Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 เมษายน, 2561, 08:40:36

   

ผู้เขียน หัวข้อ: คลาริเน็ต คลาริเนต (Clarinet)  (อ่าน 21942 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,872
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 30 มกราคม, 2553, 09:12:15 »

คลาริเน็ต  จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



คลาริเน็ต เป็นเครื่องดนตรีจำพวกเครื่องลมไม้(woodwind)ที่พัฒนามาจากเครื่องดนตรีในสมัยกลางเรียกว่า chalumeau คลาริเน็ตเป็นเครื่องดนตรีที่มักทำจากไม้หรือพลาสติก ทำให้เกิดเสียงโดยใช้ลิ้นเดี่ยว (single reed) ซึ่งรัดติดกับปากเป่าเช่นเดียวกับแซกโซโฟน. ช่วงเสียงคลาริเน็ต (Bb) เริ่มตั้งแต่ D (เขียนว่า E แต่เล่นแล้วออกเสียง D เนื่องจากเป็นคลาริเน็ตบีแฟลต มีเสียงต่ำกว่าที่เขียนไว้ 1 tone) เรื่อยขึ้นไปประมาณ 3 ½ คู่แปด

คลาริเน็ตได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยชาวเยอรมันชื่อ Johann Christoph Denner เมื่อราวปี ค.ศ. 1700 และเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในวงออร์เคสตราเมื่อปี ค.ศ. 1780 (แคริเน็ตเป็นหนึ่งในเครื่องดนตรีโปรดของโมซาร์ท) และแทนที่โอโบในวงโยธวาทิตได้ในที่สุด


ชนิดของคลาริเน็ต

นอกจากบีแฟลตโซปราโนที่ใช้กันทั่วไปแล้ว ยังมีคลาริเน็ตชนิดอื่นอีกเช่น

เบสคลาริเน็ตใช้ระบบการวางนิ้วชุดเดียวกับคลาริเน็ตบีแฟลตทุกอย่าง แต่เวลาเล่นจะมีเสียงต่ำกว่าบีแฟลตคลาริเน็ตอยู่ 1 คู่แปด
อีแฟลตคลาริเน็ต (โซปรานิโน)
อีแฟลตอัลโตคลาริเน็ต

อ้างอิง
"Woodwind Instruments and Their History" by Anthony Baines, Dover Publishing
Jack Brymer, Clarinet. (Yehudi Menuhin Music Guides) Hardback and paperback, 296 pages, Kahn & Averill. ISBN 1-871082-12-9
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,872
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 30 มกราคม, 2553, 09:16:45 »

ที่มา http://www.lks.ac.th

คลาริเนต (Clarinet) เป็นเครื่องดนตรีที่รู้จักกันแพร่หลายกว่าเครื่องอื่น ๆ ในบรรดาเครื่องลมไม้ด้วยกัน คลาริเนต เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ได้ในวงดนตรี เกือบทุกประเภทและเป็นเครื่องมือที่สำคัญในวงออร์เคสตรา วงโยธวาทิต และวงแจ๊ส ปี่คลาริเนต ทำด้วยไม้หรืออีบอไนท์ เช่นเดียวกับปี่โอโบ มีรูปร่างคล้ายโอโบมาก ความแตกต่างอยู่ที่ลิ้นเดียว คลาริเนตยาวกว่าโอโบเล็กน้อย รูปทรงของท่อลมเป็นทรงกระบอก ปากลำโพงบานเป็นทรงระฆัง ความยาวทั้งสิ้นประมาณ 26 นิ้ว คลาริเนต มีเสียงกว้างที่สุดในบรรดาเครื่องลมไม้


 
          ปี่ชนิดนี้แตกต่างกับขลุ่ยฟลูทในเรื่องคุณสมบัติของเสียง เสียงของฟลูทจากเสียงต่ำไปเสียงสูง ไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าใด แต่เสียงของคลาริเนตแตกต่างกันมากจนสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน คลานิเน็ตให้เสียงสูงสดใส่ ร่าเริง คม ชัดเจน มีความคล่องตัวในการบรรเลงสูง เวลาเป่าผู้เป่าจะเม้มริมฝีปากให้ลิ้นของปี่แตะอยู่บนริมฝีปากล่าง ส่วนริมฝีปากบนผู้เป่าจะทำให้เกิดคุณสมบัติของเสียงตลอดจนความดังหรือเบาให้แตกต่างกัน โดยการให้ลิ้นของปี่เข้าไปอยู่ในปากมากหรือน้อยและการเม้มริมฝีปากล่างกดกับลิ้นปี่ หนัก - เบา เพียงใด ในวงโยธวาทิตถือเป็นเครื่องที่สำคัญและได้รับสมญาว่าเป็นไวโอลิน ของวงโยธวาทิต ปี่คลาริเนตมีหลายขนาด แต่ที่นิยมใช้โดยทั่วไปในปัจจุบันมี Bb คลาริเนต และ Eb คลาริเนต

เบส คลาริเนต (Bass Clarinet) เป็นปี่คลาริเนตขนาดใหญ่มีช่วงเสียงต่ำกว่า คลาริเนตธรรมดา 1 ออคเทฟ ลำตัวยาวกว่าคลาริเนต ส่วนปากลำโพงทำด้วยโลหะและงอนขึ้นส่วนที่เป่างอโค้งทำมุมกับตัวปี่ การประดิษฐ์เบส คลาริเนตขึ้นมีความมุ่งหมายเพื่อให้มีเสียงของเครื่องดนตรีตระกูลคลาริเนตครบ



ที่มา http://campus.sanook.com

สืบสาวต้นกำเนิดของ คลาริเน็ต-Clarinet ต้องย้อนไปถึงยุคอียิปต์โบราณ ประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ยามนั้นมีเครื่องเป่าหนึ่งชื่อว่า Memet ทำจากไม้ แล้วเหลาที่ปลายลำตัวเครื่องให้เป็นลิ้น ต่อมาราว 2,000 ปีที่แล้ว มีเครื่องดนตรีชื่อ ชาลูโม-Chalumeau เกิดขึ้น บรรเลงเรื่อยมาอีกเป็นพันปี กระทั่งช่วงค.ศ.1690 นายเดนเนอร์ แห่งเมืองนูเรมเบิร์ก เยอรมนี ได้ดัดแปลงแล้วเรียกชื่อเป็น คลาริเน็ต จากนั้นก็มีผู้พัฒนาการต่อมาเรื่อยๆ

จากที่เป็นรูเปล่าๆ ไม่มีคีย์ หรือมีแค่ 2-3 คีย์ ถึงช่วง ค.ศ.1800 คลาริเน็ตมีคีย์เพิ่มเป็น 5-6 คีย์ ค.ศ.1812 ไอวาน มุลเลอร์ ได้ประดิษฐ์เป็น 13 คีย์ เพื่อให้เล่นเพลงได้หลากหลายขึ้น และเป็นผู้ที่หันลิ้นมาไว้ด้านล่างของปากเป่าแบบปัจจุบัน

ต่อมา ค.ศ.1843 โกลส และ บัฟเฟต์ ครูสอนคลาริเนตในปารีสได้เอาระบบ Boehm ของฟลุตมาใช้กับคลาริเน็ต ตามด้วยการเพิ่มคีย์อีก 5-6 คีย์ โดย คาร์ล บาร์มานน์ ในค.ศ.1862 และการออกแบบใหม่ในต้นศตวรรษที่ 20 ค.ศ.1912 โดย โอสการ์ โอห์เบอร์

คำ Clarinet มาจากภาษาอิตาเลียน คลาริน่า-Clarina แปลว่า แตร ใส่คำวิเศษตามหลัง คือ -et แปลว่าเล็กๆ รวมเป็น คลาริเน็ต แปลว่า แตรอันเล็กๆ

คลาริเน็ตเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าลมไม้ ทรงกระบอกตรง ลำโพงบานออก และมีที่เป่าเป็นลิ้นเดี่ยว เล่นโดยใช้นิ้วปิดเปิดรูและกดคีย์ต่างๆ เกิดเสียงโดยการเป่าลมผ่านช่องแคบๆ ให้เข้าไปภายในท่อซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวขยายเสียงให้ดังขึ้น ลักษณะของเสียงที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันตามขนาดของท่อ ความสั้นยาวของท่อ และความแรงของลมที่เป่าเข้าไปภายในท่อ

ลำตัวปี่คลาริเน็ตทำด้วยโลหะและไม้ หรือบางครั้งก็ทำด้วยยางหรือพลาสติก ลำตัวปี่กลวง เปลี่ยนระดับเสียงโดยใช้นิ้วและคีย์โลหะบุนวมปิดเกิดรู ปี่

คลาริเน็ตมีรูปร่างคล้ายกับปี่โอโบ แตกต่างกันที่ปากเป่า (กำพวด) คุณภาพเสียงมีช่วงเสียงกว้างและทุ้มลึก มีนิ้วพิเศษที่ทำเสียงได้สูงมากเป็นพิเศษ

ตระกูลของคลาริเน็ตประกอบด้วย

บีแฟล็ตคลาริเน็ต (Bb CLARINET)
คลาริเน็ตในระดับเสียงบีแฟล็ตได้ถูกใช้เป็นตัวแทนเมื่อมีการกล่าวถึงคลาริเน็ตเสมอ

เบสคลาริเน็ต (BASS CLARINET)
คุณภาพเสียงกว้างและลึกกว่าคลาริเน็ตในระดับเสียงอื่นๆ เหมาะที่จะนำไปใช้บรรเลงแนวทำนองในระดับเสียงต่ำ อย่างไรก็ตาม เสียงสูงก็สามารถบรรเลงได้เช่นกัน แต่ใช้น้อยมาก ลักษณะเด่นของเบสคลาริเน็ตอยู่ที่ข้อต่อ กำพวดจะเป็นรูปโค้งงอ ปากลำโพงทำด้วยโลหะ งอย้อนขึ้นมาคล้ายกับแซกโซโฟน

อัลโตคลาริเน็ต (ALTO CLARINET)
ขนาดใหญ่และยาวกว่าคลาริเน็ตอื่นๆ ระดับเสียงต่ำกว่าบีแฟล็ตคลาริเน็ตอยู่คู่ 5 เพอร์เฟกต์ ปากลำโพงทำด้วยโลหะ โค้งงอย้อนขึ้นเหมือนแซ็กโซโฟน


อีแฟล็ตคลาริเน็ต (Eb CLARINE) ขนาดเล็กกว่าบีแฟล็ตคลาริเน็ต ระดับเสียงสูงกว่าคู่ 5 เพอร์เฟกต์

ความไพเราะของดนตรีหาได้เกิดจากเครื่องดนตรีราคาแพง หาแต่เกิดจากความสามารถและความตั้งใจในการถ่ายทอดท่วงทำนองของดนตรีจากความรู้สึกของผู้ที่บรรเลงเป็นสำคัญ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,872
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 30 มกราคม, 2553, 09:19:59 »

History of Clarinet ทีมา http://www.student.chula.ac.th

 
     
ใครหลายคนคงเคยได้ยินเสียงอันไพเราะเสนาะหูจากเครื่องดนตรีที่ชื่อ คลาริเนต  แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ประวัติความเป็นมาว่ากว่าจะมาบรรเลงเสียงเพลงอันไพเราะขับกล่อมให้เราฟังนั้น  คลาริเนตต้องพัฒนาผ่านกาลเวลามายาวนานสักแค่ไหนถึงจะมาเป็นคลาริเนตดังเช่นรูปแบบในปัจจุบัน
       
สืบสาวต้นกำเนิดของ คลาริเนต-Clarinet ต้องย้อนไปถึงยุคอียิปต์โบราณ  ประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ยามนั้นมีเครื่องเป่าหนึ่งชื่อว่า Memet ทำจากไม้ แล้วเหลาที่ปลายลำตัวเครื่องให้เป็นลิ้น  ต่อมาราว 2,000 ปีที่แล้ว มีเครื่องดนตรีชื่อ ชาลูโม-Chalumeau เกิดขึ้น บรรเลงเรื่อยมาอีกเป็นพันปี  กระทั่งช่วงค.ศ.1690 นายเดนเนอร์ แห่งเมืองนูเรมเบิร์ก เยอรมนี ได้ดัดแปลงแล้วเรียกชื่อเป็น คลาริเนต  จากนั้นก็มีผู้พัฒนาการต่อมาเรื่อยๆ จากที่เป็นรูเปล่าๆ ไม่มีคีย์ หรือมีแค่ 2-3 คีย์  ถึงช่วง ค.ศ.1800 คลาริเนตมีคีย์เพิ่มเป็น 5-6 คีย์ ค.ศ.1812 ไอวาน มุลเลอร์ ได้ประดิษฐ์เป็น 13 คีย์ เพื่อให้เล่นเพลงได้หลากหลายขึ้น  และเป็นผู้ที่หันลิ้นมาไว้ด้านล่างของปากเป่าแบบปัจจุบัน
 
       
ต่อมา ค.ศ.1843 โกลส และ บัฟเฟต์  ครูสอนคลาริเนตในปารีสได้เอาระบบ Boehm ของฟลู้ตมาใช้กับคลาริเนต ตามด้วยการเพิ่มคีย์อีก 5-6 คีย์  โดย คาร์ล บาร์มานน์ ในค.ศ.1862 และการออกแบบใหม่ในต้นศตวรรษที่ 20 ค.ศ.1912  โดย โอสการ์ โอห์เบอร์ คำ Clarinet มาจากภาษาอิตาเลียน  คลาริน่า-Clarina แปลว่า แตร ใส่คำวิเศษตามหลัง คือ -et แปลว่าเล็กๆ รวมเป็น คลาริเนต แปลว่า แตรอันเล็กๆ
       
คลาริเนตเป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเป่าลมไม้ ทรงกระบอกตรง ลำโพงบานออก  และมีที่เป่าเป็นลิ้นเดี่ยว เล่นโดยใช้นิ้วปิดเปิดรูและกดคีย์ต่างๆ เกิดเสียงโดยการเป่าลมผ่านช่องแคบๆ ให้เข้าไปภายในท่อ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวขยายเสียงให้ดังขึ้น ลักษณะของเสียงที่เกิดขึ้นจะแตกต่างกันตามขนาดของท่อ ความสั้นยาวของท่อ  และความแรงของลมที่เป่าเข้าไปภายในท่อ ลำตัวปี่คลาริเนตทำด้วยโลหะและไม้  หรือบางครั้งก็ทำด้วยยางหรือพลาสติก ลำตัวปี่กลวง เปลี่ยนระดับเสียงโดยใช้นิ้วและคีย์โลหะบุนวมปิดเกิดรูปี่ คลาริเนตมีรูปร่างคล้ายกับปี่โอโบ  แตกต่างกันที่ปากเป่า (กำพวด) คุณภาพเสียงมีช่วงเสียงกว้างและทุ้มลึก มีนิ้วพิเศษที่ทำเสียงได้สูงมากเป็นพิเศษ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

nOi
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,972
สมาชิกลำดับที่ 28
ไม่ยอมหมดหวัง



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 30 มกราคม, 2553, 10:30:34 »

  สมัยสาวๆ ตอนมัธยม อยู่วงโยธวาทิตของโรงเรียน เคยเป่าฟรุต ปิคโคโล กับคาริเนต นี่ล่ะ เสียงเพราะมากๆเลย
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

สิ่งที่สวยงามที่สุดมิอาจสัมผัสได้โดยสัมผัสทางกาย ทว่าต้องรับรู้ผ่านหัวใจ

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: