Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2560, 12:35:02

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ภาพพุทธประวัติจากหินสลัก  (อ่าน 41973 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 [2] 3 4 5 6
ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 10 กันยายน, 2553, 01:41:44 »

ภาพที่ ๙ สัญลักษณ์การประสูติ

บัวบานที่ใจกลาง ล้อมด้วยตรีรตนะ ๔ อัน ศรีวัตสะ ๔ อัน บัวบาน ๘ ดอก, มีจำนวนกลีบเป็นต้น เป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์ เป็นลวดลายที่ทั้งงดงาม ทั้งศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่ง (จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ. ๓๐๐–๔๐๐)



คำอธิบายภาพที่ ๙

สัญลักษณ์แห่งการประสูติภาพนี้ นับว่ามีความสวยงามยิ่งกว่าทุกภาพ มีความเหมาะสมที่สุด พร้อมกับความศักดิ์สิทธิ์ที่สุดโดยเท่ากัน.

ดอกบัวซึ่งเป็นตัวสัญลักษณ์โดยตรงนั้น มีกลีบ ๑๖ กลีบ เผอิญเท่ากับจำนวนญาณ ๑๖ ญาณแห่งอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ซึ่งแบ่งออกเป็นสติปัฏฐานทั้งสี่ อย่างละสี่ ดังที่ปรากฏอยู่ในบาลีอานาปานสติสูตรนั้นแล้ว ซึ่งเป็นทั้งหมดของญาณในการปฏิบัติจนกระทั่งบรรลุมรรคผลขั้นสุดท้าย, มีเส้นเกสร ๔๘ เส้น, มีกลีบชั้นในอีก ๘ กลีบ.

ส่วนสิ่งประกอบรอบนอกนั้น ประกอบด้วยสิ่ง ๓ สิ่งคือตรีรตนะ ๔ ชิ้น, ศรีวัตสะ ๔ ชิ้น, ดอกบัว (ดอกใหญ่บานจนลู่ไปทางหลัง) ๘ ดอก, และดอกไม้เล็ก ๆ แซมเป็นระยะ ๆ อีก ๑๖ ดอก, สิ่งที่แปลกมาใหม่ก็คือ ศรีวัตสะ ซึ่งมีรูปร่างเหมือนตาลปัตร ๕ แฉกนั่นเอง.

ศรีวัตสะนี้ เป็นเครื่องหมายของความเป็นบุคคลสูงสุด หรือพระเป็นเจ้า และยึดถือกันมาแล้วแต่โบราณกาล ในทุกลัทธิทุกศาสนา รวมทั้งพุทธศาสนาด้วย ดังที่ปรากฏอยู่ในหินสลักแผ่นนี้ซึ่งเป็นหินสลักเก่า ถึงยุคก่อนมีรูปปฏิมาของพระศาสดาแห่งศาสนาต่าง ๆ คือยุคก่อนมีพระพุทธรูปนั่นเอง. ครั้นล่วงมาถึงยุคที่มีรูปปฏิมาของพระศาสดา หรือของพระเป็นเจ้าขึ้น เครื่องหมายนี้คงจะตกไปเป็นของฝ่ายศาสนาฮินดูยิ่งขึ้น ๆ จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของฝ่ายนั้นไป ดังที่มักปรากฏอยู่ที่หน้าอกเทวรูปที่เป็นพระเป็นเจ้าองค์สำคัญ ๆ และเงียบไปทางฝ่ายพุทธศาสนา ซึ่งคงสงวนตรีรตนะไว้. และถ้าหากว่าศรีวัตสะของฝ่ายฮินดู ไม่มีในหินสลักที่เก่าเท่าหรือเก่ากว่าที่มีในหินสลักของฝ่ายพุทธศาสนาดังเช่นหินสลักที่ภารหุตแผ่นนี้แล้ว เรื่องก็จะกลายเป็นว่า ศรีวัตสะของฝ่ายฮินดู ได้ถอดแบบไปจากศรีวัตสะของฝ่ายพุทธศาสนา ในลักษณาการทำนองเดียวกันกับเรื่องของ ตรีศูละและพระศรีหรือลักษมี ดังที่กล่าวแล้วในคำอธิบายของภาพที่ ๗ ตอนท้ายนั่นเอง.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 12 กันยายน, 2553, 09:19:10 »

ภาพที่ ๑๐ สัญลักษณ์การประสูติ

มีบัวบานที่ใจกลาง ล้อมด้วยสัญลักษณ์พิเศษ เช่นดอกบัวบาน มีขายื่นออกไป ๓ ขา เป็นต้น (จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ. ๓๐๐–๔๐๐)



คำอธิบายภาพที่ ๑๐

ภาพสัญลักษณ์แห่งการประสูติภาพนี้ ยังจัดเป็นภาพประเภทเดียวกันกับภาพที่ ๙ คือภาพดอกบัวบานมีภาพเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ล้อมรอบนอก.

เครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์ในภาพนี้ คือดอกบัวบานที่มีขา หรือหนวดยื่นออกมาข้างหน้า ๓ ขา หรือ ๓ เส้นนั่นเอง, ๘ ดอกด้วยกัน, (ซ้ายสี่ ขวาสี่), มีดอกบัวบานธรรมดาอยู่ข้างบน ๑ ดอก, มีภาพคนครึ่งท่อนอยู่ข้างล่าง ๑ คน. สำหรับภาพคนทำนองนี้ซึ่งมีมากในหินสลักแบบภารหุตนั้น เป็นเพียงเจ้าของทานผู้บริจาคเงินสร้างหินสลักแผ่นนี้เป็นธรรมดา ดังนั้นไม่ควรนับเป็นสิ่งหรือเครื่องหมายศักดิ์สิทธิ์อะไร, ศิลปินสลักลงไป ตามความประสงค์ของเจ้าของทานมากกว่าอย่างอื่น, ดังนั้นจึงเหลืออยู่แต่ภาพดอกบัวที่มีขายื่นออกไปข้างหน้า ๓ ขาเท่านั้นเอง ที่มีความหมายสำคัญอันจะต้องตีความ.

เมื่อพิจารณาดูดอกบัวมีขาหรือหนวดพุ่งออกไปข้างหน้า ๓ ชิ้นนี้อย่างละเอียดแล้ว สันนิษฐานว่า เป็นเรื่องเดียวกันกับตรีรตนะ หากแต่ไม่สมบูรณ์หรืออาจจะอยู่ในขั้นแรกกำเนิดของตรีรตนะก็เป็นได้. ดอกบัวก็คือดอกบัวตรงกัน หากแต่ในที่นี้ไม่มีวงกลมล้อม, ขาที่พุ่งออกไป ๓ ขาก็คือเปลว ๓ เปลวของตรีรตนะนั่นเอง, แบบนี้เป็นแบบภารหุต และยังมีพบแบบอมราวดีบ้างเหมือนกัน, ไม่มีทางที่จะสันนิษฐานเป็นอย่างอื่น นอกจากจะสันนิษฐานว่าเป็นต้นกำเนิดของตรีรตนะดังที่กล่าวแล้ว, เนื่องจากยังไม่เคยพบคำอธิบายในที่ใด จึงต้องสันนิษฐานไว้ก่อน จนกว่าจะพบเรื่องราวที่แน่นอน, ถือว่าเป็นของใหม่สำหรับพวกเราไปก่อน. และถ้าการสันนิษฐานนี้ถูกต้อง ภาพนี้ก็คือ ภาพดอกบัวบาน ล้อมด้วยตรีรตนะอีกนั่นเอง.

ดอกบัวตรงกลาง มี ๘ กลีบ, ๗ จุดต่อมเกสรตัวเมีย, ทำอย่างง่าย ๆ ไม่มีเส้นเกสรเหมือนภาพอื่น.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 13 กันยายน, 2553, 23:17:51 »

ภาพที่ ๑๑ สัญลักษณ์การประสูติ

ภาพดอกบัวบาน มีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประกอบ ซึ่งในที่นี้ได้แก่ช้าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของพระองค์ (จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ. ๔๐๐–๕๐๐)



คำอธิบายภาพที่ ๑๑

สัญลักษณ์การประสูติ ภาพที่ ๑๑-๑๒-๑๓ ต่อไปนี้เป็นประเภทที่เรียกว่า ภาพดอกบัวมีสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เข้าประกอบ.

ในภาพที่ ๑๑ นี้ มีช้างเป็นสัตว์สัญลักษณ์แทนพระพุทธองค์เข้ากับเรื่องที่กล่าวว่า ในการปฏิสนธิของพระองค์นั้น พระมารดาทรงพระสุบินว่ามีช้างมาเข้าในพระอุทร. หรือยิ่งกว่านั้น ก็อาจจะกล่าวได้ว่า ช้างเป็นสัญลักษณ์ที่ศักดิ์สิทธิ์กันมาแล้วตั้งแต่ก่อนพุทธกาล และยังคงถือเป็นของศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นเรื่อยมาทุกยุคทุกสมัย และทุกลัทธินิกายไม่เฉพาะแต่พุทธศาสนาก็เป็นได้. สำหรับพุทธบริษัทเรา ยอมรับเอาสัตว์เพียง ๒ ชนิดว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ คือช้างกับสีหะ ซึ่งเราเรียกกันในเมืองไทยว่า สิงห์, เป็นสัญลักษณ์และอุปมา สำหรับพระพุทธองค์ ทั้งในแง่ของศิลปะและธรรมะ. และใช้คำว่านาคะกับช้าง แทนที่จะใช้คำว่า คชะ, ข้อนี้ทำให้คนบางคนเข้าใจคำว่านาคะ เป็นพระยานาคหรืองูไปเสียก็มี. โดยที่แท้คำว่านาคะซึ่งเล็งถึงช้างนั้น มีความหมายเพียงว่า เป็นยอดของบรรดาสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ในทางที่มีคุณธรรมอันประเสริฐเท่านั้นเอง แตกต่างไปจากสีหะ ซึ่งเล็งไปถึงยอดแห่งความกล้าหาญและชัยชนะต่อศัตรู.

ดอกบัวกลายเป็นสิ่งที่มีความสำคัญรองลงไปจากช้างในภาพนี้, แต่กระนั้นก็ไม่ทิ้งหลักเดิม ที่ต้องการให้มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ด้วยกัน, ในที่นี้มี ๑๒ กลีบ, มีเม็ดลูกแก้วหรือลูกประคำที่ขอบวงรอบนอก ๓๖ เม็ด, และจะกลายเป็น ๑๐๘ เม็ด ถ้านับรวมหมดทั้งสามแถว.

ลองเปรียบเทียบการที่แบบสาญจีนี้ ทำเป็นช้างตัวเดียวอยู่ตรงกลาง กับแบบภารหุตในภาพถัดไป ที่ทำเป็นช้างหลายตัวอยู่รอบ ๆ ดอกบัว ว่าให้ความคิดที่แตกต่างกันอย่างไร.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 26 กันยายน, 2553, 18:12:45 »

ภาพที่ ๑๒ สัญลักษณ์การประสูติ

ภาพดอกบัวบานล้อมด้วยช้าง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งประจำพระองค์ พร้อมด้วยจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ. ๓๐๐–๔๐๐)



คำอธิบายภาพที่ ๑๒

ดอกบัวในภาพนี้ มีกลีบ ๑๖ กลีบ, ๓๖ เส้นเกสร, ๗ จุดต่อมเกสรตัวเมีย; มีลักษณะแห่งการถือเลขจำนวนศักดิ์สิทธิ์ ทำนองเดียวกับที่บรรยายมาแล้วในภาพต้น ๆ อีกตามเคย, และขอให้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับจำนวนเลข ๗ ไว้เรื่อยไป จะยิ่งเข้าใจชัดขึ้น.

ที่ขอบมีช้าง ๔ ตัว แต่ละตัวถือดอกบัวในลักษณะการบูชา บานบ้าง ตูมบ้าง และมีอยู่ตัวหนึ่งซึ่งถือไว้ถึง ๓ ดอก, ดอกที่บานก็ทำบานมากจนกลีบลู่ไปข้างหลัง จนมีลักษณะเหมือนไม่ใช่ดอกบัว เช่นนี้ เป็นแบบของภารหุตโดยเฉพาะ.

ช้างในภาพนี้ มีความสำคัญรองลงไปจากดอกบัว ไม่เหมือนภาพที่แล้วมา (ภาพที่ ๑๑) ของแบบสาญจี ซึ่งทำให้ดอกบัวมีความสำคัญรองลงไปจากช้าง โดยที่ให้เป็นช้างตัวเดียว และหมายถึงองค์พระโพธิสัตว์โดยตรง. แง่ของศิลปะในการประกอบภาพทำนองนี้ เป็นสิ่งที่ควรศึกษา เพราะเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังจึงจะไม่เกิดการบกพร่องและถูกเยาะเย้ย.

ดอกบัวเป็นตัวสัญลักษณ์ ช้างเป็นเครื่องเพิ่มความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่เจ้าของสัญลักษณ์ นี้เป็นความเข้าใจของเรื่อง.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 28 กันยายน, 2553, 04:08:46 »

ภาพที่ ๑๓ สัญลักษณ์การประสูติ

ภาพดอกบัวบานและจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ล้อมด้วยสิงห์ ๘ ตัว ซึ่งเป็นตัวสัตว์สัญลักษณ์ประจำพระองค์อย่างหนึ่ง
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ. ๓๐๐–๔๐๐)



คำอธิบายภาพที่ ๑๓

ภาพสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในภาพนี้ คือ สิงห์ ๘ ตัว, มีปีก หมายความว่ามีอำนาจเป็นไปในที่ทุกหนทุกแห่ง มิได้มีความหมายอย่างประสาเด็กว่ามันมีปีกจริง ๆ, เพียงแต่ติดปีกเข้านิดเดียวเท่านั้น ก็มีความหมายเปลี่ยนไปอย่างมหึมา ขอให้สังเกตวิธีการเช่นนี้ไว้และสอนเด็กของเราให้เข้าใจดูสิ่งต่าง ๆ ที่คนโบราณเขาทำไว้สำหรับให้คนชั้นหลังกลายเป็นคนโง่ ไว้ให้มาก ๆ จะได้รับประโยชน์จากการดูภาพเหล่านี้ถึงที่สุด.
 
จำนวนสิงห์ ๘ ตัว จะให้หมายถึงอริยมรรคมีองค์แปด, หรือจะให้หมายถึง มรรค ๔ ผล ๔ รวมเป็นแปดไปเสียเลย, หรือจะหมายถึงสิ่งใดอีกก็ย่อมแล้วแต่ความพอใจของผู้ดู เพราะไม่มีทางที่จะทราบได้โดยตรงเผง ถึงความคิดของศิลปินเหล่านั้นหรือของผู้จ้างหรือบันดาลให้ศิลปินเหล่านั้นทำมันขึ้นมา. เราอาจจะคิดเลยไปได้ว่า ทิศทั้ง ๘ ทิศ ถูกครอบงำแล้วโดยการเกิดของพระพุทธองค์ ดังนี้ก็ยิ่งรู้สึกชมเชยความคิดของศิลปินเหล่านั้นเพิ่มขึ้นอีกมากทีเดียว, และควรจะเอาอย่างวิธีการอันนี้กันบ้างเพื่อหยุดทำอะไรสืบ ๆ กันไปอย่างตามบุญตามกรรมนั้นเสียที,

บัวซึ่งเป็นตัวสัญลักษณ์โดยตรง มีกลีบ ๑๖ กลีบ, ๓๒ เส้นเกสร, ๘ จุดตุ่มเกสรตัวเมีย, และแถมมีเม็ดกลม ๆ ทำนองเม็ดลูกประคำ เป็นวงรอบดอกบัว ซ้อนกัน ๒ วง รวมกัน ๑๘ เม็ดพอดี. จำนวนเลข ๑๐๘ นี้ คงเป็นคติโบราณก่อนพุทธกาล, และถูกรับเข้ามาเป็นคติของพุทธบริษัทด้วยในภายหลัง และพยายามจะจัดอะไรให้มีจำนวน ๑๐๘ ขึ้นเป็นธรรมดา, ในลักษณะที่เป็นจำนวนศักดิ์สิทธิ์, เช่นมาล้อมรอบดอกบัวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระโพธิสัตว์ ในที่นี้ เป็นต้น. แต่ต้องไม่ลืมสังเกตว่า เขาทำเป็นซ้อนกัน ๒ ชั้น ชั้นละ ๑๐๘ เม็ด, และมีอะไรคั่นเป็นช่วง ๆ ช่วงละ ๑๒ เม็ดด้วย.
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 30 กันยายน, 2553, 13:57:45 »

ภาพที่ ๑๔ สัญลักษณ์การประสูติ

ดอกบัวบานที่ใจกลาง ล้อมด้วยลายเครือเถาบัวขึ้นมาจากหม้อเต็มด้วยน้ำ แบบปูรณฆฏะ ซึ่งมีมากแบบ.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ. ๓๐๐–๔๐๐)



คำอธิบายภาพที่ ๑๔

ภาพสัญลักษณ์การประสูติของพระพุทธองค์ ตั้งแต่ภาพที่ ๑๔ นี้ไปจนถึงภาพที่ ๒๒ เป็นประเภทที่เรียกว่า ดอกบัวในหม้อปูรณฆฏะ, มีแบบต่าง ๆ กัน และเลือกคัดเอามาเป็นตัวอย่าง เท่าที่น่าสนใจ รวม ๙ แบบ.

หม้อปูรณฆฏะในที่นี้ หมายถึงหม้อเต็มด้วยน้ำและมีดอกบัวหรือดอกบัวโผล่ขึ้นมาในลักษณะที่เบิกบาน; เป็นสัญลักษณ์แห่งการเกิด (Nativity) ของพระพุทธองค์ได้อย่างไร จะวิจารณ์กันโดยละเอียดในคำอธิบายของภาพที่ ๒๒ ซึ่งเป็นแบบหม้อปูรณฆฏะแบบที่ปรากฏมากที่สุด ในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการประสูติของพระองค์ ในระดับเดียวกันกับความที่ ต้นโพธิ์เป็นสัญลักษณ์ของการตรัสรู้, วงล้อเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงธรรมจักร, และสถูปรูปเนินดินเป็นสัญลักษณ์ของการปรินิพพาน. และในบางกรณีในศิลปะตระกูลคันธาระ ได้ใช้ภาพหม้อนี้เป็นสัญลักษณ์ของพระพุทธองค์โดยตรงก็ยังมี.

ในภาพนี้ มีกอบัวขึ้นมาจากหม้อหรือไหหรือตุ่ม เป็นเครือเถาเลื้อยรอบดอกบัวบานที่เป็นประธานของเรื่องนี้อยู่ตรงกลาง ทำให้เรียกได้ว่า มีหม้อปูรณฆฏะนั้น เป็นสิ่งประกอบของดอกบัว. เครือเถานั้น ประกอบด้วยดอกบัวบานเต็มที่ ๘ ดอก ซึ่งเป็นจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์เช่นเดียวกับจำนวนสิงห์มีปีก ๘ ตัว ในภาพที่แล้วมา. มีดอกบัวตูม ๑ ดอก และใบบัว ๓ ใบ รวมอยู่ในส่วนนอกนี้.

ดอกบัวที่ใจกลาง มี ๑๒ กลีบ, ๓๖ เส้นเกสร, ส่วนที่ใจกลางจริง ๆ แทนที่จะมี ๗ จุดเหมือนภาพอื่นโดยมากกลับมีภาพสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุด คือภาพความหมุนอย่างรุนแรงที่เรียกกันทั่วไปว่า สวัสติกะ หมายถึงล้อแห่งธรรมจักรที่กำลังหมุนอย่างเต็มที่ เหมาะสมที่จะเป็นสัญลักษณ์แห่งการที่พระองค์ทรงอุบัติขึ้นในโลกนี้เป็นอย่างยิ่ง, น่าชมความคิดของผู้ทำ ตรงที่เพิ่มความหมายให้แก่ความบานของดอกบัว ด้วยความหมุนของพระธรรมอีกต่อหนึ่ง, ซึ่งทำให้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกมากมาย กว่าที่จะทำเป็นเพียงจำนวนเลขศักดิ์สิทธิ์อย่างใดอย่างหนึ่ง เหมือนที่แล้ว ๆ มา.

ภาพนี้สวยงามมาก ตรงที่ตระการตาไปด้วยดอกบัวและความหมายอันลึกซึ้งอย่างกลมกลืนกัน. น้ำที่เต็มอยู่ในหม้อ เปรียบด้วยพระธรรม, บัวที่เกิดจากน้ำในหม้อ เปรียบด้วยพระพุทธเจ้าเกิดจากพระธรรม, นี้คือความหมายทั่วไปของหม้อปูรณฆฏะ ตามความหมายของพุทธบริษัท.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 02 ตุลาคม, 2553, 14:08:21 »

ภาพที่ ๑๕ สัญลักษณ์การประสูติ

ภาพกอบัว มีหงส์ ๒ ตัว, ขึ้นมาจากหม้อเต็มด้วยน้ำ แบบหม้อปูรณฆฏะ ซึ่งมีอยู่มากแบบด้วยกัน.
(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ. ๔๐๐–๕๐๐)



คำอธิบายภาพที่ ๑๕

หม้อปูรณฆฏะภาพนี้ เป็นแบบสาญจี ควรจะรีบเปรียบเทียบดูกับภาพถัดไป ซึ่งเป็นแบบภารหุต เพื่อจะได้เห็นเสียชั้นหนึ่งก่อนว่า ศิลปะสองตระกูลนี้สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดหรือลอกแบบกันเพียงใด.

ปูรณฆฏะภาพนี้ แทนที่จะทำเป็นเครือเถาบัว ก็ทำเป็นกอบัว ซึ่งมีใบ ๔ ใบ, ดอกตูม ๖ ดอก, ดอกบาน ๓ ดอก, ฝักบัว ๒ ฝัก, ซึ่งบนฝักบัวนั้น มีหงส์ ๒ ตัวจับอยู่ที่ฝักละตัว, หงส์ในที่นี้เป็นสัญลักษณ์ของสรรพสัตว์ในสากลโลก ได้รับประโยชน์จากฝักบัวซึ่งเป็นผลจากการเกิดของกอบัวซึ่งหมายถึงการเกิดของพระพุทธเจ้านั่นเอง. ทำไมหงส์จึงมีจำนวน ๒ ตัว ก็เป็นสิ่งที่พอจะทายได้ไม่ยากนัก เช่นสัตว์ที่กำลังมีทุกข์ และสัตว์ที่กำลังไม่มีทุกข์ เป็นต้น, ซึ่งจะทายเอาจากท่าทางของหงส์ ๒ ตัวนั้นได้อย่างสนุกแล้ว. เมื่อนึกถึงข้อที่ว่า หงส์ตัวเล็ก ๆ อยู่ท่ามกลางความช่วยเหลือคุ้มครองของดอกบัวใบบัวทำนองนี้แล้ว ก็พอจะประมาณได้ว่ามันมีความสุขสักเพียงไร, แล้วเราก็จะรู้จักคุณของพระพุทธเจ้ายิ่งขึ้น, นี่แหละคือตัวอย่างของการแสดงธรรมหรือเผยแผ่ธรรมะด้วยภาพแทนการแสดงด้วยเสียงหรือตัวหนังสือ, ซึ่งมีความลึกซึ้งกว่ากันเป็นไหน ๆ; หาใช่เป็นเพียงก้อนหิน หรือแผ่นปูนปั้นตามความรู้สึกของคนส่วนมากไม่.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 03 ตุลาคม, 2553, 23:02:57 »

ภาพที่ ๑๖ สัญลักษณ์การประสูติ

ภาพกอบัว มีหงส์ ๒ ตัวที่ยอด ขึ้นมาจากหม้อเต็มด้วยน้ำ แบบหม้อปูรณฆฏะ ซึ่งมีอยู่มากแบบด้วยกัน.

(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ. ๓๐๐–๔๐๐)




คำอธิบายภาพที่ ๑๖

เมื่อทราบคำอธิบายของภาพที่ ๑๕ มาอย่างดีแล้ว คำอธิบายภาพที่ ๑๖ นี้ ก็แทบจะหมดความจำเป็น.

กอบัวในภาพนี้ มีใบ ๒ ใบ, ดอกตูม ๔ ดอก, ดอกแย้ม ๗ ดอก, ดอกบาน ๑ ดอก, ดอกโรย ๓ ดอก, ฝักบัว ๑ ฝัก, และหงส์ ๒ ตัว จับอยู่บนฝักบัวฝักเดียวกันในลักษณะรักใคร่กันหรือปรึกษาหารือกัน, ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไร ก็พอจะอยู่ในวิสัยที่ผู้ดูจะทายเอาเองได้แล้ว.

ส่วนข้อที่ทำไมจึงทำรูปใบบัวมีลักษณะเหมือนใบไม้ธรรมดานี้ จะถือว่าเป็นความพลั้งเผลอของผู้ทำนั้น ไม่มีทางที่จะเป็นไปได้, ส่วนข้อที่เขาจะมีความมุ่งหมายอย่างไรนั้น ถ้าเราคิดไม่ออกก็ต้องยอมรับว่า เขาทำไว้สำหรับให้คนชั้นเรากลายเป็นคนโง่ไปอีกนั่นเอง.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 07 ตุลาคม, 2553, 06:52:19 »

ภาพที่ ๑๗ สัญลักษณ์การประสูติ

ภาพกอบัว มีหงส์ ๔ ตัว, ขึ้นมาจากหม้อเต็มด้วยน้ำ แบบหม้อปูรณฆฏะ ซึ่งมีอยู่มากแบบด้วยกัน.
(จากหินสลัก แบบภารหุต สมัยสุงคะ พ.ศ. ๓๐๐–๔๐๐)



คำอธิบายภาพที่ ๑๗

ภาพนี้ก็เป็นศิลปะแบบภารหุตเช่นเดียวกับภาพที่ ๑๖ ที่แล้วมา จึงไม่มีอะไรที่จะต้องอธิบายกันมาก นอกจากจะแนะให้สังเกตว่า กอบัวแห่งหม้อปูรณฆฏะนี้ ไม่มีใบ, มีดอกตูม ๑ ดอก, ดอกแย้ม ๕ ดอก, ดอกบาน ๒ ดอก, ดอกโรยหรือบานจนลู่ไปทางหลัง ๔ ดอก, ฝักบัว ๑ ฝัก, มีหงส์ ๔ ตัวจับอยู่ที่ดอกบัวที่โรยดอกละตัว, หาได้จับอยู่ที่ฝักบัว เหมือนสองภาพที่แล้วมาไม่. มีลักษณะขบขันตรงที่หงส์ทั้งสี่นั้น แบ่งเป็นคู่ ๆ มีอาการเหมือนกระซิบ หรือปรับทุกข์กันเป็นสองคู่. ผู้ทำต้องการให้มันกระซิบกันด้วยเรื่องอะไร เป็นหน้าที่ของผู้ดูจะต้องคิดเอาเอง แต่มันคงไม่พ้นไปจากเรื่องความในใจของผู้ดูไปได้.

ลวดลายที่ตัวหม้อในภาพที่ ๑๖ และ ๑๗ นี้ ขอให้สังเกตดูให้ดี แล้วจะได้นำไปเปรียบเทียบกับลวดลายของหม้อในภาพอื่น และโดยเฉพาะของหม้อในภาพที่ ๒๒
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 07 ตุลาคม, 2553, 21:15:11 »

ภาพที่ ๑๘ สัญลักษณ์การประสูติ

ภาพกอบัว มีสิงห์มีปีกขนาบสองข้าง ในหม้อแบบปูรณฆฏะ แบบสาญจี ที่แปลกกว่าแบบอื่นโดยทั่วไป.



(จากหินสลัก แบบสาญจี สมัยสุงคะ พ.ศ. ๔๐๐–๕๐๐)

คำอธิบายภาพที่ ๑๘

หม้อรับกอบัวในภาพนี้ ซึ่งเป็นแบบสาญจี เป็นแบบที่แปลกจนกลายเป็นกระถางปากแตร, และมีพบแต่ภาพนี้เท่านั้น จึงนำมาเป็นตัวอย่างสำหรับศึกษา, กอบัวนี้ มีใบ ๔ ใบ, ดอกตูม ๔ ดอก, ดอกบาน ๑ ดอก, ฝักบัว ๒ ฝัก, สิงห์มีปีกเหยียบอยู่บนฝักบัวฝักละตัว. การประกอบภาพสวยงามน่าสนใจ. บัวบานเป็นตัวสัญลักษณ์การประสูติ สิงห์เป็นสัตว์สัญลักษณ์ประจำพระองค์ตลอดไป ดังเช่นคำว่า ศากยสิงห์ ชินสิห์ เป็นต้น. ในภาพอื่นที่มีภาพสิงห์ตัวเดียว นั่งอยู่กลางดอกบัว ทำนองเดียวกับช้างในภาพที่ ๑๑ นั้นก็ยังมี, ซึ่งมองเห็นได้ง่ายว่าหมายถึงอะไร, ส่วนในภาพนี้มีสิงห์ถึง ๒ ตัว หันหน้าออกจากกัน ความหมายก็ต้องแปลกออกไป เช่นหมายถึงพระองค์ทรงเป็นสิงห์ ทั้งในหมู่เทวดาและมนุษย์ ดังนี้เป็นต้น.

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2] 3 4 5 6
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: