Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 เมษายน, 2557, 20:31:23

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เที่ยว"โฮจิมินห์" ถิ่นรอยอดีตสงคราม  (อ่าน 4459 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 22 มีนาคม, 2553, 20:04:48 »

เที่ยว"โฮจิมินห์" ถิ่นรอยอดีตสงคราม        โดย : หมวยเกี๊ยะ
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 
 


 
 
ศาลาว่าการนครโฮจิมินห์
 
 
       แหม!! ฉันยังไม่ทันจะได้งีบหลับสักนิดเลย เจ้านกเหล็กยักษ์ของสายการบินแอร์เอเชีย ก็พาฉันลัดฟ้าจากประเทศไทยมาถึงสนามบิน Tan Son Nhat ของ "นครโฮจิมินห์" ประเทศเวียดนาม อย่างรวดเร็วและปลอดภัย
       
       ฉันออกอาการตื่นเต้นไม่น้อยกับการที่ได้เดินทางมาเยือนยังเมืองแห่งอดีตสงคราม เมื่ออดีตโฮจิมินห์มีชื่อว่า "ไซ่ง่อน" เป็นเมืองหลวงของเวียดนามใต้ แต่แล้วก็ได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น "นครโฮจิมินห์" หรือ "โฮจิมินห์ซิตี้" ซึ่งตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติให้กับลุงโฮ หรือ โฮจิมินห์ วีรบุรุษคนสำคัญของเวียดนามที่เป็นผู้ประกาศอิสรภาพให้กับประเทศเวียดนามจากสหรัฐอเมริกา และฝรั่งเศส และรวมประเทศเป็นหนึ่งเมื่อปี ค.ศ. 1975
       
       หลังจากผ่านห้วงเวลาอันเลวร้ายของสงครามมาได้ ต้องบอกเลยว่าทุกวันนี้ โฮจิมินห์เป็นเมืองที่มีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว กลายเป็นเมืองแห่งประวัติศาตร์ที่ผสมผสานความทันสมัยเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว และกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยวโฮจิมินห์กันเป็นจำนวนมาก


 
อนุสาวรีย์โฮจิมินห์
 
 
       เมื่อออกจากสนามบินได้ ฉันไม่รีรอรีบออกตะลอนทัวร์โฮจิมินห์ทันที โดยตรงมาที่ จัตุรัสโฮจิมินห์ ที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองโฮจิมินห์เป็นที่แรก เพื่อที่จะมาคาราวะลุงโฮของชาวเวียดนาม เพราะที่นี่มี "อนุสาวรีย์ โฮจิมินห์" ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ อนุสารีย์นี้แกะสลักจากหินเป็นรูปลุงโฮอุ้มเด็ก ดูแล้วขรึมขลังและแฝงไว้ด้วยความอ่อนโยนไม่น้อย ในขณะที่ด้านหลังยังได้เห็นถึงความสวยงามของ "ศาลาว่าการนครโฮจิมินห์" เป็นศาลาว่าการเมืองที่สวยที่สุดของนครโฮจิมินห์ ตัวอาคารสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมฝรั่งเศส มีความงดงามมากๆ ทำเอาฉันอดไม่ได้ที่จะขอถ่ายรูปคู่กับลุงโฮและมีฉากหลังเป็นศาลาว่าการสวยๆ


 
สินค้ามากมายมีให้ซื้อที่ตลาดเบนถั่น
 
 
       ได้ถ่ายรูปจนสมใจแล้ว ก็ออกเดินทางต่อมายัง "ตลาดเบนถั่น" ตลาดแห่งนี้ใหญ่โตกว้างขวางไม่ใช่น้อยมีพื้นที่กว่า 1 ตร.ม. มีหอนาฬิกาอยู่ด้านหน้าเป็นสัญลักษณ์ เป็นตลาดยอดนิยมของคนเวียดนามเองและนักท่องเที่ยว ภายในตลาดคราคร่ำไปด้วยร้านค้ามากมาย มีสินค้าหลากหลายชนิดให้ได้ซื้อหาอย่างหนำใจ ไม่ว่าจะเป็น สินค้าพื้นเมือง ของที่ระลึก เสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้า กาแฟ และมีอาหารสด อาหารแห้ง ดอกไม้ให้ซื้อด้วย ฉันใช้เวลาชอปปิ้งไม่นานได้แค่ซื้อของที่ระลึกสวยๆ ไปฝากคนทางบ้านนิดหน่อย


 
นั่งซิกโคล่ชมเมือง
 
 
       พอฉันออกมาจากตลาดก็มาพบเข้ากับรถสามล้ออันเป็นเอกลักษณ์ของเวียดนาม ที่เรียกว่า "ซิกโคล่" เชิญชวนให้ฉันนั่งชมเมือง เห็นแล้วก็น่าสนใจดี ฉันจึงตอบตกลงนั่งรถซิกโคล่เที่ยวแบบไม่คิดมาก พอได้นั่งแล้วออกอาการเสียวดีไม่น้อยตรงที่ฉันนั่งอยู่ข้างหน้าแต่คนขับถีบอยู่ข้างหลัง เกิดเหตุอะไรขึ้นมาฉันคงโดนก่อน
       
       การนั่งรถซิกโคล่ชมเมืองโฮจิมินห์ก็สนุกดี ได้เห็นสภาพบ้านเรือน และวิถีชีวิตของคนเวียดนามที่ดูแล้วเจริญก้าวหน้าไม่แพ้บ้านเรา แต่สิ่งที่ไม่เหมือนบ้านเราคือ ที่นี่มีรถยนต์น้อย แต่มีรถมอเตอร์ไซด์เยอะมากๆ ว่ากันว่าอยู่โฮจิมินห์ใช้มอเตอร์ไซด์จะคล่องตัวกว่า เลยมีมอเตอร์ไซด์แว้นเต็มถนนไปหมดเลย


 
โบสถ์นอร์ทเธอดาม
 
 
       หลังจากได้นั่งรถซิกโคล่ชมเมืองจนเป็นที่เพลิดเพลินแล้ว ก็ได้เวลาขึ้นรถไปเที่ยวกันต่อที่ "โบสถ์นอร์ทเธอดาม" โบสถ์เก่าแก่หลังนี้สร้างมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1880 ซึ่งชาวฝรั่งเศสได้จำลองการสร้างมาจากโบสถ์นอร์เธอดามในฝรั่งเศสมาไว้ที่ไซ่ง่อน ตัวโบสถ์ดูแข็งแกร่งด้วยโครงสร้างอิฐสีแดงอันมั่งคง โบสถ์นี้มีความสูง 57 ม. กว้าง 35 ม. ลึก 133 ม. และด้านหน้าโบสถ์ยังมีรูปปั้นพระแม่มารีสีขาวบริสุทธ์ตั้งเด่นสง่าคู่กับโบสถ์
       
       ในทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ชาวเวียดนามจะนิยมมาสวดมนต์ที่นี่ และด้วยความสวยงามของโบสถ์ชาวเวียดนามส่วนใหญ่นิยมมาถ่ายภาพและแต่งงานกันที่โบสถ์แห่งนี้ โดยมีความเชื่อว่า บ่าวสาวคู่ใดที่ได้มาแต่งงานที่นี่แล้วจะมีความรักที่ยืนยาวไม่มีวันพรากจากกัน ทำเอาฉันอยากจะมาแต่งงานที่โบสถ์นี้บ้างจัง


 
ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์
 
 
       และใกล้ๆกับโบสถ์นอร์ทเธอดาม ยังมีอีกหนึ่งสถาปัตกรรมสไตล์ฝรั่งเศสที่น่าชม นั่นคือ "ไปรษณีย์กลางโฮจิมินห์" เป็นไปรษณีย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียตนามและยังคงให้บริการเป็นปกติ ถูกสร้างขึ้นเมื่อ ปี ค.ศ. 1891 สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบกอธิค ตัวอาคารด้านนอกดูใหญ่โตโอ่อ่ามาก
       
       ครั้นพอเดินเข้าไปด้านในก็ยิ่งพบกับความโอ่โถง มีรูปลุงโฮติดเด่นเป็นส่งาอยู่ด้านบน ด้านข้างมีภาพแผนที่ทางทะเลโบราณประดับอยู่ และด้านในนี้ยังมีร้านค้าเล็กๆ ขายสินค้าที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยวด้วย แล้วหากว่าใครอยากส่งโบส์การ์ดกลับไปหาคนที่บ้าน ก็สามารถใช้บริการที่นี่ได้อย่างสบาย เพราะมีสแตมป์ และโปสการ์ดสวยๆ จำหน่ายมากมาย ฉันเองก็ไม่พลาดที่จะขอส่งโปสการ์ดสวยๆ ร่อนกลับไปหาคนที่รักทางบ้าน

 
 
อดีตทำเนียบประธานาธิบดี
 
 
       หลังจากได้ส่งโปสการ์ดเสร็จสรรพ ฉันออกเที่ยวต่อไปยังที่ "อดีตทำเนียบประธานาธิบดี" เมื่ออดีตที่นี่เป็นที่พำนักของประธานาธิบดีเวียดนามใต้ แต่แล้วในวันที่ 30 เม.ย. ค.ศ. 1975 เมื่อเวียดนามเหนือชนะเวียดนามใต้ทำเนียบก็ถูกยึด และปัจจุบันเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ชม ภายในตัวอาคารหลังใหญ่ที่ดูทันสมัย ได้ถูกจัดให้เห็นถึงห้องหับต่างๆ มากมาย ตามชั้นต่างๆ อาทิ มีห้องประชุมใหญ่ ห้องแผนที่ ห้องทำงานอดีตประธานาธิบดี ห้องฉายหนัง บนดาดฟ้ามีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ และยังมีชั้นใต้ดินที่เต็มไปด้วยห้องลับบัญชาการมากมาย เรียกว่าที่นี่เป็นสถานที่แห่งรอยอดีตสงครามที่น่าสนใจ


 
ด้านในพิพิธภัณฑ์สงคราม
 
 
       แล้วฉันก็เดินทางมาสัมผัสกับรอยอดีตสงครามอันขมขื่นของชาวเวียดนามกันต่อที่ "พิพิธภัณฑ์สงคราม" มาถึงแล้วก็ตื่นตากับเหล่าอาวุธยุทโธปกรณ์ อาทิ เครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ รถถัง และลูกระเบิดที่ถูกใช้เมื่อครั้งสงคราม แต่พอเดินเข้ามาที่ตัวพิพิธภัณฑ์ด้านใน กลับรู้สึกเศร้าขึ้นมาทันที เพราะภายในที่มีอยู่ด้วยกัน 2 ชั้น ถูกจัดแสดงภาพถ่ายมากมายในช่วงที่เกิดสงคราม ว่าชาวเวียดนามต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้ายเช่นไร มีทั้งภาพการสู้รบ ภาพความบาดเจ็บเสียหาย ภาพคนเวียดนามที่กลายเป็นคนพิการจากสงคราม และอีกหลากหลายภาพที่แสดงออกให้เห็นถึงชีวิตความเป็นอยู่อันปวดร้าวของชาวเวียดนามในช่วงสงคราม ดูแล้วสลดหดหู่ปนความสงสารเอามากๆ เลย


 
ทางลงอุโมงกู๋จีที่น่าทึ่ง
 
 
       หลังจากได้สัมผัสกับความเศร้าของสงครามกันแล้ว วันรุ่งขึ้นฉันเดินทางออกนอกเมืองไปที่ต.กู๋จี เพื่อมาสัมผัสกับอีกหนึ่งรอยอดีตสงครามกันที่ "อุโมงกู๋จี" เป็นอุโมงค์ที่ชาวเวียดนามขุดขึ้นเพื่อทำการสู้รบกับกองทัพอเมริกัน อุโมงค์แห่งนี้มีความน่าทึ่งมากๆ เพราะเมื่อมาถึงที่นี่แล้วแทบจะมองไม่เห็นทางลงอุโมงค์เลย กระทั่งเมื่อเจ้าหน้าที่ได้ทำการสาธิตการลงอุโมงค์ให้ดูเท่านั้นแหละ ฉันถึงกับอึ้งเพราะมีเพียงช่องสี่เหลี่ยมเล็กๆ แคบๆ ที่แค่พอเอาตัวหย่อนลงไปได้เท่านั้นเอง
       
       ชาวเวียดนามใช้ชีวิตอยู่ภายใต้อุโมงค์ใต้ดินแห่งนี้ที่มีความยาวถึง 250 กม. มีความลึกถึง 3 ระดับ ภายในอุโมงค์ถูกสร้างเป็นห้องหับมากมาย มีทั้งห้องบัญชาการ ห้องประชุม ห้องนอน ห้องครัว ป้อมต่อสู้ ฯลฯ ฉันได้ทดลองลงอุโมงค์ด้วย แต่ทางที่ลงถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นมุดลงไปได้แบบสบาย ข้างในอุโมงค์ค่อนข้างมืด แคบ และอึดอัด พอ ออกมาได้แล้วขอบอกเลยว่ารู้ซึ้งถึงความลำบากของชาวเวียดนามในช่วงสงครามจริงๆ

 
 
รถถังอเมริกันที่ถูกนักรบเวียดกงยึดได้
 
 
       และสิ่งที่น่าสนใจของอุโมงค์กู๋จีไม่ได้มีแค่นี้ ยังมีจัดแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้อันแยบยลแบบกองโจรของทหารเวียดกง ไม่ว่าจะเป็นหลุกขวาก กับดักต่างๆ การทำอาวุธจากซากอาวุธของทหารอเมริกัน มีรถถังของอเมริกันที่ถูกยึดไว้ได้มาโชว์ มีลานยิงปืนให้ได้ทอดสอบฝีมือความแม่น และยังมีหุ่นนักรบเวียดกงหญิงชายให้ฉันได้ถ่ายรูปคู่เป็นที่ระลึกด้วย
       
       การมาเที่ยวโฮจิมินห์ครั้งนี้ ได้มาเห็นถึงร่องรอยของอดีตสงครามเวียดนามแล้ว ฉันไม่อยากให้สงครามเกิดขึ้นกับที่ไหนอีกเอง โดยเฉพาะบ้านเมืองไทยของเรา ขอภาวนาให้คนไทยรักกันไว้เถิด อย่าทำให้เกิดสงครามกลางเมืองเลย
       
       * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *
       
       การเดินทางไปนครโฮจิมินห์ จากบ้านเรามีหลายสายการบิน บินสู่เมืองนี้ นอกจากนี้ยังมีสายการบินราคาประหยัดอย่างแอร์เอเชียให้บริการบินตรงจากกรุงเทพ-โฮจิมินห์ 2 เที่ยวบิน/วัน และบินตรงจากภูเก็ต-โฮจิมินห์ 1 เที่ยวบิน/วัน ซึ่งผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. 0-2515-999 หรือที่ [url=http://www.airasia.com]www.airasia.com[/url]
 
บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: