Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
16 กรกฎาคม, 2561, 02:18:28

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ความเป็นมาของจังหวัดนราธิวาส  (อ่าน 7918 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 07 กันยายน, 2551, 15:31:45 »

ความเป็นมาของจังหวัดนราธิวาส

จังหวัดนราธิวาสเดิมเป็นหมู่บ้านชื่อว่า    "มะนาลอ"    ขึ้นกับเมืองสายบุรี   ต่อมาได้โอนไปขึ้นกับเมืองระแงะ ในสมัยรัชกาลที่ ๑ ได้แบ่งอาณาเขตเมืองปัตตานีออกเป็น ๗ หัวเมือง คือ เมืองปัตตานี เมืองหนองจิก เมืองยะลา เมืองรามัญ เมืองระแงะ เมืองสายบุรี และเมืองยะหริ่ง โดยมีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕  ได้โปรดเกล้าฯให้ยุบหัวเมืองทั้ง  ๗  เหลือแค่  ๔  หัวเมือง ขึ้นอยู่กับมณฑลปัตตานี คือรวมเมืองหนองจิกยะหริ่ง และปัตตานี  เป็นเมืองปัตตานี  รวมเมืองรามัญ และยะลาเป็นเมืองยะลา ส่วนเมืองสายบุรีและเมืองระแงะก็ให้คงสภาพเดิมต่อไป สำหรับหมู่บ้านมะนาลอเดิมขึ้นกับเมืองสายบุรี  และภายหลังได้โอนมาขึ้นกับเมืองระแงะ แต่เนื่องจากหมู่บ้านมะนาลอมีความเจริญและเป็นชุมชนที่หนาแน่นกว่าตัวเมืองระแงะ จึงได้ย้ายศาลาว่าการเมืองระแงะมาตั้งที่หมู่บ้านมะนาลอ และยกฐานะขึ้นเป็นเมืองบางนราใน พ.ศ.๒๔๕๐

ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสมณฑลปักษ์ใต้   และทรงดำริว่าบางนรานั้นเป็นชื่อตำบลบ้าน และควรที่จะให้มีชื่อเมืองไว้เป็นหลักฐานสืบไปจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ "เมืองบางนรา" เป็น "เมืองนราธิวาส" ซึ่งมาจากคำประสมระหว่าง นร + อธิวาส ซึ่งแปลว่า ที่อยู่ของคนดี เมื่อวันที่ ๑๐  มิถุนายน  ๒๔๕๘ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้มีการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม "เมืองนราธิวาส" จึงได้รับการจัดตั้งเป็น "จังหวัดนราธิวาส" มาจนถึงปัจจุบัน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,903
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 30 ตุลาคม, 2554, 22:48:17 »

สภาพทั่วไปของจังหวัดนราธิวาส
สภาพภูมิศาสตร์

ที่ตั้ง
         
จังหวัดนราธิวาสเป็นจังหวัดชายแดน ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลด้านตะวันออกและแหลมมะลายู   ห่างจากกรุงเทพมหานคร โดยทางรถยนต์ ๑,๑๔๙ กิโลเมตร และทางรถไฟ ๑,๑๑๖ กิโลเมตร มีพื้นที่ ๔,๔๗๕,๔๓๐ ตารางกิโลเมตร (๒,๗๙๗,๑๔๓ ไร่)
         
อาณาเขต มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศและจังหวัดใกล้เคียง ดังนี้

ทิศเหนือ                     ติดต่อกับจังหวัดปัตตานี ในเขตอำเภอสายบุรี  อำเภอไม้แก่น และอ่าวไทย
ทิศตะวันออก              ติดต่อกับอ่าวไทยและประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย
ทิศใต้                         ติดต่อกับรัฐกลันตัน ประเทศสหพันธรัฐมาเลเซีย
ทิศตะวันตก                ติดต่อกับจังหวัดยะลาในเขตอำเภอบันนังสตา

ลักษณะภูมิประเทศ
         
เป็นป่าและภูเขาประมาณ    ๒/๓   ของพื้นที่ทั้งหมด   มีภูเขาหนาแน่นแถบทิศตะวันตกเฉียงใต้  จดเทือกเขาสันกาลาคีรี เป็นแนวกั้นพรมแดนไทย-มาเลเซีย ลักษณะของพื้นที่มีความลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก พื้นที่ราบส่วนใหญ่อยู่บริเวณติดกับอ่าวไทยและที่ราบลุ่มบริเวณแม่น้ำ  ๔  สาย คือ แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำบางนรา แม่น้ำตากใบและแม่น้ำโก-ลก  มีพื้นที่พรุจำนวนประมาณ ๒๖๑,๘๖๐ ไร่

ลักษณะภูมิอากาศ
         
เป็นแบบมรสุมเขตร้อน แบ่งฤดูกาลออกเป็น ๒ ฤดู ได้แก่
         
๑. ฤดูฝน
แบ่งออกเป็น ๒ ช่วง ได้แก่ ช่วงที่รับลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งพัดเอาความชื้นจากทะเลอันดามัน และมหาสมุทรอินเดียเข้ามา ทำให้มีฝนตกชุกในเดือนพฤษภาคม ถึงเดือนตุลาคม อีกช่วงหนึ่งก็คือ ช่วงที่รับลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ   ซึ่งพัดเอาความชื้นจากอ่าวไทยเข้ามา   ทำให้มีฝนตกชุกอีกในเดือนพฤศจิกายน ถึงเดือนมกราคม
         
๒. ฤดูร้อน 
อยู่ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน เนื่องจากได้รับลมตะวันออกเฉียงใต้ ที่เป็นลมร้อนที่พัดมาจากทะเลจีนใต้ ทำให้อากาศโดยทั่วไปร้อนและชื้น

อุณหภูมิ
         
จังหวัดนราธิวาสมีอุณหภูมิเฉลี่ยตั้งแต่เดือนมกราคม    ถึงเดือนธันวาคม    ๒๕๔๐   วัดได้   ๒๗.๑๑ องศาเซลเซียส  อุณหภูมิต่ำสุดวัดได้   ๑๙.๖   องศาเซลเซียส   อุณหภูมิสูงสุดวัดได้  ๓๖.๐  องศาเซลเซียส

ปริมาณน้ำฝน
         
ปริมาณน้ำฝนรวมตั้งแต่เดือนมกราคม  ถึงเดือนธันวาคม  ๒๕๔๐  วัดได้  ๒,๔๖๘.๑ มิลลิเมตร โดยมีปริมาณฝนสูงที่สุดเดือนธันวาคม วัดได้ ๗๙๘.๘ มิลลิเมตร และต่ำสุดในเดือนมกราคม วัดได้ ๘.๑ มิลลิเมตร

ความชื้นสัมพัทธ์
         
 ความชื้นสัมพัทธ์สูงสุดเฉลี่ยในเดือนพฤศจิกายน  วัดได้ ๘๗.๘๒ % และต่ำสุดในเดือนมิถุนายน เฉลี่ย ๗๖.๘๓ %
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: