Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 พฤศจิกายน, 2560, 14:52:01

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เขาศรีวิชัย/เขาพระนารายณ์  (อ่าน 10130 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2551, 20:43:55 »

เขาศรีวิชัย/เขาพระนารายณ์

ที่ตั้ง หมู่ 1 บ้านหัวเขา ตำบลศรีวิชัย อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฏร์ธานี

พิกัดแผนที่

เส้นรุ้ง 9 องศา 9 ลิปดา 15 ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวง 99 องศา 13 ลิปดา 35 ฟิลิปดาตะวันออก ระวาง 4827 II อำเภอพุนพิน

ลักษณะและสภาพของแหล่ง

เขาศรีวิชัยหรือเขาพระนารายณ์ตั้งอยู่ริมฝั่งซ้ายของคลองพุนพินสาขาของแม่น้ำตาปี ห่างจากคลองโดยเฉลี่ยประมาณ 400 เมตร ลักษณะเป็นภูเขาขนาดย่อมประกอบด้วยเนินเขาหินดินดานผสมเนินดิน กว้างประมาณ 100 เมตร ยาวประมาณ 650 เมตร สูงประมาณ 21-30 เมตร บนยอดเขามีพื้นที่ราบกว้างประมาณ 45-50 เมตรยาวตลอดแนวสันเขา บริเวณพื้นที่ราบชายเนินมีเนื้อที่ประมาณครึ่งตารางกิโลเมตร ต่อด้วยพื้นที่ราบลุ่มกว้างขวางฝั่งคลองพุนพินซึ่งใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรมของชาวบ้านในปัจจุบัน
 
บริเวณพื้นที่ราบชายเนินเขาศรีวิชัยเคยปรากฏบริเวณที่เป็นโคกหรือที่ดอน 2 แห่ง น่าจะเป็นศาสนาสถานสำหรับประดิษฐานรูปเคารพ เพราะปรากฏร่องรอยแนวอิฐและหินดานกรอบประตู ที่เนินโคกหนึ่งพบฐานโยนิ ปัจจุบันเนินดังกล่าวถูกปรับพื้นที่เป็นสนามกีฬาของโรงเรียนวัดเขาศรีวิชัย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาด้านทิศใต้ ส่วนอีกเนินหนึ่งใกล้เชิงเขาพบใบเสมาหินทรายแดงสมัยอยุธยาและเคยพบศิวลึงค์ ส่วนบริเวณพื้นที่ราบห่างจากเขาศรีวิชัยไปทางทิศตะวันตก มีสระน้ำขนาดใหญ่ สันขอบสระเป็นแนวคันดินและอิฐ ชาวบ้านเรียกว่า สระพัง เป็นแหล่งเก็บกักน้ำสำหรับทำกสิกรรมในบริเวณนี้



ประวัติความเป็นมา
จากสัมภาษณ์ราษฎรที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้เคียงวัดเขาศรีวิชัยเกี่ยวกับความเป็นมาของชื่อวัด บ้างว่าวัดเขาศรีวิชัยเรียกกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม บ้างก็ว่าชื่อวัดหัวเขาบน ตามชื่อบ้านซึ่งชื่อบ้านหัวเขา ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นวัดเขาศรีวิชัย เกี่ยวกับเรื่องนี้มีหลักฐานที่น่าสนใจและอาจจะเกี่ยวข้องกับชื่อวัดนี้คือ ตำนานการบูรณะพระบรมธาตุไชยาในสมัยพระครูโสภณเจตสิการาม ( หนู ติสโส) เล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2438 มีชายหนุ่มที่ต่อมารู้จักในนาม ตาปะขาวนุ้ย ไม่ปรากฏว่าหลักฐานแหล่งเดิมอยู่ที่ใดแต่ได้มาขออาศัยที่วัดหัวเขา อำเภอพุนพิน มีชื่อเสียงในการบูรณะวัด ต่อมาชาวไชยาเดินทางไปรับตาปะขาวมาไชยาและเริ่มเข้ามาถากถางเพื่อบูรณะพระบรมธาตุ แต่เกิดเรื่องเสียก่อนจึงบูรณะไม่สำเร็จ ( ธรรมทาส พานิช , 2541: 260 )
เรื่องที่ยกมานี้มีข้อสังเกตที่ชื่อวัดหัวเขา อำเภอพุนพิน ว่าน่าจะเป็นชื่อเดิมของวัดเขาศรีวิชัยที่ชาวบ้านเรียกกันสืบต่อมาก็ได้ อย่างไรก็ตามมีหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรปรากฏชื่อ วัดเขาศรีวัย ในหนังสือสัญญาการรับเหมาสร้างกุฏิ 3 หลังที่อารามวัด ลงวันที่ 24 กันยายน ร.ศ. 121 หนังสือสัญญานี้อยู่ในความครอบครองของพระครูวิจิตรคณานุการ อดีตเจ้าอาวาสวัดเขาศรีวิชัย (ธราพงศ์ ศรีสุชาติ , 2529 เล่ม 6 : 2524 ) ดังนั้นจึงเป็นหลักฐานค่อนข้างแน่ชัดว่า ชื่อวัดเขาศรีวิชัยเป็นชื่อที่มีมาไม่ต่ำกว่า พ.ศ. 2445 ส่วนจะเก่าไปถึงเท่าใดก็ไม่ทราบแน่ชัด และชื่อวัดหัวเขาบนคงเป็นชื่อที่ชาวบ้านนิยมเรียกอย่างไม่เป็นทางการนั่นเอง



ส่วนชื่อ เขาพระนารายณ์ เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกเขาศรีวิชัย หลักฐานการประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานของกรมศิลปากร วัดศรีวิชัย ในขณะเดียวกันก็ประกาศขึ้นทะเบียน เขาพระนารายณ์ ( กรมศิลปากร,กรม , 253: 59 ) ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียกเขาศรีวิชัยอีกชื่อหนึ่ง เนื่องจากพบเทวรูปพระนารายณ์อยู่บนซากโบราณสถานบนยอดเขา ชาวบ้านเรียกว่า ฐานพระนารายณ์ มีเรื่องเล่าของชาวบ้านในแถบนี้ว่า เมื่อครั้งพม่ายกกองทัพมาถึงหมู่บ้านในบริเวณนี้ชาวบ้านได้หนีขึ้นไปอยู่บนเขากันหมด พม่าได้ยินเสียงอื้ออึง เมื่อขึ้นไปดูก็ไม่พบผู้คนเห็นแต่เทวรูปอยู่บนเขา ครั้นลงมาข้างล่างก็ได้ยินเสียงเหมือนมีคนอยู่บนเขา แต่เมื่อไปดูไม่พบผู้ใดเนื่องจากอิทธิฤทธิ์ของพระนารายณ์กำบังไว้ เป็นอย่างนี้ทุกครั้งไป พม่าจึงฟันแขนเทวรูปหักขาดเรื่องเหล่านี้ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบทอดกันมาสะท้อนให้เห็นความศรัทธา เลื่อมใสในความศักดิ์สิทธิ์ของเทวรูปที่เปรียบเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำชุมชน ต่อมาสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ โปรดฯ ให้นำไปเก็บรักษาไว้ที่กรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

ต่อมาชาวบ้านได้ขุดพบเทวรูปพระนารายณ์ศิลาอีกองค์หนึ่งบริเวณเชิงเขาด้านทิศใต้สภาพชำรุดไม่มีเศียร สูง 40 เซนติเมตร เป็นเทวรูปรุ่นเดียวกันและลักษณะคล้ายกัน ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช และเมื่อปี พ.ศ. 2518 มีการพัฒนาตัดถนนผ่านวัดก็ได้พบลูกปัดจำนวนมาก รวมไปถึงบริเวณที่ราบเชิงเขาจนจรดฝั่งแม่น้ำตาปี ส่วนใหญ่เป็นลูกปัดแก้วสีต่าง ๆ ลูกปัดหลายแบบมีลักษณะคลายกับลูกปัดอินเดีย ลูกปัดหินก็พบแต่มีจำนวนน้อยกว่า มีทั้งที่ทำด้วยหินคาร์เนเลี่ยน อาเกต และควอทซ์ รวมทั้งลูกปัดทองคำด้วย จึงเป็นเหตุให้ชาวบ้านเข้าไปลักลอบขุดหาโบราณวัตถุ จนทำให้เกิดเสียหายกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะการขุดคุ้ยเพื่อให้ได้ซึ่งโบราณวัตถุเพียงอย่างเดียว เป็นการทำลายข้อมูลทางวิชาการที่จะทำให้สามารถย้อนอดีตแรกเริ่มที่มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเขาศรีวิชัยลงอย่างน่าเสียดาย ในการขุดหาลูกปัดของชาวบ้านทำให้เกิดการขุดพบพระพิมพ์ขนาดเล็กที่เรียกว่า พระพิมพ์เม็ดกระดุม โดยบังเอิญ นอกจานี้ยังพบเศษเครื่องถ้วยชามจีน สมัยราชวงศ์ซุ่ง และราชวงศ์หมิง กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปร่วมกับเศษภาชนะดินเผาพื้นเมือง

หลักฐานทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปกรรม



1. เนินโบราณสถาน พบเนินโบราณสถานบนยอดเขาทั้งสิ้น 8 เนิน ได้แก่

1.1 เนินโบราณสถานหมายเลข 1 ภายหลังการขุดแต่งในปีงบประมาณ 2534 พบว่าเนินโบราณสถานหมายเลขหนึ่ง เป็นอาคารสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นโดยการดัดแปลงภูเขาธรรมาติให้อยู่ในรูปทรงของฐานปิระมิด โดยการนำหินขนาดใหญ่มาก่อเรียงซ้อนกันขึ้นไปจาเชิงเขาถึงยอดเขา ขนาดประมาณ 50 X 50 เมตร เมื่อถึงยอดเขาได้ปรับพื้นที่ในแนวระนาบให้เรียบร้อยแล้วจึงสร้างอาคารก่ออิฐฐานสูง ขนาด 14 X 18 เมตร เป็นอาคารประธาน สันนิษฐานว่าเป็นเทวาลัยสำหรับประดิษฐานเทวรูปพระวิษณุ จากการขุดแต่งได้พบฐานเสาจำนวน 16 ต้น น่าจะเป็นฐานเสาอาคารของเทวสถานประธาน พบกระเบื้องมุงหลังคาดินเผาจำนวนมาก สันนิษฐานว่าอาคารหลังนี้นาจะมีหลังคาจั่ว มีปีกนกรองรับ 1 ชั้น ด้านหน้าอาคารประธานมีอาคารขนาดเล็กอีก 2 หลัง หลังที่อยู่ด้านทิศตะวันตกหมดสภาพไปแล้ว อาคารบริวารด้านหน้านี้สันนิษฐานน่าจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมของพราหมณ์ ที่กระทำพิธีให้กับศาสนิกชน ที่ขึ้นมาประกอบพิธีทางศาสนา

1.2 เนินโบราณสถานหมายเลข 2 อยู่ถัดจากเนินโบรารสถานหมายเลข 1 ไปทางทิศ
เหนือประมาณ 6-8 เมตร ปรากฎแนวหินก่ออิฐเรียงซ้อนกันเป็นฐานอาคารทางด้านทิศใต้ของเนินสูงจากพื้นดินด้านล่างประมาณ 3 เมตร ใกล้กับแนวฐานหินตรงมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้มีเนินดินขนาด 20X30 เมตร อยู่ตรงส่วนบนของแนวฐานหินนั้น ความสูงของเนินหินประมาณ 1.50 เมตร

1.3 เนินโบราณสถานหมายเลข 3 อยู่ถัดจากเนินโบราณสถานหมายเลข 2 ไปทาง
ทิศเหนือ ตัวเนินสูงจากพื้นโดยรอบประมาณ 2.10 เมตร ขนาด 20X 30 เมตร พบเศษอิฐแตกหักกระจายอยู่ทั่วไป และเป็นที่น่าสังเกตว่าเนินโบราณสถานหมายเลข 2 และ 3 อยู่ใกล้กันมากอาจจะเป็นอาคารที่ก่อสร้างอยู่บนฐานหินทรงปิรามิดยอดตัดฐานเดียวกันก็ได้



1.4 เนินโบราณสถานหมายเลข 4 อยู่ห่างจากเนินโบราณสถานหมายเลข 3 ไปทางทิศเหนือราว 50 เมตร พบเศษอิฐกระจัดกระจายอยู่จำนวนมาก บางก้อนมีลักษณะเป็นชุดประกอบฐานลวดบัวสถาปัตยกรรม และชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมศิลา ขนาดของเนินดินประมาณ 50 x 60 เมตร สูงประมาณ 1.50 เมตร

1.5 เนินโบราณสถานหมายเลข 5 อยู่ห่างจากโบราณสถานหมายเลข 4 ไปทางทิศเหนือประมาณ 150 เมตร พบเศษอิฐกระจัดกระจาย มีอิฐที่ถากเป็นรูปบัว ขนาดของเนินประมาณ 30 x 30 เมตร สูงประมาณ 1.50 เมตร ที่ขอบเนินทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้พบแนวฐานหินก่อเรียงซ้อนกันสูงประมาณ 3 เมตร ตรงกลางเนินมีลักษณะเป็นบ่อขนาดใหญ่ ลึกประมาณ 1.00 เมตร อาจเป็นบ่อที่เกิดจากการลักลอบขุดมากกว่าบ่อน้ำธรรมชาติ

1.6 เนินโบราณสถานหมายเลข 6 อยู่ห่างจากเนินโบราณสถานหมายเลข 5 ไปทางทิศเหนือราว 20 เมตร สภาพเป็นเนินอิฐทับถมกันอย่างหนาแน่น ขนาดของเนินประมาณ 25 x 25 เมตร มีร่องรอยลักลอบขุดเป็นหลุมลึกประมาณ 1 เมตร

1.7 เนินโบราณสถานหมายเลข 7 อยู่ห่างจากเนินโบราณสถานหมายเลข 6 ไปทางทิศเหนือประมาณ 30 เมตร เป็นเนินที่ชาวบ้านเรียกว่าฐานพระนารายณ์ มีร่องรอยการลักลอบขุดเป็นหลุมขนาดใหญ่อยู่กลางเนิน ขนาดของเนินประมาณ 25 x 25 เมตร หลุมลักลอบขุดมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 4.20 เมตร ลึก 1 เมตร

1.8 เนินโบราณสถานหมายเลข 8 อยู่ห่างจากเนินโบราณสถานหมายเลข 7 ไปทางด้านทิศเหนือประมาณ 30 เมตร เป็นเนินดินขนาดใหญ่ สูงจากพื้นโดยรอบราว 2 เมตร ขนาดของเนินดินประมาณ 25 x 25 เมตร มีเศษอิฐกระจัดกระจายอย่างหนาแน่นตลอดทั้งเนิน มีร่องรอยลักลอบขุดเป็นหลุมลึกประมาณ 1.50 เมตร ถัดจากนี้ก็สิ้นสุดแนวสันเขาซึ่งมีความลาดชันมากกว่าด้านทิศใต้

2. เทวรูปพระวิษณุ (พระนารายณ์) พบทั้งสิ้นจำนวน 4 องค์ได้แก่

- พระวิษณุ สูง 170 เซนติเมตร อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 ลักษณะพระพักตร์รูปไข่ พระเนตรเบิก พระโอษฐ์แย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน พระวรกายแสดงกล้ามเนื้อตามธรรมชาติ พระอังสากว้าง บั้นพระองค์เล็ก ทรงสวมกีรีฏมุกุฏทรงสูง ทรงพระภูษาโจงยาวขมวดเป็นปมอยู่ใต้พระนาภี และคาดทับด้วยปั้นเหน่งผ้าผูกเป็นโบว์อยู่ด้านหน้า คาดผ้าพระโสภีเฉียงและผูกเป็นโบว์อยู่เหนือต้นพระเพลาขวา พระหัตถ์ขวาล่างชำรุด พระหัตถ์ซ้ายล่างทรงถือคทา ส่วนพระหัตถ์หลังทั้งสองข้างหักหายไป ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร กรุงเทพมหานคร

- ชิ้นส่วนองค์พระวิษณุ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 13 พระเศียรหักหายไป แต่ลักษณะพระวรกายแสดงถึงกายวิภาคตามธรรมชาติ ทรงพระภูษาโจงยาวขมวดเป็นปมอยู่ใต้พระนาภีและคาดรัดประคดผ้าทับและผูกเป็นโบอยู่ด้านหน้า คาดผ้าพระโสภีเฉียงและผูกเป็นโบว์ไว้ที่ต้นพระเพลาขวา พระหัตถ์หลังทั้งสองข้างหักหายไป พระหัตถ์ขวาหน้าทรงถือภู (ก้อนดิน) และพระหัตถ์ซ้ายหน้าทรงถือคทา (ชำรุดหักเหลือแต่ส่วนบน) ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช

- ชิ้นส่วนองค์พระวิษณุ อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12 ลักษณะคล้ายคลึงกับรูปพระวิษณุที่ศาลพระนารายณ์ อำเภอเวียงสระ กล่าวคือพระวรกายแสดงถึงกายวิภาคที่ใกล้เคียงธรรมชาติ พระอังสากว้าง บั้นพระองค์คอด พระโสภีผาย ทรงพระภูษาโจงยาวขมวดเป็นปมใต้พระนาภีและคาดผ้าพระโสภีตามแนวนอนผูกเป็นโบว์อยู่ด้านหน้า

- ชิ้นส่วนพระวิษณุ อายุประมาณครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 13 ลักษณะพระอังสากว้าง พระอุระเล็กสูง บั้นพระองค์คอด พระโสภีผาย ต้นพระเพลาใหญ่ พระชงฆ์ใหญ่ พระบาทโต พระกรทั้งสี่ข้างหักหายไป ทรงพระภูษาโจงยาวขมวดเป็นปมอยู่ใต้พระนาภี และไม่มีผ้าคาดพระโสภี ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จันทรเกษม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

3. พระพิมพ์ดินดิบ หรือที่เรียกว่า พระเม็ดกระดุม ลักษณะเป็นรูปทรงกลมขนาดเล็กคล้ายเม็ดกระดุม ภายในเป็นภาพพระพุทธรูปนูนต่ำนั่งขัดสมาธิราบบนดอกบัว แสดงปางสมาธิ บริเวณพระเศียรมีประภามณฑล (รัศมี) รอบองค์พระมีจารึกคาถา เย ธมมาฯ พบบริเวณที่ราบระหว่างเขาศรีวิชัยกับคลองพุนพินด้านหน้าวัดเขาศรีวิชัย



4. ลูกปัด พบเป็นจำนวนมาก อาจเป็นสินค้าสำคัญอย่างหนึ่งที่มีการติดต่อซื้อขายกันระหว่างชุมชนโบราณเขาศรีวิชัย กับชุมชนโบราณรอบอ่าวบ้านดอน ส่วนใหญ่เป็นลูกปัดแก้วสีต่าง ๆ ได้แก่ สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดงเข้ม สีน้ำตาลแดง สีดำ และสีขาว มีทั้งรูปทรงวงแหวน ทรงกระบอกสั้นและยาว ลูกปัดหินพบในปริมาณน้อยกว่า ส่วนใหญ่เป็นหินอาเกต สีขาวสลับดำ หินควอตซ์สีขาว และหินคาร์นีเลี่ยนสีส้ม ลูกปัดทองคำทรงผลฟักทอง พบบ้างแต่จำนวนน้อยกว่าประเภทอื่น ๆ ลูกปัดที่พบมีลักษณะคล้ายคลึงกับลูกปัดในแหล่งโบราณคดีแหลมโพธิ์ อำเภอไชยา แหล่งโบราณคดีที่ตำบลวัง อำเภอท่าชนะ แหล่งโบราณคดีควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ และแหล่งโบราณคดีสมัยทวารวดีในภาคกลางของประเทศไทยทั่วไป

5. ฐานโยนิ ศิลา รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาด 88 x 88 เซนติเมตร เจาะรูกลมตรงกลาง พบบริเวณเนินโบราณสถานขนาดใหญ่ในเขตโรงเรียนวัดเขาศรีวิชัย ปัจจุบันถูกไถปรับหมดสภาพแล้ว

6. เครื่องประดับ ได้แก่ แหวนโลหะ ต่างหูโลหะ กำไลทำด้วยหินและแก้ว

7.เครื่องมือเครื่องใช้ เช่น เศษภาชนะดินเผา หินบดและแท่นหินบด ตราประทับแม่พิมพ์สำหรับหล่อต่างหูโลหะ เป็นต้น

การประกาศขึ้นทะเบียน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำหรับชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 53 ตอนที่ 34 วันที่ 27 กันยายน 2479

การวิเคราะห์หลักฐาน
จากหลักฐานทางโบราณคดีที่พบบริเวณเขาศรีวิชัย/ เขาพระนารายณ์ และพื้นที่ราบโดยรอบเขา ได้แก่ เนินโบราณสถานบนยอดเขา ฐานโยนิ เทวรูปพระวิษณุ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม เช่น ธรณีประตู กรอบประตู ฐานเสา อีกทั้งเครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับ จำพวกเศษเครื่องถ้วยจีน เศษภาชนะดินเผาพื้นเมือง และลูกปัดจำนวนมาก สันนิษฐานว่าบริเวณนี้เป็นที่ตั้งถิ่นฐานของเมืองโบราณขนาดใหญ่ ลักษณะบ้านเรือนคงตั้งเรียงรายอยู่ตามริมน้ำ มีอายุตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-13 เป็นต้นมา มีการติดต่อกับชุมชนภายนอกหรือชุมชนโพ้นทะเลโดยใช้เส้นทางคลองพุมดวงและแม่น้ำตาปีเป็นหลัก ศาสนาที่สำคัญของชุมชนได้แก่ ศาสนาฮินดูทั้งไวษณพนิกาย ( นับถือพระวิษณุ ) และไศวนิกาย (นับถือพระศิวะในรูปของลึงค์ ) ต่อมาพุทธศาสนามหายานได้เผยแพร่เข้ามาในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-15 จนกระทั่งถึงสมัยอยุธยาได้มีการก่อสร้างวัดพุทธหินยานบริเวณเชิงเขาด้านทิศใต้ อันเป็นที่ตั้งของวัดเขาศรีวิชัยในปัจจุบัน

การสร้างศาสนสถานบนยอดเขาเพื่อเป็นเทวาลัยพระวิษณุ เป็นแนวคิดเดียวกับการสร้างศูนย์กลางจักรวาลบนภูเขาศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของแคว้นหรือรัฐ โบราณสถานแห่งนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาประวัติศาสตร์ของรัฐโบราณรอบอ่าวบ้านดอน ซึ่งต้องใช้เวลาในการศึกษา ค้นคว้า ขุดค้น ขุดแต่ง ทางวิชาการโบราณคดีในขอบเขตที่กว้างขวางต่อไป
 
กล่าวโดยสรุปกลุ่มชุมชนโบราณที่ตั้งถิ่นฐานอยู่รอบเชิงเขาศรีวิชัย เป็นกลุ่มชุมชนที่น่าสนใจมากสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ โบราณคดีของจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะเป็นกลุ่มชนกลุ่มใหญ่ที่นับถือศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกาย ในขณะที่ภาพลักษณ์ของชุมชนโบราณรอบอ่าวบ้านดอนในระยะเวลาร่วมสมัยเดียวกันหรือในเวลาใกล้เคียงกัน ส่วนใหญ่เป็นชุมชนที่นับถือศาสนาพุทธ เช่นแหล่งโบราณคดีควนพุนพิน เป็นต้น

ที่มาสำนักงานศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช สำนักโบราณคดี กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม ถนนราชดำเนิน อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช โทร. ๐-๗๕๓๕๖-๔๕๘
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์, 2553, 11:14:56 »

เขาศรีวิชัย



สถานที่ตั้ง          ตำบลเขาศรีวิชัยอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ประวัติความเป็นมา
         
"เขาศรีวิชัย"   เป็นแหล่งที่พบหลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญหลายอย่าง  คือ บนยอดเขาลูกนี้แต่ก่อนเคยมีเทวสถานตั้งอยู่    มีเทวรูปประดิษฐานอยู่อย่างน้อย    ๑    องค์    คือพระนารายณ์ศิลาสวมหมวกแขก ทรงกระบอกสูงทรงคาดผ้าเฉียง ขนาดสูง  ๑.๖๙  เมตร นอกจากนี้ชาวบ้านพบลูกปัดบนยอดเขาจำนวนมาก
ใกล้กับเทวสถานตีนเขาด้านหลัง    ชาวบ้านขุดพบเทวรูปพระนารายณ์ศิลาองค์หนึ่งไม่มีเศียร สูง  ๔๐ เซนติเมตร เป็นเทวรูปรุ่นเดียวกันและมีลักษณะคล้ายกันบริเวณตีนเขาโดยรอบและโดยเฉพาะอย่างยิ่ง

บริเวณที่ตั้งวัดเขาศรีวิชัยยังปรากฏเนินดินสูงคล้ายกันเป็นที่ตั้งโบราณสถานและเศษชิ้นส่วนของหินเทวสถานแล้วมีลูกปัดชนิดและขนาดต่าง ๆ กระจายอยู่ทั่วไปหมดอาทิ ลูกปัดโรมัน ลูกปัดมีตา ลูกปัดแก้ว ลูกปัดที่ทำจากหินต่าง  ๆ   เมื่อถึงฤดูฝนจะพบมากและหาง่ายที่สุด  ลูกปัดหินมีค่าเม็ดใหญ่เป็นรูปลักษณะแปลก  ๆ   มีความสวยงาม   เมื่อปี  พ.ศ.  ๒๕๑๘  มีการพัฒนาตัดถนนผ่านเขตวัดก็ได้ขุดพบพระพิมพ์และของมีค่าซึ่งมีอายุถึงสมัยศรีวิชัยอีกเป็นอันมาก 

คำว่า   "เขาศรีวิชัย"   เป็นชื่อที่มีมาไม่ต่ำกว่า   พ.ศ.   ๒๔๔๕ โดยปรากฏชื่อในหนังสือสัญญาการรับเหมาะสร้างกุฏิ ๓  หลัง ที่อารามวัด ลงวันที่ ๒๔ กันยายน ร.ศ. ๑๒๑ โดยเรียกชื่อและเขียนว่า "เขาศริวิไชย์"

ลักษณะทั่วไป
         
แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัยตั้งอยู่ทางทิศเหนือของควนพุนพินประกอบด้วยเนินเขาหินดินดานผสมเนินดินบริเวณที่เป็นโคกหรือที่ดอน  ๒   แห่ง  เป็นศาสนสถานประดิษฐานประติมากรรมหรือรูปเคารพเพราะปรากฎร่องรอยแนวอิฐและหินดานกรอบธรณีประตูโถทหนึ่ง   (ปัจจุบันถูกปรับพื้นที่เป็นสนามกีฬา   โรงเรียนวัดเขาศรีวิชัย)   พบโยนิโทรนะส่วนอีกโคกหนึ่งใกล้เชิงเขาที่ปรากฏใบเสมาหินทรายแดงสมัยอยุธยาและเคยพบศิลาลึงค์ บริเวณพื้นที่ราบห่างจากเขาศรีวิชัยไปทางตะวันตกมีสระน้ำขนาดใหญ่เป็นสระกลมสันขอบสระเป็นแนวกันดินและสันนิษฐานว่า    "สระพัง"    เป็นแหล่งเก็บน้ำสำหรับทำการกสิกรรม    ส่วนบนเขาศรีวิชัย
ประกอบด้วยเนินอิฐหรือ   ศาสนสถาน    ๒   แห่ง   เนินหนึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระวิษณุและห่างจากเนินอิฐประดิษฐานพระวิษณุไปทางเหนือประมาณ ๔๐  เมตร มีบริเวณคล้ายสระน้ำรูปกลมขนาด ๑๐ x ๑๐ เมตร ก่ออิฐและหินเป็นสันหรืออาจเป็นสระน้ำโบราณสำหรับใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา เนินเขาหรือที่สูงของ
แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย        สงวนไว้เฉพาะศาสนาสถานแต่มีการเข้าอยู่อาศัยประกอบกิจกรรมชุมชนบนพื้นราบเบื้องล่างรอบ ๆ เนินเขาที่ตั้งศาสนสถาน

หลักฐานที่พบ
          ๑.  เทวรูปประดิษฐาน  ๑  องค์  คือพระนารายณ์ศิลาสวมหมวกแขกทรงกระบอกสูง ทรงคาดผ้าเฉียงขนาดสูง ๑.๖๙ เมตร
          ๒. รูปพระนารายณ์ศิลาไม่มีเศียร สูง ๔๐ เซนติเมตร
          ๓. โยนิโทรนะและศิวลึงค์และเศษชิ้นส่วนของหินเทวสถาน
          ๔.  สระน้ำรูปกรมขนาด  ๑๐  x  ๑๐  เมตร ก่ออิฐและหินเป็นสันขอบเป็นสระน้ำโบราณ สำหรับใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา
          ๕.  ลูกปัดชนิดและขนาดต่าง ๆ เช่น ลูกปัดโรมัน ลูกปัดมีตา ลูกปัดแก้ว ลูกปัดที่ทำจากหินชนิดต่าง ๆ และเครื่องประดับต่าง ๆ เช่น ตุ้มหูทำด้วยโลหะ
          ๖. พระพิมพ์
          ๗. เครื่องปั้นดินเผาแบบพื้นเมืองและกระสุนดินเผา

เส้นทางเข้าสู่แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย
         
จากอำเภอพุนพิน  สถานีรถไฟตรงไปยังตำบลเขาศรีวิชัย  ก็จะพบโรงเรียนเขาศรีวิชัย แหล่งโบราณคดีเขาศรีวิชัย จะอยู่ร่วมกันในโรงเรียนแห่งนี้
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 05 มีนาคม, 2554, 21:07:55 »

โบราณสถานเขาพระนารายณ์

   
โบราณสถานเขาพระนารายณ์ อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อและความศรัทธาของชุมชนโบราณที่เคยอยู่อาศัยบริเวณนี้มาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๒  การศึกษาทางด้านโบราณคดีที่ผ่านมาทำให้ทราบว่าชุมชนแห่งนี้มีความสัมพันธ์กบชุมชนอื่นโดยรอบ ทั้งที่อยู่ในภาคพื้นทวีปและโพ้นทะเลจากการติดต่อค้าขายจนเจริญรุ่งเรืองและรับอิทธิพลของศาสนาฮินดูมาด้วย  จึงสร้างแบบจำลองทิพย์วิมานของทั้งพระศิวะและพระวิษณุสถิตอยู่บนเขาศรีวิชัย  เพื่อเป็นที่เคารพบูชา รวมทั้งการรับอิทธิพลของพระพุทธศาสนา โดยมีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมสิ่งก่อสร้างบนเขาและเชิงเขาโดยรอมาตลอดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และทิ้งร้างไปในที่สุด ทำให้ศาสนสถานแห่งนี้ รกร้างและมีวัชพืชปกคลุม พร้อมกับมีการพังทลายของโบราณสถานทุกหลังจากการทำลายโดยมนุษย์และธรรมชาติ จนกลายเป็นเนินดินปะปนกับเศษอิฐแตกหัก
   
กรมศิลปากรมอบหมายให้สำนักศิลปากรที่ ๑๔ นครศรีธรรมราช ดำเนินการศึกษาทางโบราณคดีในบริเวณเขาพระนารายณ์ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๔๑ จนถึงปัจจุบัน โดยได้รับงบประมาณจากกรมศิลปากร และบางส่วนจากงบประมาณจังหวัดบูรณาการของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้พบหลักฐานและข้อมูลทางโบราณคดีประเภทต่างๆ ทำให้ทราบถึงเรื่องราวเกี่ยวกับโบราณสถานและชุมชนโบราณแห่งนี้เพิ่มมากขึ้น
โบราณสถานหมายเลข ๑๗
   
ตั้งอยู่บนเขาพระนารายณ์ ห่างจากคันหินด้านใต้ของกลุ่มโบราณสถานหมายเลข ๓ , ๔ และ ๕ มาทางทิศใต้ประมาณ ๗๐ เมตร และอยู่ห่างจากโบราณสถานหมายเลข ๒ มาทางทิศเหนือ ประมาณ ๑๒๗ เมตร
   
ลักษณะของโบราณสถานหลังการขุดแต่ง มีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดประมาณ ๑๒ x ๘ เมตร วางตัวยาวตามแนวแกนทิศตะวันออกเฉียงเหนือ – ตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีเส้นแนวแกนเบี่ยงเบนจากทิศเหนือมาทางด้านตะวันออกประมาณ ๓๒ องศา สภาพของโบราณสถานพังทลายมาก เหลือความสูงของส่วนฐานประมาณ ๒๕ เซนติเมตร หรือก่อเรียงอิฐสูงประมาณ ๔ ชั้นอิฐ ขอบฐานมีความหนาประมาณ ๗๕ เซนติเมตร ก่อเรียงอิฐแบบสั้นสลับยาว ก่อล้อมแกนดินผสมอิฐและหินถมอัดอยู่ภายใน เหลือความสูงในส่วนนี้ประมาณ ๑ เมตร  อิฐที่ใช้ก่อมีขนาดประมาณ ๓๔x๑๗X๗ และ ๓๐x๑๘X๖ เซนติเมตร
   
ในระหว่างทำการขุดแต่งโบราณสถานแห่งนี้ พบเศษแตกหักของภาชนะดินเผาจำนวนมาก วัตถุดินเผามีรูตรงกลาง และประติมากรมนูนต่ำ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบแนวอิฐอีก ๑ แนว ก่อเรียงขนานกับขอบฐานด้านใต้ ห่างกันประมาณ ๑๑.๕๐ เมตร มีความยาวเหลืออยู่ประมาณ ๖.๒๐ เมตร หนา ๖๐ เซนติเมตร แนวอิฐนี้มีสภาพพังทลายมาก เหลือความสูงประมาณ ๑๐ – ๒๐ เซนติเมตรเท่านั้น  อิฐที่ใช้ก่อมีขนาดประมาณ ๓๓x๑๖x๙ เซนติเมตร  ก่อผสมกับเศษอิฐแตกหักหลายขนาด อิฐบางก้อนซึ่งพบในปริมาณน้อยมีร่องรอยการขัดแต่งให้เป็นรูปลวดบัว และพบว่าส่วนปลายของแนวอิฐด้านตะวันออกก่อชนคันหินธรรมชาติ ถัดจากแนวอิฐไปทางด้านใต้ มีแนวก่อเรียงอิฐด้วยอิฐสมบูรณ์ ผสมอิฐแตกหักคล้ายงานก่อเรียงพื้น แต่มีสภาพพังทลายลงเช่นเดียวกันกับแนวอิฐรูปตัว “L” ที่พบทางด้านตะวันตกของแนวอิฐ ก่อเป็นขอบหนาประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าแนวอิฐที่พบนั้น น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของอาคารที่อยู่ด้านทิศใต้ของโบราณสถานหมายเลข ๑๗ และอาจมีรูปแบบเปรียบเทียบได้กับโบราณสถานหมายเลข ๖ แต่มีสภาพพังทลายมากจนยากแก่การพิจารณาอย่างแน่ชัด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: