Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 เมษายน, 2557, 22:54:12

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ดีเกฮูลู  (อ่าน 12417 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 03 กันยายน, 2551, 19:09:49 »



ภาพประกอบจาก http://www.klongdigital.com/

(หวัดดี นิมา) กับ คุณป้าประยูร ยมเยี่ยม สองผู้เฒ่าฝีปากลำตัดจัดจ้านผู้มีส่วนเป็นอย่างมากที่ทำให้ศิลปะท้องถิ่นภาคกลางแขนงนี้ติดตลาดไปทั้วฟ้าเมืองไทยเรียกว่าเปิดแสดงที่ใดก็เรียกเสียงฮาสร้างความสนุกสนานครึกครื้นจากผู้ชมได้ทุกครั้ง ทั้งคำร้อง เสียงฉิ่ง เสียงรำมะนา มันช่างเร้าใผู้ชมนักแต่เมื่อพูดถึงการละเล่นอันคล้ายคลึงกันนี้ทว่าใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเป็นหลักจะมีกี่คนที่รู้จัก "ดี เกฮูลู...!"
"ดี เกฮูลู" เป็นศิลปะท้องถิ่นของไทยแขนงหนึ่งซึ่งใครที่ได้มาสัมผัส มาดูชม ก็ชวนให้สงสัยไม่ได้ว่าทำไมช่าง คล้ายคลึงกับการแสดงลำตัดเอามาก ๆ ทว่าการใช้ภาษามลายูท้องถิ่นเป็นข้อจำกัดสำคัญที่ทำให้คนภาคอื่นยากที่ จะทำความเข้าใจและเข้าถึง และจึงมีการแสดงจำกัดอยุ่เฉพาะพื้นที่ 3-4 จังหวัดภาคใต้เท่านั้น
ขอย้อนประวัติศาสตร์พอสังเขปไปในราวปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ว่าดินแดนแถบปัตตานี(อันหมายรวมถึง ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) เป็นอาณาจักรที่มีความเจริญรุ่งเรืองในแวดล้อมของอาณาจักรอื่น ๆ ในแหลมมลายู จวบจนสมัยอยุธยากษัตริย์ไทยได้แผ่ขยายพระราชอำนาจลงไปครอบครองได้ดินแดนแถบนี้สว่นหนึ่งของ ราชอาณาจักรไทยแต่เนื่องจากสภาพความเป็นอยุ่ภาษาและวัฒนธรรมที่แต่ต่างกันโดยสิ้นเชิงจึงทำให้มีการกระด้างกระเดื่องอยู่ เนืองๆยิ่งเมื่อใดทางเมืองหลวงอ่อนแอ ดินแดนปัตตานีก็จะถือโอกาสแยกตัวออกไปเป้นอิสระ การกรีฑาทัพไปปราบก็ทำได้ยากเพราะพื้น ที่ห่างไกล
จวบจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงมีพระบัญชาให้กรมสพรราชวังบวรกรีฑาทัพลงไปปราบปรามอีกครั้งหนึ่งจนได้ปัตตานีกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของไทยอย่างถาวรการณ์ครั้งนั้นได้มีการอพยพผู้คนมาไว้ใกล้เขตพระ
มหานครด้วย บริเวณปัจจุบันก็คือสี่แยกบ้านแขก บางกระปิ คลองตัน หนองจอก มีนบุรี

กล่าวกันว่า "ดีเกฮูลู"ซึ่งเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นเก่าแก่ของปัตตานีจึงเลื่อนไหลไปกับมุสลิมอพยพคราวนั้นจนได้เป็นฉบับของ "ลำตัดไทย" ในเวลาต่อมา...!
เอนก นาวิกมูล--กล่าวไว้ใน "เพลงนอกศตวรรษ"ว่า..."ประวัติศาสตร์ของลำตัดเริ่มต้นมาจากการตีกลองรำมะนาพร้อมกับสวด สรรเสริญพระเจ้าทางศาสนาอิสลามดั้งเดิมเล่นกันในปัตตานีและในเขตวัฒนธรรมมลายูเรียกว่า "ลิเกฮูลู"ผู้เล่นหรือผู้สวด ทั้งหมดเป็นชาย ไม่มีหญิงปะปน"
นิฮาเรฟ ระเด่นอาหมัด--นักวิชาการศึกษาเล่าว่า..."ดี เกฮูลู"...! คำว่า "ดีเก" มาจากคำว่า "ซีเกร์"(Zikir) ในภาษาอาหรับ เสียง คนไทยส่วนใหญ่จะเพี้ยนไปเป็น "ลิเก" หมายถึงบทสวดทำนองเสนาะหรือคำกลอนร้องตอบโต้กันส่วน "ฮูลู"หมายยถึงดินแดนแถบทาง ใต้ของไทยที่คาบเกี่ยวกับมาเลเซียปัจจุบันคนมาเลย์เรียก "ดีเกฮูลู" ว่า "ดีเกบารัต"
"ดีเกฮูลู"เป็นการแสดงประชันว่าบทดีเก โต้ตอบกันของคณะดีเกฮูลู 2 คณะใช้คารมเสียดสีหรือพูดถึงเรื่องตลกโปกฮา ทำนองเดียวกับลำตัดแต่สมัยนี้การแสดงประชันไม่ค่อยมีให้เห็น เป็นแต่เพียงการนำ "ดีเกฮูลู" มาโชว์ในช่วงเวลาสั้น ๆ หรือประยุกต์ดัด แปลงใช้แสดงในโอกาสต่าง ๆ ในแต่ละคณะจะประกอบด้วยยผู้ขับดีเก 1-2 คน ช่วยกันเป็นคู่ขับต่อกลอนสลับไปมา ขณะที่ลูกคู่ 1-7 คนนั่งล้อมวงคอยร้อง
รับเล่นเครื่องตีจำพวกฆ้อง รำมะนา ลูกแซ็ก ฯลฯหรือปรบมือให้จังหวะพร้อมกับโยกตัวไปมาด้วยท่าทางฮึกเหิม บรรยากาศคึกคักเร้าใจผู้ชม ถึงแม้จะไม่ได้ดู "การประชันดีเกฮูลู"ระหว่างเฉพาะ ซึ่งผู้รู้บอกว่าเป็นฉันทลักษณ์มลายูเก่าแก่ชื่อ "ปันตุน" คนท้องถิ่นเรียก "ปันตงอินัง" จัดเป็นบทๆ บทละ 4 วรรค วรรคละประมาณ 8 คำ คล้ายกลอนสุภาพของไทย แต่มีการเชื่อมสัมผัสเพียง2 คู่เท่านั้นได้แก่
ระหว่างคำท้ายวรรคที่ 1 กับคำท้ายวรรคที่ 3 และคำท้ายวรรคที่ 2 กับคำท้ายวรรคที่ 4 ไปอย่างนี้ตลอด ไม่มีสัมผัสระหว่างบทคณะชาวบ้าน ที่รับฟัง"การขับดีเกฮูลู"ด้วยปฎิภาณไหววพริบ สำนวนคมคาย ตลกคะนองตามแบบฉบับซึ่งศิลปินฝีปากเอกหลายคณะสามารถเรียกเสียเฮ จากผู้ชมตลอดกาลแสดงได้อย่างไม่ยากเย็นบางครั้งมีการใช้ภาษาไทยสำเนียงเพี้ยน ๆ เข้าไปประกอบเป็นอีกมุขหนึ่งที่สร้างความขบขันได้ ไม่น้อย เพราะมีระบบสัมผัสลีลาอันเป็นเอกลักษณ์

"เนาะ อาดอ สการอ ลาฆี ออแร ปาเง ออบะ ฆีรอ
เหาะ บาเยาะ โดะ ยาดี พูเวาะ พูเวาะ บอเวาะ แกรตอ
ออบะ ฆีรอ อาเดะ กาเกาะ ออแรร ปาเง ยาบ้า
โดะ อีฆะ โกะ บาเกาะ กรายยอแอ มาเราะห์ บือนา
ยาแง กีตอ เนาะ บือลี ยาแง กีตอ เนาะ มาแก
กรานอ สดาดู ดียอ ปราตี ซอแร มานอ ยาดี ตอแก"


"มีอีกเรื่องหนึ่ง เขาเรียกกันว่า "ออบะฆีรอ"
กำลังระบาด ในหมู่พวกขับรถ
"ออบะฆีรอ"นะพี่น้อง เขาเรียกว่า "ยาบ้า"
จับกันอยู่ในกรุงเทพฯ ราชการเร่งกวดขัน
เราอย่าไปซื้อ เราอย่าไปเสพ
ตำรวจกำลังควานหาตัว ว่าใครคือผู้ค้า"

เป็นตัวอย่างบทขับเรื่องยาบ้า ซึ่งประพันธ์สด ๆ โดยศิลปิน ยูโซะ คูมาร์ แห่งหมู่บ้านบ่อทอง อ. หนองจิก จ.ปัตตานี "ศิลปินดีเกฮูลู" ฝีปากเอกที่เคยโด่งดังสุดขีดในอดีตมี 2 ท่านคือ "กูมะ ลาลอ" แห่ง อ.สายบุรี จ. ปัตตานี และ "มาเยะ อาเนาะซีงอ" แห่ง อ.ยี่งอ จ.นราธิวาส ปัจจุบันยังมีศิลปินตีเกฮูลูที่มีชื่อเสียงกระจัดกระจายอยู่ในอำเภอต่าง ๆ ของ 3 จังหวัด ภาคใต้ ไม่น้อยกว่า 85 คณะ ที่ขึ้นชื่อที่สุดก็เห็นจะได้แก่ มะ ยะหา (หะมะ แปลือแบ) จ.ยะลา, เปาะวอ สุดิง จ.นราธิวาสและ มะโระ จ.ปัตตานี
เส้นทางการทำมาหาเลี้ยงชีพของศิลปินดีเกฮูลูในปัจจุบัน นอกจากการเป็นช่างตัดผมทำนาออกเรือชายฝั่ง ช่างไม้ กรีดยาง ฯลฯ ก็คือการหาโอกาสไปเป็นนักร้องตามร้านอาหาร คาเฟ่เล็กๆ หรือเป็นนักร้องประจำวงดนตรีท้องถิ่น ไปจนถึงการแต่งเพลง รอ้งอัด เทปคาสเซ็ต เรียกว่า "ดีเกมิวสิค"ซึ่งก็ได้รับความนิยมมากพอสมควร
"ดี เกฮูลู" หรือ "ลำตัดมลายูปักษ์ใต้" เป็นเพชรเม็ดหนึ่งน้ำงามจากดินแดนสุดด้ามขวานทอง ซึ่งน่าจะได้รับการเจียระไนให้ราว ระยับเพื่อให้ผู้คนปัจจุบันได้มองเห็นคุณค่า
"ดีเก บาระ นัครี ซีแย อนุรักษ์ ฆีละห์ สปาแย มาซอ"...!
"ดีเกฮูลูของไทยควรได้รับการอนุรักษ์ไว้ตลอดไป"...!

ดีเกฮูลู ลำตัดมลายูปักษ์ใต้. มติชน (21 /05 /44),หน้า12



ภาพประกอบจาก http://www.klongdigital.com/
 
   ลิเกฮูลู หรือ ดิเกฮูลู มาจากคำว่า ลิเก หรือดิเก และฮูลู ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่าลิเกหรือ ดิเกมาจากคำว่า ซี เกร์ หมายถึง การอ่านทำนองเสนาะ ส่วนคำว่าฮูลู แปลว่า ใต้หรือทิศใต้ รวมความแล้วหมายถึง การขับบทกลอนเป็นทำนองเสนาะจากทางใต้

    ลิเกฮูลู เป็นการละเล่นพื้นบ้านแถบจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ได้รับความนิยมมากของชาวไทยมุสลิม มักจะใช้แสดงในงานมาแกปูโละ งานสุหนัด งานเมาลิด งานฮารีรายอแล้ว คำว่า "ลิเก" หรือ "ดิเกร์" เป็นศัพท์เปอร์เซีย มีความหมาย ๒ ประการ คือ
    ๑. เพลงสวดสรรเสริญพระเจ้า ซึ่งเรียกการสวดดังกล่าวนี้ว่า "ดิเกร์เมาลิด"
    ๒. กลอนเพลงโต้ตอบ นิยมเล่นกันเป็นกลุ่มคณะ เรียกว่า "ลิเกฮูลู" บ้างก็ว่าได้รับแบบอย่างมาจากคนพื้นเมืองเผ่าซาไก เรียกว่า มโนห์ราคนซาไก บ้างก็ว่าเอาแบบอย่างการเล่นลำตัดของไทยผสมเข้าไปด้วย
    การตั้งวงคล้ายกับการตั้งวงลำตัดหรือเพลงฉ่อยของภาคกลาง คณะหนึ่งมีลูกคู่ประมาณ ๑๐ กว่าคน ผู้ร้องเพลงและขับร้องมีประจำคณะอย่างน้อย ๒ - ๓ คน และอาจมีนักร้องภายนอกวงมาสมทบร่วมสนุกอีกก็ได้ กล่าวคือ คนดูคนใดนึกสนุกอยากร่วมวงก็จะได้รับอนุญาตจากคณะลิเกคล้ายๆ กับการเล่นเพลงบอกภาคใต้ เวทีแสดงยกสูงไม่เกิน ๑ เมตร โล่งๆ ไม่มีม่านหรือฉาก ลูกคู่ขึ้นไปนั่งล้อมวงร้องรับและตบมือ โยกตัวเข้ากับจังหวะดนตรี ส่วนผู้ร้อง หรือผู้โต้กลอนจะลุกขึ้นยืนข้างๆ วงลูกคู่ ถ้ากรณีมีการประชันกันแต่ละคณะจะขึ้นนั่งบนเวทีด้วยกัน แต่ล้อมวงแยกกัน การแสดงก็ผลัดกันร้องทีละรอบ ทั้งรุกทั้งรับเป็นที่ครึกครื้นสบอารมณ์ผู้ชม

การแต่งกาย
     แต่เดิมผู้เล่นจะโพกหัว สวมเสื้อคอกลม นุ่งโสร่ง บางครั้งอาจเหน็บขวานทำนองไว้ข่มขวัญคู่ต่อสู้ ต่อมามีการแต่งกายแบบการเล่นสิละ แต่ไม่เหน็บกริชหรือถือกริช อาจเหน็บขวาน ในปัจจุบันมักแต่งกายแบบไทยมุสลิมทั่วไปหรือตามแบบสมัยนิยม

เครื่องดนตรี
    ประกอบด้วย รำมะนา(รือบานา) อย่างน้อย ๒ ใบ ฆ้อง ๑ วง และลูกแซ็ก ๑ - ๒ คู่ อาจมีขลุ่ยเป่าคลอขณะลูกคู่ร้อง และดนตรีบรรเลง ดนตรีจะหยุดเมื่อมีการร้องหรือขับ ทำนองเดียวกับการร้องลำตัดหรือเพลงฉ่อย ท่วงทำนองปัจจุบันมี ๓ จังหวะ คือ สโลว์ แมมโบสเลว์ และจังหวะนาฏศิลป์อินเดีย ซึ่งเนื้อร้องจังหวะใดก็ต้องใช้ร้องกับจังหวะนั้นๆ จะใช้ร้องต่างจังหวะกันไม่ได้

วิธีการเล่น
    วิธีการเล่น เริ่มแสดงดนตรีโหมโรงเพื่อเร้าอารมณ์คนดู สมัยก่อนมีการไหว้ครูในกรณีที่มีการประชันกันระหว่างหมู่บ้าน หรืออาจมีหมอผีของแต่ละฝ่ายปัดรังควานไล่ผีคู่ต่อสู้ก็มี ปัจจุบันสู้กันด้วยศิลปคารมอย่างเดียว เมื่อลูกคู่โหมโรงต้นเสียงจะออกมาร้องทีละคน เริ่มด้วยวัตถุประสงค์ของการแสดง หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่เรื่องราว อาจจะเป็นเหตุการณ์บ้านเมือง หรือความรักของหนุ่มสาว หรือเรื่องตลก ในกรณีที่มีการประชัน หรือบางครั้งก็เป็นเรื่องราวการกระทบกระแทก เสียดสีกัน หรือหยิบปัญหาต่าง ๆ มากล่าวเพื่อให้ผู้ชมชื่นชอบในคารมและปฏิภาณ

โอกาสและเวลาที่เล่น

    แต่เดิมนิยมแสดงในงานพิธีต่าง ๆ เช่น เข้าสุหนัต งานแต่งงาน (มาแกปูโล๊ะ) ปัจจุบันลิเกฮูลูยังแสดงในงานเทศกาลต่าง ๆ ร่วมกับมหรสพอื่น ๆ บางท้องที่ก็แสดงในงานพิธีสำคัญ เช่น พิธีถวายพระพรวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น

คุณค่า แนวคิด สาระ
    การแสดงลิเกฮูลูยังสามารถเผยแพร่รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงภัยร้ายของยาเสพติด ยาบ้า ปัญหาโรคเอดส์ ความสะอาดและอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี ได้ทั้งความรู้และความสนุกสนาน
 
จากหนังสือ การแสดงพื้นบ้านในประเทศไทย โดย เรณู โกศินานนท์  
บันทึกการเข้า




นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 30 ตุลาคม, 2554, 22:53:05 »

ลิเกฮูลู
         
ลิเกฮูลู หรือดิเกฮูลู มาจากคำว่า ลิเก หรือดิเก และฮูลู ท่านผู้รู้ได้กล่าวไว้ว่าลิเกหรือ ดิเกมาจากคำว่า ซี  เกร์  หมายถึง  การอ่านทำนองเสนาะ  ส่วนคำว่าฮูลู  แปลว่า ใต้หรือทิศใต้ รวมความแล้วหมายถึง การขับบทกลอนเป็นทำนองเสนาะจากทางใต้
         
วิธีการเล่น 

เริ่มแสดงดนตรีโหมโรงเพื่อเร้าอารมณ์คนดู สมัยก่อนมีการไหว้ครูในกรณีที่มีการประชันกันระหว่างหมู่บ้าน  หรืออาจมีหมอผีของแต่ละฝ่ายปัดรังควานไล่ผีคู่ต่อสู้ก็มี  ปัจจุบันสู้กันด้วยศิลปคารมอย่างเดียว เมื่อลูกคู่โหมโรงต้นเสียงจะออกมาร้องทีละคน เริ่มด้วยวัตถุประสงค์ของการแสดง หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่เรื่องราว อาจจะเป็นเหตุการณ์บ้านเมือง  หรือความรักของหนุ่มสาว  หรือเรื่องตลก  ในกรณีที่มีการประชัน หรือบางครั้งก็เป็นเรื่องราวการกระทบกระแทก เสียดสีกัน หรือหยิบปัญหาต่าง ๆ มากล่าวเพื่อให้ผู้ชมชื่นชอบในคารมและปฏิภาณ

โอกาสและเวลาที่เล่น
         
แต่เดิมนิยมแสดงในงานพิธีต่าง  ๆ เช่น เข้าสุหนัต งานแต่งงาน (มาแกปูโล๊ะ) ปัจจุบันลิเกฮูลูยังแสดงในงานเทศกาลต่าง ๆ  ร่วมกับมหรสพอื่น  ๆ  บางท้องที่ก็แสดงในงานพิธีสำคัญ  เช่น พิธีถวายพระพรวันเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น

คุณค่า แนวคิด สาระ
         
การแสดงลิเกฮูลูยังสามารถเผยแพร่รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจถึงภัยร้ายของยาเสพติด  ยาบ้า  ปัญหาโรคเอดส์ ความสะอาดและอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี ได้ทั้งความรู้และความสนุกสนาน

บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: