Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
22 สิงหาคม, 2557, 20:43:19

   

ผู้เขียน หัวข้อ: บทความพิเศษชุด.....วัดคลองเรียน  (อ่าน 8395 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
คุณาพร.
คนบ้านเดียวกันฺ
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,971
สมาชิกลำดับที่ 4
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย



| |

« เมื่อ: 14 เมษายน, 2551, 07:07:32 »

บทความพิเศษชุด.....วัดคลองเรียน

                           วัดคลองเรียนตั้งอยู่เลขที่ 1 บ้านคลองเรียน ถนนศรีภูวนารถ หมู่ที่ 4 ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย วัดคลองเรียนสร้างขึ้นราว ปี พ.ศ. 2210 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2446 พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มแวดล้อมด้วยบ้านเรือนของราษฎรอยู่รายรอบวัด ปูชนียวัตถุที่สำคัญคือพระพุทธรูปผสมยางไม้ปางมารวิชัย ชาวบ้านคลองเรียนเรียกกันว่า ?หลวงพ่อเกตุแดง? อันเป็นพระพุทธรูปคู่วัดมาช้านาน จากคำบอกเล่าของพระครูปัญญาภิมัณฑ์(เจ้าอาวาสวัดคลองเรียนรูปปัจจุบัน)ว่าแต่เดิมวัดนี้เรียก
?วัดคลองเวียน? เนื่องด้วยในอดีตเคยมีลำคลองเวียนรอบวัด ชาวบ้านจึงตั้งชื่อวัดตามลักษณะของพื้นตั้งว่า ?วัดคลองเวียน? ซึ่งในกาลต่อมาคงเรียกเพี้ยนกันเป็น ?วัดคลองเรียน? ตามลำดับ
                           กรมการศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ศึกษาประวัติของวัดคลองเรียนเอาไว้ใน ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม 3 ปี พ.ศ. 2527 หน้า 376 ว่า วัดคลองเรียน ตั้งอยู่ที่เลขที่ 1 บ้านคลองเรียน ถนนศรีภูวนารถ หมู่ที่ 4 ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 16 ไร่ ดินของนายลอย นายแจ้ง นายนวลแก้ว ทิศใต้ยาว 2 เส้น 16 วา ติดต่อกับถนนศรีภูวนารถ ทิศตะวันออกยาว 2 เส้น 16 วา ติดต่อกับที่ดินของนายแคล้ว นายขำและนายวัน ทิศตะวันตก ยาว 2 เส้น 16 วา ติดต่อกับสวนยางนายทอง มีที่ธรณีสงฆ์ 6 แปลง เนื้อที่ 15 ไร่ 3 งาน 70 ตารางวา ส.ค. 1 เลขที่ 630,629,628,627,626 และ 642 พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม แวดล้อมด้วยบ้านเรือนราษฎร อาคารเสนาสนะต่างๆ มีอุโบสถกว้าง 9 เมตร ยาว 18 เมตร มีสภาพทรุดโทรม ศาลาการเปรียญกว้าง 12 เมตร ยาว 20 เมตร กุฏิสงฆ์จำนวน 10 หลัง โครงสร้างเป็นอาคารไม้ สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถ พระเพลากว้าง 2 เมตร เป็นพระพุทธรูปผสมยางไม้ ปางมารวิชัย ชาวบ้านเรียกว่า ?หลวงพ่อเกตุแดง? วัดคลองเรียนสร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. 2210 ต่อมาในสมัยหลวงพ่อปาน ปุญฺญมโน  เป็นเจ้าอาวาสได้บูรณะเสนาสนะต่างๆ แต่ยังไม่แล้วเสร็จ ท่านได้ย้ายไปสร้างวัดใหม่ ปัจจุบันคือ "วัดโคกสมานคุณ" ประมาณ พ.ศ. 2466 วัดคลองเรียนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อประมาณ พ.ศ. 2446 เกี่ยวกับการศึกษาได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2457 ขณะนี้มีนักธรรม 17 รูป นอกจากนี้ทางวัดยังได้จัดสร้างโรงเรียนประถมศึกษามอบให้แก่ทางราชการ ต่อมาทางราชการได้จัดสร้างอาคารเรียนถาวรขึ้นและมีที่อ่านหนังสือสำหรับประชาชนอีกด้วยเจ้าอาวาสมี 6 รูป คือ
รูปที่ 1 หลวงพ่อปาน ปุญฺญมโน ถึงพ.ศ. 2466
รูปที่ 2 พระชู ธมฺมทินฺโน พ.ศ. 2467-2470  
รูปที่ 3 พระเคียง ธมฺมโชโต พ.ศ.2471-2480  
รูปที่ 4 พระครูอนันตคณาภิวัฒน์ พ.ศ. 2481-2483
รูปที่ 5 พระยก พ.ศ.2484
รูปที่ 6 พระครูปัญญาภิมัณฑ์ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. 2485 เป็นต้นมา
วัดคลองเรียน มีพระภิกษุจำพรรษา 29 รูป สามเณร 1 รูป ศิษย์วัด 5 คน



ประเสริฐ ทวีรัตน์ ได้ศึกษาประวัติวัดคลองเรียนเอาไว้ใน หน่อเนื้อเชื้อไข ?สืบสกุลสามทวด? (ทวดหมอ,ทวดอ้น,ทวดแก้ว) ไม่ระบุปีที่พิมพ์ หน้า 100 โดยเป็นการกล่าวอ้างถึงคำบอกเล่าของ พระครูปัญญาภิมัณฑ์(พ่อท่านแก้ว)เจ้าอาวาสวัดคลองเรียนรูปปัจจุบันว่า มีข้าราชการคนหนึ่งชื่อ หลวงนิมิต เลขาอยู่แผนกช่างตวงวัด บ้านเดิมอยู่ตรอกบางขวาง กรุงเทพฯ  อัฐิบรรพบุรุษ อยู่วัดจันทราวาส(ตรอกจันทร์) กรุงเทพฯ ทิดผ่อง(ปู่) อาศัยอยู่วัดโพธิ์ สงขลา ได้สร้างเจดีย์ไว้ 1 ลูก ที่วัดโพธิ์ หลวงนิมิตได้เดินทางมาตามถนนไทรบุรี(ปัจจุบันถนนกาญจนวนิช) มาพบพ่อท่านปาน สอบถามพูดคุยปรากฏว่า ปู่หลวงนิมิตเป็นผู้สร้างวัดคลองเรียน สร้างอุโบสถหลังแรก ปัจจุบันรื้อถอนไปแล้วและอุโบสถหลังที่ 2 (หลังเก่าปัจจุบันยังอยู่) ที่ดินโรงเรียนหลวงประธานชาวบ้านมอบให้วัดแต่หลวงประธานจะเอา รับปากกับพ่อท่านปานว่าจะสร้างอุโบสถให้ ชาวบ้านเลยยินยอมให้หลวงประธาน หลวงพ่อปานรื้ออุโบสถหลังเก่า(หลังแรก) เดิมพระพุทธรูปภายในอุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันตก เนื่องจากประเทศอินเดียอยู่ทางทิศตะวันตก พอสร้างอุโบสถหลังใหม่พระพุทธรูปในอุโบสถหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตอนนั้นหลวงประทานสร้างไม่เสร็จสร้างได้แต่เพียงโครงสร้าง ปลัดญาณ(ขุนจำนง) เป็นผู้รับผิดชอบสร้างไม่เสร็จ หลวงพ่อปานเลยไปสร้างวัดใหม่ชื่อ ?วัดโคกสมานคุณ? เมื่อ ปี พ.ศ. 2466 แต่พ่อท่านปานก็ไปๆมาๆวัดคลองเรียนจนอุโบสถเสร็จ ต่อมาสกุลสามทวดก็ได้ช่วยกันทนุบำรุงวัดคลองเรียนมาโดยตลอด ในอดีตผู้นำท้องถิ่นก็ได้ร่วมมือกัน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน แม้กระทั้งการแต่งตั้งกำนันวร นายประเสริฐ กาญจนดุลนายอำเภอหาดใหญ่ก็ได้สอบถามพ่อท่านแก้ววัดคลองเรียน หลังจากกำนันนวลถึงแก่กรรมแล้วว่าจะตั้งใครดี พ่อท่านแก้วก็บอกนายอำเภอไปว่าให้ตั้งลูกชายแทน ตอนนั้นกำนันวร อายุเพียง 22 ปี ต่อมานายประเสริฐ กาญจนดุล เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา วัดคลองเรียนเป็นวัดแรกในอำเภอหาดใหญ่ และเป็นที่ศึกษาเล่าเรียนด้วย

                               นายไข่  ไชยโรจน์ อายุ 90 ปี พักอาศัยอยู่ที่บ้านเลขที่ 37 ซอย 14 ถนนศรีภูวนารถ ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้บอกเล่าเรื่องราวของวัดคลองเรียนในสมัยเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า ราวต้นเดือนธันวาคม ของปี พ.ศ. 2484 ขณะนั้นเองเป็นเวลากลางวันตนกำลังทำไร่ไถนาอย่างปกติที่บ้านทุ่งเสา ได้ยินชาวบ้านที่ผ่านไปมาตามรายทางพูดคุยกันว่ามีทหารญี่ปุ่นหลายสิบหมื่นนายยกพลขึ้นบกที่เก้าเส้ง กำลังมุ่งตรงมาทางบ้านคลองเรียนเพื่อจะผ่านไปตี ?มลายู? ตนจึงรีบเดินทางกลับไปยังบ้านเดิมที่ตั้งอยู่ที่สามแยกคลองเรียน ปรากฏว่าพบทหารญี่ปุ่นมีอาวุธครบมือทั้งปืนปลายดาบ และปืนใหญ่ เดินเท้าบ้าง นั่งรถยนต์บ้างมุ่งมาจากทางคอหงส์เป็นขบวนยาวอย่างมีระเบียบ บางส่วนก็เดินผ่านสามแยกคลองเรียนมุ่งตรงไปทางสะเดา ทหารบางส่วนพอเดินพ้น ?วังน้ำดำ? (วังน้ำดำ คือ วังน้ำขนาดใหญ่ในอดีต ปัจจุบันคือเปิดท้ายขายของกรีนเวย์)ก็ไปตั้งค่ายพักริมทางที่ ?เนินดิน? ข้างป่าช้าโคกโพธิ์ (เนินดิน ดังกล่าวในปัจจุบันคือ ศูนย์หลวงประธาน) ชาวบ้านคลองเรียนในขณะนั้นเมื่อได้เห็นทหารญี่ปุ่นเต็มบ้านเต็มเมืองต่างก็ตกอยู่ในอาการขวัญหนีดีฝ่อแทบทั้งสิ้น วัดคลองเรียนจึงกลายเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวบ้านคลองเรียนในขณะนั้นโดยมีชาวบ้านหลายคนที่เข้าไปขอพรกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดคลองเรียน(เข้าใจว่าน่าจะเป็นหลวงพ่อเกตุแดง และรูปเคารพหลวงพ่อปาน ลิ้นดำ) ให้ช่วยปกป้องคุ้มครองขออย่าให้ทหารญี่ปุ่นทำอันตรายแก่ตนและครอบครัวได้(ขณะนั้นวัดคลองเรียนมี พระยก เป็นเจ้าอาวาส) อาจจะด้วยวัดคลองเรียนมิใช่เส้นทางผ่านโดยตรงของทหารญี่ปุ่น หรือด้วยเป็นเพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของวัดคลองเรียนก็ไม่ทราบได้ ชาวบ้านครองเรียนจึงไม่ถูกทหารญี่ปุ่นทำร้ายเอาแต่ประการใด  



รากเหง้าทางความเชื่อคือที่มาของรูปเคารพบูชา

                                ความเชื่อ(belief)หมายถึง รูปแบบทางความนึกคิดที่ฝังรากเข้าสู่ภายในจิตใจของมนุษย์ หากมีความเชื่อเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องหรือมีแนวทางคิดที่หลอมรวมกันเรียกว่า ?คตินิยม? (popular beliefs) ความเชื่อในยุคแรกๆของมนุษย์ล้วนเป็นความเชื่ออันคาบเกี่ยวต่อเนื่องกับวิถีการดำรงคงอยู่ของเผ่าพันธุ์ตนทั้งสิ้น โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่ามีดวงวิญญาณแฝงเร้นอยู่ในธรรมชาติและตามสถานที่ต่างๆ อาทิ ต้นไม้ ก้อนหิน แม่น้ำ หรือแม้แต่ในป่าในเขาก็ล้วนเชื่อว่ามีดวงวิญญาณสิงสถิตอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น ซึ่งแนวความคิดและแนวความเชื่อดังกล่าวมีลักษณะที่สอดคล้องสัมพันธ์กันในรูปของ ?วิญญาณนิยม? (animism) หรือ ?คติถือผีสางเทวดา? อันหมายถึงความเชื่อที่ว่ารูปวัตถุบางสิ่งบางอย่างมีชีวิต ต่อมาดวงวิญญาณเหล่านี้ได้รับการยกระดับหรือยกสถานะให้สูงขึ้นเป็นผีฟ้า หรือเทวดากลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่เคารพสักการบูชาสืบเนื่องมาจวบจนยุคปัจจุบันความเชื่อเหล่านี้ก็ยังมีปรากฏให้ได้พบเห็นอยู่อย่างมากมาย จนก่อให้เกิดการสร้างสัญลักษณ์ทางความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นกลายมาเป็นรูปเคารพบูชาอันนำพาพวกตนหลบลี้หนีพ้นจากสิ่งที่กลัวเกรง รูปเคารพบูชาจึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธ์แต่ครั้งนั้นจวบจนบัดนี้

รูปเคารพบูชาหลวงพ่อทวด หรือท่านสมเด็จเจ้าพะโคะ

                               ปรากฏพบเป็นรูปประติมากรรมเคารพบูชาภายในวิหารรายข้างอุโบสถ(ติดถนนศรีภูวนารถ) วัดคลองเรียน บ้านคลองเรียน ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา หลวงพ่อทวด,ท่านสมเด็จเจ้าพะโคะ บ้างก็เรียกพระราชมุนีสมีราม(หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด) ซึ่งท่านเป็นที่เคารพบูชาของชาวสงขลาและชาวไทยภาคใต้มาช้านาน ถือได้ว่าท่านเป็นพระมหาเถระที่ได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงทั้งในเรื่องของการบำเพ็ญคุณประโยชน์แก่สังคม แม้แต่ในเรื่องอิทธิฤทธิ์ อภินิหาร และความศักดิ์สิทธิ์ ในบันทึกประวัติของท่านสมเด็จเจ้าพะโคะนั้นมีอยู่ช่วงหนึ่งคือในวัยเยาว์ของท่านเล่าว่าท่านได้รับการปกป้องจาก ?งูทวด? หรือ ?พญางูบองหลาขนาดยักษ์? (งูจงอางขนาดใหญ่) มิให้อันตรายนานับประการย่างกรายเข้ามาสู่ตัวท่านได้ อันมีเรื่องราวกล่าวขานความเป็นมาในครั้งวัยเยาว์ของท่านสมเด็จเจ้าพะโคะไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง พอที่จะสรุปได้ดังนี้ เรื่องดังกล่าวในปี พ.ศ.ใดไม่มีใครสามารถระบุชัดเจนได้ เพียงแต่มีการสันนิษฐานกันเอาว่าน่าจะเกิดขึ้นราวปี พ.ศ. 2125 กล่าวคือ ในครั้งนั้นมีครอบครัวชาวบ้านครอบครัวหนึ่ง คนพ่อชื่อ ?หู? คนแม่ชื่อ ?จัน? ทั้งคู่มีอาชีพทำนาและอาศัยที่ดินของเศรษฐีใหญ่ชื่อ ?เศรษฐีปาน? บ้านวัดเลียบ ตำบลดีหลวง อำเถอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ครั้งในกาลต่อมานางจันได้ให้กำเนิดบุตรชายให้ชื่อว่า ?ปู? อยู่มาวันหนึ่งนางจันเลิกไฟหลังคลอดบุตรใหม่ๆจึงออกไปช่วยนายหู ผู้สามีเกี่ยวข้าวกลางทุ่งและได้นำทารกน้อยไปด้วยโดยผูกเป็นเปลผ้าไว้ให้นอนอยู่ในเงาของต้นหว้าใหญ่ปลายนา ครั้งถึงเวลาพระอาทิตย์ตรงหัว นางจันขึ้นจากนาหวังจะไปให้นมลูกก็ต้องตื่นตกใจอย่างที่สุด เนื่องด้วยเห็นงูบองหลาขนาดใหญ่(งูจงอางขนาดใหญ่)ขดตัวพันอยู่บนเปลรอบกายทารกน้อยแผ่พังพานอย่างน่าเกรงขาม นางจึงส่งเสียงหวีดร้องขึ้นด้วยความตื่นตระหนกเป็นยิ่ง ฝ่ายสามีได้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวก็รู้ได้ในทันทีเลยว่า ที่เห็นอยู่นี่ไม่ใช่งูธรรมดา แต่น่าที่จะเป็น ?งูทวด? หรือ ?งูเจ้าที่? อันถือเป็นงูศักดิ์สิทธิ์ที่เคยได้ยินมาแต่ครั้งปู่ยาตาทวด ว่าห้ามทำร้ายหรือทำให้งูตัวดังกล่าวนี้ตายโดยเด็ดขาดเพราะจะได้ผลร้ายตามมาตามความเชื่อแต่ครั้งโบราณ เมื่อคิดได้เป็นดังนั้นแล้วนายหูจึงนำเอาข้าวตอกดอกไม้ ตลอดจนเครื่องเซ่นบวงสรวงสังเวยนำมาบูชาแด่เทพารักษ์หรือเทวดา อันสถิตอยู่ ณ ที่นั้นให้ช่วยคุ้มครองและป้องปกขออย่าให้งูบองหลาตัวดังกล่าวทำอันตรายบุตรของตนได้ ครั้งนายหูและนางจันบูชาเทพารักษ์เสร็จ ก็ปรากฏเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ใจปรากฏขึ้น กล่าวคือ งูใหญ่ตัวดังกล่าวที่เชื่อกันว่าเป็นงูทวดหรืองูเจ้าที่นั้นได้อ้าปากออกพร้อมกับคายดวงแก้วสีแวววาวขนาดเท่าไข่นกพิราบมอบไว้ให้ทารกน้อยเสร็จแล้วจึงเลื้อยหายไป และด้วยอิทธิฤทธิ์ของดวงแก้วพญางูนี้เองจึงทำให้ฐานะของนายหูและนางจันเริ่มดีวันดีคืนขึ้นเรื่อยๆตามลำดับ จนถึงขั้นมีทรัพย์สินเงินทองไหลมาเทมากลายเป็นเศรษฐีใหม่ในช่วงเวลาไม่นานนัก ส่วนเด็กชายปูต่อมาได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดกุฏีหลวง หรือวัดดีหลวงในปัจจุบัน ครั้งกาลต่อมาได้เดินทางไปยังวัดเสนาเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช และได้อุปสมบทที่นั่นได้รับฉายาว่า ?สามีราโม? และ ?สมเด็จเจ้าพะโคะ? ในกาลต่อมา ส่วนที่มาที่ไปที่ชาวไทยท้องถิ่นภาคใต้นิยมเรียกท่านว่า ?หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด? นั้นมีประวัติความเป็นมาดังนี้คือ นานมาแล้ววันหนึ่งที่มีแสงสว่างจ้าเป็นพิเศษ พวกโจรสลัดได้แล่นเรือเลียบมาตามชายฝั่งครั้งเห็นท่านสมเด็จเจ้าพะโคะเดินอยู่มีลักษณะและท่าทางแปลกกว่าชนทั้งหลายที่ได้พบเห็นมาก่อนจึงใคร่ที่จะลองดี พอแล่นเรือมาจอดตรงบริเวณชายฝั่งได้จึงจับเอาตัวสมเด็จเจ้าพะโคะขึ้นเรือไปด้วย แต่ด้วยอิทธิ์ฤทธิ์ของท่านซึ่งอาจจะรวมถึงดวงแก้วพญางูด้วยจึงบังเกิดเหตุอันน่าอัศจรรย์ใจเป็นยิ่ง เนื่องด้วยเรือของพวกโจรสลัดแล่นออกจากฝั่งได้ไม่ไกลนักก็เกิดเสียแล่นไปต่อไม่ได้ จะเข้าฝั่งก็ไม่ได้พยายามซ่อมก็ไม่ได้ จำต้องจอดอยู่กลางทะเลเป็นเช่นนั้นอยู่หลายวัน อาหารก็ร่อยหรอลงทุกที จนในที่สุดน้ำจืดบนเรือหมดลง พวกโจรสลัดได้รับความเดือดร้อนเป็นอันมาก เมื่อเห็นเหตุการณ์เป็นดังนั้นแล้วสมเด็จเจ้าพะโคะท่านสงสารจึงได้เอาเท้าซ้ายแช่ลงไปในทะเลบังเกิดเป็นแสงสว่างโชติช่วง และน้ำทะเลตรงบริเวณนั้นก็กลายเป็นน้ำจืด เห็นเป็นดังนั้นแล้วพวกโจรสลัดจึงเกิดความเลื่อมใสและศรัทธากราบไหว้ขอขมาเป็นการใหญ่ ครั้งเรือซ่อมเสร็จจึงนำท่านสมเด็จเจ้าพะโคะกลับขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัย ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ในครั้งนั้นขึ้นมาประชาชนจึงพากันกราบไหว้บูชาท่านกันเป็นจำนวนมาก และเรียกขนานนามของท่านสมเด็จเจ้าพะโคะเสียใหม่ว่า ?หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด? นอกจากนี้แล้วเมื่อครั้งเกิดผีห่า (โรคอหิวาต์) ระบาดหนักทั่วกรุงศรีอยุธยาท่านก็ได้ช่วยปราบโรคห่าโดยการนำเอาดวงแก้วพญางูทำน้ำพระพุทธมนต์ประพรมทั่วกรุงศรี ปรากฏว่าโรคห่าก็สงบลงและหายขาดด้วยอิทธิฤทธิ์ของท่านและดวงแก้วพญางู เป็นต้น ซึ่งต่อมาได้มีการนำดวงแก้วพญางูไปเก็บรักษาไว้ที่ส่วนยอดของพระสุวรรณมาลิกเจดีย์ศรีรัตนมหาธาตุ หรือเจดีย์วัดพะโคะ ครั้งกาลต่อมาเจดีย์ถูกฟ้าผ่าได้รับความเสียหาย ดวงแก้วพญางูได้ตกลงมาเจ้าอาวาสรุ่นต่อๆมาได้เก็บรักษาดวงแก้วพญางูไว้จวบจนปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บุญบารมีของหลวงพ่อทวด โดยเชื่อกันว่าหากใครได้เห็นหรือบูชาจะก่อให้เกิดศิริมงคลอันใหญ่หลวงทั้งในภพนี้และภพหน้า  อนึ่ง ?ผีห่า? ในสมัยก่อนตอนที่การแพทย์ของสยามประเทศยังไม่เจริญมากนัก นิยมเรียกสิ่งที่ยังไม่รู้ว่า ?ผี? โรคอหิวาต์เองคนในสมัยก่อนล้วนเชื่อว่าเป็นการกระทำของภูตผีปีศาจ และเรียกโรคอหิวาต์ ว่า ?ผีห่า? นอกจากนี้ยังมีความเชื่อด้วยอีกว่า ผีห่ามันชอบมาทางน้ำ โดยเฉพาะเวลาคืนเดือนมืดที่มืดสนิทและเงียบวังเวง คนในสมัยก่อนพอได้ยินเสียงอะไรเข้ายามนั้นก็เหมารวมเอาว่า ผีห่ากำลังมา ผีห่ากำลังลง รวมถึงเรียกคนที่โดนผีห่ากินว่า ?ตายห่า? ครั้งพอการแพทย์เริ่มเจริญเข้าจึงรู้กันว่า ผีห่าหรือโรคห่านั้นมันมีตัวตนจริงเป็นเชื้อโรคอยู่ในน้ำ แต่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าต้องใช้กล้องเฉพาะส่องจึงจะมองเห็น หากเราไม่ดื่มไม่กินมันเข้าไปก็ไม่เป็นไร เมื่อรู้เห็นเป็นดังเช่นนั้นแล้วคำว่า ?ผีห่า? ก็หายไปเองเป็นธรรมดา



รูปเคารพบูชาพระสังกัจจาย

                               ปรากฏพบเป็นรูปประติมากรรมเคารพบูชาภายในวิหารรายข้างอุโบสถ(ติดถนนศรีภูวนารถ) วัดคลองเรียน บ้านคลองเรียน ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พระสังกัจจาย ถือเป็น 1 ใน ?ไตรภาคี? แห่งพระผู้ดลบันดาลโชคลาภและความมั่งมีศรีสุขให้แก่ผู้นับถือและเคารพบูชา อันประกอบไปด้วย พระสีวลี พระบัวเข็ม หรือพระอุปคต และพระสังกัจจาย โดยรูปลักษณ์ของพระสังจัจจายตามที่คนส่วนใหญ่เชื่อกันนั้นกล่าวกันว่าท่านเป็นพระเจ้าเนื้อ อ้วนท้วนสมบูรณ์ ใบหูยาว  พระพักตร์ค่อนข้างกลมใหญ่ และที่สำคัญคือท่านนั้นพุงพลุ้ย ส่วนสาเหตุที่ท่านต้องพุงพลุ้ยนี่ก็มีความเชื่อสืบเนื่องมาแต่อดีตว่า ในสมัยก่อนมนุษย์บางคนมีความชั่วภายในจิตใจอยู่มากและความชั่วดังกล่าวนี้เองก่อให้เกิดความทุกข์และความเดือดร้อนต่างๆนาๆตามมามากมาย ท่านจึงดึงหรือดูดความไม่ดีดังกล่าวมากักขังไว้ในพุงอันพลุ้ยของท่าน พระสังจัจจายที่ปรากฏอยู่ในวิหารรายข้างอุโบสถวัดคลองเรียนนี้จัดเป็นพระสังกัจจายของทางฝ่ายนิกายหินยานเนื่องด้วยสังเกตดูแล้วท่านมีไรพระเกศาเป็นเม็ดกลม และท่านมีพระพักตร์ที่สงบนิ่ง อนึ่ง สำหรับพระสังกัจจายของทางฝ่ายจีนนั้นอยู่ทางฝ่ายนิกายมหายานสังเกตง่ายๆคือท่านมักจะมีพระพักตร์ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นยิ่ง และไม่มีไรพระเกศาเป็นเม็ดกลมเหมือนของทางฝ่ายนิกายหินยานของไทย โดยพระสังกัจจายของจีนนั้นล้วนเชื่อกันว่าท่านเป็นอีกปางหนึ่งของ ?พระโพธิสัตว์ศรีอาริยเมตไตรย?  วกกลับมาเข้าเรื่องพระสังกัจจายของทางฝ่ายหินยานที่วัดคลองเรียนกันต่อว่าด้วยเรื่องการถือกำเนิดของท่านใน ?มโนรถปูรณีอรรถกถา? มีเล่าเอาไว้ว่า พระสังจัจจาย กำเนิดขึ้นในตระกูลของคหบดีที่มั่งคั่งร่ำรวยด้วยทรัพย์สินเงินทองและข้าทาสบริวารในสมัยของ ?พระพุทธเจ้าปทุมมุตตระ? อยู่มาวันหนึ่งพระสังกัจจายได้เข้าฟังธรรมเทศนาในวิหารและได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่งตั้งพระภิกษุผู้เป็นพระสาวกรูปหนึ่งให้กระทำหน้าที่เป็นผู้แปลอธิบายความหมายของพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงแสดงไว้โดยย่อให้พิสดาร พระสังกัจจาย หรือบุตรของคหบดีผู้มั่งคั่ง(ในขณะนั้น)ได้เห็นเช่นนี้ก็มีความคิดว่า อันตนนี้ก็มีศรัทธาในพระพุทธศาสนาไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าผู้หนึ่งผู้ใด และน่าที่จะกระทำคุณประโยชน์แก่พระพุทธศาสนาได้ในอนาคต ท่านจึงกระทำการจัดถวายทานแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ผู้เป็นสาวกทั้งปวงเป็นเวลา 7 วัน โดยตั้งจิตอธิษฐานว่า ?ขอให้ตนได้รับตำแหน่งเหมือนภิกษุที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่งตั้ง? พระพุทธเจ้าปทุมมุตตระได้ทรงสดับรับรู้ถึงแรงอธิษฐานดังกล่าวจึงตรัสกับบุตรของคหบดีว่า ?ท่านจะได้บรรลุอรหัตผล และได้เป็นผู้เป็นเลิศกว่าภิกษุในด้านการอธิบายขยายความที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในศาสนาของพระพุทธเจ้านามพระสมณโคดม? ฝ่ายบุตรของคหบดีได้ยึดมั่นในการบุญการกุศลตราบจนสิ้นอายุขัยในชาตินั้น และได้อนิสงส์ผลแห่งผลบุญในอีกหลายชาติต่อมาบรรลุเป็นพระสังกัจจายอันถือเป็นพระมหาสาวกอีกรูปหนึ่งในจำนวนทั้ง 80 รูปที่ได้บรรลุอรหัตผลก่อนบรรพชา พระสังกัจจายท่านถือเป็นเอตทัคคะทางอธิบายธรรม เป็นเลิศในทางขยายอธิบายพุทธพจน์โดยย่อให้พิสดารและถือกันว่าท่านนั้นได้เสด็จเป็นพระอรหันต์มีความรู้แตกฉาน 4 ประการ คือ
                  
                   1. อรรถปฏิสัมภิทา                 คือ มีปัญญาแตกฉานในอรรถ
                   2. ธรรมปฏิสัมภิทา                 คือ มีปัญญาแตกฉานในธรรม
                   3. นิรุตติปฏิสัมภิทา                คือ มีปัญญาแตกฉานในภาษา
                   4. ปฏิภาณสัมภิทา                  คือ มีปัญญาแตกฉานในปฏิภาณ

                               พระสังกัจจายในสมัยกำเนิดใหม่นั้นท่านมีรูปลักษณ์สง่างามดุจพระพุทธเจ้า และมิได้มีร่างกายเจ้าเนื้อ พุงพลุ้ยแต่ประการใด ซึ่งมูลเหตุแห่งการมีรูปลักษณะเจ้าเนื้อ พุงพลุ้ยดังกล่าวมีความเล่าไว้ในตำนานทางพระพุทธศาสนานิกายหินยานตอนหนึ่งพอจับใจความได้ว่า แต่เดิมพระสังกัจจายมีรูปลักษณ์สง่างามยิ่งประหนึ่งพระพุทธเจ้า ท่านมีผิวพรรณสมใสงดงามเปล่งปลั่งดั่งทองคำสุกสกาวจนได้รับการขนานนามว่า ?พระควัมปติเถระ? ว่าด้วยมีรูปลักษณ์ของกายงดงามยิ่งกว่าพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายทั้งปวงโดยทั่วไป ยามใดที่ท่านออกบิณฑบาตจะมีประชาชน พุทธบริษัท หรือแม้แต่เทวดาลงมากราบไหว้บูชา และสรรเสริญท่านว่า ?ท่านมีรูปกายงดงามยิ่ง ประดุจพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า? ฝ่ายพระสังกัจจายได้ยินได้ฟังเช่นนั้นบ่อยๆจึงเกิดความลำบากใจว่าไม่ควรที่จะนำตนไปเทียบ หรือยกย่องให้เสมอเหมือนพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านจึงเนรมิตรูปกายมิให้มีผิวพรรณงดงามเปล่งปลั่งดั่งทอง และเนรมิตรูปกายให้อ้วนเจ้าเนื้อมีพุงพลุ้ย เพื่อมิให้มีผู้ใดมาสรรเสริญท่านเปรียบกับพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าได้อีก


1-2.ภาพ  :  รูปอุโบสถวัดคลองเรียน
[url=http://upic.me/show/20099589][/url]
[url=http://upic.me/show/20099590][/url]

3.   ภาพ  :  วิหารหลวงพ่อเกตุเเดง(หลังเก่า)
[url=http://upic.me/show/20099593][/url]
[url=http://upic.me/show/20099594][/url]

4. ภาพ  :  รูปเคารพบูชาหลวงพ่อทวด หรือท่านสมเด็จเจ้าพะโคะ
[url=http://upic.me/show/20099598][/url]
[url=http://upic.me/show/20099596][/url]

5. ภาพ  :  รูปเคารพบูชาพระสังกัจจาย
[url=http://upic.me/show/20099603][/url]
[url=http://upic.me/show/20099605][/url]
[url=http://upic.me/show/20099601][/url]


บันทึกการเข้า




มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย

คุณาพร.
คนบ้านเดียวกันฺ
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,971
สมาชิกลำดับที่ 4
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 14 เมษายน, 2551, 07:08:17 »

รูปเคารพบูชาหลวงพ่อปาน หรือพระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโน

                               ปรากฏพบเป็นรูปประติมากรรมเคารพบูชาภายในวิหารรายข้างอุโบสถ(ติดถนนศรีภูวนารถ) วัดคลองเรียน บ้านคลองเรียน ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโน ท่านเป็นเจ้าอาวาสรูปแรกของวัดคลองเรียนและวัดโลกสมานคุณ ท่านเกิดวันพฤหัสษดี เดือนเจ็ด ปีระกา พ.ศ. 2404 มรณภาพเมื่อวันที่ 19 เดือน พฤษภาคม ปี พ.ศ. 2472 พระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโน เป็นบุตรคนที่สองของนายขวัญ ชนะรัตน์ กับนางบัวจันทร์ ชนะรัตน์ บ้านเดิมของท่านอยู่ที่บ้านพรุ ตำบลบ้านพรุ อำเภอเหนือ(อำเภอเหนือ หรือ อำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน) ส่วนสาเหตุที่ท่านได้นามว่า ?ปาน? นั้นมีเรื่องเล่าต่อๆกันมาว่า ในสมัยเด็กท่านมีปานปิดตรงบริเวณทวารหนักลากยาวไปข้างบนจนถึงสะเอว รอยปานนี้เองที่แลดูคล้ายกับลิ้นโค จึงเรียกท่านว่า ?ปาน? บ้างก็เรียกท่านว่า ?ปาน ลิ้นดำ? (เนื่องจากปานดำอันแลคล้ายลิ้นโค) อนึ่ง ในความเชื่อทางไสยศาสตร์ล้วนเชื่อสอดคล้องตรงกันว่า การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งมีปานดำขึ้นปกปิดบริเวณทวารหนักนั้น ถือกันว่าเป็น ?มหาอุต? คือฟันแทงหรือจะยิงก็ไม่เข้า นอกจากนี้ชาวบ้านคลองเรียน ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังล้วนมีความเชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของพระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโน ในด้านต่างๆ อาทิ เช่น
1.   ความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องวาจา ล้วนเชื่อกันว่าท่านพระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโน นั้นท่านเป็นผู้มีวาจาสิทธิ์ กล่าวคือ เมื่อท่านกล่าวหรือพูดว่าอย่างไรก็จะได้ผลตามนั้น
2.   ความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องการบนบาน ล้วนเชื่อกันว่า ใครมีเรื่องทุกข์ร้อนประการใดก็ตามหากมาทำการบนบานกับรูปเคารพบูชาของท่าน หรือเพียงระลึกถึงท่านแล้วทำการบนเอาไว้ก็ย่อมได้รับการช่วยเหลือเสมอมา แต่มีข้อแม้ว่าผู้ที่ทำการบนบานจะต้องเป็นคนดีอันอยู่ในศีลในธรรม เพราะเชื่อกันว่าท่านพระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโน แห่งวัดคลองเรียนนั้นท่านไม่ช่วยคนพาล อนึ่ง ในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 (ราวปี พ.ศ. 2484) ได้มีชาวบ้านคลองเรียนเป็นจำนวนมากมาทำการบนบานเอาไว้กับท่านขอให้ท่านช่วยปกป้องรักษาคุ้มครองให้ปลอดภัยจากการทำร้ายของทหารญี่ปุ่น และชาวบ้านเหล่านั้นก็มิได้รับอันตรายจากทหารญี่ปุ่นแต่อย่างใด จึงล้วนเชื่อกันว่าท่านพระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโน แห่งวัดคลองเรียนนั้นเป็นผู้ช่วยปกป้องคุ้มครองชาวบ้านครองเรียนในครั้งนั้น จนเมื่อเสร็จจากสงครามจึงเกิดการแก้บนขึ้นอย่างมากมาย โดยการแก้บนนั้นตามความเชื่อของชาวบ้านครองเรียนในสมัยนั้นนิยมแก้บนด้วยขนมโค(ขนมหนุมานคลุกฝุ่น) เนื่องด้วยเชื่อกันว่าท่านพระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโนนั้นท่านชอบทานขนมโค
3.   ความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องการเป็นหมอยา ล้วนเชื่อกันว่าท่านพระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโน นั้นเป็นหมอยาผู้วิเศษ มีเรื่องเล่าว่าครั้งหนึ่งท่านเคยถูก ?งูพญาตะบองหลา? หรือ ?งูบอง? (งูพญาตะบองหลา หรืองูบอง  ภาษาภาคกลางเรียก งูจงอาง)กัดเอาแต่ปรากฏว่าท่านไม่เป็นอะไรเลย หรือเรื่องที่ว่าท่านสามารถรักษาคนที่ถูกสุนัขบ้ากัดให้หายเป็นปลิดทิ้งได้ด้วยยาของท่าน ชาวบ้านคลองเรียนจึงเชื่อว่าท่านเป็นประหนึ่งหมอเทวดาที่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยของชาวบ้านได้ เป็นต้น
4.   ความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องคาถาอาคมต่างๆ ล้วนเชื่อกันว่าท่านพระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโน นั้นท่านมีความสามารถทางด้านคาถาอาคมต่างๆ อาทิ เช่น
                                           - คาถาพระนารายณ์แบ่งภาค คือ คาถาที่สามารถลวงตาให้ศัตรูเห็นเป็น
                                             10  ร่างจนไม่สามารถยิงหรือแทงถูกได้
                                           - คาถาหายตัว คือ คาถาที่สามารถหายตัวให้พ้นไปจากศัตรูที่ตามมาทำ
                                              ร้ายได้ โดยเชื่อว่าต้องท่องคำว่า ?อณูปรมณู? เอาไว้ในใจ แล้วเอาผ้า
                                              หรือฝ่ามือปิดหน้าไว้ ศัตรูคู่อริจะมองเราไม่เห็น
                                           - คาถาหยุดกระสุน เชื่อ กันว่าต้องท่องคำว่า ?อุทธัง อัทโธ โธอุทธังอัด?                   
                                              เอาไว้ในใจแล้วจะ สามารถหยุดลูกกระสุนปืนได้ เป็นต้น

ภาพ  :  รูปเคารพบูชาหลวงพ่อปาน หรือพระอุปัชฌาย์ปาน ปุญฺญมโน
[url=http://upic.me/show/20099687][/url]
[url=http://upic.me/show/20099684][/url]
[url=http://upic.me/show/20099685][/url]




รูปเคารพบูชาพระสีวะลี หรือ พระสีวะลีเถระ

                   ปรากฏพบเป็นรูปประติมากรรมเคารพบูชาภายในวิหารรายข้างอุโบสถ(ติดถนนศรีภูวนารถ) วัดคลองเรียน บ้านคลองเรียน ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พระสีวะลี หรือ พระสีวะลีเถระ ถือเป็น1 ใน ?ไตรภาคี? แห่งพระผู้ดลบันดาลโชคลาภและความมั่งมีศรีสุขให้แก่ผู้นับถือและเคารพบูชา อันประกอบไปด้วย พระสีวะลี พระบัวเข็ม หรือพระอุปคต และพระสังกัจจาย นอกจากนี้พระสีวะลียังถือเป็นเลิศในทางมีลาภ อันเป็น 1 ใน 46 แบบแห่งความเป็นเลิศของพระอรหันต์ในพระพุทธศาสนา  พระสีวลี เป็นโอรสของ ?พระนางสุปปวาสา? ราชธิดาแห่งโกลิยนคร ครั้งท่านจุติลงมาในครรภ์ของพระมารดาก่อให้เกิดมหาลาภเป็นอย่างมากต่อพระนางสุปปวาสาและเหล่าพระประยูรญาติ พระนางสุปปวาสารทรงอุ้มครรภ์อยู่นานถึง 7 ปี 7 เดือน
 7 วัน ก็ได้รับพรจากพระบรมศาสดาว่า ?ขอพระนางสุปปวาสา พระราชธิดาแห่งพระเจ้ากรุงโกลิยะนครจงเป็นหญิงมีความสุขปราศจากโรคาพยาธิ ประสูติพระราชโอรสผู้หาโรคมิได้เถิด? ครั้งถึงวันประสูติพระโอรสก็ปรากฏเหตุอัศจรรย์ว่าง่ายดายดุจสายน้ำไหลรินออกมาจากหม้อน้ำ พระนางสุปปวาสาและเหล่าพระประยูรญาติจึงขนานนามพระราชโอรสว่า ?สีวะลีกุมาร? ครั้งกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปไม่นานนักพระนางสุปปวาสามีพระวรกายแข็งแรงดีจึงจัดให้มีพิธีถวายมหาทานในพระราชนิเวสน์ติดต่อกัน 7 วัน โดยนิมนต์พระบรมศาสดาพร้อมภิกษุสงฆ์มารับมหาทานอาหารบิณฑบาต โดยในวันถวายมหาทานในวันที่ 7 สีวะลีกุมารได้รับการชักชวนจากพระสารีบุตรเถระให้เข้ามาบวช เนื่องด้วยสีวะลีกุมารในขณะนั้นมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้วพอได้รับการชักชวนจากพระสารีบุตรเถระจึงเกิดความมั่นใจว่าหนทางแห่งพระพุทธศาสนาเป็นหนทางที่เหมาะกับตน สีวะลีกุมารจึงกราบทูลขออนุญาตพระบิดาและพระมารดาออกบวช ซึ่งก็ได้รับการอนุญาตด้วยดี โดยในครั้งนั้นพระสารีบุตรเถระเป็นผู้รับภาระเป็นพระอุปัชฌาย์ให้ ระหว่างที่กำลังจะเข้าสู่พิธีพระสารีบุตรได้สอนพระกรรมฐานเบื้องต้นให้แก่สีวะลีกุมาร และก็ปรากฏสิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้นคือ
                   
                   จรดมีดโกนลงครั้งแรก         ท่านบรรลุเป็น พระโสดาบัน
                   จรดมีดโกนลงครั้งที่สอง       ท่านบรรลุเป็น พระสกทาคามี
                   จรดมีดโกนลงครั้งที่สาม       ท่านบรรลุเป็น พระอนาคามี
                   จรดมีดโกนลงครั้งที่สี่          ท่านบรรลุเป็น พระอรหันต์

                        เมื่อท่านอุปสมบทแล้วปรากฏว่าก่อให้เกิดลาภอย่างใหญ่หลวงในพระพุทธศาสนา เนื่องด้วยอำนาจและบุญบารมีของท่านที่สั่งสมมาจากชาติภพที่แล้ว ดังความปรากฏในเรื่องเล่าทางพระพุทธศาสนาตอนหนึ่งว่า ครั้งพระบรมศาสดาทรงพาภิกษุสงฆ์เสด็จออกเดินทางไปยังป่าไม้ตะเคียนเพื่อเยี่ยมเยือนพระเรวดะ อันเป็นน้องชายของพระสารีบุตรเถระ ระหว่างเส้นทางของการเดินทางเต็มไปด้วยอมนุษย์ และป่าเขา ไร้ซึ่งบ้านเรือนของประชาชนผู้มีจิตศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงเกิดความเป็นกังวลในหมู่ภิกษุสงฆ์ผู้ติดตามรวมทั้งพระสารีบุตรเถระว่าจะหาที่พักและอาหารได้ยากลำบาก แต่ก็ปรากฏความอัศจรรย์ที่มีชาวบ้านมากมายนำอาหารมาถวาย รวมทั้งที่พักก็ผุดปรากฏขึ้นอย่างมากมายกลางป่าลึก พระบรมศาสดาทรงอธิบายให้ฟังว่า ชาวบ้าน อาหาร และที่พักอาศัยที่ท่านทั้งหลายแลเห็นอยู่นี้ แท้จริงแล้วเป็นเทวดาผู้ศรัทธาในพระสีวะลีนำมาถวายเนื่องด้วยพระสีวะลีเป็นผู้ซึ่งมีบุญบารมีและเป็นที่ศรัทธาต่อเทวะในผืนป่านี้ พวกเราก็จะได้บุญของพระสีวะลีด้วย  ตำนานทางพระพุทธศาสนาเล่าต่อว่าท่านนั้นดำรงสังขารอยู่จวบจนแลเห็นควรแก่เวลาแล้วท่านก็ละสังขารดับขันธปรินิพพาน โดยมีความเชื่อสอดคล้องสัมพันธ์กันว่า ณ ที่วัดแห่งใดสร้างรูปเคารพบูชาพระสีวะลีเอาไว้ภายในบริเวณวัด ณ วัดแห่งนั้นจะมีแต่มหาลาภเข้ามาเยือน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ถูกถ่ายเทตกทอดมาจวบจนปัจจุบัน




ภาควิเคราะห์

                           พระพุทธศาสนา ถือเป็นศาสนาประจำชาติไทยมาแต่ครั้งอดีตกาล พระพุทธศานาเป็นศาสนาที่ชนชาติไทยนับถือสักการบูชากันในลักษณะที่มีความเชื่อและเลื่อมใสอย่างฝังรากลึกภายในจิตวิญญาณ จนก่อให้เกิดการสร้างวัดขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของพุทธศาสนิกชนและแพร่หลายกระจายไปในดินแดนส่วนต่างๆในประเทศสยาม วัดคลองเรียนก็เช่นเดียวกันถือเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวบ้านคลองเรียน ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลามาอย่างยาวนานแต่ครั้งรุ่นปู่ย่าตาทวด ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนหนึ่งเชื่อได้ว่าคำว่า ?คลองเรียน? นี้เป็นคำเพี้ยนมาจากคำว่า ?คลองเวียน? ดังมีเค้าโครงเดิมว่าเคยมีลำคลองเวียนล้อมรอบวัดมาก่อนในอดีต ชาวบ้านในพื้นที่จึงเรียกวัดดังกล่าวว่า ?วัดคลองเวียน? พออยู่ไปนานๆเข้าคำพูดจากปากสู่ปากจากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่งอาจถ่ายเทผิดเพี้ยนไปจนกลายเป็น ?วัดคลองเรียน? ดังปัจจุบัน นอกจากนี้ยังพบว่าภายในวัดคลองเรียนปรากฏลักษณะพุทธศาสนาเน้นกับการผสมผสานความเชื่อของท้องถิ่นเดิมอย่างแนบแน่น อาทิ ความเชื่อในเรื่องของ ?ทวด? เช่น รูปเคารพบูชาหลวงพ่อทวดภายในวิหารรายวัดคลองเรียน เป็นต้น อีกทั้งรูปเคารพบูชาหลวงพ่อปาน(ลิ้นดำ)ที่ปรากฏภายในวิหารรายนั้นก็ถือว่าเป็นรูปเคารพซึ่งชาวบ้านคลองเรียนศรัทธาท่านในแบบปัจเจกบุคคล คือเชื่อว่าหลวงพ่อปานมีลักษณะที่เด่นและมีความพิเศษกว่าพระภิกษุสงฆ์โดยสามัญ อาทิ เชื่อในเรื่องวาจาสิทธิ์ การบนบานให้สมดั่งใจมุ่งหวัง การรักษาโรค และด้านคาถาอาคม เป็นต้น ด้านศิลปะประดับอุโบสถวัดคลองเรียนโดยเฉพาะบริเวณตรงส่วนของหน้าบันนั้นพอที่จะวิเคราะห์ได้ว่าล้วนได้รับอิทธิพลทางศิลปะมาจากในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 กล่าวคือในสมัยนั้นนิยมทำหน้าบันเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑและรูปพระพรหมทรงหงส์  ซึ่งลักษณะหน้าบันดังกล่าวนี้มีปรากฏให้เห็นที่วัดคลองเรียนทั้ง 2 รูปแบบอันถือเป็นการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมแขนงสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมไทยจากรั้วเมืองหลวงมาสู่เมืองใหญ่ทางตอนใต้ เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฏการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมของศิลปะต่างชาติด้วย อาทิ ประติมากรรมรูปสิงโตที่ประดับบันไดทางเข้าอุโบสถวัดคลองเรียนอันถือเป็นศิลปวัฒนธรรมและความเชื่อในแบบจีนนิยม เป็นต้น อนึ่งในสมัยรัชกาลที่ 3 มีความนิยมนำรูปประติมากรรมประเภทตุ๊กตาศิลาจีนในแบบต่างๆเข้ามาประดับตกแต่งวัด ศาสนสถานต่างๆอย่างแพร่หลาย ตุ๊กตาศิลาจีนเหล่านี้เองที่พ่อค้าชาวจีนนำติดเรือมาด้วยโดยใช้เป็น ?อับเฉา? สำหรับถ่วงท้องเรือสินค้า ยามค้าขายเสร็จมิจำเป็นต้องใช้จึงมีความนิยมนำมาถวายวัด อีกประการหนึ่งก็คือเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ผู้เดินเรือ อีกนัยว่าเป็นการสร้างขวัญกำลังใจก็ว่าได้ จนต่อมาภายหลังชาวไทยเชื้อสายจีนที่อยู่ในเมืองไทยเริ่มเอาอย่างจนเกิดการแพร่หลายขึ้นจึงสามารถพบเห็นรูปประติมากรรมสิงโตสร้างด้วยศิลาบ้าง วัสดุอย่างอื่นบ้างประดับประดาวัดในนิกายหินยานกันอย่างแพร่หลาย อาทิ วัดมัชฌิมาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ทางเข้าวิหารสุวรรณสถิตวัดคลองแห ตำบลคลองแห อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาและที่วัดคลองเรียน เป็นต้น




เขียน,เรียบเรียง     :    คุณาพร ไชยโรจน์
ถ่ายภาพประกอบ  :    กิตติพร ไชยโรจน์
[url=http://www.siamsouth.com]www.siamsouth.com[/url] ;D


1.ภาพ  :  รูปเคารพบูชาพระสีวะลี หรือ พระสีวะลีเถระ
[url=http://upic.me/show/20099771][/url]

2.ผู้เขียนถ่ายกับพ่อท่านเเก้ว(เจ้าอาวาสวัดคลองเรียน)
[url=http://upic.me/show/20099764][/url]



 
     
บันทึกการเข้า

มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย

คุณาพร.
คนบ้านเดียวกันฺ
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,971
สมาชิกลำดับที่ 4
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 14 เมษายน, 2551, 07:08:46 »

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม 2556....ไปนอนค้างเเรมในวัดคลองเรียน / เฝ้าศพญาติผู้ใหญ่ / คุณปู่ (ช่วงนี้งานวิจัยหลายๆอย่างจึงงดเขียนไปชั่วระยะหนึ่ง)
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=ef6bc4c9646f4730b55e4933861a17e4][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=25f34e605e4a0810776be2b45c286d82][/url]

ร้านจัดดอกไม้กำลังจัดซุ้มดอกไม้เเละพวกหรีด(คืนเเรก / รู้กันเฉพาะในหมู่ญาติสนิท)
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=1b5e91a8782898614b311fe6905c70cf][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=5a33c9c7746873e393b52ea88603ed6d][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=16a3e9490a80d57afd8ee773359ff734][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=913297f9b65407aeaee72eabf06b3876][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=f9b60ec6b6b8d1f8dc2c3a3927d70271][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=ecf75e1d446b28c5724e37c0797e7b3a][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=219a1cb68dbfc9864b6978c5974e7e00][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=f66f7f63186a919d611ffdfb6eca4478][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=ba5a6cd39aec91dedddf1db9f30be96c][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=2212529ace0a39980ff550bbf8bcb681][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=ef9030641146bf5e4e17e988e883c605][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=1d394cd27ca9f235d31567707f6047c3][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=4fc9605b51e26cbfd84f7f0a7aa1b5e3][/url]


จะตี 1.30 ล่ะ......บรรยากาศในวัดดึกๆ เงียบมาก  สงบดีจริงๆ
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=18c852bff70b02a0fe09f013fa5cd37a][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=26c8da0478a9230bd48295210e6780b2][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=35178ece02c0a2b99357336d4f3951af][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=e557fd25237f68432af4b6dcdd5cb803][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=5a28061b49bcc4283586db0d185c9ed6][/url]



เยื้องๆกับที่ตั้งศพ....ติดกะเมรุของวัดนี้เลย  ขนาดเป็นช่วงหััวค่ำ เเม่ครัวบอกยังน่ากลัว / ไม่กล้ามายืนล้างจานคนเดียว  เลยจะให้เด็กมันไปติดไฟส่องสว่างให้เสียหน่อยช่วงเย็นนี้  อีกนิดดด...ภาพนี้เดินเล่นคนเดียวตอนเกือบตี 2 (นอนไม่หลับ) เดินคนเดียวเเถวเมรุ...รู้สึกจิตใจสงบดีมาก / วันนี้เมรุนี้เพิ่งประเดิมไปอีก 2 ศพ / ถ้าไม่คิดว่ามันมีอะไร...ก็ไม่มี (เื่ชื่อสิ !! )
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=1d86f67a40e29922504185e4f4119abf][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=4dfcd5c66ebb9736f89e02632abc0909][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=64f993bb2d7af5556f84dcff4f69dda3][/url]



เมรุวัดคลองเรียน(ถ่ายตอนช่วงเย็น)
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=7a6e012af6df6e51a3e485af3888373f][/url]


วิหารพระประธานโบสถ์เก่า(เพิ่งสร้างได้ไม่นาน)
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=60fc278fa299377e77a0a363f9ba2a67][/url]



ถ้าได้มานอนค้างเเรมกันที่นี่....อย่าลืมเเวะมาเอาบุญ / บูชาวัตถุมงคลของวัดเเห่งนี้กันนะ.....เดินตรงเข้ามาทางประตูทางออก  ตรงมาจนถึงอาคารหลังดังในรูป  ซึ่งเป็นสถานบูชาวัตถุมงคลของที่นี่.....
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=1e8fb28f2d23961dffc6fe83c210953b][/url]


ตู้บูชาวัตถุมงคลของวัดคลองเรียน....
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=95a50e7059fec52ce1500da20a6161fc][/url]

หลวงพ่อปาน วัดคลองเรียน เนื้อว่านดำลอยองค์
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=509fb1a383a4c760f80b2103cff9c941][/url]


เเผงนี้เป็นพ่อท่านเเก้ว รุ่นเเรก (พระครูปัญญาภิมัณฑ์) มี 2 ระดับ.....
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=a9add66a93b7637a575d83fccef1ef9c][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=044edd3d9be787f7cce4a78dca1cf546][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=24dd71e08f78a6db900f031124f37cf3][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=a7b2ec4c574dabf8518b49c55e6845ab][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=043105c7f3f65fa752287542968eed22][/url]
[url=http://imagehost.thaibuzz.com/show.php?id=f9d014e6d3d6b2e8687dc32a61869147][/url]
บันทึกการเข้า

มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย

lungchai
สมาชิกมาใหม่
*


เพศ: ชาย
กระทู้: 20
สมาชิกลำดับที่ 1444


| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 22 มกราคม, 2555, 17:03:14 »

บทความนี้แหละที่ทำให้ผมเป็นสมาชิกของเวปนี้แบบเหมาจ่าย วัดแห่งนี้เป็นแหล่งที่ให้ผมมากมาย ให้ที่พักพิงเมื่อเป็นอารามบอย แหล่งให้ความรู้เมื่อเป็นเณร อบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนดีของสังคม แต่เดี๋ยวนี้วัดแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ว่าด้าน เสนาสนะ ภูมิทัศน์ ความสงบเงียบ ความผูกพันของคนใกล้วัดกับวัด เปลี่ยนไป แต่นี่คือสัจจะธรรมของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเสมอมา ขอบคุณอาจารย์ที่นำเรื่องเก่า และภาพใหม่มาฝากเพื่อนร่วมบ้าน"สยามใต้" ทำให้ได้สาระความรู้มากมาย ส่วนผมได้มากกว่านั้นคือ เมื่ออ่าน(หลายเที่ยว) จบแล้ว ก็มองภาพปัจจุบัน ก็จะได้เห็นภาพอดีตซ้อนขึ้นมาทันที อดีตที่เลือนลาง ก็เจิดจ้าขึ้นมาในความทรงจำ ขอบคุณมากนะครับ
บันทึกการเข้า

คุณาพร.
คนบ้านเดียวกันฺ
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,971
สมาชิกลำดับที่ 4
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 23 มกราคม, 2555, 21:50:56 »

บทความนี้แหละที่ทำให้ผมเป็นสมาชิกของเวปนี้แบบเหมาจ่าย วัดแห่งนี้เป็นแหล่งที่ให้ผมมากมาย ให้ที่พักพิงเมื่อเป็นอารามบอย แหล่งให้ความรู้เมื่อเป็นเณร อบรมบ่มนิสัยให้เป็นคนดีของสังคม แต่เดี๋ยวนี้วัดแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่ว่าด้าน เสนาสนะ ภูมิทัศน์ ความสงบเงียบ ความผูกพันของคนใกล้วัดกับวัด เปลี่ยนไป แต่นี่คือสัจจะธรรมของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงเสมอมา ขอบคุณอาจารย์ที่นำเรื่องเก่า และภาพใหม่มาฝากเพื่อนร่วมบ้าน"สยามใต้" ทำให้ได้สาระความรู้มากมาย ส่วนผมได้มากกว่านั้นคือ เมื่ออ่าน(หลายเที่ยว) จบแล้ว ก็มองภาพปัจจุบัน ก็จะได้เห็นภาพอดีตซ้อนขึ้นมาทันที อดีตที่เลือนลาง ก็เจิดจ้าขึ้นมาในความทรงจำ ขอบคุณมากนะครับ

^

^

^

วัดเเต่ละเเห่ง  วัดเเต่ละพื้นถิ่น......มักมีอะไรหลายๆอย่างผสมผสานเข้า เเละเเสดงความเป็น อัตลักษณ์เเห่งชุมชนนั้นๆ  ^^
บันทึกการเข้า

มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย

tonretrospect05
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 1
สมาชิกลำดับที่ 18709


| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 08 พฤษภาคม, 2555, 12:44:54 »

อยากทราบว่าที่วัดคลองเรียน มีให้เช่ากุมารทองใหมครับ
บันทึกการเข้า

คุณาพร.
คนบ้านเดียวกันฺ
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,971
สมาชิกลำดับที่ 4
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 09 พฤษภาคม, 2555, 16:19:49 »

อยากทราบว่าที่วัดคลองเรียน มีให้เช่ากุมารทองใหมครับ


^

^

^

^

อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ  เท่าที่รู้ๆได้ยินว่าล่าสุดนี่ทางวัดมีเปิดให้เช่าเหรียญพ่อท่านเเก้วหลายรุ่น
ส่วนเรื่องการเช่ากุมารทองของทางวัดคลองเรียนไม่ทราบจริงๆครับ
เเนะนำครับ  ลองโทรไปสอบถามกับทางวัดเลยจะดีกว่าครับ
วัดคลองเรียน
โทรศัพท์   
074-233439
074-233438
074-230943


บันทึกการเข้า

มุม มืดมีดอกไม้ บานไสวในพฤษภา
มุมเมืองที่ทรมา จึงประจักษ์สลักศรี
ศักดิ์ศรีที่สล้าง สู้เพื่อสร้างทางเสรี
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย
ยิ่งมืดก็ยิ่งมี ไม้พันธุ์กล้า บานท้าทาย

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: