Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 กันยายน, 2561, 19:56:27

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ราคะศิลป์-ช่างซุกซน บนพนมรุ้ง/ปิ่น บุตรี  (อ่าน 2817 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 31 มีนาคม, 2553, 20:24:37 »

ราคะศิลป์-ช่างซุกซน บนพนมรุ้ง/ปิ่น บุตรี   
 
โดย ปิ่น บุตรี 24 มีนาคม 2553 17:39 น.
 


 
ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ส่องแสงลอดประตู 15 ช่อง(ภาพ : ททท.)
 
 
       บุรีรัมย์ มีอะไรน่าสนใจมากกว่ายี้ห้อยและเฒ่าสารพัดพิษเยอะเลย โดยเฉพาะปราสาทหิน ที่นี่มีปราสาทหินระดับสุดยอดของเมืองไทยอยู่ถึง 2 แห่งด้วยกัน คือ ปราสาทหินพนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ และปราสาทเมืองต่ำ อ.ประโคนชัย
       
       ปราสาทหินพนมรุ้ง ได้ชื่อว่า “สวยงามที่สุดในเมืองไทย” ส่วนปราสาทเมืองต่ำได้ชื่อว่า เป็นปราสาท“สุดคลาสสิค”
       
       สำหรับช่วงนี้ปราสาทหินพนมรุ้งมีความน่าสนใจเป็นพิเศษ(นอกจากความน่าสนใจตามปกติที่มีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว) เพราะที่นี่จะเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ “ขึ้น”ส่องแสงลอดผ่านประตูทั้ง 15 ช่องของปราสาท ซึ่งปีนี้ทางจังหวัดคำนวณว่าจะเกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวขึ้นในวันที่ 2-4 เมษายน ในขณะที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์คำนวณว่าจะเกิดในวันที่ 3-5 เมษายน


 
ปราสาทหินพนมรุ้ง ความน่าทึ่งของคนโบราณ  
 
 
       ปรากฏการณ์พระอาทิตย์ส่องแสงลอดผ่านประตูทั้ง 15 ช่องนี้ หนึ่งปีจะเกิดเพียง 4 ครั้ง คือ ขึ้น 2 ครั้ง(อีกครั้งในราวเดือน ก.ย.) ตก 2 ครั้ง(มี.ค.และ ต.ค.) ครั้งนี้นอกจากจะเป็นพระอาทิตย์ขึ้นส่องแสงลอดผ่านประตูครั้งแรกแล้ว ยังเป็นครั้งที่ ก.วิทย์บอกว่าสามารถเห็นได้ชัดที่สุดเนื่องจากท้องฟ้าปลอดโปร่ง
       
       หลายคนมองว่านี่เป็นปรากฏการณ์ “มหัศจรรย์” ในขณะที่อีกหลายคนมองว่านี่คือความ“น่าทึ่ง” ของคนโบราณ เพราะทีมงานผู้สร้างนั้นสามารถใช้ภูมิปัญญาอันชาญฉลาด คำนวณหลักการทางดาราศาสตร์ผสมกับศาสตร์ทางสถาปัตยกรรม ก่อนใช้ความสามารถเชิงช่างสร้างเป็นปราสาทหินพนมรุ้งอันสุดวิจิตรอลังการขึ้นมา โดยสันนิษฐานผู้สร้างน่าจะเป็น “พระเจ้านเรนทราทิตย์” แห่งราชวงศ์มหิทธรปุระ ใน พ.ศ. 15เพื่อให้เป็นดังทิพยวิมานของพระศิวะบนเขาไกรลาสและเป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพของพระองค์หลังสิ้นชีวิต


 
ปราสาทพนมรุ้ง ทิพยวิมานบนปากปล่องภูเขาไฟ
 
 
       นอกจากความน่าทึ่งด้านโหราศาสตร์แล้ว ปราสาทหินพนมรุ้งยังมีความน่าทึ่งในภูมิปัญญาโบราณปรากฏให้เห็นอีกหลายด้าน เริ่มตั้งแต่ชัยภูมิที่ตั้งที่ผู้สร้างเลือกสร้างบนยอดเขาปากปล่องภูเขาไฟที่ดับแล้ว เพื่อถวายเป็นกุศลแด่พระศิวะ เทพเจ้าสูงสุดในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย ที่ในศิลาจารึกได้ระบุว่าภูเขาลูกนี้ ชื่อ “วน ํรุง” ที่หมายถึงพนมรุ้ง หรือภูเขาอันกว้างใหญ่ รุ่งเรือง มีแสง ซึ่ง รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ให้ทัศนะไว้ในบทความ“รอบๆภูพนมรุ้ง” ในหนังสือที่เขียนถึงปราสาทหินพนมรุ้งในหลากหลายด้านว่า
       
       ...บริเวณยอดเขาพนมรุ้งคงเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ของคนในท้องถิ่นนี้ อาจจะเป็นที่สิงสถิตของเทพเจ้าประจำถิ่นก็ได้ แต่เมื่อผู้นำท้องถิ่นเกิดมีความสำคัญจนถึงขนาดเป็นพระญาติผู้ใหญ่ของพระมหากษัตริย์แห่งเมืองพระนคร การเปลี่ยนแปลงฐานะของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าประจำท้องถิ่นก็เกิดขึ้นตามมา...


 
ทางเดินสู่ปราสาทประธานที่เปรียบดังเดินสู่สรวงสวรรค์
 
 
       รศ.ศรีศักร ยังให้ความเห็นอีกว่า การที่คนโบราณเลือกทำเลที่ตั้งแหล่งศาสนสถานบนยอดภูเขาไฟนั้น ไม่จำเป็นต้องรู้มาก่อนว่าเคยเป็นภูเขาไปหรือไม่ หากแต่พวกเขาน่าจะคำนึงถึงความเหมาะสมมากกว่า เพราะเป็นบริเวณที่ไม่สูงเกินไป ขึ้น-ลง สะดวก แถมยังมีปล่องที่กลายเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติให้ใช้อุปโภคบริโภค ในขณะที่รอบๆภูเขาไฟก็สามารถทำการเพาะปลูกได้ดีเพราะเป็นที่ราบลุ่ม มีดินภูเขาไฟอันอุดมสมบูรณ์
       
       นอกจากชัยภูมิที่ตั้งอันวิเศษแล้ว การออกแบบวางผังก็ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน คือเป็นแผนผังแบบตรงเข้าสู่จุดศูนย์กลาง มีปราสาทประธานเป็นหัวใจสำคัญ
       
       อย่างไรก็ตามในแผนผังการออกแบบนั้นถ้ามองดูแปลนแบบ 2 มิติ หลายคนอาจจะรู้สึกเฉยๆ แต่ว่าเมื่อได้ลงไปเดินในของจริงนี่สิ สุดยอดเลย เพราะเป็นการสร้างศาสนสถานตามลักษณะลดหลั่นกันไปของภูมิประเทศ การเดินขึ้นไปยังปราสาทประธานจะต้องผ่านองค์ประกอบต่างๆที่เกี่ยวโยงกับคติความเชื่อทางศาสนา อาทิ ทางเดิน เสานางเรียง สะพานนาค ชานพัก ซุ้มประตู รูปปั้นเทวรูปต่างๆ ดุจดังการเดินจากโลกมนุษย์สู่สรวงสวรรค์


 
ภาพศิวะนาฏราช(บน)และภาพนารายณ์บรรทมสินธุ์(ล่าง)
 
 
       ความน่าทึ่งอีกอย่างของปราสาทหินพนมรุ้งก็คือ ฝีมือเชิงช่างที่สามารถนำวัสดุอย่างหินทรายและศิลาแลงมาตัดแต่ง สลักเสลาเป็นตัวปราสาทและองค์ประกอบอื่นๆได้อย่างงดงามสมส่วน ซึ่ง รศ.ศรีศักรได้เขียนไว้ในบทความเดียวกับที่กล่าวถึงในข้างต้นว่า...ปราสาทพนมรุ้งสร้างขึ้นด้วยฝีมือช่างหลวง มีความงดงามทัดเทียมกับบรรดาปราสาทที่พบในเมืองพระนครทีเดียว...
       
       นั่นจึงทำให้เราได้เห็นบรรดาช่างหลวง(ตามทัศนะของรศ.ศรีศักร)ฝากฝีไม้ลายมืออันเป็นเอกอุไว้ในผลงานการสลักเสลามากมายทั้งรูปปั้นต่างๆ และงานสลักหินตามทับหลัง หน้าบัน และส่วนต่างๆ ถือเป็นงานฝีมือชั้นเทพที่เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่ทำให้ปราสาทหินพนมรุ้งมีเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและมนต์เสน่ห์อยู่มิรู้เบื่อ ทั้งเรื่องราวความเชื่อในศาสนา เรื่องราวในรามายณะและมหาภารตะ 2 มหากาพย์อันยิ่งใหญ่ของอินเดีย

 
 
นี่ก็เป็นอีกภาพที่ชวนให้ผู้พบเห็นฉงน  
 
 
       โดยผลงานสลักหินที่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดแห่งปราสาทหินก็คือ 2 ภาพที่อยู่เคียงคู่กัน อย่าง “ภาพศิวะนาฏราช” (บนหน้าบัน)กำลังร่ายรำเพื่อบันดาลให้เกิดผลดีหรือร้ายต่อโลกตามอารมณ์ของพระศิวะ และ“ภาพ(ทับหลัง)นารายณ์บรรทมสินธุ์”กำลังบรรทม(นอน)ตะแคงขวาบนพระยาอนันตนาคราชพร้อมด้วยองค์ประกอบอื่นๆ อย่าง หน้ากาล ครุฑ นกแก้ว ลิง
       
       ในขณะที่ภาพสลักหินน่าสนใจอื่นๆก็มีอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น ภาพอุมามเหศวร ภาพศิวะมหาเทพ ภาพพระศิวะและพระอุมาประทานพรแก่อสูร ภาพพระนารายณ์ทรงสุบรรณ เป็นต้น นอกจากนี้ปราสาทแห่งนี้ ยังมีงานสลักหินชวนมอง อย่าง ภาพวิถี-กิจวัตร ของพราหมณ์ นักบวช ฤาษี และผลงานภาพอันเกิดจากความขี้เล่น ซุกซน ปนอารมณ์ขันของช่างกับภาพแนว “ราคะศิลป์” ที่ชวนค้นหาไม่น้อย เพราะภาพเหล่านี้จะแอบแฝงอยู่ตามซอกมุมต่างๆ

 
 
ภาพฤาษี ราคะศิลป์
 
 
       โดยภาพแนวนี้ที่ต้องใช้สายตาสังเกตค้นหาให้ดีๆก็มี ภาพฤาษี 2 ตน นั่งไขว่ห้างหันหลังชนกันแบบมีภาพสิ่งบางอย่างโผล่มาใต้ขาของฤาษีตนซ้ายชนิดที่ทำสาวๆเห็นแล้วหน้าแดง ภาพคู่ของนก กระรอก และภาพลิง 2 ตัวโชว์ลีลาขี่กันบนต้นไม้ ชนิดที่ใครเห็นก็เดาได้ไม่ยากว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ ซึ่งสำหรับภาพแนวราคะศิลป์นั้น ถือเป็นการสร้างสรรค์ที่แตกต่างระหว่างช่างในเขตแดนไทยกับทางฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน กัมพูชา เพราะในฝั่งกัมพูชานั้นงานจะเป็นไปตามระเบียบแบบแผน ส่วนฝั่งไทยจะมีลูกเล่นทางเชิงช่างปรากฏมาในภาพเหล่านี้พอเป็นสีสัน ชนิดที่เจ้าหน้าที่กรมศิลป์คนหนึ่งบอกกับผมว่า
       
      “ช่างโบราณบ้านเราสมัยก่อนเปรี้ยวไม่เบาเลย”


 
หนู 2 ตัวนี้ทำอะไรกัน
 
 
       แต่ถึงจะเปรี้ยวอย่างไร แต่กับผลงานโดยรวมของปราสาทหินพนมรุ้งแล้วถือว่าทีมช่างผู้สร้างสามารถสร้างสรรค์ผลงานในระดับมาสเตอร์พีชให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ถึงแม้ว่าในยุคนั้นจะไม่มีเทคโนโลยีทันสมัย ไม่มีอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือไฮเทค ทว่าพวกเขากับเนรมิตปราสาทหินพนมรุ้งที่เป็นดังทิพวิมานบนปากปล่องภูเขาไปออกมาได้อย่างอลังการ สวยงาม น่าทึ่ง
       
       ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนเกิดจาก “ศรัทธา” นั่นเอง
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: