Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 กันยายน, 2561, 08:19:23

   

ผู้เขียน หัวข้อ: “แหลมพรหมเทพ”เทพประทาน/ปิ่น บุตรี  (อ่าน 2419 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: [1]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,911
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« เมื่อ: 24 ธันวาคม, 2552, 19:38:39 »

“แหลมพรหมเทพ”เทพประทาน/ปิ่น บุตรี    
 
โดย ปิ่น บุตรี



แหลมพรหมเทพ จุดชมพระอาทิตย์ตกดีที่สุดแห่งหนึ่งของเมืองไทย 
 
 
       “แหลม” ย่อมไม่ทู่
       
       “แหลม” นอกจากจะใช้บอกถึงลักษณะอันหวาดเสียวของ อาวุธ วัตถุ อุปกรณ์ สิ่งของแล้ว แหลมยังใช้ในบริบทอื่นๆอีกด้วย อาทิ ใช้บอกลักษณะของเสียง(แหลม)ที่ตรงข้ามกับทุ้ม ใช้บอกลักษณะอาการที่สอดแทรกขึ้นมา(แหลมขึ้นมาเชียว) ใช้ตั้งเป็นชื่อคน อย่าง แหลม มอริสัน, แหลม ผู้จัดกวน เป็นต้น
       
       นอกจากนี้แหลมยังใช้บอกลักษณะของธรรมชาติที่เป็นผืนแผ่นดินยื่นยาวแทงเข้าในผืนแผ่นน้ำหรือท้องทะเล
       
       ในเมืองไทยหากพูดถึงแผ่นดินที่มีลักษณะเป็นแหลมแล้ว ทอดตาทั้งแผ่นดินจนตาไหม้เกรียมคงไม่มีแหลมไหนโดดเด่นโด่งดังเกิน"แหลมพรหมเทพ" จ.ภูเก็ต สถานที่ที่เปรียบดังอัญมณีเม็ดงามประดับไข่มุกอันดามันซึ่งแต่ละวันคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวมากมาย
       
       แหลมพรหมเทพ อยู่ห่างจากหาดราไวย์ประมาณ 2 กม. เดิมชาวบ้านเรียกว่า“แหลมเจ้า” แต่ปัจจุบันทุกคนต่างคุ้นเคยกับชื่อแหลมพรหมเทพเป็นอย่างดี


 
ตาล ต้นไม้คู่บารมีแหลมพรหมเทพ
 
 
       ว่ากันว่าชื่อ“พรหม”มาจากภาษาฮินดู หมายถึงความบริสุทธิ์ ส่วน“เทพ” คือเทพเจ้าหรือพระผู้เป็นเจ้า ฉะนั้นแหลมแห่งนี้ในสายตาของผมจึงเปรียบดังแหลมที่ทวยเทพประทานให้มา
       
       แหลมพรหมเทพนับได้ว่ามีความสำคัญทางฮวงจุ้ยไม่น้อย เพราะถ้ากางแผนที่ดูรูปพรรณสัญฐานของเกาะภูเก็ต ซึ่งชาวภูเก็ตส่วนใหญ่เชื่อว่ามีลักษณะคล้าย“พญามังกรทะเล”หรือ“ฮ่ายเหล็งอ๋อง”สัตว์แห่งความสิริมงคล จะพบว่าแหลมพรหมเทพที่อยู่ทางตอนใต้สุดของเกาะเป็นส่วนของหัวมังกรคอยส่งตะวันให้ลาลับผืนฟ้า-แผ่นน้ำเป็นแห่งสุดท้ายในเมืองไทย ดังที่เราๆท่านๆคุ้นหูกันดีจากประกาศของกรมอุตุวิทยา
       
       สำหรับผมแหลมพรหมเทพคือหนึ่งในเพื่อนที่คุ้นเคย รู้จักเขามาตั้งแต่สมัยเรียน ม.ปลายโน่น ครั้นพอโตเข้ามหาวิทยาลัยก็ไปเที่ยวอีก 3-4 ครั้ง ตอนนั้นจำได้ว่าถนนหนทางขึ้นสู่แหลมพรหมเทพยังไม่ดี แถมบรรยากาศรอบๆแหลมยังดูรกๆ มีร้านค้าอยู่ไม่กี่ร้าน ผู้คนก็ไม่มากมาย
       
       ผิดกับในสมัยนี้ที่แหลมพรหมเทพเปลี่ยนไปแบบผิดหูผิดตา เพราะเมื่อฝ่ารถติดเล็กน้อยในช่วงเย็นของวันขึ้นไปยังลานจอดรถของแหลม ที่เพียบไปด้วยรถนักท่องเที่ยวสารพัด ทั้งรถยนต์ รถตู้ รถบัส รถฉิ่งฉับทัวร์ มอเตอร์ไซค์


 
ประภาคารกาญจนาภิเษก
 
 
       นักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างเทศที่มาที่นี่ แม้จะมีที่มาต่างกันแต่ว่ามีจุดหมายเดียวกัน คือมาเฝ้ารอชมพระอาทิตย์อัสดง ณ จุดที่ได้ชื่อว่า เป็นจุดชมตะวันลับฟ้าอันโด่งดังและสวยที่สุดแห่งหนึ่งในเมืองไทย สวยและดังจนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)ยกให้เป็นหนึ่งในโครงการ “12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน” มหัศจรรย์เมืองไทยต้องไปสัมผัส
       
       หลังลงจากรถผมเดินฝ่าดงรถ ผ่านร้านขายของที่ระลึกสารพัดสารพันขึ้นสู่ลานอนุสาวรีย์ และเดินลงไปสู่ถนนเลียบแหลม ระหว่างทางช่วงนี้ ทางขวามือเมื่อมองลงไปจะเห็นกังหันพลังงานลมสีขาวหมุนพัดไหวๆไปตามลม แล้วทางเดินก็ลาดลงนำสู่แหลมพรหมเทพที่แต่ก่อนเคยมีคนบางกลุ่มมาแสดงโชว์บางอย่าง แต่ว่าเดี๋ยวนี้ทางจังหวัดภูเก็ตเขาจัดระเบียบใหม่ ห้ามคนมาทำการแสดงต่างๆในบริเวณนี้
       
       ถนนสายนี้ยังทอดยาวนำพาสู่โค้งแหลม ด้านขวาเป็นท้องทะเล ด้านซ้ายเป็นเนินที่ตั้งของ ประภาคารกาญจนาภิเษก ที่ชาวภูเก็ตและกองทัพเรือร่วมกันสร้างถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในปีกาญจนาภิเษก พ.ศ. 2539 ออกแบบโดยการนำลักษณะสำคัญของตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี มาประดิษฐานไว้ มีความสูง 50 เมตร หมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชย์ครบ 50 ปี เส้นผ่าศูนย์กลางฐานกว้าง 9 เมตร หมายถึงรัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี
       
       ประภาคารกาญจนาภิเษกเป็นเครื่องหมายสำคัญในการเดินเรือ เนื่องจากภูเก็ตถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญแห่งท้องทะเลอันดามัน ภายในจัดแสดงเกี่ยวกับกระโจมไฟ ประภาคารจำลอง เรือหลวงจำลอง รวมถึงเป็น สถานที่ที่เผยแพร่ข่าวสารต่าง ๆ เช่น ข่าวภูมิอากาศ เวลาน้ำขึ้น-ลง เวลาดวงอาทิตย์ขึ้น-ตก การเทียบเวลามาตรฐานประเทศไทย


 
มาเป็นคู่
 
 
       จากประภาคารข้ามถนนที่ไม่มีรถมา เป็นสถานที่สำคัญนั่นก็คือแหลมพรหมเทพ ที่มีนักท่องเที่ยวมาหามุมจับจองชมพระอาทิตย์ตกกันตามอัธยาศัย หลายคนเลือกนั่งบนขอบถนน หลายคนเดินลงไปยืนบนมุมที่เห็งโค้งแหลมได้อย่างถนัดถนี่ บางคนเดินลงไปยืนรอใกล้ๆกับเหวดูน่าหวาดเสียว หลายคนมาเป็นกลุ่ม หลายคนมาเป็นคู่ ชวนให้คนที่เดนเดี่ยวมาคนเดียวโดดๆแถมเป็นโสดอีกต่างหากอย่างผมแอบอิจฉาเล่น
       
       แสงแดดยามเย็นโรยแรงอ่อนแสงส่องมากระทบโค้งแหลม มองเห็นมวลหมู่ต้นหญ้าพลิ้วไหวส่ายระริกไปตามสายลมแรง ผมเดินหามุมเหมาะรอถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก ทั้งมุมจากโค้งแหลม มุมมองหลังต้นตาล มุงมองหลังคู่หนุ่มสาวที่ไปแอบจู๋จี๋กัน
       
       และแล้วแสงยามเย็นก็เดินทางเข้าสู่ห้วงสุดท้าย ซึ่งในวันไหนที่ท้องฟ้า ดวงตะวันเป็นใจ ณ แหลมพรหมเทพ เราจะได้เห็นดวงอาทิตย์ค่อยๆเคลื่อนคล้อยลอยต่ำ ท่ามกลางแสงสีทองเหลืองอร่ามที่สาดส่องต้องผิวน้ำทะเลเป็นประกายระยิบระยับ มองเห็นระลอกคลื่นเคลื่อนตัวกระแทกโขดหินเป็นฟองขาวฟูฟ่องด้วยสรรพสำเนียงอื้ออึง


 
นี่ก็มาเป็นคู่
 
 
       หลังจากนั้นไม่นานพระอาทิตย์ดวงกลมโตจะเข้าสู่สภาวะสีแดงสด หรือที่หลายๆคนเรียกว่า“ไข่แดง” ก่อนจะลอยหายไปในกลีบเมฆ หรือลอยตกน้ำป๋อมแป๋มหายไปในน้ำทะเลสีมรกต ที่มีฉากหน้าเป็นโค้งแหลมอันสวยงาม
       
       แต่ประทานโทษ ผืนฟ้า แผ่นตะวันวันนั้นไม่เป็นใจเท่าไหร่ ไม่สามารถมองเห็นเป็นลูกกลมโตได้ มีเพียงแสงตะวันส่องแสงลอดกลีบเมฆออกมาให้ตื่นตากันบ้างเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆลอยลงต่ำหายไปในหมู่เมฆเหนือท้องน้ำทะเล เป็นภาพดวงตะวันลับฟ้าแห่งแหลมพรหมเทพที่พอพูดได้ว่าไปดูมาแล้ว แต่คุยไม่ได้ว่าสวยงาม สุดยอด เพราะท้องฟ้า พระอาทิตย์วันนั้นไม่เปิดเป็นใจสวยงาม แต่ก็ไม่ทำร้ายใจถึงขนาดปิดทึบให้ผู้ไปเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ตกบ่นไปตามๆกัน
       
       หลังดวงอาทิตย์ลับหายไปแล้ว ผมเดินไล่ตามถ่ายแสงสุดท้ายไปจนถึงปลายแหลม ระหว่างทางเห็นได้ว่ามีเศษขยะของนักท่องเที่ยวทิ้งขว้างลงอยู่ประปราย ผิดกับเมื่อก่อนที่มีอยู่มากมายเกลื่อนกล่น ซึ่งสำหรับแหลมพรหมเทพแล้ว แม้จะเป็นแหลมที่สวยงามปานประหนึ่งเทพประทาน แต่ว่าถ้ามนุษย์ไม่ช่วยกันรักษาความสะอาด สภาพแวดล้อม ต่อให้เทพสักกี่องค์ก็คงจะช่วยดูแลรักษาแหลมแห่งนี้ไม่ได้
 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: