"ตักบาตรเที่ยงคืน" ...แปลกแต่จริง ที่ภาคเหนือของไทย

(1/1)

นภดล มณีวัต:


ที่มา http://www.komchadluek.net

"พิธีตักบาตรเที่ยงคืน"

เป็นการใส่บาตรด้วยเวลาที่ผิดแผกแตกต่างไปจากการทำบุญตักบาตรโดยทั่วไป ทำให้ดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับผู้ที่ได้พบเห็น แต่สำหรับพุทธบริษัทในภาคเหนือแล้ว การตักบาตรในยามเที่ยงคืนในวัน "เป็งปุ๊ด" ถือเป็นหนึ่งในวันสำคัญทางศาสนา ที่สืบทอดปฏิบัติมาหลายร้อยปี

ประเพณีตักบาตรเที่ยงคืน หรือพิธีตักบาตรเป็งปุ๊ด เป็นประเพณีของทางภาคเหนือ ในทุกปีที่มีวันขึ้น ๑๕ ค่ำที่ตรงกับวันพุธ โดยไม่เจาะจงว่าต้องอยู่ในเดือนใด พระภิกษุสามเณรในเมืองทุกรูปจะออกบิณฑบาตในตอนเที่ยงคืน โดยมีความแตกต่างของการนับเวลาคือ ที่ จ.เชียงใหม่ จะตักบาตรคืนวันอังคารหลังเวลา ๐๐.๐๐ น. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เข้าสู่วันพุธ ในขณะที่ จ.เชียงราย ลำปาง และแม่ฮ่องสอน จะใส่ตักบาตรในคืนวันพุธเวลา ๒๔.๐๐ น. เป็นต้นไป
ทั้งนี้ บางปีอาจมีครั้งเดียว หลายครั้ง หรือไม่มีเลย ก็ได้ เป็นประเพณีนิยมที่มีเฉพาะในภาคเหนือเท่านั้น

สำหรับประวัติความเป็นมาของประเพณีตักบาตรเที่ยงคืนนี้ เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด แต่เข้าใจว่าทางภาคเหนือคงรับเอามาจากพม่าอีกต่อหนึ่ง พม่ามีความเชื่อว่า พระอุปคุตซึ่งเป็นภิกษุที่พระพุทธเจ้าทรงเป็นองค์อุปัชฌาย์ เมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้ว ได้เสด็จลงไปจำศีลภาวนาอยู่ ณ สะดือทะเล ในรอบ ๑ ปีจะขึ้นมาโปรดชาวเมืองก่อนเวลารุ่งอรุณ

ชาวพม่ามักตื่นแต่ดึก เพื่อเตรียมอาหารไว้ใส่บาตรพระอุปคุต โดยมีคติความเชื่อว่า หากผู้ใดได้ทำบุญตักบาตรพระอุปคุตแล้วจะได้บุญใหญ่หลวง เกิดโชคลาภ และความเป็นสิริมงคลในชีวิต คติความเชื่อนี้จึงทำให้พุทธศาสนิกชนถือปฏิบัติสืบทอดกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ
 
พระครูพัฒนาธิมุต เจ้าอาวาสวัดอุปคุต อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เป็นวัดเพียงหนึ่งเดียวในดินแดนล้านนา ที่สืบสานประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ดมาไม่ต่ำกว่า ๒๕๐ ปี จากหลักฐานประวัติของวัดที่มีการบูรณะฟื้นฟูครั้งใหญ่ใน พ.ศ.๒๓๐๐ พบว่ามีการสืบทอดประเพณีตักบาตรเป็งปุ๊ดมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเจ้าอาวาสวัดทุกยุคทุกสมัยได้จัดประเพณีตักบาตรเที่ยงคืนถือปฏิบัติโดยทั่วไปในภาคเหนือ แต่พบมากใน จ.เชียงใหม่ และเชียงราย เนื่องจากได้รับอิทธิพลจากพม่า ในยุคที่อาณาจักรล้านนาเป็นเมืองขึ้นของพม่า ในช่วง พ.ศ.๒๑๐๑-๒๓๑๗ กระทั่งวัฒนธรรมไทยลื้อได้หล่อหลอมผสมผสานกับวัฒนธรรมล้านนา และวัฒนธรรมของคนไทยใหญ่ในรัฐฉาน ของพม่า ปฏิบัติมาจนถึงทุกวันนี้

ในคืนวันอังคารที่ ๒๔ สิงหาคม นี้ วัดอุปคุตจะจัดพิธีตักบาตรเป็งปุ๊ดขึ้นอีกครั้ง หลังจากมีขึ้นครั้งแรกของปีนี้ คือในคืนวันที่ ๒๗ เมษายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. พระสงฆ์จะประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ในวิหารหลวง จากนั้นเป็นพิธีถวายข้าวมธุปายาสแด่พระมหาอุปคุต จวบจนเวลาล่วงเข้าเที่ยงคืนวันเพ็ญ ขบวนพระสงฆ์ สามเณร จะเดินออกจากวิหารไปรับบาตรจากพุทธศาสนิกชนภายในบริเวณวัด เป็นอันเสร็จพิธี โดยทางวัดได้จัดเตรียมสถานที่ทั้งในบริเวณวัด เพื่อรองรับชาวพุทธล้านนา ที่คาดว่าจะร่วมประเพณีสำคัญนี้หลายพันคน เช่นเดียวกับครั้งที่ผ่านๆ มา

"พุทธศาสนิกชนล้านนา ผู้มีจิตศรัทธาจะทำบุญตักบาตรในคืนเป็งปุ๊ดจำนวนมาก และจะเป็นการทำพิเศษกว่าวันอื่น เพราะถือว่าได้อานิสงส์แรง โดยจะตระเตรียมสำรับข้าวสาร อาหารแห้ง คอยใส่บาตร ยามเที่ยงคืน ขณะที่ปัจจุบัน วัดอุปคุตได้ขอความร่วมมือประชาชนให้ใส่บาตรด้วยยารักษาโรค นอกเหนือไปจากข้าวสารอาหารแห้ง โดยปัจจัยเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังวัดในถิ่นทุรกันดาร" พระครูพัฒนาธิมุต กล่าว

ด้าน พระอธิการประพันธ์ อินฺทญาโณ เจ้าอาวาสวัดพุทธสันติวิเวก ต.บุญนาคพัฒนา อ.เมือง จ.ลำปาง บอกว่า การทำบุญตักบาตรเป็งปุ๊ด ไหว้สาพระมหาอุปคุตเถรเจ้า ของวัด เป็นแห่งเดียวใน จ.ลำปาง โดยพิธีจะเริ่มตั้งแต่เวลา ๑๘.๐๐ น. จะทำพิธีอัญเชิญพระมหาอุปคุตเถรเจ้า ขึ้นประดิษฐานบนปราสาทจำลอง เวลา ๒๐.๐๐ น. ไหว้พระรับศีล เจริญพระพุทธมนต์ พระเกจิอาจารย์นั่งปรกอธิษฐานจิต สมโภช พระมหาอุปคุตเถรเจ้า เทศนาเรื่องประวัติและอานิสงส์ใส่บาตรพระมหาอุปคุตเถรเจ้า และถวายทาน เมื่อใกล้ถึงเวลาเที่ยงคืน พระสงฆ์ ๕๐ รูปของวัดจะออกมารับบาตรข้าวสารอาหารแห้ง โดยผู้ที่ใส่บาตรมีความเชื่อว่า พระอุปคุตจะมาโปรดชาวเมืองก่อนเวลารุ่งอรุณ ชาวบ้านจะตื่นแต่ดึก เตรียมอาหารไว้ใส่บาตรพระอุปคุต เชื่อว่าจะทำให้ชีวิตรุ่งเรืองด้วยโชคลาภ แคล้วคลาดจากอุบัติภัยทั้งปวง

มติคณะสงฆ์มิอาจขวางศรัทธา

อย่างไรก็ตาม โดยก่อนหน้านี้ ทางมติคณะสงฆ์หลายจังหวัดในภาคเหนือ โดยเฉพาะ จ.เชียงราย ได้มีการสั่งห้ามแล้ว แต่เนื่องจากประเพณีดังกล่าวเป็นประเพณีความเชื่อที่สืบทอดกันมานาน การห้ามความเชื่อแรงศัทธา ถือได้ว่าเป็นเรื่องยาก

พระราชสิทธินายก เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย เจ้าอาวาสวัดพระสิงห์วรวิหาร กล่าวว่า การตักบาตรกลางคืนเป็นประเพณีของชาวพม่ามาตั้งแต่โบราณกาล ส่วนชาวเหนือในพื้นที่ ๘ จังหวัด ที่มีอาณาเขตติดต่อกัน และมีวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับพม่า จึงมีความกลมกลืนกันไป ซึ่งการออกมาบิณฑบาตในตอนกลางคืนของพระสงฆ์และสามเณรตามหลักของพระพุทธศาสนาถือว่าผิดวินัย เพราะเป็นยามวิกาล พระสงฆ์จะออกมาบิณฑบาตได้ในเวลาประมาณตีห้า หรือ ภาษาเหนือเรียกว่า "ตีนฟ้ายก" หรือ แบมือจนเห็นเส้นลายมือแล้ว จึงจะสามารถออกไปบิณฑบาตได้ ซึ่งเรื่องนี้ ทางคณะสงฆ์ได้มีการนำเอาเข้าที่ประชุมมาหลายครั้งแล้ว พร้อมกับได้ประกาศให้พระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาตได้ตั้งแต่เวลา ๐๕.๐๐ น. แต่พอมาถึงวันเป็งปุ๊ด จะพากันออกมาบิณฑบาตกันตั้งแต่เวลาห้าทุ่ม ไปจนถึงตีสี่ตีห้าของอีกวัน เรื่องนี้คงจะไปห้ามปรามไม่ได้

ดร.พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ ภาควิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า คำว่า แสงเงินแสงทอง คือ การขึ้นไปแห่งอรุณ เป็นการเปรียบเทียบว่า แสงจากรุ่งอรุณเปรียบเป็นแสงเงินแสงทอง แต่ในสมัยโบราณยังไม่มีความเจริญทางเทคโนโลยี ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีนาฬิกาบอกเวลา ก่อนออกบิณฑบาตพระสงฆ์จึงต้องดูลายมือของตัวเอง หากไม่ปรากฏเส้นลายมือ ให้ถือว่ายังไม่รุ่งอรุณ แต่ปัจจุบันเทคโนโลยีเจริญแล้ว สถานที่ต่างๆ มีไฟฟ้าส่องสว่าง ทำให้กลางคืนเหมือนกลางวัน การดูลายมือจึงนำมาเป็นมาตรฐานไม่ได้ เมื่อกระแสสังคมเห็นว่า พระภิกษุสามเณรออกบิณฑบาตในย่านชุมชนยามวิกาล เป็นสถานที่ไม่เหมาะสม แต่เพื่อช่วยกันอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามไว้ ก็สมควรที่จะปรับเปลี่ยนมาจัดพิธีในวัด ให้ชาวบ้านรวมตัวทำบุญตักบาตรเป็งปุ๊ดในวัด ก็ไม่น่าจะเสียหายแต่อย่างใด
"พุทธศาสนิกชนล้านนาผู้มีจิตศรัทธา จะทำบุญตักบาตรในคืนเป็งปุ๊ดจำนวนมาก และจะเป็นการทำพิเศษกว่าวันอื่น เพราะถือว่าได้อานิสงส์แรง โดยจะตระเตรียมสำรับข้าวสาร อาหารแห้งคอยใส่บาตรยามเที่ยงคืน"

เรื่อง เอกพงศ์ ประดิษฐ์พงษ์
 ภาพ สุระกิจ รัตนศรี

NUT:


เชียงใหม่ร่วมตักบาตรเที่ยงคืนพระสงฆ์กว่า300รูปและชาวบ้านร่วมสืบสานประเพณีล้านนา





วันที่ 19 ม.ค.2554 เวลา 00.09 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ วัดอุปคุต และวัดสวนดอกพระอารามหลวง อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้จัดพิธีตักบาตรเป็งปุ๊ด หรือตักบาตรเที่ยงคืน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งสุดท้ายในรอบปีขึ้น

โดยบรรยากาศรอบๆวัด มีประชาชนออกมายืนรอตักบาตรกับพระและสามเณรที่เดินเรียงตามกันมาเป็นแถวยาวเหยียดไม่ต่ำกว่า 300 รูป ทั้งนี้

สำหรับประเพณีใส่บาตรเที่ยงคืน หรือตักบาตรเป็งปุ๊ดนั้น เป็นประเพณีดั้งเดิมของชาวล้านนา โดยมีความเชื่อว่าพระอุปคุตซึ่งเป็นพระมหาเถรที่ทรงฤทธาภิญญาท่านหนึ่ง บำเพ็ญเพียรอยู่ใต้มหาสมุทร มีอิทธิฤทธิ์ป้องปราบมารและภูติผีปีศาจที่มารังควาญรบกวนผู้ปฏิบัติธรรม จะแปลงกายเป็นสามเณรมารับบาตรของประชาชนในวันเป็งปุ๊ดนี้ ผู้ใดใส่บาตรแก่ท่านจะถือว่าได้โชคมหาศาล และประสบผลสำเร็จตามคำอธิษฐาน มีโชคลาภร่ำรวยไม่อับจน

โดยประเพณีวันเป็งปุ๊ดของชาวล้านนานี้ จะจัดขึ้นในวันพระขึ้น 15 ค่ำที่ตรงกับวันพุธของทุกปี และครั้งนี้ก็ถือเป็นครั้งสุดท้ายของปี 54 นี้ด้วย จึงทำให้มีผู้มาใส่บาตรจำนวนมาก.



ที่มา   :   




NUT:


ตักบาตรเที่ยงคืน ในวันเป็งปุ๊ด








"เป็งปุ๊ด" หรือเพ็ญพุธ เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในคติล้านนา ในรอบหนึ่งปีมีวันเพ็ญสิบสองครั้ง

วันเพ็ญที่ตรงกับวันพุธมีเกือบสองครั้งในหนึ่งปี ทำไมไม่เป็น เพ็ญจันทร์ หรือ เพ็ญศุกร์ เพ็ญเสาร์ ก็ไม่รู้เหมือนกัน เดาเอาว่าน่าจะเป็นวันสำคัญอะไรสักอย่างของพระมหาอุปคุตเถระ ทั้งนี้ก็เพราะประเพณีเพ็ญพุธเกี่ยวข้องกับพระอรหันต์หลังพุทธกาลรูปนี้

ตามตำนานเล่าว่าท่านเป็นอรหันต์ปราบมารสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นผู้มากมีฤทธิ์เดชทางเซอร์ๆ ประดุจพระมหาโมคคัลลานะอัตรสาวกเบื้องซ้ายแห่งพระโคตมพุทธเจ้าที่เราชาวพุทธนับถือกันอยู่ในปัจจุบัน

พระอุปคุตยังมีชีวิตอยู่ ชาวไทล้านนา ไทใหญ่ ไทเขิน ไทลื้อซึ่งเป็นไทยที่ได้รับอิทธิพลบางอย่างมาจากพม่าเชื่อกันว่าท่านบำเพ็ญฌานอยู่ใต้ท้องสมุทร เวลาชาวล้านนาจะจัดงานเฉลิมฉลองอะไรใหญ่โตที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนา เช่นงานปอยหลวงต่างๆ ก็จะมีพิธีอัญเชิญพระอรหันต์ปราบมารองค์นี้มาสถิตคุ้มครองในงาน พิธีกรรมก็น่ารักมาก เขาจะแห่เสลี่ยงเปล่าไปยังแหล่งน้ำที่ใกล้ๆ พอไปถึงก็ให้ผู้ชายลงไปในน้ำแล้วงมเอาหินก้อนหนึ่งขึ้นมา สมมุติเอาว่านี่แหละพระอุปคุต ฉันงมได้ท่านขึ้นมาแล้ว ขอนิมนต์ไปปราบปรามห้ามมารที่จะมารบกวนงาน แล้วจะเอาหินก้อนนั้นขึ้นเสลี่ยง แล้วจะแห่แหนกันกลับมาที่งาน พอเสร็จงานก็นิมนต์ท่านกลับยังแหล่งน้ำที่เดิม

ตำนานพระอุปคุตสยบมารมีดังนี้ ครั้งเมื่อพระเจ้าอโศกเปลี่ยนใจมาเชิดชูอุดมการณ์พุทธศาสนาที่เน้นอหิงสาและสันติวิธีนั้น พระองค์ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นการใหญ่โต ครั้งหนึ่งทรงจดงานเฉลิมฉลองพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า แต่พระยามารอิจฉาจึงรังควาน ดูเหมือนจะส่งพวงมาลัยอะไรสักอย่างมาให้ ไม่มีใครแก้กฤตยามนต์บางอย่างได้ งานเกือบล่ม พระมหาอุปคุตแก้ได้ ท่านยังได้แทรกกระดูกงู กระดูกสุนัขและกระดูกคนเข้าไปในมาลัยมาร แล้วส่งกลับคืนไปให้มาร พอมารเอามาลัยคล้องคอก็แก้ออกไม่ได้

คัมภีร์อโศกาวทานซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเจ้าอโศกมหาราชกล่าวว่าพระอุปคุตเป็นบุตรพ่อค้าชาวเมืองมถุรา แต่ตำนานพระอุปคุตฉบับชาวบ้านที่ผู้เขียนเคยได้ยินคนแก่คนเฒ่าเล่าให้ฟังสมัยเป็นเด็กกล่าวว่าพระอุปคุตเป็นลูกของพระพุทธเจ้าเอง เขาเล่าว่ามีอยู่วันหนึ่ง นางนักบวชนอกศาสนามากล่าวหาว่าพระพุทธเจ้าเป็นโรคกามตายด้านจึงออกบวช แล้วก็เที่ยวชักชวนชายหนุ่มวัยสืบพันธุ์ทั้งหลายให้บวชตาม แล้วก็ตั้งศีลหรือวินัยห้ามการสืบพันธุ์ พระพุทธเจ้าจึงมาสเตอร์เบท ได้น้ำเชื้อเต็มบาตรให้พระอานนท์เอาไปเทลงแม่น้ำคงคา นางเงือกตัวหนึ่งมากินแล้วตั้งท้อง แล้วคลอดเป็นพระอุปคุต

ในวันเพ็ญพุธ ชาวล้านนาจะไปตักบาตรเพ็ญพุธหรือตักบาตรอุปคุตก็เรียก ตักกันแต่ดึกดื่นค่อนคืนโน่นเลยจ้ะ เพราะเชื่อกันว่าในวันนี้พระอุปคุตจะจำแลงตนเป็นเณรน้อยมาบิณฑบาตในค่ำคืนนี้ ใครได้ใส่บาตรพระอุปคุตจะมีโชคลาภ จะได้บุญสุดสุดเลย แต่บุญอะไรก็สู้ทานแบบไม่หวังผลไม่ได้

ซึ่งเป็งปุ๊ดที่เพิ่งผ่านมาในปี 2554 ก็คือ คืนวันอังคารที่ 11 ม.ค.ต่อเนื่องวันพุธที่ 12 ม.ค.




ประวัติวัดอุปคุต

มีตำนานเล่าสืบกันมาว่า ครั้งหนึ่งมีสามีภรรยาฐานะยากจนคู่หนึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่นอกเมืองเชียงใหม่ ประกอบอาชีพทำนาและค้าขายพอเลี้ยงชีพไปได้ เมื่อว่างจากทำนาทั้งสองก็นำเอาผลผลิตจากไร่สวนเข้ามาขายในตัวเมืองเชียงใหม่

วันหนึ่งในฤดูหนาวอากาศหนาวเหน็บ สองสามีภรรยาตื่นแต่เช้าเดินทางเข้าตัวเมืองพร้อมกับสัมภาระสำหรับค้าขาย ระหว่างเดินฝ่าอากาศที่หนาวเย็นก็ได้พรรณนาปรับทุกข์ต่อกันถึงความทุกข์ยากของครอบครัวตนเองที่ต้องตื่นแต่เช้าทำงานหนัก ซึ่งต่างจากครอบครัวของคนอื่นที่ยังนอนหลับสบาย หากไม่ทำเช่นนี้ก็ต้องอดอยากไม่มีจะกิน ทั้งสองต่างปลอบใจและให้กำลังใจซึ่งกันและกันและว่า

"เราสองคนทำบุญมาน้อย ทำให้ด้อยวาสนา แม้จะทุกข์สาหัสอย่างไรก็จำเป็นต้องทน ต้องดิ้นรนต่อสู้ต่อไป"

สองสามีภรรยาปรับทุกข์กันเรื่อยมาจนข้ามแม่น้ำปิงมาฝั่งตะวันตกเข้าถนนท่าแพ ขณะนั้นยังเป็นเวลาเช้ามืดและเป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ พระจันทร์เต็มดวงสาดแสงสว่างไสวดูรื่นรมย์ทำให้ความเหนื่อยล้าของสามีภรรยาหายไปสิ้น ขณะเพลิดเพลินกับบรรยากาศอยู่นั้น สายตาของทั้งคู่ก็เหลือบไปเห็นสามเณรน้อยรูปหนึ่งอุ้มบาตร ครองผ้าเป็นปริมณฑลตัดกับแสงจันทร์นวลส่อง เป็นภาพที่น่าทัศนาเป็นอย่างยิ่ง ยังความปิติซาบซ่านเข้าสู่หัวใจของทั้งสอง อีกทั้งบังเกิดศรัทธาในตัวสามเณรจึงได้แบ่งสิ่งของที่ตั้งใจนำไปขายยกขึ้นอธิษฐานแล้วใส่ในบาตรของสามเณร หลังจากรับพรจากสามเณรแล้วชายผู้เป็นสามีนึกแปลกใจว่าสามเณรจากวัดใดกันอีกทั้งออกบิณฑบาตแต่เช้าตรู่เพียงลำพังเช่นนี้ ฝ่ายสามีจึงเดินตามสามเณรไป แต่เมื่อสามเณรเดินไปถึงชายป่าก็หายวับไปที่ต้นไทรต้นหนึ่ง สามีเห็นเช่นนั้นก็วิ่งกลับมาบอกกับภรรยาและต่างเก็บความสงสัยไว้ในใจ

นับจากที่ได้นำสิ่งของใส่บาตรเป็นกุศลศรัทธากับเณรน้อยรูปนั้น นับแต่วันนั้นสองสามีภรรยาก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นตามลำดับไม่ว่าจะประกอบอาชีพอะไรก็ได้ผลกำไรงามฐานะร่ำรวยขึ้น ต่อมาจึงทราบจากพระผู้เฒ่ารูปหนึ่งผู้ทรงอภิญญาญาณเคร่งครัดในศีลว่า การที่เจริญก้าวหน้าค้าขายร่ำรวยนั้นเนื่องจากอานิสงส์ที่ได้ตักบาตรกับสามเณร ผู้ซึ่ง คือ พระปคุตมหาเถระที่เข้านิโรธสมาบัติอยู่ใต้สะดือทะเล ครั้นถึงวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ ท่านจะแปลงเป็นสามเณรน้อย ออกบิณฑบาตแต่เช้าตรู่เพื่อโปรดสัตว์ บุคคลใดได้ตักบาตรท่านพระมหาอุปคุต ถือว่าเป็นบุคคลที่โชคดีทำให้เจริญรุ่งเรือง

สองสามีภรรยาได้ฟังก็เกิดปิติศรัทธา จึงได้สร้างวัดขึ้นที่บริเวณที่พบสามเณรน้อย ชาวบ้านเมื่อทราบข่าวต่างมาร่วมอนุโมทนาและช่วยเหลือร่วมทำบุญ โดยตั้งชื่อวัดนี้ว่า "วัดพระอุปคุต" ต่อมาเปลี่ยนเป็นเรียกสั้นๆ ว่า "วัดอุปคุต" สืบมาจนถึงทุกวันนี้


ขอบคุณข้อมูลจาก http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?topic=1389.0

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ