Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 พฤศจิกายน, 2560, 14:49:48

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก  (อ่าน 42628 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 3 4 5 [6]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #50 เมื่อ: 29 มกราคม, 2554, 10:33:59 »

ภาพที่ ๔๙

ภาพพระพุทธองค์ปางปรินิพพาน แบบอมราวดี แบบหนึ่งในหลายแบบ. ลองเปรียบเทียบกันดูกับแบบสาญจีและแบบภารหุต เพื่อให้เห็นความแตกต่างที่เป็นหลักใหญ่ระหว่างศิลปะสกุลหนึ่ง ๆ. ในภาพนี้มีหมู่คณะจากทางไกล มาบังคมพระบรมศพ, ที่ฉากหลังหรือแบ็คกราวนด์มีภาพภิกษุอยู่ด้วย.



(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๙

สถูปปรินิพพานแบบอมราวดีนี้ มีสิ่งที่พึงตั้งข้อสังเกตอยู่บางประการคือ ฉัตรทำเพียงคันเดียวเช่นในภาพนี้บ้าง, ทำปักทั้งสี่มุมของหรรมิกา เลยกลายเป็นสี่ฉัตร มีเรือนโพธิฆรอยู่ตรงศูนย์กลางบ้าง, และทำเป็นฉัตรกิ่ง คือมีคันฉัตรแตกออกไปมากมายหลายสิบกิ่ง ทุกกิ่งมีดอกเห็ดคือตัวแผ่นฉัตรเท่าจำนวนคัน ดูเป็นฉัตรพวงหรือพวงดอกเห็ดอย่างสวยงามบ้าง; ทั้งนี้คงจะเป็นเพราะอมราวดีอยู่ทางอินเดียใต้ มีคนเชื้อชาติต่างกัน และเวลาก็ล่วงมาอีกถึง ๓๐๐ ปี มีความคิดอิสระจึงเปลี่ยนแปลงอะไรออกไปได้มาก, แต่ถึงกระนั้นก็ดี ยังสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ยังมีร่องรอยเหลืออยู่อันแสดงว่า ศิลปกรรมทางสาญจีและภารหุตนั้น เป็นที่รู้จักกันดีในพวกอินเดียใต้ที่นั่น และยังรับเอาไว้เป็นแบบเพราะเห็นด้วย (inspiration) อยู่หลายอย่าง เช่นรูปฉัตรที่เหมือนแบบภารหุตดังในภาพนี้ ทั้งที่จะมีน้อยที่สุดก็ตาม. สำหรับหรรมิกานั้น มีน้อยมากที่แบบอมราวดีจะยังคงทำเป็นลวดลายรั้วอโศกล้วนเหมือนแบบสาญจีและภารหุต ดังในภาพที่ ๔๗-๔๘ ที่แล้วมา, แต่ดัดแปลงให้แปลกหรืองามตามใจชอบ เช่นในภาพนี้เป็นต้น, หรือประกอบลวดลายดอกดวงเข้าที่ลายรั้วแบบอโศกนั้น (ดังที่กล่าวถึงแล้วในคำอธิบายภาพที่ ๓๘) จนดูผิดไป จำไม่ได้, สำหรับส่วนอัณฑะและเวทิกาต่าง ๆ ก็เต็มไปด้วยการสลักภาพท้องเรื่องพุทธประวัติและลวดลาย ไม่เหลือที่ว่างเลย, สำหรับภาพที่ ๔๙ นี้ เป็นภาพเล็ก ๆ ที่รวมอยู่ในที่เหล่านั้น ไม่มีลวดลายเต็มเหมือนอย่างนั้น เพราะมุ่งแสดงเนื้อเรื่องตอนปรินิพพานเป็นส่วนใหญ่; ในที่นี้เลือกเอามาแสดงเป็นภาพท้องเรื่อง ไม่ใช่ภาพที่อาจจะแสดงแบบของสถูปโดยสมบูรณ์, ผู้สนใจจะต้องหาดูภาพพระสถูปโดยตรงจากภาพอื่น, สรุปความว่า ตัวสถูปในภาพนี้ก็คือพระพุทธองค์ในคราวปรินิพพาน หรือกำลังอยู่ในสภาพแห่งพระศพอีกนั่นเอง.

สำหรับภาพคนในภาพนี้ มีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ และแถมยังมีวัวอีก ๕ ตัวด้วย. ดูโดยลักษณะทั่วไปแล้ว เหมือนกับว่าเดินทางมาจากถิ่นไกลเพื่อบูชาพระศพ.

ที่อยู่เคียงข้างสถูปทางด้านซ้ายมือ มีภิกษุหนึ่ง ฆราวาสสองคนยืนชิดสถูปมีท่าทางเป็นหัวหน้า แม้จะไม่ใช่กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ก็อยู่ในระดับอิสรชนหรือราชาแคว้นเล็กแคว้นน้อย. ทางด้านขวามือ มีภิกษุสอง สตรีสาม; สตรีที่กำลังยืนเหลียวไปรับพวงมาลัยจากคนใช้ที่ยืนทูนถาดอยู่นั้น อยู่ในลักษณะเป็นชายาหรือภริยาของคนหัวหน้าหมู่, รับพวงมาลัยเอามาเพื่อบูชาพระสถูปหรือพระศพ. ทางใต้พระสถูปลงมา มีสตรีอีก ๔ คน กำลังนมัสการและถวายมาลัยอยู่สามคน อีกคนริมซ้ายสุดท่าทางเหมือนคนใช้อย่างเดียวกับคนที่ทูนถาด. ผู้ชายอีกสองคนข้างล่าง ดูเป็นพวกดนตรีซึ่งกำลังเป่าปี่ชนิดหนึ่งอยู่ กับอีกคนหนึ่งซึ่งทราบไม่ได้ว่ากำลังทำอะไร และอาจจะเป็นผู้ร้องเพลงสดุดีตามธรรมเนียมก็ได้, โดยที่เจ้าภาพจัดหามาด้วยการจ้างหรือความสมัครใจย่อมแล้วแต่กรณี. วัวห้าตัวนั้นมีเขาแสดงพันธุ์วัวอินเดียแท้ ไม่มีลักษณะพันธุ์วัวฝรั่งเลย จะเป็นวัวที่อยู่ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่นำมาถวายเพื่อบูชามากกว่าที่จะเป็นวัวที่ลากเกวียนมา เพราะมีลัทธิถวายวัวเป็นเครื่องบูชาแก่

ปูชนียบุคคลมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล และแม้ในครั้งพุทธกาล ปรากฏอยู่ในสูตรบางสูตร, แม้ว่าจะมิใช่ลัทธิที่ถือกันทั่วไป แต่ก็เป็นลัทธิที่แพร่หลายอยู่ในเวลานั้นไม่น้อยเลย.

ภาพต้นไม้ต้นหนึ่ง กับภาพแขนชูภาชนะอย่างหนึ่งอยู่ทางริมขวามือนั้น เป็นส่วนของภาพอื่นอยู่ติดกันไปทางนั้น ไม่เกี่ยวกับภาพนี้.

ภาพที่ ๔๗-๔๘-๔๙ รวมสามภาพ เป็นตัวอย่างแห่งภาพการปรินิพพานซึ่งมีอยู่มากมาย, เลือกเอามาอย่างละภาพ เพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน ทั้งในทางศิลป์ และทางเนื้อเรื่องหรือพิธีกรรมตามแบบแห่งวัฒนธรรมนั้น ๆ. ในแง่ของศิลป์นั้นกล่าวได้โดยตายตัวว่า แบบอมราวดีสละสลวยกว่าสาญจี, แบบสาญจีสมสัดสมส่วนกว่าภารหุต แต่ภารหุตก็มีอะไรงดงามไปตามแบบนั้นอย่างเท่าเทียมกัน, และให้ความรู้ในทางที่ต่างกันตามแบบของตน ๆ. แบบที่คล้ายของไทยเรามากกว่าแบบอื่นก็คือแบบอมราวดี ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าเรารับวัฒนธรรมสายนี้มาจากอินเดียใต้โดยเฉพาะคือกลุ่มอมราวดีนี้ เช่นเดียวกับที่เราพบพระพุทธรูปแบบอมราวดีในดินแดนของเราในเวลานี้ ในยุคต่อมา
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #51 เมื่อ: 31 มกราคม, 2554, 06:47:11 »

ภาพที่ ๕๐ ก.-ข.


ภาพที่ ๕๐ ก.



(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

ภาพกองทัพของกษัตริย์ต่างนคร ยกมาติดนครของมัลลกษัตริย์ เพื่อบังคับให้แบ่งพระสารีริกธาตุซึ่งกุมเอาไว้ทั้งหมด. ส่วนทางริมบนสุดซ้ายมือนั้น เป็นภาพพวกที่ได้รับส่วนแบ่งพระธาตุแล้ว ใส่ผอบวางเหนือคอช้างของตน ๆ พาไป.

ภาพที่ ๕๐ ข.



(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

ภาพนี้ติดเนื่องในหินแท่งเดียวกันกับภาพ ๕๐ ก. มาทางขวามือ (ของผู้ดู) ขอให้สังเกตดูจากลวดลายนั้น ๆ. เป็นเรื่องเดียวกัน คือยกกองทัพมาบังคับให้แบ่งพระธาตุ ครั้นได้แล้วก็พาไป. ภาพทั้งสองนี้มีทางทำการศึกษาศิลปะเปรียบเทียบ ระหว่างศิลปะเปอร์เชีย, กรีก, อินเดีย ได้โดยง่าย


คำอธิบายภาพที่ ๕๐ ก.-ข.

ภาพที่ ๕๐ นี้ต้องดูพร้อมคราวเดียวกันไป ทั้งภาพ ๕๐ ก. และ ๕๐ ข. โดยนำมาต่อกันเข้าเป็นภาพยาวภาพเดียว จึงจะเข้าใจได้ง่าย, การต่อนั้น ให้ทางริมขวาสุด (ของผู้ดู) ของภาพ ก. ไปต่อเข้ากับทางริมซ้ายสุดของภาพ ข. กลายเป็นภาพหอรบเชิงเทินของเมืองมัลละอยู่ตรงกลางภาพ และมีกองทัพยกมาประชิดทั้งสองข้าง ก็จะเป็นเรื่องที่สมบูรณ์ คือกองทัพนครต่าง ๆ ยกมาบังคับให้มัลลกษัตริย์แบ่งพระสารีริกธาตุ ครั้นได้แล้วก็ใส่ผอบวางเหนือศีรษะช้างพาไป.

ในภาพ ก. นั้น ทางตอนขวามือเป็นภาพประตูเมือง หอรบเชิงเทิน มีคนประจำอยู่ตามช่อง : คนข้างนอกก็ยิงเข้าไป คนข้างในก็ยิงออกมาด้วยลูกศร. ภาพถัดจากหอรบเชิงเทินออกไปทางซ้ายมือนั้น ต้องแบ่งออกเป็นสองครึ่ง คือครึ่งบนและครึ่งล่าง. ครึ่งล่างเป็นภาพของกองทัพที่กำลังยกเข้ามารบ มีพลช้าง พลม้า พลเดินเท้า ซึ่งถือศร หอก และโล่, ที่ท้ายขบวนมีธงซึ่งยอดธงมีเครื่องหมายตรีรตนะ, ส่วนทางครึ่งบนนั้น เป็นภาพกองทัพตอนที่ได้รับแบ่งพระสารีริกธาตุแล้ว ใส่ผอบวางเหนือศีรษะช้างพาไป, มีธงอย่างเดียวกัน อยู่ท้ายขบวนอีกตามเคย ดังที่วิจารณ์แล้วในภาพที่ ๓๐ ในตอนที่ว่าด้วยธงชนิดนี้

ในภาพ ข. ก็มีลักษณะทำนองเดียวกัน คือครึ่งล่างมีพลเดินเท้า พลม้า พลรถ และพลช้างเข้าไปติดนคร, ครึ่งบนมีภาพการได้รับพระสารีริกธาตุใส่ผอบพาไปบนหัวช้าง, มีธงชนิดที่กล่าวแล้วอยู่ท้ายขบวนทั้งสองขบวนอีกเหมือนกัน ดูเป็นการระมัดระวังในการสลัก อย่างที่จะให้ขาดเสียมิได้.

ตรงที่ภาพทั้งสองท่อนต่อกันที่ตรงกลางนั้น มีภาพโทณพราหมณ์อยู่ในซุ้มจั่วหน้ามุขปรากฏอยู่ (แต่ภาพนี้ถูกตัดผ่าออกเป็นสองซีก อยู่ทางท่อน ก. ซีกหนึ่ง, ทางท่อน ข. ซีกหนึ่ง จึงดูไม่ออก เว้นไว้แต่จะตัดเอามาต่อกันเข้าให้สนิทเท่านั้น) เป็นการแสดงภาพตอนที่มีการปรองดอง อย่าให้ต้องรบกันโดยยอมแบ่งพระสารีริกธาตุให้แก่ทุกเมือง.

จากภาพนี้ เราจะสังเกตเห็นประพิมพ์ประพายของศิลปะเปอร์เชีย แม้กระทั่งอียิปต์และโรมัน ในภาพพลทหาร เครื่องผูกสอด ท่าทางยิงศรและอื่น ๆ อีกบางประการ ทำให้คิดและเชื่อว่า ศิลปะประเภทนี้คงเนื่องถึงกันมาแต่กาลก่อน, และเป็นความจริงที่สันนิษฐานกันว่า กษัตริย์ผู้สร้างสถูปสาญจีนี้ ได้ว่าจ้างศิลปินระดมมาจากที่ไกลสุดที่จะทำได้ และมีการติดต่อกันอยู่แล้วกับต่างประเทศใกล้เคียง เช่นเปอร์เชียเป็นต้น ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศก (ก่อนหน้าการสร้างสถูปสาญจีของราชวงศ์สุงคะเพียงร้อยกว่าปี) จึงรวบรวมช่างต่างประเทศหรือที่รับอิทธิพลช่างต่างประเทศเหล่านั้นเข้ามา. มีอยู่ส่วนหนึ่งในการสลักภาพเหล่านี้, จึงมีภาพหลายอย่างที่สถูปสาญจี ที่แสดงว่าเป็นแบบของต่างประเทศมิใช่แบบของอินเดียโดยบริสุทธิ์

สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่ง ก็คือภาพของผอบที่วางอยู่บนหัวช้างนั้น มีรูปร่างเหมือนกับผอบจริงที่ขุดได้จากสถูปต่าง ๆ ที่บริเวณสาญจีนั้นเลยทีเดียว, ทำให้เชื่อได้ว่าผอบหรือกล่องใส่พระธาตุในที่นั้น แห่งยุคนั้น ทำรูปร่างอย่างนั้น, และเหมือนกันทั้งที่สาญจีและภารหุต. ต่อเมื่อถึงยุคและถิ่นอมราวดีจึงได้แปลกออกไปดังเช่นในภาพที่ ๕๑ เป็นต้น. ผู้ที่ถือผอบนั่งคอช้างและถือขอช้างนั้นคือตัวกษัตริย์หรือตัวแม่ทัพเอง, คนที่นั่งถัดไปทางท้ายช้างเป็นเพียงคนรับใช้หรือผู้ช่วย.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #52 เมื่อ: 02 กุมภาพันธ์, 2554, 20:26:42 »

ภาพที่ ๕๑

ภาพการได้รับส่วนแบ่งพระสารีริกธาตุ แล้วใส่ผอบ (แบบอมราวดี) วางเหนือคอช้างพาไป. มีกระดิ่งที่ท้องช้างบางตัว



(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๕๑

ภาพแบบอมราวดีภาพนี้ เป็นภาพกษัตริย์ประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับส่วนแบ่งพระสารีริกธาตุ แล้วนำกลับประเทศของตน ๆ โดยใส่ผอบทรงสูงยอดแหลมวางเหนือหัวช้างพาไป, ขอให้เปรียบเทียบรูปร่างของผอบแบบนี้กับผอบแบบสาญจี ในภาพที่แล้วมา ดูให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนด้วย จะมีความเข้าใจในสิ่งที่เป็นวัฒนธรรมหรือประเพณีต่าง ๆ ของอินเดียได้มากขึ้น.

ในภาพนี้ มีช้าง ๗ ช้าง เท่าจำนวนกษัตริย์ที่ยกกองทัพมาติดนครในตอนแรกพอดี โดยไม่นับผู้แทนประเทศที่มาช้าไม่ทันเวลาอีกเมืองหนึ่ง. นครที่ส่งผู้แทนมาอ้างสิทธิขอแบ่งทั้ง ๗ นครนั้นคือ พระเจ้าอชาตศัตรูจากประเทศมคธ, กษัตริย์ลิจฉวีจากนครเวสาลี, กษัตริย์ศากยะจากนครกบิลพัสดุ์, กษัตริย์พูลีจากอัลลกัปปะ, กษัตริย์โกลิยะจากนครรามคาม, กษัตริย์มัลละจากนครปาวา, และพราหมณ์จากนครเวฐทีปะ, รวมเป็นแปดนคร ทั้งนครกุสินารานั้นเองด้วย, ทั้งแปดนครนี้ล้วนแต่ได้ส่วนพระสารีริกธาตุโดยตรง รายที่มาช้าไปนั้นคือกษัตริย์แห่งนครปิปผลิวน จึงได้รับเพียงพระอังคารในที่ถวายพระเพลิงไปแทนพระสารีริกธาตุโดยตรง.

เป็นที่น่าสังเกตว่า บรรดาผอบที่วางเหนือหัวช้างนั้น มีแปลกอยู่ผอบหนึ่ง คือที่ช้างตัวริมซ้ายบนสุด; และช้างตัวริมล่างขวาสุดมีกระดึงผูกที่ท้อง ซึ่งยังเป็นการกระทำที่ยังอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้ ในอินเดียภาคใต้บางแห่ง. ประโยชน์อันนี้ น่าจะไม่ใช่เพื่อความไพเราะหรือสวยงาม หากแต่เพื่อเป็นสัญญาณอันตรายอันจะเกิดจากช้างที่ไม่สุภาพ เช่นเดียวกับในประเทศไทยเราทางภาคใต้ใช้เกราะไม้ไผ่เล็ก ๆ แบบหนึ่งแขวนใต้คอช้างนั้นเหมือนกัน. ช้างตัวที่กล่าวนี้ กำลังก้าวออกประตูเมืองมา. คนนั่งท้ายช้างล้วนแต่ถือแส้ จะเป็นแส้ปัดแมลง หรือแส้สัญญาณอะไรบางอย่างก็ยังไม่ทราบได้, แต่สำหรับการปัดแมลงนั้นจำเป็นมาก เพราะเหลือบชนิดหนึ่งจะรบกวนอย่างยิ่งทั้งแก่ช้างและคนขี่ช้าง ต้องถือแส้คอยปัด จนกระทั่งในที่สุดก็กลายเป็นประเพณี หรือเครื่องประดับเกียรติอย่างหนึ่งไป ต้องมีไว้เสมอไม่ว่าจะมีแมลงกวนหรือไม่ก็ตาม, และนี่เองคือต้นกำเนิดของสิ่งประดับเกียรติในขบวนช้าง ขบวนม้าในกาลต่อมา.

ประตูเมืองแบบอมราวดีนี้ ผิดจากแบบสาญจีและภารหุตอย่างคนละทิศละทางทีเดียว ควรจะสังเกตไว้ด้วย. ส่วนทรวดทรงของคนและช้างนั้นสละสลวยตามเคยของแบบนี้. ซึ่งแบบสาญจีและภารหุตไม่มีทางที่จะสู้ได้, และทั้งคล้ายแบบไทยเราอีกนั่นเอง.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #53 เมื่อ: 04 กุมภาพันธ์, 2554, 08:44:26 »

ภาพที่ ๕๒

ภาพกษัตริย์โกลิยนครได้รับส่วนแบ่งพระสารีริกธาตุ มาถึงนครแล้ว พระราชินีปลาบปลื้มจนสิ้นสติยืนทรงตัวเองไม่ได้จนต้องเกาะผู้อื่น (ดูที่ซีกขวามือของภาพ), ครั้นหายแล้ว ก็รับพวงมาลา (ซีกซ้ายมือของภาพ) ไปเพื่อทำการบูชา, แล้วทำการบูชาด้วยท่าต่าง ๆ (ริมล่างของภาพ) ตามแบบของถิ่นนั้นและยุคนั้น. เป็นอันว่าพระราชินีองค์เดียวกันนั้น ถูกแสดงในภาพเดียวนี้ ด้วยท่าทางต่าง ๆ กันมากกว่า ๖-๗ ท่า. นี้เป็นวิธีของศิลปินอินเดียแห่งยุคนั้น ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งทีเดียว.



(จากหินสลัก แบบอมราวดี ยุคกลางจวนยุคปลาย สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๕๒

ภาพแบบอมราวดีภาพนี้ เป็นภาพการบูชาพระสารีริกธาตุที่กษัตริย์นครหนึ่งได้รับส่วนแบ่งมา ดังที่กล่าวแล้วในภาพที่ ๕๐-๕๑, เมื่อมาถึงนครของตนแล้ว,

ในภาพภาพเดียวนี้ มีการแสดงรวมกันอยู่ถึง ๔ ฉาก คือกษัตริย์ผู้ชาย ซึ่งมีนาคบนศีรษะหลายเศียร หรือตั้ง ๗ เศียรเหล่านั้น เป็นผู้นำพระสารีริกธาตุใส่ผอบมา ดังที่ปรากฏอยู่บนบัลลังก์ตรงหน้านั้นเอง. ทางขวามือริมสุดเคียงข้างบัลลังก์นั้น เป็นภาพพระราชินีแห่งนครนั้น กำลังยินดีปรีดามากเดินไปจนถึงขนาดจะเป็นลม ต้องเกาะผู้อื่นไว้ และเป็นกษัตริย์ด้วยกัน โดยที่มีเศียรนาคปรากฏอยู่บนศีรษะคนละเศียรทุกคนเหมือนกัน. ส่วนทางซ้ายมือริมสุด ทางด้านตรงกันข้ามนั้น คือพระราชินีนั้นเอง เมื่อหลังจากหายลำบากด้วยความปีติแล้ว ก็รับพวงมาลาจากคนใช้มาทำการบูชาพระสารีริกธาตุนั้น. ส่วนทางด้านล่างตรงหน้าบัลลังก์นั้นก็คือพระราชินีอีกนั่นเอง กำลังทำการอภิวาทด้วยท่าทางต่าง ๆ กัน ตามแบบฉบับของชาวอินเดียภาคนั้นโดยตรง; ถึงแม้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ จะได้เล็งถึงการกระทำของพระราชาในภาคอื่น ๆ ศิลปินก็ย่อมทำไปตามแบบฉบับแห่งภาคของตนเอง.

เนื่องจากศิลปกรรมอมราวดีแห่งอินเดียใต้ เป็นศิลปกรรมของพวกที่บูชานาคเป็นของสูง จึงเอาสัญลักษณ์นาคนั้นมาใช้แก่กษัตริย์ทั่วไป แม้ที่มิได้อยู่ทางอินเดียใต้ หรือบูชานาคเหมือนตนเอง, ในภาพนี้ เชื่อกันว่าเป็นภาพของกษัตริย์โกลิยวงศ์แห่งรามคามใกล้ ๆ กับศากยวงศ์แห่งกบิลพัสดุ์ ซึ่งอยู่ในอินเดียภาคเหนือ ไม่เกี่ยวกับการยกย่องนาคเลย, แต่เมื่อเป็นภาพที่สลักขึ้นทางอินเดียใต้ โดยศิลปินอินเดียใต้ ก็เป็นธรรมดาอยู่เอง ที่จะต้องใส่สัญลักษณ์นาคลงไปเพื่อความยิ่งใหญ่หรือสง่าราศี, จนทำให้ผู้ที่ไม่ทราบเรื่องเข้าใจไปว่า เป็นเรื่องในเมืองนาคไปก็ได้. ข้อนี้เช่นเดียวกับภาพพุทธประวัติที่เขียนในประเทศจีน มีอะไรเป็นจีนไปหมด จนผู้ดูจะต้องเผลอตัวไปว่าพระพุทธองค์เกิดในเมืองจีนเป็นคราว ๆ ไปทีเดียว กว่าจะจบเรื่องก็แทบแย่ เพราะต้องคุมสติจนเวียนหัว.

จากภาพนี้ อาจจะศึกษาสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมของอินเดียใต้ไม่น้อยเลย เช่นท่าทางของการบูชาในอิริยาบถต่าง ๆ. เครื่องแต่งกายและภาชนะเครื่องใช้สอย, ฉัตรและบัลลังก์รูปร่างประหลาด ตลอดจนถึงลวดลายต่าง ๆ ของแบบนั้น ๆ กระทั่งลายกลีบบัวที่วงขอบเป็นต้น ล้วนแต่น่าสนใจ ในการศึกษาแม้ในแง่ของโบราณคดีและมานุษยวิทยา, จะได้ไม่ตื่นเต้นหรือประหลาดใจในเมื่อได้เห็นอะไรแปลก ๆ ต่อไปในกาลข้างหน้า, ย่อมจะดีกว่าที่จะรู้แต่แบบไทยของตนอย่างเดียว.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #54 เมื่อ: 05 กุมภาพันธ์, 2554, 21:09:53 »

ภาพที่ ๕๓

ภาพตรีรตนะ ประกอบด้วยภาพดอกบัวบานในวงกลม มีเปลวพุ่งขึ้นไปเป็น ๓ ยอด ทำนองว่าการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ ทำให้เกิดรตนะทั้งสามขึ้นในโลก. มีมากแบบ เรียกกันอย่างแพร่หลายในเวลานี้ว่า Tiratana Symbol เป็นเครื่องหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนามาแล้ว แต่พุทธศตวรรษที่ ๓-๔ เช่นทำเป็นยอดคันธงนำกองทัพเป็นต้น.



(ภาพนี้เป็นแบบสาญจี ขอให้พลิกย้อนไปดูภาพที่ ๘)

คำอธิบายภาพที่ ๕๓

ภาพนี้เป็นตัวอย่างอันหนึ่งของภาพตรีรตนะ ซึ่งมีมากแบบด้วยกัน ดังที่ปรากฏอยู่ในภาพที่ ๗, ที่ ๘, ที่ ๙, ที่ ๓๐, ที่ ๔๑, ที่ ๕๐ เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่แสดงให้เราทราบได้ว่า สัญลักษณ์ของพระรัตนตรัยแบบนี้ เป็นสิ่งที่มีใช้กันแพร่หลายในยุคนั้น ๆ อย่างไร และมากน้อยเพียงไรด้วย. เครื่องหมายของประเทศ ชาติ ศาสนา องค์การอะไรต่าง ๆ เราก็มีกันเหลือเฟือในสมัยปัจจุบันนี้ แต่เครื่องหมายของพระรัตนตรัยโดยตรงนั้น เรายังทราบกันน้อยเกินไปหรือไม่ทราบกันเสียเลยก็มี ยิ่งกว่านั้นอีกก็คือ เครื่องหมายตรีรตนะที่กล่าวนี้ ประกอบด้วยความหมายในทางธรรมอย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง เป็นเครื่องเตือนใจได้ดี ทั้งแก่คนรู้ธรรมน้อย รู้ธรรมมาก ไม่มีขอบเขต.

โดยหลักใหญ่ ๆ นั้น เครื่องหมายนี้ประกอบขึ้นด้วยส่วนประกอบ ๓ ส่วน คือ ดอกบัวบาน, วงกลม, และเปลวรัศมี.

ดอกบัวหมายถึงการตรัสรู้ หรือการเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้าโดยสมบูรณ์, ซึ่งหมายถึงการปรากฏของธรรมอันเบิกบานออกมา, วงกลม หมายถึงความไม่มีที่สิ้นสุด หรือความว่างอันมีลักษณะไม่มีที่สิ้นสุด, ดอกบัวในวงกลมจึงหมายถึงธรรมอันมีลักษณะไม่มีที่สิ้นสุด คือเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง จนไม่อาจจะคำนวณได้ว่ามีอะไรเท่าไร. เปลวรัศมีนั้นคือแสงสว่างอันแผ่ไปได้รอบตัวและไม่มีประมาณอีกนั่นเอง แต่อาจจะจัดประเภทได้เป็น ๓ ประเภท ตามความหมายของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วแต่ว่าเราจะจัดคุณของสิ่งทั้งสามนี้ไว้ในลักษณะอย่างไร เช่นเป็นผู้ชี้ทาง-หนทาง-ผู้เดินทาง, หรือเป็นหมอรักษาโรค-ยารักษาโรค-ผู้หายโรค, หรือเป็นผู้สอน-สิ่งที่สอน-ผู้รับคำสอน, ดังนี้เป็นต้น, หากแต่เป็นสิ่งที่เนื่องกัน อย่างที่ไม่อาจจะแยกกันได้ เหมือนไม้สามอันอิงกันอยู่ไม่มีล้ม, ความหมายเหล่านี้อาจจะเพ่งให้เห็นได้ง่ายกว่าที่จะเพ่งธงชาติ ๓ สีให้เกิดความรู้สึกว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเด็ก ๆ ไปเสียอีก.

พวกนามธรรมทั้งหลาย มีลักษณะซ่านออกรอบตัวเหมือนแสงของดวงอาทิตย์ ครั้นจะต้องเขียนภาพให้มีลักษณะเช่นนั้นก็เขียนไม่ได้ เพราะเขียนในกระดาษแบน เลยเป็นของแบน หรือแผ่ไปเพียงทางใดทางหนึ่ง ไม่มีลักษณะซ่านออกโดยรอบตัวเหมือนแสงเทียน ดังนั้นเราต้องทำจินตนาการเองในการดูภาพเช่นนี้ และยิ่งการแผ่ซ่านนั้นไปไกลไม่มีขอบเขตด้วยแล้ว เราก็ยิ่งเขียนภาพของมันยากยิ่งขึ้นทุกที จนกระทั่งภาพที่เขียนขึ้นนั้น ต้องทำจินตนาการสองซ้อนสามซ้อนจึงจะเข้าถึงความหมาย, และยิ่งนามธรรมนั้นมิใช่วัตถุธาตุที่มีเนื้อตัวให้กำหนด แต่เป็นเหมือนความว่าง ไม่มีอะไรด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำจินตนาการยากยิ่งขึ้นอีกมากมายหลายสิบเท่าตัวทีเดียว, ถ้าเราจะฝึกหัดตีความหมายในทำนองที่ต้องใช้จินตนาการเช่นนี้กันบ้าง ก็จะเป็นการดีแก่การศึกษาศิลปะของคนโบราณ กระทั่งการที่เราจะสร้างศิลปะที่เกี่ยวกับนามธรรมกันขึ้นเองในอนาคต, จึงได้นำภาพเช่นนี้มาให้ได้เห็นได้วิจารณ์กันเสียบ้าง ภาพที่ ๗ เป็นภาพที่จะให้บทเรียนที่กล่าวนี้ได้ดีภาพหนึ่งทีเดียว คือถึงขนาดที่จะเรียกตามภาษาไสยศาสตร์ว่า "ยันตร์" ซึ่งถ้าใครรู้ความหมายถึงที่สุดแล้ว จะต้องประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนต้องการโดยสิ้นเชิงทีเดียว, พวกธิเบตรุ่นหลังได้ประกอบลวดลายที่เรียกว่า ยันตร์ กันขึ้นมากมาย ล้วนแต่น่าดู น่าคิดหรือน่าสนุกไม่น้อยเลย. อย่างน้อยที่สุดพุทธบริษัทชาวไทยเรา ควรจะรู้จักเครื่องหมายตรีรตนะนี้ ไม่น้อยกว่าที่ชาวต่างประเทศเขารู้จักกัน และกำลังเรียกกันแพร่หลายว่าติระตะนะ ซิมบ็อลทั่วไปแล้ว.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #55 เมื่อ: 12 กุมภาพันธ์, 2554, 12:07:53 »

ภาพที่ ๕๔



ภาพอักษรจารึกที่เสาอโศก ที่ลุมพินี กล่าวถึงการที่พระเจ้าอโศกได้เสด็จมาที่นี่ อันเป็นที่ประสูติของพระพุทธองค์

คำอธิบายภาพที่ ๕๔

ภาพนี้เป็นภาพตัวอักษรโบราณในอินเดีย ที่ปรากฏอยู่ในจารึกของพระเจ้าอโศก ซึ่งจารึกไว้ตามหน้าผาหรือเสาหินที่ยกขึ้น, มากมายหลายสิบแห่ง และมีอยู่แห่งหนึ่งที่เกี่ยวกับพระพุทธประวัติโดยตรง ได้จำลองเอามาติดรวมกับหมู่ภาพพุทธประวัติยุคก่อนมีพระพุทธรูปที่ทำขึ้นเพื่อการศึกษาประกอบกัน, จารึกนี้ปรากฏอยู่ที่เสาหิน ที่ลุมพินี อันถือกันว่าเป็นที่ประสูติของพระพุทธองค์.

อักษรรูปนี้เรียกกันว่าอักษร พราหมี, ภาษาที่ใช้คือ ภาษาปรากฤตอันเป็นภาษาชาวบ้าน, ใช้จารึกที่ถิ่นไหน ก็ใช้ภาษาปรากฤตของถิ่นนั้น เพื่อมีผลดีเต็มที่. เชื่อกันว่าภาษาปรากฤตทางแคว้นอวันตี คือภาษาที่ถูกปรับปรุงขึ้นเป็นภาษาบาลีที่ปรากฏเป็นพระไตรปิฎกของฝ่ายเถรวาทเรา, ทั้งเชื่อได้ว่าพระพุทธองค์เสด็จไปเทศนาที่ถิ่นไหน ก็ได้ใช้ภาษาปรากฤตของถิ่นนั้นแสดงธรรมแก่ชนในถิ่นนั้น. ภาษาเหล่านั้นเป็นภาษาชาวบ้าน คือต่ำเกินไปกว่าที่จะใช้เป็นภาษาทรงพระไตรปิฎกในการสืบอายุศาสนาจึงต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นในทางไวยากรณ์ ตลอดถึงการออกเสียงและการประกอบรูปศัพท์, ดังนั้นจึงได้สอบสวนกันแต่ในส่วนใจความให้ถูกต้องเสียก่อน แล้วร้อยกรองขึ้นเป็นภาษาบาลีเรื่อย ๆ มาจนสมบูรณ์. การออกเสียงและคำที่เรียกจึงต่างกันไป และมีคำที่น่าสนใจเพื่อการวิจารณ์อยู่มากมาย โดยเฉพาะเช่นคำว่าลุมพินีที่เราใช้เรียกกันในศิลาจารึกนี้ เขียนและออกเสียงว่า ลํมินิ เป็นต้น ชาวบ้านที่ตำบลนี้ในปัจจุบันนี้ เรียกตำบลนี้ของเขาว่ารุมมินเดอี ซึ่งเห็นได้ว่า ยังอยู่ในรูปของภาษาปรากฤตอยู่นั่นเอง หากแต่เพี้ยนมาตามกาลเวลาที่ล่วงมาถึงสองพันกว่าปีเท่านั้น.

อักษรแบบพราหมี นี้ไม่ยากแก่การศึกษา สังเกตดูสักครู่เดียวก็จะอ่านได้ เพราะมีตัวพยัญชนะน้อย มีสระน้อย และประกอบกันอย่างง่าย ๆ ซึ่งเชื่อว่าท่านจะอ่านออกได้ในเวลาไม่กี่นาที, ลองสนใจดูบ้างก็ได้.

ครั้งแรกที่สุด ให้สังเกตสระ ซึ่งเสียบอยู่ที่ตัวพยัญชนะเฉพาะที่ปลายสุดทางบนของตัวพยัญชนะ คือ สระ เอ อา อิ อี โอ, ส่วน อุ และ อู นั้นเสียบทางล่าง, ถ้าไม่มีสระอะไรปรากฏอยู่ ก็เท่ากับสระ อะ ทำนองเดียวกับอักษรแบบอื่น ๆ.

ในที่นี้ให้สังเกตจากอักษรสัก ๑๑ ตัว ตอนแรกของบรรทัดบนสุด ซึ่งอ่านได้ว่า เท วา น ปิ เย น ปิ ย ท สิ น แล้วแยกสระออกจากพยัญชนะดู คือ ตัวแรกที่อ่านว่า เท นั้น ขีดสั้น ๆ ตอนบนที่งิกไปทางข้างหน้า หรือซ้ายมือนั่นแหละคือสระ เอ. ส่วนที่ต่ำลงมาคือตัวพยัญชนะ ท, รวมกันจึงเป็น เท, ถ้าขีดที่กล่าวนี้งิกไปทางหลังคือทางขวามือ มันก็เป็นสระ อา, ดังนั้นตัวที่ถัดมา ก็คือ วา, ตัวที่สามคือ น ไม่มีรูปสระอะไรเลย นั้นคือมีสระอะ, ถัดไปคือ ปิ, ท่านจะเห็นได้ทันทีว่า สระอิ นั้น นอกจากจะงิกไปทางหลังนิดหนึ่งแล้ว ยังจะต้องงิกเป็นมุมฉากขึ้นทางบนอีกนิดหนึ่งด้วย, ถ้าจะให้เป็นสระ อี ก็ต้องเสียบขีดเหมือนกันเข้าอีกขีดหนึ่ง ดังอักษรตัวที่ ๑๕ (นับจากซ้าย) ซึ่งอ่านว่า วี, ถัดจาก ปิ ไปอีกก็คือ เย, ท่านเข้าใจได้เองทันทีว่า อะไรคือ ย, อะไรคือ เอ. แล้วก็ไล่ไปตามลำดับ แล้วถอดสระจากพยัญชนะได้เอง. จนหมดสิ้น, สำหรับสระ โอ นั้น คือขีดขวางข้างบนตัวเหมือนกับงิกไปทั้งข้างหน้าและข้างหลัง หรือเท่ากับ เอ กับ อา ผสมกันเลยนั่นเอง, สระ อุ นั้น ขีดสั้น ๆ ลงไปตรง ๆ ใต้ตัวพยัญชนะนิดหนึ่ง, ดังจะถอดหนังสือ ๔ บรรทัดครึ่งนี้ อย่างบรรทัดต่อบรรทัดให้ดู ดังต่อไปนี้

บรรทัดที่หนึ่งมี ๒๓ ตัว คือ เท วา น ปิ เย น ปิ ย ท สิ น ลา ชิน วี ส ติ ว สา ภิ สิ เต น

บรรทัดที่สองมี ๒๑ ตัว คือ อ ต น อา คา จ ม หี ยิ เต หิ ท พุ เธ ชา เต ส กย มุ นี ติ

บรรทัดที่สามมี ๒๑ ตัว คือ สิ ลา วิ ค ฑ ภี จา กา ลา ปิ ต สิ ลา ถํ เภ จ อุ ส ปา ปิ เต

บรรทัดที่สี่มี ๑๙ ตัว คือ หิ ท ภ ค วํ ชา เต ติ ลํ มิ นิ คา เม อุ พ ลิ เก ก เฏ

ครึ่งบรรทัดที่ห้ามี ๖ ตัว คือ อ ถ ภา คิ เย จา

เมื่อผู้สนใจพยายามทบทวนคิดและอ่านไปมา สักครึ่งชั่วโมงก็จะอ่านได้เองจนหมด, และผู้ที่รู้ภาษาบาลีอยู่แล้ว ก็อาจจะทราบได้ว่า เมื่อเป็นภาษาบาลีจะต้องเป็นอย่างไร โดยไม่ยากเกินไป, แต่ต้องทราบไว้บางอย่างว่า ตัว ร ไม่มีใช้, ใช้ตัว ล แทน, และภาษาต่างกันอยู่โดยปรกติ เช่น บาลีเป็น อิธ ในที่นี้ปรากฤตเป็น หิท เป็นต้น, ดังนั้น กาลาปิต ก็คือ การาปิต, หิธ พุเธ ชาเต ก็คือ อิธ พุทเธ ชาเต เป็นต้นนั่นเอง, ในที่สุดก็จะเดาความหมายได้ถูกหมด.

คำแปลเท่าที่ยุติกันในเวลานี้ เรียงตามบรรทัดต่อบรรทัดเพื่อเปรียบเทียบดังนี้

(๑) พระราชา ปิยทัสสี ซึ่งเป็นที่รักของเทวดา รดน้ำแล้วยี่สิบปี

(๒) ได้เสด็จมา ด้วยพระองค์เอง ด้วยการเตรียมใหญ่ เพราะพระพุทธองค์เกิดแล้วที่นี่ ว่าศากยมุนี ดังนี้

(๓) ให้กระทำสิลาวิคฑภิด้วย, ให้ยกขึ้นแล้ว ซึ่งสิลาถัมภะด้วย

(๔) เพราะพระภควันเกิดแล้วที่นี่ ในลํมินิคาม, ให้เลิกเก็บภาษี

(๕) ซึ่งเก็บอยู่หนึ่งในแปดของผลได้.

ข้อความนี้ แสดงให้เราทราบได้ว่า พระเจ้าอโศกมหาราชเรียกพระองค์เองว่า ปิยทัสสีซึ่งเป็นที่รักของเทวดา, เมื่อทำพิธีราชาภิเษกแล้ว ๒๐ ปี ได้เสด็จมายังที่ประสูติของพระพุทธองค์ด้วยความเคารพอย่างใหญ่หลวง, ทรงให้สร้าง "สิลาวิคฑภิ" ซึ่งยังไม่ยุติกันว่าอะไรแน่ อาจจะเป็นกำแพงหิน ล้อมสถานที่นั้น, หรืออาจจะเป็นบัวหัวเสามีรูปสัตว์ (เช่นรูปสิงห์ที่สารนาถ หรือรูปช้างที่สังกัสสะ) เป็นต้น ก็ได้, ส่วนสิลาถัมภะนั้นคือเสาหินที่จารึกอักษรเหล่านี้เอง. ที่ทำดังนี้ก็เพราะ "พระพุทธะเกิดแล้วที่นี่", หรือ "พระภควันเกิดแล้วที่นี่", นั่นเอง. ระบุชื่อสถานที่นั้นว่า ลํมินิคาม, ซึ่งต่อมาเรียกกันเป็น ลุมพินี, ซึ่งเป็นความแตกต่างระหว่างภาษาปรากฤตกับภาษาบาลี แล้วแต่จะเรียกกันด้วยสำเนียงไหน. พวกชาวบ้านที่นั่นเรียก รุมมิน-เดอี ก็เท่ากับ ลํมิน-เทวี อยู่แล้ว คือเขาเล็งถึงพระเทวีพุทธมารดานั่นเอง. คำที่ยังเป็นปัญหาไม่ค่อยจะเห็นพ้องเป็นอันเดียวกันได้ ก็คือคำว่า อุพลิเกกเฏอถภาคิเยจา มีผู้แปลไปต่าง ๆ กันอีกสองสามอย่าง แต่ในที่นี้ถือเอาเสียงข้างมาก หรือเหตุผลที่ว่าคงจะเป็นเช่นนั้น, และถ้าเป็นการเลิกเก็บภาษีที่เก็บอยู่จริง เราก็ได้ความรู้ว่า การเลิกเก็บภาษีเป็นพุทธบูชานี้ มีมาตั้งแต่ครั้งนั้น และเป็นการกระทำที่พิเศษแท้ น่าจะยังคงเป็นตัวอย่างมาจนถึงทุกวันนี้.

ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่ง ที่เราจะต้องนึกและขอบคุณพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นอย่างที่สุดนั้น ก็คือได้ทรงเข้าไปเกี่ยวข้องกับสถานที่สำคัญของพระพุทธองค์ทุก ๆ แห่ง จนเป็นเหตุให้สถานที่นั้น ๆ ยังคงปรากฏอยู่มาจนถึงพวกเรา, มิฉะนั้น

แล้วจะสาบสูญหายไปไม่ปรากฏเลยสักแห่งเดียวก็เป็นได้; ทั้ง ๆ ที่พระเจ้าอโศกได้ทรงกระทำไว้แล้วเช่นที่กล่าวนี้ ก็ยังเป็นการยากที่จะพบได้ง่าย ๆ เพราะรกร้างเป็นสถานที่ที่มนุษย์ไม่เกี่ยวข้องไปแล้วทั้งนั้น, แต่โดยเหตุที่พระเจ้าอโศกได้ทรงให้ทำอะไรบางอย่างไว้ แม้เพียงเสาหินสักต้นเดียว ก็เป็นเหตุให้คนต่อมาทำอะไรเพิ่มเติมเข้าอีกมากมายเรื่อย ๆ มา, สิ่งเหล่านั้นจึงยังคงอยู่เป็นเครื่องกำหนดหมายสถานที่สำหรับพระพุทธองค์อย่างถูกต้อง, และยังแถมสร้างศิลปะวัตถุ เช่นภาพสลักต่าง ๆ เข้าไว้ จนพวกเราได้รับประโยชน์เป็นอันมาก ดังที่ปรากฏอยู่ในบรรดาภาพทั้งหมดที่นำมาพิมพ์ไว้ในสมุดเล่มนี้.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

artcomnet
บุคคลทั่วไป

| |

« ตอบ #56 เมื่อ: 15 กุมภาพันธ์, 2554, 12:06:06 »

สาธุ ^()^
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 [6]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: