เต่ากระ

(1/1)

นภดล มณีวัต:
เต่ากระ

คอลัมน์ รู้ไปโม้ด

น้าชาติ ประชาชื่น nachart@yahoo.com



ขอบคุณภาพจาก  http://pirun.ku.ac.th/~b4709089/page1.html

"เต่ากระ-Hawks bill Turtle" ชื่อวิทยาศาสตร์ Ereth mochelys imbricata) เป็นชนิดหนึ่งของเต่าทะเล สัตว์ดึกดำบรรพ์ที่มีหลักฐานพบว่าอาศัยอยู่ทั่วไปมากว่า 130 ล้านปี นอกจากนั้นยังมีหลักฐานว่าเคยพบซากโบราณ หรือฟอสซิลก่อนหน้านั้นไม่น้อยกว่า 200 ล้านปี การแพร่กระจายของเต่าทะเลพบเฉพาะในเขตร้อนและเขตอบอุ่น

เต่าทะเลทั่วโลกที่พบมีอยู่ 8 ชนิด คือ เต่ามะเฟือง (Dermochelys coriacea) เต่ากระ เต่าตนุ (Chelonia mydas) เต่าตนุหลังแบน (Chelonia depressa) เต่าหัวค้อน (Caretta Caretta) เต่าหญ้า (Lepidochelys olivacea) เต่าหญ้าแอตแลนติก (Lepidochelys kempii) และเต่าดำ (Chelonia agassizii)

สำหรับน่านน้ำไทย พบ 5 ชนิด คือ เต่าตนุ เต่ากระ เต่าหญ้า เต่าหัวค้อนและเต่ามะเฟือง
 


เต่ากระจัดอยู่ใน ไฟลัมสัตว์มีแกนสันหลัง ชั้นสัตว์เลื้อยคลาน เป็นเต่าทะเลขนาดกลางถึงเล็ก ลักษณะเด่น จะงอยปากค่อนข้างแหลม งองุ้มคล้ายกับจะงอยปากของนกเหยี่ยว มีเกล็ดกระดอนเรียงซ้อนกันบริเวณหัวด้านหน้า 2 คู่ (Prefrontal scale) และเกล็ดบนกระดองแถวข้าง จำนวน 4 เกล็ด (Costal scale) และรอบๆ ขอบกระดองมีเกล็ดลักษณะคล้ายฟันเลื่อยคือเป็นซี่แหลมๆ ลักษณะเด่นชัดคือเกล็ดบนกระดองมีลวดลายและริ้วสีสวยงาม และเกล็ดซ้อนกันเห็นได้ชัด

เต่ากระลักษณะค่อนข้างคล้ายเต่าตนุ นับเป็นสายพันธุ์ที่ใกล้กัน ขนาดโตเต็มที่ยาวประมาณ 100 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 120 กิโลกรัม ขนาดโตถึงขั้นแพร่พันธุ์ได้ประมาณ 70 เซนติเมตร

เต่ากระอาศัยอยู่ตามแนวปะการัง โดยเฉพาะเมื่อขนาดเล็ก จะอาศัยตามชายหาดน้ำตื้น กินสัตว์จำพวกสาหร่ายทะเล ฟองน้ำ ต่อเมื่อมีอายุมากขึ้น นิสัยการกินอาหารจะเปลี่ยนไปเป็นพวกหอย หรือสัตว์หน้าดินที่ไม่มีกระดูกสันหลัง และสิ่งมีชีวิตที่เกาะหุ้มผิวหน้าปะการัง โดยใช้ปากที่งุ้มแทรกหรือขุดในซอกปะการัง

เต่ากระชอบวางไข่บนชายหาดที่ห่างไกลและมีคลื่นลมสงบบนชายฝั่งทะเลหรือในเกาะทะเล โดยจะขึ้นวางไข่ประมาณเดือนตุลาคม-มีนาคม จำนวนไข่แตกต่างกันไปตั้งแต่น้อยกว่า 20 ฟองจนถึงมากกว่า 100 ฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวในเวลา 45-50 วัน

เต่าชนิดนี้พบทั่วไปในเขตร้อนและเขตกึ่งร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิก มหาสมุทรแอตแลนติก และมหาสมุทรอินเดีย ในประเทศไทยจะพบเต่ากระวางไข่ทั้งในบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ในบริเวณอ่าวไทยพบชุกชุมที่เกาะคราม จังหวัดชลบุรี เกาะกระนอกฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช และรอบๆ เกาะช้างและเกาะกูดในจังหวัดตราด ส่วนในทะเลอันดามันพบวางไข่บนชายหาดในจังหวัดภูเก็ต และบนเกาะอีกหลายเกาะในอุทยานแห่งชาติทางทะเลเกาะตะรุเตา

ปัจจุบันเต่ากระได้รับการคุ้มครองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองประเภทที่ 1 และจัดอยู่ใน Appendix 1 ของอนุสัญญาไซเตส เพราะแม้เนื้อเต่ากระกินไม่ได้ เนื่องจากมีพิษ แต่ความสวยงามของกระดองทำให้มันมีภัยจากมนุษย์ ถึงขั้นใกล้สูญพันธุ์

ความต้องการกระดองเต่ากระในทางการค้ามีอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยเฉพาะนำไปเป?นเครื่องประดับ และยังมีการจับเต่าขนาดเล็กมากมาสตัฟฟ์และทาแล็คเกอร์เพื่อขายให้แก่นักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ชาวไทยยังนิยมกินไข่เต่าด้วย รวมถึงความเป็นไปของธรรมชาติที่หลังจากลูกเต่าฟักตัวออกมาจากหลุมทราย พวกนกทะเลจะโฉบกินมันเป็นอาหาร ตัวที่รอดลงสู่ทะเลได้ก็ยังต้องระวังพวกปลาฉลาม ปลาสากยักษ์และปลากะรังหรือปลาตัวใหญ่อื่นๆ

กระต่าย:
ตอนเด็กๆ ไปวัดช่วงงานบุญเดือนสิบ เคยซื้อที่ชาวเลเอามาขายมีทั้งกำไล แหวน สารพัด #not42

เพิ่งจะมารู้ทีหลังนี่แหละว่ามันจะสูญพันธุ์แล้วก็เลยเลิกซื้อ  #not33

nOi:
สงสารเต่า  #not11

นภดล มณีวัต:
เต่ากระ , กระ (Hawksbill turtle)



ชื่อสามัญ          Hawksbill turtle
ชื่อวิทยาศาสตร์          Eretmoschelys imbricata

ลักษณะ
         
เป็นเต่าทะเลขนาดเล็ก  ขนาดความยาว  ประมาณ  ๕๐-๗๕  เซนติเมตร กระดองมีลักษณะเป็นเกล็ดขนาดใหญ่ รูปร่างคล้ายใบโพธิ์  มีลวดลายสวยงาม เกล็ดกระดองส่วนหัวเว้าตามรอบคอ ลักษณะเกล็ดซ้อนกันชัดเจน การใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในน้ำ เพราะมันไม่สามารถหดแขนขาเข้าไปในกระดองได้   

ขาคู่หน้ามีลักษณะคล้ายใบพายและยาวกว่าคู่หลัง ปากงุ้มแหลมเหมือนปากเหยี่ยวขอบกระดองด้านท้ายมีเกล็ดกระดองลักษณะฟันเลื่อย อาหารคือสัตว์ทะเลต่าง ๆ เช่น ปูและหอย เป็นต้น
         
การวางไข่ประมาณเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์  โดยเลือกชายหาดที่เงียบสงบในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุด แม่เต่าจะขุดหลุมลึกประมาณ ๖๐-๙๐ เซนติเมตร วางไข่ครั้งละ ๖๐-๑๓๐ ฟอง ปีละ ๑-๓ ครั้ง ทิ้งช่วงห่าง ๒-๓ สัปดาห์



แหล่งที่พบ
         
พบเต่ากระทะเลทางด้านฝั่งตะวันตกของภูเก็ต

ความสัมพันธ์กับชุมชน

          ๑. กระดองใช้ทำเครื่องประดับ แต่เนื้อรับประทานไม่ได้
          ๒. เป็นสัตว์ทะเลที่หายาก จึงก่อให้เกิดการอนุรักษ์
         
ปัจจุบันเต่ากระได้รับการคุ้มครองประเภทที่   ๑  และจัดอยู่ใน  Appendix  ๑  ของอนุสัญญา  CIIES

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
         
กระดองนำมาทำเครื่องประดับ  ประดิษฐ์เป็นเข็มเกล็ดเสื้อ  กำไลมือ  แหวน  ตุ้มหู และกระปุกเล็ก ๆ สำหรับใส่เครื่องประดับ และของกระจุกกระจิก เครื่องประดับที่ประดิษฐ์จากกระดองเต่ากระมีสีสรรธรรมชาติสวยงาม ขายได้ในราคาสูง  ทำรายได้ให้ผู้ประกอบการมาก เต่ากระปัจจุบันมีจำนวนน้อยลง กลุ่มอนุรักษ์เต่า
ทะเลได้รณรงค์เรียกร้องไม่ให้มีการทำและการใช้สินค้าที่ผลิตจากเต่ากระ

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ