Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 พฤศจิกายน, 2560, 14:49:39

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก  (อ่าน 42627 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 3 4 [5] 6
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #40 เมื่อ: 22 ธันวาคม, 2553, 23:16:55 »

ภาพที่ ๔๐ (ก) (ข)



(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

ภาพที่ ๔๐ (ก)

ภาพมารวิชัย ขยายส่วนจากภาพที่ ๔๐ ให้เห็นรายละเอียดชัดขึ้น : แม่นางธรณีพยานอยู่ข้างต้นโพธิ์ ซึ่งมีบัลลังก์ว่าง แทนพระพุทธองค์, คนยืนไหว้คือพญามารยอมแพ้, คนยืนโบกมือคือพญามารสั่งเสนาให้ยอมแพ้, คนนั่งห้อยเท้ามีฉัตรกั้น คือพญามารเมื่ออยู่ในท่าผจญ.



(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

ภาพที่ ๔๐ (ข)

ภาพมารวิชัย ขยายส่วนจากภาพที่ ๔๐ ให้เห็นรายละเอียดชัดขึ้น : ภาพคนในลักษณะต่าง ๆ กันเหล่านี้ คือเสนามาร ซึ่งเล็งถึงกิเลสนานาชนิดที่มาผจญพระพุทธองค์ร่วมกับพญามาร ชื่อปรนิมมิตวสวัตดีมาร.



คำอธิบายภาพที่ ๔๐ ก.-ข.

ภาพที่ ๔๐ ก. และ ข. นี้ต่อกันในหินแท่งเดียวกัน, เอาแผ่น ข. ไปต่อแผ่น ก. ทางขวามือ จะเข้ารูปกันพอดี รวมกันแล้วเป็นภาพพญามารทำการผจญพระพุทธองค์ในวันที่จะตรัสรู้ ในท่อน ก. มีภาพพระพุทธองค์ (คือต้นโพธิ์กับบัลลังก์) และภาพพญามารที่อยู่บนบัลลังก์ทางขวามือ มีฉัตรเล็ก ๆ กั้นอยู่ข้างบน ส่วนทางท่อน ข. นั้นเป็นภาพของเสนามารล้วน.

สิ่งที่ควรสนใจที่สุดก็คือข้อที่ว่า หินสลักยุคแรกที่สุดแผ่นนี้ทำภาพพญามารเป็นภาพหรือเทวดาเฉย ๆ ไม่มีอาวุธ ไม่ขี่ช้างดุร้ายเข้ามา หรือมีไพร่พลที่เป็นสัตว์ดุร้าย เหมือนในภาพที่เขียนหรือสลักกันรุ่นหลัง, พอใคร ๆ มองเข้าก็ต้องคิดทันทีว่า มารนั้นหมายถึงกิเลสที่แนบเนียนสุขุมที่สุดนั่นเอง, สิ่งที่เรียกว่ามารหรือซาตานก็ตาม ไม่ควรจะถูกเขียนเป็นคนหรือสัตว์ที่ดุร้าย เพราะจะเป็นเรื่องที่ตื้นอย่างเด็กเล่นไปเสีย, จะต้องเป็นภาพที่แสดงว่าสวยงามน่ารัก มีแววฉลาดน่าเชื่อถือ น่าเป็นสมัครพรรคพวกด้วย จึงจะถูกต้องตามเรื่องราว ที่มีหน้าที่ลวงคนให้ลงผิดติดจมอยู่ในกองทุกข์ หินสลักที่สาญจีแผ่นนี้เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดในการให้ความรู้ความเข้าใจในหลายแง่หลายมุม ในทางที่ควร. หินสลักยุคหลัง ๆ ต่อมา ได้เปลี่ยนทำเป็นภาพยักษ์ดุร้าย มีสัตว์ร้าย และอาวุธต่างชนิดเข้าประกอบ ในเมืองไทยเราก็ได้รับแบบ ๆ นี้มา จึงได้เขียนฝาผนังโบสถ์กันไปในทำนองนั้น, ทำให้ผลที่ได้น้อยไปในทางที่จะทำให้คนฉลาด หรือรู้ธรรมในลักษณะที่ถูกต้อง; ดังนั้นเราควรจะพิจารณากันดู โดยรายละเอียดในหินสลักแผ่นนี้.

จากทางซ้ายมือในท่อน ก. มีหญิงหิ้วหม้อน้ำมือหนึ่งชูภาชนะอะไรอย่างหนึ่งด้วยมืออีกข้างหนึ่ง ออกจากซุ้มประตูออกมา เข้าใจว่าเป็นเครื่องหมายของทานบารมี ที่ทรงอ้างเอาเป็นพยานเพื่อต่อสู้มารว่าบัลลังก์นั้นควรเป็นของพระองค์ผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วเต็มที่, ซึ่งในประเทศไทยเราเขียนเป็นนางธรณีบีบน้ำจากผมนั่นเอง มีเจ้าหน้าที่ทางอินเดียอธิบายกันว่าเป็นนางสุชาดาที่ถวายข้าวปายาส, นี้ไม่น่าจะเห็นด้วยเลย. ถัดมาเป็นบัลลังก์ว่าง มีต้นโพธิ์ข้างบนตามแบบสาญจี คือมีฉัตร และมีเทวดาแบบกินนรขนาบสองข้าง, นี้คือพระพุทธองค์ในขณะที่ผจญมาร, ถัดมามีผู้ชายพนมมือกับผู้หญิงและเด็กคนหนึ่ง นี้เข้าใจว่าพญามารพร้อมทั้งเสนาคือลูกเมีย แสดงอาการยอมแพ้, ถัดไปอีกมีผู้ชายยืนชูมือในท่าโบก มีผู้หญิงและเด็กอีกอย่างเดียวกัน, นี้เข้าใจว่าเป็นการบอกให้เสนาของตนยอมแพ้, ถัดไปอีกมีคนแต่งตัวภูมิฐาน เป็นแบบเทวดาสูงสุดตามแบบอินเดีย นั่งบนบัลลังก์มีฉัตรกั้นข้างบน นั่นคือตัวพญามารเอง มีหญิงคนหนึ่งชะโงกเข้ามาทางขวามือของพญามารและเด็กคนหนึ่งอยู่ข้างเข่าขวาของพญามาร ชุดเดียวกันอีก, นี้คือพญามารในท่าผจญอย่างเต็มที่; โดยปุคคลาธิษฐานก็คือการตอบโต้กันว่าใครควรจะได้บัลลังก์เป็นของตน, โดยธรรมาธิษฐานก็คือ ความรบกวนของกิเลสประเภทความอาลัยอาวรณ์ในกามสุขหรือบุตรภรรยา, ทางซ้ายมือของพญามารออกไปจนกระทั่งในภาพท่อน ข. ทั้งหมด คือเสนามารอื่น ๆ หน้าตาท่าทางต่าง ๆ กันตามความหมายของกิเลสต่างชื่อกัน เช่นกิเลสชื่อ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, กามราคะ, ปฏิฆะ, รูปราคะ, อรูปราคะ ฯลฯ แห่งสัญโญชน์ ๑๐ ประการ เป็นต้น, ซึ่งในหนังสือแต่งใหม่ยุคปัจจุบันเช่นหนังสือ The Light of Asia ของ Sir Edwins Arnold เป็นต้น พรรณนากิเลสชื่อนั้นมีหน้าตาอย่างนั้น ๆ อย่างตรงกับข้อแนะในภาพหินสลักนี้โดยหลักใหญ่ทีเดียว.

ควรจะสังเกตกันต่อไปอีกว่า ศิลปินอินเดียยุคนี้ จะเป็นแบบสาญจีหรือภารหุตก็ตาม ถือว่าไม่จำเป็นที่จะต้องสลักภาพให้เป็นไปตามลำดับของเรื่องหรือเหตุการณ์เสมอไป เพราะจะทำให้ลำบากและไม่งดงามตามทางของศิลป์, ดังเช่นในภาพนี้ ถ้าเอาบัลลังก์พญามารเข้ามาไว้ติดกับต้นโพธิ์ก็จะขัดตาอย่างยิ่ง, จึงต้องแยกออกไปในขนาดที่เหมาะสม, ที่ตรงกลางเลยว่างอยู่ จึงเอาฉากอื่นมาบรรจุลง คือฉากยอมแพ้และสั่งให้ลูกน้องยอมแพ้ ทำให้เกิดการประหยัดเนื้อที่ขึ้นได้มากมาย คือในภาพแผ่นเดียวแสดงได้หลายฉาก; ข้อนี้จะเห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่านี้ในแผ่นที่สลักภาพเวสสันดรที่ซุ้มประตูแห่งเดียวกัน และภาพอื่น ๆ อีกมากมายหลายแผ่น, ความงามมีเต็มที่, เนื้อเรื่องก็มิได้เสียไป และฝึกให้ผู้ดูฉลาดยิ่งขึ้นเป็นอันมาก, น่านิยมวิธีการอันนี้ สำหรับภาพศิลป์ โดยเฉพาะในการแกะสลัก เพราะทำยากลำบากต้องหาทางประหยัดอย่างยิ่ง. ฉากไม่สำคัญไม่ต้องทำให้เด่น แทรกไว้ตรงที่ควร.

ดูเฉพาะในท่อน ข. เห็นว่าจะไม่มีผู้หญิงปนอยู่เลย, คงจะเป็นเพราะแยกเอาไปไว้ใกล้ชิดกับพญามารเองเสียแล้ว, จึงดูมีแต่ผู้ชายแม้กระทั่งเด็ก, และมีวัตถุอะไรบางอย่างที่ "มาร" เหล่านั้นถืออยู่ในมือ เข้าใจได้ยากเพราะหินสลักนั้นกร่อนมากจึงรู้ได้เท่าที่ตาเห็น และมีทางที่จะเข้าใจผิด, จึงต้องกล่าวกันอย่างกว้าง ๆ เสนามารเหล่านั้นตัวใหญ่มากบ้าง พอประมาณบ้าง เล็กและเล็กที่สุดบ้าง, นี้เป็นเจตนาของศิลปินโดยตรง เพื่อจะแสดงความหมายของกิเลสนั้น ๆ โดยน้ำหนักและโดยขนาด. การที่ทำให้หน้าตาต่าง ๆ กัน แลบลิ้นก็มี ไม่แลบก็มี เป็นต้นนี้ ยิ่งแสดงความหมายของกิเลสได้ชัดขึ้น คือมีความหมายในทางหลอกลวงบ้าง ยั่วยวนบ้าง ล้อเลียนบ้าง, น่าเกรงขามบ้าง, น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเด็ก ๆ บ้าง ดังนี้เป็นต้น ล้วนแต่เป็นอันตรายทั้งนั้น อย่าได้ไปหลงใหลเข้า. ผู้ดูทุกคนคิดทายความหมายชั้นปลีกย่อยเอาเองดีกว่า สนุกกว่า เพราะเรื่องทำนองนี้ไม่มีข้อจำกัดรัดกุมอะไรมากมาย, และมีเค้าเรื่องส่วนใหญ่เป็นหลักนำทางอยู่แล้ว, บางทีจะพบอะไรใหม่ ๆ ดี ๆ ถูกต้องกว่าที่เคยพบ หรืออธิบายกันไว้ก่อนแล้วก็ได้.

ภาพเด็กตัวเล็กอยู่ใกล้ผู้หญิงในภาพท่อน ก. นั้น อาจจะมีปัญหาขึ้นว่าจะเป็นลูกพญามารได้หรือ เพราะเรารู้กันอยู่ว่าพญามารนั้นเป็นเทวดาในชั้นปรนิมมิตวสวัตดี, เทวดานั้นถือกันว่าไม่คลอดบุตรและมีลูกไม่ได้ แต่แล้วก็ขัดกันอยู่ในตัวเองอีกว่าเรายอมรับกันว่าพญามารมีลูกสาวที่ใช้ให้ไปรบกวนพระโพธิสัตว์ที่ใต้ต้นโพธิ์, ถ้ามีลูกสาวได้ ทำไมจะมีลูกชายไม่ได้. แต่ถ้ากล่าวกันในทางธรรมาธิษฐานแล้ว ก็กล่าวว่าหมายถึงความรักใคร่อาลัยอาวรณ์ในบุตร ซึ่งเป็นกิเลสที่รบกวนอย่างยิ่ง, พระสิทธัถตะมีลูกชายคือพระราหุล ไม่มีลูกหญิงเลย, การทำลูกชายไว้ข้างพญามารนั้นนับว่าถูกต้องแล้ว, และผู้หญิงคนนั้นก็ควรจะเล็งถึงพระชายาเช่นพระนางยโสธราด้วย, ถ้าเป็นไปตามนี้จริงก็นับว่า ศิลปินแห่งสาญจี ได้ทำสิ่งที่ฉลาดที่สุดแล้วในศิลปะที่เป็นการบันทึกเรื่องราวทางศาสนา.



ภาพมารผจญ แบบอมราวดี



(จากหินสลัก แบบอมราวดี สมัยอันธระ พ.ศ.๔๐๐-๗๐๐)

แสดงแตกต่างกันกับแบบสาญจีที่แล้วมา อย่างไม่อาจจะเข้ากันได้, คือแสดงเป็นภาพยักษ์มารที่ดุร้าย และสตรียั่วยวน ตามที่เราเคยเห็นกันทั่วไป. บัลลังก์มีเบาะว่างอยู่ มีต้นโพธิ์อยู่ข้างหลัง นั่นคือสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์, มารบางคนมีหน้าที่ท้อง, ไทยเราได้แบบนี้มาเช่นเดียวกับภาพมหาภิเนษกรมณ์แบบอมราวดียุคกลาง.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #41 เมื่อ: 30 ธันวาคม, 2553, 04:00:26 »

ภาพที่ ๔๑

ภาพการตรัสรู้ของพระสิทธัตถะ ในสมัยพวกเรานี้ เขียนเป็นภาพคนนั่งโคนต้นไม้ริมแม่น้ำ มีอาทิตย์เวลารุ่งอรุณ, ส่วนภาพในหินสลักชิ้นแรกของโลก ได้สลักเป็นภาพดังภาพข้างบนนี้, คือบนบัลลังก์มีเครื่องหมายซึ่งเรียกว่า "ตรีรตนะ" อยู่ที่โคนต้นโพธิ์ ซึ่งมีกิ่งแยกออกเป็น ๓ ทาง มีฉัตรกั้นข้างบน มีเทวดาถือมาลาขนาบสองข้าง มีคนบูชาข้างละสอง รวมเป็น ๔ คน มีห่าฝนดอกไม้ของทิพย์. ทั้งหมดนั้นมีความหมายอย่างหนึ่ง ๆ โดยเฉพาะ ซึ่งล้วนแต่เป็นสัญลักษณ์ ไม่ใช่ภาพเหมือน




(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๑

ภาพนี้เป็นภาพการตรัสรู้; แทนที่จะสลักเป็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่งโคนต้นโพธิ์ ริมแม่น้ำ แล้วมีดวงอาทิตย์อุทัยขึ้นมา ดังที่เขียนกันอยู่ในเวลานี้ แต่กลับทำเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่ปรากฏอยู่ในภาพนี้ ซึ่งควรจะพิจารณาดูโดยละเอียด.

เครื่องหมายตรีรตนะในภาพนี้เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า อยู่บนแท่นสี่เหลี่ยม ซึ่งโดยทั่วไปก็เป็นสัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์อย่างสมบูรณ์อยู่แล้ว โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายตรีรตนะดังในภาพนี้; จึงกล่าวได้ว่าคงจะถือเป็นกรณีพิเศษสำหรับภาพนี้ อย่าลืมว่า แท่นสี่เหลี่ยมใต้ต้นโพธิ์เป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในหินสลักแบบสาญจี จนถือเป็นลักษณะเฉพาะของแบบสาญจี เพื่อแทนองค์พระพุทธเจ้า แม้ในกรณีที่เป็นการเสด็จดำเนินไปตามหนทาง หรือจงกรมบนผิวน้ำดังเช่นในภาพที่ ๔๓ เป็นต้น.

ตรีรตนะอยู่บนแท่น, แท่นอยู่ใต้สิ่งที่เรียกว่า โพธิฆรหรือเรือนพระโพธิ์ ซึ่งในภาพนี้ทำเหมือนซุ้มประตูมีหน้ามุข ๓ มุข ล้วนแต่มียอดแหลม ที่ช่องหน้าจั่วมุขมีกิ่งโพธิ์ออกมาทั้ง ๓ ช่อง, ช่องกลางแตกออกเป็น ๒ กิ่ง, เหนือต้นโพธิ์ขึ้นไปมีฉัตรซึ่งมีมาลัยแขวน มีเทวดาในลักษณะกินนรขนาบสองข้าง ถือเครื่องบูชาทั้งสองมือ, ใต้เทวดาลงมาตรง ๆ มีดอกไม้ทิพย์ร่วงลงมาจากสวรรค์เป็นการบูชาการตรัสรู้. ใต้ดอกไม้ลงมาตรง ๆ สองข้างเรือนพระโพธิ์นั้น มีคนยืนอยู่ข้างละสองคน ในลักษณะของเทวดา, ข้างเสาซุ้มเรือนพระโพธิ์ มีมาลัยแขวนอยู่อีกข้างละพวง. ริมบนสุดมีอักษรพราหมีอยู่หนึ่งบรรทัด เป็นชื่อเจ้าของทานผู้บริจาคเงินสร้างหินสลักส่วนนี้.

สิ่งที่ควรสังเกตบางอย่างในภาพนี้ เช่นตรีรตนะมีเปลวข้างบนเป็นห้าแฉก แทนที่จะเป็นสามแฉกเหมือนที่ปรากฏในที่อื่นทั่ว ๆ ไป, หรือที่มีลักษณะคล้ายกับว่ามีเพียงสองแฉกซึ่งกระเดียดไปในทางที่จะเป็นนันทิบทของฮินดู เพราะทำแฉกตรงกลางต่ำเกินไป. ซุ้มเรือนพระโพธิ์นี้ ถูกคาดไว้โดยรอบด้วยลายรั้วแบบรั้วอโศก ซึ่งควรสนใจไว้ เพราะจะพบในภาพอื่นที่สำคัญกว่านี้ และเป็นลักษณะเฉพาะของแบบสาญจีเป็นพิเศษ ทำนองว่าลวดลายนี้ก็เป็นสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์อย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ซุ้มจั่วนั้นแม้จะทำด้วยหินแล้ว ก็ยังทำให้มีลักษณะเหมือนทำด้วยไม้อีกตามเคย เช่น มีส่วนหัวของไม้แปแลบออกมาให้เห็นเป็นจุด ๆ รอบจั่วนั้น.

ในแง่ของธรรมะ อาจจะตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมศิลปินจึงออกแบบให้มีมุข ๓ มุข หรือมีกิ่งโพธิ์แลบออกมา ๓ กิ่ง. เข้าใจว่าคงจะมีความหมายอย่างเดียวกับตรีมูรติ (พระเจ้าสามองค์ในองค์เดียวกัน) ซึ่งได้ทำให้กลายเป็นต้นกำเนิดของตรีรตนะหรือตรีมูรติตามความหมายของพุทธศาสนาเองในภายหลัง ทำนองเดียวกับเครื่องหมายตรีรตนะที่อยู่บนแท่นข้างล่างนั่นเอง. การที่ทำให้กิ่งโพธิ์ในซุ้มกลาง มีกิ่งแตกออกไปมากกว่าในซุ้มสองข้างนั้น เข้าใจว่าคงมิใช่เพื่อความงาม หรือความจำเป็นในทางศิลป์บังคับให้ทำเช่นนั้น แต่อาจจะเป็นเจตนาต้องการแสดงความหมายโดยเฉพาะอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นพิเศษก็ได้ เพราะซุ้มกลางย่อมเล็งถึงพระธรรม ซึ่งย่อมจะมีอะไรมากกว่าซุ้มทั้งสองข้าง ซึ่งเล็งถึงพระพุทธ และพระสงฆ์เป็นธรรมดา. ข้อที่พระธรรมมีอะไรมากกว่า หรือสำคัญกว่า หรือเหนือกว่าพระพุทธและพระสงฆ์นั้น ควรตั้งข้อสังเกตกันไว้เพื่อทำการศึกษาให้เข้าใจจริง ๆ โดยอาศัยหลักพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้เมื่อคราวตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ว่า พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคารพพระธรรม, มิใช่อยู่โดยไม่เคารพอะไร.

สำหรับภาพคนที่ยืนอยู่ข้างโพธิฆรข้างละ ๒ คนนั้น คงจะไม่ใช่ภาพเจ้าของทานดังที่บางคนเข้าใจ เพราะแบบเช่นนั้นแสดงว่าเป็นเทวดามากกว่าเป็นมนุษย์ จึงเข้าใจว่าเป็นท้าวโลกบาลทั้งสี่, หรือที่เรียกรวมกันเป็นชุดว่า จตุโลกบาล, แทนในนามของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มารับรู้ในการตรัสรู้ หรือกล่าวอย่างตรง ๆ ก็ว่า การตรัสรู้นั้นได้เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในสากลจักรวาลนั่นเอง. สำหรับเทวดาแบบกินนร ๒ ตัวข้างบนเป็นเพียงส่วนประกอบของต้นโพธิ์ตามแบบของศิลปะ

สาญจี ดังที่เคยกล่าวมาข้างต้น. ของบูชาที่เป็นทิพย์ ที่ร่วงลงมาจากสวรรค์แน่นขนัดดังห่าฝนนั้นมีความหมายถึงการบูชาอย่างใหญ่หลวงของเทวดา ทุกคราวที่เทวดามีความพอใจถึงที่สุด และคำกล่าววว่าดอกไม้ทิพย์ได้ร่วงลงจากสวรรค์นี้ ได้กลายเป็นธรรมเนียมไป ในเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญทำนองนี้หรือเท่านี้เกิดขึ้นแก่พระพุทธองค์.

ในแง่ของศิลปกรรม ควรจะสังเกตในข้อที่ศิลปินเหล่านี้ไม่ทำภาพการตรัสรู้เป็นการนั่งใต้ต้นโพธิ์ริมแม่น้ำ และมีดวงอาทิตย์อุทัยเหมือนที่ทำกันในยุคนี้ ซึ่งมีความหมายในทางธรรมะน้อยเกินไป ไม่สมแก่บุคคลสำคัญเช่นพระพุทธเจ้า, ข้อนี้ทำให้เรานึกกว้างออกไปว่า พวกเราสมัยนี้หมุนมาติดในทางรูปธรรมกันมากเกินไป จนไม่ค้นคว้าความหมายในทางธรรมหรืออะไร ๆ ที่ลึกไปกว่ารูปธรรม เราจึงค่อยกลายมาเป็นวัตถุนิยมกันยิ่งขึ้นจนมีบาปและต้องรับบาปเพราะเหตุนั้น. แม้ว่าในสมัยนี้เราจะมีศิลปะประเภทแอ๊ปสแตร็คต์ หรือโมดเดิลอาร์ตกันเป็นบ้าเป็นหลัง ก็ยังมีความหมายที่ไปติดอยู่ในรูปธรรมอีกนั่นเอง, ไม่เลยออกไปถึงนามธรรมในระดับของคนโบราณได้เลย. ดังนั้น การศึกษาวิธีของศิลปะยุคสองพันกว่าปีมาแล้วกันไว้บ้าง อาจจะช่วยให้เราใช้ศิลปะไปในทางที่จะเป็นเครื่องดับทุกข์ในโลกนี้ได้ตามส่วนสัดแห่งค่าของศิลปะนั้น ๆ. เราต้องไม่ลืมว่า ศาสตร์ หรือศิลป์แขนงไหนก็ตาม ถ้าไม่มีจุดมุ่งไปในทางช่วยกันกำจัดความทุกข์ของโลกโดยปริยายใดปริยายหนึ่งแล้ว ศิลปะนั้นจะมีค่าเหมือนขยะมูลฝอยที่มีสีสันแปลกประหลาดและชวนรำคาญตาอย่างยิ่งเท่านั้นเอง; ควรระวังในการที่ลืมตัวไปเห่อตามศิลป์ที่เมาวัตถุของสมัยนี้กันให้มากสักหน่อย ศิลปะไทยของชาวพุทธจึงจะเป็นไทยไม่พ่ายแพ้แก่อวิชชา ซึ่งกำลังครอบคลุมโลกยิ่งขึ้นทุกที และยิ่งไปบูชามันมากยิ่งขึ้นทุกทีเหมือนกัน.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #42 เมื่อ: 05 มกราคม, 2554, 08:39:23 »

ภาพที่ ๔๒

ภาพการประกาศธรรมจักร หรือธัมมจักกัปปวัตตนะ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ซึ่งเต็มไปด้วยเทวดาและกวาง บัลลังก์ที่ว่างนั้น หมายความว่าพระองค์ประทับบนนั้น ธรรมจักรคือสัญลักษณ์ของพระองค์ในที่นี้.



(จากหินสลักแบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๒

ภาพนี้เป็นภาพการทรงประกาศธรรมในลักษณะพิเศษ คือ เหมือนหนึ่งการประกาศอำนาจของพระจักรพรรดิ จึงได้เรียกกันว่าการประกาศธรรมจักร. เมื่อพระจักรพรรดิประกาศพระราชอำนาจโดยการปล่อยม้าเพื่อพิธีอัศวเมธออกไป ไม่มีใครกล้าต่อต้านในทิศทั้งสี่ นี้ฉันใด การประกาศธรรมจักรคืออริยสัจ ๔ ประการของพระองค์ ก็เป็นสัจจะที่ไม่มีใครในมนุษยโลกหรือเทวโลกคัดค้านได้ ก็ฉันนั้น.

หินสลักภาพประกาศธรรมจักรที่สาญจี มีแต่การประกาศแก่เทวดาดังในภาพนี้ ยังไม่เคยเห็นที่ทำเป็นภาพการประกาศแก่ภิกษุ ๕ รูปที่เรารู้จักกันดีว่าปัญจวัคคีย์, ถึงแม้ที่ภารหุตก็เหมือนกัน. ข้อนี้แปลว่า ในสมัย พ.ศ. ๓๐๐-๔๐๐ นั้น ยังไม่ถือว่าการประกาศธรรมจักรนั้นประกาศแก่ภิกษุห้ารูปนั้นโดยตรงกระมัง. แม้ในยุคหลังมาอีกมาก คือยุคพระพุทธรูปปางธรรมจักรที่งามที่สุด ที่ค้นพบที่สารนารถ ที่รู้จักกันยิ่งกว่าพระพุทธรูปองค์ใด และเป็นแบบสมัยคุปตะนั้น ก็มิได้แสดงว่าเป็นการประกาศแก่ภิกษุห้ารูปนั้นอีกเหมือนกัน กล่าวคือแทนที่จะทำรูปภิกษุห้ารูปนั้นไว้ที่ใต้ฐานกลับไปทำเป็นภาพคน ๗ คน มีเด็กและผู้หญิงด้วย. ในหินสลักชั้นหลัง และที่ไม่มีความสำคัญเท่านั้น ที่มีการทำภาพภิกษุห้ารูปนั้นบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อยเหลือเกิน ไม่เหมือนสมัยปัจจุบันนี้ พอมีการแสดงภาพธรรมจักรที่ไหน ก็มีภิกษุห้ารูปโดยที่จะขาดเสียมิได้. สรุปความว่า ภาพการประกาศธรรมจักรที่สวนอิสิปตนมฤคทายวันยุคแรก ๆ นั้น มีแต่ภาพที่แสดงว่าทรงประกาศแก่เทวดามากมาย ไม่มีภาพปัญจวัคคีย์ ซึ่งไม่มีความสำคัญอะไร สู้กวางก็ไม่ได้ เพราะทำภาพกวางไว้เสมอ, การที่ทำเช่นนี้ เข้าใจว่าคงจะเป็นเพราะถือว่า การประกาศธรรมจักรนั้น เป็นการประกาศแก่โลก หรือแก่สากลจักรวาลและสูงสุดอยู่ที่พวกเทวดา, ถ้าเทวดาพวกเดียวยอมแพ้แล้วเป็นหมดปัญหา. ในพุทธประวัติอย่างมหายานนั้นมีกล่าวไว้ชัดเจนว่า พอตรัสรู้แล้ว ก็ประกาศธรรมจักรไปทั่วทุกโลกธาตุ ซึ่งแสดงด้วยเทวดาเป็นส่วนใหญ่ แล้วค่อยไปแสดงแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ในภายหลัง, ซึ่งในคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทมีกล่าวถึงแต่เพียงว่า ในการประกาศแก่ภิกษุห้ารูปนี้ มีเทวดาจำนวนนับไม่ถ้วนร่วมรับด้วย และบรรลุมรรคผลมากมาย, อย่างไรก็ตาม เป็นอันกล่าวได้โดยแน่นอนว่า หินสลักยุคแรก ไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์นั้นเลย ดังนั้นจึงปรากฏภาพการประกาศธรรมจักรดังเช่นที่เห็นอยู่ในภาพนี้.

ภาพที่พิมพ์ไว้ในที่นี้ ตัดรอนให้ได้ส่วนกลางซึ่งเป็นส่วนสำคัญเอามา เพื่อจะได้ขยายส่วนให้ใหญ่สักหน่อย, ถ้าเอาทั้งหมดก็เป็นภาพยาว ซึ่งทำให้ตัวภาพเล็กลงมาก ลำบากแก่การดู, แต่อย่างไรก็ตาม จะได้ระบุสิ่งต่าง ๆ ให้ครบถ้วนดังที่ปรากฏอยู่ในภาพที่สมบูรณ์ (ซึ่งผู้ที่สนใจจะไปดูได้ที่ภาพจริง), คือ ที่ศูนย์กลางมีภาพแท่นว่าง, เหนือแท่นมีวงธรรมจักร ๓๒ ซี่, เหนือธรรมจักรมีฉัตร ๓ คัน และเทวดาแบบกินนรขนาบสองข้าง ตามแบบฉบับของสาญจีทั่วไป, ทั้งสองข้างซ้ายขวามีพุ่มไม้ข้างละ ๔ พุ่ม รวม ๘ พุ่ม, ต่ำลงมามีเทวดาข้างละ ๘ ตน รวม ๑๖ ตน, ต่ำลงมามีกวางข้างละ ๗ ตัว (รวมทั้งตัวเล็ก ๆ ข้างแท่น ข้างละตัวด้วย) รวม ๑๔ ตัว, ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรศึกษากันโดยรายละเอียดต่อไป.

ฉัตรนั้นโดยทั่วไปมีเพียง ๑ คัน, ในฉากที่สำคัญจึงจะมีถึงสามดังเช่นในภาพนี้ และภาพปรินิพพาน (ดูภาพที่ ๔๗) เป็นต้น. กินนรก็เป็นแบบตายตัว จนถึงกับอาจถือเป็นหลักได้ว่า แม้ในบางภาพหินสลักส่วนนั้นหักหายไป ก็เติมเอาได้โดยไม่กลัวผิด เพราะมีภาพอื่นที่ยังดีอยู่ เหมือนกันทุกประการ, จึงเรียกเสียว่า "ตามแบบของสาญจี" ซึ่งในภาพที่ ๔๒ นี้ก็ต้องอาศัยหลักเกณฑ์อันนี้อยู่เหมือนกัน.

ธรรมจักรในภาพนี้ มีซี่ ๓๒ ซี่, มีจุดที่ดุม ๘ จุด, เกลี้ยงไม่มีลวดลายอะไรเลยตามแบบของยุคอโศกและสุงคะ; ผิดกับธรรมจักรแบบของยุคคุปตะ ที่ประกอบด้วยลวดลายงดงามมากมาย ดังที่จะเห็นได้แม้จากที่นครปฐมในเมืองเราเป็นต้น. สำหรับจำนวนซี่นั้น เป็นปัญหาที่ข้องใจกันมาก ว่าควรจะมีกี่ซี่กันแน่ ดังนั้นขอให้สังเกตดูเอาเองจากธรรมจักรที่ทำไว้ในอินเดียแดงเอง ตั้งแต่ พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐ หรือสองพันสองร้อยปีมาแล้ว. ยิ่งธรรมจักรในยุคแรกคือยุคอโศก พ.ศ.๒๐๐ เศษด้วยแล้ว จะมีซี่กว่า ๓๒ ก็มี ไม่เป็นที่ตายตัวทีเดียว, แต่ที่มี ๓๒ ซี่นี้ มีมากกว่าอย่างอื่น, และทำมีลักษณะเหมือนล้อเกวียนธรรมดา ๆ ไม่มีลวดลายเลย. ในยุคหลังต่อมาคงจะเนื่องจากอยากให้มีลวดลายสวยงามนั่นเอง จึงต้องลดจำนวนซี่ลงบ้าง เพื่อมีเนื้อที่ทำลวดลาย จึงเหลือ ๑๖ , ๑๒ ตามลำดับ กระทั่งในเมืองไทยเรา เอาแต่ ๘ ซี่ ตามสะดวกในเมื่อจะเขียนภาพธรรมจักรเล็ก ๆ เป็นต้น.

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เท่าที่ได้สอบสวนดูมาเรื่อย ๆ ทำให้เกิดความแน่ใจว่า ธรรมจักรที่แท้จริง จะต้องเล็งถึงว่า ธรรมจักรในพุทธศาสนานั้นอย่างหนึ่ง, ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนานั้นอย่างหนึ่ง แม้กระนั้นแล้วยังต้องแบ่งออกไปอีกว่า เป็นธรรมจักรที่กำลังหมุน, หรือว่ากำลังหยุดนิ่ง ๆ คือธรรมจักรเฉย ๆ ไม่เกี่ยวกับการหมุน. ถ้าเป็นธรรมจักรหยุดนิ่ง ควรจะมีเพียง ๔ ซี่ ดังที่ปรากฏอยู่ที่ลวดลายในฝ่าพระบาทแบบอมราวดียุคแรก ๆ ที่พวกเราในสมัยนี้พากันเรียกว่าสวัสติกะไปเสีย, สิ่งที่เรียกว่าสวัสติกะนั้น ในทางพุทธศาสนาหรือของพุทธบริษัทบางนิกาย หมายถึง อริยสัจสี่ทำเป็นสี่แฉกรูปกากบาท ที่ปลายแฉกเติมเส้นให้เลี้ยวไปนิดหนึ่งในทางเดียวกัน จึงดูเป็นมีความเคลื่อนคือหมุน ครั้นต่อมาพวกอื่นนิยมทำเป็นรูปลูกล้อเสียเลย ๘ ซี่บ้าง ๑๖ ซี่บ้าง, มันเลยดูหยุดนิ่ง ไม่หมุน, เพื่อจะให้ดูหมุน จึงได้เติมซี่เข้าให้มากจนถี่ยิบ กลายเป็น ๓๒ ซี่ หรือ ๖๔ ซี่, (อย่างที่ปรากฏในล้อแบบอโศก) และทำซี่เล็กพอลางเลือน ก็ดูหมุนไปได้เหมือนกัน, ดังเช่นในแบบอมราวดี ซึ่งทำสักว่าพอเป็นขีด ๆ เท่านั้น, แต่ให้มีจำนวนมากที่สุดที่จะมากได้. ในประเทศเราสมัยนี้ มักทำเอาง่าย ๆ เป็น ๘ ซี่ เท่าจำนวนมรรคมีองค์แปด, หรือบางคนชอบทำ ๑๒ ซี่ เท่ากับอาการ ๑๒ ของอริยสัจ ก็ยังดูไม่หมุนอยู่นั่นเอง. ดังนั้นเราจึงต้องแบ่งรูปล้อธรรมจักรออกเป็น ๒ ประเภท คือประเภทที่กำลังหมุน และที่กำลังหยุดเฉย ๆ; ส่วนที่กำลังหมุน ต้องไม่มีลวดลาย เพราะของหมุนจะเห็นลวดลายไม่ได้, จึงต้องทำให้เกลี้ยง และมีซี่มากจนลายตาทีเดียว ดังเช่นในภาพที่ ๔๒ นี้ เป็นต้น ซึ่งแทนพระธรรมไม่ใช่แทนพระพุทธเจ้า, ต่อเมื่อประสงค์จะให้แทนพระพุทธองค์โดยตรง ดังภาพหินสลักแบบภารหุต บางภาพจึงควรทำน้อยซี่และมีลวดลายที่กง และที่ซี่ และแม้แต่ที่ดุมธรรมจักรแบบคุปตะที่นครปฐมมีลวดลายมาก ทั้งไม่มีแท่นว่างประกอบ ควรถือว่าวงธรรมจักรนั้นแทนองค์พระพุทธเจ้าโดยตรง, และเป็นธรรมจักรหยุด แม้จะมีซี่มาก.

สำหรับธรรมจักรสมัยอโศก หรือที่เรียกว่า สมัยเมารยันโดยตรง ในสมัย พ.ศ. ๒๐๐ เศษนั้น เราไม่แน่ใจว่าเล็งถึงธรรมจักรในพระพุทธศาสนา เพราะยังไม่แน่ใจว่าในตอนนั้นพระเจ้าอโศกนับถือพุทธศาสนาแล้วหรือยัง, กับทั้งมีข้อเท็จจริงอยู่ว่า วงล้อนั้นมีทำกันอยู่ก่อนพุทธกาล หรือก่อนหน้านั้นก็ได้ และวงล้อนั้นเล็งถึงอำนาจของพระจักรพรรดิเอง มิได้เล็งถึงธรรมในพุทธศาสนาของพระพุทธองค์, เพิ่งจะรับเอามาใช้ในวงพุทธศาสนาต่อภายหลังเพื่อเปรียบพระพุทธเจ้ากับพระจักรพรรดิในระดับเดียวกัน หากแต่ฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างโลก อีกฝ่ายหนึ่งเป็นอย่างธรรม เท่านั้น; และคงจะได้ทำให้มีซี่มากนับไม่ถ้วน ดังเช่นวงล้อสมัยอโศกนั่นเอง. พวกเราสมัยนี้ควรจะรู้จักทำรูปธรรมจักรแบบหมุนจี๋กันเสียบ้าง เพราะดูมันอืดเต็มที่แล้ว, และถ้าจะทำเป็นธรรมจักรหยุด ก็ควรทำให้มี ๑๒ ซี่ คืออาการสิบสองของอริยสัจ จึงจะมีความหมายดี, เพราะเล็งถึงสัจจญาณ, กิจญาณ, และกตญาณ, แห่งอริยสัจทั้งสี่นั้น. ซึ่งมีความหมายเป็นการบรรลุธรรมตามลำดับ มิได้หยุดนิ่งเสียทีเดียว.

สำหรับแท่นว่างข้างล่างนั้น เมื่อวงล้อหมายถึงพระธรรมไปแล้ว แท่นนั้นก็เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์เองตามเคย ดังในภาพอื่น ๆ, ไม่มีอะไรที่จะต้องวินิจฉัยมากไปกว่านี้.

สองข้างพระแท่น มีกวางขนาดเล็กอยู่ข้างละตัว (แยกออกจากกวางตัวใหญ่ ๆ อีกข้างละ ๖ ตัว) นี้เป็นพวกสัญลักษณ์ประจำพระแท่น เช่นเดียวกับกินนรข้างบน ในเมื่อต้องการแสดงภาพตอนทรงแสดงธรรมจักร, ส่วนกวางอีก ๑๒ ตัวนั้นอยู่ในท่าทางต่างกัน เป็นการแสดงภาพของสวนกวางตามธรรมดา. การที่มีกวางข้างละ ๖ (หรือ ๗ ตัว) จะมีความมุ่งหมายในทางธรรมอย่างไรบ้างนั้นก็ควรจะลองนึกดู, เพราะเผอิญจำนวนเลขเจ็ดนั้น ไปตรงกับหมวดธรรมสำคัญเช่นโพชฌงค์เจ็ดประการเข้า, ถึงแม้จำนวนคนข้างละ ๘ คนนั้น ก็ดูคล้ายกับมีเจตนาตั้งใจทำ มิใช่ทำตามสบายไม่มีความมุ่งหมายเลยเป็นแน่.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #43 เมื่อ: 12 มกราคม, 2554, 06:07:15 »

ภาพที่ ๔๓

ภาพการทรมานชฎิล ที่อุรุเวลา ด้วยการทรงทำให้เกิดน้ำท่วม แล้วทรงจงกลมเหนือผิวน้ำด้วยพระกายที่นฤมิตต่าง ๆ กัน. ในภาพชฎิลต้องใช้เรือและชฎิลยอมแพ้แก่พระองค์ ซึ่งแสดงด้วยภาพบัลลังก์ว่างยาว



(จากหินสลักแบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๓

ภาพนี้เป็นภาพการทรงแสดงปาฏิหาริย์ทรมานชฎิล เจ้าลัทธิใหญ่ที่อุรุเวลา อย่างหนึ่งในบรรดาปาฏิหาริย์หลาย ๆ อย่างที่ทรงแสดงที่นั่น. เมื่อได้ทรงชนะชฎิลด้วยปาฏิหาริย์ในโรงไฟในครั้งแรกแล้ว ทรงพักอยู่กับชฎิลเหล่านั้น วันหนึ่งน้ำในแม่น้ำเนรัญชราท่วมท้นหลากมาโดยกะทันหัน พระองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์นี้.

ในภาพนี้เป็นภาพน้ำท่วม แสดงด้วยคลื่น สัตว์น้ำ และพืชพรรณที่อยู่ในน้ำเช่นบัว เป็นต้น. มีภาพชฎิลนั่งเรือ ๓ คนอยู่ที่กลางภาพ, มีพระแท่นว่างอย่างยาว อยู่ถัดลงมา ซึ่งชฎิล ๔ คนกำลังไหว้อยู่, และมีแท่นว่างประกอบด้วยต้นโพธิ์ ตามแบบฉบับของศิลปะสาญจี อยู่ที่มุมขวาล่าง, และยังมีพุ่มไม้ ที่ประดิษฐ์อย่างมีทรวดทรงงดงามแปลก ๆ กันอีก ๕ พุ่ม เป็นแถวลงมาทั้งสองข้าง ซ้ายขวา.

ชฎิลคิดว่าพระพุทธองค์คงจะถูกน้ำพัดพาจากโรงไฟไปทรงลำบากอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง จึงลงเรือเที่ยวค้นหา คนนั่งกลางในเรือได้แก่อุรุเวลกัสสป ซึ่งเป็นหัวหน้าชฎิล มีลูกศิษย์สองคนพายเรือ. แท่นยาวที่ถัดลงมาจากคลื่นนั้น คือ พระองค์ในขณะที่จงกลมเล่นอยู่บนผิวน้ำ ซึ่งทำความอัศจรรย์ให้แก่อุรุเวลกัสสปนั้นอย่างยิ่ง, ชฎิล ๔ คนบนบกนั้น เป็นอีกตอนหนึ่ง คือตอนที่ยอมแพ้ ซึ่งคงจะมีอุรุเวลกัสสปรวมอยู่ในหมู่นั้นคนหนึ่งด้วยเหมือนกัน. ต้นโพธิ์และพระแท่นที่มุมขวาล่างนั้นแทนพระพุทธองค์โดยตรง แต่มิได้อยู่ในลักษณะที่เป็นการรับการไหว้ของพวกชฎิล, ซึ่งควรจะเป็นเช่นนั้น ดังที่ปรากฏอยู่ในภาพอื่น ๆ เป็นอันมาก, ดังนั้นทำให้สันนิษฐานว่า ต้นโพธิ์นี้ซึ่งอยู่บนบก คือพระพุทธองค์ในขณะที่กำลังทรงกระทำปาฏิหาริย์อยู่อีกทางหนึ่ง. สำหรับพุ่มไม้อีก ๕ พุ่ม ซึ่งอยู่ในน้ำนั้น คงจะมิใช่ต้นไม้ตามธรรมดาที่น้ำท่วม หากแต่ศิลปินมุ่งกระทำให้เป็นพระวรกายที่ทรงบิดเบือนให้เป็นต่าง ๆ กัน ในขณะที่ทรงเดินเล่นอยู่บนผิวน้ำ ข่มขู่พวกชฎิลนั่นเองก็เป็นได้.

ในภาพนี้มีสิ่งที่ควรสังเกตในแง่ของโบราณคดี เช่น ลักษณะรูปร่างเครื่องนุ่งห่มของพวกที่เราเรียกกันว่าชฎิล แม้กระทั่งเรือแพที่ใช้ โดยที่ต้องรำลึกไว้เสมอว่า ภาพนี้สลักไว้ที่นั่น ตั้งสองพันสองร้อยปีมาแล้ว ย่อมจะดีกว่าภาพที่เขียน ตาม ๆ กันมาในยุคหลัง ๆ.

ในแง่ของศิลปะ คือการประกอบหรือบรรจุภาพที่กลมกลืนระหว่างฉาก ๒ ฉากในภาพเดียวกัน; การแสดงภาพสัตว์น้ำ, สัตว์บนต้นไม้, ซึ่งมีข้อยกเว้นให้กระทำได้ตามพอใจของศิลปิน ซึ่งเป็นธรรมเนียมตกทอดลงมากระทั่งถึงสมัยนี้; การบรรจุภาพในที่แคบ ได้รับการยกเว้นให้ทำได้ในลักษณะที่ผิดธรรมชาติได้ก็จริง แต่ต้องทำให้สวยงามชดเชยกัน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือภาพพุ่มไม้ ๕ พุ่มนั้น ควรถือเป็นแบบฉบับสำหรับการสลักหินหรือสลักไม้ได้เป็นอย่างดี แม้ในประเทศไทยเราในสมัยปัจจุบัน, ในภาพนี้มีดอกไม้หล่นลอยในน้ำอยู่ทั่ว ๆ ไป ทำให้เป็นภาพที่น่าดูขึ้นอีกมาก และไม่ขัดกับธรรมชาติด้วย ซึ่งถือว่าเป็นแนว หรือเป็นแบบฉบับของศิลป์ได้แนวหนึ่งทีเดียว.

ภาพทรมานชฎิลมีหลายภาพ แต่นำมาแสดงในสมุดเล่มนี้พอเป็นตัวอย่างเพียงภาพเดียว ผู้สนใจควรจะติดตามดูสิ่งที่ควรศึกษาเหล่านี้.

เพิ่มเติมทั้งหมด http://www.buddhadasa.org/html/life-work/theatre/sculpture/sculpture43.html



ทั้งสองภาพนี้ เป็นภาพทรมานชฎิล แบบภารหุต

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #44 เมื่อ: 18 มกราคม, 2554, 06:26:44 »

ภาพที่ ๔๔

ภาพพระพุทธองค์ (คือต้นโพธิ์กับบัลลังก์ว่าง) กำลังทรงดำเนินไปกับพระประยูรญาติ ตามท้องถนน ณ กรุงกบิลพัสดุ์ มีเทวดาโดยเสด็จในเบื้องบน



(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๔

ภาพนี้เป็นภาพที่แปลกกว่าทุกภาพในการที่แสดงอิริยาบถดำเนินของพระพุทธองค์ ซึ่งแสดงด้วยพระแท่นว่างอีกนั่นเอง. ข้อนี้หมายความว่า เป็นภาพพระพุทธองค์เสด็จดำเนินไปตามถนนตอนใดตอนหนึ่ง กับพระพุทธบิดา.

ควรจะสังเกตดูให้ดี ในภาพปรกติทั่วไปตามแบบสาญจีนั้น เทวดาคู่ข้างบน ต้องอยู่ขนาบสองข้างต้นโพธิ์โดยตรง แต่ในภาพนี้ทำไม่ได้ เพราะมีแท่นว่างอีกแท่นหนึ่งมาขวางอยู่. และยังมีเทวดาพิเศษอีกตนหนึ่ง ขี่สัตว์รูปร่างแปลกถือบังเหียนลอยติดตามมาด้วย. มีกษัตริย์ซึ่งมีกลดกั้นองค์หนึ่ง กับผู้หญิงอีก ๕ คน ผู้ชาย ๒ คนตามมาด้วย. ภาพจะเป็นผู้หญิงผู้ชาย ในที่นี้ รู้ได้ง่ายตรงที่มีเครื่องแต่งศีรษะผิดกัน. ในพวกผู้หญิงเหล่านั้น ถือกลดหรือฉัตรเสียคนหนึ่ง นอกนั้นถืออะไรยากที่จะทราบได้ แต่สันนิษฐานได้ว่าเป็นเครื่องบูชาเป็นส่วนใหญ่.

ภาพแท่นว่างมีต้นโพธิ์นั้น เป็นสัญลักษณ์ตามปรกติของพระองค์, แม้จะเป็นในอิริยาบถยืน หรือดำเนิน ก็ไม่สามารถทำให้แปลกเป็นอย่างอื่นไปได้ เพราะเป็นเพียงสัญลักษณ์ และเป็นของตายตัว. ส่วนแท่นว่างอีกแท่นหนึ่งเหนือต้นโพธิ์นั้น แสดงความหมายว่า เหาะไปในอากาศ ซึ่งเราทราบกันอยู่แล้วว่า ในบางตอนได้ทรงแสดงปาฏิหาริย์นั้น เพื่อทำลายทิฏฐิของพระญาติบางองค์ ที่ไม่เชื่อว่าพระองค์เป็นผู้สำเร็จในวิชาอันสูงสุดทุกประการ. แท่นนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องทำต้นโพธิ์ประกอบ เพราะจะกลายเป็นพระพุทธเจ้าสองพระองค์ไปในคราวเดียวกัน. ภาพเทวดาคู่ ที่มีลักษณะมุ่งเอียงไปทางซ้ายมือก็ดี เทวดาขี่สัตว์ประหลาดนั้นก็ดีเป็นเครื่องแสดงว่าขบวนนี้กำลังเคลื่อนไปทางซ้ายมือนั่นเอง. ภาพคนทั้งหมดนั้นก็แสดงลักษณะเดินตาม, รวมความแล้วก็คือ ภาพการเสด็จดำเนินไปตามหนทางกับพระญาติมีพระบิดาเป็นประธาน ในนครกบิลพัสดุ์; หรือสู่นครจากภายนอกเมือง.

การที่จะอธิบายภาพนี้ว่า เป็นภาพการถวายบังคมตามปรกติของพระพุทธบิดาแด่พระพุทธองค์นั้น เป็นไปไม่ได้ตรงที่มีฉัตรกั้นและทุกสิ่งอยู่ในลักษณะเคลื่อน, ดังนั้นเราจึงไม่เชื่อและถือเอาตามคำอธิบายในหนังสือบางเล่ม หรือเจ้าหน้าที่บางคนที่สาญจีเองอธิบายให้. เพราะอย่างน้อยก็ต้องเป็นการเตรียมเคลื่อนขบวนออกเดิน หรือเดินอยู่ แม้จะมีการพนมมืออยู่ด้วยก็ตาม ซึ่งไม่เป็นของแปลกสำหรับวัฒนธรรมอินเดีย และแม้แต่วัฒนธรรมไทยเราเองในปัจจุบันนี้.

สิ่งที่ชวนฉงนมีอยู่อย่างหนึ่งคือ ต้นโพธิ์นั้น บางทีทำเป็นภาพมีใบโพธิ์ชัดเจน บางภาพทำใบของต้นไม้นั้น ดูเป็นใบไม้อย่างอื่นซึ่งไม่เหมือนกับใบโพธิ์ (ลองเปรียบเทียบต้นโพธิ์ของภาพที่ ๔๑ กับต้นโพธิ์ในภาพนี้ดู พร้อมทั้งต้นโพธิ์ในภาพที่ ๒๗, ๓๕, ๔๐, ๔๓, ๔๕ ดูด้วย). การที่ภาพใบไม้นี้ ดูแตกต่างกันไปเช่นนี้ อาจจะเป็นเพียงความไม่พิถีพิถันของศิลปินผู้รับจ้างแกะสลัก หรือว่ามีความหมายเป็นอย่างอื่น เป็นสิ่งที่ต้องศึกษากันต่อไป; และเรื่องอาจจะเป็นไปได้ว่า เมื่อภาพนั้นมุ่งแสดงพระพุทธองค์ซึ่งกำลังประทับอยู่ที่เมืองไหน และมีอารามไหน ซึ่งมีต้นไม้อะไรเป็นต้นไม้ประจำอาราม. หรือว่าเหตุการณ์อันนั้นเกิดขึ้นเมื่อพระองค์กำลังประทับอยู่ภายใต้ต้นไม้ชื่ออะไรแล้ว, ศิลปินก็ต้องทำภาพต้นไม้ต้นนั้นประกอบพระแท่นแทนต้นโพธิ์ ดังนี้ก็ได้. ถ้าเป็นดังนี้จริง ภาพที่แสดงฉากในนครกบิลพัสดุ์ เช่นภาพนี้ก็ดี, หรือภาพแสดงฉากในเมืองเวสาลี ในภาพที่ ๔๕ ถัดไปก็ดี, หรือภาพชฎิลที่แล้วมาก็ดี ย่อมต้องทำเป็นภาพต้นไทร แทนต้นโพธิ์, เราจึงได้เห็นภาพของใบไม้ที่ผิดกัน เพราะเหตุนี้, และต้องถือว่า นี้เป็นลักษณะหรือเทคนิคอันหนึ่ง ซึ่งพวกช่างหรือศิลปินควรจะตั้งข้อสังเกตไว้ เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่วิชาการของตนสืบไป.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #45 เมื่อ: 19 มกราคม, 2554, 04:07:21 »

ภาพที่ ๔๕

ภาพวานรตัวหนึ่ง เข้าไปถวายสิ่งของแก่พระพุทธองค์ (คือ ต้นโพธิ์กับบัลลังก์ว่าง) และภาพวานรตัวนั้นเอง เมื่อถวายของแล้วออกมาร่าเริงอยู่. การที่คนหรือสัตว์ตัวเดียวกันถูกแสดงในภาพเดียวหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ ท่า เพื่อให้เกิดฉากขึ้นหลาย ๆ ฉาก ในภาพแผ่นเดียวกันเป็นวิธีที่ฉลาดและประหยัด และใช้กันมากในหินสลักแบบสาญจี และหินสลักแบบอมราวดี. ขอให้สังเกตให้ดี มิฉะนั้นจะงงไม่รู้เรื่อง



(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๕

ภาพลิงถวายน้ำผึ้งแด่พระพุทธองค์ภาพนี้ เป็นตัวอย่างของภาพประเภทที่ไม่ค่อยเป็นที่ทราบกันในหมู่เถรวาทเรา. เราทราบกันแต่เรื่องในอรรถกถาธรรมบท ตอนช้างปาริเลยยกะที่เฝ้าปรนนิบัติพระศาสดาเมื่อทรงออกไปประทับเสียในป่า เนื่องจากสงฆ์แตกกัน และมีลิงตัวหนึ่งฉวยโอกาสถวายน้ำผึ้งจากรวงผึ้ง สองตัวกับช้างเท่านั้น ไม่มีผู้คนอะไรเลย. ส่วนในภาพที่ ๔๕ นี้ มีผู้คนในลักษณะที่เป็นพระราชา หรือคฤหบดีรวมอยู่ด้วยเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งทำให้เห็นได้ว่ามิใช่เรื่องเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องถือเอาตามคำกล่าวของตำนานสายอื่น และยากแก่การอธิบายด้วยกันทั้งนั้น.

ในภาพนี้ มีภาพผู้ชาย ๒ คน, หญิง ๔ คน, เด็ก ๑ คน, ลิง ๒ ตัว; หญิงและชาย ๔ คน แถวบน อยู่ในลักษณะที่เป็นเทวดาก็ได้ ส่วนหญิง ๒ คนกับเด็กที่ตรงหน้าพระแท่นนั้น เป็นมนุษย์โดยแท้; สำหรับลิง ๒ ตัวนั้น เป็นลิงตัวเดียวกัน ถูกแสดงในท่าทางที่กำลังถวายน้ำผึ้งเสียทีหนึ่งก่อน แล้วแสดงด้วยท่าทางมีความยินดีปรีดาที่ได้ถวายสำเร็จตามประสงค์, สิ่งที่ถวายนั้นเป็นน้ำผึ้งจากต้นตาล หรือไม้ประเภทต้นปาล์ม ดังนั้นลิงต้องได้มาจากคน มิใช่น้ำผึ้งจากตัวผึ้งที่จะหาเอาได้เองจากป่า จึงทำให้คิดไปว่าต้องได้มาจากพระราชาหรือเทวดาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ นั่นเอง. คนที่สี่ทางซ้ายมือ ซึ่งเป็นผู้หญิง ยังมีอะไรถืออยู่ในมืออีก ซึ่งดูก็เป็นของบูชาอีกเหมือนกัน. ในภาพมุมซ้ายล่างมีเด็กเล็ก ๆ มาด้วยนั้นต้องเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กเช่นความสมประสงค์ที่ได้บุตรเป็นต้น. ทั้งหมดเท่าที่จะอธิบายได้มีเพียงเท่านั้น เพราะไม่ปรากฏในตำนานฝ่ายเถรวาท ดังที่กล่าวแล้วข้างต้น และเจ้าหน้าที่ของทางการอินเดียตั้งแต่ต้นมา ก็มิได้อธิบายอะไรมากไปกว่านี้, ดังนั้น ถ้าผู้ใดทราบอะไรมากไปกว่านี้ ขอได้กรุณาแจ้งไปให้ทราบด้วย.

สำหรับในแง่ของศิลปะและโบราณคดีนั้น ควรจะสังเกตว่าการแต่งผมของสตรีที่ตรงหน้าพระแท่นนั้น เป็นแบบที่แปลกและน่าสนใจตรงที่สองพันกว่าปีมาแล้ว มีการรู้จักแต่งผมกันมากแบบเหมือนกัน และอาจไม่ซ้ำกับที่ประดิษฐ์กันอยู่ในปัจจุบันก็ได้ ใครอาจจะค้นคว้าเอามาลองใช้กันดูอีกทีก็จะได้, ท่าทางของลิงตัวหลังนั้น น่าชมความคิดของศิลปิน. ลิงจะได้บาตรของพระพุทธองค์ไปอย่างไร ย่อมมีความหมายสำคัญอย่างยิ่งของภาพนี้ ในทางที่จะแสดงว่า พระพุทธองค์ทรงสัมพันธ์กับสัตว์เดรัจฉานอย่างไรและเพียงไร และในลักษณะที่จะหาไม่ได้ในศาสนาอื่นก็เป็นได้. เราไม่ต้องยึดถือไปตามตัวหนังสือ หรือตามรูปภาพเกินไปจนงมงาย และทำให้กลุ่มพุทธบริษัทถูกหาเป็นคนงมงายไปทั้งหมดด้วยกัน แต่เราต้องตีความหมายของมันให้ถูกต้อง ในแง่ของโบราณคดี, ศิลปะ, กระทั่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับศาสนาของคนสมัยโน้นก็จะได้รับอะไร ๆ ที่เป็นผลดีเกินคาด อย่ามองเป็นเรื่องงมงายไร้สาระไปเสียแต่ต้นมือ ด้วยความอวดดีของมนุษย์แห่งยุคปรมาณูนี้.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #46 เมื่อ: 20 มกราคม, 2554, 04:02:28 »

ภาพที่ ๔๖

ภาพพระราชาองค์หนึ่ง (พระเจ้าพิมพิสาร) เสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ (ซึ่งในที่นี้คือบัลลังก์ว่าง สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ริมบนสุดด้านซ้ายมือของผู้ดู) ซึ่งประทับอยู่ ณ ยอดเขาคิชฌกูฏด้วยขบวนใหญ่. ภาพพระราชาองค์เดียวกันนั้นถูกแสดงหลายหน คือ เมื่ออยู่บนหลังช้างตอนที่เสด็จด้วยช้าง, ตอนที่อยู่บนรถเมื่อเป็นระยะที่เสด็จด้วยรถ, ออกจากวังและจากประตูเมืองเป็นระยะ ๆ ไป กระทั่งถึงพระองค์แล้ว ยังแสดงด้วยท่าทางอีก ๒ ท่า คือถวายบังคมด้านตรง และด้านข้าง



(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๖

ภาพนี้เป็นภาพตัวอย่างที่น่าศึกษาอีกภาพหนึ่งของศิลปกรรมแบบที่สาญจี, เป็นภาพพระราชาองค์หนึ่งเสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ ณ พระคันธกุฎิที่ยอดภูเขาแห่งหนึ่ง. ภาพตั้งต้นจากมุมบนขวา คือชาวบ้านกำลังดูขบวนเสด็จของพระราชาอยู่บนเฉลียงเรือนของตน ๆ, พระราชาเสด็จด้วยช้างในที่ควรเสด็จด้วยช้าง, เสด็จด้วยม้าในที่ควรเสด็จด้วยม้า, และเสด็จด้วยรถในที่ควรเสด็จด้วยรถ, เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเมื่อถึงเขตที่ควรเสด็จดำเนินด้วยพระบาท สมตามคำที่มีกล่าวไว้ในบาลีต่าง ๆ กระทั่งถึงอรรถกถาจนถือเป็นแบบฉบับตายตัวอย่างหนึ่งทีเดียว. มีราชบริพารตามเสด็จ ถือเครื่องใช้ต่าง ๆ ตามธรรมเนียม และมีหม้อน้ำมีพวยซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการให้ทานอย่างที่จะขาดเสียมิได้ เพราะพระราชาอาจจะเรียกหาทันทีที่ต้องการให้ทาน, โปรยทาน, หรือถวายทานก็ตาม, เพื่อหลั่งน้ำจากพวยกานั้นในขณะที่บริจาคทาน. ตอนในเมือง เสด็จด้วยช้าง ด้วยม้า, พอออกจากประตูเมืองเสด็จด้วยรถเทียมม้า, และเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเมื่อถึงเขตอุปจารแห่งพระวิหาร, แล้วเข้าเฝ้าถวายบังคมพระพุทธองค์ ซึ่งในที่นี้แสดงด้วยภาพพระแท่นว่าง สี่เหลี่ยม ตามแบบของสมัยสุงคะตามเคย หากแต่ไม่มีต้นโพธิ์ประกอบอยู่ข้างบน ซึ่งเข้าใจว่าคงจะเนื่องด้วยเนื้อที่จำกัด, อยู่ทางริมซ้ายบนสุด, ใต้พระแท่นมีลายขยุกขยิกซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำหรับภูเขา และเป็นยอดเขาอันเป็นที่ตั้งของพระคันธกุฎี ซึ่งต้องเล็งถึงเขาคิชฌกูฏโดยไม่ต้องสงสัย, ดังนั้น พระราชาองค์นั้น ก็ต้องเป็นพระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธอันมีนครหลวงชื่อกรุงราชคฤห์นั่นเอง, หรือนครคิริพชก็เรียก.

พระราชาองค์เดียวกันในภาพนี้ ถูกแสดงด้วยภาพ ๒ ภาพ (ทำนองเดียวกับภาพลิงสองตัวในภาพที่ ๔๕) เพื่อให้เห็นท่านนมัสการทั้งสองท่า คือทั้งในขณะเฝ้า และขณะเวียนประทักษิณเดินออก. มีข้อความกล่าวไว้ชัดในบาลีและอรรถกถาว่า การเฝ้าพระพุทธองค์นั้น ไม่เฝ้าตรงพระพักตร แต่จะเฉียงไปข้างใดข้างหนึ่งพอสมควรคือไม่ข้างจนพระองค์ต้องเอี้ยวพระพักตรไปหา ไม่ใกล้หรือไกลเกินไป กระทั่งไม่เหนือลมเป็นต้น เรียกว่าเฝ้าอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง (เอกมนต อฏฐาสิ), ถ้าเป็นมนุษย์ก็จะยืนเฝ้าตอนแรกเข้าไป แล้วจะนั่งลง, ถ้าเป็นเทวดาจะยืนเฝ้าอยู่จนกระทั่งกลับ. เมื่อกลับออกจะเวียนประทักษิณ คือเดินอ้อมเป็นวง โดยมีสีข้างข้างขวาของตนอยู่ทางพระพุทธองค์เสมอไป, ไม่มีการหันหลังให้พระพุทธองค์เลย จนกว่าจะลับสายพระเนตรแล้ว. ดังนั้นจึงเข้าใจว่าในภาพภาพนี้ ศิลปินได้กระทำอย่างถูกต้องแล้วตามระเบียบหรือวัฒนธรรมนั้น คือ ภาพหนึ่งกำลังเฝ้าอยู่ ภาพหนึ่งเดินประทักษิณเมื่อกลับ, ซึ่งประณมมืออยู่ตลอดเวลาด้วยเหมือนกัน, มีหน้าตาอิ่มเอิบอย่างยิ่ง.

มีเสาประตูเมือง มีช่อง ๆ ซึ่งแสดงว่าในเสานั้นกลวงดังที่วิจารณ์กันแล้วในภาพที่ ๓๐ อีกตามเคย. บ้านเรือนและจั่วหลังคาก็แบบเดียวกันหมด ในบรรดาภาพสลักที่สาญจี. น่าชมความคิดที่จัดภาพบรรจุลงไปในพื้นที่น้อยนิดและจำกัดได้อย่างเหมาะสม คือตั้งต้นที่ริมขวาบนสุด แล้วจบเรื่องริมซ้ายบนสุดเหมาะสมกันที่ภาพบุคคลศักดิ์สิทธิ์จะอยู่ในที่เช่นนั้น. เพราะเนื้อที่น้อยไป จึงไม่อาจบรรจุภาพต้นโพธิ์และภาพเทวดาประจำต้นโพธิ์ลงในภาพนี้ได้, ทำให้เห็นว่า เมื่อจำเป็นเข้า จริง ๆ ศิลปินก็จะต้องทิ้งระเบียบบ้างเหมือนกัน. การที่จะตั้งข้อสงสัยว่า ชะรอยภาพนี้อาจจะเล็งพระพุทธองค์เมื่อก่อนตรัสรู้ เพราะมีเรื่องกล่าวว่าพระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จไปเฝ้าพระพุทธองค์ในขณะที่แรกผนวชใหม่ ยังไม่ทันตรัสรู้ ณ ที่ภูเขาแห่งหนึ่งด้วยเหมือนกัน, นั้นก็ยังไม่มีเหตุผลพอ เพราะว่าในภาพที่ ๒๗ ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ภาพต้นโพธิ์นั้นได้ใส่ให้กับแท่นว่างมาแล้ว ตั้งแต่ก่อนเสด็จมาอุบัติในมนุษยโลกนี้ด้วยซ้ำไป, ดังนั้นจึงถือว่า ศิลปินอาจจะเว้นต้นโพธิ์หรืออะไรบางอย่างเสียบ้างก็ได้ ในเมื่อเกิดความจำเป็นดังที่กล่าวแล้ว, ทั้งที่โดยทั่ว ๆ ไปแล้วเราจะเห็นได้ว่า ศิลปินที่สลักภาพสาญจีนี้ เป็นศิลปินที่ถึงขนาดและทำตามความประสงค์ของพระราชาที่ทรงเคร่งครัดที่สุดด้วย.

รายละเอียดเกี่ยวกับข้าราชบริพาร ๑๑ คนที่มุมริมซ้ายล่างนั้นไม่สามารถที่จะบรรยายได้ในที่นี้ แต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งต้องทิ้งไว้สำหรับการศึกษาต่อไป, ท่านผู้ใดทราบขอได้ช่วยอธิบายด้วย.

ในแง่ของโบราณคดี ควรจะสังเกตว่าในภาพนี้ก็ดี ภาพอื่น ๆ ก็ดี รูปร่างของแผ่นธง เป็นธงแผ่นผ้า หรือธงประฏากทั้งนั้น ไม่ได้เห็นธงสามเหลี่ยมเรียวยาวเลย. เข้าใจว่า สำหรับอินเดียนั้น ธงสามเหลี่ยมเรียวยาวนั้นจะไม่เป็นอะไรมากไปกว่าเศษผ้าสำหรับประดับประดาเท่านั้นเอง, ในเมืองไทยเรายังจะมีเกียรติกว่าเสียอีก. สำหรับขอช้างนั้นช่างมีอายุยืนเสียจริง ๆ สองพันกว่าปีแล้ว ช่างไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงรูปร่างเสียเลย, นี่เป็นเครื่องแสดงว่าอะไรก็ตาม ถ้ามันถูกเทคนิคหรือดีจริง ๆ แล้ว ก็เป็นการยากที่ใครจะไปแตะต้องมันได้. สำหรับบ้านเรือนนั้น มันคงจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปร่างทุก ๆ ร้อยปี, ห้าสิบปี, กระทั่งทุก ๆ สิบปี ก็เปลี่ยนแบบกันเสียทีหนึ่ง. นี่แหละความไม่มีร่องรอยของมนุษย์ถ้าไม่มีอะไรบังคับ.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

peter
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 38
สมาชิกลำดับที่ 13924

เว็บไซต์

| |

« ตอบ #47 เมื่อ: 20 มกราคม, 2554, 11:08:46 »

สวยครับ ขอบคุณนะครับที่นำมาให้ชม
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #48 เมื่อ: 24 มกราคม, 2554, 09:49:19 »

ภาพที่ ๔๗

ภาพปางปรินิพพาน (แสดงภาพพระพุทธองค์ด้วยสัญลักษณ์ คือสถูปรูปบาตรคว่ำ) มีการถวายบังคมพระบรมศพ และการบรรเลงด้วยเครื่องบรรเลงรูปร่างแปลก มีบางอย่างซึ่งชาวอินเดียยอมรับว่า ในบัดนี้หาของจริงดูไม่ได้แล้ว ยังมีอยู่แต่ในภาพเช่นนี้. แถมมีภาพเทวดามีปีก ซึ่งจะต้องถกกันดูว่า ใหม่หรือเก่ากว่าเทวดาแบบฝรั่ง หรือใครเอาอย่างใคร.



(จากหินสลักแบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ.๔๐๐-๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๗

ภาพที่ ๔๗ นี้ เป็นภาพพระพุทธองค์ปางปรินิพพาน. ผู้ดูควรจะเปิดข้ามไปดูภาพที่ ๔๘ และ ๔๙ เพื่อการเปรียบเทียบดูเสียก่อนจะช่วยให้เข้าใจอะไรบางอย่างได้เร็วขึ้นจากการเปรียบเทียบนั้น. ภาพที่ ๔๗ เป็นแบบสาญจี, ภาพที่ ๔๘ เป็นแบบภารหุต, และภาพที่ ๔๙ เป็นแบบอมราวดี ซึ่งมีลักษณะเฉพาะของตนเองด้วยกันทั้งนั้น ทั้งในส่วนทรวดทรงของสถูป และเครื่องประกอบหรือประดับ ที่เป็นมาตรฐานของศิลปกรรมสกุลนั้น ๆ.

ปัญหาข้อแรกที่จะต้องสนใจมีอยู่ว่า ภาพพระสถูปเหล่านี้เป็นสัญลักษณ์ทั้งของพระศพที่ปรินิพพานใหม่ ๆ และของพระสารีริกธาตุที่บรรจุไว้ในประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับแบ่งพระสารีริกธาตุไป. ทำให้ต้องวินิจฉัยกันว่า ภาพสถูปภาพไหนเป็นภาพพระศพและภาพไหนเป็นพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิธาตุในตอนต่อมา.

การที่ถือว่า พระสถูปแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ของพระศพนั้น มีเหตุผลง่าย ๆ ตรงที่ว่า ไม่มีภาพอื่นใดที่แสดงถึงฉากตอนปรินิพพานเลย นอกจากภาพสถูปเช่นในภาพที่ ๔๗ นี้เป็นต้น. สมัยปัจจุบันนี้ เราเขียนภาพพระพุทธองค์ประทับนอนอยู่บนแท่นระหว่างต้นไม้สองต้น; แต่ในสมัยที่ยังไม่ยอมทำรูปพระพุทธองค์นั้น ทำไม่ได้ เพราะไม่ทำรูปคน, และแม้ที่จะทำเป็นแท่นว่างยาวระหว่างต้นไม้สองต้น ก็ไม่ปรากฏเลย, เมื่อภาพตอนอื่นเสร็จไปแล้วมาถึงตอนนิพพานก็ทำภาพพระสถูปชนิดนี้เลยทีเดียว, ดังนั้นจึงถือว่า พระสถูปรูปร่างเช่นนี้เอง คือสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ปางปรินิพพาน หรือกล่าวโดยเจาะจง ก็คือพระศพในวันที่เสด็จปรินิพพานนั้นเอง.

อีกอย่างหนึ่ง ที่จะสังเกตได้ง่าย ๆ เหมือนกัน คือเมื่อฉากสำคัญทั้ง ๔ ฉาก (คือฉากประสูติ-ตรัสรู้-แสดงธรรมจักร-นิพพาน) จะต้องนำมาสลักไว้ในหินแท่งเดียวกัน ในลักษณะที่เรียกว่า epitome แล้วเราจะพบได้ทั่ว ๆ ไปว่า ฉากที่สี่คือปรินิพพานนั้นจะถูกแสดงไว้ด้วยรูปสถูปเช่นนี้เสมอ เป็นการตายตัว เช่นเดียวกันกับฉากตรัสรู้ที่แสดงด้วยภาพต้นโพธิ์, ฉากแสดงธรรมจักร แสดงด้วยภาพลูกล้อ, ส่วนฉากประสูตินั้น มีได้มากกว่า ๑ อย่าง เช่น ภาพกอบัวในกระถางแบบมถุรา, หรือลายขยุกขยิก (ดังในภาพที่ ๒๓) เป็นต้น, ซึ่งไม่ค่อยจะตายตัวเหมือนฉาก ๓ ฉากที่เหลือ. ดังนั้นจึงเป็นที่เชื่อถือได้โดยแน่นอนว่า รูปพระสถูปนั้น ถ้านับเนื่องอยู่ในพระพุทธประวัติแล้ว ย่อมเล็งถึงพระพุทธองค์ในขณะปรินิพพานด้วยเสมอไป, มิใช่เป็นเพียงรูปสถูปบรรจุพระอัฐิธาตุแห่งเวลาต่อมาแต่ประการใด.

ในภาพที่ ๔๗ นี้ มีสิ่งที่ควรศึกษาคือ ครึ่งบนเป็นส่วนของสถูปซึ่งเล็งถึงการปรินิพพาน, ครึ่งล่าง คือภาพหมู่คนซ้อนกันสองแถว เล็งถึงการบังคับและการสมโภชพระศพด้วยดนตรีเป็นต้น, ซึ่งถือกันว่าเป็นการกระทำของมัลลกษัตริย์แห่งนครกุสินาราอันเป็นเจ้าของประเทศที่นิพพาน ตลอดเวลาเจ็ดวันดังที่ปรากฏอยู่ในอรรถกถา หรือตำนานชื่ออื่น.

ส่วนที่เกี่ยวกับพระสถูปนี้ มีตัวสถูปรูปบาตรคว่ำ หรือมะนาวตัดครึ่ง, อยู่บนฐานประทักษิณ ๓ ชั้น, ข้างบนยอดมีแท่นสี่เหลี่ยม มีฉัตรปักอยู่ ๓ คัน, แต่ละคันมีมาลัยแขวน, ห้อยแผ่นผ้าหรือแผ่นธง ๒ ข้าง, มีเทวดาแบบกินนรขนาบ ๒ ข้าง ข้างละ ๒ ตัว, ซึ่งจะดูให้มีความหมายเป็นประจำอยู่ทั้ง ๔ ทิศก็ได้, ใต้เทวดาลงมา มีคนถือมาลัยบูชาอยู่ข้างละ ๒ คน. สำหรับเทวดานั้น มีลักษณะอย่างเดียวกันกับที่เคยทำประกอบสองข้างพระแท่นมีต้นโพธิ์ หรือแม้สองข้างวงล้อธรรมจักรดังในภาพที่ ๔๒,

ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเป็นเทวดาที่ประจำสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ในทุก ๆ แบบนั่นเอง, นับว่าเป็นแบบฉบับโดยเฉพาะของศิลปกรรมสกุลนี้ ซึ่งควรกำหนดไว้ตลอดไป จะสะดวกแก่การศึกษาของตนเองอย่างยิ่ง. เทวดาฝรั่งนั้น มีปีกเหมือนกัน แต่ทำเป็นรูปคนตามธรรมดาอย่างเต็มตัวแล้วมีปีกนิดเดียว ไม่น่าจะพาตัวลอยได้แถมมีมือถืออาวุธและอื่น ๆ รับใช้พระเป็นเจ้าได้ในทุกกรณี, ส่วนเทวดาแบบนี้ ทำตัวเป็นนก มีปีกหางมากพอที่จะบินไหว, แต่อย่างไรก็ตาม ปีกหรือหางเป็นต้นนั้น ไม่ควรเข้าใจไปว่าเป็นของจริงตามนั้น ควรถือเป็นเพียงสัญลักษณ์ของการที่สามารถเหาะลอยไปได้เท่านั้นเอง คือมีฤทธิ์เป็นพิเศษในส่วนนั้น, จะทำตัวเป็นนกหรือทำตัวเป็นคน ย่อมแล้วแต่ศิลปะแห่งยุคนั้นหรือถิ่นนั้น.

ส่วนล่างที่เกี่ยวกับหมู่คนนั้น จะเห็นได้ว่าที่ตรงกึ่งกลางของคนแถวบน มีคนอยู่คนหนึ่งกำลังไหว้อยู่อย่างแหงนหน้า คงจะเป็นตัวประธานหรือตัวเจ้าภาพเอง นอกนั้นเป็นญาติหรือบริวาร, ถือเครื่องสักการะบ้าง, พนมมือบ้าง, ส่วนคนริมขวาสุดนั้นถือธงแผ่นผ้าผืนยาว ซึ่งจัดเป็นเครื่องสักการะด้วยเหมือนกัน. ส่วนแถวล่างนั้นเป็นชาวประโคมล้วน มีเครื่องดนตรีต่าง ๆ กัน, สองคนริมซ้ายสุด เป่าปี่หรือแตรซึ่งทางปากเป็นรูปงู. คนที่สามเป่าเครื่องเป่าชนิดหนึ่งซึ่งประกอบด้วยเลาสองเลา

ซึ่งคงจะเป็นภาพนี้เอง ที่เจ้าหน้าที่ทางอินเดียแนะให้สังเกตว่า มีเครื่องดนตรีบางชนิดที่บัดนี้ในอินเดียเองก็ไม่มีแล้ว และไม่ทราบว่าเป็นอะไร, คนที่สี่และที่ห้า ตีเครื่องตีประเภทกลอง, ส่วนคนที่หกและที่เจ็ดตีเครื่องตีรูปร่างแบน ๆ. ทั้งหมดนี้ควรจะเป็นที่สนใจอย่างยิ่ง สำหรับครูบาอาจารย์ทางวิชาดนตรี ว่าทางอินเดียซึ่งเป็นต้นตอวัฒนธรรมประเภทนี้ แม้แก่ชาวไทยเรานั้น เมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว เขามีเครื่องดนตรีอะไร เป็นชุดอย่างไร ในขนาดที่ใช้ในราชสำนักหรือที่เป็นแบบมาตรฐาน. และที่ต้องสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือที่เท้าของนักดนตรีเหล่านั้น มีผ้าพันแข้ง มีเชือกพันทับอย่างหยาบ ๆ ด้วย. ชะรอยจะมีความหมายถึงการแต่งตัวเต็มยศ หรือสุภาพหรือแสดงความเคารพด้วยนั่นเอง. คนทั้งสองแถวนี้ มีแถวละ ๗ คนเท่ากัน.

ในคนทั้งหมดนี้ไม่มีใครที่แต่งศีรษะอย่างพระราชาเลย, ถ้าการสันนิษฐานว่าคนที่ไหว้อย่างแหงนหน้าในแถวบน เป็นกษัตริย์ที่เป็นประธาน เป็นการสันนิษฐานที่ถูกต้องแล้ว ก็ต้องสันนิษฐานต่อไปว่า กษัตริย์ทั้งหลายเหล่านั้น ไม่แต่งศีรษะอย่างกษัตริย์ในคราวไว้ทุกข์แก่บุคคลสูงสุดไว้อีกกระมัง, เพราะว่าในภาพไหน ๆ ก็ตามที่แล้ว ๆ มา กษัตริย์แต่งศีรษะอย่างเห็นได้ว่าเป็นกษัตริย์เสมอ, ทั้งแบบสาญจี และแบบภารหุต, และเป็นอย่างเดียวกับศีรษะเทวดา, ส่วนในภาพนี้มีศีรษะลุ่น ๆ เกลี้ยง ๆ เหมือนชาวบ้านทั่วไป.

ในแง่ของศิลปะและโบราณคดีโดยตรงนั้น มีแง่ที่ควรศึกษาอย่างยิ่งก็คือแบบของพระสถูปนั่นเอง สำหรับผู้สนใจทางแบบแผนหรือแม้แต่คติที่ถือกันในทางศาสนา, เท่าที่ควรทราบกันไว้บ้างนั้นมีดังนี้ : -

ภายในตัวสถูปแท้ ๆ นั้น เต็มไปด้วยดินปนกรวดหรือหินตามธรรมชาติ, มีโพรงเล็ก ๆ ประกอบกันขึ้นด้วยแผ่นหิน ในลักษณะหีบสี่เหลี่ยม ในโพรงนั้น บรรจุหีบศิลาที่เล็กเข้ามา แต่สวยงามหรือประณีตยิ่งขึ้น, ในหีบนั้นซึ่งบางรายอาจจะมีซ้อนกันมากกว่า ๑ ใบ, บรรจุของมีค่าไว้ตามสมควร เช่นเศษทองเงินแกะหรืออัดเป็นภาพเล็ก ๆ เป็นเครื่องบูชาพระอัฐิ ซึ่งอยู่ในผอบหินที่ดีที่สุด กลึงหรือแกะสลักให้สวยที่สุดเท่าที่จะทำได้. จากโพรงศิลานี้ มีท่อเล็ก ๆ ประกอบขึ้นด้วยอิฐ ทำนองท่อระเหยอากาศ ตรงขึ้นไปทางเบื้องบนจะถึงยอดสุด เพื่อให้โพรงศิลาข้างใต้นั้นระบายอากาศได้นั่นเอง, และน้ำฝนส่วนน้อย อาจซึมลงไปถึงส่วนล่างได้ด้วยก็ได้. ดินซึ่งเป็นองค์สถูปทั้งหมดนั้น ก่ออิฐด้วยปูนยึดไว้ไม่ให้พัง แล้วใช้แผ่นหินสวย ๆ มีลวดลายหรือไม่มีแล้วแต่กรณี, บุหน้าอิฐทั้งหมดนั้นอีกต่อหนึ่ง จนดูเป็นหินไปทั้งองค์, ตรงที่จรดกับพื้นดินโดยรอบ เรียกว่า เมธิ หมายถึงฐาน, จากฐานออกมาโดยรอบ ทิ้งว่างไว้พอประมาณสำหรับเดินได้รอบ เรียกว่า ปทกษิณ. รองวงประทักษิณนี้ ยกรั้วขึ้นโดยรอบ เรียกรั้วนี้ว่า เวทิกา. (ดังที่เห็นได้ในภาพสถูปภายนี้); ดูในภาพแล้ว จะเห็นว่ารั้วนี้ มีกรอบอันล่างติดกับพื้น และเรียกหินชิ้นนี้ว่า อาลมพน, และมีชิ้นที่ยืนเป็นอันยืนเป็นระยะ ๆ ไป เรียกว่า สตมภ หรือสดมภ์ในภาษาไทย. ซึ่งแปลว่า เสา, ชิ้นที่เรียก สตัมภะ นี้ มีรูให้ชิ้นที่จะเสียบขวางเข้าไปอีก, สองหรือสามชิ้น แล้วแต่กรณี, อันที่จะเสียบร้อยสตัมภะทั้งหมดให้เนื่องกันนี้ แต่ละอัน ๆ เรียกว่า สูจิ. แปลว่า เข็ม เช่นเข็มเย็บผ้า, ยังมีชิ้นขนาดใหญ่เท่าชิ้นล่าง ครอบข้างบน

หัวสตัมภะอีกทีหนึ่ง ให้แน่นหนาเนื่องกันหมด, เหมือนอันที่เรียกอาลัมพนข้างล่าง แต่ไม่เรียกว่า อาลัมพน, ไปเรียกเสียว่า อุษณีษ์ ซึ่งแปลว่า ครอบหน้าหรือกรอบหน้า. ถ้าฐานประทักษิณมีหลายชั้น เช่นมี ๓ ชั้นดังในภาพนี้ ก็ต้องมีบันไดขึ้นไปจากชั้นล่าง เรียกบันไดนี้ว่า โสปาน, จากประทักษิณขั้นบนสุดขึ้นไปถึงตัวสถูปโดยตรง ซึ่งมีลักษณะเหมือนบาตรคว่ำดังเช่นในภาพนี้. เรียกส่วนที่เหมือนบาตรคว่ำนี้ว่า อณฑ แปลว่าฟองไข่, หรือบางทีก็เรียกว่า ครภ (ตรงกับภาษาไทยวา ครรภ์) แปลว่า ห้อง หรือ มดลูก, และเรียกพระอัฐิที่บรรจุไว้ในนั้นว่า พีช แปลว่า พืช, เหนืออัณฑะขึ้นไปถึงรั้วสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ลักษณะคล้ายแท่นสี่เหลี่ยม ส่วนนี้เรียกว่า หรมิกา หรือ หรรมิกา ในสำเนียงไทยเรา, บนหรรมิกานี้ ซึ่งมีลักษณะเหมือนกับว่า มีพระพุทธองค์ประทับอยู่ ปักฉัตรไว้คันหนึ่งหรือหลายคันแล้วแต่กรณี ดังในภาพนี้มีปักไว้ ๓ คัน, และเรียกว่า ฉตร ซึ่งได้กลายมาเป็นภาษาไทยเราว่าฉัตร ตรงกันตามสำเนียงเดิม. ที่รั้วชั้นนอกสุด มีซุ้มประตูเข้าออกเรียกว่า โทรณ ดังที่เห็นอยู่ในภาพที่ ๔๗ นี้ ๑ ประตู. ที่เสาประตู มีคานขวางเหนือประตู ที่เสารั้ว ที่ขอบรั้วอันบนมีการสลักภาพตามความประสงค์. แม้ภาพที่นำมาแสดงในหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด ก็อยู่ตามที่เหล่านี้เอง.

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนประกอบของสิ่งที่เรียกว่าสถูป ตามแบบมาตรฐานทั่วไป ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ตายตัว, ส่วนลวดลาย หรือเครื่องประดับเบ็ดเตล็ดนั้น อาจจะทำได้ตามใจชอบ. พระสถูปแบบนี้เองที่ค่อยวัฒนาการมาเป็นสถูปแบบลังกา กระทั่งมาสู่ประเทศไทยกลายเป็นสถูปเช่นที่นครปฐม และนครศรีธรรมราช เป็นต้น. อะไรได้เพิ่มเข้ามาหรือหายไปอย่างไร ขอให้พิจารณาดูเอาเอง และเราควรจะคิดนึกปรับปรุงของเรากันใหม่อย่างไรต่อไปอีกบ้าง ก็น่าจะลองนึกกันดู เพื่อผลอันดีทางจิตใจยิ่งขึ้น ดีกว่าที่จะถือทิฏฐิมานะไปตะพึดแล้วเดินไกลออกไปทุกที จากสิ่งที่เคยเป็นแบบฉบับและมีค่าทางจิตใจอย่างสูงมาแล้วแต่กาลก่อน.

ดูภาพที่ ๔๗ นี้ สำหรับเปรียบเทียบกับภาพที่ ๔๘-๔๙ ถัดไปอีกครั้งหนึ่ง.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,600
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #49 เมื่อ: 26 มกราคม, 2554, 06:29:24 »

ภาพที่ ๔๘

ภาพพระพุทธองค์ปางปรินิพพาน แบบภารหุต แบบหนึ่ง ซึ่งมีอยู่หลายแบบ. ผู้ดูลองทำการเปรียบเทียบดูเองกับแบบสาญจี ในภาพที่แล้วมา. สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือเครื่องประดับคน และประดับสถูป.



(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ.๓๐๐-๔๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๔๘

ภาพสถูปสัญลักษณ์แห่งการปรินิพพานภาพนี้ แทบจะไม่ต้องการคำอธิบายอะไรอีกโดยหลักใหญ่ ๆ ในเมื่อได้เข้าใจตามคำอธิบายในภาพที่ ๔๗ มาเป็นอย่างดีแล้ว. ภาพนี้เป็นแบบภารหุต ลองใคร่ครวญดูว่าศิลปินมุ่งหมายจะแสดงอะไร ต่างกันอย่างไร หรือว่าความต้องการของผู้ที่สั่งให้จัดทำไปนั้นมุ่งไปในทางอะไร.

เมื่อประมวลภาพสถูปแบบภารหุตมาดูด้วยกันแล้วจะพบว่าต้องการจะแสดงความหมายต่าง ๆ ด้วยลวดลาย ไม่เว้นแม้แต่ที่ส่วนที่เรียกว่าอัณฑะ ดังที่จะเห็นได้ในภาพนี้. แบบสาญจีจะปล่อยส่วนที่เรียกว่าอัณฑะนี้ให้เกลี้ยง มีหรรมิกานิดเดียวและฉัตรเล็ก ๆ เพื่อให้ดูแล้วรู้สึกว่า ส่วนล่างของสถูปนั้น เต็มไปด้วยสิ่งต่าง ๆ เทียบกันได้กับความโกลาหลวุ่นวายในภาพทั้งสามแล้วค่อย ๆ เกลี้ยงไม่มีอะไรยิ่งขึ้นไป จนกระทั่งส่วนบนซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่เหนือโลก ก็พยายามทำให้ดูเกลี้ยงถึงที่สุด ส่วนแบบภารหุตนี้เห็นได้ว่ามิได้เป็นอย่างนั้น เข้าใจว่าเป็นเพราะมีข้อยึดถือต่างกัน สมกับที่เมืองภารหุตนั้นอยู่ไปทางเหนือ.

สำหรับสถูปในภาพนี้ เมื่อดูลงมาจากข้างบน ก็เริ่มด้วยฉัตรกว้างเกือบเท่าองค์สถูป, มีมาลัยแขวนที่ริมสองข้างห้อยลงมา, มีดอกไม้สองดอกขนาบสองข้างคันฉัตร, มีเชิงซ้อนเล็กเข้ามา ๆ ๒ ชั้น, ใต้นั้น และบนหรรมิกา มีซุ้มแบบซุ้มโพธิฆร ตั้งอยู่ทำนองเป็นที่ประทับของพระพุทธองค์ เห็นเพียงเป็นรูปจั่วเล็ก ๆ ซึ่งถูกบังเสียรอบด้าน, ถัดนั้นคือหรรมิกา มีลักษณะเหมือนกับล้อมโพธิฆรนั้นไว้อีกทีหนึ่ง, สองข้างหรรมิกามีดอกไม้และมาลัยขนาบ, ถัดมาถึงตัวอัณฑะ มีลวดลายเป็นระย้ากับเฟื่องอย่างงดงาม ในแบบลักษณะที่น่าสังเกต สำหรับเปรียบเทียบกับแบบไทยเรา, รอบอัณฑะมีรั้วล้อมฐานประทักษิณ แต่ทำชิดเสียทีเดียว เพราะเป็นเพียงภาพ ไม่ใช่ตัวสถูปเอง, ใต้รั้วประทักษิณ มีลวดลายเป็นจุด และรูปฝ่ามือเป็นแถวล้อมรอบในลักษณะเป็นเมธิ แล้วก็หมดกัน. ความหมายของลวดลายละเอียดปลีกย่อยในที่นี้จะมีเป็นอย่างไรนั้น ทิ้งไว้ให้สันนิษฐานกันตามพอใจ แต่อย่าลืมสังเกตให้ละเอียดเป็นต้นว่า ฝ่ามือที่เป็นแถวนั้น อาจจะเป็นฝ่าเท้าหรือฝ่าพระบาทก็ได้ ซึ่งคงจะมีความมุ่งหมายจะแสดงอะไรอย่างหนึ่งของคนที่นั่นเมื่อสองพันกว่าปีมาแล้ว ไม่ใช่ทำไปสักว่าให้แปลก ๆ หรือให้แล้ว ๆ ไป.

สองข้างสถูป มีเทวดาสองตน ถือเครื่องสักการะขนาบอยู่ เป็นที่น่าสังเกตว่า เทวดาแบบภารหุตนี้ มิได้ทำแบบกินนร คือ ตัวเป็นนกเหมือนแบบสาญจีไปเสียทั้งหมด, แต่ทำเป็นคนโดยสมบูรณ์ทำนองเดียวกับเทวดาแบบฝรั่งก็มี แต่มีปีกหางใหญ่พอที่จะบินได้ไม่เหมือนเทวดาฝรั่งที่ทำปีกนิดเดียวพอเป็นพิธี, ในภาพนี้จะเห็นได้ว่า เทวดาทางซ้ายมือที่ถือช่อดอกไม้นั้น ตัวเป็นคน, ส่วนเทวดาตัวทางขวามือที่ถือพวงมาลัยนั้นตัวเป็นนก แถมยังดูเหมือนต้องเกาะกิ่งไม้ด้วย ต่างกันอยู่, ดังนั้นทำให้เราไม่อาจจะกล่าวได้ว่า เทวดาตามแบบมาตรฐานของอินเดียนั้น เป็นกินนรหรือเป็นคนอย่างตายตัวลงไป ขอให้สังเกตไว้เท่านั้น; เพื่อโบราณคดี.

ที่สองข้างสถูปนี้ มีต้นไม้อยู่ข้างละต้น มีลักษณะไม่ใช่ต้นโพธิ์ แต่เป็นต้นสาละ ดังนั้นจึงเชื่อว่าภาพนี้เป็นฉากของการปรินิพพานที่ "ระหว่างต้นรังทั้งคู่" ดังที่เราเรียกกันติดปากนั่นเอง, และต้นสาละนั้นกำลังมีดอกสมตามท้องเรื่องในตำนานทุกประการ. ข้อที่ยังคงชวนฉงนอยู่เสมอก็คือข้อที่ว่า ทำไมจึงไม่มีการกระทำเพียงภาพแท่นยาว ๆ ระหว่างต้นไม้สองต้นนี้กันบ้างเท่านั้น? คงกระทำแต่ภาพสถูปแทนพระบรมศพทุกแห่งไป ทำนองจะกลัวไปว่า จะไปพ้องกับฉากอื่น ๆ ซึ่งเป็นไปในขณะที่ยังทรงท่องเที่ยวโปรดสัตว์อยู่เสียกระมัง, ถึงกระนั้นก็ยังมีทางที่จะคิดว่า พระองค์ประทับบนแท่นนั้นตั้งหลายชั่วโมงก่อนปรินิพพาน ทำไมไม่ทำภาพแสดงฉากตอนนี้ด้วยพระแท่นว่างบ้างเล่า, ในที่สุดก็ต้องสรุปว่า ถ้าเกี่ยวกับการปรินิพพานแล้วเป็นอันแสดงสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์ด้วยภาพสถูปทั้งนั้น แม้กระทั่งในตอนที่ยังไม่สิ้นพระอัสสาสะปัสสาสะกระมัง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศิลปกรรมแบบภารหุตซึ่งกระทำภาพต้นสาละคู่ไว้ด้วยนี้, ขอให้ตั้งข้อสังเกตกันต่อไป.

สำหรับภาพมนุษย์สองข้างสถูปนั้น มีข้างละสามคน ดูจะเป็นผู้ชายทั้งหมด, ถ้าจะมีผู้หญิงบ้าง ก็คือสองคนที่กำลังคุกเข่าอยู่สองข้างสถูปเท่านั้น, ทั้งสองคนที่ยืนอยู่ริมสุดขวาและซ้ายนั้น มีลักษณะเป็นกษัตริย์ชั้นเจ้าแผ่นดิน จึงสันนิษฐานว่า คนที่คุกเข่าอยู่นั้นเป็นชายาของแต่ละองค์ซึ่งเป็นกษัตริย์พ่อลูก หรืออะไรทำนองนั้น. คนที่หันหลังให้ติดกับสถูปทางซ้ายมือ มีลักษณะเดินเวียนประทักษิณ เช่นเดียวกับคนที่โผล่หน้าออกมาชิดสถูปทางขวามือด้วยกัน, เป็นอันว่ามีการแสดงความเคารพครบทั้งสามแบบคือการยืนพนมมือไหว้, การกราบไหว้, และการเวียนประทักษิณ, ใน ๓ อิริยาบถคือ นั่ง ยืน และเดิน. การที่ขาดอิริยาบถนอนนั้น เข้าใจว่าในยุคนั้นไม่มีท่าแสดงความเคารพด้วยอิริยาบถนอน, ไม่เหมือนในยุคต่อมา ซึ่งทางธิเบต หรือแม้ในอินเดียสาขาอื่นจากพุทธบริษัท ได้ประดิษฐ์ท่าไหว้แบบ "อัษฎางคประดิษฐ์" ขึ้นอีกท่าหนึ่ง คือนอนราบลงไปด้วย ดังจะเห็นได้ทั่วไปในบริเวณพุทธคยาซึ่งกระทำโดยภิกษุธิเบต, และท่านอนอย่างเดียวกันของชาวฮินดูในฤดูไหว้พระในวิหารพระอาทิตย์ที่นาลันทา, นอนไหว้เช่นนั้นทุก ๆ ช่วงตัวมาจากสระน้ำริมวัด จนกระทั่งถึงในวิหาร. เราไม่เคยพบท่าไหว้เช่นนี้ในหินสลักของพุทธบริษัทยุคสองพันปีเศษมาแล้ว เราจึงถือว่าไม่มี.

ศิลปะแบบสาญจี ต่างจากแบบภารหุตในแง่ไหนบ้าง ผู้มีสายตาของศิลปินดูเอาเองก็แล้วกัน.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 [5] 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: