Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 เมษายน, 2561, 08:31:13

   

ผู้เขียน หัวข้อ: พระนอนวัดหนองจิก จังหวัดกระบี่  (อ่าน 5100 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,872
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 11 สิงหาคม, 2553, 20:44:44 »

วัดหนองจิก ม.2 เขาคราม เมืองกระบี่

วันนี้ 11/8/2553 ผมกับเพชร เดินทางเข้าไป Test สัญญาณที่บริเวณ ท่าปอม คลองสองน้ำ ที่จังหวัดกระบี่ เพื่อตรวจสอบว่าในพื้นที่บริเวณนั้นมีปัญหาเรื่องการใช้งาน GPRS หรือ EDGE บ้างหรือเปล่า แต่ในขณะที่ขับรถเข้าไปท่าปอม คลองสองน้ำ ผมได้ขับรถผ่านพระนอน ที่วัดหนองจิก เห็นว่ามีพุทธลักษณะที่งดงามมาก รวมทั้งโบสถ์เก่าที่อยู่ริมถนน จึงตั้งใจไว้ว่าขากลับจะจอดรถถ่ายภาพมาให้เพื่อนๆได้ชมกันครับ



พระนอนที่วัดหนองจิก

ประวัติของวัดหนองจิก เป็นมาอย่างไรนั้นผมเองก็ไม่ทราบได้ แต่คิดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับ พระราชสุตกวี (สิงห์ นบนอบ)อย่างแน่นอน เพราะใกล้กันกับองค์พระนอน มีศาลาที่ประดิษฐานรูปเหมือนของหลวงปู่สิงห์ อยู่ใกล้ๆกันด้วย เดี๋ยวช่วงหลังๆจะนำภาพมาให้ชมครับ ตอนนี้มาชมภาพพระนอนที่วัดหนองจิกกันก่อนครับ



พุทธลักษณะงดงามน่าเลื่อมใสศรัทธามากๆครับ







ที่มา http://www.krabistory.com/index.php?topic=136.0
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,872
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 11 สิงหาคม, 2553, 20:45:12 »

พระพักตร์ อ่อนโยน มองแล้ว สงบนิ่งมากๆ การได้มากราบท่านแล้วทำให้จิตใจสงบลงมากเลยครับ



ศาลาหลวงปู่สิงห์ อยู่ใกล้ๆกันกับองค์พระนอนครับ



ขณะที่ผมยืนถ่ายภาพอยู่นั้นมีรถหกล้อ ขนคนงานผ่านมาบนถนนสายนี้พอดี คนที่โดยสารมาด้านหลังรถ ห้าถึงหกคน ต่างพร้อมใจกัน ยกมือไหว้ที่ศาลานี้กันทุกคน รวมถึงคนขับที่บีบแตร แสดงความเคารพ ต่อหลวงปู่สิงห์ แสดงให้เห็นถึงความเคารพและศรัทธาที่มีอยู่อย่างมากมาย พี่ต็อบ (บัญชา แต่พันธ์)บอกกับผมว่า หลวงปู่สิงห์เป็นพระที่พ่อของพี่ต็อบนับถือมากๆเป็นพระที่พ่อของพี่ต็อบ กราบได้อย่างสนิทใจ เพราะโดยปกติ พ่อของพี่ต็อบจะไม่ค่อยนับถือพระสงฆ์รูปใดมากนัก นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ผมกำลังหาเวลาว่างไปถ่ายภาพที่วัดแก้วโกรวาราม  มาให้เพื่อนๆได้ชมกันซักครั้งครับ

พระราชสุตกวี (สิงห์ นบนอบ)



ประวัติ
         
พระราชสุตกวี  นามเดิมว่า  สิงห์ นามสกุล นบนอบ เป็นบุตรนายชู นางพริ้ง นบนอบเกิดเมื่อวันที่ ๑๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๖  ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ ปีมะเส็ง ณ บ้านคลองขนาน อำเภอเมือง (ปัจจุบันเป็นกิ่ง อำเภอเหนือคลอง) จังหวัดกระบี่ มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๓ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๘ อายุ ๙๒ ปี
         
พระราชสุตกวีเริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกกับโยมบิดาและญาติ  เมื่ออายุประมาณ ๑๑-๑๒ ปี ต่อมาได้เข้าเรียนที่โรงเรียนวัดบ่อพอ ปัจจุบันคือ วัดธรรมาวุธสรณาราม ซึ่งเป็นโรงเรียนแห่งแรกของจังหวัดกระบี่ จบแล้วได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูล  สอบไล่ได้ชั้นประถมปีที่   ๓  ทางการขอให้ไปเป็นครูที่โรงเรียนปกาไส สอนอยู่ ๑ ปี ก็ลาออกมาบรรพชาเป็นสามเณร แล้วได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนอำมาตย์พานิชนุกูลไปด้วย จนอายุ ๒๒ ปีจึงอุปสมบท ท่านได้เล่าเรียนพระธรรมวินัยจนสอบไล่ได้เป็นที่ ๑ ของจังหวัด

พระยาอิศราธิไชย (หมี ณ ถลาง) เจ้าเมืองในขณะนั้นได้บอกบุญไปยังพุทธบริษัทได้เงินมา ๔๙ บาท ถวายเป็นปัจจัยในการเดินทางไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร ท่านเข้าศึกษาที่สำนักวัดวิเศษการ ตำบลบ้านช่างหล่อฝั่งธนบุรี สอบไล่ได้ตามหลักสูตรคณะสงฆ์ คือ  นักธรรมชั้นเอกและปริยัติธรรม ๖ เป็นพระมหาเปรียญรูปแรกของจังหวัดกระบี่ ทางการได้อาราธนาท่านกลับมาเพื่อปฏิบัติศาสนกิจที่จังหวัดกระบี่ ต่อมาได้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกระบี่เป็นเจ้าคณะจังหวัดกระบี่ เป็นเจ้าอาวาสวัดแก้วโกรวาราม  เป็นพระวินัยธร  เขต ๘ (พิจารณาและตัดสินคดีหรืออธิการณ์ในทางคณะสงฆ์) สมณศักดิ์ครั้งสุดท้าย คือ พระราชสุตกวี
         
อนึ่ง พระราชสุตกวี (สิงห์)เป็นพระภิกษุสหชาติกับพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗(สหชาติ-คือเกิดวันเดือนปีตรงกัน)ท่านจึงเป็นหนึ่งในพระภิกษุ ๓๓ รูปที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่  ๗   เป็นพิเศษ  โดยได้รับอาราธนาไปเจริญพระพุทธมนต์และรับ
พระราชทานภัตตาหารในพระบรมมหาราชวัง เมื่อเดือนมีนาคม ๒๔๗๑ ในวโรกาสอันเป็นมหามงคลครั้งนั้น ท่านได้รับพระราชทานพัดสหชาติมาจากพระเจ้าอยู่หัวด้วย ปัจจุบันเก็บไว้ที่วัดแก้วโกรวาราม
         
พระราชสุตกวี(สิงห์)เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนเป็นแบบอย่างแก่พระภิกษุอื่นๆ จนหาผู้เสมอเหมือนได้ยาก สร้างคุณูปการให้แก่ชาวจังหวัดกระบี่อันหาที่สุดมิได้ คุณธรรมและวัตรปฏิบัติของท่าน ยังมีคนยกย่องเชิดชูอยู่ตราบเท่าทุกวันนี้

ผลงาน
         
ผลงานที่สำคัญของท่านมีดังนี้
         
๑)งานด้านการปกครอง  เป็นเจ้าอาวาสวัดแก้วโกรวาราม  เป็นเจ้าคณะจังหวัดกระบี่มาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๔ มาจนถึงวาระมรณภาพในปี พ.ศ.๒๕๒๘ เป็นพระวินัยธร ภาค ๘ ในปี พ.ศ.๒๔๘๕ มาตลอดอายุการใช้พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ ๒๔๘๔
         
๒)งานด้านการศึกษา  ได้รับเชิญเป็นครูตั้งแต่จบชั้นประถมปีที่  ๓ และเมื่อศึกษาจนเป็นมหาเปรียญรูปแรกของจังหวัดแล้วได้กลับมาพัฒนาด้านการศึกษาพระปริยัติธรรมในจังหวัดกระบี่เป็นครั้งแรกที่วัดธรรมาวุธสรณาราม  เคยเป็นกรรมการตรวจสอบธรรมที่สนามหลวงและเคยใช้เวลาก่อนเข้าพรรษา  ๔๕  วัน เดินเท้าเปล่าจาริกไปเทศนาสั่งสอนผู้คนวันละ ๖-๗ ชั่วโมงเป็นประจำ
         
๓)งานด้านสาธารณูปการ    ได้บูรณะวัดแก้วโกรวาราม   จนกรมการศาสนาได้ยกขึ้นเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างระดับจังหวัด
         
๔)งานด้านอนุรักษ์ธรรมชาติ  ได้อนุรักษ์ป่าไม้เบญจพรรณและสัตว์ป่าบริเวณวัดไว้โดยไม่อนุญาตให้ใครตัดไม้หรือฆ่าสัตว์โดยเด็ดขาด
         
๕)วิเสสกรณ์อื่น ๆ ท่านได้ชื่อว่าเป็นพระที่สวดพระปฏิโมกข์ได้ไพเราะชัดถ้อยชัดคำมาก และไม่เคยขาดการสวดเลยจนกระทั่งอาพาธและมรณภาพ เป็นผู้ที่มีความจำดีเยี่ยม  สามารถเดินเท้าเปล่ามาได้ตลอดชีวิต สามารถนั่งพับเพียบอยู่ท่าเดียวนานติดต่อกันถึง  ๘-๑๐  ชั่วโมง  ท่านไม่เคยรับเงินด้วยตนเองมาตลอดชีวิต  เคารพตัวหนังสือ   (อักษร)  ของทุกชาติ  โดยไม่ขีดฆ่าไม่เหยียบย่ำกระดาษที่มีตัวอักษร  สามารถเขียนอักษรขอมได้คล่องแคล่วพอๆ  กับภาษาไทย และไม่เคยพักที่อโคจรเลย และท่านถือบิณฑบาตไม่เคยเว้นจนวาระสุดท้ายก่อนจะเข้าโรงพยาบาลและมรณภาพ
         
พระราชสุตกวี(สิงห์)เป็นสงฆ์ตัวอย่างและผู้ทรงวัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัด จนเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในจังหวัดกระบี่และใกล้เคียง ปณิธานการทำงานของท่านยึดหลัก ดังนี้

          ๑. งานทุกอย่างต้องไม่ขัดต่อพระธรรมวินัย แม้เพียงเล็กน้อย
          ๒. มุ่งทำงานเพื่องาน ส่วนลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เป็นเรื่องพลอยได้
          ๓. ต้องสันโดษ อดทน ตระหนักในคารวะธรรม และเมตตากรุณา


สมณศักดิ์ที่ได้รับ

          พ.ศ.๒๔๗๔                    ผู้รั้งตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดกระบี่
          พ.ศ.๒๔๗๗                    เป็นเจ้าคณะจังหวัดกระบี่
          พ.ศ.๒๔๗๗-๒๕๐๓         เป็นพระวินัยธรเขต ๘
          พ.ศ.๒๔๗๗                    เป็นพระอุปัชฌาย์
          พ.ศ.๒๔๗๗                    เป็นเจ้าอาวาสวัดแก้วโกรวาราม
         พ.ศ.๒๕๐๒                     ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่ "พระราชสุตกวี
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,872
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 11 สิงหาคม, 2553, 20:46:05 »

ภายในศาลา จะมี เจ้าแม่กวนอิม กับรูปเคารพของหลวงปู่สิงห์ อยู่ภายในครับ



   

อีกด้านหนึ่งของถนนสายเล็กๆเส้นนี้ที่ผ่านวัดหนองจิก จะมีโบสถ์เก่า ที่ดูงดงามมากๆในด้านความสงบทางใจ ดูไม่โดดเด่น แต่สวยงามทางด้านสถาปัตยกรรม เรียบง่ายจนน่าประหลาดใจ แต่ก็งดงามมากๆ จนน่าตกใจเช่นกันครับ



โบสถ์ของวัดหนองจิก ถ่ายจากฝั่งตรงข้าม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,872
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 11 สิงหาคม, 2553, 20:46:25 »

เดินข้ามถนนมาชมกันใกล้ๆครับ จะเห็นได้ว่าเป็นโบสถ์ ที่น่าจะสร้างจากฝีมือช่างชาวบ้านครับ





ผมไม่แน่ใจว่าด้านนี้เป็นด้านหน้าหรือ ด้านหลัง แต่คิดเอาเองว่าเป็นด้านหน้าเพราะหันไปทางทิศตะวันออก มีพระพุทธรูปยืนอยู่ที่ด้านหน้าทางเข้า มีดอกไม้แห้งวางอยู่มากมาย คล้ายๆกับดอกไม้ที่ นาค ถือ ตอนเดินรอบโบสถ์เวลาจะอุปสมบท





แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,872
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 11 สิงหาคม, 2553, 20:46:42 »

ถ้าผมคิดว่าด้านที่ผ่านมาเป็นด้านหน้า แสดงว่าด้านนี้จะต้องเป็นด้านหลังครับ



วันนี้ที่วัดกำลังจะมีงานที่ผมเองก็ไม่ทราบว่าเป็นงานอะไร แต่มีร้านค้ามากมายมาตั้งอยู่ทำให้ไม่สามารถ ถ่ายภาพอะไรได้มากมายนัก รวมทั้งศาลาการเปรียญหลังใหม่ก็อยู่ในช่วงการก่อสร้างทำให้ภายในวัดดูพลุกพล่านไปพอสมควร ศาลาการเปรียญหลังใหม่ สร้างจากรายได้ในการให้บูชาวัตุมงคล หลวงปู่ทวด ที่ด้านหลังเป็นหลวงปู่สิงห์ ที่ออกมาให้เช่าบูชากันเมื่อก่อนหน้านี้ รายละเอียดก็คงจะพอทราบกันไปบ้างแล้ว

ผมหวังแค่ว่าเมื่อมีศาลาการเปรียญหลังใหม่ หรือมีอุโบสถ หลังใหม่มาใช้งานแทนหลังเก่าแล้วนั้น ทางวัดจะอนุรักษ์ ศาลา หรือ โบสถ์เก่าไว้ให้ลูกหลานได้ชมกันต่อไป ไม่รื้อทิ้งทำลายไปจนไม่เหลือ อนุสรณ์ความเป็นมาของวัด เหมือนกับที่หลายๆวัดในบ้านเรา ที่มีของใหม่แล้วมักจะลืมของเก่าไปอย่างน่าเสียดาย

วันนี้ก็ขอลากันไปแค่นี้ก่อนนะครับ มีเวลาว่างหรือผ่านไปที่ไหนที่น่าสนใจอีกผมจะนำภาพมาให้ชมกันอีกครับ

นภดล [url=http://www.siamsouth.com]www.siamsouth.com[/url]
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: