบนร้านเปรต แย่งกันเก็บเงินแย่งกันเก็บขนม ซึ่งถือว่าเป็นแดนของ ปู่ ย่า ตา ยาย ที่สนุกแก่เปตชนที่ยืนดูอยู่ให้พลอยเป็นสุขสนุกลืมทุกข์ไปชั่วขณะหนึ่ง บางวัดปลูกร้านเปรตไม่มั่นคง ร้านหักพังลงก็มีบางคนถือว่าการเก็บสตางค์หรือเงินจากร้านเปรตได้จะเป็นลาภมาก เก็บไว้เป็นเงินขวัญถุง
                                                                                  (10)                            สมเดช  เส้งเสน  เรียบรียงข้อมูล
 หลังจากพระท่านฉันเพลแล้ว ชาวบ้านก็จะแยกกันไปรับประทานอาหารตามสถานที่ต่าง ๆ ในวัดนั้นเป็นกลุ่ม ๆ เท่าที่สนิทกัน บรรดาหนุ่ม ๆ ก็ถือโอกาสหาข้าวสักจานหนึ่งเดินไปตักกับข้าว จากกลุ่มนี้ทีกลุ่มโน้นที ถ้ากลุ่มไหน มีสาว ๆ มาก หรือสวยหน่อยก็จะตักที่กลุ่มนั้นหลายช้อน นับเป็นโอกาสของเขาที่จะใกล้ชิดพูดจากับหญิงสาว
             เสร็จจากการรับประทานอาหารแล้ว ทุกคนก็จะมาประชุมกันฟังพระบังสุกุลอัฐิเปตชน ซึ่งถือว่าจำเป็นและขาดไม่ได้ ลูกหลานทุกคนก็จะรวมเงินกันถวายพระที่บังสุกุลกระดูกนี้ บางทีก็นิมนต์พระไปบังสุกุลกระดูกตามบัวที่สร้างไว้ที่บริเวณกำแพงวัดและกรวดน้ำแผ่กุศลที่นั่น ต่อจากนั้นก็ฟังเทศน์จนจบ เป็นอันเสร็จพิธีที่สำคัญ หนุ่มสาวและเด็ก ๆ ก็พากันแยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนคนแก่ ๆ มักจะนอนวัดเพื่อทำสมาธิจิตตอนกลางคืนและจะได้แผ่บุญกุศลไปให้เปตชนของตน
            ความหนักใจอีกอย่างหนึ่งตกอยู่กับอุบาสกอุบาสิกาที่ใกล้ชิดกับวัด คือการแยกพวกกันทำหน้าที่จัดขนมสารทออกเป็นประเภท ขนมสารทที่จัดสำรับมาทั้งหมดเขาไม่นำกลับบ้านเลย ถวายพระหมด
 ถ้าเราหลับตาดูจะเห็นว่าขนม นั้นจะมากสักขนาดไหน วัดหนึ่ง ๆ รวมขนมสารททุกประเภทแล้วจะได้       ประมาณ 10 โอ่ง เขาจะเอาไปไหน เขาจะเคี่ยวน้ำตาลในกระทะใหญ่จนเกือบเป็นตังเม แล้วนำขนมลาที่ทำเป็นม้วนแล้วหรือขนมพองลงเชื่อมน้ำตาลนั้น แล้วเก็บไว้ในโอ่งใช้ฝาปิดมิดชิด หรือฉาบปูนซีเมนต์ ทำเป็นฝาปิดตาย โอ่งไหนใช้ก่อนก็ไม่ต้องปิดตายเพราะพระฉันได้ตลอดปี เพราะขนมนั้นจะไม่ขึ้นเห็ดขึ้นรา ไม่มีกลิ่นฉุนแต่โอ่งนั้นไม่ใช่โอ่งปูน ซีเมนต์ใหม่ ๆ ต้องเป็นโอ่งดินที่มีผิวเรียบ
        มีอีกอย่างหนึ่งที่ถือกันเป็นประเพณีคือ เงินที่ได้ในวันนั้น เช่นเงินยอดธงกับเงินบังสุกุล ถ้าเป็นวัดเก่าแก่ คนมากหน่อย จะมีรายได้ถึงหลายพันหรือหลายๆหมื่นบาทตามศรัทธา เงินจำนวนนี้ เจ้าอาวาสจะเก็บไว้ใช้ในสิ่งจำเป็นส่วนหนึ่ง นอกนั้นเฉลี่ยถวายพระทุกรูป แม้แต่พระที่ไม่ได้จำพรรษาในวัดนั้น แต่เคยเป็นศิษย์ของวัดนั้นมาก่อนและได้ไปศึกษาในสำนักอื่น ก็ได้รับส่วนเฉลี่ยเท่า ๆ กับพระในวัดนั้นทุกรูป ถือเป็นช่วยเหลือเอื้อเฟื้อตลอดมาทุก ๆ ปี
           สำหรับความเชื่อของชาวบ้าน เชื่อว่าเปรตตนใดที่ลูกหลานไม่ได้มาทำบุญแผ่กุศลให้เปรตตนนั้นก็จะเที่ยวร้องห่มร้องไห้ ด้วยความหิวโหยอย่างน่าสงสาร และไม่มีและยังมีความเชื่อต่อไปว่าขนมหรือของที่เหลือจากการตั้งเปรต และชิงมาจากเปรตนี้คือเป็นอาหารทิพย์ใครได้กินเข้าไปก็จะช่วยให้มีจิตใจสุขสบาย โรคไม่มีภัยอีกด้วย คือถือกันว่าเป็นยาอายุวัฒนะเป็นสิริมงคลตลอดไป
           เรื่องทำบุญอุทิศไปให้ผู้ตาย ถือเป็นส่วนสำคัญที่ลูกหลานจะละเลยไม่ได้ถ้าคราวใดหลงลืมไปไม่
                                                                                     (11)                         สมเดช  เส้งเสน  เรียบเรียงข้อมูล
ทำบุญส่งไปให้ เปรตมักมาเข้าฝัน ปรากฏให้เห็นเต็มตัว มีร่างกายผอมโซร้องทุกข์ว่าอดอยากเต็มที เพราะลูกหลานไม่ทำบุญส่งไปให้กิน เล่ากันเป็นตุเป็นตะอย่างนี้ ท่านว่า แดนที่เปรตอยู่เปรียบเหมือนอยู่ในที่ลุ่ม การอุทิศส่วนบุญไปให้จึงต้องเป็นเหมือนกระแสน้ำไหลเทจากที่สูงไปหาที่ต่ำ เมื่อเราจะอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเมื่อพระสงฆ์ท่านอนุโมทนาผู้ทำบุญก็จะกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญให้ผู้ตาย ถ้าแปลคำอนุโมทนาที่พระท่านกล่าวขึ้นต้นว่า “ยถาวริ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นาคา
คนบ้านเดียวกันฺ
หัวหน้างาน
*****


กระทู้: 850
สมาชิกลำดับที่ 1618


| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 23 ตุลาคม, 2553, 22:30:43 »

  ขอบคุณมากครับ เหมือนยังไม่จบนะขอรับ ขอบคุณที่อนุรักษ์ เผยแผ่และสืบสานวัฒธรรมชาวใต้เราครับ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเ

ดากานดา
คนบ้านเดียวกัน
เจ้าหน้าที่
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 113
สมาชิกลำดับที่ 13240


| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 10 ธันวาคม, 2553, 22:34:01 »

ขนมลา..ที่เป็นม้วนๆยาวๆกรอบๆ ชอบทานมากๆ เพื่อนซื้อมาฝากน่ะ..อร่อยจริงๆ~ขอบอก!หรอยจังฮู้!! ~ดากานดา~
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: