Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 ตุลาคม, 2557, 10:41:09

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานลูกทุ่งไทย ชาย เมืองสิงห์  (อ่าน 3300 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« เมื่อ: 28 มิถุนายน, 2553, 21:20:05 »





ชาย เมืองสิงห์

สมเศียร พานทอง หรือชาย เมืองสิงห์ เกิดเมื่อ 24 ตุลาคม 2482 ที่บ้านเลขที่ 20 ต.บาง มัญ หมู่ 3 อ.เมือง จ. สิงห์บุรี เป็นบุตรชายคนเดียวในบรรดาพี่น้องทั้งสิ้น 4 คนของนายสี - นางป่วน พานทอง แม่ของชาย เมืองสิงห์แต่งงาน 2 หน หนแรกมีลูกสาว 3 คน จากนั้นก็ครองตัวเป็นหม้ายมาเนิ่นนานจนกระทั่งมาพบพ่อสี จึงตกลงปลงใจแต่งงานอีกครั้ง โดยแม่ป่วนนั้นมีอายุมากกว่าพ่อสีถึง 13 ปี และอยู่กินกันมาถึง 8 ปีเต็มแต่ก็ไม่มีบุตรสืบสกุล ในที่สุดแม่ป่วนก็ไปบนบานศาลกล่าวกับหลวงพ่อวัดลำโพงกลางทุ่ง แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดเมื่อแม่ป่วนให้กำเนิดบุตรชาย นั่นก็คือเด็กชายเสียน ซึ่งญาติพี่น้องเรียกชื่อเล่นว่า ดิงดิ๊ เขามาเปลี่ยนชื่อเป็นสมเศียรตั้งแต่เข้าเรียนชั้นมัธยมปีที่ 1

ชาย เมืองสิงห์ เริ่มเรียนหนังสือชั้นมูลและชั้นประถมจนจบประถม 4 ที่โรงเรียนวัดหัวว่าว ต.บางมัญ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี จากนั้นเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมในเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ที่โรง เรียนราษฎร์ชื่อ "ศิริศึกษา" จนกระทั่งมาจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือ ม.6 ที่โรงเรียนประจำจังหวัดคือโรงเรียนสิงหะวัฒนพาหะ ที่วัดพรหมสาคร ต.บางพุทธา อ.เมือง จ.สิงห์บุรี เมื่อปลายปี 2499

ด้วย ความที่มีใจรักในทางศิลปะ หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็เดินทางเข้ากรุงเทพเมื่อต้นปี 2500 เพื่อเข้าเรียนที่โรงเรียนเพาะช่าง โดยได้แม่ชีละม้ายพามาฝากให้ได้อาศัยข้าวกันบาตรพระที่วัดสระเกศ ภูเขาทอง คณะ 14 อยู่นานเป็นปีจึงย้ายมาที่วัดสามปลื้ม ภายหลังแม่ชีละม้ายได้พาไปฝากให้อยู่ที่วัดมอญ วัดราชคฤห์ แถวตลาดพลู ฝั่งธนบุรี

นอก จากชื่นชอบศิลปะเป็นชีวิตจิตใจแล้ว เขายังเป็นคนร่าเริงและรักเสียงเพลง มักจะอาศัยการร้องเพลงเป็นเครื่องแก้ความเหงาและความเครียดอยู่เสมอ แม้ในยามขัดสนเนื่องจากทางบ้านส่งเงินมาช้า ก็เคยรับจ้างร้องเพลงเชียร์ในฉิ่งฉับทัวร์ เวลาใครเขาจะนำเที่ยวไปไหนก็อาสารับจ้างแบกกลองทอมขึ้นหลังรถแล้วร้องเพลง ให้เขาสนุกสนานกันตั้งแต่ขาไปยันขากลับ เคยแม้กระทั่งรวมตัวกับพรรคพวกตั้งคณะรำวงวิษณุน้อยราชาเพื่อบรรเลงหาเงิน รวมทั้งได้ไปประกวดร้องเพลงรำวงตามงานต่างๆ ด้วย พอประทังชีวิตไปได้ แต่ก็ไม่เคยคิดจะเป็นนักร้องอาชีพ

ชาย เมืองสิงห์ อดทนเรียนที่โรงเรียนเพาะช่างอยู่ได้ถึง 4 ปี แต่ไม่ทันจบการศึกษาก็ต้อง

จำ ใจต้องลาออกในปี 2503 สาเหตุเพราะทางบ้านนาล่ม 2 ปีซ้อน จึงขาดทุนการศึกษา ชีวิตต้องพลิกผัน จากคนที่รักการศึกษา และความก้าวหน้าในสาขาช่างศิลป์ แต่กลับไม่อาจทำดังใจนึกได้ จึงออกจากโรงเรียนเพาะช่างมาเตะฝุ่น เอาน้ำลูบท้องอยู่เป็นปี คราวนี้อะไรที่เป็นงานสุจริต เขาทำหมดทุกอย่าง ทั้งรับจ้างเขียนป้าย วาดรูป แกะสลัก งานปั้นงานปูนถ้าทำได้ก็รับจ้างทำหมด เคยแม้กระทั่งเป็นคนงานตากผักที่เอามาทำผักกาดกระป๋อง รับจ้างไสหมาก หรือแม้ต้องเป็นกรรมกรตอกเสาเข็มก็ทำมาแล้ว

ครั้ง หนึ่งได้ไปทำงานเขียนป้ายและคัทเอ๊าท์ ที่โรงหนังศรีตลาดพลู จึงได้รู้จักกับอารมณ์ คงกะพัน หรือ เบิ้ม ตลาดพลู ผู้กว้างขวางที่ขายของอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งเบิ้ม ตลาดพลู ก็ได้แสดงน้ำใจให้ความช่วยเหลือเกื้อหนุนชาย เมืองสิงห์ มาโดยตลอด ทั้งยังเป็นผู้ที่เห็นความสามารถด้านการร้องเพลงของเขา จึงได้พาไปหางานร้องเพลงเชียร์รำวงในที่ต่างๆ และส่งเสริมให้ไปประกวดร้องเพลงชิงรางวัลต่างๆ อยู่เสมอ

คืนวันที่ 4 กันยายน 2504 วงดนตรีจุฬารัตน์ของครูมงคล อมาตยกุล ซึ่งเป็นวงดนตรีลูกทุ่งที่มาตรฐานที่สุดในยุคนั้น มาปิดวิกเปิดแสดงที่วิกศรีตลาดพลู เบิ้มเป็นคนพาชาย เมืองสิงห์ไปหาครูมงคลที่หลังโรงเพื่อฝากให้ได้เป็นนักร้องในวงสักคน แต่ครูไม่สนใจ มีเพียง กุง กาดิน หรือ นคร ถนอมทรัพย์ ซึ่งเป็นผู้ช่วยครูมงคลเท่านั้นที่เปิดโอกาสให้ได้แสดงความ

สามารถบนเวทีในคืนนั้น พอร้องเพลงจบ กุง กาดิน พร้อมทั้ง สัมพันธ์ อุมากูร นักแสดง ตลกและนักแต่งเพลงประจำคณะขอให้ครูมงคล ยอมรับเข้าคณะ แต่ครูมงคลก็ยังใจแข็ง เพราะยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นคนดีหรือคนร้ายกันแน่เลยไม่ยอมรับ เพียงแต่บอกว่าถ้าอยากจะเป็นนักร้องในวงจริงๆก็ให้ไปพบกันที่เวทีสถานีวิทยุ ปชส.7 ใต้สะพานพุทธจะให้แหล่โต้สดๆ กับ พร ภิรมย์ ออกอากาศวิทยุด้วย ถ้ากลัวก็ไม่ต้องไป

แล้ว ในคืนวันที่ 10 กันยายน 2504 ที่สถานีวิทยุ ปชส.7 เวลา ประมาณ 5 ทุ่มเศษๆ เบิ้ม ตลาดพลู ก็ส่งชาย เมืองสิงห์ นักร้องเชียร์รำวงที่ไม่มีชื่อเสียง ขึ้นไปแหล่โต้กับพร ภิรมย์ นักร้องลูกทุ่ง อันดับหนึ่งของประเทศในขณะนั้นออกอากาศสดๆ โดยมีผู้ชมเต็มสถานี และผู้ฟังทางบ้านเป็นสักขีพยาน ปรากฏว่าชาย เมืองสิงห์ ได้รับเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวเพราะความกล้าหาญและด้วยน้ำเสียงลีลาแปลก แหวกแนวไม่เหมือนใคร

ใน ที่สุดครูมงคล ถึงกับต้องออกไปประกาศด้วยตัวเองว่าตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปวงดนตรีคณะจุฬา รัตน์ขอต้อนรับนักร้องลูกทุ่งคนใหม่เข้าประจำวงโดยตั้งชื่อให้ว่า "ชาย เมืองสิงห์" อันเป็นชื่อที่ครูเตรียมไว้ให้สุรพล พรภักดี นักร้องนักแต่งเพลงเลือดสิงห์บุรีอีกคนหนึ่งที่อยู่ในวงก่อนหน้าแล้ว สุรพล พรภักดี เลยต้องใช้ชื่อในด้านการร้องเพลงและแต่งเพลงในภายหลังว่า "พล พรภักดี"

จาก ชีวิตนักเชียร์รำวงกลายเป็นนักร้องมีสังกัดตั้งแต่บัดนั้น โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากครูมงคล อมายกุล, ครูสัมพันธ์ อุมากูร, ครูไพบูลย์ บุตรขัน, ครู ป.ชื่นประโยชน์ , กุง กาดิน หรือ นคร ถนอมทัรพย์ , มนตรี แสดงเอก , สุรพล พรภักดี , ฉลอง วุฒิวัย , พร ภิรมย์ , คำปัน ผิวขำ หรือ ปอง ปรีชา เริ่มต้นด้วยการได้รับอนุญาตจากครูมงคลให้อัดแผ่นเสียงเพลงแรก คือเพลงชมสวน ซึ่งเขาแต่งเอง

เพลง ชมสวนเป็นเพลงที่ชาย เมืองสิงห์ แต่งและใช้ร้องหน้าเวทีมาจนโชกโชน กระทั่งเมื่อทางวงมีกำหนดอัดแผ่นเสียงงวดใหม่โดยมีนักร้องดัง คือทูล ทองใจ เป็นหลัก แต่ว่าทูล ทองใจ ใช้เวลาอัดเท่าไหร่ก็อัดไม่ติดสักที เพราะสมัยก่อนการจะอัดแผ่นแสียงจะต้องทั้งร้องและเล่นดนตรีไปพร้อมกัน ใครผิดก็ต้องร้องใหม่อัดใหม่ ครูมงคลจึงสั่งพักแล้วก็หันไปสั่งให้ ชาย เมืองสิงห์ ลองเอาเพลงชมสวนที่เคยใช้ร้องหน้าเวทีมาอัดดู ซึ่งก็ปรากฏว่าใช้เวลาอัดเพียงเที่ยวเดียวก็ติด แต่พอดีเป็นเพลงที่ยาวมากประมาณ 6 นาที จึงตัดลงแผ่นไม่ได้ ครูมงคลจึงต้องการให้อัดทิ้งไว้เฉยๆไม่ได้คิดทำแผ่นเสียง แต่เจ้าของห้างคาเธ่ย์มาได้ยินเพลงจึงขอซื้อเพลงนี้แบบไม่ต้องตัดทอน โดยจะลองส่งไปทำแผ่นที่ญี่ปุ่น ถ้าทำได้จะให้ 800 บาท แต่ครูมงคลบอกว่าต้องได้เท่าทูล ทองใจ คือ 1,200 บาทไม่งั้นให้ไม่ได้ ในที่สุดชาย เมืองสิงห์ ก็ต้องตัดเพลงของตัวเองเหลือ 3 นาที แล้วร้องใหม่อัดใหม่จนเสร็จ

แต่แม้ว่าเพลงชมสวนจะเป็นเพลงแรกที่ได้ร้องอัดแผ่นเสียง แต่ไม่ใช่เพลงแรกที่ออกสู่ท้องตลาด เพราะเพลงแรกจริงๆ ที่ประชาชนได้ยินทางแผ่นเสียงคือ เพลงมอดกัดไม้ ซึ่งครูมงคล อมาตยกุล เป็นคนแต่งให้และเป็นเพลงลุกทุ่งพื้นบ้านเพลงแรกที่ครูเป็นคนแต่งเพราะปกติ แล้วครูจะถนัดเขียนเพลงแนวสากลมาตรฐานมากกว่า หลังจากเพลงมอดกัดไม้ และชมสวนแล้ว ก็มีคนรู้จักชื่อของชาย เมืองสิงห์ แต่ยังไม่ถึงกับโด่งดัง แต่ก็คงมีผลงานเพลงออกมาอย่างต่อเนื่อง จนนับว่าเป็นนักร้องที่ขยันอัดแผ่นเสียงมากที่สุดแห่งยุคก็ว่าได้ เพลงที่ 3 ที่ร้องก็คือ พ่อลูกอ่อน ตามมาด้วยเสน่ห์นางไพร , ลูกสาวใครหนอ, มาลัยดอกรัก ,ซึ่งเพลงลูกสาวใครหนอนั้นสร้างชื่อเสียงให้มากพอควร แต่ถ้าพูดถึงเพลงที่จุดประกายให้คน ไทยทั้งประเทศติดใจถูกใจและยอมรับให้เป็นขวัญใจต้องถือว่าเพลง มาลัยดอกรัก คือเพลงที่ทำให้ดังทะลุฟ้า

ชาย เมืองสิงห์ โด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ด้วยน้ำเสียงที่แปลกแตกต่าง ลีลาถึงลูกถึงคน จากการศึกษาศิลปะที่ค่อนข้างสูง ผนวกกับประสบการณ์ของลูกชาวนา แต่ละเพลงของเขาจึงกลายเป็นเพลงลูกทุ่งของวัยรุ่นยุคนั้นอย่างแท้จริง เขาเป็นนักร้องลูกทุ่งวัยรุ่นเมืองไทยที่มีคนคลั่งไคล้มากที่สุด เพราะแต่งตัวเท่ แปลก มีลูกบ้ามากกว่านักร้องปกติ ทั้งยังมีความ สามารถเฉพาะตัวบนเวทีได้ดีเยี่ยม เพราะเคยผ่านเวทีเชียร์รำวงมาอย่างโชกโชน ลีลาของเขาเป็นของแปลกใหม่ในเวลานั้น ประกอบกับได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากครูมงคล และครูเพลงท่านอื่นๆ ให้ได้มีโอกาสอัดแผ่นเสียงเผยแพร่ และออกแสดงตามงานต่างๆ ไม่ว่างเว้น ชาย เมืองสิงห์ จึงมีชื่อเสียงโด่งดังขึ้นมาอย่างรวดเร็ว มีแฟนเพลงลูกทุ่งคลั่งไคล้นิยมชมชอบคอยติดตามผลงานอยู่ทั่วประเทศ ประกอบกับมีหน้าตาที่หล่อเหลา จึงมีคนตั้งฉายาให้ว่า “อเลน เดอลองก์ เมืองไทย”

เอกลักษณ์ประจำตัวของเพลง ชาย เมืองสิงห์ ก็คือ ลูกคอที่ไม่เหมือนชาวบ้านเขา ลูกคอจะเป็นลักษณะไทยเดิมเหมือนหมอทำขวัญ หรือนักเทศน์ “ว่า ไปก็คล้ายๆ พรสวรรค์ส่วนตัวประกอบด้วย การเอื้อนของผมก็ไม่ค่อยเหมือนกับชาวบ้านเขา ซึ่งถ่ายทอดมาจากโขนมั่ง ลิเกมั่ง ที่มาเล่นตามวัดไม่รู้คณะไหนต่อคณะไหน อีกอย่างหนึ่ง พระนักเทศน์ต่างๆ มาชุมนุมอยู่แถวใกล้ๆบ้านเยอะ ทำนองลีลาก็ไม่เหมือนกัน นอกจากนั้นก็ยังฟังหมอทำขวัญนาคร้องแหล่ ซึ่งแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันอีก ทำนองไม่เหมือนกันสักเพลง”

นอก จากความสามารถในด้านการร้องเพลง และลีลาการแสดงแล้ว ชาย เมืองสิงห์ ยังเป็นผู้ที่มีอัจฉริยภาพในด้านการแต่งเพลงทั้งเนื้อร้อง และทำนองเป็นอย่างยิ่ง โดยได้แต่งเพลงเอาไว้ไม่ต่ำกว่า 1,000 เพลง ในจำนวนนี้มีทั้งที่แต่งเองร้องเอง รวมทั้งแต่งให้นักร้องคนอื่นร้องจนมีชื่อเสียงไปหลายคน เพลงที่ชาย เมืองสิงห์ แต่งนับเป็นสิ่งแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในวงการเพลงลูกทุ่งขณะนั้น ทำให้ติดอันดับยอดนิยมมากมายหลายเพลง ได้แก่ เพลงชมสวน พ่อลูกอ่อน เสน่ห์นางไพร ลูกสาวใครหนอ มาลัยดอกรัก แก่นแก้ว หยิกแกมหยอก พระรถเมรี มนต์เมืองสิงห์ สิบห้าหยกๆ เรือล่มในหนอง แม่ขนตางอน จุ๋มจิ๋ม เมียพี่มีชู้ กอดแก้กลุ้ม มันยกร่อง จ่ำม่ำ ฯลฯ 

นอกจากนี้เพลงฮิตติดอันดับที่ ชาย เมืองสิงห์ แต่งและร้องยังมีอยู่อีกเพียบ เช่น ชมสวน,พ่อลูกอ่อน,แก่นแก้ว,ตุ๊กตาจ๋า ฯลฯ

เอกลักษณ์ ประจำตัวอีกอย่างในการเขียนเพลงของเขาก็คือจะมีลีลาเพลงหลายจังหวะ เขาเอามาผสมผสานกันได้ดี ไม่ว่าของฝรั่งหรือของไทยหรือของประเทศไหน ๆ จนกลายเป็นลูกผสม อิทธิพลที่เห็นได้ชัดเจนใน เรื่องนี้ก็คือการเอาผลลีลาแบบงานเพลงของ ครู ไพบูลย์ บุตรขัน ผสมกับ พร ภิรมย์ แต่เพลงของ ชาย เมืองสิงห์ จะมีลักษณะลูกทุ่งเด่นชัดกว่า เขาจะนำเพลงของเดิมๆ ที่เป็นพื้นบ้านแท้ๆมาใช้โดยหยิบเพลงแบบบ้านๆมาเลย ขยับจังหวะลีลาใหม่ แล้วผสม ผสานกับเพลงสากลกลายเป็นเพลงที่ฟังแล้วสนุกสนาน

" ไปเจออะไรก็ได้พล็อตเพลง จากนั้นมาหาทำนอง ขึ้นได้ท่อนเดียวประเดี๋ยวก็ต่อไปได้ ไปได้เรื่อยๆ ผมจะเขียนชื่อเพลงไว้เป็นเล่มๆ เลย บางทีอ่านในหนังสือพิมพ์หรือหนังอะไรต่างๆชอบคำไหนก็เขียนชื่อไว้ หรือพบเจอทำนองอะไรเหมาะผมก็เขียนเอาไว้ท่อนหนึ่งก่อน ยุคแรกเพลงที่ผมพอใจและรักมากๆ มีมาลัยดอกรัก,น้ำนิ่งไหลลึก,หนุ่มหน้ามน,ลูกสาวใครหนอ ยุคสองเป็นเพลงที่แต่งแล้วร้องเองจากใจแท้จริงเช่น ไม่เป็นไรลืมเสียเถิด,เมียพี่มีชู้,ทำบุญร่วมชาติ”

เพลง ลูกทุ่งของชาย เมืองสิงห์ มีเสน่ห์และแสดงความเป็นลูกทุ่งที่ชัดเจนเป็นเอกลักษณ์ด้วยการผสมผสานเสียง ดนตรีไทยและดนตรีพื้นบ้าน ที่ฟังสนุกสนานกลมกลืนได้อย่างไพเราะ ด้วยความเป็นอัจฉริยะและความรู้ความสามารถ ทำให้ได้รับการขนานนามให้เป็น “ลูกทุ่งสามสมัย” คือ คงความยอดนิยมไว้ได้ทุกยุคทุกสมัย

แนว เพลงของ ชาย เมืองสิงห์ ส่วนมากจะแต่งโดยยึดคำพังเพยพื้นบ้านเอาไว้เป็นหลักแล้วก็มาเปรียบเทียบเอา คำสมัยใหม่มาผสมอย่างที่เวลาจะขึ้นส่วนมากจะเป็นเอกลักษณ์ประจำ ตัวที่จะต้องขึ้นเกริ่นมาก่อน เช่น "วัดเอ๋ยวัดโบสถ์ ปลูกข้าวโพดสาลี" พอเกริ่นเสร็จแล้วก็จะออกทำนอง คือจะเป็นเอกลักษณ์ให้รู้ว่าของไทยพื้นบ้านแท้ ๆ เหมือนที่ปู่ย่าตายายที่ได้สร้างขึ้น

ชาย เมืองสิงห์ อยู่ร่วมงานในฐานะนักร้องนำวงดนตรีจุฬารัตน์เป็นเวลากว่า 5 ปี กระทั่งถึงปี 2510 จึงได้ลาออกมารับรับเชิญร้องเพลงตามงานทั่วๆ ไป แต่ด้วยสัจจะวาจาที่ให้ไว้กับครูมงคล เขาจึงลั่นวาจาว่าไม่ตั้งวงในชื่อ "ชาย เมืองสิงห์" อย่างเด็ดขาด เพราะไมjต้องการแข่งขันกับวงของครู ใน 9 สิงหาคม 2511 เขาจึงได้จัดตั้งวงดนตรีเล็กๆ ขึ้นคล้ายแตรวงผสมเครื่องไทย โดยตั้งชื่อว่า “วงหลังเขาประยุกต์” ออกรับงานทั่วไป จากนั้นไม่นาน ก็ได้ขยายวงขึ้นเป็นวงดนตรีขนาดมาตรฐาน และเปลี่ยนชื่อวงเป็น “วงจุฬาทิพย์” เพื่อรำลึกถึงวงจุฬารัตน์ที่เคยได้สร้างชาย เมืองสิงห์ มาจนมีชื่อเสียงโด่งดัง ในช่วงนั้นก็ได้ปกครองดูแล ลูกน้องหลายคน อาทิ หนุ่ม เมืองไพร , ระพิน ภูไท ,ดาวไทย ยืนยง , ดี๋ ดอกมะดัน , ดู๋ ดอกกระโดน , ศรีหนุ่ม เชิญยิ้ม , เพชร โพธิ์ทอง , ถนอม จันทร์เกตุ และ โชคดี พักภู่ ฯลฯ

วงดนตรีจุฬาทิพย์เริ่มต้นเปิดวงประมาณปี พ.ศ.2512-2513 และสามารถอยู่มาได้ ยาวนาน ประมาณ 10 ปี แต่ในที่สุดก็เลิกวงไป เพราะชีวิตช่วงนี้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นอย่างมากมายอันเป็นสาเหตุที่ทำ ให้ชีวิตลำบากและหมดกำลังใจ เริ่มต้นจากความแตกร้าวของครอบครัวต้องแยกทางกัน ในปี 2513 พ่อสีก็เสียชีวิต ถัดมาอีก 3 ปี ในปี 2516 แม่ป่วนอันเป็นที่รักก็มาเสียชีวิตตามไปอีกคนทำให้ชาย เมืองสิงห์ ขาดกำลังใจในการทำงาน จากนั้น ชื่อ “ชาย เมืองสิงห์” ก็ ค่อยๆ ห่างหายจากวงการเพลงลูกทุ่งไปเรื่อยๆ ไม่มีงานอัดแผ่นเสียงอีก จะมีก็แต่งานร้องเพลงรับเชิญเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สามารถปฏิเสธเจ้าภาพได้เท่านั้น แล้วท่านก็หันไปใช้ชีวิตเป็นเกษตรกร ทำไร่นาสวนผสมอยู่ประมาณ 10 ปี จนกลายเป็นเกษตรกรดีเด่นของจังหวัดสิงห์บุรี

แต่ แล้วในที่สุด ชาย เมืองสิงห์ ก็กลับมาผงาดอยู่ในยุทธจักรเพลงลูกทุ่งอย่างสง่างามได้อีกครั้งอย่างที่ไม่ มีใครคาดคิด กล่าวคือเมื่อมีการจัดงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทยครั้งที่ 1 ขึ้นเมื่อ16 กันยายน 2532 ชาย เมืองสิงห์ ได้รับรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ถึง 4 รางวัล ในการกลับมาครั้งนี้ ท่านได้นำผลงานเพลงเก่าๆ และที่แต่งขึ้นมาใหม่ออกเผยแพร่สู่ตลาดเพลงมากมาย ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับจากแฟนเพลงอย่างอบอุ่นไม่เปลี่ยนแปลง

เกียรติยศทางสังคม

เมื่อ เดือนตุลาคม พ.ศ.2516 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ในสมัยรัฐบาลนายสัญญา ธรรมศักดิ์

ชาย เมืองสิงห์ เป็นศิลปินเพลงที่มีอัจฉริยภาพรอบด้าน ทั้งการขับร้องและประพันธ์เพลง จึงได้รับรางวัลสำคัญระดับชาติมากมาย ได้แก่

- โล่รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2532 จากการแต่งเอง ร้องเอง จากเพลงพ่อลูกอ่อน และ ทำบุญร่วมชาติ รวม 4 รางวัล

- โล่รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2534 จากการแต่งเอง ร้องเอง จากเพลงลูกสาวใครหนอ ซึ่งแต่งเอง ร้องเอง เช่นกัน รวม 2 รางวัล

- รางวัลพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีในฐานะนักร้องและนักแต่งเพลงผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ซึ่งจัดโดยมหาวิทยาลัยมหิดลร่วมกับราชบัณฑิตยสถาน เมื่อปี 2534

- ได้รับการยกย่องให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม (สาขาศิลปะ และการช่างฝีมือ) ประจำภาคกลางตอนบน เมื่อปี 2535

- รางวัลเกียรติคุณพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในงานกึ่งศตวรรษสืบสานคุณค่าวัฒนธรรมไทย ภาคพิเศษ เมื่อปี 2537 จากเพลงทุกข์ร้อยแปด

และอีก ฯลฯ

นอก จากการสร้างความบันเทิงให้แฟนเพลงมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ชาย เมืองสิงห์ ยังมีส่วนสำคัญในการอนุรักษ์เพลงลูกทุ่งไทย ตลอดจนใช้ความสามารถทำงานช่วยเหลือสังคมส่วนรวมมาโดยตลอด ท่านจึงได้รับการพิจารณายกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (นักร้อง-นักแต่งเพลงลูกทุ่ง) เมื่อปี 2538

ที่มา http://www.oknation.net/blog/countryman/2008/03/11/entry-1

<a href="http://www.youtube.com/v/76lms-BZMAc&amp;hl&amp;autoplay=1" target="_blank">http://www.youtube.com/v/76lms-BZMAc&amp;hl&amp;autoplay=1</a>

ทำบุญร่วมชาติ - ชาย เมืองสิงห์

ชาติก่อนเราเพียง คู่เคียง เก็บดอกไม้ร่วมต้น
แต่ว่าเราสองคน ไม่สนใจ ใส่บาตรร่วมขัน
ชาตินี้เราสอง เราสองจึงต้องโศกศัลย์
รักกันชอบกัน ไม่ได้กัน บุญเรานั้นไม่มี

พี่จะทำบุญ ต่อทุน ไว้ตามน้องชาติหน้า
ชาตินี้พี่จะลา ก่อนหนา น้องจ๋าคนดี
ก่อนลาน้องจ๋า น้องจ๋าจงได้ปราณี
ขอหอมซักที เถิดคนดี ก่อนพี่จะจากไป

พี่จากน้องไป น้องเอ๋ย อย่าได้กังวล
พี่จะอุทิศตน โกนหัว นุ่งห่มผ้าไตร
อโหสิกรรม เถิดหนา ถ้าพี่พลั้งไป
บุญมีพบกันชาติใหม่ อย่าได้ อย่าได้อาวรณ์

พี่บวชเป็นพระ จะมา บิณทบาตรโปรดเจ้า
ถ้าหากนงเยาว์ ใส่ข้าว พี่ก็จะให้พร
ชาตินี้วันนี้ บุญพี่ ไม่ถึงบังอร
ขอลางามงอน ด้วยอาวรณ์ แม่รักซ้อน พี่อ่อนใจ

พี่บวชเป็นพระ จะมา บิณทบาตรโปรดเจ้า
ถ้าหากนงเยาว์ ใส่ข้าว พี่ก็จะให้พร
ชาตินี้วันนี้ บุญพี่ ไม่ถึงบังอร
ขอลางามงอน ด้วยอาวรณ์ แม่รักซ้อน พี่อ่อนใจ

 
บันทึกการเข้า





หากหัวใจยังรักควาย  ๓oปี คาราบาว
กระแสลมยิ่งแรงพัดผ่าน ดวงวิญญาณยิ่งกล้ายิ่งแกร่ง
ฝ่าคลื่นลมด้วยใจมุ่งมั่น ดวงตะวันสีทองส่องแสง


หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: