Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2561, 11:24:57

   

ผู้เขียน หัวข้อ: มข.เผยแม่โขงแห้งภาคเกษตรกระทบหนักสุด  (อ่าน 1600 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 28 พฤษภาคม, 2553, 20:16:33 »

มข.เผยแม่โขงแห้งภาคเกษตรกระทบหนักสุด
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

สถาบันวิจัยฯมข.เผยผลสำรวจวิกฤติน้ำโขงแห้ง พบภาคเกษตรกระทบหนักที่สุด-ปริมาณปลาลดลง เตรียมศึกษาหาทางออกระยะยาวซึ่งต้องใช้เวลาอีก 1 ปี พร้อมประสานฝ่ายลาวเข้าร่วม ขณะเดียวกันแนะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนสร้างรายได้ทดแทน



เจดีย์กลางน้ำโผล่เมื่อคราวน้ำโขงแห้งหนัก จนผู้คนหลั่งไหลไปชมความงามนี้จำนวนมาก กลายเป็นที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง
       
       เมื่อเร็วๆนี้ ที่ห้องประชุมชั้น 4 สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น รศ.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นประธานเปิดการประชุมสรุปผลการศึกษาผลกระทบวิกฤตลุ่มน้ำโขงแบบเร่งด่วน ภายหลังจากทีมนักวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นและตรวจสอบสภาพพื้นที่ใน เขต จ.หนองคาย นครพนม และเลย เพื่อสรุปสถานการณ์และการให้ความช่วยเหลือกับพื้นที่ที่ประสบภัย
       
       รศ.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยี กล่าวว่า สภาพปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงส่งผลกระทบในภาพรวมทั้งทางบวกและทางลบ ซึ่งต้องยอมรับว่าผลกระทบที่ชัดเจนคือเกษตรกรและชาวบ้านที่อาศัยติดลำน้ำโขงขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค บางจุดกลายเป็นชายหาดซึ่งยากต่อการนำน้ำขึ้นฝั่งด้วยระยะทางที่ยาวกว่าปกติ ทำให้แนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาวเป็นสิ่งที่นักวิจัยจะต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบต่อในระยะเวลา 1 ปี
       
       ขณะที่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ถูกนำมาพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ทั้งกลางลำน้ำโขงที่มีเจดีย์โผล่ขึ้น ชายหาดที่สวยงามก็ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน
       
       ชาวบ้านบางส่วนเก็บก้อนหินในลำน้ำโขงไปจำหน่าย บางจังหวัดใช้เป็นพื้นที่ร่อนทองซึ่งพบว่า ใน เขต จ.เลยมีการร่อนทองจำหน่ายสร้างรายได้วันละกว่า 800 บาท/ครอบครัว ซึ่งสิ่งที่มหาวิทยาลัยจะเร่งดำเนินการคือการเข้าไปสร้างอาชีพด้วยการเปลี่ยนแนวคิดทำวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างรายได้ให้แก่ชาวชุมชนจากสถานการณ์ภัยแล้งตามแนวเขตลำน้ำโขง
       
       ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยจะประสานงานร่วมไปยังมหาวิทยาลัยของ สปป.ลาว ในการร่วมกันศึกษาและกำหนดแนวทางในการแก้ไขสถานการณ์เพื่อนำเสนอข้อมูลต่อรัฐบาลของแต่ละประเทศ
       
       รศ.กิตติชัยระบุว่า คณะทำงานได้ลงพื้นที่ 3จังหวัด พบว่าวิกฤตการณ์น้ำโขงที่แห้งแล้งนั้นส่งผลกระทบโดยตรงทั้งในด้านเศรษฐกิจสภาพแวดล้อมและวิถีของชุมชน โดยเฉพาะด้านการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งบริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ลดลงกว่าเดิมมากถึงร้อยละ 30 ขณะที่สัตว์น้ำลดลง ชาวบ้านขาดแคลนน้ำในการอุปโภคและบริโภค การคมนาคมขนส่งสินค้าไม่สะดวก
       
       นอกจากนี้ ยังคงพบว่าระดับน้ำที่ลดลงได้เห็นภาพของการพังทลายของตลิ่ง ซึ่งเกิดรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาและความแห้งแล้งในปีนี้ส่งผลกระทบไปถึงการดำเนินวิถีชีวิตของชุมชน ที่อาศัยริมฝั่งแม่น้ำโขงของทั้ง 2 ประเทศด้วย
       
       รศ.กิตติชัย กล่าวต่อว่า การพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสให้กับชุมชนพบว่ามีการสร้างอาชีพเสริมเกิดขึ้นมากมาย ทั้งการเก็บหินในแม่น้ำโขงมาขาย การร่อนทองที่สร้างรายได้ให้อย่างมาก แต่ถึงอย่างไร การเร่งจัดตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแบบองค์กรรวมเพื่อร่วมกันกำหนดนโยบายการจัดการน้ำแม่น้ำโขงอย่างเป็นรูปธรรมและการจัดการสิ่งแวดล้อมร่วมกันอย่างบูรณาการ ด้วยการสร้างเครือข่ายการบริหารจัดการน้ำร่วมระหว่างหน่วยงานของภาครัฐ องค์กรชุมชนและหน่วยงานการศึกษาเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อที่จะได้แก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างตรงจุดมากขึ้นและนำไปสู่การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน
       
       ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางความร่วมมือ ในการประสานทุกภาคส่วนเพื่อที่จะทำการวิจัยและพัฒนาและเฝ้าระวังปัญหาทางวิกฤตน้ำโขงระยะยาวต่อไป

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: