Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 พฤศจิกายน, 2561, 01:08:25

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ทัวร์บุญ "อำนาจเจริญ"  (อ่าน 3585 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,914
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 26 มีนาคม, 2553, 00:53:51 »

ทัวร์บุญ "อำนาจเจริญ" เพลินธรรม สงบใจ  
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
 

[URL=http://s736.photobucket.com/albums/xx8/nop-maneewat/?action=view&current=553000004370204.jpg][/URL]

พระมงคลมิ่งเมือง
 
 
       หลายๆจังหวัดในเมืองไทย แม้เป็นเมืองผ่านไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก แต่ว่าถ้ามีโอกาสไปเยือนแล้วใช้เวลาสักนิดเพ่งพินิจสำรวจสิ่งน่าสนใจก็จะพบเห็นในมนต์เสน่ห์ของเมืองผ่านเหล่านั้น ดังเช่นจังหวัดอำนาจเจริญที่ "ตะลอนเที่ยว" มีโอกาสไปเยือนแบบทัวร์บุญมาเมื่อไม่นานมานี้
       
       อำนาจเจริญ เริ่มก่อตั้งเป็นเมืองตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ขึ้นตรงต่อนครเขมราฐ ก่อนจะย้ายมาอยู่ขึ้นต่อเมืองอุบลราชธานี กระทั่งในวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2536 รัฐบาลได้แยกเมืองนี้ออกมาตั้งเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ จังหวัดลำดับที่ 76 ลำดับสุดท้ายของเมืองไทย ณ ปัจจุบัน
       
       สำหรับการมาเที่ยวอำนาจเจริญ สิ่งแรกที่ควรทำก็คือการไปสักการะ "พระมงคลมิ่งเมือง" หรือ "พระใหญ่"สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองอำนาจเจริญและจังหวัดใกล้เคียง ในพุทธอุทยาน เขาดานพระบาท อ.เมือง เพื่อเอาฤกษ์เอาชัยเสริมสิริมงคล
       
       พระมงคลมิ่งเมือง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ออกแบบโดยจิตร บัวบุศย์ ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากสกุลศิลปะอินเดียเหนือ(แคว้นปาละ)ที่แผ่อิทธิพลมาทางภาคอีสานตั้งแต่เมื่อกว่าพันปีที่แล้ว โดยสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กครอบองค์พระเดิม

[URL=http://s736.photobucket.com/albums/xx8/nop-maneewat/?action=view&current=553000004370208.jpg][/URL]
 
พระพุทธรูปหลังองค์พระมงคลมิ่งเมือง
 
 
       พระมงคลมิ่งเมือง ตั้งเด่นเป็นสง่ากลางลานโล่ง องค์พระมีขนาดหน้าตักกว้าง 11 เมตร มีความสูงจากพื้นดินถึงยอดเปลวรัศมีถึง 20 เมตร ภายในองค์พระบรรจุพระสารีริกธาตุ ที่ได้รับมาจากประเทศอินเดีย ส่วนที่ผิวขององค์พระแต่งด้วยโมเสคสีทองทำให้เมื่อมองแล้วดูงามอร่ามตาเปี่ยมศรัทธายิ่งนัก ว่ากันว่าการมาไหว้พระมงคลมิ่งเมืองนั้น เหมือนดังได้ไปกราบไหว้พระสารีริกธาตุที่ประเทศอินเดีย รวมถึงยังเป็นการเสริมมงคลแก่ชีวิตให้มีความเจริญก้าวหน้า ประสบความสำเร็จในสิ่งที่หวังต่างๆ
       
       ใครที่ไหว้พระมิ่งมงคลเสร็จแล้วอย่างเพิ่งรีบกลับเพราะด้านหลังขององค์พระ ยังมีพระพุทธรูปเก่าแก่ลักษณะ 3 องค์ ให้สักการะ องค์หนึ่งอยู่ตรงกลางห่มจีวรใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ส่วนอีก 2 องค์ขนาบข้าง มีรูปร่างค่อนข้างแปลกตา ห่มจีวรปิดเกือบมิด ชาวบ้านเรียกขานกันว่า "พระขี่ล่าย" ที่มาจากนาม"พระละฮาย" หมายถึง ไม่สวย ไม่งาม พบในปี พ.ศ. 2505 ในหนองน้ำ ถือเป็นพระพุทธรูปที่ขึ้นชื่อเรื่องการให้โชคลาภ ซึ่งชาวบ้านมักมาบนบานขอพรกันเป็นประจำ
       
       นอกจากพระทั้ง 3 องค์แล้ว ในพุทธอุทยานอันร่มรื่นไปด้วยพันธุ์ไม้ยังมีลานหินดานเป็นลานหินโล่งมีรอยหินที่ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นรอยพระพุทธบาทเพียงแต่ว่าต้องสังเกตมองหากันให้ดีๆ

[URL=http://s736.photobucket.com/albums/xx8/nop-maneewat/?action=view&current=553000004370210.jpg][/URL]
 
พระยืนองค์ใหญ์ที่วัดถ้ำแสงเพชร
 
 
       หลังเอาฤกษ์เอาชัยด้วยการไหว้พระมิ่งมงคลแล้ว เราเดินทางไปทัวร์บุญต่อที่วัดถ้ำแสงเพชรหรือศาลาพันห้อง บนถนนสายอำนาจเจริญ-เขมราฐ ใน เขต อ.เมือง
       
       วัดถ้ำแสงเพชรเป็นสถานปฏิบัติธรรมของพระสายหลวงปู่ชา สาขาวัดหนองป่าพง เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจเลยว่าทำไมวัดแห่งนี้จึงดูร่มรื่นอุดมไปด้วยแมกไม้ มีอาณาบริเวณกว้างขวาง ดุจดังวัดป่าในแนวทางปฏิบัติของหลวงปู่ชา ส่วนเหตุที่ได้ชื่อว่าถ้ำแสงเพชรก็เนื่องมาจากที่นี่มีถ้ำที่เป็นไปด้วยประกายของเกล็ดหินกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อต้องแสงตะวันเกล็ดหินจะส่องประกายระยิบระยับแวววับคล้ายเพชรส่องแสง

[URL=http://s736.photobucket.com/albums/xx8/nop-maneewat/?action=view&current=553000004370206.jpg][/URL]
 
รูปเคารพหลวงปู่ชา ในเจดีย์วัดถ้ำแสงเพชร 
 
 
       วัดถ้ำแสงเพชร มีสิ่งน่าสนใจมากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ถ้ำขนาดใหญ่ที่ภายในมีพระประธานพุทธลักษณะงดงามให้สักการะ ศาลาพันห้องที่มีธรรมชาติสวยๆงามๆแวดล้อมไปด้วยโขดหินน้อยใหญ่ พระยืนองค์โตสูงเด่นเป็นสง่า พระนอนข้างวิหารศิลปะแบบอินเดียที่มีพุทธลักษณะงดงามมาก และสถูปเจดีย์ที่ภายในตั้งเด่นไปด้วยรูปเหมือนหลวงปู่ชาอันน่าเลื่อมใส สอดรับกับภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธประวัติอันวิจิตรงดงาม

[URL=http://s736.photobucket.com/albums/xx8/nop-maneewat/?action=view&current=553000004370203.jpg][/URL]
 
พระนอน วัดถ้ำแสงเพชร
 
 
       จากวัดถ้ำแสงเพชร เราเปลี่ยนบรรยากาศจากการไหว้พระไปดูของเก่าของแก่ อย่าง "เสมาพันปี"ที่แหล่งโบราณสถานบ้านเปือยหัวดง ต.เปือย อ.ลืออำนาจ
       
       แหล่งโบราณคดีแห่งนี้มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในภาคอีสาน เพราะขุดค้นพบว่ามีใบเสมาเก่าแก่อายุนับพันปีในสมัยทวาราวดีอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ๆอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกันถึง 3 กลุ่ม ซึ่งการที่มีใบเสมาปักหรือตั้งวางในที่ต่างๆนั้น เพื่อแสดงให้เห็นบริเวณนี้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ของคนสมัยก่อน

[URL=http://s736.photobucket.com/albums/xx8/nop-maneewat/?action=view&current=553000004370205.jpg][/URL]
 
ใบเสมากลุ่ม 1 บ้านเปือยหัวดง  
 
 
       กลุ่มแรกอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย เป็นใบเสมาแผ่นหินทรายขาวทรงใบหอก อายุราว พ.ศ. 12-13 จัดเป็นกลุ่มใบเสมาที่เก่าแก่ที่สุดในพื้นที่แถบนี้ ใบเสมาที่นี่มีสภาพดีอยู่หลายใบ(ส่วนใบเสมาที่สภาพดีกว่าอีกหลายใบถูกนำไปจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี) ทำให้สามารถเห็นลวดลายการแกะสลักได้อย่างปราณีตชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นลายกลีบบัว ลายดอกไม้ ลายหม้อน้ำ และยอดสถูป ซึ่งนักวิชาการระบุว่าเป็นศิลปะขอมแบบไพรกเมง
       
       กลุ่มที่ 2 อยู่ที่บริเวณเนินวัดป่าเรไร เป็นใบเสมาศิลาแลงทั้งแบบแท่งและแบบแผ่น แบบแผ่นจะมีการทำลายนูนเป็นเส้นตรงแกน ส่วนแบบแท่งแปดเหลี่ยมไม่มีการสลักลวดลายใดๆ

[URL=http://s736.photobucket.com/albums/xx8/nop-maneewat/?action=view&current=553000004370207.jpg][/URL]
 
ใบเสมากลุ่ม 3 บ้านเปือยหัวดง 
 
 
       กลุ่มที่ 3 อยู่บริเวณที่หลังโรงเรียนเปือยหัวดง เป็นใบเสมาอายุราว พ.ศ. 15-18 มีทั้งใบเสมาศิลาแลงและหินทรายมีลักษณะเป็นแผ่นหินสลัก ส่วนปลายหักตรางเข้าหาส่วนยอด แกนเสมาเป็นเส้นนูนเด่นชัด ใบเสมาที่นี่วางปักรายรอบศาลเจ้าปู่ ภายในศาลประดิษฐานพระพุทธรูปดอนปู่ตาหรือพระพุทธรูปหลังโรงเรียน เป็นพระพุทธรูปหินทรายเก่าแก่ปางสมาธิสมัยทราวดีตอนปลาย ซึ่งชาวบ้านเคารพศรัทธามาก

[URL=http://s736.photobucket.com/albums/xx8/nop-maneewat/?action=view&current=553000004370202.jpg][/URL]
 
โบสถ์วัดพระเหลาเทพนิมิตร  
 
 
       หลังชื่นชมและซึมซับกับใบเสมาจำนวนมากแล้ว ก็ได้เวลาที่ "ตะลอนเที่ยว" ออกเดินทางต่อไปยังแดนธรรมจุดสุดท้ายของทริป ซึ่งถือเป็นสถานที่ไฮไลท์ที่ใครมาอำนาจเจริญแล้วไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง นั่นก็คือ การไปสักการะ "พระเหลาเทพนิมิตร" ที่วัดพระเหลาเทพนิมิตร อ.พนา
       
       วัดพระเหลาเทพนิมิตรแห่งนี้มีความโดดเด่นสวยงามไม่น้อย แถมยังมีความแปลกแฝงอยู่อีกด้วย เพราะโบสถ์ที่นี่มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนาประดับประดาไปด้วยลวดลายอันอ่อนช้อยสวยงาม สร้างในราว พ.ศ.2263 แต่องค์พระเหลาเทพนิมิตรที่เป็นพระประธานภายในนั้นกลับเป็นงานศิลปะแบบล้านช้าง(ลาว)

[URL=http://s736.photobucket.com/albums/xx8/nop-maneewat/?action=view&current=553000004370209.jpg][/URL]
 
พระอมยิ้มตลอดเวลาของพระเหลาเทพนิมิตร
 
 
       พระเหลาเทพนิมิตร ถือเป็นอีกหนึ่งพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองอำนาจเจริญที่ชาวบ้านเลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง ได้รับการขนานนามให้เป็น"พระพุทธชินราชแห่งอีสาน" เพราะมีพุทธลักษณะงดงามมาก(หลายคนฟังธงว่างดงามที่สุดในภาคอีสาน)
       
       พระเหลาเทพนิมิตร เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดสูง 2.70 เมตร หน้าตัก กว้าง 2.85 เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทองสร้างขึ้นเมื่อประมาณพ.ศ. 2263 พร้อมๆกับการสร้างโบสถ์ องค์พระเหลามีพุทธลักษณะสมบูรณ์สมส่วน โดยเฉพาะพระพักตร์นั้นจะอมยิ้มเล็กน้อย ยามเมื่อเราเดินเข้าโบสถ์เพื่อกราบไหว้ท่านนั้นเห็นได้ชัดว่า พระเหลาท่านยิ้มต้อนรับเราอย่างน่าอัศจรรย์ เรียกได้ว่าท่านสร้างความสบายใจเย็นจิตตั้งแต่แรกพบเลยทีเดียว
       
       เหตุที่พระประธานวัดแห่งนี้ได้ชื่อ "พระเหลา" นั้นเพราะชาวบ้านบอกว่าท่านงดงามหล่อเหลายิ่งนัก ซึ่งมีตำนานความเชื่อของชุมชนเล่าว่าตอนเททองหล่อพระเหลานั้น มีเทวดาลงมาช่วย(คล้ายตำนานการหล่อพระพุทธชินราช) ทำให้องค์พระมีความงดงามดุจดังเทพเนรมิต นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่าทุกคืนวันพระจะปรากฏลำแสงลอยออกจากโบสถ์ในยามที่เงียบสงัดอีกด้วย

[URL=http://s736.photobucket.com/albums/xx8/nop-maneewat/?action=view&current=553000004370201.jpg][/URL]
 
พระเหลาเทพนิมิตร
 
 
       ด้วยความที่พระเหลาเป็นที่เคารพศรัทธายิ่งของชาวอำนาจเจริญและชาวอีสาน ทุกๆปีในวันมาฆะบูชา(วันเพ็ญเดือนสาม) ทางวัดได้จัดเทศกาลปิดทองพระเหลาขึ้น ในวันนั้นจะมีพุทธศาสนิกชนจากทั่วทุกสารทิศหลั่งไหลกันมาบำบุญและแก้บนกันไม่ได้ขาด โดยชาวพุทธนิยมนำปราสาทผึ้งมาทอดถวาย และนำดอกไม้ธูปเทียนมาสักการะบูชา
       
       สำหรับการมาไหว้พระเหลานั้น ชาวอำนาจเจริญเชื่อว่าใครที่ได้กราบไหว้ท่าน จะพบแต่ความสุขสบาย เป็นที่รักใคร่เอ็นดูของผู้บังคับบัญชา มีวาสนาสูงส่งเป็นที่รักและเคารพนับถือแก่คนทั่วไป ซึ่งสำหรับ"ตะลอนเที่ยว"แล้ว ยอมรับว่าการได้มาไหว้พระเหลานั้น ทำให้เรารู้สึกอิ่มบุญ สบายจิตใจไม่น้อยเลย นับเป็นการเที่ยวปิดท้ายทริปที่ลงตัวเป็นอย่างยิ่ง

 
       *****************************************
       
       นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวตามที่กล่าวมาในเนื้อเรื่องแล้ว อำนาจเจริญยังมีที่เที่ยวน่าสนใจ อาทิ อุทยานแห่งชาติภูสระดอกบัว วัดไชยาติการาม หมู่บ้านหมอลำ ภูจำปา วนอุทยานภูสิงห์-ภูผาผึ้ง เป็นต้น ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามข้อมูลของจังหวัดอำนาจเจริญเพิ่มเติมได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) สำนักงานอุบลราชธานี(ดูแลพื้นที่อำนาจเจริญด้วย) ที่ โทร.0-4524-3770, 0-4525-0714
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: