Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
01 พฤศจิกายน, 2557, 03:36:05

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานลูกทุ่งไทย เทพพร เพชรอุบล  (อ่าน 5268 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« เมื่อ: 04 สิงหาคม, 2553, 10:43:08 »



เทพพร เพชรอุบล

เทพพร บุญสุข หรือ เทพพร เพชรอุบล เกิดเมื่อปี 2490 ที่บ้านเลขที่ 23/4 บ้านโนนใหญ่ ตำบลก่อเอ้ อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 2 คน ของนายมี นางคำเหรียญ บุญสุข คนที่บ้านเรียกว่า อ๋อ เขาจบชั้น ป. 4 จากโรงเรียนในหมู่บ้าน ก่อนจะไปต่อชั้นมัธยมในตัวจังหวัด และจบการศึกษาชั้นสูงสุด ปีที่ 3 แผนกช่างกลโรงงาน จากโรงเรียนองค์การสนธิสัญญาป้องกันเอเชียอาคเนย์ หรือ ร.ร.ส.ป.อ. ปัจจุบันคือโรงเรียนเทคนิคอุบลราชธานี เมื่อปี 2509

หลัง จบการศึกษา เดินทางเข้ากรุงเทพฯ เพื่อศึกษาต่อโรงเรียนเพาะช่าง สาขาประติมากรรม แต่เรียนได้ 2 ปีก็ลาออก เนื่องจากอยากเป็นนักร้อง เพราะมีพรสวรรค์ในการร้องรำทำเพลง สนใจดนตรีและเสียงเพลงมาตั้งแต่ยังเด็ก ระหว่างที่เรียนช่างกล ส.ป.อ. ก็เคยขึ้นร้องเพลงให้กับทางโรงเรียน โดยผู้ที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการอยากเป็นนักร้องในยุคนั้นของเขาก็คือ พร ภิรมย์ ศิลปินนักร้องลูกทุ่งผู้โด่งดังในยุคนั้น ซึ่งเขาสามารถเลียนเสียงเพลงแหล่ของพร ภิรมย์ ได้เหมือนมาก

ที่ บ้านเกิด เขาจับคู่กับ นพดล ดวงพร โฆษกวิทยุประจำจังหวัดในสมัยนั้น ออกรับงานร้องเพลงตามที่ต่างๆในเขตจังหวัด ต่อมาทั้งสองเกิดความคิดขยับขยายความดังออกไปนอกตัวจังหวัด ด้วยการไปเป็นนักร้องวงดนตรีใหญ่ในกรุงเทพฯ จึงพากันมาสมัครอยู่กับวง ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ซึ่งที่นี่ พิพัฒน์ บริบูรณ์ เจ้าของวงให้ เทพพร ใช้ชื่อว่า จะเด็ด เพชรอุบล

นอก จากการเป็นนักร้องแล้ว ที่วงเขายังมีหน้าที่พิเศษคือคัดลอกเพลงจากสมุดเล่มเก่าลงเล่มใหม่ ด้วยเหตุว่าเป็นคนลายมือสวย งานนี้ทำให้เขาได้เรียนรู้วิธีการแต่งเพลงไปโดยอัตโนมัติ ในช่วงนี้ เขาได้ลองแต่งเพลงหลายเพลง โดยใช้ชื่อว่า เทพพร ศิริโมกุล

ที่ วงศักดิ์ศรี ศรีอักษร เขาได้รับการสนับสนุนให้บันทึกเสียงหลายเพลง แต่เพลงแรกที่เขาแต่งเองร้องเอง มีชื่อว่า “ นับหมอนรถไฟ “ ซึ่งเขียนขึ้นจากประสบการณ์การหลงทางในกรุงเทพฯของเขาเอง จากนั้น เทพพร ก็แต่งเพลงขึ้นอีกหลายเพลง หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือเพลง หมั่นไส้ ซึ่ง ผ่องศรี วรนุช ร้องแก้กับเพลง เสียวไส้ ของสุรพล สมบัติเจริญ

ต่อ มาไม่นาน วงดนตรี ศักดิ์ศรี ศรีอักษร ก็ยุบวง เทพพร หันไปทำงานสารพัดที่ค่ายทหารอเมริกันในสนามบินอุบลราชธานี แต่ถ้ามีเวลาว่างก็ขึ้นร้องเพลงกับวงดนตรีที่เปิดการแสดงในเขตจังหวัด และเล่นดนตรี (แซกโซโฟน กับ แอคคอเดียน ที่ไปเรียนรู้มาจากวงศักดิ์ศรี ศรีอักษร ) ให้กับหมอลำคณะรังสิมันต์ ต่อมาวิเชียร สติรอดชมภู ชักชวนให้มาเป็นโฆษก พร้อมทั้งทำหน้าที่เล่นดนตรี และเล่นตลก ประจำวงดนตรีและหมอลำคณะเพชรสยาม ภายใต้การบริหารของเทพบุตร สติรอดชมภู ซึ่งยังมีวงดนตรีและคณะหมอลำอยู่ในสังกัดอีกหลายวง

ที่ นี่ ผลงานการแต่งเพลงของเทพพร ได้สร้างนักร้องดังในสังกัดของเทพบุตร สติรอดชมภูขึ้นมาคนหนึ่ง เขาชื่อ ศักดิ์สยาม เพชรชมภู ที่โด่งดังถึงขั้นสามารถประชันกับวงดนตรีชื่อดังแห่งยุคของภาคกลางอย่าง สายัณห์ สัญญา ได้เลยทีเดียว

ซึ่ง ในช่วงนี้เทพพร เริ่มเปลี่ยนมาใช้ชื่อเทพพร เพชรอุบล และหันมารับบทนักร้องอีกครั้ง พร้มกับได้บันทึกเสียงเพลงดัง “ คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ”

เพลง นี้บันทึกแผ่นเสียงลงบนแผ่นเดียวกับเพลง “ ลำเพลินเจริญใจ “ ของ ดาว บ้านดอน แต่อยู่คนละหน้า และก็ถูกความดังของลำเพลินเจริญใจกลบเสียสิ้น แต่ต่อมาเกิดเหตุรัฐประหารในประเทศ และมีคำสั่งห้ามโฆษณาตามวิทยุ ทำให้รายการวิทยุไม่มีรายได้ และเตรียมอำลาหน้าปัด จึงเปิดเพลง “ คิดฮอดอ้ายแหน่เด้อ” ที่ขึ้นต้นด้วยประโยคที่ว่า “ ยกมือขึ้นบ๊าย บาย เป็นความหมายว่าอ้ายลาก่อน “ เพื่ออำลาแฟนเพลง เพลงนี้จึงดังขึ้นมา

จาก นั้นในปี 2518 เขาลาออกจากวง และได้รวบรวมสมัครพรรคพวกตั้งวงดนตรีเทพพร เพชรอุบล ซึ่งสามารถยืนอยู่ในวงการได้ 7 ปี จากนั้นก็ผันตัวเองมาเป็นนักร้องรับเชิญตามวงต่างๆ

นอกจากนี้ เทพพรยังประพันธ์เพลงให้กับนักร้องท่านอื่นมากมาย ส่งผลให้ศิลปินนักร้องเหล่านั้นมีชื่อเสียง

อดีต นักร้องระดับแถวหน้าของอีสาน พูดถึงการแต่งเพลงของตนเองว่า มักจะไม่ได้แต่งเก็บเอาไว้ ส่วนใหญ่จะเขียนตามที่เขาสั่งเพลงมาจะทำได้ดีกว่า "เวลาใคร (ค่ายเพลง หรือนักร้อง) สั่งก็เขียน ถ้าปกติสบายดีก็ไม่ได้เขียน เพราะเวลามีคนสั่งมาก็จะได้พล็อตมาก็จะเขียนได้ดี

จาก การทำงานอย่างหนักมาตลอดชีวิต เป็นผลให้ปลายปี 2540 เขาล้มป่วยเนื่องจากเส้นเลือดในสมองอุดตัน เป็นผลให้ไม่สามารถพูดหรือเคลื่อนไหวและช่วยตนเองได้ในระดับหนึ่ง แต่ด้วยกำลังใจที่เข้มแข็ง ทำให้เขาหายจากโรค และกลับมาแข็งแรง สามารถสร้างสรรค์ผลงานเพลงได้อีกครั้ง

ผลงานเพลง(ร้อง)

1. อาลัยพระธาตุพนม 2.คิดฮอดอ้านแหน่เด้อ 3.นัดวันให้น้องรอ 4.สั่งฟ้าไปหาน้อง 5.เสียงแคนแทนใจ 6.ฝังใจเวียงจันทน์ 7.สามเกลือเที่ยวกรุง (2) 8.รำวงหาคู่ 9.ครวญหาอังคนางค์ 10.จนแท้น้อ 11.ร้องไห้ทำไม 12.บ่ลืมบ้านนอก 13.สัมภาษณ์เทพี 14.ป๋ากันเถาะ 15.ไก่จ๋าไก่ 16.คนอุ้มไก่ 17.กลับมาเถิดน้อง 18.นับหมอนรถไฟ

รางวัลและเกียรติคุณที่ได้รับ

- รางวัลศิลปินดีเด่น สาขาศิลปะการแสดง จากศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่น ปี 2535

ผลงานบริการสังคม

- แต่งเพลงและร้องเพลงในเหตุการณ์พระธาตุพนมถล่ม เมื่อปี 2518 ทำให้คนไทยรำลึกถึงเหตุการณ์สะเทือนใจครั้งนั้นมิรู้ลืม

- ร่วมแต่งเพลงและร้องเพลง จำหน่ายเพื่อการกุศลในวาระ 200 ปี จังหวัดอุบลราชธานี และวาระสมโภชน์ 100 ปี จังหวัดอุดรธานี ปี 2535

- สนับสนุนณรงค์คนอีสานไม่กินปลาดิบ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด ขอนแก่น และคณะเพชรพิณทอง ปี 2535

- สนับสนุนรณรงค์ไม่สูบบุหรี่ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2536 ได้รับเกียรติจากสมาคมนักแต่งเพลง ให้เป็นตัวแทนนักร้องของภาคอีสาน แต่งเพลงและร้องเพลงเนื่องในงานส่งพระวิญญาณสมเด็จย่า

- ได้เดินทางไปเผยแพร่ศิลปะพื้นบ้านที่วัดพระศรีนครินทร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ที่มา http://www.luktunglaithai.com/song-85.html


<a href="http://www.youtube.com/v/He05yjGj4EM&amp;amp;hl&amp;autoplay=1" target="_blank">http://www.youtube.com/v/He05yjGj4EM&amp;amp;hl&amp;autoplay=1</a>

อีสานบ้านของเฮา- เทพพร เพชรอุบล

หอมดอกผักกะแยง ยามฟ้าแดงค่ำลงมา
แอ๊บๆ เขียดจะนา ร้องยามฟ้าฮ้อนห่วนๆ
เขียดโม้เขียดขาคำ เหมือนหมอลำพากันม่วน
เมฆดำลอยปั่นป่วน ฝนตกมาสู่อีสาน

หมู่หญ้าตีนกับแก ถูกฝนแลเขียวตระการ
ควายทุยเสร็จจากงาน เล็มหญ้าอ่อนตามคันนา
รุ่งแจ้งพอพุ่มพู ตื่นเช้าตรู่รีบออกมา
เร่งรุดไถฮุดนา รีบนำฟ้าฟ่าวนำฝน

อีสานบ้านของเฮา อาชีพเก่าแต่นานดน
เอาหน้าสู้ฟ้าฝน เฮ็ดนาไร่บ่ได้เซา
เฮ็ดนาไร่บ่ได้เซา..
ม่วน..เอ๊ย..โอ...

ม่วนเอ๊ยม่วนเสียงกบ ร้องอ๊บๆ กล่อมลำเนา
ผักเม็กผักกะเดา ผักกระโดนและผักอีฮีน
ธรรมชาติแห่งบ้านนา ฝนตกมามีของกิน
ฝนแล้งแห้งแผ่นดิน ห้วยบึงหนองแห้งเหือดหาย

มาเด้อมาเฮ็ดนา มาเด้อหล้าอย่าเดินอาย
นับวันจะกลับกลาย บ่าวสาวไหลเข้าเมืองกรุง
เสียงแคนกล่อมเสียงซุง ตุ้งลุ่งตุ้ง แล่นแตรลุ่งตุง
เสียงแคนกล่อมเสียงซอ อ้อนแล้วอ๋ออ้อนอีแล้วอ๋อ
มาเด้อมาช่วยกันก่อ อีสานน้อ...บ้านของเฮา


 
บันทึกการเข้า





หากหัวใจยังรักควาย  ๓oปี คาราบาว
กระแสลมยิ่งแรงพัดผ่าน ดวงวิญญาณยิ่งกล้ายิ่งแกร่ง
ฝ่าคลื่นลมด้วยใจมุ่งมั่น ดวงตะวันสีทองส่องแสง


หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: