Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 กรกฎาคม, 2562, 11:57:14

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ลุยเดี่ยว.....เที่ยวเมือง "น่าน"  (อ่าน 29428 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1] 2 3 4
NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2553, 13:31:38 »


ลุยเดี่ยว.....เที่ยวเมือง "น่าน"





ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับเมืองน่านกันก่อนดีกว่า    






ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก http://www.nan.go.th



นามเมือง ตราเมือง คำขวัญประจำจังหวัด  

   

นามเมือง

         เมืองน่าน มีที่มาของชื่อปรากฏในตำนานพระอัมภาคว่า " นันทสุวรรณนคร " ส่วนในหนังสือชินกาลมาลีปกรณ์ เรียกเมืองน่านว่า " กาวราชนคร " นัยว่าเป็นแค้วนของกาว อันหมายถึง ชนชาติที่อาศัยอยู่ในแค้วนน่านแต่ดึกดำบรรพ์ และในตำนานเก่าๆ เรียกเมืองน่านอีกคำหนึ่งว่า " กาวน่าน " ต่อมามีการเรียกชื่อเมืองน่านว่า " นันทบุรี " หรือ " นันทบุรีศรีนครน่าน " เข้าใจว่า เป็นยุคสมัยที่พระพุทธศาสนา และภาษาบาลีเฟื่องฟูในล้านนา ที่มาของชื่อเมืองน่าน มาจากชื่อแม่น้ำน่าน อันเป็นที่ตั้ง ของเมืองที่อยู่บนสองฟากฝั่งแม่น้ำน่าน ชื่อของเมืองน่าน ได้ปรากฏในศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหง เรียกว่า เมืองน่าน คือ ตั้งแต่แรกตั้งเมืองใหม่ ณ ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน

          เมืองน่าน แม้จะมีการเรียกชื่อใหม่ว่า " นันทบุรี " หรือ" นันทบุรีศรีนครน่าน " ซึ่งใช้กันในทางราชการในสมัยโบราณและศุภอักษรนามนันทบุรี เป็นนามที่ไฟเราะ และมีความหมายมงคลนาม แต่ก็มีหลายพยางค์และเรียกยาก จึงกลับมานิยมเรียก นามเมืองตามเดิมว่า " เมืองน่าน " ตลอดจนถึงปัจจุบัน

 

ตราเมือง

         ในอดีต ตราเมืองทำด้วยงาช้างกลึงทรงกรวยกระบอก หัวเม็ดบริเวณหน้าสัมผัสที่ใช้กดประทับ และสลักเป็นรูปทรงกลม ภายในมีลวดลายสลัก เป็นรูปโคอุศุภราชล้อมรอบด้วยลายช่อกนกประกอบพื้นช่องไฟ ดวงตรานี้เจ้าผู้ครองนครน่าน ทรงใช้เป็นตราเมืองสำหรับประทับในหนังสือ กราบบังคมมทูลถวายรายงานข้อราชการแก่พระมหากษัตริย์ในกรุงรัตนโกสินทร์ และประทับในหนังสือราชการงานเมืองต่าง ๆ






 ตราเมืองในอดีต

         จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2481 เมื่อ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ได้มีการริเริ่มออกแบบ ดวงตราประจำจังหวัด โดยให้ยึดหลักองค์ประกอบอันเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด เช่น ปูชนียวัตุถหรือปูชนียสถานที่สำคัญ ที่ประชาชนในจังหวัดให้ความเคารพ กราบไหว้บูชา








   ตราเมืองในปัจจุบัน

         ดวงตราแบบใหม่นี้ น่าน ยังคงไว้ซึ่งสัญลักษณ์และความหมายของตราเมืองที่เคยใช้อยู่เดิม ได้ปรับปรุงโดยเปลี่ยน รูปโคอุศุภราชเสียใหม่ ให้แลดูสง่างามและเพิ่มพระบรมธาตุเจดีย์ อันเป็นปูชนียสถานเก่าแก่ที่สำคัญ และเป็นศูนย์รวมจิตใจ คู่บ้านคู่เมืองของน่านคือ เจดีย์พระธาตุแช่แห้ง และปรับปรุงลายชอกนกประกอบพื้นช่องไฟให้แลดูเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น ส่วนการให้สี กำหนดใช้ตามความเหมาะสมสวยงามทางด้านศิลปะ

 

คำขวัญ

        แข่งเรือลือเลื่อง  เมืองงาช้างดำ  จิตรกรรมวัดภูมินทร์  แดนดินส้มสีทอง  เรืองรองพระธาตุแช่แห้ง






          จังหวัดน่าน  ตั้งอยู่ติดกับชายแดนทางด้านทิศตะวันออกของภาคเหนือตอนบน ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ( สปป.ลาว ) ห่างจากกรุงเทพมหานครโดยทางรถยนต์ ประมาณ 668 กิโลเมตร บริเวณเส้นรุ้งที่ 18 องศา 46 ลิปดา 30 ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวงที่ 18 องศา 46 ลิปดา 44 ฟิลิปดาตะวันออก ระดับความสูงของพื้นที่อยู่สูง 2 ,112 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง มีพื้นที่ 11,472.076ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 7,170,045 ไร่



อาณาเขตโดยรอบของจังหวัดน่าน

            ทิศเหนือ        ประกอบด้วย อำเภอเชียงกลาง อำเภอปัว มีอำเภอทุ่งช้าง อำเภอเฉลิมพระเกียรติิ อำเภอบ่อเกลือ ที่มีพื้นที่ติดต่อกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เชียงฮ่อน - หงสา (สปป.ลาว )

            ทิศตะวันออก  ประกอบด้วย อำเภอภูเพียง อำเภอสันติสุข โดยมีอำเภอแม่จริม  อำเภอเวียงสา  มีพื้นที่ติดต่อกับแขวงไชยบุรี ( สปป.ลาว )

            ทิศใต้             ประกอบด้วย อำเภอนาน้อย อำเภอนาหมื่น มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดอุตรดิตต์ อำเภอนาน้อย มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดแพร่ อำเภอเวียงสา มีพื้นที่ติดต่อกับจังหวัดแพร่

            ทิศตะวันตก    ประกับด้วย อำเภอบ้านหลวง มีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอเชียงม่วนจังหวัดพะเยา อำเภอท่าวังผา มีพื้นที่ติดกับอำเภอปง จังหวัดพะเยา อำเภอสองแคว มีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา


          ทิศเหนือ และทิศตะวันออก มีอาณาเขตติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว( สปป.ลาว ) เป็นระยะทางยาวประมาณ 227 กม.



          ลักษณะภูมิอากาศ จังหวัดน่าน  มีทิวเขาหลวงพระบางและทิวเขาผีปันน้ำ ซึ่งเป็นทิวเขาหินแกรนิต ที่มีความสูง 600 - 1,200 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล ทอดผ่านทั่วจังหวัด คิดเป็นพื้นที่ประมาณร้อยละ 40 ของพื้นที่ทั้งจังหวัด

            พื้นที่ของจังหวัดน่านโดยทั่วไป มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่น ลอนชันเกิน 30 องศา ประมาณร้อยละ 85 ของพื้นที่จังหวัด ส่วนลูกคลื่นลอนลาด ตามลุ่มน้ำ จะเป็นที่ราบแคบๆ ระหว่างหุบเขาตามแนวยาวของลุ่มน้ำ น่าน สา ว้า ปัว และกอน


           จังหวัดน่านมีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 7,170,045 ไร่ หรือ 11,472.07 ตารางกิโลเมตร จำแนกเป็น

           1. พื้นที่ป่าไม้และภูเขา 3,437,500 ไร่ คิดเป็นร้อยละ  47.94
          2. พื้นที่ป่าเสื่อมโทรม 2,813,980 ไร่ คิดเป็นร้อยละ  39.24
          3. พื้นที่ทำการเกษตร 876,043   ไร่ คิดเป็นร้อยละ  12.22
          4. พื้นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ 43,522 ไร่ คิดเป็นร้อยละ  0.60



          ลักษณะภูมิอากาศของจังหวัดน่าน มีความแตกต่างกันของฤดูกาล โดยอากาศจะร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน และหนาวเย็นในฤดูหนาว โดยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดพาเอาความชุ่มชื้นมาสู่ภูมิภาค ทำให้มีผลตกชุก ในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน และจะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดพาเอาความหนาวเย็นสู่ภูมิภาค ในเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ และในช่วงเดือนมีนาคมถึงเมษายน จะได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีสภาพอากาศร้อน

            นอกจากนี้จังหวัดน่าน ยังมีสภาพภูมิประเทศโดยรอบ เป็นหุบเขาและภุเขาสูงชันมาก ทิวเขาวางตัวในแนวเหนือใต้ ทำให้บริเวณยอดเขา สามารถรับความกดอากาศสูงที่แผ่มาจากประเทศจีนในฤดูหนาว ได้อย่างทั่วถึงและเต็มที่ ขณะเดียวกันที่ทิวเขาวางตัวเหนือใต้ ทำให้เสมือนกำแพงปิดกั้นลมมรสุมทางทิศตะวันออก รวมทั้งยังมีระดับความสูงเฉลี่ยบนยอดเขา กับความสูงเฉลี่ยที่ผิวแตกต่างกันมาก และยังมีระดับความสูงเหนือระดับน้ำทะเล จากปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้ ในตอนกลางวัน ถูกอิทธิพลของแสงแดดเผา ทำให้อุณหภูมิร้อนมาก และในตอนกลางคืนจะได้รับอิทธิพลของลมภูเขา พัดลงสู่หุบเขา ทำให้อากาศเย็นในตอนกลางคืน



          ดอกไม้ประจำจังหวัดน่าน



           


          ชื่อทั่วไป : เสี้ยวดอกขาว (เสี้ยวป่าดอกขาว)

          ชื่อสามัญ : Orchid Tree, Purple Bauhinia

          ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bauhinia variegata Linn.

          วงศ์ : LEGUMINOSAE

          ประเภท : ไม้ยืนต้น

          ลักษณะวิสัย
                ต้นสูง 5 – 10 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดกลม ใบเดี่ยวค่อนข้างกลม ปลายและโคนใบเว้า คล้ายใบแฝดติดกัน ใต้ใบมีขน ออกดอกเป็นช่อที่ซอกใบและปลายกิ่ง 6 – 10 ดอก มี 5 กลีบคล้ายดอกกล้ายไม้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกดอกตลอดปี ดอกดกช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม ผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่จะแตกเป็น 2 ซีก

           การขยายพันธ์

               ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด


          สภาพที่เหมาะสม

               เติบโตได้ดีในดินที่ระบายน้ำดี ความชื้นสูง แสงแดดจัด


           ถิ่นกำเนิด

               อินเดีย, มาเลเซีย


          ประโยชน์

              ฝักแก่ เนื้อในสีน้ำตาลดำ รสหวาน เอียน ใช้เป็นยาถ่าย การทื่เนื้อฝักคูนช่วยระบายได้ เพราะในเนื้อมีสาร แอนทราควิโนน อยู่หลายชนิด วิธีการใช้โดยการใช้เนื้อในฝักแก่สีน้ำตาลดำ ประมาณ 2 หัวแม่มือ น้ำหนัก 4-5 กรัม ต้มกับน้ำ เติมเกลือเล็กน้อย ดื่มครั้งเดียวหมด ก่อนนอน หรือเช้ามืดก่อนรับประทานอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่ท้องผูกประจำ สตรีมีครรภ์ใช้ได้





 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2553, 13:33:56 »



  ประวัติศาสตร์น่าน
 

          เมืองน่าน   ในอดีตเป็นนครรัฐเล็ก ๆ ก่อตัวขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ 18 บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำน่าน และแม่น้ำสาขา ในหุบเขา ทางตะวันออกของภาคเหนือ

           ประวัติศาสตร์เมืองน่าน เริ่มปรากฏขึ้นราว พ.ศ. 1825 ภายใต้การนำของพญาภูคา ศูนย์การปกครองอยู่ที่เมืองย่าง (เชื่อกันว่าคือบริเวณริมฝั่งด้านใต้ ของแม่น้ำย่าง ใกล้เทือกเขาดอยภูคาในเขตบ้านเสี้ยว ตำบลยม อำเภอท่าวังผา) เพราะปรากฏร่องรอย ชุมชนในสภาพที่เป็นคูน้ำ คันดิน กำแพงเมืองซ้อนกันอยู่ ต่อมาพระยาภูคา ได้ขยายอาณาเขตปกครองของตนออกไปให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยส่งราชบุตรบุญธรรม 2 คน ไปสร้างเมืองใหม่ โดย ขุนนุ่น ผู้พี่ไปสร้างเมืองจันทบุรี (เมืองพระบาง) และ ขุนฟองผู้น้องสร้างเมืองวรนครหรือเมืองปัว
 
           ภายหลังขุนฟองถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนราชบุตรจึงได้ขึ้นครองเมืองปัวแทน ด้านพญาภูคา ครองเมืองย่างมานานและมีอายุมากขึ้น มีความประสงค์จะให้เจ้าเก้าเถื่อนผู้หลานมาครองเมืองย่างแทน จึงให้เสนาอำมาตย์ไปเชิญ เจ้าเก้าเถื่อนเกรงใจปู่จึงยอมไปอย ู่เมืองย่างและมอบให้ชายา คือนางพญาแม่ท้าวคำปิน ดูแลรักษาเมืองปัวแทน เมื่อพญาภูคาถึงแก่พิราลัย เจ้าเก้าเถื่อนจึงครองเมืองย่างแทน ในช่วงที่เมืองปัวว่างจากผู้นำ เนื่องจากเจ้าเก้าเถื่อนไปครองเมืองย่างแทนปู่คือพญาภูคา พญางำเมืองเจ้าผู้ ครองเมืองพะเยา จึงได้ขยายอิทธิพล เข้าครอบครองบ้านเมืองในเขตเมืองน่านทั้งหมด นางพญาแม่เท้าคำปิน พร้อมด้วยบุตรในครรภ์ ได้หลบหนี ไปอยู่บ้านห้วยแร้ง จนคลอดได้บุตรชายชื่อว่าเจ้าขุนใส เติบใหญ่ได้เป็นขุนนาง รับใช้พญาคำเมืองจนเป็นที่โปรดปราน พญางำเมืองจึงสถาปนาให้เป็น เจ้าขุนใสยศ ครองเมืองปราดภายหลังมีกำลังพลมากขึ้นจึงยกทัพ มาต่อสู้ จนหลุดพ้นจากอำนาจเมืองพะเยา และได้รับการสถาปนาเป็นพญาผานอง ขึ้นครองเมือง ปัวอย่างอิสระระหว่างปี 1865 - 1894 รวม 30 ปี จึงพิราลัย 

           ในสมัยของพญาการเมือง (กรานเมือง) โอรสของพญาผานอง เมืองปัว ได้มีการขยายตัวมากขึ้น ตลอดจน มีความสัมพันธ์ กับเมืองสุโขทัยอย่างใกล้ชิด พงศาวดารเมืองน่านกล่าวถึงพญาการเมืองว่า ได้รับเชิญจากเจ้าเมืองสุโขทัย (พระมหาธรรมราชาลิไท) ไปร่วมสร้างวัดหลวงอภัย (วัดอัมพวนาราม) ขากลับเจ้าเมืองสุโขทัย ได้พระราชทานพระธาตุ 7 องค์ พระพิมพ์ทองคำ 20 องค์ พระพิมพ์เงิน 20 องค์ ให้กับพญาการเมือง มาบูชา ณ เมืองปัวด้วย พญาการเมือง ได้ปรึกษาพระมหาเถรธรรมบาล จึงได้ก่อสร้างพระธาตุแช่แห้งขึ้นที่บนภูเพียงแช่แห้ง พร้อมทั้งได้อพยพผู้คนจากเมืองปัว ลงมาสร้างเมืองใหม่ที่บริเวณพระธาตุแช่แห้ง เรียกว่า ภูเพียงแช่แห้งในปี พ.ศ. 1902 โดยมีพระธาตุแช่แห้งเป็นศูนย์กลางเมือง

            หลังจากพญาการเมืองถึงแก่พิราลัย โอรสคือ พญาผากองขึ้นครองแทนอยู่มาเกิดปัญหาความแห้งแล้ง จึงย้ายเมืองมาสร้างใหม่ที่ริมแม่น้ำน่านด้านตะวันตกบริเวณบ้านห้วยไค้ คือบริเวณที่ตั้งของจังหวัดน่านในปัจจุบัน เมื่อปี พ.ศ. 1911 ในสมัยเจ้าปู่เข่งครองเมืองระหว่างปี พ.ศ. 1950 - 1960 ได้สร้างวัดพระธาตุช้างค้ำ วรวิหาร วัดพระธาตุเขาน้อย วัดพญาภู แต่สร้างไม่ทันเสร็จก็ถึงแก่พิราลัยเสียก่อน พญางั่วฬารผาสุมผู้เป็นหลาน ได้สร้างต่อจนแล้วเสร็จและได้สร้าง พระพุทธรูปทองคำปางลีลา ปัจจุบันคือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ประดิษฐานอยู่ในวิหารวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร

           ในปี พ.ศ. 1993 พระเจ้าติโลกราชกษัตริษ์นครเชียงใหม่ มีความประสงค์จะครอบครองเมืองน่าน และแหล่งเกลือ บ่อมาง (ต.บ่อเกลือใต้ อ.บ่อเกลือ) ที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์และหาได้ยากทางภาคเหนือ จึงได้จัดกองทัพ เข้ายึด เมืองน่าน พญาอินต๊ะแก่นท้าว ไม่อาจต้านทาน ได้จึงอพยพหนีไปอาศัยอยู่ ที่เมืองเชลียง (ศรีสัชนาลัย) เมืองน่านจึงถูกผนวกเข้าไว้ในอาณาจักรล้านนาตั้งแต่นั้นมา
 
           ตลอดระยะเวลาเกือบ 100 ปี ที่เมืองน่านอยู่ในครอบครองของ อาณาจักรล้านนา ได้ค่อย ๆ ซึมชับเอาศิลปวัฒนธรรมของล้านนา มาไว้ในวิถีชีวิต โดยเฉพาะการรับเอาศิลปกรรมทางด้านศาสนา ปรากฏศิลปกรรมแบบล้านนาเข้ามาแทนที่ศิลปกรรมแบบสุโขทัย อย่างชัดเจน ดังเช่น เจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง เจดีย์วัดสวนตาล เจดีย์วัดพระธาตุช้างค้ำ แม้จะเหลือส่วนฐานที่มีช้างล้อมรอบ ซึ่งเป็นลักษณะศิลปะแบบสุโขทัยอยู่ แต่ส่วนองค์เจดีย์ขึ้นไปถึงส่วนยอด เปลี่ยนเป็นศิลปกรรมแบบล้านนาไปจนหมดสิ้น

          ในระหว่างปี พ.ศ. 2103 - 2328 เมืองน่านได้ตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า อยู่หลายครั้งและต้องเป็นเมืองร้าง ไร้ผู้คนถึง 2 ครา คือ ครั้งแรก ปี พ.ศ. 2247 - 2249 ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ 2321 - 2344

           ปี พ.ศ. 2331 เจ้าอัตถวรปัญโญ ได้ลงมาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 เพื่อขอเป็น ข้าขอบขันทสีมา เจ้าอัตถวรปัญโญ หลังจากขึ้นครองเมืองน่านยังมิได้เข้าไปอยู่เมืองน่านเสียทีเดียว เนื่องจากเมืองน่าน ยังรกร้างอยู่ ได้ย้ายไปอาศัยอยู่ตามที่ต่างๆ คือ บ้านตึ๊ดบุญเรือง เมืองงั้ว (บริเวณอำเภอนาน้อย) เมืองพ้อ (บริเวณอำเภอเวียงสา) หลังจากได้บูรณะซ่อมแซมเมืองน่านแล้ว พร้อมทั้งได้ขอพระบรมราชานุญาตกลับเข้ามาอยู่ในเมืองน่าน ในปี พ.ศ. 2344 ในยุคสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เมืองน่านมีฐานะเป็นหัวเมืองประเทศราช เจ้าผู้ครองนครน่านในชั้นหลังทุกองค์ ต่างปฏิบัติหน้าที่ราชการ ด้วยความเที่ยงธรรม มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรี ได้ช่วยราชการบ้านเมืองสำคัญหลายครั้งหลายคราด้วยกัน นอกจากนี้เจ้าผู้ครองนครน่าน ต่างได้ทำนุบำรุง กิจการพุทธศาสนาในเมืองน่าน และอุปถัมภ์ค้ำจูนพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ ได้สร้างธรรมนิทานชาดก การจารพระไตรปิฎกลงในคัมภีร์ใบลาน นับเป็นคัมภีร์ได้ 335 คัมภีร ์นับเป็นผูกได้ 2,606 ผูก ได้นำไปมอบให้ เมืองต่างๆ มีเมืองลำปาง เมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงราย และเมืองหลางพระบาง

          ในปี พ.ศ. 2446 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาให้ เจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดชฯ เลือนยศฐานันดรศักดิ์ขึ้นเป็น "พระเจ้านครน่าน" มีพระนามปรากฏตามสุพรรณปัฏว่า "พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช กุลเชษฐมหันต์ ไชยนันทบุรมหาราชวงศา ธิบดี สุริตจารีราชนุภาวรักษ์ วิบูลยศักดิ์กิติไพศาล ภูบาลบพิตรสถิตย์ ณ นันทราชวงษ์" เป็นพระเจ้านครน่านองค์แรก และองค์เดียวในประวัติศาสตร์น่าน ภายหลังได้รับการสถาปนาเป็นพระเจ้าน่าน พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ จึงได้สร้าง หอคำ (คุ้มหลวง) ขึ้นแทนหลังเดิมซึ่งสร้างในสมัยของ เจ้าอนันตวรฤิทธิเดชฯ และด้านหน้าหอคำ มีข่วงไว้ทำหน้าที่คล้ายสนามหลวง สำหรับจัดงานพิธีต่างๆ ตลอดจนเป็นที่จัดขบวนทัพออกสู้ศึก จัดขบวนนำเสด็จหรือขบวนรักแขกเมืองสำคัญ และในปี พ.ศ. 2474 เจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่าน ถึงแก่พิราลัย ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครก็ถูกยุบเลิกตั้งแต่นั้นมา ส่วนหอคำได้ใช้เป็น ศาลากลางจังหวัดน่าน จนปี พ.ศ. 2511 จังหวัดน่าน ได้มอบหอคำให้กรมศิลปากร ใช้เป็นสถานที่จัดตั้ง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน จนกระทั่งปัจจุบัน
 
ค้นคว้าเรียบเรียงจาก
หนังสือ วัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์
เอกลักษณ์และภูมิปัญญาจังหวัดน่าน
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2553, 14:59:03 »


จากเมืองหลวง>>>>>>>>>>> ถึงเมืองน่าน




ยามเช้า บริเวณ 4 แยก ก่อนถึงข่วงเมืองน่าน
   



เวลาเกือบ 10 ชั่วโมง บนรถทัวร์ จากหมอชิตถึงเมืองน่าน ..... นานพอสมควรทีเดียว


ถ้าเป็นเมื่อซัก 4-5 ปีก่อน น่าน คงเป็นเมืองที่ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของใครหลาย ๆ คน หนึ่งในนั้นก็คงมีเรารวมอยู่ด้วย


เรารู้จัก น่านในด้านไหนบ้าง คำตอบคือ แทบไม่รู้อะไรเลย รู้แค่ว่า น่านมีงานเทศกาลแข่งเรือที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย...รู้ว่าน่านมี "ดอกชมพูภูคา" พันธ์ไม้ที่มีที่นี่แห่งเดียวในโลก...และหลัง ๆ มานี้ก็ได้รู้เพิ่มมาอีกอย่างหนึ่งว่า เมืองน่านมีพระธาตุประจำวันเกิดของคนเกิดปีเถาะ ต้องยอมรับว่ารู้แค่นั้นจริง ๆ


จนกระทั่ง ได้มาอ่านบทความเกี่ยวกับเมืองน่านจากหลาย ๆ เว็บไซด์ ทั้งของคุณวินิจ รังผึ้ง ของคุณปิ่น บุตรี และกระแสของน่านเริ่มจะมาแรง แซงหน้าสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต อย่างเชยงคาน เชียงใหม่ ปาย แม่ฮ่องสอน...ก็เริ่มสนใจจังหวัดนี้ขึ้นมานิดหน่อย จนหลัง ๆ มีคนบอกว่าถ้าอยากเที่ยวหลวงพระบางไม่ต้องไปไกล เมืองน่านตอนนี้ ก็เหมือนได้ไปเที่ยวหลวงพระบาง (ซึ่ง ๆ จริง ๆ แล้วจากเมืองน่านมีเส้นทางที่ไปถึงหลวงพระบางได้ด้วย และตอนนี้ก็เป็นเส้นทางยอดฮิตเช่นกัน) เราก็ได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่งเราจะไปเยือนเมืองนี้ให้ได้ ไปในช่วงที่ น่าน ยัง เป็น น่าน  ที่ยังละอ่อนอยู่....เพราะจากกระแสต่าง ๆ เรากลัวเหลือเกินว่าเมื่อผู้คนหลากหลาย ต่างพากันมาเยือน น่านจะทานกระแสไม่ไหว จนบอบช้ำ เหมือน กับที่สถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ เคยเป็นมา


  แล้ววันนี้ (21 มิ.ย.2553) เราก็ได้มาเยือนเมืองนี้   เมืองไหนหน่ะเหรอ ก็ "น่าน" หน่ะซิ ไงหล่ะ





ข่วงเมืองน่าน



บ่ายวันที่ 20 มิ.ย. ตัดสินใจไปน่าน โดยที่ไม่รู้อะไรซักอย่าง ไม่รู้ว่าจะพักยังไง ไม่รู้ว่าจะไปเที่ยวที่ไหน รู้แต่ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ตัวเมืองน่าน ไปให้ถึงก่อนแล้วกันหลังจากนั้นค่อยว่ากันว่าจะเอายังไงต่อ ...ตัดสินใจได้ วันนั้นก็เลยไปเดินหลง หมอชิต อยู่พักนึงเพราะหาที่ซื้อตั๋วไปภาคเหนือไม่เจอ 
 ตอนนั้นคิดว่าอยากไปถึงน่านตอนเช้า ๆ เพราะเราจะได้ไม่ลำบากมากเรื่องการหาที่พัก พี่คนขายตั๋วก็เลยบอกให้ไปรถเที่ยวสุดท้าย ตอน 2 ทุ่ม น่าจะถึงน่านประมาณ 6 โมงเช้า แล้วก็ได้ตั๋วมา ในราคา 497 บาท เป็นรถ ป.1 ของบริษัทสมบัติทัวร์ (บริการดี รถดี มีเบาะนวดด้วย อิๆๆๆ ) ระหว่างเดินทางก้หาข้อมูลจากเน็ตในมือถือ พอจะได้ข้อมูลคร่าว ๆ บ้าง...อุ่นใจขึ้นมานิดนึงว่าเดี๋ยวเราไปขอข้อมูลที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเอาก็ได้  ระหว่างนั้นก็คิดไปด้วยว่าจะพักที่ไหนดี


ต้องบอกว่าเราเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร แต่ทุกครั้งที่เดินทางไกลไปต่างถิ่นคนเดียว เรามักจะโชคดี มีเรื่องดี ๆ และได้พบคนดี ๆ เสมอ ..ครั้งนี้ก็เช่นกัน...วันนั้นระหว่างเดินทาง ใครบางคนโทรมาถามว่า อยู่ที่ไหน จะไปไหน พอรู้ว่าเราจะไปน่าน คำถามที่ตามมาก็คือ ไปยังไง พักที่ไหน เราก็ได้แต่ตอบว่ายังไม่รู้เดี๋ยวไปถึงแล้วค่อยไปหาเอา....ด้วยความบังเอิญหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ พี่คนที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เราหันมาถามเราว่า "ไปเที่ยวเหรอ " เราก็ตอบว่า "ค่ะ" พี่เขาก็ถามว่า "ไปคนเดียวเหรอ" เราก็ "ค่ะ" อีกครั้ง...แล้วก็หันไปถามพี่เขาว่า "พี่คนน่านเหรอค่ะ" พี่เขาก็ยิ้มแล้วก็พยักหน้า เราก็เลยถามไปว่า "จาก บขส. ไปตัวเมืองไปยังไง" พี่เขาก็บอกว่า นั่งมอเตอร์ไซดร์รับจ้างไปก็ได้ 20 บาท....ซักพักพี่เขาก็หันมาบอกว่า "ยังไม่มีที่พักไม่ใช่เหรอ งั้นเดี๋ยวเข้าเมืองพร้อมพี่ก้ได้ พี่เอารถมา ฝากไว้ที่ บขส. แล้วเดี๋ยวพี่พาไปส่งที่โรงแรม เทวราช อยู่ใกล้ ๆ ตลาดนั่นแหละ".....รถมาถึงเมืองน่านตี 5 กว่า ๆ เร็วกว่าที่คิดไว้ชั่วโมงนึง แล้วเช้าวันนั้นเราก็เลยได้นั่งรถฟรีเข้าเมือง พร้อมทั้งได้ที่พักโดยที่ไม่ต้องไปเดินหา สบายจริง ๆ (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปพี่เขาไว้)




เช้าแรกที่เมืองน่าน



สบายใจเรื่องที่พักไปเรียบร้อย เช้าวันนั้นเลยได้มานั่งกินกาแฟ ปาท่องโก๋ เยื้อง ๆ กับโรงแรม นั่งมองชีวิตยามเช้าของคนที่นี่  พี่คนที่มาส่งเราบอกว่า ที่นี่เป็นตลาดใหญ่ แต่ผู้คนก็ไม่ได้มากมายนัก มีพระเณร เดินบาตรกันเยอะทีเดียว เช้านั้นเลยได้ น้ำเต้าหู้กับ ปาท่องโก๋ ใส่บาตรตอนเช้า ไปด้วย .....บังเอิญว่าตอนที่ไปเช็คอินนั้นห้องเขายังไม่ได้ทำเพราะมีคนเพิ่งเช็คเอาท์ไปก่อนเรา พี่ที่เคาท์เตอร์บอกว่าซัก 8 โมงนะน้อง ใจหนึ่งก็อยากอาบน้ำ แต่ทำไงได้ เวลาอีก 2 ชั่วโมงไปไหนดีเรา ก็เลยไปถาม ๆ เอาจากแม่ค้าว่า จากตรงนี้ไป ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวไกลไหม พี่เขาบอกว่าไม่ไกล เดินไปก็ได้ เลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา เลี้ยวขวา แหะ ๆ ฟังแล้ว งง ๆ สุดท้ายเลยพึ่งสามล้อ หน้าโรงแรม  ลุงคนขับสามล้อพอรู้ว่าเรามาเที่ยว แกก็เลยพาวนไปดูว่าอะไรอยู่ตรงไหน บ้าง แล้วก็แนะนำเสร็จว่าถ้ามาที่นี่ต้องไปเที่ยวที่ไหนบ้าง แถมส่งท้ายว่า ถ้าจะเที่ยวรอบ ๆ นี่ เดินเอาก็ได้ ถ้าขี้เกียจเดินก็เช่าจักยานขี่ เอา  ที่ศูนย์บริการเขาก็มีรถจักรยานให้เช่า  ถ้าอยากไปไกล ๆ หน่อยอย่างพระธาตุแช่แห้ง ก็ มอเตอร์ไซด์รับจ้างก็ได้ ขี่จักรยานคงไม่ไหวมันไกลไปหน่อย...เราเลยล้อลุงแกว่า  "โห...ลุง งั้นหนูไม่ต้องไปก็ได้แล้วมั้งศูนย์บริการฯ อ่ะ ลุงให้ข้อมูลครบซะขนาดนี้ " ลุงแกก็เลยยิ้มใหญ่เลย วันนั้นเลยจ่ายค่าสามล้อรวมทั้งค่าบริการนำเที่ยว ไป 20 บาท 555 






บริเวณศูนย์บริการนักท่องเที่ยว




ศูนย์บริการเปิด 8 โมง (หา 8 โมงอีกแล้วเหรอ ไปไหนดีหล่ะทีนี้) ...ก็เลยเดิน ๆ ดู เห็นมีวัดอยู่ใกล้ ๆ แถว ๆ นั้นหลายวัด ที่สะดุดตาหน่อยก้คือวัดช้างค้ำฯ ก็เลยเดินย้อนมาถ่ายรูป วัดช้างค้ำอยู่ตรงบริเวณ 4 แยกพอดี ตรงข้ามวัดเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เยื้อง ๆ กันเป็นข่วงเมืองน่าน ติดกับข่วงเป็นวัดภูมินทร์ (วัดภูมินทร์อยู่ตรงข้ามศูนย์บริการนักท่องเที่ยว) ใกล้ ๆ กับพิพิธภัณฯ เป็นวัดหัวข่วง เยื้อง ๆ วัดหัวข่วงเป็นห้องสมุดประชาชน ( ตอนเห็นห้องสมุดประชาชน ดีใจมาก นึกในใจอย่างน้อยเราก้น่าจะได้คุย กับบรรณารักษ์ ของที่นี่ เอาไปลง [url=http://www.bunnarak.com]www.bunnarak.com[/url] บ้างหล่ะ แต่..ฝันสลายเพราะ ห้องสมุดกำลังปรับปรุงให้เป็นห้องสมุด ICT ประจำจังหวัด) เลยจากห้องสมุดไปเป็นวัดไผ่เหลือง





ห้องสมุดประชาชน



วัดไผ่เหลือง
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2553, 16:10:00 »



อาจเป็นเพราะว่าตอนนั้นยังเช้าอยู่หรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่นี่เลยเงียบ ๆ เนิบ ๆ พาลนึกไปถึงคำพูดของใครบางคน ตอนที่เราโทรไปบอกว่ามาถึงเมืองน่านเรียบร้อยแล้ว "เป็นยังไงบ้างเมืองน่าน" ..."เงียบดี"..."พี่ครับ ไม่ต้องไปถึงเมืองน่านหรอกครับที่นี่ก็เงียบ มันเพิ่งจะตีห้าเอง"......หึ ๆ นี่มันเกือบ 7  โมงแล้วนะ มันก็ยังเงียบอยู่นา...


นั่งรถมาทั้งคืน ก้เมื่อยจะแย่อยู่แล้ว พอเดิน เดิน เดิน มาก ๆ เข้าก็เลยพาลเมื่อยหนัก สุดท้ายเลยมานั่งพักที่ข่วงเมืองน่าน แล้วก็นึกสงสัยในใจ "ข่วง" มันคืออะไรหว่า แล้วก็ได้เหยื่อ หุๆๆๆ ตรงนั้น มีป้า 2 คน ที่นั่งพักจากการออกกำลังกายอยู่ เราก้เลยเดินเข้าไปถาม ว่า "ขอโทษนะคะ..คือสงสัยค่ะ ว่า.."ข่วง" มันคืออะไร" ป้าแกก็ยิ้ม แล้วมองหน้าเราแบบแปลก ๆ (แหะ ๆ ก้หนูไม่รู้  )..."มาเที่ยวหรือลูก"....อ้าวแทนที่จะตอบคำถามกลับถามกลับซะงั้น "ค่ะ มาเที่ยว"..."ข่วง" ก็คือ ที่นี่แหละจ้า ข่วงแปลว่า ที่โล่ง ๆ กลางแจ้ง หรือ ลานกว้าง ๆ"......อ้อ เป็นเช่นนั้นเอง ตอบเราแล้วป้า 2 คน แกก็คว้าจักรยานหนีเลย  ( เห็นหน้าตาฉลาดน้อยแบบเรา สงสัยกลัวเราถามต่อ  555+  )





ซุ้มลีลาวดี ภายในพิพิธภัณฯ สวยมาก ๆ




เราก็เลยนั่งอยู่บันทึกเรื่องราวเมื่อคืน และ เช้าวันนี้ที่ตรงข่วงนั่นเอง คนที่ผ่านไปผ่านมา มองเห็นคงแอบสงสัยในใจเหมือนกัน คนบ้าที่ไหนมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ ( ลองนึกภาพดูว่าลานที่ปูด้วยอิฐตัวหนอนสีส้ม ๆ กว้างขนาดครึ่งหนึ่งของสนามฟุตบอล ข้างหน้าเป้น 4  แยกไฟแดง คนผ่านไปผ่ามาเห็นแน่นอน แล้วมีผู้หญิง ตัวเล็ก ๆ หน้าตาดี ๆ  ( ) ใส่เสื้อ "จริงใจดี" สีน้ำเงิน นั่งอยู่กลางลานก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรก้ไม่รู้ ถ้าไม่บ้าจะเรียกว่าอะไร หุๆๆๆๆ ตอนนั้นกล้าทำเพราะมั่นใจว่า ที่นี่ไม่มีใครรู้จักเรา 555    )


เขียนเสร็จก็นั่งวางแผนคร่าว ๆ ว่าวันนี้เราจะไปเที่ยวไหนบ้าง แล้วก้นั่งมองเมืองนี้เงียบ ๆ ชั่วโมงกว่า ๆ ที่นั่งอยู่ตรงนี้ ก็พาลนึกเปรียบเทียบไปอีกว่าอีก 4-5 ปีข้างหน้า น่านจะเป็นเหมือนปายเหมือนเชียงใหม่ไหมหนอ?? .... ตอนนี้เท่าที่มองดู ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมากนัก ถ้านักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้น น่านจะเป็นอย่างไร...พอนึกถึงตอนนั้นก้พาลเสียดายความเป็นตัวตนของน่านในวันนี้ ...แต่..ก็ได้แต่บอกกับตัวเองเงียบ ๆ ว่า "จ้างมันเต๊อะ" ทุก ๆ ที่ที่การท่องเที่ยวเข้าไปถึง คำว่าผลประโยชน์เริ่มย่างกรายเข้ามา มันก็เปลี่ยนอะไรได้หลาย ๆ อย่างอยู่แล้ว ...วันนี้เรายังเห็นเกสเฮาท์ที่เป็นบ้านเก่า ๆ เอามาปรับปรุงให้เป็นที่พักของคนแรมทาง อนาคตข้างหน้าถ้าเราได้เห้นตึกรามบ้านช่อง สิ่งก่อสร้าง หรือ ห้างสรรพสินค้า  ผุดขึ้นเป้นดอกเห็ดแต่เจ้าของเป้นใครมาจากไหนก็ไม่รู้ก็อย่าได้แปลกใจ






ดอกลีลาวดีสีแดงบนรั้วสีขาวสดุดตาดี



แต่สิ่งหนึ่งซึ่งเห็นแล้วสะดุดใจมาก ๆ ก้คือ สี่แยกตรงวัดช้างค้ำฯ คือบริเวณนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ หลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฯ ข่วง วัดช้างค้ำ วัดภูมินทร์ ศาลหลักเมือง วัดมิ่งเมือง .....ระหว่างที่เดินมาในช่วงเช้านั้น ครั้งแรกที่ยกกล้องขึ้นตั้งใจจะกดชัตเตอร์นั้น ต้องลดกล้องลงแล้วหันมองไปรอบ ๆ มันสะดุดใจตรงที่บริเวณนี้ ไม่มีสายไฟระเกะระกะตาให้เห็นเลยซึ่ง ปกติ ดูง่าย ๆ อย่างวัดพระแก้ว ถ้ายืนฝั่งกระทรวงกระลาโหม ต้องหาเหลี่ยมหามุมให้ดีเพื่อที่ถ่ายรูปมาจะไม่ติดเสาไฟ แต่ที่นี่ เมืองเล็ก ๆ ที่การท่องเที่ยวยังไม่บูมมากกลับมีวีธีจัดการทัศนียภาพได้อย่างรวดเร็วและจัดการได้อย่างดีซะด้วย ก้มลงไปมองที่ทางเท้าเลยรู้ว่าเขาเอาเจ้าสายไฟเหล่านั้นลงดินเรียบร้อยแล้ว และอีกอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าเมืองนี้เตรียมพร้อมสำหรับรับผุ้มาเยือนอย่างจริงจังก็คือ ถนนที่มี 2 เลน ขนาดพอรถวิ่งสวนกันนั้น ไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้าจะมีการขยายถนนหรือไม่ แต่ได้มีการทำเลนเฉพาะไว้ให้สำหรับรถจักรยานด้วย ซึ่งสำหรับเราเรามองว่านี่เป็นวิธิการจัดการการท่องเที่ยวที่ดี ไม่ต้องเอางบไปทุ่มสร้างอะไรเพิ่ม แต่ปรับปรุงสิ่งที่มีอยู่ให้มันดูดีซะก่อน งานนี้ต้องยกนิ้วให้ผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองนี้ทีเดียวเจ๋งจริง ๆ




วัดช้างค้ำ มุมมองจากฝั่งตรงข้าม




8 โมงกว่า ๆ ก็เดินย้อนกลับมาที่โรงแรม เพื่ออาบน้ำให้สบายตัวซะหน่อย (ตอนนี้เดินกลับเองถูกแล้วเพราะลุงคนขับสามล้ออธบายทางซะทะลุปรุโปร่งเลย)  9 โมงกว่า ๆ ก็เดินไปที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ที่นี่เราได้เจอคนใจดีอีกแล้ว พอเราบอกว่ามาขอแผนที่ มาขอข้อมูลการท่องเที่ยว พี่เขาถามเราว่ามาทำอะไร เราตอบกลับไปว่า ก็มาเที่ยว แล้วก็มาหาข้อมูลไปลงเว็บด้วย พี่เขาเลยชวนเข้าไปคุยกันข้างใน ก้นั่งคุยกันซักพักพี่เขาก้ถามถึงเหตุจูงใจทำไมถึงมา ทำนองนี้เราก็ตอบอย่างที่เราคิดที่เราเห็นสุดท้ายพี่เขาเลยขอสัมภาษณ์ ไปนิดหน่อย เพื่อเอาไปลงเว็บไซด์ nan2day.com เราก็ถามว่าจากนี่ไปวัดพระธาตุแช่แห้งไกลไหม พี่เขาก็ว่า 3 กิโลกว่า ๆ แล้วพี่เขาก็ถามเราว่า ขี่มอเตอร์ไซด์เป็นไหม เอารถพี่ผมไปก็ได้ พอเราบอกว่าเป็น ก็ส่งกุญแจรถให้เรามาแล้วก็แนะนำเส้นทางให้ด้วยว่าไปทางไหน (คนที่นี่ทำไมใจดีอย่างนี้  ) พี่แกส่งท้ายมายิ้ม ๆ ว่ารถแกจอดทิ้งได้ไม่ต้องกลัวหาย เพราะคนที่นี่จำรถแกได้  ( เหมือนจะเตือนว่าถ้าลักไปตรูก็หาเจอ 555 )  แล้ว Nan City tour ของเราก็เริ่มต้นขึ้นด้วย honda wave 110 สีน้ำเงิน ทะเบียน 555 ของพี่ปุ้ย นั่นเอง




พี่ปุ้ย (เสื้อขาวตรงกลาง) คนใจดีที่ให้เรายืมรถมอเตอร์ไซด์




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2553, 16:35:40 »





กำแพงเมืองน่าน


ก่อนออกมาเสียงพี่ปุ้ยเตือนมาว่าเวลาขี่รถให้ระวังหน่อย โดยเฉพาะให้ระวังรถทางขวาเพราะคนที่น่ขี่รถไม่เหมือนที่อื่น พอขี่รถออกมามาผ่านไปซัก 2 แยกไฟแดงเริ่มเข้าใจคำเตือนที่พี่ปุ้ยแกเตือนมา คนที่นี่ขี่รถไม่เหมือนใครจริง ๆ   


ตอนขี่รถมาก็สงสัยอีกแหละ แต่ได้แต่สงสัยคนเดียวไม่รู้จะถามใครแล้วก็ถามไปก้ไม่รู้จะได้คำตอบหรือเปล่า สงสัยว่า ทำไมที่นี่มีแยกเยอะจริง ๆ ไฟแดงที่น่านถี่กว่าไฟแดงในกรุงเทพเยอะมาก เรียกว่า แทบ ทุก ๆ 50 เมตรเลยทีเดียวแล้ววันนั้นไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ติดไฟแดงมันทุกแยก 555 สงสัยแม้แต่ไฟแดงก้อยากมีส่วนร่วมต้อนรับผู้มาเยือน ช่วงเช้าตั้งใจว่าจะไปวัดพระธาตุแช่แห้ง กับ พระธาตุเขาน้อยก่อน แล้วค่อนเอารถไปคืนพี่เขา ส่วนวัดอื่น ๆ อยู่ใกล้ ๆ ค่อยเดินเอาก็ได้ เมื่อคิได้เช่นนั้นเราก็มุ่งหน้าไปพระธาตุแช่แห้งก่อนเลยเป็นที่แรก  แต่ต้องบอกว่าถ้าไม่หลงก้ไม่ใช่เรา ขับวนไปวนมาอีท่าไหนไม่รู้ ไปโผล่เอาที่กำแพงเมืองเก่า เลยจอดรถถ่ายรูปกำแพงเมืองก่อน 





วัดพระธาตุแช่แห้ง วัดประจำปีเกิดของคนเกิดปีเถาะ




จากนั้นก็ถือคติ หนทางอยู่ที่ปาก เพราะยิ่งดูแผนที่ยิ่งงงหนัก    ถามเขาไปเรื่อย ๆ จนถึงจนได้ อิๆๆๆ  มาถึงที่นี่ต้องบอกว่าคนเที่ยวน้อย อาจเป็นเพราะว่าเรามาในช่วงที่ไม่ใช่เทศกาลท่องเที่ยว เพราะจากที่คุย ๆ กับคนแถวนั้น จะพูดเหมือนกันว่านักท่องเที่ยวจะเยอะช่วงหน้าหนาว กับช่วงงานแข่งเรือ ไปไหว้พระธาตุเรียบร้อย ก็เดินออกมาเห็น เขาติดป้ายว่าปีหน้า (2554) จะมีงานรวมพลคนเกิดปีเถาะ และรับสมัครสมาชิกคนเกิดปีเ ก็เลยเข้าไปสมัครสมาชิกให้ใครบางคนก่อนออกมา





องค์พระธาตุของวัดพระธาตุแช่แห้ง





มารู้จักวัดพระธาตุแช่แห้งกันซักนิดดีกว่า


วัดพระธาตุแช่แห้ง พระอารามหลวง อ.ภูเพียง 

วัดพระธาตุแช่แห้ง      มาถึงเมืองน่านไม่ได้มานมัสการ  ถือว่ามาไม่ถึงเมืองน่าน


ปูชนียสถานที่สำคัญของเมืองน่าน มีอายุกว่า 600 ปี ตามพงศาวดาเมืองน่านกล่าวว่า พญาการเมือง โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากเมืองสุโขทัย ระหว่างปี พ.ศ.1891-1901 สถาปัตยกรรมด้านโบสถ์ ของวัดพระธาตุแช่แห้งที่สำคัญ และแสดงให้เห็น ถึงแบบอย่างสถาปัตยกรรม และศิลปกรรมสกุลช่างน่าน แยกออกเป็น 2 แห่ง ได้แก่

วิหารหลวง อยู่ทางด้านทิศใต้ขององค์พระธาตุเป็นวิหารขนาดใหญ่ 6 ห้อง ห้องกลางมีขนาด 3 ห้อง และต่อชั้นลดออกไป ทางด้านหน้า 2 ห้องและด้านหลัง 1 ห้อง ดังนั้นหากดูจากภายนอก จะมองเห็นเป็นอาคาร ขนาดใหญ่ หลังคาลาดต่ำลงมาเป็นชั้นซ้อน ด้านละ 3 ชั้น และมีชั้นลดด้านหน้า 2 ชั้น ด้านหลัง 1 ชั้น มีประตูทางด้านหน้า และด้านข้างตรงกลาง ที่น่าสนใจคือ ตรงกลางสันหลังคา ทำเป็นส่วนหางของนาคสองตัว เกี่ยวกระหวัดกันขึ้นไปเป็นสามชั้น  เป็นศิลปกรรม ที่งดงามและหาดูได้ยาก






วัดพระธาตุแช่แห้ง




วิหารพระนอน อยู่ทางด้านหน้านอกกำแพงแก้วขององค์พระธาตุ วิหารก่อสร้างตามแนวยางขององค์พระ มีประตูทางเข้า ด้านหลัง คือทิศใต้

เจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง พระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน เป็นพระธาตุที่บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุ ตามประวัติสร้างเมื่อ พ.ศ. 1896 อายุราว 600 ปีเศษ องค์พระธาตุแช่แห้ง เป็นพระธาตุ ที่มีขนาดสูงถึง 55.5 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 22.5 เมตร มีสีเหลืองอร่าม เนื่องจากบุด้วย แผ่นทองเหลือง พระธาตุนี้ ตั้งอยู่ บนยอดดอยภูเพียงแช่แห้ง ลักษณะของเจดีย์ทรงระฆัง ส่วนฐานทำเป็นฐาน หน้ากระดานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ รองรับฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้ากระดาน สี่เหลี่ยม และแปดเหลี่ยม ซ้อนลดหลั่นกัน 3 ชั้น องค์ระฆังมีขนาดเล็ก บัลลังก์ทำเป็นแท่นสี่เหลี่ยมย่อเก็จ ฐานหน้ากระดาน กลม เป็นกระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม และชั้นบัวคว่ำเหนือฐานแปดเหลี่ยม ตกแต่งคล้ายกลีบบัว หรือลายใบไม้ แทน ลายดังกล่าวนี้คงได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ซึ่งนำมาต่อเติมขึ้นภายหลัง เมื่อล่วงเข้าพุทธศตวรรษที่ 24 แล้ว

ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองน่าน มาช้านาน ทุกปีเมื่อถึงวันขึ้น  11-15  ค่ำ  เดือน  6  เหนือ     (เดือน 4 ใต้)   หรือในราวเดือน  มี.ค. จะมีประเพณีนมัสการพระธาตุแช่แห้ง  ที่ชาวน่านเรียกว่า งานหกเป็งนมัสการพระธาตุแช่แห้ง ที่สำคัญ เป็นพระธาตุประจำปีเถาะ  ตามคติการไว้พระธาตุตามปีนักษัตรของชาวล้านนา
 






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2553, 17:00:04 »



ริมน้ำน่าน


ก่อนออกมาจากวัด มีลุงคนหนึ่งมาเดิน วน ๆ อยู่ข้างรถ แกก็ว่ารถคันนี้เลขสวยดีนะ เราก็ยิ้ม ๆ แล้วตอบไปว่าไม่ใช่รถหนูหรอกยืมเขามา มาคิดได้ตอนนั่งกินกาแฟริมน้ำน่านว่าทำไมเราไม่ซื้อลอตเตอรี่เลยนี้มาซักคู่ (ตอง 5 เนี่ยะนะ  )  ออกจากวัดพระธาตุแช่แห้งจำได้ว่าตอนไปขี่รถข้ามสะพานข้ามแม่น้ำน่าน ตอนขี่กลับมาเลยแวะถ่ายรูป ริมน้ำน่าน มาให้ดูกัน  จากที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะถ่ายรูปแม่น้ำน่านอย่างเดียวหันไปเห็นร้าน "ภูฟ้ากาแฟสด" 555+ ไม่บอกก็รู้นะว่าขั้นตอนต่อไปจะเป้นยังไง จะเหลือเรอะก็ต้องเข้าไปชิมกันหน่อย บรรยากาศดีใช้ได้ พนักงานใส่ชุดพื้นเมือง อู้คำเมือง แต่เปิดเพลง อ๊อด คีรีบูน 555




ร้านภูฟ้ากาแฟสด






คาปูชิโน่หน้าอาร์ต แต่งมาอย่างสวยงามมาก เสิร์ฟพร้อมชาร้อนอีก 1 ถ้วย สงสัยน้องคนชงเขาเห็นเราถือกล้องเข้าไปด้วยแน่ ๆ เลยถึงได้แต่งมาซะสวยขนาดนี้ เพราะเราแอบเห็นตอนเอากาแฟมาเสิร์ฟ ก่อนเข้าไปแกยังหันมามองว่าเราจะถ่ายรูปไหม ไอ้เราก็แหมเห็นน้องเขาตั้งใจชงมาซะขนาดนี้ก็จัดให้...กดมาซะแชะ 2 แชะ หลังจากนั้นทั้งดอกไม้และหัวใจก้ลงไปอยู่ในกระเพาะน้อย ๆ ของเราเรียบร้อย หุๆๆ





ตัวเมืองน่านมุมมองจากวัดพระธาตุเขาน้อย




พอท้องอิ่ม ก็ออกเดินทางต่อ คราวนี้มุ่งนี้วักพระธาตุเขาน้อย และก็หลงอีกตามเคย    ไปจอดรถถามร้านขายข้าว บังเอิ๊ญ บังเอิญ คนที่เราไปจอดถามเป็นตำรวจซะงั้น พี่แกก็อธิบายอย่างดี แต่พอเห็นเราทำหน้าโง่ ๆ พี่เขาก็เลยบอกเดี๋ยวขี่ตามมานะเดี๋ยวพี่ขับไปส่งตรงทางขึ้นพระธาตุ  แหะๆๆๆ ขอบคุณค่ะ แล้วพี่เขาก็ขี่นำหน้าไป แปลกเหมือนกันตอนมีตำรวจขี่นำไหง รถมันไม่ติดไฟแดงเลยหว่า ??   พอถึงทางขึ้นพระธาตุ พี่เขาก็บอกว่าตอนกลับออกมาก็เลี้ยวซ้ายนะพอเจอวัดศรีพันต้นก็ให้เลี้ยวขวาตรงไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ถึงศูนย์บริการ  เราก็ยกมือไหว้ขอบคุณ "เที่ยวให้สนุกนะ เมืองน่านยินดีต้อนรับ" พี่เขาพูดแลวยิ้มให้เราก่อนแยกกลับไป เราก้ขี่รถปุเลงปุเลงขึ้นเขาไป น่ากลัวเหมือนกันแฮะ





มุมมองนี้เป็นมุมยอดฮิต




วัดพระธาตุเขาน้อย อ.เมืองน่าน
 
วัดพระธาตุเขาน้อย   นมัสการพระธาตุเก่าแก่  ชมเมืองน่านจากมุมสูง


จากตัวเมืองน่านใช้เส้นทางเดียวกับวัดพญาวัด แต่เลยไปอีกราว  2  กม. ขึ้นเขาไป ก็จะถึงยอดเขาน้อยซึ่งเป็นที่ตั้งของวัด  วัดพระธาตุเขาน้อย เป็นปูชนียสถานที่สำคัญและเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน สันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเบาน้อย สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ  240  ม.  หน้าวัดมีทางขึ้นเป็นบันไดนาค  303  ขั้น 


ทางรถขึ้นถึงตัววัด เมื่อขึ้นไปยืนบนยอดเขา จะมองเป็นทิวทัศน์ของเมืองน่าน ได้อย่างชัดเจน ตามประวัติ  พระธาตุองค์นี้ สร้างโดยมเหสีรองของพญาภูเข็ง เจ้าผู้ครองนครน่าน เมื่อราวพุทธศตวรรณที่  20  เจ้าผู้ครองนครน่าน อีกหลายองค์ต่อมา ได้บูรณปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุ โดยตลอด จนกระทั่งมีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ในปี พ.ศ. 2449-2454 โดยช่างชาวพม่า ชื่อหม่องยิง


กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี  พ.ศ.2523  ด้วยความเป็นวัดที่อยู่บนเขาสูง จึงเป็นจุดชมทิวทัศน์  ที่สวยงาม  อยู่ตรงลานปูน พระพุทธรูปปางลีลาองค์ใหญ่  คือพระพุทธมหาอุตมมงคมนันทบุรีศรีเมืองน่าน สร้างเมื่อปี  พ.ศ.2542  ถีอเป็นจุดเดียวที่เห็นเมืองน่านจากมุมสูง เราจะเห็นขุนเขา น้อยใหญ่ ตั้งทะมึนโอบล้อมเมืองน่าน เป็นฉากหลัง จุดนี้ยังแสดงให้เราเห็นชัด ถึงลักษณะการตั้งเมือง ของทางภาคเหนือ ที่มักเลือกทำเลที่ตั้ง บนที่ราบลุ่ม และหุบเขาด้วย
 







พระพุทธมหาอุตมมงคมนันทบุรีศรีเมืองน่าน


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2553, 17:20:33 »





วัดพญาวัด




ออกจากวัดพระธาตุ เขาน้อย จำได้ว่าระหว่างทางนั้นเราผ่านวัด ๆ หนึ่ง ชื่อวัดพญาวัด ตอนกลับลงมาก็เลยแอบจอดวัดนี้ซักหน่อย




วัดพญาวัด อ.เมืองน่าน 

วัดพญาวัด


เป็นที่ตั้งของเจดีย์จามเทวี หรือพระธาตุวัดพญาวัด ปูชนียสถานที่เก่าแก่ และสำคัญแห่งหนี่ง ของจังหวัดน่าน ด้วยช่าง ได้นำรูปแบบ มาจาก  จังหวัดลำพูน ในยุคที่ล้านนากำลัง รุ่งเรืองถึงขีดสุด ทั้งทางศาสนาจักรและอาณาจักร และเมืองน่าน ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพล ของล้านนาอย่างเต็มที่  วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ ชื่อว่าพระเจ้าสายฝน ซึ่งชาวบ้านเคารพนับถีอ  และมาขอฝน เมื่อเกิดความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แต่พิธีขอฝนนี้ทำครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2533  จากนั้น ก็ไม่เคย มีการทำอีกเลย เนื่องจากเกรงว่าองค์พระจะชำรุด เพรามีความเก่าแก่มาแล้ว


นอกจากนี้  ภายในวัดยังมี ธรรมมาสน์ฝีมือช่างเมืองน่านที่เก่าที่สุดเท่าที่พบมา  ลักษณะคล้ายบุษบก  ฐานเป็นปูนก่อติดกันพื้น ตัวธรรมสน์เป็นไม้แกะสลัก  มีทรงลุ้ง  คือ ด้านบนผาย  ด้านล่างสอบเข้าเป็นแบบฝาตัด  ลงรักเขียนลายรดน้ำปิดทอง ใช้ใส่พระธรรมคัมภีร์  พร้อมทั้ง เครื่องสูงจำลอง  หรือเครื่องราชกุธภัณฑ์ เป็นเครื่องสักการพระพุทธเจ้า  ทำจากไม้เขียนหลายรดน้ำ

 





เจดีย์จามเทวี หรือพระธาตุวัดพญาวัด




จากนั้นก็ขี่รถตามทางมาเรื่อย ๆ ตามที่พี่ตำรวจคนนั้นบอกไว้ จนมาถึงสี่แยกที่มีวัดสวยมาก ๆ สีทองเด่นสะดุดตา "วัดศรีพันต้น" เลี้ยวรถเข้าไปจอด โอ้โห.....ที่นี่มีโรงเรือด้วย มีเรือจอดอยู่ในโรง 2 ลำ ยาวมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ




วัดศรีพันต้น สีทองเด่นสะดุดตา










ศิลปะจากช่างปั้นชาวล้านนาสวยงามมาก ๆ


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2553, 17:51:51 »




วัดภูมินทร์



จากนั้นก็ขี่รถกลับมาคืนพี่ปุ้ยที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว เสียดายตอนเอารถไปคืนพี่เขาออกไปกินข้าวเลยไม่ได้เจอกัน แล้วเราก้เดินข้ามฝั่งไปที่วัดภูมินทร์ ที่นี่มีภาพเขียนที่เลื่องชื่อ



วัดภูมินทร์ อ.เมืองน่าน 

วัดภูมินทร์


เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” เป็นวัดหลวง ตั้งอยู่ในเขตพระนครดังปรากฏชื่อ ตำบลในเวียงในปัจจุบัน เจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2139  ต่อมาอีกประมาณ  300 ปี  มีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยเจ้าอนันตวรฤทธิ์เดช เมื่อ พ.ศ.2410 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4)  ใช้เวลาซ่อมแซมนานถึง  7 ปี


ความสวยแปลกของวัดภูมินทร์ ที่เป็นหนึ่งเดียว คือ  เป็นวัดที่สร้างทรงจัตุรมุขหนึ่งเดียวในประเทศไทย ที่ดูคล้ายตั้งอยู่บนหลังพญานาคขนาดใหญ่  2 ตัว แหนพระอุโบสถเทินไว้กลางลำตัว  ตรงใจกลางพระอุโบสถจัตุรมุข ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่  4 องค์ หันพรพักตร์ออกด้านประตูทั้งสี่ทิศหันเบื้องปฤษฏาค์ชนกัน ประดับนั่งบนฐานซุกชี เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย


อาคารนี้เป็นทั้งพระอุโบสถ พระวิหาร และพระเจดีย์ในหลังเดียวกัน โดยใช้อาคารในแนว ตะวันออก-ตะวันตก เป็นพระวิหาร และอาคารแนว เหนือ-ใต้ เป็นพระอุโบสถ รัฐบาลไทยเคยพิมพ์รูปวัดภูมินทร์ ในธนบัตรใบละ 1 บาท ในช่วงสงครามโลกครั้งที่  2
   







จิตรกรรมฝาผนังมุมยอดนิยมของวัดภูมินทร์



ภายในมีภาพจิตรกรรมฝาผนัง แสดงเรื่องราวชาดก  วิถีชีวิตตำสนานพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต ได้แก่ การแต่งกายคล้ายผ้าซิ่นลายน้ำไหล การท่อผ้าด้วยกี่ทอมือ  การติดต่อซื้อขายกับชาวต่างชาติ     สิ่งน่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง คือ บานประตูแกะสลักลึกเป็น 3 ชั้น บนไม้สักทองแผ่นเดียวขนาดใหญ่ ความหนาของไม้ประมาณ 4 นิ้วสลักเป็นลวดลายเครือเถา ที่ทั้งดอกและมีผลระย้า รวมทั้งสัตว์นานาชนิด ฝีมือช่างเมืองน่าน


หอไตรวัดภูมินทร์ ลักษณะ สร้างขึ้นใหม่เลียนแบบของเดิม เมื่อ 5 มีนาคม 2537 อาคารสี่เหลียมทรงสูงสองชั้นก่ออิฐถือปูน มีบันใดภายในตัวอาคาร ชั้นบนมีระเบียง หลังคามีช่อฟ้าใบระกา
 



เข้าไปนั่งดูภาพเขียนในวัดภูมินทร์แล้วต้องบอกว่าเป้นเพราะกาลเวลาหรือว่าฝีมือมนุษย์ไม่แนใจเหมือนกัน บางเหลี่ยมบางมุม หรือโดยส่วนใหญ่ภาพเริ่มเลอะเลือนไปแล้ว ไม่รู้กรมศิลฯ มีโครงการจะบูรณะใหม่หรือไม่ ถ้าปล่อยไว้ หายไปคงเสียดายแย่





ด้านหน้าคือเสาหลักเมือง ด้านหลังคือวัดมิ่งเมือง




ออกจากวัดภูมินทร์ก็เดินดูเสาไฟรูปเรือ สัญลักษณ์ของเมืองน่านไปเรื่อย ๆ พูดถึงเสาไฟ ขอนอกเรื่องนิดนึงจำได้ว่าเคยผ่านไปถนนสายหนึ่ง แถว ๆ ต.ดอนเจดีย์ อ.พนมทวน  จ.กาญจนบุรี  ด้วยว่าถนนเส้นนี้เป็นเส้นทางเข้าไปเที่ยวอนุสรณ์ดอนเจดีย์ ของ จ.กาญจนบุรี (คนละดอนเจดีย์กับที่สุพรรณ) อบต.ที่นี่เลยทำเสาไฟเป็นรูปช้าง เราก้เข้าใจว่าเขาต้องการสื่ออะไร แต่ที่แปลกใจคือ ทำไมไม่ทำให้ช้างชูงวงขึ้น แล้วเอาไอ้เจ้าก้านหลอดไฟให้มันตั้งขึ้นให้หลอดไฟอยู่ข้างบน นี่กลับทำให้ช้างชูงวงขึ้นแล้วเอาหลอดไฟห้อยลงข้างล่าง  มันดูขัด ๆ ตาพิลึก พอเราถาม คำตอบที่ได้มาก็คือ....ตั้งแต่เขาทำมา ก็เพิ่งจะมีเราคนแรกนี่แหละที่สงสัย อ้าววววววว ตกลงตรูผิดปกติใช่ไหมเนี่ยะ??  ......กลับมาที่น่านกันต่อ  ออกจากวัดภูมินทร์เราก้เลี้ยวซ้ายเพื่อไปเสาหลักเมืองกับวัดมิ่งเมืองก่อน แล้วตอนกลับค่อยแวะไปวัดช้างค้ำ





ลายปูนปั้นสวย ๆ ที่วัดมิ่งเมือง




ต้องบอกว่าชอบศิลปะปูนปั้นของทั้ง 2 สถานที่นี่มาก ๆ เลยใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเป็นพิเศษ



วัดมิ่งเมือง เสาหลักเมืองน่าน อ.เมืองน่าน  

วัดมิ่งเมือง   เสาหลักเมืองน่าน



วัดมิ่งเมือง ตั้งอยู่ที่บ้านมิ่งเมือง ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ลักษณะทางสถาปัตยกรรม ของวิหารหลังเดิม คงเป็นช่างฝีมือแบบสถาปัตยกรรมล้านนา ต่อมาภายหลังได้มีการบูรณะปรับปรุงซ่อมแซม เปลี่ยนแปลงรูปแบบ กลายเป็นสถาปัตยกรรม ที่ผสมผสานกับแนวความคิดสมัยใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดเน้น ที่เด่นชัดของวิหารวัดมิ่งเมือง ก็คือ ลวดลายศิลปะปูนปั้น ที่ประดับตกแต่งตัววิหาร มีความสวยงาม วิจิตรบรรจงมาก นับเป็นงานฝีมือของช่างปูนสมัยใหม่ในยุดปัจจุบัน
 







ประติมากรรมสวย ๆ ที่วัดมิ่งเมือง



จากนั้นก็เดินย้อนกลับมาที่วัดช้างค้ำวรวิหาร ที่นี่มีพระพุทธรูปยืน ที่เป็นทองคำแท้ ๆ อยู่ 1 องค์ วิหารที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปทองคำนี้ ข้างในวหารเป็นปูนเปลือย ไม่มอะไรวิจิตรพิสดาร แต่ว่ามีกล้องวงจรปิด




วัดช้างค้ำวรวิหาร



วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร พระอารามหลวง อ.เมืองน่าน

 
วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร (วัดหลวงกลางเวียง) นมัสการเจดีย์ช้างล้อมทรงสุโขทัย    อิ่มไหว้พระทองคำปางลีลา



อยู่ตรงข้ามพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง เจ้าผู้ครองนครน่าน พญาภูเข่ง เป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1949 พระวิหารหลวงวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวิหารขนาดใหญ่ รูปทรง สร้างตามสถาปัตยกรรม ทางภาคเหนือ ลักษณะภายในโอ่โถง ด้านหน้ามีสิงห์คู่ ยืนตรงเชิงบันได ด้านละตัว มีทางเข้า 3 ทาง ประตูกลาง ทำเป็นประตูใหญ่ และประตูเล็ก อยู่ด้านซ้ายและด้านขวา มีทางขึ้นเป็นประตูเล็ก ๆ ตรงข้ามพระประธาน ด้านทิศตะวันออกและตะวันตกอีก 2 ข้าง ทำหลังคาซ้อนกัน 2 ชั้น มุขลดด้านหน้า และด้านหลัง หน้าบัน ตีด้วยแผ่นกระดานเรียงต่อกัน แล้วประดับที่ขอบเสา ด้านหน้าทุกต้น ตามลักษณะ สถาปัตยกรรมล้านนาไทย ภายในพระวิหารกว้างขวาง มีเสาปูนกลมขนาดใหญ่ ขนาด 2 คนโอบรอบ จำหลัก ลวดลายปูนปั้นนูนสูงไว้ เหนือจากระดับพื้นพระวิหาร 1.50 เมตร เป็นลวดลาย กนกระย้าย้อย เหมือนลวดลาย ที่เสาในวิหารวัดภูมินทร์


ภายในวัดประดิษฐาน เจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์ มีรูปปั้นช้างปูนปั้น เพียงครึ่งตัวประดับอยู่โดยรอบ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำปางลีลา คือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นทองคำ 65 % สูง 145 เซ็นติเมตร ยอดพระโมฬีทำเสริมเมื่อ พ.ศ. 2442 หนัก 69 บาท เจ้างั่วฬารผาสุม เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 14 แห่งราชวงค์ภูคา เป็นผู้สร้าง เมื่อวันพุธ เดือน 6 เหนือ พ.ศ. 1969 เป็นศิลปะสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ที่หอพระไตรปิฎก ใหญ่ที่สุดในประเทศ






พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหาร




พระธาตุเจดีย์ช้างค้ำวรวิหาร เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีลิกธาตุไว้ภายใน นับเป็น ปูชนียสถาน สำคัญ เป็นเจดีย์ ที่ได้รับอิทธิพลทางด้านศิลปะสุโขทัย จากเจดีย์ทรงลังกา คือเจดีย์วัดช้างล้อมนั่นเอง พระธาตุเจดีย์ สร้างด้วยอิฐถือปูน มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลื่ยมจัตุรัส ซ้อนกัน 3 ชั้น กว้างด้านละ 9 วา ฐานจากชั้นแรกสูงถึงชั้นสอง มีรูปช้างค้ำอยู่ในลักษณะ เหมือนฐานรองรับไว้ด้านละ 6 เชือก รวมทั้งหมด 24 เชือก ช้างแต่ละตัว โผล่ส่วนหัว ลอยออกมาครึ่งตัว ขาหน้าทั้งคู่ ยื่นพ้นออกมาจากเหลี่ยมฐาน เหนือขึ้นไปเป็นฐานปัทม์ (ฐานบัว) ซ้อนกัน 3 ชัน และเป็นองค์ระฆังแบบลังกา ต่อจากองค์ระฆัง ทำเป็นฐานเขียง รองรับมาลัยลูกแก้ว ลดหลั่นกันไป เป็นส่วนยอด ปัจจุบันพระธาตุเจดีย์ช้างค้ำ ได้รับการบูรณะซ่อมแซม และหุ้นด้วยแผ่นทองเหลืองทั้งองค์ มีความสวยงามมาก


หอไตรวัดช้างค้ำวรวิหาร สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ดังปรากฏในพระประวัติ ของพระองค์ว่า "ร.ศ. 127 พ.ศ. 2453 ก่อสร้างหอพระไตรปิฏก ในบริเวณวัดช้างค้ำ 1 หลัง 8 ห้อง ยาว 16 วา 1 ศอก กว้าง 5 วา 2 ศอก สูงตั้งแต่ดินถึงอกไก่ 13 วา หลังคาทำเป็นชั้น ๆ ก่ออิฐทาสี เครื่องบนไม้สัก มุงกระเบื้องไม้สัก ทำอย่างแน่นหนา มีเพดานจั่ว 2 ข้าง และเพดาน ทำด้วยลวดลายต่าง ๆ พระสมุห์อิน เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง กับจีนอิ๋วจีนซาง เป็นสล่าสิ้นเงิน 12,558 บาท






ลักษณะ โครงสร้างสถาปัตยกรรมมีลักษณะอย่างเดียวกับวิหารและโบสถ์ ตั้งอยู่ด้านหน้า คู่กับ พระวิหารหลวง อาคารก่ออิฐโบกปูน ยกพื้นสูงมีสิงห์ยืนอยู่ด้านหน้า ตรงเชิงบันใดด้านละ 1 ตัว ตั้งเสาราย รับหลังคาเชิงชายแทนผนัง และก่อผนังปิด ทำเป็นห้องไว้พระธรรม และพระไตรปิฏก ตรงแนวเสาที่รับคาน มีทางเข้าด้านหน้าเป็นประตูทางเดียว บานประตูสลักเป็นรูปเทวดา 2 องค์ และมีลายปูนปั้น เป็นรูปยอดปราสาท ทำเป็นชั้นติดหน้าต่างด้านละ 3 บาน ผนังด้านหลังปิดทึบ ด้านนอกสองข้างทาง ระหว่างเสารายและผนัง เป็นทางเดินถึงกันได้ตลอดโดยรอบ อาคารสูงหลังคาช้อน 3 ชั้น ไม่มีมุขลด ที่หน้าบัน ใช้แผ่นไม้เรียงต่อกัน เป็นแผ่นๆ ประดับลายปูนปั้น เป็นรูปกนกล้อพระยาครุฑ ระหว่างช่วงเสาประดับด้วยแผ่นไม้จำหลัก ลายกนก เป็นรูปสามเหลี่ยม สลับลายพุ่มข้าวบิณฑ์คว่ำ และรูปพระยาครุฑห้อยลงมาตามแบบสถาปัตยกรรมของล้านนา ภายในมีลักษณะส่วนกว้างแคบ ส่วนยาวลึก เข้าไปภายใน และส่วนสูงชะลูดขึ้นไปมาก ใช้เป็นที่เก็บ พระไตรปิฏก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นใบลาน จารอักษรตัวธรรมมีอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นวิหาร ใช้เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมนี




พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมนี  พระทองคำปางลีลา



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2553, 18:30:30 »



วันแรกที่เมืองน่านเราจบทริปที่วัดช้างค้ำฯ เพราะว่า พิพิธภัณฯ ปิดเลยไม่ได้เข้าไปดู งาช้างดำเลย จากวัดช้างค้ำ เราก็ออกไปหาอะไรกิน แล้วก้แวะเซเว่น เลยได้หนังสือ "ความทุกข์มาโปรดความสุขโปรยปราย" ของท่าน ว.วชิระเมธี กลับไปนอนอ่านที่โรงแรม 1 เล่ม พร้อมทั้งวาแผนคร่าว ๆ ว่าเช้าจะตื่นแต่เช้าไปใส่บาตร แต่ว่าก็ได้แต่แค่ตั้งใจ เพราะเช้าวันนี้น ฝนตกตั้งแต่คึก ๆ จนถึงสาย ๆ เลยทีเดียว  เช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมตอน 9 โมงกว่า ๆ ทานอาหารเช้าเรียบร้อย ก็ ใช้บริการสามล้อถีบเหมือนเดิม แวะไปจองตั๋วกลับ ที่บขส. แล้วก็ฝากของเรียบร้อย รถออกตอน 1 ทุ่ม เวลายังเหลือไปไหนดีเรา?? จากที่ได้อ่านบทความการท่องเที่ยว จาก siamsouth จำได้ว่าเคยอ่านเรื่องฮักเวียงสา ของคุณปิ่น บุตรี นี่นา เวียงสาอยู่ห่างจากเมืองน่านแค่ 25 กิโลเอง ก็เลยไปนั่งกินกาแฟร้อนแล้วก็หาข้อมูลของเวียงสาที่เคยอ่านจาก [url=http://www.siamsouth.com]www.siamsouth.com[/url] ของเรานี่แหละ  (ตามไปอ่านกันได้ที่ http://www.siamsouth.com/smf/index.php/topic,11633.0.html )
จดเบอร์ ของศูนย์ประสานงานกลุ่มฮักเมืองเวียงสา ไว้เผื่อหลงยังไงจะได้โทรถาม ตอนนี้ก้รู้แล้วว่าที่เวียงสามีที่ให้เที่ยวแน่ ๆ 2 ที่ คือ วัดบุญยืน กับ เฮือนรถถีบ




ตึกเก่าตรงสี่แยกไฟแดงกลางเมืองเวียงสา



ที่นี้ก็ต้องหาวิธีไปเวียงสากันหล่ะ ก็ถามเอาจากพี่เจ้าของร้านกาแฟนั่นแหละ พี่เขาก็บอกมาให้เสร็จเลยว่านั่งรถอะไรก็ได้ที่ไปแพร่ ทุกคันต้องเข้าจอดที่ "สา" หมด ( "สา"คือคำสั้น ๆ ง่าย ๆ ที่ใช้เรียกอำเภอเวียงสาในปัจจุบัน ) เราก้เลยเดินกลับมาที่ บขส. อีกครั้ง  พอดีมีรถตู้ที่จะไปแพร่ กำลังจะออกเราก้เลยโดดขึ้นรถตู้มาด้วย (ค่ารถจากน่านไปสา 20 บาท) ระหว่างที่นั่งรถมาก้นึกเสียดายเงยบ ๆ เรานั่งรถตู้เราเลยถ่ายรูปไม่ได้ บรรยากาศ 2 ข้างทางต้องบอกว่าดีมาก ๆ เลยทีเดียว ที่นี่ยังทำนากันอยุ่ แต่ช่วงที่เราไปคงเป็นช่วงของการดำนา (อาจเป็นเพราะว่าปีนี้ฝนตกช้า)เพราะเห็นบางพื้นที่เพิ่งจะเริ่มไถก็มี แต่ที่เราสังเกตุเห็นก็คือ ที่นี่ยังใช้วิธีทำนาดำกันอยู่ เราจะเห็นนาอันเล็ก ๆ ที่กว้างยาวเยอะสุดก็ไม่เกิน 5 เมตร ซึ่งมันจะแตกต่างจากนาหว่าน ถ้าเป็นนาหว่านเราจะพื้นที่ของนาแต่ละอันจะกว้างมาก ๆ (อันนี้เราสรุปของเราเองคนเดียว) แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ 2 ข้างทางจะมีต้นไม้ ประเภท ต้นสะเดา ต้นคูณ ที่เส้นผ่าศูนย์กลางของแต่ละต้นน่าจะเกิน 50 เซ็นติเมตร เรียงรายตลอด 2 ข้างทาง พาลนึกไปถึงอีกสถานที่หนึ่งที่การท่องเที่ยวเจริญเติบโตมากขึ้นถึงขนาดว่าต้องตัดต้นไม้เพื่อขยายถนน แล้วก็ได้แต่นั่งสงสัย ถ้าอนาคตข้างหน้าการท่องเที่ยวของที่นี่เจริญเติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ รถราที่ผ่านเส้นทางนี้เยอะขึ้น ต้นไม้พวกนี้จะโดนตัดเพื่อขยายถนนเหมือนที่อื่นไหมหนอ??




ถนนในเวียงสา ยังว่าง ๆ โล่ง ๆ



แล้วในเวลาไม่กี่อึดใจเราก้ได้มายืนอยู่ใจกลางเมืองเวียงสา ทีนี้รู้แล้วว่าไปวัดยืนบุญจะไปทางไหน ก็เดิน เดิน เดิน เป็นกระเหรี่ยงหลงกรุง 555 ไปเรื่อย ๆ จนถึงวัด ตรงข้ามวัดเป็นที่ทำการอำเภอเวียงสา ที่ยังใช้เป็นอาคารเก่า ๆ ดูคลาสสิคดี




ที่ทำการอำเภอเวียงสา สวย คลาสสิก




วัดบุญยืน พระอารามหลวง...ตั้งอยู่ที่ หมู่ ๔ ต.กลางเวียง อ.เวียงสา  สร้างเมื่อ.... วันพุธ ขึ้น ๗ ค่ำ  เดือน ๘ พุทธศักราช ๒๓๔๓   ผู้สร้าง.... สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถวรปัญโย เจ้าผู้ครองนครน่าน     ลักษณะรูปทรงพระอุโบสถ... หลังคาลดหลั่น ทรงม้าต่างแพร    องค์พระประธาน... พระพุทธรูปปั้น ปางประทับยืน สูง ๘ ศอก    บานประตูไม้สัก แกะสลักรูป พระอินทร์ พระพรหม     องค์พระเจดีย์ สร้างติดด้านหลังพระอุโบสถ ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์         วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๐๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ เสด็จทรงกราบพระประธานในพระอุโบสถ




วัดบุญยืน พระอารามหลวง



วัดบุญยืน มีอายุกว่า 200 ปีแล้ว ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเทศบาล ต.เวียงสา วัดนี้มีสิ่งน่าสนใจมากอยู่ที่โบสถ์ทรงล้านนาอิทธิพลสุโขทัย มีประตูโบสถ์เป็นไม้แกะสลักรูปเทวดาและลวดลายพรรณพฤกษาอย่างปราณีตอ่อนช้อย ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปยืนปางเปิดโลกเป็นพระประธาน มีเสาโบสถ์ขนาดใหญ่ส่วนล่างเป็นปูนนำสายตาเข้าไปดูขรึมขลังเปี่ยมศรัทธายิ่งนัก





พระพุทธรูปยืน พระประธานในวัดบุญยืน



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

NUT
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้อำนวยการกลาง
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 9,712
สมาชิกลำดับที่ 29
Made in ดินโคลน



| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 25 มิถุนายน, 2553, 19:26:57 »




ออกจากวัดบุญยืนเราก็มุ่งสู่จุดหมายที่ 2 นั่นคือ "เฮือนรถถีบ" แต่ต้องบอกว่าไปไม่ถูกและไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ งานนี้เบอร์โทรของกลุ่มฮักเวียงสาที่จดมาเลยได้ใช้ โทรไปถามได้ความว่า ออกจากวัดบุญยืนให้เลี้ยวซ้าย เดินไปเรื่อย ๆ เจอสี่แยกไฟแดง ก็ตรงไปทางถนนนาน้อย เดินไปอีกซัก 300 เมตรก็จะเจอปั๊มเชลล์ เข้าไปติดต่อในปั๊มนั่นแหละบอกเขาว่ามาดูรถจักรยาน เราก็เดิน เดิน เดิน จนไปเจอปั๊มเชลล์ แวะเข้าไปถามเด็กปั๊มบอกให้ไปติดต่อที่ออฟฟิศแล้วก็ชี้ เราก้เข้าไปบอกพี่เขาว่ามาขอดูจักรยาน พี่เขาบอกว่าให้มาใหม่ตอนบ่าย 3 เพราะตอนนี้ไม่มีใครเฝ้าออฟฟิศให้เขาไปต่างจังหวัดกันหมด เราก็ "ค่ะ" กลับไป นี่เพิ่งจะเที่ยงกว่า ไปไหนดีหนอเรา





ทางเข้า "เฮือนรถถีบ"


ถาม ๆ คนแถวนันว่าถ้าจะไปเสาดินนาน้อย ไปดอยเสมอดาวไ ปยังไง ลุงคนขับสองแถวบอกว่านั่งรถสา-นาน้อยไปก็ได้ แต่ถ้าจะเข้าไปเสาดิน ไปดอยเสมอดาว ต้องมีรถไปเองหรือไม่ก็ต้องไปเช่ารถแถว ๆ นั้นขึ้นไป  ลุงเขาก็ถามเราว่ามายังไง มากี่คน เราก็บอกว่ามาคนเดียวน่งรถทัวร์มาเที่ยวเมืองน่านแล้ววันนี้จะกลับแล้ว แต่มีเวลาเหลือเลยมาเที่ยวสา นี่ก็ว่าจะมาดูจักรยานพอดัเจ้าของเขาไม่อยู่นัดไว้ตอนบ่าย 3 ลุงแกเลยบอกว่าถ้าไปดอยเสมอดาวต้องไปค้างถึงจะดี  นี่ถ้ามาซัก 2 - 3 คนลุงก็ว่าจะพาไปส่งให้อยู่หรอกนะ ไปส่งฟรี ๆ ให้ไม่คิดตังด้วย แต่ถ้ามาคนเดียวอย่าไปเลยดีกว่า มันอันตรายเกินไป ถึงแม้เราจะมีหน้าตาเป็นอาวุธเราก็เถอะ แต่เราก้เลือกเชื่อลุงแกดีกว่า เลยบอกแกไปว่า "งั้นคราวหน้ามาใหม่หนูแวะมาหาลุงนะจะได้มีรถไปส่งฟรี" ลุงแกก็บอกว่าเอาซิ ลุงก็อยู่ที่นี่ทกวันแหละมาเมื่อไหร่ก้แวะมา เดี๋ยวไปส่งให้ไม่คิดตังค์แต่เอาของฝากติดมือมามั่งก้ดี แล้วแกก็หัวเราะใหญ่ เราก้เลยขอตัวออกมาหาอะไรกิน นั่งอยู่ร้านอาหารร้านนั้นนาน เลยทีเดียวเกรงใจเจ้าของร้านอยู่เหมือนกัน พอใกล้ ๆ บ่าย 3 ก้เลยลองเดินไปที่ เฮือนรถถีบอีกรอบ





บ้านคุณลุงสุพจน์ เต็งไตรัตน์ เจ้าของ "เฮือนรถถีบ"


กลับมาคราวนี้ถือว่าโชคดีของเรา เพราะ ได้เจอกับคุณลุง สุพจน์  เต็งไตรรัตน์ เจ้าของ "เฮือนรถถีบ" คุณลุงพอเราชมด้วยความเต็มใจ เราซึ่งไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อน คือก็ต้องบอกว่า สำหรับเราจักรยานก็คือจักรยาน แต่พอได้มาเห็นจักรยานที่ "เฮือนรถถีบ" นี่ฉลาดขึ้นมามากทีเดียว เพราะเฉพาะจักรยานที่คุณลุงเก็บนี่เป็นจักรยานยุโรปสมัยเก่า ๆ ที่คุณลุงมีอยู่ ตอนนี้ก็ 142 คันเข้าไปแล้ว แล้วแต่ละคันนี่ไม่ซ้ำกันเลยซักคันเดียว ที่เด่นสะดุดตาที่สุดก็เจ้าจักรยานล้อโต 64 นิ้ว ที่คุณลุงบอกว่าคันนี้ซื้อมาจากพิพิธภัณฑ์เยอรมัน จักรยานแบบพับได้ และจักรยานเก่าจากยุโรปหลากหลายยี่ห้อ เช่น ราเลย์ กาเซีย โบบินฮูด ฟิลิปส์ นิวฮัทสัน หรือแม้แต่จักยาน ยี่ห้อ โอเปิล   คุณลุงบอกว่าถ้าเป็นจักรยานยุโรปนี่คุณลุงมีเกือบครบแล้วขาดก้ไม่น่าจะเกิน 10 คัน ที่สำคัญ ทุกคัน ใช้งานได้หมด





คุณลุง สุพจน์  เต็งไตรรัตน์ เจ้าของ "เฮือนรถถีบ"


คุณลุงเล่าให้ฟังว่าจักรยานพวกนี้จะบำรุงรักษาสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในทุก ๆ วันพุธ ตอนเช้าคนงานจะมาทำความสะอาดอัดจารบี เติมลมยาง (ฟังแล้วน่าสนุก)  ที่สำคัญคือเราชอบแนวความคิดของคุณลุง ตอนที่เราถามว่าอนาคตข้างหน้าถ้ามีคนมาเที่ยวเยอะ ๆ คุณลุงจะเก็บค่าเข้าชมไหม...คุณลุงบอกว่า "คุณลุงอยากทำที่นี่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้มากกว่า ใครสนใจก็เข้ามาศึกาหาความรู้ได้ฟรี เรื่องเก็บค่าเข้าชมนั้นไม่อยู่ในความคิดของคุณลุง ตราบใดที่คุณลุงยังอยู่ ที่นี่ก็จะเปิดให้ชมฟรี ๆ อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ แต่ถ้าหมดรุ่นคณลุง ไปแล้วรุ่นลูกรุ่นหลานเขาจะทำอย่างไรนี่ก็แล้วแต่เขา" ขอปรบมือให้กับความคิดนี้ ต้องบอกว่าจักรยานแต่ละคันนั้น คุณลุงบอกว่ามีบางส่วนที่มีอยู่แล้ว  แต่ส่วนใหญ่จะซื้อมาสะสมไว้ทีหลัง บางคนเขารู้ว่าเราสะสมไปเห็นที่โน่นที่นี่ก็ส่งข่าวมาบอก ที่ไปซื้อซากมาจากเยอรมันเลยก็เยอะ




เฮือนรถถีบ



วันนั้นด้วยว่าความรู้เรื่องจักรยานมีน้อยนิด และกล้องก็ไม่เอื้ออำนวยในการถ่ายรูปถ่ายออกมาไม่ได้ดั่งใจซักรูป บวกกับฝนที่ตกลงมา เริ่มซาเม็ดเราเลยจำเป็นต้องลาคุณลุงกลับ พร้อมกับสัญญากับคุณลุงไว้ว่าแล้วจะแวะมาใหม่ คราวนี้จะถามให้ละเอียดทั้ง 142 คันเลยทีเดียว...( แต่แอบสัญญากับตัวเองว่า ถึงวันนั้นจะส่งลุงนภกับพี่เดียร์ไป 555)





เจ้าล้อโต พระเอกของที่นี่





มีเรื่องเล่าแถมมาเล็กน้อย ตอนไปนั่งทานอาหารระหว่างรอเวลาไป "เฮือนรถถีบ" นั้น ต้องยอมรับว่าใช้เวลาในการนั่งที่ร้านนั้นนานมาก ชั่วโมงกว่า ๆ เห็นจะได้ ข้าวผัดกุ้ง 1 จาน กับไข่เจียวหมูสับอีก 1 จาน 80 บาทนั่งซะเกือบ ๆ 2 ชั่วโมง เจ้าของร้านดุท่าไม่ค่อยพอใจซักเท่าไหร่ แต่พอเดินกลับมาหลังจากไปคุยกับลุงสุพจน์มา เราเห็นเจ้าของร้านนั่งอยู่หน้าร้าน เราก้เลยยกมือไหว้แล้วบอกว่ากลับแล้วนะคะ ขอบคุณมาก ๆ ค่ะ เชื่อไหมว่า เจ้าของร้านยิ้มตอบกลับ แถมยังถามว่า ไปไหนมา แล้วมายังไง เราบอกว่าแวะไปดูรถจักรยานมาค่ะ มารถโดยสาร เจ้าของร้านถามเราอีกฝนมันจะตกไปยังไงให้เอามอเตอรืไซด์ไปส่งที่ท่ารถไหม เราเลยตอบกลับไปว่า ไม่เป็นไรค่ะ เดี่ยวเดินไปเรื่อย ๆ เผื่อได้คุยกับคนอื่น ๆ บ้าง แล้วเราก้บอก ไปแล้วนะคะ สวัสดีค่ะ เดินทางดี ๆ นะ ...เฮ้อ...อ โบราณว่าไว้ ไปที่ไหนถ้าเราเป้นคนมือไม้อ่อน ไปลามาไหว้ ไปที่ไหนใคร ๆ เขาก้ไม่รังเกียจ....นั่นแหละใช่เลยทีเดียว



ป้ายโฆษณาจักรยานยี่ห้อ ราเล่ย์ ที่คุณลุงบอกว่าจ้างเขาวาดมาจากแผ่นป้ายโฆษณาอันเก่า


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

อกตํ  ทุกฺกฏํ  เสยโย......ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า

หน้า: [1] 2 3 4
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: