Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 กันยายน, 2562, 13:09:10

   

ผู้เขียน หัวข้อ: วังเจ้าเมืองพัทลุง  (อ่าน 3068 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,915
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 14 สิงหาคม, 2553, 22:10:34 »

วังเจ้าเมืองพัทลุง





ที่มาจาก

สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม
ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ๘๐๐๐๐ โทร. ๐-๗๕๓๒๔-๔๗๙ admin@fad14.go.th



ที่ตั้ง

หมู่ที่ ๔ ตำบลลำปำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

พิกัดแผนที่

เส้นรุ้ง ๗ องศา ๓๗ ลิปดา ๒๘ ฟิลิปดา เหนือ เส้นแวง ๑๐๐ องศา ๐๙ ลิปดา ๓๒ ฟิลิปดา ตะวันออก

ประวัติความเป็นมา

         
วังเจ้าเมืองพัทลุงประกอบด้วย "วังเก่า" และ "วังใหม่" เหตุที่เรียกเรือนที่พักเจ้าเมืองพัทลุงว่า "วัง" นั้น มีผู้อธิบายไว้ว่า เจ้าเมืองคือ ผู้เป็นเจ้าแห่งเมือง มีอำนาจสิทธิ์ขาดในบ้านเมืองโดยได้รับพระราชทานอาญาสิทธิ์จากพระมหากษัตริย์ หรือเรียกกันอีกอย่างว่า "กินเมือง" เจ้าเมืองมีอำนาจและฐานะต่างพระเนตรพระกรรณ ย่อมถือเสมอว่าเป็นเจ้า ที่อยู่ของท่านเจ้าเมืองจึงต้องเรียกว่า "วัง" ด้วย
         
วังเก่าผู้สร้างและเป็นเจ้าของวัง คือ พระยาอภัยบริรักษ์ (น้อย) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองพัทลุงระหว่างปี พ.ศ.๒๔๑๒-๒๔๓๑ แต่ก่อนโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นเจ้าเมืองพัทลุง ท่านเป็นเจ้าเมืองปะเหลียนหัวเมืองจัตวาขึ้นกับเมืองพัทลุง ในปี พ.ศ.๒๔๑๐ ภายหลังพระยาพัทลุง (ทับ) ถึงแก่อนิจกรรมด้วยโรคลมปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ มีพระประสงค์จะให้พระยาวรนารถสัมพันธ์พงษ์ (น้อย) เจ้าเมืองปะเหลียน มาเป็นเจ้าเมืองพัทลุง แต่ยังไม่ทันโปรดเกล้า ฯ พระองค์ก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน พระยาวรนาถสัมพันธ์พงษ์ (น้อย) จึงรั้งเมืองพัทลุง (รักษาราชการเจ้าเมืองพัทลุง)

จนเมื่อ พ.ศ.๒๔๑๒ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้เป็น พระยาอภัยบริรักษ์จักรวิชิตพิพิธภักดีพิริยพาหะ เจ้าเมืองพัทลุง พระยาอภัยบริรักษ์ (น้อย) ได้สร้างที่พำนัก ซึ่งใช้เป็นที่ว่าราชการเมืองด้วย แต่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองพัทลุงอยู่ ๑๙ ปี จนถึง พ.ศ.๒๔๓๑ จึงได้กราบทูลลาออกจากราชการ ด้วยมีความชราภาพและทุพพลภาพจักษุมืดมัวแลไม่เห็นทั้งสองข้าง เข้าใจว่าตาเป็นต้อกระจก ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีทางรักษาให้หายได้

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นจางวางกำกับราชการ (ที่ปรึกษาราชการ) และพระราชทานราชทินนามให้เป็นพระยาวรวุฒิไวยวัฒลุงควิสัยอิศรศักดิ์พิรักษ์ราชกิจนริศราชภักดีอภัยพิริยพาหะและโปรดเกล้า ฯ ให้หลวงจักรานุชิต (เนตร) บุตรชายคนโตซึ่งเป็นผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุงอยู่นั้น เป็นพระยาอภัยบริรักษ์ ฯ เจ้าเมืองพัทลุงคนต่อมา พระยาวรวุฒิไวย ฯ (น้อย) ได้พำนักอยู่ที่วังเก่าจนถึงอนิจกรรมเมื่อปี พ.ศ.๒๔๔๖ วังเก่าจึงตกเป็นมรดกแก่บุตรชายของท่าน คือหลวงศรีวรวัตร (พิณ จันทโรจวงศ์) หลังจากนั้นก็ตกเป็นมรดกของคุณยายประไพ มุตตามระ บุตรีของหลวงศรีวรวัตร ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของพระยาวรวุฒิไวย ฯ ก่อนจะมอบให้แก่กรมศิลปากร
           
วังใหม่พระยาอภัยบริรักษ์ ฯ (เนตร) เป็นผู้สร้างวังใหม่ ภายหลังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นพระยาอภัยบริรักษ์ ฯ เจ้าเมืองพัทลุง เมื่อปี พ.ศ.๒๔๓๔ วังใหม่สร้างขึ้นด้านหลังวังเก่าทางด้านทิศใต้ติดกับคลองลำปำ จึงมีชาวบ้านเรียกวังใหม่นี้ว่า "วังชายคลอง" หรือ "วังใหม่ชายคลอง" แต่ไม่เป็นที่นิยมเรียกเท่าชื่อ "วังใหม่"
         
ช่วงที่พระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร) ปกครองเมืองพัทลุง เป็นช่วงที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีนโยบายปฏิรูปการปกครองหัวเมือง จากการปกครองระบบศักดินาแบบเดิมเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล ขึ้นตรงต่อกระทรวงมหาดไทย เป็นการรวมอำนาจการบริหารการปกครองส่วนภูมิภาคขึ้นตรงกับองค์การบริหารส่วนกลาง การปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาควิธีนี้ จึงเป็นการยกเลิกเจ้าผู้ครองนคร เจ้าเมือง เจ้าประเทศราช โดยปริยาย ปี พ.ศ.๒๔๓๙ โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งมณฑลนครศรีธรรมราช โดยเอาเมืองนครศรีธรรมราช สงขลาและพัทลุง เข้าเป็นมณฑล ถึงปี พ.ศ.๒๔๔๓ ได้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเจ้าเมืองเป็นผู้ว่าราชการเมืองในระบบใหม่ พระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร) จึงเป็นเจ้าเมืองพัทลุงในระบบศักดินาคนสุดท้าย และเป็นผู้ว่าราชการเมืองพัทลุงในระบบใหม่คนแรก
         
เรือพัทลุงภายหลังการปฏิรูปการปกครองเป็นมณฑลนครศรีธรรมราช ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมืองพัทลุงได้รวมเข้ากับมณฑลนครศรีธรรมราชโดยมีที่ทำการมณฑลอยู่ที่เมืองสงขลา เนื่องจากมณฑลนครศรีธรรมราช เป็นหัวเมืองชายทะเล เพื่อความสะดวกในการติดต่อคมนาคมต่อราชการของมณฑลนครศรีธรรมราช รัฐบาลกลางจึงได้จัดส่งเรือสำหรับใช้ประโยชน์ทางราชการไปประจำที่มณฑลนครศรีธรรมราช จำนวน ๓ ลำ คือเรือขนาดใหญ่ ๑ ลำ ขนาดกลาง ๑ ลำ และขนาดเล็ก ๑ ลำ เรือของทางราชการทั้ง ๓ ลำ ระยะแรกยังไม่มีชื่อที่แน่นอน ต่อเมื่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงเทศาภิบาลและอุปราชมณฑลปักษ์ใต้ (พ.ศ.๒๔๕๓-๒๔๖๙) จึงได้มีการขนานนามชื่อเรือทั้ง ๓ ลำ ดังนี้ เรือขนาดใหญ่ชื่อว่า "เรือมณฑลนครศรีธรรมราช" เรือขนาดกลางชื่อว่า "เรือแหล่งพระราม" เรือขนาดเล็กชื่อว่า "เรือพัทลุง"
         
เรือพัทลุงใช้ประโยชน์ในทางราชการในทะเลสาบและสถานที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะระหว่างเมืองสงขลากับพัทลุง และใช้เป็นเรือพระที่นั่งขององค์พระประมุขของประเทศอย่างน้อย ๒ ครั้ง คือเป็นเรือรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมราชินี ในปี พ.ศ.๒๔๗๖ เมื่อครั้งเสด็จจากพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ถึงเมืองสงขลา โดยเรือวลาลัย (เรือเมล์ของบริษัทอีสต์เอเชียติด) ทางเมืองสงขลาได้ใช้เรือพัทลุงออกรับเสด็จจากเรือวลาลัยที่ปากอ่าวสงขลา เสด็จขึ้นฝั่งประทับ ณ ตำบลเขาน้อย ทรงประทับแรมที่สงขลาเดือนเศษ ขณะที่ประทับเมืองสงขลา พระองค์ได้เสด็จทางชลมารคหลายครั้งเพื่อชมทัศนียภาพในทะเลสาบสงขลา โดยใช้เรือพัทลุงเป็นเรือพระที่นั่ง
         
ในปี พ.ศ.๒๕๐๕ ใช้เรือพระที่นั่งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปัจจุบันพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ครั้งเสด็จเมืองสงขลา ได้ประทับ ณ ตำหนักเขาน้อยและทรงเสด็จเยี่ยมพสกนิกรที่ตั้งบ้านเรือนตามชายฝั่งทะเลสาบสงขลา โดยเรือพัทลุงนำเสด็จในคราวนั้นด้วย

สิ่งสำคัญ
         
๑. วังเก่า ลักษณะเป็นเรือไทยแฝดสามหลัง ติดกันใต้ถุนสูง หลังที่ ๑ และ ๒ ทำเป็นห้องนอน หน้าห้องนอนของหลังที่ ๑ และ ๒ ปล่อยเป็นห้องโถงติดต่อกัน ห้องแม่ทานเป็นห้องที่ ๓ ลักษณะเป็นห้องยาวครอบคลุมพื้นที่แนวห้องโถงหน้าเรือนหลังที่ ๑ และ ๒ ด้วย การที่จะเข้าไปยังห้องแม่ทานจะต้องเข้าทางประตูที่ติดกับห้องโถงหน้าเรือนหลังที่ ๒ หน้าห้องโถงของเรือนหลังที่ ๑ และ ๒ เป็นระเบียงลดระดับลงไปจากห้องโถงหน้าห้องนอน ระเบียงยาวเลยไปจนสุดแนวของห้องแม่ทานด้วยแต่ระเบียงส่วนที่เป็นห้องแม่ทานกั้นเป็นห้องเก็บของขนาดเล็กเรียกว่า "ห้องระเบียง" เรือนแฝดทั้งสามหลังจั่วขวางตะวัน จึงหันหลังให้ทิศตะวันออกและหันหน้าส่วนที่เป็นระเบียงไปทางทิศตะวันตก ระเบียงนี้ติดกับชานบ้านหรือที่เรียกว่านอกชาน ซึ่งมีระดับต่ำลงไปจากระเบียงพอที่คนสามารถนั่งห้อยขาได้สบายโดยเท้าไม่สัมผัสพื้นนอกชาน นอกชานมีพื้นที่กว้างสามารถรวมคนได้เป็นจำนวนมาก ด้านทิศใต้ของนอกชานแนวเดียวกับห้องแม่ทานมีเรือนขนาดเล็ก ซึ่งมีห้องนอนเดี่ยวและระเบียงหน้าห้องนอนระดับเดียวกับระเบียงหน้าเรือนแฝดหลังที่ ๑ และ ๒ เป็นเรือนหลังเล็ก แต่นิยมเรียกว่า "ห้องเล็ก" ระหว่างเรือนหลังเล็กกับเรือนแฝดมีชานขนาดเล็กคั่นอยู่ ชานนี้จึงอยู่ระหว่าง "ห้องระเบียง" กับ "ห้องเล็ก" มีโอ่งมังกรขนาดใหญ่รูปไข่ไว้ให้บ่าวไพร่หาบน้ำจากคลองลำปำมาใส่ไว้ให้เจ้าเมืองอาบ ตรงข้ามกับเรือนแฝดสามหลัง ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของชานเรือน เป็นเรือนยาวทอดจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือกั้นเป็นห้อง ๆ ใช้เป็นยุ้งฉางเก็บข้าวเปลือกข้าวสาร ห้องครัว ห้องเก็บของและห้องสุขา วังเก่าเมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ คงมีสิ่งปลูกสร้างเพียงเท่านี้ โดยเรือนสามด้านล้อมนอกชานกลางเป็นรูปตัวยู ด้านทิศเหนือ ซึ่งเป็นด้านที่มีทางเดินผ่าน จึงมีรั้วกั้นชานเรือนไว้ มีประตูหน้าและมีบันไดหน้าบ้านทอดจากชานเรือนลงไปยังพื้นติดกับชานขนาดเล็ก ระหว่างเรือนหลังเล็กกับเรือนครัวนั้นมีฝากั้นชานและมีประตูหลังซึ่งมีบันไดทอดลงสู่พื้นดิน สำหรับบ่าวไพร่หาบน้ำจากคลองลำปำมาใช้ในวังด้วย วัสดุที่ใช้ในการสร้างวังเก่าเป็นไม้ทั้งหมด วิธีการประกอบเรือนใช้ "ลูกสัก" หรือลิ่มไม้เชื่อมยึดแทนตะปู ซึ่งเป็นวิธีของช่างไทยแต่โบราณ ภายหลังการบูรณะชานเรือนหายไป แต่มีลานปูกระเบื้องดินเผาเข้ามาแทนที่ เพราะไม้เนื้อแข็งในปัจจุบันหายากและจะมีปัญหาในการดูแลรักษา ภายหลังจึงพิจารณาและบูรณะให้เหมือนเดิมไม่ได้
         
๒. วังใหม่ เป็นกลุ่มเรือนไทย ๕ หลังยกพื้นสูงล้อมรอบชานบ้านที่อยู่ตรงกลางเป็นลานทราย ก่อด้วยกำแพงอิฐกั้นทรายไว้เพื่อยกระดับลานทรายให้สูงกว่าพื้นธรรมดา กลุ่มเรือนไทย ๕ หลังประกอบไปด้วยเรือนประธาน ซึ่งเป็นที่พักของพระยาอภัยบริรักษ์ (เนตร) เจ้าเมือง พร้อมภรรยาเอกและบุตร ลักษณะเป็นเรือนแฝด ๒ หลัง ภายในเรือนแฝดมีห้องนอนหลายห้อง ที่ห้องนอนเจ้าเมืองพื้นห้องทำเป็นช่องลับมีกระดานปิดไว้ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินเจ้าเมืองสามารถหลบหนีลงไปทางช่องนี้ซึ่งจะออกไปสู่ริมฝั่งคลองลำปำ หน้าห้องนอนลักษณะเป็นโถง คงเป็นที่สำหรับเจ้าเมืองว่าราชการโดยมีระเบียงลดระดับลงไปจากห้องนี้อยู่ ๒ ด้าน เชื่อว่าเป็นที่นั่งของข้าราชการระดับต่าง ๆ เมื่อเข้าประชุมปรึกษาข้อราชการ ถัดลงไปก็เป็นลานบ้านซึ่งเป็นลานทราย กลางลานทรายมีต้นชมพู่ขนาดใหญ่ต้นหนึ่งมีแท่นก่อด้วยอิฐรอบเป็นที่นั่ง ส่วนเรือนไทยอีก ๔ หลัง ที่ล้อมรอบลานบ้านอยู่นี้ ๓ หลัง เป็นเรือนขนาดเล็ก มีห้องนอนและระเบียงหน้าห้องเหมือนกันทั้ง ๓ หลัง ใช้เป็นที่อยู่ของอนุภรรยาและบุตร อีกหลังหนึ่งเป็นเรือนครัวมีขนาดใหญ่กว่าเรือนเล็กทั้ง ๓ หลัง
         
เรือนทุกหลังสร้างด้วยไม้แบบเรือนไทยโบราณยกพื้นสูง หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ประกอบตัวเรือนด้วยลูกสัก หรือลิ่มไม้แทนตะปูเช่นเดียวกับวังเก่า บานหน้าต่างตกแต่งลวดลายก้านขด ประจำยามและลายเถาวัลย์พรรณพฤกษา ตัวเรือนใหญ่มีลักษณะพิเศษ คือหน้าจั่วมีลวดลายดวงอาทิตย์ขึ้น
         
เรือพัทลุง โครงสร้างโดยทั่วไปของเรือพัทลุงทำด้วยไม้เนื้อแข็ง ตัวเรือมีความยาว ๑๓.๕๐ เมตร กว้าง ๓.๕๐ เมตร ความสูงจากตัวเรือถึงชั้นที่ ๑ สูง ๒.๐ เมตร จากชั้นที่ ๑ ถึงชั้นที่ ๒ สูง ๑.๘๐ เมตร มีเสาสำหรับโครงหลังคา เป็นเสาเหล็กกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ นิ้ว หุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองหลังคาบุด้วยแผ่นแอสฟัลท์ เชิงชายโดยรอบหลังคาประดับด้วยลายอุบะ ใช้เครื่องยนต์ขนาด ๖ สูบ ขนาด ๗๕.๑๐๐ แรงม้า ลักษณะเป็นเรือท้องแบน ตัวเรือเป็นเก๋งชั้นครึ่ง มีชั้นดาดฟ้าไม้

การกำหนดอายุสมัย   สมัยรัตนโกสินทร์

การประกาศขึ้นทะเบียน
         
กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนวังใหม่ ในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๑๐๐ ตอนที่ ๘๘ วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๒๖ เนื้อที่ประมาณ ๒ ไร่ ๓ งาน ๗๕ ตารางวา
         
ประกาศเขตที่ดินวังใหม่เพิ่มเติมในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๑๐๙ ตอนที่ ๙๐ วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๓๕ เนื้อที่ประมาณ ๑ ไร่ ๓ งาน ๒๘ ตารางวา
         
เมื่อได้รับมอบวังเก่าจากทายาทผู้ถือครองที่ดินแล้ว กรมศิลปากรจึงประกาศแก้ไขเขตที่ดินโบราณสถานเสียใหม่ ตามราชกิจจานุเบกษาเล่ม ๑๒๒ ตอนพิเศษ ๙๘ง วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๔๘ กำหนดทเขตที่ดิน ๕ ไร่ ๑ ตารางวา ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้าง สังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์สำคัญได้แก่ วังเก่า วังใหม่ และเรือพัทลุง เป็นต้น

ประวัติการอนุรักษ์
         
วังเจ้าเมืองพัทลุงเป็นมรดกของทายาทในสายตระกูลจันทโรจวงศ์ ทายาทได้มอบวังเจ้าเมืองพัทลุงให้แก่กรมศิลปากรเพื่อเป็นสมบัติของชาติ มีการประกอบพิธีรับมอบวังใหม่เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๒๖ ต่อมาทายาทอีกส่วนหนึ่งที่ครอบครองวังเก่าเห็นควรมอบวังเก่าซึ่งมีพื้นที่ติดต่อกันให้แก่กรมศิลปากร ได้ประกอบพิธีรับมอบวังเก่าเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๒๗
         
ภายหลังการรับมอบวังเจ้าเมืองพัทลุงแล้ว กรมศิลปากรได้ดำเนินการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมา จนสามารถคืนสภาพวังเจ้าเมืองพัทลุงจากเรือนไม้เก่าคร่ำคร่า กลายเป็นอาคารสถาปัตยกรรมเรือนไทยท้องถิ่นภาคใต้ที่สวยงาม โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดพัทลุง และได้ทำพิธีเปิดวังเจ้าเมืองพัทลุงอย่างเป็นทางการ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๕๓๖ ปัจจุบันวังเจ้าเมืองพัทลุงเปิดให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเข้าชมในวันและเวลาราชการ
         
รายละเอียดของการอนุรักษ์วังเจ้าเมืองพัทลุงมีดังนี้
 
           
พ.ศ.๒๕๒๖          กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน(วังใหม่)
         
พ.ศ.๒๕๓๑          บูรณะวังใหม่ งบประมาณ ๕๓๙,๐๐๐ บาท โดย หจก.ศิระการโยธา (หน่วยศิลปากรที่ ๙)
         
พ.ศ.๒๕๓๒          บูรณะวังใหม่ งบประมาณ ๑,๙๐๗,๑๓๑ บาท โดย หจก.เหมลักษณ์ก่อสร้าง (หน่วยศิลปากรที่ ๙)
         
พ.ศ.๒๕๓๓          บูรณะวังเก่า งบประมาณ ๑,๗๐๐,๐๐๐ บาท โดย หจก.คอนแอนด์เฟอร์นิช (หน่วยศิลปากรที่ ๙)
         
พ.ศ.๒๕๓๔          ปรัปปรุงภูมิทัศน์ สร้างรั้ว และเขื่อนกันตลิ่ง งบประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท โดย หจก.สหมิตร เอส เอ็ม (หน่วยศิลปากรที่ ๙)
         
พ.ศ.๒๕๓๕          จัดทำทางเท้า ปลูกต้นไม้ ทำลานจอดรถ ติดตั้งระบบไฟฟ้า ประปาสนาม งบประมาณ ๑,๐๕๖,๔๐๖ บาท และกู้และซ่อมเรือพัทลุงถึงระดับกระดูกงู งบประมาณ ๙๖๐,๐๐๐ บาท กรมศิลปากรประกาศเขตที่ดินวังใหม่เป็นเขตโบราณสถานเพิ่มเติม
         
พ.ศ.๒๕๓๖           กรมศิลปากรกราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเปิดโบราณสถานวังเจ้าเมืองพัทลุง งบประมาณเตรียมงาน ๕๘๖,๕๐๐ บาท
         
พ.ศ.๒๕๓๗          สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยคณะกรรมการอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรม ลงมติให้วังเจ้าเมืองพัทลุงเป็นอาคารอนุรักษ์ดีเด่นประจำปี ๒๕๓๗
         
พ.ศ.๒๕๔๖          บูรณะวังเก่า งบประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท (สำนักงานศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช)
         
พ.ศ.๒๕๔๘          กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนดเขตที่ดินโบราณสถานใหม่
         
พ.ศ.๒๕๔๙          บูรณะวังเก่า งบประมาณ ๒,๖๐๐,๐๐๐ บาท (สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช)
         
พ.ศ.๒๕๕๑          บูรณะวังใหม่ ศาลาท่าน้ำ และสร้างเขื่อนกันตลิ่ง งบประมาณ ๔,๘๐๑,๙๐๐ บาท  (สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช)

ประวัติการอนุรักษ์ (เรือพัทลุง)

         
ศธ ๐๗๑๒.๐๙/๖๐๐ ลงวันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ หน่วยศิลปากรที่ ๙ มีหนังสือถึงหัวหน้าสำนักงานจังหวัดสงขลา เรื่องขออนุเคราะห์ประวัติและภาพถ่ายเกี่ยวกับเรือพัทลุง
         
ศธ ๐๗๑๒.๐๙/๒๕๙ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๒ หน่วยศิลปากรที่ ๙ มีหนังสือถึง ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เรื่องเรือโบราณพัทลุง(ขอยืมหุ่นจำลองเรือพัทลุงที่ตั้งอยู่ในห้องรับแขกของผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามาศึกษา)
         
ศธ ๐๗๑๒.๐๙/๒๖๐ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๓๒ หน่วยศิลปากรที่ ๙ มีหนังสือถึงผู้จัดการห้องอาหารชมวิว เพื่อขอยืมแบบจำลองเรือพัทลุงมาศึกษา
         
ศธ ๐๗๑๒.๐๙/๖๖๖ ลงวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๓๒ หน่วยศิลปากรที่ ๙ มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เรื่องขออนุมัติกู้และนำเรือพัทลุงไปเก็บรักษาไว้ ณ วังเจ้าเมืองพัทลุง จังหวัดพัทลุง
         
พท ๐๐๓๐/๒๙๔๒ ลงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๓ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงมีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เรื่องการกู้เรือพัทลุงเพื่อบูรณะและอนุรักษ์ไว้ ณ วังเจ้าเมืองพัทลุง ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาไม่อนุมัติอ้างว่าเป็นสมบัติของจังหวัดสงขลา
         
สข ๐๐๑๕.๑/๙๘๐๕ ลงวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๓๓ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง เรื่องการกู้เรือพัทลุงเพื่อบูรณะ และนำไปอนุรักษ์ไว้ ณ วังเจ้าเมืองพัทลุง แจ้งให้ทราบว่าจังหวัดสงขลาจะจัดงานสมโภชเมืองสงขลาและเริ่มดำเนินการบูรณะเรือแล้วจึงไม่สามารถมอบเรือให้จังหวัดพัทลุงได้
         
หนังสือภายใน ลงวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๓๔ สำนักงานจังหวัดสงขลาฝ่ายอำนวยการถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาเรื่องมอบเรือพัทลุงให้กรมศิลปากร (รายงานสถานภาพ อัตรากำลังประจำเรือ พิจารณารายละเอียดแล้วไม่มีผลเสียหายต่อจังหวัด เสนอให้มอบเรือพัทลุงแก่กรมศิลปากร โดยให้หน่วยศิลปากรที่ ๙ ประสานไปยังกระทรวงมหาดไทยเสียก่อน)
         
สข ๐๐๑๕.๑/๕๐๕๓ ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๓๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย รายงานเรื่องการขอรับมอบเรือของกรมศิลปากร โดยมีหน่วยศิลปากรที่ ๙ เป็นผู้แทน จังหวัดสงขลาพิจารณาแล้วไม่ขัดข้อง
         
สข ๐๐๑๕.๑/๕๐๕๔ ลงวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๓๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากร แจ้งว่าได้รายงานไปยังกระทรวงมหาดไทยแล้ว จะรายงานผลให้ทราบต่อไป
         
สข ๐๐๑๕.๑/๔๖๐๑๓ ลงวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๓๔ ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลามีหนังสือถึงอธิบดีกรมศิลปากร แจ้งให้ทราบว่ากระทรวงมหาดไทยอนุญาตให้มอบเรือแก่กรมศิลปากร และให้มอบหมายเจ้าหน้าที่ประสานงานกับจังหวัดสงขลาต่อไป
         
ศธ ๐๗๐๗.๐๙/๔๖ ลงวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๓๕ หน่วยศิลปากรที่ ๙ มีหนังสือถึงหัวหน้าฝ่ายควบคุมดูแลรักษา กองโบราณคดี ขออนุมัตินายสายัณต์ ไพรชาญจิตร์ เป็นผู้แนะนำแนวทางในการอนุรักษ์
         
ศธ ๐๗๐๗.๐๙/๖๘๓ ลงวันที่ ๒๙ กันยายน ๒๕๓๕ หน่วยศิลปากรที่ ๙ มีหนังสือถึงผู้อำนวยการกองโบราณคดี เรื่องขอส่งมอบงานกู้และบูรณะเรือพัทลุงตามสัญญาเลขที่ ๗/๒๕๓๕ โดย หจก.บุญสุขใจสงขลา
         
ศธ ๐๗๐๗.๐๙/๘๐๑ ลงวันที่ ๓๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๕ หน่วยศิลปากรที่ ๙ มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ขอรับมอบเครื่องยนและพวงมาลัยเรือที่ทางจังหวัดเก็บรักษาไว้

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: