Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
02 กันยายน, 2557, 13:45:06

   

ผู้เขียน หัวข้อ: มโนมยิทธิ  (อ่าน 4278 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,978
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 29 มกราคม, 2553, 19:05:17 »

มโนมยิทธิ

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน


คำนำ

วิชชา มโนมยิทธิเป็นหลักสูตรทางพระพุทธศาสนา ในด้านวิชชา ๓ กึ่งอภิญญา คำว่า มโนมยิทธิแปลว่า มีฤทธิ์ทางใจ เป็นวิชชาที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง) นำมาสอนศิษยานุศิษย ์และพุทธบริษัทฯ จุดประสงค์สำคัญ เพื่อให้ผู้ปฏิบัติได้พิสูจน์พระธรรมคำสอน ของพระพุทธเจ้า ในเรื่อง นรก สวรรค ์พรหม พระนิพพาน ว่าเป็นสิ่งที่มีจริง เป็นจริง เป็นการสร้างกำลังใจ และทำให้การปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์เป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว

ผู้ที่ฝึก มโนมยิทธิได ้การทรงอารมณ์พระโสดาบัน จะได้ผลอย่างรวดเร็ว เพราะพระโสดาบันละสังโยชน์ได้ ๓ ข้อ คือ สักกายทิฏฐิ, วิจิกิจฉา และ สีลัพพตปรามาส

และพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง ท่านกล่าวไว้ว่า การละสักกายทิฏฐิของพระโสดาบัน คือ คิดว่าตัวเราจะต้องตายแน่และให้นึกถึงความตายอยู่เสมอ คิดว่าเราอาจจะตายวันนี้พรุ่งนี้จะได้ไม่ประมาทในชีวิต

ผู้ที่ฝึก มโนมยิทธิได ้อย่างน้อยที่สุด ก็เป็นการตัดตัววิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ในเรื่องสวรรค ์นรก ว่าเป็นสิ่งที่มีจริงเป็นจริง เป็นการละสังโยชน์ข้อที่ ๒ ในสังโยชน์ ๑๐

และผู้ที่ฝึก มโนมยิทธิได ้สามารถใช้จิต หรือ อทิสสมานกาย ท่องเที่ยวไปตามภพภูมิต่างๆได ้เมื่อไปเห็นแดนอบายภูมิเห็นโทษจากการละเมิดศีล ก็จะตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์เป็นการละสังโยชน์ข้อที่๓ คือ สีลัพพตปรามาส

การปฏิบัติพระกรรมฐาน ไม่ว่าจะเป็นสายใด ก็ดีทุกสาย ขึ้นอยู่กับว่า จะถูก จริตกับเราหรือไม ่เพราะทุกสายมีจุดมุ่งหวังเดียวกัน คือ เพื่อความพ้นทุกข ์ต่างกัน
แต่ว่าใครจะพ้นทุกข ์ได้ช้าหรือเร็วกว่ากัน ถ้าเปรียบพระนิพพาน คือ กรุงเทพฯ ทุก คนมุ่งหวังที่จะไปกรุงเทพฯ จะเดินไป ขึ้นรถไป หรือขึ้นเครื่องบินไป ก็ขึ้นอยู่กับบุญ บารมีที่สั่งสมมา

พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯได้กล่าวไว้ว่า ผู้ที่มีกำลังใจเป็นปรมัตถ์บารมีทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเข้าพระนิพพานได ้ถ้าปฏิบัติได้ถูกต้อง ตามพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

คณะผู้จัดทำ ได้รวบรวมคำสอนของ พระเดชพระคุณหลวงพ่อ พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง) และนำบทความเรื่อง มโนมยิทธิของคุณสุนิสา วงศ์ราม มาให้ท่านที่สนใจได้ศึกษา เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อไป.

ศูนย์พุทธศรัทธา

สำนักปฏิบัติพระกรรมฐาน สาขาวัดท่าซุง
๗๗ หมู่ ๗ ต.บ้านหมอ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ๑๘๑๓๐
โทร ๐๓๖-๒๐๑๖๐๐ , ๐๘๔-๑๐๗๖๑๐๖



[url=http://www.buddhasattha.com]www.buddhasattha.com[/url]
บันทึกการเข้า




นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,978
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 29 มกราคม, 2553, 19:06:34 »

มโนมยิทธิหลวงพ่อพระราชพรหมยาน

สารบัญ

มโนมยิทธิ โดยสุนิสา วงศ์ราม
เกริ่นนำ ๓
ความหมาย ๔
ต้นกำเนิดของมโนมยิทธิ๖
วัตถุประสงค์ ๘
คุณประโยชน ์๙
แบบของมโนมยิทธิ๑๐
เหตุบันดาลใจให้ประยุกต ์๑๑
มโนมยิทธิประยุกต์แบบครึ่งกำลัง ๑๔
การเตรียมตัวฝึก ๑๕
การสมาทานพระกรรมฐาน ๑๗
คำบูชาพระรัตนตรัย ๑๘
คำขอขมาพระรัตนตรัย ๑๙
คำสมาทานพระกรรมฐาน ๒๐
การสมาทานศีล ๒๑
การฝึกที่ต้องมีครูชี้แนะ ๒๒
การฝึกแบบครึ่งกำลัง ๒๓
ครูฝึก ๒๕
การฝึกแบบเต็มกำลัง ๒๘
วิธีปฏิบัติ ๒๙
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้ฝึกใหม่ ๓๑
การฝึกด้วยตนเองสำหรับผู้เคยฝึกแล้ว ๓๕
การท่องเที่ยว ๓๘
ญาณ ๘ ๓๙
การอุทิศส่วนกุศล ๔๐
คำอุทิศส่วนกุศล ๔๑
เตือนสติ ๔๒
หลวงพ่อพระราชพรหมยานตอบปัญหา
ปัญหาของผู้ไม่เคยฝึกมาก่อน ๕๐
ปัญหาของผู้เริ่มฝึกใหม่ๆ ๕๗
ปัญหาของผู้เริ่มฝึกได้แล้วและการฝึกแบบเต็มกำลัง ๖๑

[url=http://www.buddhasattha.com]www.buddhasattha.com[/url]
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,978
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 29 มกราคม, 2553, 19:07:27 »

มโนมยิทธิ โดย สุนิสา วงศ์ราม

เกริ่นนำ

ในแวดวงของนักปฏิบัติพระกรรมฐาน และผู้สนใจในธรรมะทั่วๆไป จะได้ยิน ได้ฟังคำว่า “มโนมยิทธิ” อยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการสนใจ ตื่นตัว ด้าน
ธรรมปฏิบัติกันอย่างแพร่หลาย ในหมู่สาธุชนคนไทย และผู้เลื่อมใสชาวต่างประเทศ ต่างภาษาด้วย และ วิชชามโนมยิทธินี้ก็มีผู้ปฏิบัติได้มากมายทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ทุก
เพศทุกวัย มีการสืบทอดสั่งสอน แนะนำกันมา ตั้งแต่สมัยต้นจนปัจจุบัน

ดังนั้น ด้วยความปรารถนาดีต่อบรรดาท่านพุทธบริษัท และเป็นการสนอง พระมหากรุณาธิคุณ องค์สมเด็จพระบรมครูสุคต และครูอาจารย์อีกโสดหนึ่ง ผู้เขียน
จึงได้กราบเรียนขออนุญาตจาก พระเดชพระคุณ พระสุธรรมยานเถร หรือเป็นที่รู้จักกันในนามของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

ขอคัดลอก รวบรวม และเรียบเรียง คำแนะนำในการเจริญพระกรรมฐาน แบบมโนมยิทธิของพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่าน ที่เมตตาแนะนำแก่บรรดาท่าน
พุทธบริษัท นับเวลาได้หลายปีมาแล้วนั้น โดยผนวกเข้ากับข้อคิดและประสบการณ ์ของผู้เขียน ทั้งโดยตรงและทางอ้อม จารึกเป็นขั้นตอน เป็นเล่ม เป็นบทขึ้นมา เพื่อ
ผู้สนใจจริงได้ศึกษาและนำไปปฏิบัติได้สะดวกตามอัธยาศัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่อยู่ห่างไกลแต่ใคร่ศึกษาธรรมปฏิบัติจะช่วยตัวเองได้ตามปัญญา

ความดีอันพึงมี ผู้เขียนขอน้อมถวายแด่องค์สมเด็จพระชินสีห์ทุกๆพระองค ์ที่ทรงโปรดเมตตาสงเคราะห ์หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค(พระครูวิหารกิจจานุการ)
หลวงพ่อฤาษีวัดท่าซุง ผู้เมตตาคิดค้นและนำวิชชา มโนมยิทธิมาแนะนำ สั่งสอน แก่บรรดาลูกหลานพุทธบริษัทในปัจจุบัน เพื่อให้รู้ซึ้งถึงอริยสัจ และเห็นจริงแห่ง
สภาวะพระนิพพานอันเป็นที่สุด.

---สุนิสา วงศ์ราม ---


[url=http://www.buddhasattha.com]www.buddhasattha.com[/url]
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,978
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 29 มกราคม, 2553, 19:10:08 »

ความหมาย

“มโนมยิทธิ” แปลความตามตัวอักษรได้ว่า “มีฤทธิ์ทางใจ” คือ การรู้ การเห็น การสัมผัส ตามความเป็นจริงด้วยใจ

หลักสูตร วิชชา “มโนมยิทธิ” นี้ปรากฏมีรจนาไว้ใน พระคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆษาจารย ์เมืองสะเทิม หรือ เมืองสุธรรมวดีซึ่งท่านเป็นพระอรหันต ์ปฏิสัมภิทาญาณ ที่โบราณาจารย์ท่านรับรองไว้แล้ว

ดังนั้น จึงขอยืนยันบอกกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่า วิชชา “มโนมยิทธิ” ไม่ใช่วิชานอกรีต นอกพุทธบัญญัติ

มโนมยิทธิไม่ใช่โอภาส โอภาส คือ แสงสว่างเฉยๆ อันเป็นผลจากการเจริญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ในหมวดสุกขวิปัสโก
มโนมยิทธิไม่ใช่อุปทาน อุปทาน คือ การคิดเอาไว้ก่อนว่าภาพนั้นเป็นอย่างไร แล้วก็เห็นแบบนั้นพร้อมทั้งยึด ภาพนั้นไว้ไม่ปล่อย

มโนมยิทธิไม่ใช่การสะกิดจิต ถ้าเป็นการสะกดจิต ทุกคนต้องรู้เห็นเหมือนกันหมด และทุกคนที่เรียนพร้อมกัน ต้องทำได ้แต่ความจริงผลไม่เป็นเช่นนั้น บางคนเพียรเป็นปีๆ ยังไม่ได้ก็มีบางคนเริ่ม ปฏิบัติครั้งแรกก็ได้แล้ว และความชัดเจนของการรู้เห็นก็แตกต่างกันด้วย

กล่าวโดยนัยแล้ว มโนมยิทธิ เป็นส่วนหนึ่งของ อภิญญา ในพระพุทธศาสนาถ้าจะแยกศัพท์แล้ว “ญา” แปลว่า รู้ “อภิ” แปลว่า ยิ่ง หรือ อย่างยิ่ง

ดังนั้น “อภิญญา” ก็มีความหมายว่า “ความสามารถในการรู้ ยิ่งกว่าอารมณ์ของบุคคลธรรมดา จะรู้ได้”

นั่นคือ บุคคลธรรมดา จะมีความรู้เสมอ ไม่ได ้เช่น เรื่อง ผี นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน รู้เรื่อง เทวดา พรหม นิพพาน จนกระทั่งสามารถท่องเที่ยว
ไปตามภพภูมิต่างๆ สถานที่ต่างๆ ได ้หรือว่าถ้าอยากรู้อารมณ์จิตของบุคคลใด ใครพูดที่ไหนว่าอย่างไร ใครคิดอย่างไรเราก็รู้ได .

คำว่า "ไม่รู้" ไม่มีถ้าจิตใจของท่านเข้าถึงอารมณ์ของอภิญญาจริงๆ และอารมณ์ของอภิญญาจะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องอาศัย สมาธิจิต นั่นคือ ความมีฤทธิ์ทาง
ใจ จะมีแก่ท่านได้ ต้องอาศัยการฝึกจิต กระทำจิตของตนเองให้มีฤทธิ์ มีอำนาจ สามารถรู้เห็นด้วยใจ หรือสัมผัสด้วยใจได้ทุกอย่าง ที่พึงรู้และพึงเห็น

เป็นต้นว่า รู้เห็นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ของสัตว์ที่วนเวียนอยู่ในภพภูมิต่างๆ จนกว่าจะออกจากวัฏสงสาร สู่แดนพระนิพพานเสียได ้รู้เห็นเหตุอันนำให้ไปเกิด ไปจุติปฏิสนธิ ในภพภูมิต่างๆ และรู้ปัจจัยที่นำไปสู่ความหลุดพ้น คือ พระนิพพาน

การรู้ เป็นการรู้และรับสัมผัส ด้วยใจ, การเห็น เป็นการรับสัมผัสหรือเห็นด้วยจิต ที่บางท่านเรียกว่า เห็นด้วยตาใน มิใช่มองเห็นด้วยตาเนื้อ อันเป็นหนึ่งในอวัยวะสุดหยาบของขันธ์ ๕ ร่างกายของสัตว์โลก

การไป ท่องเที่ยวตามแบบ มโนมยิทธินี้มิได้ยกเอากายหยาบไป แต่ใช้กายใน หรือ อทิสสมานกาย ซึ่งมีสภาพเป็นทิพย ์และมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกัน
ไป ตามความสะอาดของจิต ของแต่ละบุคคลในขณะนั้น เช่น เป็นมนุษย ์เทวดา พรหม หรือ วิสุทธิเทพ

บางตำราจะเรียก อทิสสมานกาย ว่า จิต แต่ถ้าท่านปฏิบัติพระกรรมฐาน ในหมวดนี้ได้แล้ว ท่านจะได้รู้เห็นความแตกต่างระหว่าง จิต กับ อทิสสมานกายได ้ชัดแจ้งว่า จิต นั้นมีลักษณะเป็นดวง ๆ มีความขุ่น ความใส ความแพรวพราวมีสีต่างๆ กัน ตามอารมณ ์โลกียะ หรือ โลกุตตระ และเป็นส่วนหนึ่งของ อทิสสมานกาย

อทิสสมานกาย มีลักษณะคล้ายกายมนุษย ์มี หู ตา จมูก ปาก แขน ขา ต่างกันแต่ว่า ไม่มีอวัยวะภายในอันเน่าเหม็น ไม่มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง อุจจาระ ปัสสาวะ

อทิสสมานกาย เบาสบาย คล่องตัว มีเครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย ทั้งหลายเป็นทิพย์ทั้งหมด อันเกิดจากผลบุญกุศลที่ตัวเองทำไว้เอง

ลักษณะของ อทิสสมานกาย ก็แตกต่างกันไป ตามสภาพความสะอาดการปราศจากกิเลสของจิต

ดังนั้น แม้ภายนอกเป็นคน แต ่อทิสสมานกาย อาจเป็นได้ทุกอย่างตามสภาพของจิต เช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน คน เทวดา พรหม และ
วิสุทธิเทพ เป็นต้น และลักษณะของ อทิสสมานกาย นี้ของแต่ละบุคคล มีสภาพ ชั่วคราวบ้าง ถาวรบ้าง มีสภาพเปลี่ยนแปลง ตามอารมณ์โลกียะ หรือ โลกุตตระดังกล่าวแล้ว

กล่าวโดยสรุป ผู้ที่ปฏิบัติในหมวดวิชชา มโนมยิทธินั้น บางท่านบางคณะอาจจะรู้ แต่ไม่เห็น บางท่าน รู้ด้วย เห็นด้วย แต่ไม่ชัด ผู้ที่มีจิตสะอาด มีจิตที่
ฝึกฝนดีแล้วเท่านั้น จึงสามารถ รู้เห็นได ้ชัดเจน เหมือนตาเห็น (หรือเหมือนไปเห็นด้วยตาตัวเอง) เมื่อมีอารมณ์จิตเป็นทิพย ์แต่ไม่ใช่มีตาทิพย .

ตาทิพย์ หรือ ทิพยเนตร นั้น คนมีไม่ได ้จะมีได้เฉพาะเทวดา พรหม และพระอรหันต์ที่เข้านิพพานแล้วเท่านั้น บุคคลที่มีธรรมะ แต่ยังทรงขันธ์ ๕ อยู่ จะมีได ้เฉพาะ ทิพยจักษุญาณ หรือ ทิพจักขุญาณ (การมีจิตเป็นทิพย์)

ทิพจักขุญาณเป็นบาทฐานสำคัญในการปฏิบัติพระกรรมฐานตามหลักสูตร “มโนมยิทธิ” หนึ่งในหก อภิญญา ของพระศาสนา.
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: