Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
30 สิงหาคม, 2557, 07:25:11

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การเลี้ยงนกเลิฟเบิร์ด  (อ่าน 32222 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« เมื่อ: 19 สิงหาคม, 2553, 14:52:08 »


การเลี้ยงนกเลิฟเบิร์ด



pet.kapook.com/photo/lovebird_3249.html

"เลิฟเบิร์ด" จัดเป็นนกแก้วชนิดหนึ่งที่มีตัวเล็ก มีหลายสายพันธุ์แยกได้เป็นทั้งหมด 9 ชนิด มีถิ่นกำเนิดในทวีปแอฟริกาและหมู่เกาะมาดากัสการ์ มักอยู่รวมกันเป็นฝูง ปัจจุบันคนไทยได้นำนกชนิดนี้มาเลี้ยงเป็นสัตว์สวยงามกันแพร่หลายและสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี, เลิฟเบิร์ดจัดเป็นนกที่มีเสน่ห์, ขี้เล่น จะอยู่กันเป็นคู่ ที่สำคัญ เป็นนกที่มีนิสัยรักเดียวใจเดียวและมีสีสันที่หลากหลาย ในวงการเลี้ยงนกต่างก็ทราบดีว่าเลิฟเบิร์ดขยายพันธุ์ได้ง่ายทำให้เกิดสีใหม่ ๆ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
   
คุณยุทธนา อิ่มอโนทัย ชาวคลองสาน กรุงเทพมหานคร เป็นคนไทยรายหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์นกเลิฟเบิร์ด ได้รับการยอมรับจากผู้นิยมเลี้ยงทั้งในและต่างประเทศปัจจุบันมีพ่อ-แม่พันธุ์นกเลิฟเบิร์ดประมาณ 700 คู่ การเลี้ยงในระบบโรงเรือนปิด ป้องกันเชื้อโรคทั้งจากยุง นกหรือแมลงต่าง ๆ จากภายนอก จัดเป็นแหล่งเลี้ยงนกที่มีการจัดการและความสะอาดได้มาตรฐานทีเดียว
   
คุณยุทธนายังได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการผสมพันธุ์นกเลิฟเบิร์ดว่า นกที่จะใช้เป็นพ่อ-แม่พันธุ์ จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 1 ปี วิธีการดูนกเพศผู้และเพศเมียให้สังเกตดังนี้ ถ้าดูจากลักษณะภายนอก ตัวเมียจะค่อนข้างโตกว่าตัวผู้ แต่สีสันของตัวผู้จะเด่นชัดและสวยกว่าตัวเมีย ใช้วิธีจับตะเกียบ ตัวเมียตะเกียบจะห่าง ๆ และไม่ค่อยแหลม ส่วนตัวผู้ตะเกียบจะชิดกันและค่อนข้างแหลม เมื่อเราได้พ่อ-แม่พันธุ์แล้วทดลองจับนกทั้ง 2 ตัวใส่ในกรงเพาะที่ได้เตรียมไว้พร้อมกับรังไข่ ถ้าปรากฏว่านกยืนคู่กันและเข้าไปในรังไข่แสดงว่านกเข้าคู่กันแล้ว
   
นกเลิฟเบิร์ดที่เพาะขยายพันธุ์และนิยมเลี้ยงในประเทศไทยจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ไม่มีขอบตาและมีขอบตา แรกเริ่มจะมีสีอยู่ 2 กลุ่มคือ นกกลุ่มสีเขียวและนกกลุ่มสีฟ้า ปัจจุบันนกกลุ่มสีเขียวได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ไปจนกระทั่งเป็นนกสีเหลือง ส่วนสีบริเวณหน้านกจะเป็นสีแดงในช่วงแรกและถูกพัฒนาจนกระทั่ง เป็นหน้าสีส้ม ส่วนนกกลุ่มสีฟ้าจะถูกพัฒนาไปจนกระทั่งเป็นนกสีม่วงและสีหน้าของนกกลุ่มนี้จากเดิมจะเป็นสีปูน (สีขาวหม่น ๆ ออกสีส้มจาง ๆ บริเวณหน้าผาก) ได้ถูกพัฒนาพันธุ์เป็นนกหน้าขาว นกเลิฟเบิร์ดในแต่ละสายพันธุ์อาจจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป
   
ราคาซื้อ-ขายนกเลิฟเบิร์ดจะถูกหรือแพงคงหนีไม่พ้นเรื่องสี อย่างกรณีของ นกขอบตาหนา เซเบอร์พายด์ม่วง (โดมิแนนท์) จะมีราคาสูงมาก เนื่องจากยังไม่มีใครมี อย่างไรก็ตามปัจจัยในการตั้งราคาจะขึ้นอยู่กับความต้องการในตลาดมากกว่า ถ้าตลาดมีความต้องการสูง ราคาจะแพง.


ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ


บันทึกการเข้า




ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 06 มีนาคม, 2554, 00:20:16 »




นกเลิฟเบิร์ด (Love Bird)








เลิฟเบิร์ด เป็น นกแก้วประเภทหนึ่งที่มีขนาดเล็กความยาว 5-6 นิ้ว  โดยมีถิ่นกำเนิดในทวีปอัฟริกา และหมู่เกาะมาดากัสก้าซึ่งเป็นแถบที่อบอุ่นถึงค่อนข้างร้อน ในธรรมชาติ เลิฟเบิร์ดจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม เมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์และเลือกคู่ได้แล้ว มันจะอยู่กับคู่ของมันไปจนตาย

ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อวิทยาศาสตร์เป็นภาษากรีกว่า Agapornis  มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า Lovebird  

แต่ในปัจจุบัน Lovebird ได้กลายเป็นนกสวยงามที่มนุษย์ได้นำมาทำการพัฒนาจนกลายเป็นนกสวยงาม ซึ่งสามารถเพาะขยายพันธุ์ในกรง อีกทั้งสามารถสลับคู่ครองได้จึงแตกต่างไปจากนกในธรรมชาติที่จะอยู่ กับคู่ของมันเพียงตัวเดียวไปจนตาย

เลิฟเบิร์ด  เป็นนกที่มีสีสันสวยงามและสามารถพัฒนาสีได้  จึงเป็นนกที่ทำให้ผู้เลี้ยงเกิดจินตนาการ และมีความสุขเมื่อได้เห็นลูกหลาน ที่มีสีสันแตกต่างออกไปจากพ่อแม่นก  อีกทั้งสามารถนำลูกนกมาป้อนเพื่อให้เป็นนกเชื่องและสามารถสอนให้พูดได้อีก ด้วย








ประวัติความเป็นมา

ในสมัยแรกเริ่มคือช่วงปี 1840 นก Lovebirds เป็นนกที่มีสายพันธุ์เดียวกับนกแก้ว (Parrot) จึงเรียกว่าเป็น Little Parrot ตามประวัติกล่าวว่าชาวแอฟริกาเป็นผู้นำนกชนิดนี้เข้าไปแพร่หลายในทวีปยุโรป และ ด้วยเอกลักษณ์ของนกชนิดนี้ก็คือ ชอบอยู่เป็นคู่ และจะดูแลกันและกันเป็นอย่างดี จึงได้รับการเรียกขานว่า Lovebirds ในที่สุด ต่อมา Lovebirds ก็แพร่ขยายไปในอเมริกาด้วยในศตวรรษที่ 60 เมื่อมีการแพร่ไปมาก ๆ จึงเกิดการกลายพันธุ์ จากเดิมที่เป็นสายพันธุ์ Parrot ก็มีการเรียกชื่อใหม่ ว่าเป็นสายพันธุ์ Agapornis ต่อมา ในช่วงศตวรรษที่ 80 การเลี้ยงนก Lovebirds มีจุดมุ่งหมายก็เพื่อให้ได้สีสันใหม่ ๆ ที่สวยงามขึ้น และเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ รวมทั้งมีการผสมกับนกสายพันธุ์อื่น ๆ อีกด้วยจนปัจจุบันนก Lovebirds ได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงภายในครอบครัว และเป็นที่นิยมมากขึ้น เรื่อย ๆ








สายพันธุ์

เลิฟเบิร์ด เป็นนกแก้วที่ตัวเล็ก มีสายพันธ์ แยกเป็น 9 ชนิด มีถิ่นกำเนิดจากทวีป แอฟริกา เป็นนกที่มีเสน่ห์ ขี้เล่น จะอยู่กันเป็นคู่ มีสีสันมากมาย เริ่มต้นทีแรกเลยจะเป็นสีเขียว แล้วคนนำมาเพาะเลี้ยงแล้วพัฒนาสายพันธ์ ผสมออกมามีสีต่าง ๆ มากมายจนตอนนี้มีสีม่วงแล้ว อายุโดยเฉลี่ยประมาณ 15 - 20 ปี ประเทศไทยสามารถเพาะพันธ์นกได้ตลอดทั้งปีเลิฟเบิร์ด


โดยทั่วไปนิยมแยกนกเลิฟเบิร์ด ออกเป็น 2 ชนิด คือ  ชนิดมีขอบตา (White Eye-ring) และไม่มีขอบตา (Non Eye-ring)


นกทั้ง 2 ชนิดแบ่งออกเป็นสายพันธุ์หลักๆ ได้ 9 สายพันธุ์  ดังนี้








ชนิดมีขอบตา (White Eye-ring)


1. Personata       (Mask Lovebird)

ลักษณะทั่วไป :  หัวจะมีสีดำสนิท มีสีกว่า 30 สี สีม่วงเป็นสีที่หายาก แบ่งเป็น

- Black Personata
- Blue Personata
- Yellow Personata
- Cobalt Personata
- Mauve Personata
- Olive Personata
- Pastel Blue Personata
- Pastel Cobalt Personata
- Pastel Mauve Personata
- Pastel Olive Personata
- Spangle Blue Personata
- Spangle Mauve Personata



2. fischeri            (Fischer’s Lovebird)    : ขนาด 15 ซม. 

ลักษณะทั่วไป :  ถ้าเป็นโทนสีเขียว หน้านกจะสีแดง ถ้าเป็นโทนสีฟ้า หน้านกเป็นสีขาว ปัจจุบันนก FISHER จะมีการพัฒนาได้สีสันใหม่ ๆ มากมาย สีม่วงเป็นสีที่หายาก แบ่งเป็น

- Green Fischer
- Dark Green Fischer
- Blue Fischer
- Yellow Fischer
- Cobalt Fischer
- Mauve Fischer
- Olive Fischer
- Pastel Green Fischer
- Medium pastel Green Fischer
- Pastel Yellow Fischer
- Pastel Cobalt Fischer
- Pastel Mauve Fischer
- Pastel Olive Fischer
- Spangle Green Fischer
- Spangle Cobalt Fischer
- Spangle Mauve Fischer
- Spangle Olive Fischer
- Golden Cherry Fischer
- Dilute Double Golden Fischer
       

3. Nigrigenis        (Black Cheeked Lovebird)       : ขนาด 13.5 ซม.

ลักษณะทั่วไป : หัวจะดำ หน้าจะเป็นคล้าย ๆ หน้ากากตัวจะเล็กกว่าพวก MASKED , FISHERI เป็นนกที่ป้อนลูกเก่ง แบ่งเป็น

- Black Cheeked
- Dark Green Cheeked
- Blue Cheeked     



4. Lilianae            (Nyasa Lovebird)    ขนาด 13.5 ซม.

ลักษณะทั่วไป : เป็นประเภทมีขอบตา ถ้านกมีสีเขียวหน้าจะมีสีแดง ถ้านกสีฟ้าหน้าจะสีขาว สีเหลืองตาแดงจะหายาก










ชนิดไม่มีขอบตา  (Non Eye-ring)



5. Roseicollis           (Peach Face Lovebird)    ลักษณะทั่วไป: ขนสีเขียวสดทั้งตัว ส่วนท้าย(Rump) มีสีฟ้าสดจากหน้าผากตลอดข้างแก้มทั้ง 2 ข้าง เล็บสีแดง ปากสีขาวหรือสีงาช้าง




6. Swindemiana      (Black Collared Lovebird) ลักษณะทั่วไป: ลำตัวมีสีเขียวแบบ swinderenis สีส่วนบนจะมีสีอ่อนกว่า คอมีสีเหลือง



7. Cana                  (Madagascar LoveBird)
  ขนาด 13 ซม.

ลักษณะทั่วไป : ตัวเล็กพอ ๆ กับ BLACKCHEEKED ตัวเมียจะมีสีเขียวทั้งตัว ตัวผู้ตัวจะมีสีเขียว หัว,คอ จะมีสีขาว 



8. Taranto              (Abyssinian Lovebird)   ลักษณะทั่วไป : ตัวนกจะค่อนข้างโต ตัวผู้หน้าจะมีสีแดง ตัวเมียหน้าจะไม่มีสีแดง



9. Pullaria                (Red Face Lovebird)   ลักษณะทั่วไป : นกจะมีสีเขียว หน้าจะมีสีแดง




เลิฟเบิร์ด ที่สามารถพบเห็นได้ในปัจจุบันโดยทั่วๆ ไป  ได้แก่



- Personata
        (Mask Lovebird)

- fischeri
             (Fischer’s Lovebird)

- Roseicollis         (Peach Face Lovebird)



บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 06 มีนาคม, 2554, 00:22:56 »



การเลือกซื้อนกเลิฟเบิร์ด





ในกรณีที่เลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลินจะต้องรู้จักสายพันธุ์อย่างที่ ยกตัวอย่างมาแล้ว คือ มีขอบตาและไม่มีขอบตา โดยทั่วไปอุปนิสัยของ Lovebirds จะชอบอยู่เป็นคู่ ร่าเริง สดใส ส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้วตลอดเวลา



สถานที่เลี้ยง

ควรอยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก และควรหลีกเลี่ยงที่ที่มีลมโกรกรุนแรง หรือแดดจัดเกินไป ฝนสาดเข้ามาโดนได้ แล้วล้อมรอบด้วยมุ้งลวดอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันยุงและแมลง และควรระวังศัตรูธรรมชาติของนก เช่น แมว หรือหนูด้วยการล้อมรอบโรงเรือนด้วยตาข่าย ภายในโรงเรือนควรติดสปริงเกิลเพื่อความเย็นสบายของนกและกระเบื้องมุงหลังคา ควรสลับกับกระเบื้องแผ่นใสเพื่อให้โรงเรือนมีแสงส่องสว่างด้วย



ลักษณะนกเลิฟเบิร์ดที่ดี

เราสามารถดูลักษณะ Lovebirds ที่ดีได้จากรูปร่างภายนอก นั่นก็คือ ขนจะต้องเงางาม ตามีแวว สดใส ปาก ขา เล็บ ไม่ขาด ไม่แหว่ง หรือกุด ดูร่าเริง มีอาการตอบโต้ ไม่ซึม หรือยืนพองขน ส่วนเรื่องเพศของนก Lovebirds จะดูได้จากภายนอกค่อนข้างยาก แต่ก็มีวิธีดู โดยต้องจับตัวนกแล้วพลิกหงายท้อง จากนั้นจับตะเกียบหรือ กระดูกเชิงกราน ตรงส่วนท้ายที่ติดกับโคนหาง แล้วใช้นิ้วมือคลำเบา ๆ ซึ่งกระดูกเชิงกรานจะเป็นกระดูก 2 ชิ้น คู่กัน - เพศผู้กระดูกส่วนนี้จะชิดกัน และแข็ง นูนขึ้นมามาก - เพศเมีย จะค่อนข้างห่างและอ่อน



อายุของนกที่เหมาะสมในการซื้อมาเลี้ยง

ควรจะเลือกนกที่อายุยังน้อย ประมาณ 3 - 4 เดือน เนื่องจากนกที่มีอายุมาก มักจะก่อให้เกิดปัญหา หลาย ๆอย่าง เช่น มีความก้าวร้าว เมื่อนำมารวมกับตัวอื่นก็มักจะจิกตีกัน ส่วนอีกข้อคือ นกที่เจ้าของเก่าปลดทิ้ง เนื่องจากแก่เกินไป นกมีปัญหา ก็จะอยู่กับเราได้ไม่นาน




การเลี้ยงดู

ควรจะเลี้ยง Lovebirds ไว้เป็นคู่ ภายในกรงขนาด กว้าง x ยาว x สูง เท่ากับ 18" x 15" x 15" หรือกรง "หมอนเล็ก" โดยประมาณ




ข้อควรระวังในการเลือกซื้อ

ควรหลีกเลี่ยงร้านค้าที่มีสัตว์เลี้ยงหลาย ๆ ชนิด รวมกันมาก ๆ และอยู่ปะปนกับ Lovebirds เพราะนกอาจจะติดเชื้อจากสัตว์เหล่านั้นได้ เพราะฉะนั้นจึงควรเลือกซื้อจากฟาร์ม Lovebirds โดยตรง หรือร้านค้าที่มีการจัดสรรที่ดี แยกสัตว์แต่ละชนิดเป็นสัดส่วน ไม่ปะปนกัน และที่สำคัญ คือ ควรพิจารณาดูภายในกรง ที่ใส่น้ำ อาหาร รวมถึงถาดรองมูลนกให้สะอาดพอสมควร


 
บันทึกการเข้า

ณัฐ
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,528
สมาชิกลำดับที่ 29
..จ้างมันเต๊อะ..



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 06 มีนาคม, 2554, 00:27:38 »




การเลี้ยงดูและการขยายพันธุ์นก LOVEBIRDS



ในกรณีที่เลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ และพัฒนาสายพันธุ์ หรือเลี้ยงไว้จำนวนมาก



สถานที่


ควรเป็นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อบทึบ ป้องกันฝนได้ดี แดดสามารถส่องถึงบ้างเล็กน้อย จะเป็นการดี ส่วนลักษณะของกรงที่ดีควรจะ เป็นแบบโรงเรือน กรุด้วยตาข่ายตาถี่ เพื่อป้องกันยุงและแมลงอื่น ๆ ภายในจัดวางกรงเพาะเป็นชั้น ๆ และเป็นแถวอย่างมีระเบียบ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการเรื่องความสะอาด




อุปกรณ์


1. กรงเพาะ ขนาด ก x ย x ส เท่ากับ 21" x 32" x 22"


2. รังฟัก สำหรับให้นกเข้าไปวางไข่ และเลี้ยงดูลูกนกจนโต ขนาดโดยประมาณ 7" x 12" x 7" ด้านหนึ่งเจาะรู ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2" สำหรับเป็นทางเข้าออกของนก อีกด้าน ทำเป็นประตูสำหรับ ผู้เลี้ยงสามารถเปิดดู ไข่และลูกนกได้สะดวก

3. อาหารนก ได้แก่ เมล็ดธัญพืชต่าง ๆ เช่น มิลเลต ข้าวไรน์ ข้าวเปลือกมะเขือ ฮวยมั้ง (เมล็ดกัญชา) เมล็ดทานตะวัน ข้าวโอ๊ต เป็นต้น ส่วน อาหารเสริม ได้แก่ขนมปังแผ่น ข้าวโพดดิบ ส่วนแคลเซียมมี กระดองปลาหมึก หญ้าขน ใบกระถิน 2 อย่างหลัง สามารถให้ได้ทุกวัน ซึ่งจะดีต่อนกมาก

4. น้ำ ควรเป็นน้ำที่สะอาด จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกวัน และควรผสมวิตามินให้นกได้กินเป็นประจำด้วย




โรคที่มักจะพบ
ได้แก่


1. โรคหวัด เกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน นกจะซึม ขนพอง ไม่กินอาหาร ไม่ร่าเริง


2. โรคตาแข็ง ตาแดง มีหลายสาเหตุ คือ

- ยุงเป็นพาหะนำเชื้อมาสู่นก

- ฝุ่นละออง มาจากถาดรองมูลนก เวลานกบิน ฝุ่นจะเข้าตาได้ ทำให้เกิดอาการ ระคายเคือง จนตาแดง ตาเจ็บได้



3. การรักษา ไม่ว่านกจะมีอาการหรือเป็นโรคอะไรที่ผิดปกติ ผู้เลี้ยงควรแยกนกออกจากโรงเรือนโดยด่วน จากนั้นก็แยกไว้ตัวเดียว และทำการรักษา โดยให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะอาการนั้น


4. เกร็ดอื่น ๆ เมื่อจำเป็นต้องนำนกใหม่เข้ากรง อย่าได้นำเข้าภายในโรงเรือนด็ดขาด ควรแยกไว้ต่างหากเพื่อดูอาการ ให้ยาฆ่าเชื้อโดยผสมในน้ำให้นกกิน แล้วเลี้ยงตามปกติ เพื่อดูอาการสัก 15 วัน ถ้านกปกติดี แข็งแรง ร่าเริง ก็สามารถเอาเข้าโรงเรือนได้

นก LOVEBIRDS สามารถเลี้ยงและฝึกให้ฉลาดได้ โดยต้องเลี้ยงตั้งแต่ นกอายุประมาณ 2 สัปดาห์ ใช้เวลาอยู่กับนกของเรามาก ๆ ป้อนอาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น

และในแต่ละมื้อ เวลาให้อาหาร ให้นำนกไปวางไว้ในระยะห่างจากตัวเราสักเล็กน้อย แล้วเคาะเรียกหรือผิวปากเรียก เมื่อนกเดินมาหาค่อยป้อนอาหาร ทำเช่นนี้ทุกมื้อ ทุกวัน จนนกเคยชิน และเพื่มระยะห่างเรื่อย ๆ เมื่อนกโต ขนขึ้นเต็ม นกจะบินมาหาแทนการเดิน เมื่อนกบินคงที่ ไม่ว่าเวลาไหนเมื่อผู้เลี้ยงผิวปาก หรือเคาะนกจะบินมาทางผู้เลี้ยงทันที


ส่วนในตำราบางเล่ม เกี่ยวกับนกเลิฟเบิร์ดของต่างประเทศ เคยเขียนไว้ว่านกเลิฟเบิร์ดสามารถพูดได้ ด้วย




บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: