Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 เมษายน, 2557, 09:58:46

   

ผู้เขียน หัวข้อ: ความเชื่อโบราณ  (อ่าน 23599 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,501
สมาชิกลำดับที่ 6
จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ



| |

« เมื่อ: 29 กรกฎาคม, 2551, 07:17:47 »

ความเชื่อโบราณ.. ช่วงตั้งครรภ์

จะเชื่อใครดี

เพื่อคลายความสับสนกังวลใจของบรรดาคุณแม่มือใหม่แห่งยุค " บันทึกคุณแม่ "
ฉบับนี้ จึงได้หยิบยกเอาบางเรื่องราวเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่อง " การดูแลครรภ์
"
ในสมัยอดีตกาลมานำเสนอพร้อมทั้งอาศัยหลักการและเหตุผลตลอดจนข้อมูลทางด้านวิชาก?ารมาอ้างอิง
เพื่อช่วยให้คุณแม่ช่างสงสัยได้ใช้ประกอบในการพิจารณาตัดสินใจนะคะ


1. ดื่มน้ำมะพร้าวอ่อน


มีความเชื่อต่อๆ กันมาจนถึงทุกวันนี้ว่า
การดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนทุกวันระหว่างตั้งครรภ์นั้น
จะทำให้เด็กทารกที่คลอดมามีผิวพรรณสะอาดเกลี้ยงเกลา
ไม่มีไขมันติดตัวออกมาเวลาคลอด ??
เกี่ยวกับความเชื่อมในเรื่องนี้นั้นคุณคัทรินทร์ ปิยะวาทวงศ์
นักโภชนาการโรงพยาบาลพระรามเก้ากล่าวชี้แจงว่า "...
ในเรื่องนี้นั้นยังไม่มีงานวิจัยออกมายืนยันอย่างชัดเจนค่ะว่าข้อเท็จจริงนั้นเ?ป็นอย่างไร
แต่เคยมีงานวิจัยของเมืองนอกชิ้นหนึ่งออกมาว่า
ในน้ำมะพร้าวมีสารชนิดหนึ่งซึ่งช่วยให้มดลูกบีบตัว
ดังนั้นหากหญิงมีครรภ์ดื่มน้ำมะพร้าวเข้าไปสารตัวนี้ก็จะไปช่วยให้มดลูกบีบรัดร?ก
ทำให้เกิดมีการคล้ายๆ ชะล้างเกิดขึ้น ...เหมือนๆ
กับที่มีข้อห้ามไม่ให้คนที่กำลังมีประจำเดือนดื่มน้ำมะพร้าวนั่นแหละค่ะ
เพราะเกรงว่าจะไปบีบรัดมดลูก
แต่ยังไม่มีงานวิจัยใดที่ออกมายืนยันว่าดื่มน้ำมะพร้าวแล้วผิวพรรณเด็กจะดีค่ะ.?..
" อย่างไรก็ตามไม่ได้มีข้อห้ามไม่ให้คุณแม่ตั้งครรภ์ดื่มน้ำมะพร้าวที่แสนอร่อย
เย็นชื่นใจ ... จริงไหมคะ ??


2. ห้ามนอนหงายเพราะรกจะติดหลังแล้วคลอดออกมาไม่ได้


พ.อ. ดาราพงศ์ ลังกาฟ้า
สูตินรีแพทย์ได้กรุณาให้คำตอบเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องนี้ว่า "...
เป็นการเข้าใจผิดของคนในสมัยก่อน ซึ่งไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องรกในร่างกาย
รกจะไม่เกาะติดกับหลังของเรา เพราะรกอยู่ในมดลูก รกจะเกาะติดด้านหน้า
หรือด้านหลังของมดลูกก็ได้ไม่มีอันตรายใดๆ ที่จะมีอันตรายคือ รกเกาะต่ำ
โดยรกมาเกาะด้านล่างบริเวณปากมดลูก ซึ่งทำให้มีเลือดออกทางช่องคลอดได้
รกจะเกาะที่ไหนไม่ได้ขึ้นกับท่านอน การนอนตะแคงดีกว่านอนหงายในอายุครรภ์หลังๆ
ตอนท้องโต การนอนหงายมดลูกจะไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่ ซึ่งอยู่ด้านหลังมดลูกได้
ทำให้ความดันโลหิตต่ำลง และเลือดไปหล่อเลี้ยงมดลูกน้อยลง
เป็นอันตรายต่อแม่และเด็กได้ แต่ถ้านอนตะแคง มดลูกจะไม่ไปกดทับเส้นเลือดดำใหญ่
อันตรายก็ไม่เกิดขึ้น... "


ข้อห้ามไม่ให้ " คนท้องนอนหงาย " นี้
ดูเหมือนจะเป็นความเชื่อของคนแทบทุกภาคของประเทศ ต่างกันเพียงแค่เหตุผล (คำขู่)
เล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นเองค่ะ บางท้องถิ่นบอกว่า...หากคนท้องนอนหงาย
ลูกในท้องจะดิ้นแรง ทำให้แม่ท้องแตกตายได้ ...ฟังแล้วน่ากลัวจังเลยนะคะ
อย่างไรก็ตามจากการวิจัยทางการแพทย์ของหลายหน่วยงานยืนยันว่า
คุณแม่ตั้งครรภ์ควรนอนตะแคงด้านซ้ายเพราะเส้นเลือดใหญ่อยู่ทางด้านขวา
หากนอนตะแคงขวาจะทำให้เลือดไหลไม่ค่อยสะดวกค่ะ


3. ห้ามไปงานศพ


ร.อ. (หญิง) เพ็ญพร สมศิริ หัวหน้าโครงการเตรียมมารดาเพื่อการคลอด
กองสูตินรีเวชกรรม โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าได้แนะนำไว้ในหนังสือพิมพ์ "
ผู้จัดการรายวัน " (7 มี.ค. 2544) ว่า "...
หญิงตั้งท้องในระหว่างรอคลอดอย่าเครียด และแสดงอาการวิตก
เพราะจะส่งผลต่อทารกน้อยในครรภ์ ...ควรทำใจให้มีความสุขยิ้มแย้ม
เด็กเกิดมาจะได้มีสุขภาพกายและใจที่แข็งแรง... "


น่าแปลกที่ความเชื่อเรื่องนี้ปรากฏมีตรงกันแทบทุกท้องถิ่นของประเทศไทย
แตกต่างกันเฉพาะเหตุผลที่ไม่อนุญาตหรือห้ามคนตั้งครรภ์ไม่ให้ไปร่วมงานเท่านั้น?ที่ไม่ตรงกัน
เช่น บางที่ให้เหตุผลว่า " กลัวมีวิญญาณร้ายจากสุสารติดตามมา "
บางท้องที่ก็บอกว่า " กลัวผีเข้า "


อย่างไรก็ตามหากพิจารณาตามหลักจิตวิทยาโดยยกเอาคำแนะนำของคุณหมอเพ็ญพรข้างต้นม?าประกอบแล้ว
จะเห็นถึงความห่วงใยที่คนรุ่นเก่ามีต่อคนตั้งครรภ์และเด็กในท้อง
ไม่อยากให้ต้องเข้าไปอยู่ท่ามกลางบรรยากาศ แห่งความสูญเสียโศกเศร้า
ทำให้จิตใจต้องสลดหดหู่และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นงานศพของญาติพี่น้องคนที่รั?กด้วยแล้ว
อาจจะทำให้เกิดอาการ " เครียด " ขึ้นมาได้
ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อทั้งตัวแม่และลูกในครรภ์


4. ห้ามออกกำลังกาย / ควรออกกำลังกาย


คงเป็นเพราะในระหว่างการตั้งครรภ์คุณแม่ส่วนใหญ่มักมีอาการแพ้ท้อง
คลื่นไส้อาเจียน ฯลฯ ดังนั้น
ในสมัยก่อนบางท้องถิ่นจึงมองว่าการตั้งครรภ์นั้นเหมือนเป็นการเจ็บป่วยชนิดหนึ่?ง
ซึ่งต้องการการพักผ่อนห้ามออกแรงในเรื่องนี้ พลเรือตรี นายแพทย์สุริยา ณ นคร
รองเจ้ากรมแพทย์โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้าได้กล่าวไว้ในบทความเรื่อง "
หญิงมีครรภ์กับการออกกำลังกายในน้ำ " ดังนี้ "... อย่างไรก็ดีหลักฐานต่างๆ
แสดงว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอในระหว่างการตั้งครรภ์
ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่เกิดจากการออกกำลังกาย
ช่วยให้คลอดง่ายและหลังคลอดแล้วร่างกายจะคืนสู่สภาพปกติรวดเร็ว... "
อย่างไรก็ตาม ท่านรองเจ้ากรมแพทย์ได้บอกว่า
สตรีมีครรภ์ควรออกกำลังกายอย่างระมัดระวัง และพอเหมาะภายใต้คำแนะนำของแพทย์


ความเชื่อในเรื่องนี้ไม่เป็นเอกฉันท์แตกต่างไม่ตรงกันเหมือนดังข้ออื่นๆ
เพราะบางท้องที่ทางภาคเหนือกลับนิยมให้หญิงมีครรภ์ทำงานบ้านไม่นั่งไม่นอนอยู่เ?ฉยๆ
ด้วยเหตุผลที่ว่า หากอยู่เฉยๆ ไม่ทำงานแล้วท้องจะฝืดทำให้คลอดลูกยาก
ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลที่คุณหมอแนะนำมาอย่างน่าประหลาดใจ


5. ห้ามกินกล้วยน้ำว้า เพราะจะทำให้คลอดยาก


คุณคัทรินทร์ ปิยะวาทวงศ์
นักโภชนาการจากโรงพยาบาลพระรามเกล้าได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า "...
กล้วยน้ำว้าเป็นกล้วยที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง
สาเหตุที่คนโบราณห้ามไม่ให้คนท้องกินนั้นน่าจะมีหลายสาเหตุ อย่างเช่น
กลัวเด็กจะตัวโตแล้วคลอดยาก เพราะในสมัยก่อนยังไม่มีการผ่าตัดทำคลอด
หากเด็กในท้องอ้วนท้วนสมบูรณ์เกินไปจะเป็นอันตรายต่อทั้งแม่และลูกได้ค่ะ
อีกอย่างนั้นคือ ในกล้วยสุกๆ จะหวานมีแป้งมาก
กินสองสามลูกก็จะรู้สึกอิ่มจนไม่อยากกินอย่างอื่น ทำให้ขาดสารอาหารได้
นอกจากนี้ การกินกล้วยห่ามๆ ไม่สุกจะทำให้เกิดอาการท้องผูก
อาการท้องผูกนั้นเป็นปัญหาของคนท้องอยู่แล้ว ยิ่งกินกล้วยห่ามๆ
เข้าไปจะทำให้มีปัญหาเรื่องท้องผูกมากยิ่งขึ้นค่ะ... "


6. ห้ามกินเนื้อวัว เพราะเชื่อว่าจะทำให้เนื้อตัวทารกที่เกิดใหม่ จะเต็มไปด้วยไขมันล้างออกยาก


เกี่ยวกับข้อห้ามข้อนี้ คุณคัทรินทร์ กล่าวว่า "... จริงๆ
แล้วโภชนาการสมัยใหม่ไม่ได้ห้ามไม่ให้คนท้องกินเนื้อวัวค่ะ
แต่ควรระมัดระวังเพราะโดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่ที่กินเนื้อวัวมักจะไม่ชอบกินสันใน?แต่ชอบกินเนื้อติดมัน
ซึ่งจะทำให้อ้วนมีไขมันเยอะค่ะ... "


7. ห้ามกินหอย


คนโบราณห้ามคนท้องกินหอยทุกประเภท เพราะมีความเชื่อว่า เวลาคลอดจะมีกลิ่นคาว
และคลอดยากเหมือนหอยที่ติดอยู่ในเปลือก
คุณคัทรินทร์ได้กรุณาชี้แจงในเรื่องนี้ว่า "
โภชนาการคนท้องสมัยนี้ไม่มีข้อห้ามไม่ให้คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์กินหอยค่ะ
เพราะหอยส่วนใหญ่จะให้คุณค่าให้สารไอโอดีนสูงคุณแม่ควรจะกินเพื่อป้องกันการขาด?สารไอโอดีน
ยกเว้นแต่คุณแม่ตั้งครรภ์ในรายที่มีไขมันในเลือดสูง ควรงดกิน
โดยเฉพาะหอยนางรมที่มีคอเรสเตอรอลสูงมากค่ะ "


8. ห้ามกินผักที่เป็นเครือเถา


คนโบราณในบางท้องที่เช่นทางภาคเหนือจะห้ามไม่ให้คนท้องกินผักที่มีลักษณะเป็นเค?รือเถา
เช่นผักตำลึง ยอดฟักทอง เป็นต้น คุณคัทรินทร์อธิบายในเรื่องนี้ว่า "
น่าจะมาจากการที่คนสมัยก่อน ประสบกับตัวเองเป็นต้นว่า
เห็นคนที่กินอาหารประเภทนี้แล้วมีอาการปวดขา ตามหลักโภชนาการแล้วน่าจะมีส่วนค่ะ
เพราะในผักยอดอ่อนจะมีสาร purin สูง สารนี้เมื่อทำการย่อยจะกลายเป็นกรดยูริก
ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคเก๊าส์ได้ ส่วนคนที่กินแล้วไม่เกิดอาการใดๆ
นั้นควรจะทานผักเยอะๆ เพราะช่วยให้การขับถ่ายง่ายขึ้น "


ปัจจุบันคุณแม่ตั้งครรภ์หลายคนยังคงดื่มน้ำมะพร้าวอ่อนต่อไปและนอนตะแคงข้างซ้า?ยอยู่ทุกวัน
ตราบใดที่ยังมีคำว่า " เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด " ตราบนั้น.
ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ก็ยากยิ่งที่จะเลือนลบ " ความเชื่อโบราณ "
ทั้งหลายให้จางหายไปจากสังคมไทย



**************************************



เชื่อหรือไม่...



อย่าเคาะจานข้าว


เวลารับประทานอาหาร โบราณท่านถือว่า ห้ามเคาะจานข้าว
เพราะจะเป็นการเรียนวิญญาณที่พเนจร เมื่อได้ยินเสียงเราเคาะจาน
ก็จะพากันมาแย่งเรากินข้าว กินอาหารคาวหวานท่านต้องเคยเห็นเวลาเราไหว้ศพ
หรือไหว้วันสำคัญ เราจะจัดชุดสำหรับพวกผีไม่มีญาติ และทำพิธิเรียกมากิน
โดยใช้การเคาะถ้วยชาม ดังนั้นผู้ใหญ่จึงถือมาก
ห้ามลูกหลานเคาะจานชามเวลากินข้าว


กลางคืนห้ามกวาดบ้าน


การกวาดบ้านเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมากของคนไทย แทบทุกบ้าน จะต้องกวาดบ้าน
แต่?ในอเมริกาใช้การดูดฝุ่นแทน เพราะพื้นบ้านเขานั้นปูพรม
จึงไม่มีคำโบราณห้ามไว้ว่า "ห้ามดูดฝุ่นตอนกลางคืน" แต่สำหรับคนไทยนั้น
โบราณถือกันมาก "การกวาดบ้านกลางคืน" เพราะการกวาดบ้านตอนกลางคืนนั้นจะ
"กวาดเงินกวาดทองออกจากบ้าน" แต่? จริงๆ ผมคิดว่า คนโบราณสอนให้ลูกหลาน
ระวังของมีค่าจะถูกกวาดทิ้งไป เพราะกลางคืนสมัยก่อนมืดมาก
ไม่มีไฟฟ้าใช้สว่างไสวเหมือนทุกวันนี้ งดได้ก็ดีนะครับ
เพราะการกวาดบ้านกลางคืนมันไม่เหมาะสมทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะกลางคืนเป็นเวลาพักผ่อน
!!


เผาศพวันศุกร์


"วันศุกร์" เป็นวันแห่งโชคลาภ วันแห่งความร่มเย็นมีความสุข "วันศุกร์"
จึงเหมาะแก่งานมงคลมากกว่า เช่น แต่งงานขึ้นบ้านใหม่ หรือฉลองพิธีต่างๆ
จึงไม่นิยมจัดงานอัปมงคลกันในวันศุกร์ ดังนั้น?.วันศุกร์ งดการเผาศุกร์
เพราะ?เป็นการให้ทุกข์กับคนเป็น ผู้คนส่วนมากจึงนิยมแต่งงานในวันศุกร์
และไม่มีงานเผาศพในวันศุกร์ "วัน"?.ก็มีความสำคัญกับการดำรงชีวิตของมนุษย์.....


ในสมัยโบราณหากกล่าวถึงการกิจอันยิ่งใหญ่ของ " ชายชาตรี "
เห็นทีจะหนีไม่พ้นเรื่องการเป็น " ทหาร " รับใช้ชาติบ้านเมืองยามมีศึกสงคราม
ส่วน " กุลสตรีไทย " นั้นก็มีการกิจอันยิ่งใหญ่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายไม่แพ้กัน
นั่นคือ " การตั้งครรภ์และการให้กำเนิดลูก "


ที่เป็นเช่นนี้ ก็เนื่องมาจากว่า
ในสมัยก่อนวิทยาการทางการแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้าอย่างเช่นในปัจจุบัน
การดูแลรักษาครรภ์อีกทั้งการคลอดลูกแต่ละครั้งจึงนับเป็นเรื่องยากที่ต้องอาศัย?ความระมัดระวังอย่างมาก
ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่เป็นคำสอนเป็น " ความเชื่อ "
ของคนรุ่นเก่าผู้มากด้วยประสบการณ์จึงได้รับการยอมรับ
และปฏิบัติตามอย่างเชื่อมั่น ปราศจากข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งใดๆ


ทุกวันนี้แม้โลกจะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีหรือที่เรียกกันว่ายุค "
โลกาภิวัตน์ " แล้วก็ตาม แต่สิ่งที่เป็น " ความเชื่อโบราณ "
ในเรื่องของการดูแลครรภ์นั้นยังคงหลงเหลืออยู่ในสังคมไทย
บ่อยครั้งที่ความเชื่อเหล่านี้ได้สร้างความสับสนให้กับคุณแม่ยุคใหม่ซึ่งไม่ทรา?บว่าควรจะปฏิบัติตามคำแนะนำของใครดี
ระหว่างคุณแม่ คุณยาย คุณย่า คุณป้า
ที่อาบน้ำร้อนมาก่อนกับสูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ


**************************************



ความเชื่อโบราณ
รู้ไว้ไม่เสียหายตอนนี้การบ้านยังไม่เสร็จซักอย่าง แต่ไม่เป็นไร
ทำพรุ้งนี้ก็ยังไม่สาย(ดูมันคิด -.-) วันนี้มีความเชื่อโบราณมาบอก เอ้า!ฟังนะ


1. ของใหม่ควร หรือ ไม่ควรใส่วันไหน


Don't อังคาร : เพราะจะทะเลาะกะแฟน
Don't เสาร์ : จะมีเรื่อเสียใจ หรือ เสียความรู้สึก
Do จันทร์ : จะเพิ่มเสน่ห์
Do ศุกร์ : ใครเห็นก็เอ็นดู อยากเข้ามาคุยด้วย


2. เครื่องประดับที่ไม่ควรห้อยดิดตัวคือ


กรงนก : เก๋ แต่เหมือนเรากักขังตัวเอง ขาดอิสระ
จระเข้ : เป็นความหมายของการหักหลัง มีศัตรู ความเจ้าเล่ห์


3. ใส่เครื่องประดับ หรือเสื้อผ้าลายหัวกะโหลกวันเสาร์ จะทำให้มีพลังลึกลับ


4. ชาวตะวันตกเชื่อว่าใส่ตุ้มหูรูปเกือกม้า จะขับไล่ความโชคร้ายที่ลอบเข้ามาหาเราออกไป


5. ออกเดทวันเสาร์ ใส่เสื้อผ้าสีดำ จะทำให้คุณมีเสน่ห์


6. ออกเดทวันศุกร์ควรใส่เสือผ้าสีโทนฟ้าพาสเทล น้ำเงินสว่าง จะดูเท่ มีสไตล์ คนที่ไปเดทกับคุณจะอยากคบคุณแบบจริงจัง มากกว่าแค่เดทแก้เหงา แต่ถ้าใส่เสื้อผ้าสีดำออกเดทวันศุกร์ เขาอาจไม่คิดจริงจังกับคุณ


7. ห้ามให้น้ำหอมคนรัก อาจเลิกกัน ถ้าให้ก็ต้องของเงินเขาห้าบาท สิบบาทก็ได้


8. ห้ามใช้น้ำหอมของเพื่อน อาจทะเลาะกัน
เหมือนที่คำโบราณที่ว่า เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ กลิ่นน้ำหอมก็เหมือนกลิ่นสาปเสือ


9. ห้ามให้รองเท้าคนรัก เพราะเขาอาจเดินจากคุณไป


10. ชาวยิปซีเชื่อว่า ถ้าช่วงไหนคุณรู้สึกดวงไม่ดี ให้เอาเกลือไปโรยไว้หน้าบ้าน ถ้าวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะทำงานมุมซ้าย โทรศัพท์จะดังมีแต่เรื่องเครียดๆ แต่ถ้าย้ายมาวางไว้มุมขวาจะทำให้คุณได้ยินแต่ข่าวดี ที่ทำให้คุณยิ้มออก


11. วันตัดผมยอดฮิต คือ วันศุกร์ จะเสน่ห์ ตัดผมวันอาทิตย์จะอายุยืน
ตัดผมวันจันทร์จะมีแต่คนรัก และไม่ควรตัดผมวันอังคาร เพราะจะมีแต่เรื่องเสียน้ำตา


12. อย่าใช้ของมีตำหนิ หรือของที่คนรักให้แล้วมีตำหนิ
เช่น ตุ้มหูข้างเดียว ให้เก็บไปเลยไม่ต้องใช้ เพราะจะทำให้ชีวิตคู่ไม่ราบรื่น หรือได้คู่ที่ผ่านคนอื่นมา ความรักของคุณจะอยู่ในภาวะไม่ชัดเจน


13. กระเป๋าตังค์ขาด ให้ทิ้งซะ เหมือนกับทำให้เงินรั่วไหล เก็บเงินไม่อยู่


14. คนจีนเชื่อว่า ใส่แหวนนิ้วก้อย จะไม่ต้องทำงานหนักใส่กำไรหยก จะมีอำนาจ สุขภาพดี


15. บนโต๊ะทำงานมุมขวาให้เอาดินสอเหลาใส่แก้ววางไว้้ หัวสมองจะปลอดโปร่ง ปัญญาเฉียบแหลม


16. เขียนชื่อเราและคนรักด้วยเข็มบนลิปติกแท่งใหม่่ แล้วใช้ทาปากทุกวันอย่าให้ใครใช้ เชื่อว่าผู้ชายคนนั้นจะคิดถึงคุณ แต่คุณก็ต้องคิดถึงเขาจริงๆ นะ ไม่ใช่อยากเอาชนะ


17. คนไทยโบราณเชื่อว่า เวลาเข้าบ้านใหม่ต้องยกข้าวสารเข้าบ้าน
แล้วบ้านนี้จะไม่อดอยากสมบูรณ์พูนสุขตลอดเวลา และอย่าลืมเอาสร้าย แหวน เงิน ทอง
ใบเงิน ใบทอง ใส่ไว้ในถังข้าวสารด้วย จะได้มีเงินทองไหลมาเทมา

 
บันทึกการเข้า




M o L Z a A
หัวหน้างาน
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 829
สมาชิกลำดับที่ 36
ความจริงใจมีให้เสมอนะ



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 29 กรกฎาคม, 2551, 12:53:12 »


เชื่อน่ะ...เพราะน้องเอบอกทั้งที่ ออกจะมีประสบการณ์ขนาดนั้นไม่เชื่อได้ไง (คนโบราณ) 555 
บันทึกการเข้า

James BowL
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: หญิง
กระทู้: 142
สมาชิกลำดับที่ 26
ระยะทางพิสูจน์ " ม้า " กาลเวลาพิสูจน์ " คน "



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 29 กรกฎาคม, 2551, 17:21:49 »

โบราณบอกว่า "อย่าร้องเพลงเวลากินข้าว เพราะจะได้แฟนแก่"  (ตอนเด็ก ๆ เวลาแม่ว่า ยิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุ ชอบร้องมาก เพราะอยากมีแฟนแก่กว่าอ่ะ)  ไม่คิดว่าคำพูดนี้เชื่อถือได้จริง ๆ
 
บันทึกการเข้า

เพื่อน . . . คือ คนช่วยงาน ไม่ต้องเอ่ย
เพื่อน . . . คือ คนที่ไม่เคยซ้ำเติม หรือวิ่งหนี
เพื่อน . . . คือ ใครที่คุยสนิท แม้ห่างไปหลายปี
เพื่อนแท้แบบนี้หากใครมี  . . . คงซึ้งใจ

มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,501
สมาชิกลำดับที่ 6
จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 29 กรกฎาคม, 2551, 20:56:34 »

โบราณบอกว่า "อย่าร้องเพลงเวลากินข้าว เพราะจะได้แฟนแก่"  (ตอนเด็ก ๆ เวลาแม่ว่า ยิ่งว่าก็เหมือนยิ่งยุ ชอบร้องมาก เพราะอยากมีแฟนแก่กว่าอ่ะ)  ไม่คิดว่าคำพูดนี้เชื่อถือได้จริง ๆ
 
แต่เอก็ได้ยินคำนี้มานะ  เค้าว่าร้องเพลงในครัวระวังจะมีผัวแก่๕๕๕๕๕
สงสัยจะจริง
บันทึกการเข้า

James BowL
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: หญิง
กระทู้: 142
สมาชิกลำดับที่ 26
ระยะทางพิสูจน์ " ม้า " กาลเวลาพิสูจน์ " คน "



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 29 กรกฎาคม, 2551, 22:45:44 »

งั้น น้องเอ ก็ชอบร้องเพลงในครัวด้วยป่ะ   
ก็ร้องนอกครัวแล้วข้างบ้าน  ทนกับเสียงเอไม่ได้น่ะพี่
บันทึกการเข้า

เพื่อน . . . คือ คนช่วยงาน ไม่ต้องเอ่ย
เพื่อน . . . คือ คนที่ไม่เคยซ้ำเติม หรือวิ่งหนี
เพื่อน . . . คือ ใครที่คุยสนิท แม้ห่างไปหลายปี
เพื่อนแท้แบบนี้หากใครมี  . . . คงซึ้งใจ

M o L Z a A
หัวหน้างาน
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 829
สมาชิกลำดับที่ 36
ความจริงใจมีให้เสมอนะ



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 29 กรกฎาคม, 2551, 23:30:01 »

งั้น น้องเอ ก็ชอบร้องเพลงในครัวด้วยป่ะ   

โบล์เคยเห็นแฟนน้องเอแล้วเหรอ...แต่ที่แน่ๆ (ไม่พูดดีกว่า) 
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,975
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 30 กรกฎาคม, 2551, 03:25:09 »

ร้องเพลงทั้งในครัวและนอกครัว แต่ยังไม่มีวี่แวว 
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: