Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 ตุลาคม, 2557, 13:11:38

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การยกศาลพระภูมิ  (อ่าน 5257 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 30 สิงหาคม, 2551, 00:55:57 »

การยกศาลพระภูมิ

คราวนี้มาว่ากันถึงการยกศาลพระภูมิดีตรงไหน นี่อาตมาขอสนับสนุนว่าดีจริง ๆ แต่ท่านยกแล้วท่านต้องทำให้ถูกดีนะมันถึงจะได้ดี ถ้าหากว่าท่านทำไปแล้วไม่ชนดี มันก็ไม่พบดีเหมือนกัน การจะชนดีจะพบดีจะถึงดีเอากันยังไง ว่ากันตอนนี้ เมื่อยกศาลพระภูมิขึ้นมาแล้ว ควรบูชาทุกวัน
ถ้าจะมีกล้วย อ้อย น้ำท่าบ้างก็ตามอัธยาศัย ขนมนมเนยอะไรก็ตาม ให้เป้นไปตามอัธยาศัยของท่าน เวลาบูชาเทวดาจุดธูปกี่ดอก พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนไว้ ที่เขามาโมเมกันในตอนหลัง ว่าจุดบูชาผีเท่านั้นดอก บูชาพระเท่านั้นดอก บูชาครูบาอาจารย์เท่านี้ดอก นี่มันเรื่องของคนที่คิดขึ้นทีหลัง จะจุดธูปเทียนกี่ดอกตามใจท่าน ท่านจะจุดเท่าไรก็ตามไม่เป็นไร
ที่นี้ตอนบูชา บูชาแบบไหน ถ้าเราไปนั่งบูชาบอกภุมเทวดาเจ้าคะเจ้าขากรุณาฉันเถิด เวลานี้ที่บ้านฉันเกิดไม่ดีขึ้นแล้ว ผัวออกนอกบ้าน เมียนอกใจ คนใช้ว่าไม่นอนสอนไม่ได้ ขอให้เทวดาช่วยกำจัดให้ด้วย ไปตามผัวให้ที ไปตามเมียให้ที หรือว่าเวลานี้ฉันอยากจะถูกหวยรวยโป อยากจะค้าขายให้มันรวย ถ้าบูชาแบบนี้ไม่เป็นเรื่องแล้ว ไม่ใช่บูชา กลายเป็นเอาเทวดาเป็นคนรับใช้ไป ไม่ถูก แบบนี้ไม่ถูก
การบูชาเขาต้องบูชาแบบนี้ คำว่าบูชาแปลว่ายอมรับนับถือ ก็หมายความว่าเรายอมรับนับถือความดีของท่านภุมเทวดา คิดว่านี่ท่านจะเป็นเทวดาขึ้นมาได้ มีเครื่องทิพย์บริโภค มีร่างกายทิพย์ มีวิมานเป็นที่อยู่เป็นทิพย์
เวลานี้เรายกศาลข้น ความจริงท่านไม่ได้มาอยู่ที่ศาลของเราศาลนี่..เดิมทีสมัยโบราณ เขามีไม้กระบอกปักไว้กลางแจ้ง เวลาจะบูชาก็เอาธูปเทียนไปปักที่กระบอก ต่อมาเห็นว่าถ้าจะมีอะไรให้บ้างก็ไม่มีที่จะวาง ก็ทำศาลเพียงตา ทำเป็นศาล 2 ชั้น คิดว่าเทวดาท่านนั่งชั้นบน แล้วเอาของว่างชั้นล่าง ท่านก็เอื้อมมาหยิบกิน ต่อมาเมื่อฝนตกแดดออกจึกสงสารเทวดาขึ้นมาก็เลยเอาร่มไปกางให้ ทีหลังเห็นว่าท่านั้นไม่เหมาะ ก็เลยเอาใหม่ทำบ้านให้มีหลังคา มีฝาครอบ นี่เป็นเรื่องของเราเอง
มาสมัยนี้เลยมีตึกมีปราสาท รู้สึกว่าเทวดามีวาสนาบารมีมากขึ้นหน่อย อย่างนี้จะทำแบบไหนก็ตาม เทวดาท่านไม่ได้ขึ้นอยู่ วิมานของท่านมี แต่การทำแบบนี้เป็นการยอมรับนับถือซึ่งกันและกันเป็นการบูชาความดี อย่ามานึกว่าท่านมาอยู่บนศาลนะ ไม่ใช่ยังงั้นศาลเล็กจุนจู๋แค่นั้นท่านต้องขดตัวเข้าไปนอนเห็นจะไม่ไหว ภุมเทวดมีร่างกายใหญ่โตกว่าคนมาก
เป็นอันว่าการบูชา ถ้าจะบูชาให้ถูกเขาบูชากันแบบนี้ จำได้แล้วใช่ไหม คำว่าบูชาแปลว่ายอมรับนับถือ

ตานี้เรามานับถือท่านตรงไหนล่ะ ยอมรับนับถือตอนที่ท่านมีความดี คือว่าก่อนที่ท่านจะเป็นเทวดาท่านมี หิริ และ โอตตัปปะ หมายความว่ามีความอายความชั่ว กลัวผลของความชั่วจะให้โทษเป็นทุกข์ ก็เลยไม่ทำความชั่วเสียเลยทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง เมื่อท่านไม่ทำความชั่วก็เลยไปเกิดเป้นเทวดาชั้นี้ เป็นเหตุให้พวกเราบูชากัน
แม้แต่หน่วยราชการเขาก็ยกศาล วัดที่มีความรู้เขาก็ยกศาลเหมือนกัน วัดที่มีพระได้ฌานสมาบัติ บางท่านเป็นพระอริยเจ้า ท่านก็ยกศาลเหมือนกัน แต่ยกเป็นศาลใหญ่ไม่ใช่ศาลเล็ก ๆ ท่านยกทำไม ท่านยกเป็นการประกาศความดีของเทวดา สำหรับท่านที่ได้ฌานสมาบัติได้ทิพจักขุญาณทำมากเพราะอะไร เพราะท่านพวกนี้ท่านเห็นจริง ๆ เห็นผลความดีของท่านพวกนี้
เมื่อยกศาลขึ้นแล้ว พอมองเห็นศาลก็นึกว่าท่านพวกนี้ ท่านทำความดีไว้ก่อน ตายแล้วจึงได้เป็นเทวดา ท่านก็เลยตั้งมโนปณิธานปรารถนาทำใจให้สบาย คิดว่าเราเองเราก็จะเป็นเทวดาอย่างท่านบ้าง อย่างน้อยที่สุดเราก้เป็นผู้มีหิริและโอตตัปปะเอาเทวดาท่านพวกนี้เป็นครูสอน
ที่ยกศาลขึ้นมา บางทีไม่เห็นตัวท่านจะได้นึกได้ว่า นี่เป็น สถานที่ที่เราบูชาเทวดา เวลานึกขึ้นได้แล้วก็นึกขึ้นมาว่าท่านเป็นเทวดาเพราะอะไร เพราะ
1.อายความชั่ว
2.เกรงกลัวผลของความชั่ว
ท่านก็เลยเตือนตัวท่านว่าเราจงเป็นผู้อายความชั่ว เกรงกลัวผลของความชั่วเหมือนท่านเทวดาอย่างนี้ แล้วก็ปฏิบัติตามนั้นนี่อย่างนี้เรียกกันว่าบชา คือเป็นปฏิบัติบูชา หากว่าเราจะบูชาเพียงอามิสบูชาเฉย ๆ เอาข้าวเอาน้ำไปให้ท่าน จุดธูปจุดเทียนไปให้ท่านแล้วเราก็สร้างความชั่ว อย่างนี้ไม่มีผลนะ
บรรดาท่านพุทธบริษัทต้องบูชาตามแบบฉบับที่พระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติ คือปฏิบัติบูชา ถ้าหากว่าท่านบูชาภุมเทวดา แบบนี้จำไว้ว่าภุมเทวดาทุกท่านมีเครื่องทิพย์เป็นเครื่องบริโภค มีร่างกายเป็นทิพย์ มีความสุข ไมหนาวไม่ร้อน ไม่หิวไม่กระหาย ไม่ป่วยไข้ ไม่สบาย ไม่แก่เฒ่า หนุ่มเท่าไร ก็เท่านั้น เกิดปุ๊ปก็หนุ่มเลย แล้วไม่มีการแก่ เทวดามีความดีอย่างนี้เพราะอะไร เพราะมีความดีคือไม่ทำความชั่วในที่ลับและที่แจ้ง
เราก็เลยตั้งใจว่าขอให้เทวดาคนนี้เป็นครู จะเอาปฏิปทาของท่านนี้มาเป็นครูของเรา เราจะขอเอาเทวดาองค์นี้เป็นสักขีพยานในการปฏิบัติความดีของเรา อย่างน้อยที่สุดเราตายไปขอให้ได้เป็นเทวดาอย่างท่าน นี้เป็นอย่างน้อยนะ
แล้วก้ตั้งใจบูชาด้วยความเคารพ การาบก็ได้ไหว้ก็ได้ ไม่เสียหาย แล้วก็นึกถึงความดีของท่าน ตั้งใจอายบาป ตั้งใจเกรงกลัวบาป เรียกว่าอายชั่ว กลัวชั่ว อย่างนี้ชื่อว่าท่านทำตัวเหมาะสมกับการบูชาภุมเทวดาแล้ว
เอาละบรรดาท่านพุทธบริษัท เรื่องราวภุมเทวดานี่จะพูดกันจริง ๆ พูดกันทุกวันเดือนหนึ่งไม่จ ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะอาตมาเองก็เคยประสบเรื่องราวของภุมเทวดามามาก แต่ว่าอาศัยการพูดนี้เป็นการพูดเพียงเพื่อให้เป้นตัวอย่างเท่านั้น เพื่อให้รู้ว่าเขาเป็นเทวดาได้เพราะอะไร แล้วก้ภุมเทวดาเป็นเทวดาที่เขาบูชากันมาก ตั้งศาลกันมาก แล้วก็มีนักปราชญ์หลายท่านคัดค้านกันมาก ก็เลยเอาสิ่งที่ควรบูชาและบูชาแบบไหนมันถึงจะถูกมาพูดให้ฟัง..

โดยหลวงพ่อฤาษีลิงดำ...หนังสืออุทิศส่วนกุศล

บันทึกการเข้า




CHAYA-MARUTY
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 30 สิงหาคม, 2551, 02:00:06 »

สาธุ ๆๆ ครับ
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 03 กันยายน, 2551, 12:48:54 »

 ผีในบ้าน...ศาลพระภูมิ

โดย ผู้จัดการออนไลน์
 
ศาลพระภูมิสิ่งปลูกสร้างที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องของการนับถือผีในวิถีแบบไทยๆ
 
 
              ?ผี?!!!
       
       คำๆนี้อาจจะฟังดูน่ากลัวสำหรับคนทั่วไป แต่น่าแปลกตรงที่ชีวิตคนไทยส่วนใหญ่ล้วนใกล้ชิดและผูกพันกับผีสางเทวดาโดยไม่รู้ตัวแถมยังไม่รู้สึกหวาดกลัวใดๆอีกด้วย เพราะจริงๆแล้วผีที่เราผูกพันนั้นไม่ได้อยู่ที่ไหนไกล แต่อยู่ที่หน้าบ้านของเรานี่เอง!!!
       
       1?
       
       คนไทยและคนในอุษาคเนย์นับแต่อดีตกาลมีความเชื่อว่า ตามฟ้า ดิน น้ำ ภูเขา ต้นไม้และอาคารบ้านเรือน มีผีและเจ้าที่เจ้าทางปกปักรักษาอยู่
       
       ความเชื่อนี้ได้สืบทอดหยั่งรากลึกมาอย่างยาวนานจนกลายเป็นหนึ่งในวิถีไทย
       
       เมื่อผนวกกับความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์และพุทธ ก็ทำให้เกิดพิธีการอัญเชิญภูตผีเจ้าที่เจ้าทางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในมาประทับใน?ศาล?เวลาสร้างบ้านสร้างเมือง รวมไปถึงการสร้างอาคารสถานที่ต่างๆ
       
       แน่นอนว่าสิ่งเห็นกันอย่างเจนตาและผูกพันคุ้นเคยกับคนไทยมากที่สุดในความเชื่อนี้ก็คือ?ศาลพระภูมิ?และ ?ศาลผี? ที่ตั้งอยู่ที่หน้าบ้านของชาวไทยพุทธส่วนใหญ่
       
       ตั้งแต่จำความได้ผมก็เห็นศาลพระภูมิตั้งอยู่ที่หน้าบ้านแล้ว และก็ไม่ใช่หน้าบ้านของเราคนเดียวแต่บ้านของคนอื่นก็มีเหมือนกัน
       
       อันพระภูมิที่หมายถึงผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินหาใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้านธรรมดาไม่ หากแต่เป็นผีชั้นสูงที่เทียบเคียงกับเทพเทวดา ตามคติตามคติความเชื่อทั้งทางพุทธและพราหมณ์ที่พัฒนาและเสริมแต่งต่อๆกันมา พร้อมกันนี้ยังได้ปรับเปลี่ยนคำนำหน้าจาก?ผี?ให้เป็น?พระ?อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น พระหลักเมือง พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง หรือ พระภูมิ ล้วนต่างเป็นผีในชั้นสูงทั้งนั้น
       
       สำหรับคติความเชื่อในการตั้งศาลพระภูมิ ตามหลักฐานเชื่อว่าน่าจะเริ่มขึ้นสมัยอยุธยาในภาคกลางก่อนภาคอื่นๆ ซึ่งเชื่อว่าพระภูมิเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำบ้าน จึงได้สร้างศาลพระภูมิขึ้นมาเพื่อให้เป็นที่สิงสถิตของผีเจ้าที่หรือเทพารักษ์ เพื่อปกปักรักษาคนในบ้านให้อยู่เย็นเป็นสุขและมีความเจริญรุ่งเรือง
       
       การตั้งศาลพระภูมิ จะใช้?หมอศาล?มาเป็นผู้ทำพิธีที่ก็เป็นไปได้ทั้งพระ พราหมณ์ และฆราวาสผู้ตั้งมั่นในศีลในธรรม โดยจะตั้งในทิศตะวันตกและจะสร้างเป็นศาลเสาเดียว ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดัดแปลงมาจากคติจักรวาลที่หมายถึงยอดเขาพระสุเมรุอันเป็นที่ประทับของพระอินทร์ รวมถึงวิมานของเทพเทวดาในสวรรค์ชั้นต่างๆที่ตั้งอยู่บนเสาต้นเดียว(ปรากฏอยู่ในภาพเขียนไตรภูมิหลังพระประธานตามโบสถ์ในหลายๆวัด) เมื่อพระภูมิเป็นผีชั้นสูงที่ถูกยกย่องให้อยู่ในระดับเทพเทวดาที่อยู่ของพระภูมิหรือศาลพระภูมิจึงมีเสาเดียวตามไปด้วย
       
       ในอดีตบ้านเรือนคนไทยสร้างด้วยไม้ เมื่อสร้างศาลให้ผีเจ้าที่หรือเทพารักษ์ก็จะทำเป็นเรือนไม้หลังเล็กๆ แต่พอคนไทยหันมานิยมบ้านปูน ศาลพระภูมิก็ปรับเปลี่ยนเป็นศาลปูนตาม แต่กระนั้นก็ยังมีบ้านที่สร้างศาลเป็นเรือนไม้อยู่ไม่น้อย บ้านไหนมีฐานะก็สร้างศาลติดหรูหรานิดๆ เป็นศาลทรงปราสาท ทรงวิมาน ศาลจัตุรมุข ศาลทรงปรางค์
       
       ในขณะที่บ้านไหนมีกำลังทรัพย์น้อย ก็จะสร้างศาลพระภูมิแบบง่ายๆ เอาไม้มาตีเป็นทรงสี่เหลี่ยมมุงหลังคาด้วยไม้ตีประกบเป็นจั่ว หรือไม้ก็พับสังกะสีทำเป็นจั่ว ส่วนบางบ้านก็ทำง่ายๆแต่ดูมีดีไซน์ไม่น้อย เช่นนำครอบกระเบื้องทำเป็นหลังคา ใช้ปี๊บตัดเป็นทรงจั่วทำหลังคา เรียกว่าศาลพระภูมิจะสร้างออกมาเป็นเรือนแบบไหนไม่สำคัญเท่าจิตศรัทธาที่มีต่อพระภูมิเทพารักษ์
       
       หันมาดูที่ด้านศาลผีกันบ้าง สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนถึงความแตกต่างระหว่างศาลพระภูมิกับศาลผีก็คือ ศาลพระภูมิมีเสาเดียวตั้งสูงในระดับสายตาหรือเหนือกว่าเล็กน้อย ส่วนศาลผีนั้นจะมี 4 เสา สร้างในลักษณะของบ้านทั่วไป และตั้งต่ำกว่าศาลพระภูมิ เพราะเป็นศาลผีปู่ย่าตายาย ผีบรรพบุรุษ ที่มีระดับชั้นต่ำกว่าศาลพระภูมิ ส่วนถ้าเป็นศาลผีเร่ร่อนจะนิยมสร้างมี 6 เสา หรือ 8 เสา
       
       เดิมนั้นค่านิยมการตั้งศาลผีบรรพบุรุษจะนิยมกันตามชนบทหรือตามบ้านในต่างจังหวัด ส่วนคนเมืองจะนิยมตั้งศาลพระภูมิเพียงศาลเดียว แต่ในช่วงเกือบ 30 ปีที่ผ่านมาค่านิยมการตั้งศาลพระภูมิคู่ไปกับศาลผีได้แพร่หลายไปในสังคมไทย
       
       ด้วยเหตุนี้บ้านใหม่ของผมจึงมีศาลพระภูมิและศาลผีตั้งอยู่คู่กัน
       
       2?
       
       นอกจากผีในบ้านที่มีศาลพระภูมิและศาลผีบรรพบุรุษแล้ว ตามจุดต่างๆทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ที่คนในพื้นที่เชื่อว่ามีความศักดิ์สิทธิ์หรือมีเจ้าที่แรง ก็จะมีการตั้งศาลให้เจ้าที่เจ้าทางสิงสถิตและให้คนที่ผ่านไปมากราบไหว้ ซึ่งความเชื่อนี้มีคู่กับสังคมไทยมาตั้งแต่โบราณนานนม
       
       ใครที่ชอบขับรถเที่ยวขึ้นเหนือล่องใต้ เชื่อว่าคงจะเคยบีบแตร 3 ครั้ง แสดงความเคารพกับเจ้าพ่อ-เจ้าแม่ หรือเจ้าที่อื่นๆ ที่ประทับอยู่ตามศาลริมหรือศาลตามโค้งร้อยศพที่ขึ้นชื่อในเรื่องความเฮี้ยน
       
       ส่วนใครที่ชอบเที่ยวป่าหรือเที่ยวตามอุทยานแห่งชาติก็จะพบว่าในพื้นที่ที่คนไปอยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านในป่าหรือที่ทำการอุทยานฯ ส่วนใหญ่จะมีการตั้งศาลเพื่อให้เจ้าพ่อ-เจ้าแม่-เจ้าป่า-เจ้าเขาในผืนป่านั้นๆมาประทับเพื่อให้คอยปกปักรักษาผู้คนในพื้นที่และให้ผู้ที่ผ่านไปมากราบไหว้บูชา
       
       นอกจากนี้ตามต้นไม้ใหญ่อายุเก่าแก่ ก็นับเป็นอีกหนึ่งจุดที่คนนิยมไปตั้งศาลกัน ไม่ว่าจะเป็นศาลเจ้าพ่อตะเคียน ศาลเจ้าแม่ต้นไทร ศาลเจ้าพ่อต้นโพธิ์
       
       สำหรับความพิเศษในศาลเจ้าที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นอกจากจะมีคนนำดอกไหว้ ธูปเทียน พวงมาลัย หรือของเซ่นไหว้ ไปสักการะบูชาและผ้าแพรหลากสีไปผูกไว้ที่โคนต้นแล้ว ตามศาลใต้ต้นไม้ใหญ่หลายๆต้นยังมีคนไปบนบานขูดต้นไม้ขอหวยกันเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว
       
       ทั้งนี้เรื่องราวของศาลพระภูมิ ศาลผี หรือศาลเจ้าที่เจ้าทางนั้น ใครไม่เชื่อ ก็อย่าลบหลู่เป็นดีที่สุด เพราะนี่คือวิถีที่หยั่งรากลึกลงในสังคมไทยมาช้านานแล้ว
       
       ฉะนั้นการที่ผมได้เห็น คนนำดอกไม้ ธูปเทียน และพวงมาลัยไปกราบไหว้บนบานต่อศาลต้นไทรที่อยู่ใกล้ๆกับออฟฟิศเมื่อไม่กี่วันมานี้ หากมองกันตามคติความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือผีที่ผูกพันกับคนไทยมาช้านานแล้ว ผมว่านี่ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อันใดสำหรับสังคมไทยเลย
       
       แต่การที่มีคนนำพวงหรีดไปวางไว้ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญในเย็นวันที่ 16 ก.พ. 49 นี่สิ ผมถือว่าเรื่องนี้น่าแปลกเป็นอย่างยิ่ง!!!
       
       3?
       
       นอกจากผีในบ้านที่มีศาลพระภูมิและศาลผีบรรพบุรุษแล้ว ปัจจุบันนี้ตามอาคารหรือสถานที่ที่กว้างขวางหรือที่มีพื้นที่มาก ยังนิยมตั้ง?ศาลพระพรหม?ไว้ให้คนสักการะบูชากันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงงาน ธนาคาร ฯลฯ เพื่อให้ทำมาค้าขึ้นและเพื่อความรุ่งโรจน์ โดยการตั้งศาลพระพรหมนั้นต้องมีการกั้นเขตเป็นสัดส่วนและอยู่สูงกว่าระดับสายตาของมนุษย์หรืออยู่สูงเกินกว่าระดับที่พื้นที่ของมนุษย์ เพราะศาลพระพรมเป็นเขตของเทพไม่ใช่เขตของมนุษย์
       
       ในขณะที่ทำเนียบรัฐบาลก็มีการตั้งศาลพระพรหมไว้ให้ครม. ส.ส. นักการเมือง และประชาชนทั่วไปสักการะบูชาเช่นกัน โดยในเช้าของวันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ณ ทำเนียบรัฐบาล นายกรัฐมนตรีได้ถือฤกษ์ให้พนักงานขึ้นไปเช็ดถูทำความสะอาดศาลพระพรหมประจำทำเนียบฯกันยกใหญ่
       
       หลายๆคนให้ความเห็นว่านี่เปรียบเสมือนการปัดเป่าเอาสิ่งชั่วร้ายและเสนียดจัญไรให้พ้นออกไปจากทำเนียบฯ ซึ่งถือเป็นการแก้เคล็ดทางหนึ่งของรัฐบาล ในขณะที่ผมกลับมองว่าต่อให้นายกฯปัดกวาดเช็ดถูศาลพระพรหมกันในทุกเมื่อเชื่อวันก็ไม่สามารถขับไล่เสนียดจัญไรในทำเนียบฯออกไปได้ เพราะเสนียดจัญไรนั้นหาได้อยู่ที่ตัวศาลไม่ หากแต่อยู่ที่ตัวคนบางคนในทำเนียบมากกว่า!!!
 
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: