Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
26 ตุลาคม, 2557, 04:08:53

   

ผู้เขียน หัวข้อ: งานบุญเดือนสิบ  (อ่าน 19322 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2551, 23:36:19 »

งานประเพณีบุญเดือนสิบ
ณ บริเวณวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร และสวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ๘๔ (ทุ่งท่าลาด)
อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช
วันที่  23 กันยายน - 2 ตุลาคม 2551

สืบสายธารแห่งศรัทธา ที่ถือปฏิบัติมาช้านานของคนคอนในงานประเพณีบุญเดือนสิบอันยิ่งใหญ่
ชมขบวนแห่หมรับ ในวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2551 จากสนามหน้าเมืองไปยังวัดพระมหาธาตุ
วรมหาวิหาร
เลือกซื้อสินค้าหลากหลายภายในบรรยากาศตลาดย้อนยุค สนุกกับมหกรรมการแสดงมากมาย   

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักงานนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ 0 7534 6515 - 6


งานบุญเดือนสิบ
โดย พล.ต.ท.ดรุณ โสตถิพันธุ์ *
     
งานบุญเดือนสิบ เป็นงานบุญงานประเพณีที่สืบสานกันมาแต่โบราณกาล มีขึ้นระหว่างวันแรม 1 ค่ำ ถึงวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า งานบุญเดือนสิบเป็นงานประเพณีที่ชาวพุทธได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ ในประเทศอินเดีย เมื่อพุทธศาสนาเผยแพร่เข้ามาสู่ประเทศไทยทางภาคใต้ และมีศูนย์กลางแหล่งอารยะธรรมที่เมืองนครศรีธรรมราช ชาวเมืองนครศรีฯ จึงรับเอาวัฒนะธรรมประเพณีทำบุญเดือนสิบไว้ แล้วแผ่กระจายไปยังจังหวัดอื่น ทั้งในภาคใต้และภาคอื่นๆ ของประเทศ
     
จากการศึกษาพบว่า งานบุญเดือนสิบสืบเนื่องมาจากความเชื่อพุทธศาสนาว่า ในปลายเดือนสิบของทุกปี พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย และ ญาติพี่น้อง ซึ่งล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีปาบต้องตกระกำลำบากเป็น "เปรต" จะได้รับการปล่อยตัวจากนรกภูมิให้มาหาลูกหลานญาติมิตรของตนในเมืองมนุษย์ จึงจัดงานทำบุญเป็นประเพณีขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ ครั้งหนึ่งเป็นการต้อนรับ กับจัดในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 อีกครั้งหนึ่ง เพื่อเลี้ยงส่ง และอุทิศบุญกุศลไปให้ การจัดงานบุญทั้งสองวันนี้ชาวบ้านจะให้ความสำคัญกับวันหลังมากกว่า
     
ชาวปักษ์ใต้ให้ความสำคัญกับงานบุญเดือนสิบมาก ผู้เฒ่าผู้แก่จะอบรมสั่งสอน และ ทำตัวอย่างให้ลูกหลานเห็นเป็นที่ประจักษ์มาตั้งแต่ๆ โดยเฉพาะคุณตา คุณยาย พ่อแม่ และญาติผู้ใหญ่ ในวันทำบุญจะชวนลูกหลานไปทำบุญหรือไปชิงเปรตที่วัด เมื่อใกล้ถึงวันทำบุญทุกครอบครัวจะตระเตรียมข้าวของ อุปกรณ์ต่างๆให้พร้อม ผู้ที่อยู่ต่างถิ่นกำเนิดจะเริ่มทยอยเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนาเดิมปักษ์ใต้บ้านเรา เพื่อไปร่วมพิธีทำบุญพร้อมหน้าพร้อมตากัน นับเป็นงานรวมญาติที่สำคัญงานหนึ่ง
ประเพณีทำบุญเดือนสิบ มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปหลายชื่อตามวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ตามความเชื่อและตามลักษณะของการจัดงาน เช่น
     
1.เรียกตามชื่อเดือนที่จัดงาน เรียกว่า "ประเพณีทำบุญเดือนสิบ"
     
2.เรียกชื่อตามประเพณี "สารท" ของอินเดียที่เรารับเอาวัฒนะธรรมนี้มา คำว่า "สารท" เป็นภาษาบาลีในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ให้ความหมายว่า "เกี่ยวกับหรือเกิดในฤดูใบไม้ร่วง, เทศกาลทำบุญสิ้นเดือนสิบ" ในอินเดีย คำว่า "สารท" หมายถึง ฤดูใบไม้ร่วง เป็นฤดูกาลที่พืชพันธุ์ธัญญาหารกำลังผลิดอกออกผล ชาวอินเดียจะเก็บเกี่ยวไปทำขนมเซ่นพลีบูชาผีปู่ย่าตายาย และเทพเจ้าที่ตนนับถือ เพื่อตอบแทนพระคุณที่บรรดาลให้มีพืชพันธุ์ธัญญาหาร บางแห่งบางท้องถิ่นเรียกงานนี้ว่า "ประเพณีทำบุญวันสารท" หรือ "ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ"
     
3.เรียกตามชื่อตามขั้นตอนและลักษณะสำคัญของงานประเพณี เช่น "ประเพณียกหมรับ" หรือ "ประเพณีชิงเปรต"
     
4.เรียกชื่อตามความมุ่งหมายหลักของประเพณี เพราะประเพณีการทำบุญนี้มีความมุ่งหมายหลักอยู่ที่ การทำบุญอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ ปู่ย่า ตายาย ญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว บางท้องถิ่นจึงเรียกประเพณีนี้ว่า "ประเพณีทำบุญตายาย" หรือ "ประเพณีรับส่งตายาย"

ขั้นตอนพิธีกรรมงานบุญเดือนสิบ
     
ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ ชาวบ้านไม่ถือเป็นวันสำคัญนัก มีการประกอบพิธีแบบง่ายๆ เพียงจัดอาหารหวานคาวไปทำบุญถวายพระภิกษุสงฆ์ตามวัดวาอาราม เพื่อต้อนรับการกลับมาของตายาย บางที่ชาวบ้านเรียกว่า "วันรับตายาย" จัดหมรับ หรือ สำรับอาหารตามสมควรไม่จัดใหญ่โต ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชบางท้องถิ่นเรียกว่า "วัหมรับเล็ก" แต่ในวันแรม 15 ค่ำซึ่งเป็นวันสำคัญ (วันแรม 13 ค่ำ แรม 14 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ) ชาวบ้านจะจัดหมรับ หรือสำรับอย่างใหญ่ เรียกว่า "วันหมรับใหญ่" มีขั้นตอนในการประกอบพิธีกรรม ดังนี้
     
1.วันเตรียมการหรือวันจ่าย อยู่ในช่วงระยะเวลาก่อนวันแรม 1 ค่ำ ประมาณ 15-20 วัน เป็นการเตรียมการจับจ่ายใช้สอยซื้ออาหาร ขนม สิ่งของเครื่องใช้สำหรับการทำบุญ
     
2.การจัดหมรับ ส่วนใหญ่จะจัดกันในวันแรม 14 ค่ำ เดือนสิบ ภาชนะที่ใช้จัดหมรับนิยมใช้กระบุงทรงเตี้ย สานด้วยตอกไม้ไผ่ ในหมรับจะประกอบด้วยข้าวสาร ปลาเค็ม ผัก ผลไม้ กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำตาล หมากพลู น้ำมันก็าด ยาสามัญประจำบ้าน ธูปเทียน เป็นต้น แต่สิ่งสำคัญที่ต้องจัดใส่หมรับ คือ ขนม 5 อย่าง ซึ่งถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของงานเดือนสิบ คือ

     ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทนแพสำหรับใช้ล่องข้ามห้วงมหรรณพ ตามคติพุทธศาสนา
     ขนมลา แทนเครื่องนุ่งห่มแพรพรรณ
     ขนมกงหรือขนมไข่ปลา แทนเครื่องประดับ
     ขนมดีซำ แทนเงิน/เบี้ยสำหรับใช้จ่าย
     ขนมบ้า แทนลูกสะบ้าสำหรับผู้ที่ล่วงลับไปแล้วใช้เล่นสนุกสนาน ในวันสงกรานต์หรือวันว่าง

     
3.การยกหมรับหรือการถวายภัตตาหาร เมื่อจัดหมรับหรือสำรับข้าวปลาอาหารและสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ เสร็จแล้ว จะมีการยกหมรับไปวัดและถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ในวันแรม 15 ค่ำ บางแห่งบางท้องถิ่นจัดงานเฉพาะการแห่หมรับเป็นงานใหญ่มีขบวนแห่ แต่งเป็นขบวนเปรตในรูปลักษณ์ต่างกันคล้ายขบวนผีเปรตในงานฮาโลวีนของชาวคริสต์เป็นที่เอิกเกริกสนุกสนานกัน ก่อนจะยกหมรับไปวัดมีงานทำบุญฉลองหมรับ ทางใต้เรียกว่า "งานหลองหมรับ"
     
4.การตั้งเปรต เมื่อมีการยกหมรับถวายภัตตาหารทำบุญเลี้ยงพระ และบังสุกุลเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่บุรพชนแล้ว จะมี "พิธีการตั้งเปรต" แต่เดิมจะกระทำโดยการนำเอาอาหารอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามที่ต่างๆ ซึ่งคาดว่าเปรตจะเดินผ่าน เช่น ตรงทางเข้าวัดบ้าง ริมกำแพงวัดบ้าง ตามโคนต้นไม้ทั้งในวัดและนอกวัด ต่อมาในระยะหลังมีการสร้างตั้งร้านสูงพอสมควร เรียกว่า "หลักเปรต" หรือ "ศาลาเปรต" เพื่อนำข้าวปลาอาหารที่ใส่กระทงหรือภาชนะต่างๆ ไว้เซ่นไหว้บุรพชน เข้าใจว่าที่สร้างศาลาเปรตให้สูง คงเพื่อความสะดวกแก่เปรตในการบริโภค เพราะมีความเชื่ออันว่าเปรตมีรูปร่างสูง ไม่ต้องก้มๆ เงยๆ เวลากินอาหารที่ลูกหลานเซ่นไหว้
     
การจัดอาหารหวานคาวจะจัดอาหารที่คาดว่าบุรพชนชอบอย่างละนิดละหน่อย และที่สำคัญขาดไม่ได้ คือ ขนม 5 อย่าง เมื่อตั้งอาหารสำหรับเปรตบนหลาเปรตเสร็จแล้ว จำนำสายสิญจน์ที่พระสงฆ์จัดไว้เพื่อทำพิธีบังสุกุลมาผูกไว้กับหลาเปรต แผ่ส่วนบุญกุศลแก่บุรพชน เมื่อเสร็จพิธีสงฆ์และเก็บสานสิญจน์แล้ว ผู้คนทั้งหญิงชาย เฒ่าแก่ หนุ่มสาวและเด็กๆ ก็จะกรูกันเข้าแย่งชิงอาหารที่ตั้งไว้นั้น เรียกว่า "ชิงเปรต" การชิงเปรตเป็นเรื่องสนุกสนาน ครื้นเครง เฮฮาของหนุ่มสาวและเด็ก เนื่องจากมีความเชื่อว่าของที่เหลือจากการเซ่นไหว้บุรพชน ถ้าใครได้กินจะได้รับกุศลแรงเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
     
รายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับงานบุญเดือนสิบยังมีอีกมาก ท่านที่สนใจสามารถศึกษาและดูงานได้จาก "งานทำบุญเดือนสิบ" ที่

    -อำเภอเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช และ วัดวาอารามในเขต 14 จังหวัดภาคใต้
    -กรุงเทพมหานคร ณ บริเวณสมาคมชาวปักษ์ใต้ ฝั่งธนบุรี และ วัดพรหมวงศาราม ห้วยขวาง
    -วัดเขมาภิตาราม จังหวัดนนทบุรี

จาก คุยเฟื่องเรื่อง "งานเดือนสิบ"
หนังสือ งานสืบสานประเพณีทำบุญวันสารทเดือนสิบ สมาคมชาวปักษ์ใต้ ในพระบรมราชูปถัมภ์ 2543
* ผู้ช่วย ผบ.ตร. (สส.) ประธานมูลนิธิร่วมพัฒนาภาคใต้


แหล่งที่มา http://www.muanglung.com
บันทึกการเข้า




นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2551, 23:37:02 »

ประเพณีเทศกาลเดือนสิบ

เป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่มากของชาวภาคใต้และนครศรีธรรมราช งานประเพณีนี้เริ่มในวันแรม 1 ค่ำถึงแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ของทุกๆ ปี ประเพณีเทศกาลเดือนสิบ เป็นงานบุญเพื่อแสดงความกตัญญูต่อบุพการีซึ่งล่วงลับไปแล้ว ตามความเชื่อทางพุทธศาสนาว่าผู้ล่วงลับไปแล้วมีบาปมากจะตกนรกและกลายเป็น "เปตชน" หรือเปรต จะถูกปล่อยตัวจากนรกเพื่อให้ขึ้นมาพบญาติพี่น้องและลูกหลานของตนในเมืองมนุษย์ในวันแรม 1 ค่ำ เดือนสิบ และให้กลับลงไปอยู่ในนรกดังเดิมก่อนพระอาทิตย์ขึ้นในวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่จึงพยายามหาอาหารต่าง ๆ ไปทำบุญตามวัดเพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เริ่มในวันแรม 13 ค่ำ ซึ่งเป็น "วันจ่าย" หมายถึง วันออกจับจ่ายซื้อของที่จำเป็นในการจัดตกแต่ง "หมรับ" (สำรับ) ในวันแรม 14 ค่ำ คือวัน "ยกหมรับ" หมายถึง การยก "หมรับ" ไปวัดหรือวันรับตายายและวันที่ผู้ล่วงลับจะต้องกลับลงไปอยู่ในนรกตามเดิม คือวันแรม 15 ค่ำ เดือนสิบ เรียกว่า "วันบังสุกุล" หรือวันส่งตายาย สำหรับหมรับในปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาจากการจัดหมรับแบบดั้งเดิม เป็นการตกแต่งให้สวยงามมากขึ้น โดยมีองค์ประกอบครบถ้วนตามแบบโบราณและจัดให้มีการแข่งขันการจัดหมรับขึ้นอีกด้วย โดยจะมีพิธีขบวนแห่แหนกันอย่างสวยงามตลอดแนวถนนราชดำเนินในวันแรม 14 ค่ำ เดือนสิบ

ที่มา http://www.thai-tour.com/thai-tour/south/Nakornsrithammarach/data/festival.htm

ช่วงเวลา ระยะเวลาของการประกอบพิธีสารทเดือนสิบมีขึ้นในวันแรม ๑ ค่ำถึงแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ
แต่วันที่ชาวนครศรีธรรมราชนิยมทำบุญคือวันแรม ๑๓-๑๕ ค่ำ

ความสำคัญ
เป็นความเชื่อของพุทธศาสนิกชนชาวนครศรีธรรมราช ที่เชื่อว่าบรรพบุรุษอันได้แก่ ปู่ย่า ตายาย และญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว หากทำความชั่วจะตกนรกกลายเป็นเปรต ต้องทนทุกข์ทรมานในอเวจี ต้องอาศัยผลบุญที่ลูกหลานอุทิศส่วนกุศลให้แต่ละปีมายังชีพ ดังนั้นในวันแรม ๑ ค่ำเดือนสิบ คนบาปทั้งหลายที่เรียกว่าเปรตจึงถูกปล่อยตัวกลับมายังโลกมนุษย์เพื่อมาขอส่วนบุญจากลูกหลานญาติพี่น้อง และจะกลับไปนรกในวันแรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ
ในโอกาสนี้เองลูกหลานและผู้ยังมีชีวิตอยู่จึงนำอาหารไปทำบุญที่วัด เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที

พิธีกรรม
พิธีกรรมของประเพณีสารทเดือนสิบ มีดังนี้
๑. การจัดหฺมฺรับ
เริ่มในวันแรม ๑๓ ค่ำ ชาวบ้านจะเตรียมซื้ออาหารแห้ง พืชผักที่เก็บไว้ได้นาน ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน และขนมที่เป็นสัญลักษณ์ของสารทเดือนสิบ จัดเตรียมใส่หฺมฺรับ
การจัดหฺมฺรับ คือ การบรรจุและประดับด้วยสิ่งของ อาหาร ขนมเดือนสิบลงในภาชนะที่เตรียมไว้ เช่น ถาด กาละมัง เข่ง กระเชอ เป็นต้น ชั้นล่างสุดบรรจุอาหารแห้ง ชั้นสองเป็นพืชผักที่เก็บไว้นาน ชั้นสามเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน ขั้นบนสุด ประดับขนมสัญลักษณ์เดือนสิบ ได้แก่ ขนมพอง ขนมลา ขนมบ้า ขนมดีซำ ขนมแต่ละชนิดมีความหมายดังนี้
ขนมลา เป็นเสมือนเสื้อผ้าที่ให้บรรพบุรุษใช้นุ่งห่ม
ขนมพอง เป็นเสมือนแพที่ให้บรรพบุรุษข้ามห้วงมหรรณพ
ขนมกง เป็นเสมือนเครื่องประดับ ใช้ตกแต่งร่างกาย
ขนมบ้า เป็นเสมือนเมล็ดสะบ้า ไว้เล่นในวันตรุษสงกรานต์
ขนมดีซำ เป็นเสมือนเงินตรา ไว้ให้ใช้สอย
๒. การยกหฺมฺรับ
ในวันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ ชาวบ้านจะยกหฺมฺรับที่จัดเตรียมไว้ไปวัด และนำภัตตาหารไปถวายพระด้วย โดยเลือกไปวัดที่อยู่ใกล้บ้านหรือวัดที่บรรพบุรุษของตนนิยมไป
๓. การฉลองหฺมฺรับและบังสุกุล
เมื่อนำหมฺรับไปวัดแล้ว จะมีการฉลองหฺมฺรับ และทำบุญเลี้ยงพระเสร็จแล้วจึงมีการบังสุกุล การทำบุญวันนี้เป็นการส่งบรรพบุรุษและญาติพี่น้องให้กลับไปยังเมืองนรก
๔. การตั้งเปรต
เสร็จจากการฉลองหมฺรับและถวายภัตตาหารแล้ว ชาวบ้านจะนำขนมอีกส่วนหนึ่งไปวางไว้ตามบริเวณลานวัด ข้างกำแพงวัด โคนไม้ใหญ่ เรียกว่า ตั้งเปรต เพื่อแผ่ส่วนกุศลเป็นทานแก่ผู้ล่วงลับที่ไม่มีญาติ หรือญาติไม่มาร่วมทำบุญให้ การชิงเปรตจะทำตอนตั้งเปรตเสร็จแล้ว เพราะเชื่อว่าถ้าหากใครได้กินของเหลือจากการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ จะได้รับกุศลเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง
บางวัดนิยมสร้างหลาเปรต เพื่อสะดวกแก่การตั้งเปรต บางวัดสร้างหลาเปรตไว้บนเสาสูงเพียงเสาเดียว เกลาและชะโลมน้ำมันเสาจนลื่น เมื่อเวลาชิงเปรตผู้ชนะคือผู้ที่สามารถปีนไปถึงหลาเปรตซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างมาก จึงสนุกสนานและตื่นเต้น

สาระ
ประเพณีสารทเดือนสิบมีสาระสำคัญหลายประการ ดังนี้
๑. เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ที่ได้อบรมเลี้ยงดูลูกหลาน เพื่อตอบแทนบุญคุณ ลูกหลานจึงทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้
๒. เป็นโอกาสได้รวมญาติที่อยู่ห่างไกล ได้พบปะทำบุญร่วมกันสร้างความรักใคร่สนิทสนมในหมู่ญาติ
๓. เป็นการทำบุญในโอกาสที่ได้รับผลผลิตทางการเกษตรที่เริ่มออกผลเพราะเชื่อว่าเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
๔. ฤดูฝนในภาคใต้จะเริ่มขึ้นในปลายเดือนสิบ พระภิกษุสงฆ์บิณฑบาตยากลำบาก ชาวบ้านจึงจัดเสบียงอาหารนำไปถวายพระในรูปของหฺมฺรับ ให้ทางวัดได้เก็บรักษาเป็นเสบียงสำหรับพระภิกษุสงฆ์ในฤดูฝน

ที่มา http://www.trangzone.com/prapenee_detail.php?ID=76
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2551, 23:38:34 »



ทำบุญเดือนสิบ เป็นประเพณีที่สำคัญอย่างหนึ่ง ที่ชาวภาคใต้ได้ปฏิบัติสืบต่อกันมา แต่ครั้งโบราณจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้เนื่องจากความเชื่อทางพุทธศาสนาว่าในปลายเดือนสิบ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย และญาติพี่น้องซึ่งล่วงลับไปแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีบาปตกนรกอยู่ ซึ่งเรียกว่า "เปรต" จะได้รับการปล่อยตัวจากพญายม ให้ขึ้นมาพบลูกหลานและญาติพี่น้องของตนในเมืองมนุษย์ ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 และให้กลับไปอยู่เมืองนรกดังเดิมในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ชาวบ้าน จึงจัดให้มีการทำบุญเป็นประเพณีขึ้นในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ครั้งหนึ่งกับวันแรม 15 ค่ำ เดือน 10 อีกครั้งหนึ่ง (บางท้องถิ่นทำในวันแรม 14 ค่ำ) เพื่ออุทิศส่วนกุศลไปให้ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติพี่น้อง ตลอดจนบุคคลอื่น ๆ ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นสำคัญเพียงแต่ว่าการทำบุญใน 2 วาระหลังเพราะถือว่ามีความสำคัญกว่าในวาระแรก
       การทำบุญสารทเดือนสิบ เป็นการแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมทางด้านจิตใจของผู้ปฏิบัติที่มี ต่อบุรพชน อันเป็นค่านิยมที่สำคัญยิ่งของชาวใต้ และของคนไทยทั่วไป ชาวภาคใต้จึงรู้สึกว่า งานบุญนี้มีความสำคัญมาก เมื่อใกล้ถึงวันทำบุญเดือนสิบ ทุกครอบครัวต่างก็เตรียมข้าวของให้ พร้อมเพื่อการทำบุญ ผู้ที่จากภูมิลำเนาไปอยู่ที่อื่นทั้งใกล้และไกลก็จะเริ่มกลับสู่ถิ่นใต้บ้านเกิดเมือง นอนของตนเพื่อมาร่วมงานประเพณีโดยทั่วหน้ากัน การทำบุญเดือนสิบ จึงเป็นงานประเพณีที่ก่อ ให้เกิดการชุมนุมของเครือญาติได้อีกทางหนึ่งด้วย ชาวภาคใต้บางคนบางพวกที่ไม่อาจกลับสู่ ภูมิลำเนาของตนได้ด้วยความจำเป็นบางประการ ก็พยายามหาโอกาสทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ บุรพชนในวาระทำบุญวันสารท และถ้าสามารถรวมกลุ่มกันได้ก็จะจัดประเพณีทำบุญนี้ขึ้น ณ จุดใดจุดหนึ่งในแหล่งที่ไปอาศัยอยู่นั้น


ชื่อประเพณี
       ประเพณีทำบุญนี้มีชื่อเรียกต่างกันออกไปเป็นหลายชื่อ โดยทั่วไปแล้วจะมีการกำหนดเรียก 4 ลักษณะ คือ

1. กำหนดเรียกตามเดือนที่ทำบุญประเพณี เนื่องจากประเพณีทำบุญนี้จัดให้มีขึ้นในเดือน 10 ตามคติความเชื่อดังกล่าวแล้ว ชาวบ้านจึงเรียกกันอย่างง่าย ๆ ว่า "ประเพณีทำบุญเดือนสิบ"

2. กำหนดเรียกตามประเพณี "สารท" ของอินเดียที่รับอิทธิพลเข้ามา คำว่า "สารท"พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายไว้ว่า "เกี่ยวกับหรือเกิดในฤดู ใบไม้ร่วง, เทศกาลทำบุญสิ้นเดือนสิบ" ในอินเดียคำว่า "สารท" เป็นชื่อที่ใช้เรียกฤดูใบไม้ร่วง และมีประเพณีอันเกี่ยวเนื่องด้วยฤดูสารทนี้ คือ เมื่อถึงฤดูสารทพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ปลูกไว้ ให้ดอกผล ก็จะมีการเก็บเกี่ยวไปทำขนม เซ่น พลีบูชาผีปู่ย่า ตายายหรือเทพเจ้าที่ตนนับถือ และแสดงความยินดีกัน ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าการทำบุญในลักษณะเช่นนี้ เป็นการดี จึงทรงอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนคงคถือปฏิบัติเรื่อยมา จึงเป็นที่เชื่อกันว่า เราได้รับประเพณีนี้มาจากอินเดีย และบางคนยังคงเรียกประเพณีนี้ว่า "สารท" ด้วย และในบางครั้งก็มีการเรียกควบคู่กับ "เดือนสิบ" ด้วย เช่น "ประเพณีทำบุญวันสารท" หรือ "ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ"

3. กำหนดเรียกตามขั้นตอนปฏิบัติที่สำคัญของประเพณี ประเพณีนี้มีวิถีปฏิบัติหลายขั้นตอน ที่สำคัญ คือ การจัดหมรับ การยกหมรับ และการชิงเปรต บางคนจึงเรียกว่า "ประเพณียกหมรับ" หรือประเพณีชิงเปรต"

4. กำหนดเรียกตามความมุ่งหมายหลักของประเพณี ประเพณีนี้มีความมุ่งหมายหลักอยู่ที่ การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเชื่อว่าไปเป็น "เปรต" อยู่ในนรกและได้รับ การปล่อยตัวให้ขึ้นมาเยี่ยมลูกหลานในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 และกลับสู่นรกในวันแรม 15 เดือน 10 ลูกหลานจึงต้องทำบุญในวันเวลาดังกล่าว เพราะถือว่าเป็นการ "รับ" และ "ส่ง" ตายาย ดังนั้นบางท้องถิ่นจึงเรียกประเพณีนี้ว่า "ประเพณีทำบุญตายาย" หรือ ประเพณี รับส่งตายาย

ความมุ่งหมายของการทำบุญสารทเดือนสิบ
        ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ มีเป้าหมายหลักอยู่ที่การอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ตลอดจนญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้ว แต่ด้วยช่วงเวลาปฏิบัติและวิถี ปฏิบัติของผู้ซึ่งเป็นพุทธศาสนิกชน จึงทำให้ประเพณีนี้มีความมุ่งหมายอื่น ๆ เข้าประกอบด้วย ดังต่อไปนี้

1. เพื่อเป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ญาติ พี่น้อง หรือบุคคลอื่น ที่ล่วงลับไปแล้ว

2. เป็นการทำบุญ แสดงความชื่นชมยินดี ในโอกาสที่ได้รับผลิตผลทางการเกษตร ในช่วงปลาย เดือน 10 ซึ่งตรงกับประเพณีสารท เป็นระยะที่พืชพันธุ์ต่าง ๆ กำลังให้ผลชาวบ้านจะนำพืชผล ทั้งในลักษณะที่ไม่แปรสภาพและแปรสภาพเป็นอาหารต่าง ๆ แล้วไปถวายพระสงฆ์ เพื่อความ เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว

3. เพื่อเป็นการอำนวยประโยชน์ ในด้านปัจจัยอาหารแด่ภิกษุสงฆ์ ในช่วงฤดูฝนโดยนำพืชผลไม้ และอาหารแห้งไปถวายพระสงฆ์เพื่อเก็บไว้เป็นเสบียงในฤดูฝน ซึ่งจะเริ่มในตอนปลายเดือน 10 การจัดเสบียงอาหารนี้ จะจัดเป็นสำรับที่ชาวใต้เรียกว่า "หมรับ" แล้วถวายโดยวิธีให้พระภิกษุ จัดสลากเรียกว่า "สลากภัต" พระภิกษุจะให้ศิษย์เก็บหมรับรับไว้ เพื่อนำมาประเคนถวายเป็นมื้อๆ

4. เพื่อเป็นการแสดงความสนุกสนานรื่นเริงประจำปีร่วมกัน เพราะญาติมิตรที่อยู่ใกล้ไกลจะกลับ สู่ภูมิลำเนาค่อนข้างพร้อมหน้าพร้อมตากัน จึงมักมีการจัดงานรื่นเริงเฉลิมฉลองกันในลักษณะ ต่างๆ จังหวัดนครศรีธรรมราชมีการจัดงานรื่นเริงควบคู่กับประเพณีทำบุญเดือน 10 เป็นงาน ใหญ่โต เรียกว่า "งานเดือนสิบ" ซึ่งยังคงจัดมาจนถึงปัจจุบัน

วิธีปฏิบัติและพิธีกรรม
        ประเพณีทำบุญสารทเดือนสิบ มี 2 ครั้ง คือ ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ครั้งหนึ่งกับ วันแรม 15 ค่ำ อีกครั้งหนึ่ง
       ในวันแรม 1 ค่ำเดือน 10 ชาวบ้านโดยทั่วไปยังไม่ถือว่าเป็นวันสำคัญนัก การประกอบพิธี จึงเป็นอย่างง่าย ๆ เพียงจัดภัตตาหารไปทำบุญที่วัดเรียกวันนี้ว่า "วันรับตายาย" หรือ "วันหมรับเล็ก" ในวันแรม 13 ค่ำ แรม 14 ค่ำ และแรม 15 ค่ำ เดือน 10 ถือเป็นช่วงสำคัญมาก เรียกว่า "วันหมรับใหญ่" มีขั้นตอนการปฏิบัติตนและประกอบพิธีกรรมโดยทั่วไป ดังนี้

1. การเตรียมการ มีการจัดข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ไว้ให้ครบ ถ้วนเพื่อการจัดหมรับ ดังนั้นในวันแรม 13 ค่ำเดือน 10 จึงมีการซื้อขายกันมากเรียกว่า "วันจ่าย"

2. การจัดหมรับ ส่วนใหญ่จัดกันในวันแรม 14 ค่ำ เดือน 10 แต่เดิมนิยมใช้กระบุงทรงเตี้ย ๆ สานด้วยตอกไม้ไผ่ขนาดเล็กใหญ่ตามต้องการ แต่มาระยะหลังใช้ภาชนะจัดตามสะดวก ของที่ใช้ ในการจัดหมรับ ได้แก่เครื่องปรุงรสอาหารที่จำเป็น, อาหารแห้ง, ของใช้ในชีวิตประจำวัน,ยาสามัญ ประจำบ้าน, ธูป, เทียน และหัวใจคือสำคัญของหมรับ คือ ขนม 5 อย่าง ซึ่งมีความหมายต่อการ อุทิศส่วนกุศลให้ญาติผู้ล่วงลับ และถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของงานบุญสารท เดือน 10

ขนมพอง เป็นสัญลักษณ์แทนแพ สำหรับญาติผู้ล่วงลับใช้ล่องข้ามห้วงมหรรณพตามคติ ทางพุทธศาสนา
ขนมลา เป็นสัญลักษณ์แทนแพรพรรณเครื่องนุ่งห่ม
ขนมกง (ขนมไข่ปลา) เป็นสัญลักษณ์แทนเครื่องประดับ ขนมดีซำ เป็นสัญลักษณ์แทนเงินเบี้ยสำหรับใช้สอย
ขนมบ้า เป็นสัญลักษณ์แทนสะบ้า สำหรับญาติผู้ตายจะได้ใช้เล่นสะบ้าในวันสงกรานต์

       ผู้สูงอายุบางคนกล่าวว่า ขนมที่เป็นหัวใจของการจัดหมรับมี 6 อย่าง โดยเพิ่มลาลอยมัน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนฟูกหมอนเข้าไปด้วยขนมต่าง ๆ เหล่านี้เป็นขนมที่สามารถเก็บไว้ได้นานไม่บูด เสียง่าย เหมาะที่จะเป็นเสบียงเลี้ยงสงฆ์ไปได้ตลอดฤดูฝน นอกจากนั้นยังมีเครื่องเล่นต่าง ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นของพื้นเมือง ซึ่งต้องพิจารณาให้ถูกกับนิสัยบุรพชนที่อุทิศให้ เช่น บุรพชนชอบดู ละคร, ชอบกัดปลา, ชอบเล่นไก่ชน ฯลฯ ก็จัดทำเป็นรูปตุ๊กตานั้น ๆ เชื่อว่าผู้จัดจะได้อานิสงส์มาก ยิ่งขึ้น การจัดหมรับอาจจะจัดกันเฉพาะครอบครัว หรือจัดกันในหมู่ญาติพี่น้อง หรือรวมกัน เป็นกลุ่มระหว่างเพื่อนฝูงก็ได้
       ในจังหวัดยะลาไม่นิยมจัดหมรับ แต่จะมีบ้างในบางราย ซึ่งจัดเป็นหมรับขนาดเล็ก ดังนั้น ในวันแรม 14 ค่า หรือ แรม 15 ค่ำ จะเห็นพ่อค้า แม่ค้านำ "ขนม 5 อย่างมาวางขายอยู่ทั่วไป ซึ่งขนมเหล่านี้ ก็สั่งซื้อมาจากจังหวัดอื่น เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และเพื่อความสะดวกเขา จะใส่ถุงรวมกันเป็นชุด ๆ ชาวบ้านจะซื้อหา เตรียมไว้สำหรับเอาไปวัดในวันรุ่งขึ้น หรือซื้อหากัน ในช่วงเช้าวันแรม 15 ค่ำ ก็ได้ เมื่อถึงวัดชาวบ้านจะนำขนมเหล่านี้ไปวางรวมกันในภาชนะที่ ทางวัดเตรียมไว้เพื่อประกอบพิธีร่วมกัน
       ในการยกหมรับไปวัด จะมีการจัดภัตตาหารไปถวายพระด้วย จึงมักจะไปวัดกันในช่วงเช้า ก่อนพระฉันเพล ผู้ยกหมรับไปวัดจะแต่งกายสะอาด สวยงามเพราะถือว่าเป็นการทำบุญ ครั้งสำคัญ โดยเลือกวัดที่อยู่ใกล้บ้าน หรือวัดที่เคยเผาบรรพบุรุษหรือวัดที่บรรพบุรุษเคยนิยม ยกหมรับไปวัด อาจต่างครอบครัวต่างไป หรือจัดเป็นขบวนแห่ก็ได้ ถ้าเป็นหมรับใหญ่และมีการ ประกวดหมรับกันด้วย จะมีขบวนแห่ใหญ่โตเอิกเกริก ผู้ร่วมขบวนแห่แต่งตัวสวยงามตามลักษณะ ขบวน อาจมีการแต่งเป็นเปรตหรืออื่น ๆ ตามแต่ความคิดของผู้ร่วมขบวน

       4. การตั้งเปรต เมื่อยกหมรับและนำภัตตาหารไปถึงวัดแล้ว ก็เตรียมจัดสำรับ การจัดสำรับ ในวันสารททั้ง 2 ครั้ง (แรม 1 ค่ำ เดือน 10, แรม 15 ค่ำ เดือน 10) ก็มีข้าวปลาอาหาร และขนมเดือน 10 จัดเป็น 3 ชุด คือ
       ชุดที่ 1 สำหรับถวายพระ เพื่อจะได้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลไปไห้บุรพชนหรือผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ชุดที่ 2 สำหรับตั้งให้เปรตกันในวัด เป็นเปรตชั้นดี ที่สามารถเข้าวัดเข้าวาได้โดยสร้างร้าน ขึ้นสูงพอสมควรเรียกว่า "หลาเปรต" (หลา เป็นภาษาถิ่นใต้หมายถึงศาลา ดังนั้น "หลาเปรต" จึงหมายถึงศาลาที่ใช้สำหรับตั้งเปรต) แล้วนำอาหารไปไว้บนหลาเปรตนั้น ชุดที่ 3 สำหรับตั้งให้เปรตกินนอกวัด เป็นเปรตที่มีบาปหนัก เข้าวัดเข้าวาไม่ได้โดยจะเอา ไปวางไว้นอกบริเวณวัดตามกำแพงหรือโคนต้นไม้ในการตั้งเปรตทั้งในวัดและนอกวัด จะต้องกล่าวคำเชิญเปรตและอธิษฐานให้เปรตได้ หลุดพ้นจากความทุกข์ยาก ถ้าไม่เชิญเปรต เปรตจะไม่กล้ากินเหมือนหนึ่งเราจัดอาหารให้แขกหรือ ญาติที่มาเยี่ยม จัดวางไว้แล้วเราไม่เชิญแขกก็ไม่กล้ากิน เมื่อเชิญเสร็จแล้วควรจะยืนดูสักระยะหนึ่ง พอให้เปรตกินเสร็จ เปรตจะได้ชื่นใจว่าเรายื่นให้ด้วยความเต็มใจ และคอยเฝ้าปรนนิบัติไม่ละทิ้ง

5. การชิงเปรต เมื่อจัดสำรับไปวางไว้บนหลาเปรตแล้ว บนหลาเปรตจะมีสายสิญจน์วงล้อม ไว้รอบ และต่อยาวไปจนถึงพระสงฆ์ ซึ่งนั่งอยู่ในวิหารเป็นที่ทำพิธีกรรม โดยสวดบังสุกุลอัฐิหรือ กระดาษเขียนชื่อของผู้ตาย ซึ่งบุตรหลานนำมารวมกันในพิธีต่อหน้าพระสงฆ์บุตรหลานจะ กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปยังเปรตชนที่เป็นบรรพบุรุษ เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เก็บสายสินจน์ ก็มีการชิงเปรต คือแย่งของที่ตั้งให้เปรตกินนั้น เชื่อว่า การแย่งขนมเปรตที่ผ่านการทำพิธีแล้วนี้จะได้กุศลแรง เป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัวยิ่งนัก และยังเชื่อกันต่อไปว่าขนมเหล่านี้ถ้านำไปหว่าน ในสวน ในนา จะทำให้พืชผลอุดมสมบูรณ์ เพิ่มผลผลิตสูง
       การชิงเปรตหรือแย่งของที่ตั้งให้เปรตกิน ถ้าไม่ชิงเปรตท่านว่าไม่ดี เพราะการชิงเปรตนั้นคือ การชิงกันกินของที่เปรตกินเหลือแล้ว เปรตจะสุขใจอย่างมากที่เห็นลูกหลานไม่คิดรังเกียจ กล้ากินเดนอาหารที่ท่านกินเหลือ และเปรตจะช่วยหาทางคุ้มครอง บางคนที่บุตรหลานเจ็บป่วย บนเปรตให้หายป่วย จะให้บุตรหลานได้ชิงเปรตในรอบปีนั้นก็มี บางท่านอธิบายว่า การชิงเปรต นั้นจะทำให้เปรตสนุกสนานด้วย เพราะนาน ๆ จะได้มาแย่งชิงเล่นสนุกกับลูกหลาน ดังนั้นหาก ใครไม่ร่วมชิงเปรตก็คล้ายกับว่ายังทำพิธีนี้ไม่สมบูรณ์ การชิงเปรตนี้ ชาวบ้านในชนบทยังคงปฏิบัติ กันอยู่แต่วัดที่อยู่ในตัวเมือง ส่วนใหญ่มีแต่เด็ก ๆ ที่เข้าแย่งชิงกันและมักจะรื้อค้นหาเงินที่ชาวบ้าน วางไว้ในสำรับเพื่อมอบให้เปรตไว้ใช้จ่าย ส่วนผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าแย่งชิงนั้นอาจจะคิดว่าเป็นการแย่ง กันกิน เป็นเรื่องน่าเกลียด จึงควรที่จะศึกษาและแปลเจตนาให้ถูกต้อง มิฉะนั้นประเพณีนี้ อาจจะต้องเลิกลาไปในที่สุด

ที่มา http://www.geocities.com/provyala/month10.htm
บันทึกการเข้า

มะเอ็ม
คนบ้านเดียวกัน
ผู้ช่วยผู้จัดการ
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 1,169
สมาชิกลำดับที่ 149
ปักษ์ใต้บ้านเรามันเหงาจัง ไม่มีใครนั่งแลหนังโนราห์



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 01 ตุลาคม, 2551, 11:40:59 »

เมื่อวานเพิ่งได้รับ ขนมลา มาจากเพื่อนที่อยู่นครครับ ยังไม่ลองชิมเลย
ได้มาจาก อ.ปากพนัง ด้วย

[URL=http://imageshack.us][/URL]
บันทึกการเข้า

พ...   พึ่งพาอาศัยกันได้
ว...    ไว้วางใจกันได้
ก...    มีความเกรงใจซึ่งกันและกัน
  "จึงจะเรียกว่าเป็นพวกกัน"

เจี๊ยบ@กลางดง
หัวหน้างาน
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 565
สมาชิกลำดับที่ 311


| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 13 ธันวาคม, 2551, 21:38:14 »

ขนมลาน่ากินมาก ๆๆๆๆ
บันทึกการเข้า

บางคนว่าฉันเป็นคนบ้า   บางคนว่าสติไม่ค่อยดี

ฉันน้อมรับทุกอย่างที่คนเขาว่า

nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,920
สมาชิกลำดับที่ 24


| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 17 กันยายน, 2552, 22:03:36 »

 ประเพณีบุญเดือนสิบ




     
           ประเพณีบุญเดือนสิบ เกิดขึ้นจากความเชื่อในขนบธรรมเนียมประเพณีนิยม สืบทอดแนวคิดจากอินเดียที่ว่า บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วยังต้องใช้เวรกรรมอยู่ในยมโลก และจะกลับมาเยี่ยมญาติหรือครอบครัวของตนในช่วงแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ถึง แรม 15ค่ำ ซึ่งทำให้เกิดมีการทำบุญทำทานอุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
 
           ประเพณีบุญเดือนสิบนี้ไม่ได้มีขึ้นเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราชจังหวัดใน ทางภาคใต้เท่านั้น แต่ยังมีทำกันในจังหวัดทางภาคเหนือ และภาคอีสานอีกด้วย และจะ มีชื่อเรียกต่างกัน ในภาคอีสานจะเรียกว่า "งานบุญข้าวสาก"และ"งานบุญตานก๋วยสลาก"
 
           ในวันงานจะถือเป็นเสมือนวันรวมญาติที่จะทยอยกัน มาร่วมกันทำบุญ "รับตายาย" ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 10 ไปจนถึงวันแรม 15 ค่ำซึ่งถือเป็นวันสุดท้าย แล้วที่บรรพบุรุษของครอบครัวตนจะต้องกลับยมโลก จะร่วมกันทำบุญครั้งสุดท้ายที่เรียกว่า "ส่งตายาย" ซึ่งถือเป็นวันสำคัญที่สุด

           สำหรับสำรับอาหารที่จัดไปทำบุญมักจะเป็นชุดทองเหลืองหรือถาดโดยจะจัดของที่ใส่ไว้ เป็นชั้นหรือเป็นชุดโดยชั้นล่างสุดจะใส่ข้าวสาร อาหารแห้ง หอม กระเทียม ชั้นถัดไปเป็น ผลไม้และของใช้ประจำวันส่วนชั้นบนสุดใส่ขนมที่เป็นเอกลักษณ์ของงานบุญเดือน 10 ซึ่งขาดไม่ได้มีอยู่ 5 ชนิด คือ ขนมลา ขนมพอง ขนมบ้า ขนมดีซำ และขนมกง ซึ่งขนม ทั้ง 5 ชนิดนี้จะมีความหมายแตกต่างกัน คือ

                ขนมลา เปรียบเสมือนเสื้อผ้าเพื่อให้ผู้ตายสวมใส่ในนรกภูมิ
 
                ขนมพอง เปรียบเสมือนแพให้ผู้ตายใช้เป็นพาหนะข้ามห้วยแห่งทุกข์และบาป หรือเวรกรรมต่างๆ 
             
                ขนมบ้า เปรียบเสมือน การละเล่นที่ให้ผู้ตายเล่น เช่น สะบ้า

                ขนมดีซำ เปรียบเสมือนเบี้ยหรือเงินที่ให้ผู้ตายใช้ในระหว่างใช้เวรกรรมในนรกภูมิ

                ขนมกง เปรียบเสมือนเครื่องทรงหรือเครื่องประดับเพื่อให้ดูภูมิฐานและสวยงาม

           ส่วนอาหารคาวหวานอย่างอื่นที่จะมีเพิ่มเติมลงไปนั้นก็แล้วแต่จะพิจารณาว่าญาติพี่น้องที่ ล่วงลับไปแล้วของตนจะชอบอาหารหรือขนมใดนอกจากอาหารแล้ว ยังนิยมใส่เครื่องใช้ ไม้สอย อาทิ ด้าย เข็ม และเงินเหรียญ (ธนบัตรก็ได้) ลงไปในสำรับด้วยสำรับอาหารที่จัด ไว้ส่วนใหญ่จะจัดเป็น 2 ชุด

           ชุดหนึ่งเตรียมไว้เพื่อบำเพ็ญกุศลแก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วซึ่งจะนำไปบำเพ็ญ ที่ศาลาวัดและอีกชุดหนึ่งจะจัดเตรียมไว้สำหรับผู้เสียชีวิตที่ไม่มีญาติ หรือไม่มีใครทำบุญไป ให้โดยจะตั้งก่อนทางเข้าวัดซึ่งจะเรียกว่า "ตั้งเปรต"หลังจากการบำเพ็ญกุศลเรียบร้อยแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมพิธีก็จะเข้าแย่งอาหารที่เหลือจากการบำเพ็ญกุศลโดยมีความเชื่อว่าของที่เหลือ จากการเซ่นไหว้เปรตนี้ เป็นอาหารศักดิ์สิทธิ์ กินแล้วจะได้กุศลแรงและจะเป็นศิริมงคลแก่ ตนและครอบครัวพิธีนี้ชาวนครศรีธรรมราชจะเรียกว่า"ชิงเปรต"หรือการแย่งอาหารจากเปรต นอกจากการทำบุญที่วัดแล้ว ทางราชการยังจัดให้มีการทำพิธี แห่เป็นทางการ รวมทั้งมีการละเล่นต่างๆควบคู่กันไปด้วย เช่น การแสดงมโนราห์ หนังตะลุง และการแสดงพื้นบ้านอื่นๆ


ที่มา http://www.geocities.com

บันทึกการเข้า

nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,920
สมาชิกลำดับที่ 24


| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 24 กันยายน, 2552, 08:27:55 »


ชิงเปรต.....ปริศนาบนรีตแห่งประเพณีของถิ่นใต้เดือนสิบ  

หลบบ้านนะไอ้บ่าว อีสาวเหอ...........
 
นี่คือถ้อยคำฝากฝังของพ่อแม่ พ่อเฒ่า แม่เฒ่า ที่ย้ำคำย้ำเตือนลูกหลานสะตอพลัดถิ่น..ให้กลับบ้านมาทำบุญเดือนสิบ..มันมีอะไรแฝงแอบในรีตวัฒนธรรมประเพณีที่ถูกสืบทอดมาชั่วคน  จากรุ่นสู่รุ่น แม้ปัจจุบันจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าวันก่อนก็ตามที แต่บางที่บางแห่งยังถือว่าบุญเดือนสิบ คือ บุญใหญ่ที่ต้องจัดทำให้เอิกเกริงดังโบราณมา

..  ความทรงจำวัยเด็ก...งาน ชิงเปรต ในวัดไกล้บ้าน  มีโนราห์หนังลุง เจ็ด วันเจ็ดคืน วันทำบุญใหญ่ชิงเปรต แข่งโนราห์กลางวัน...วิ่งดูโรงโน้นที่ โรงนั้นที่ตอนออกพราน ตอนเล่นละครตัวตลกออก.....ยิ่งตอนมีการตั้งร้านเปรตสูงเสาทำจากต้นหมากผิวเลื่อมไปด้วยน้ำมันที่ชะโลมจนชุ่ม....เสี่ยงเชียร์เสียงลุ้นว่าใครขึ้นได้ก่อนดังกลบเสียงโนราห์................นั้นคือ..ความทรงจำในวัยเยาว์







....


ก่อนทำบุญทำสิบแรกและสิบหลัง.......ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเริน(เรือน)  แต่ก่อน การร่วมกันทำกิจกรรมทำหนมสำหรับทำบุญถือเป็นเรื่องใหญ่เพราะขนมแต่ละอย่างมีขั้นตอนการทำหลายขั้นตอนช่วยกันทำช่วยกันหา  เกิดกิจกรรมกลุ่มกระชับสัมพันสายใยพี่น้อง...ทำหนมลา หนมเพซำ
หนมพอง ทำต้ม  ทำหนมค่อมหนมเทียน
 
    ภาพเก่าๆ*เนยู่*(ปัจจุบัน) เริ่มหายขนมทุกอย่างหาซื้อกันง่ายตามตลาดนัด  ความง่ายเริ่มกลืนกืนปมปริศนาที่คนเก่าต้องการ


.......


.....


เดือนสิบลูกหลานหลบเริน(กลับบ้าน) ถูกสั่งถูกใช้ ให้ไปปัดกวาด เช็ดถู โกฎ บัว ที่เก็บกระดูกพ่อแม่ตายายเพื่อเตรียมทำบุญให้  นี้คืออีกหนึ่งภูมิคิดที่ยึดติดลูกหลานไว้กับครอบครัว...

ความ กตัญญูคือ  แบบพิมพ์แห่งความดีที่หล่อหลอมให้คนเป็นคนที่เหนือกว่าเดรฉานมาตราบวันนี้

..




..........

ตอนเด็กๆ จำได้ว่าสิ่งหนึ่งที่เราเฝ้าดูกันตั้งแต่ทางเข้าประตูวัดของการทำบุญเดือนสิบคือ.

..**หมรับ** เด็กๆเราจะคอยดูว่าหมับของใครจะตกแต่งได้สวยงาม น่าแลขนาดไหน บางหมับตกแต่งสวยงาม อลังกาล พักหลังช่วงปัจจุบัน เริ่มมีการติดธนบัตรเข้าด้วยก็ว่ากันไปตามที่จะทำ แต่ที่สำคัญวัดได้ประโยชน์ส่วนรวมได้ประโยชน์ก็ไม่เป็นไร


...






 

.........

*หมรับ*ที่ตกแต่งมาสวยงามประกอบด้วยหนมลา หนมพอง ขนมเพซำและ ของแห้งของใช้จำเป็นสำหรับโรงครัวเช่น ข้าวสาร หอม กระเทียม พริก เกลือ กะปิ น้ำตาล น้ำปลา จัดไส่ลงในหมรับ เอาของแห้งรองก้นและอยู่ภายใน ส่วนขนมทั้งหลายอยู่ชั้นนอก ทำเป็นรูปเจดีย์ยอดแหลม จัดไส่ในโคมกาละมังหรือตะกร้าตามที่มีที่ใช้ ของในหมับจะนำไปทำบุญให้วัด และจะเตรียมของต่างๆไว้อีกชุดสำหรับไปตั้งที่*ร้านเปรต* หรือ*หลาเปรต*ด้วย แม่บอกว่า ลาเอาไว้ทำเสื้อให้เปรต และใช้กินเพราะปากเปรตเท่ารูเข็มหนมลาก็เป็นเส้นๆ พอดีปากของเปรต  หนมพองสีสวยๆก็ไว้ทำเครื่องประดับ หนมเพซำบ้างไว้ทำตุ้มหูบ้างก็บอกว่าไว้ทำเบี้ย เราเด็กๆฟังที่มาของขนมตามรูปร่างผ่านเรื่องเล่าอย่างสุขและสนใจ

               .....






"ร้านเปรต"   ซึ่งสร้างไว้กลางวัดยกเสาสูงแต่ก่อนสร้างชั่วคราวบางที่ทำเป็นเสาไม้หมากทาน้ำมัน เวลาขึ้นไปบนร้านเปรตต้องใช้ความพยายามความสามัคคีช่วยกันเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาของวันบุญที่เด็กๆรอคอยและสนุกปัจจุบันหลายวัดก่อสร้างร้านเปรตถาวรเลยก็มี บนร้านเปรตจะมีสายสิญจน์วงล้อมไว้รอบและต่อยาวไปจนถึงพระสงฆ์ที่นั่งอยู่ในวิหารที่เป็นที่ทำพิธีกรรม โดยสวดบังสุกุลอัฐิหรือกระดาษเขียนชื่อของผู้ตาย ซึ่งบุตรหลายนำมารวมกันในพิธีต่อหน้าพระสงฆ์ บุตรหลานจะกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญไปยังเปรตชนที่เป็นบรรพบุรุษ เมื่อเสร็จพิธีแล้ว เก็บสายสิญจน์ ขนมต่าง ๆ จะถูกแบ่งออกส่วนหนึ่ง พร้อมกับของแห้งไว้ถวายพระ อีกส่วนหนึ่งให้

เปรตชนที่พอมี กำลังเข้ามาเสพได้ ในขณะเดียวกันผู้ที่มาร่วมทำบุญทั้งหนุ่มสาว เฒ่าแก่ และโดยเฉพาะเด็ก ๆ จะเข้าไปรุมกันแย่งขนมที่ตั้งเปรตด้วยความสนุกสนาน และเชื่อกันต่อไปว่าขนมเหล่านี้ถ้านำไปหว่านในสวนในนา จะทำให้พืชผลอุดมสมบูรณ์เพิ่มผลผลิตสูง โดยเฉพาะขนมเทียน บางแห่งนำไปติดไว้ตามต้นไม้ผลเพื่อให้มีผลดก หลังจากนั้น ก็มักมีผู้ใจบุญโปรยทาน โดยใช้เหรียญสตางค์โดยไปที่ละมากเหรียญ ตรงไปยังฝูงชน ที่เรียกว่า "หว่านกำพรึก" แย่งกันอย่างสนุกสนาน


 



...


ผมเน้นย้ำ* เปรตชนที่พอมี กำลังเข้ามาเสพได้ * ในคำเขียนด้านบนเนื่องจากคิดด้วยตัวเองว่า ต้องมีอะไรแฝงให้คิดไปมากกว่าที่พ่อแม่เล่าว่ายังมีเปรตหรือปู่ย่าตายายที่มีบาปหนักจนเข้าวัดไม่ได้  เข้าไปเสพไปกินที่ร้านเปรตข้างในไม่ได้ ต้องรอส่วนบุญอยู่ตามประตูวัด  จนลูกหลายต้องมาตั้ง ของไหว้ตามประตูวัดไห้ด้วย

 ..ในความคิดตัวยามนี้คงเป็นปริศนาสอนให้คนเห็นความต่างของการทำไม่ดี  ทำเลว  แม้แต่วัดยังเข้าไปไม่ได้  สอนให้เห็นถึงความลำบากสอนให้เห็นผลของการทำชั่ว
...และอีกนัยต้องการสอนให้รู้จักการให้การเห็นอกเห็นใจผู้อืน เพราะนอกจากเปรตปู่ย่าตายายแล้ว  วิญญาณแร่ร่อน สัมพเวสี ก็จะได้รับผลบุญนี้ด้วย

..




....



อีกหนึ่งกิจภาระของเด็กๆ ของลูกๆๆ  ของลูกเขย ของลูกสะใภ้..ต้องจัดปิ่นโต สำรับกับข้าว นำไปให้ญาติผู้ใหญ่ให้พ่อเกลอ แม่เกลอ  บ้านไหนพวกมาญาติเยอะก็ขี่รถถีบกันปวดน่อง   ขาไปแกงคั่วไก่หน่อไม้  ขามาปิ่นในปิ่นโตถูกเปลี่ยนเป็นคั่วมะขือไส่ปลาแห้ง.....เปลื่ยนกันไปกันมา...........

อีกหนึ่งภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่ พวกกัน  เกลอกัน พี่น้องกัน  สายสัมพันอันแน่นเหนียวถูกถักทอผ่านปม แห่งประเพณีผ่าน รูปนามธรรมแห่ง เปรต. แต่สิ่งที่มองเห็นและแทรกแฝงอยู่ต่างหากที่เป็นแก่นจริงที่มองเห็นและจับต้องได้...
เปรตถูกส่งมาจากนรกภูมิ 
ลูกหลานกลับบ้าน

อย่างไหน คือจริงอย่างไหนคือ ธรรมสอนให้ได้ฉุกคิด
 
ลูกหลานไม่กลับบ้านก็ต้องอายเปรตอายผีกันบ้าง...

.เปรตมา  ญาติพี่น้องพบหน้า ทักทายอบอุ่นรู้จัก  ลูกๆๆหลานรู้จักพี่น้อง...แกงคั่วหลายขนาดสมรมอุ่นให้ร้อน......นั่งล้อมวงกิน......สุขใดเท่าแล้ว.........คน..ที่ยังมีลมหายใจอยู่.....
 
บุญเดือนสิบผ่านพ้นไปแล้วอีกปีมองกลับทะลุรอดร่มอาวาสกับรีตถิ่นของคนไต้...
ข้อความข้างฝาไม้บนกุฎิเก่าๆที่รอวันถูกรื้อสร้างใหม่เป็นคอนกรีตติดแอร์อุ่น
     
...ไม่รู้เด็กวัด  เณรหรือพระ  เขียนระบายห้วงนึกคิดภายใน..


   
..


เดือนสิบนี้  คนใต้หลายๆคน ไม่ลืมหลง 
 ในแนวทางแห่งคุณความดีของ...พงศ์เผ่าลูกสะตอ 
  เดือนสิบนี้  ก็ยังมีคนใต้หลายคน ที่หลงลืม
 มืนเมา ดันทุรังมืดบอด ดึงดันดื้อแดงด้านดุ่มเดิน
  บนหนทางแห่ง..........ความวิบัติ  ไม่รู้แม้  ผิดถูก..ชั่วดี......

...
 




ปลายเดือนสิบ ปีห้าสอง
  นายซาไกทัดดอกฝิ่น



ที่มา http://mblog.manager.co.th/sakaitadokfin/th-77681/
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: