Login with username, password and session length
03 September, 2557, 14:00:59

Languages    

Author Topic: คาราบาว  (Read 55542 times)
0 Members and 2 Guests are viewing this topic.






Pages: 1 2 3 [4] 5  All
  Print  
NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 3,944
106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« Reply #21 on: 22 October, 2552, 20:37:06 »



บทความจากคอกควาย

ตอน คอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ของคาราบาว

แอ๊ด   คาราบาว  แหงนหน้าไปหาดวงตาทุกดวงเหมือนจะจดจำวิญญาณทุกดวงของผู้คนไว้ในดวงใจนานนับเดือนนับปีที่ตระเวนร้องเพลงเพื่อชีวิต พวกเขาพบผู้คนมากมายในหลายต่อหลายแห่ง แต่วันนี้ คาราบาวมีเพื่อนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ศิลปินเล็กๆซึ่งร้องเพลงเพื่อผู้คนได้รับการต้อนรับจากมหาชนนับหมื่นๆล้นหลามจนประมาณไม่ได้ เวลโรโดม หัวหมาก ซึ่ง นินจาคาดว่าพอเพียงที่จะรับผู้คนได้หมด แต่กลับล้นออกขอบอ่าง....นั่นคือ วันที่ คาราบาว พลิกประวัติศาสตร์การเล่นดนตรี

แอ๊ด  คาราบาว ไม่กล้าทักทายผู้คนผ่านไมโครโฟน แต่ เริ่ม กรีดเสียงกีตาร์นำเพลง เหมือนเตือนสะกิดให้ทุกคนรู้ว่า  “มนต์เพลงคาราบาว”   เริ่มขึ้นแล้ว  มือทุกมือที่รวมกันเป็นคาราบาวค่อยๆๆกระหึ่มขึ้นท่ามกลางแสงสีของนินจา       

บรรดาแฟนเพลงค่อยๆๆขยับแขนขาเต้นและก้าวตามจังหวะเสียงเพลง การเต้นค่อยๆขยายวงกว้างขึ้นจนทั่วบริเวณ มองเหมือนคลื่นมนุษย์ที่พริ้วไหว เริ่มมีคนข้างหน้าลุกขึ้นยืนและคนข้างหลังไม่พอใจขว้างปาก้อนหินใส่ ครู่ต่อมาเพียงไม่นาน  ความแออัดของผู้คนทางด้านขวา ของอัฒจันทร์เริ่มไม่ค่อยดี นักดนตรี บนเวทีเริ่มรู้ตัวว่าจะมอบความรักให้แฟนเพลงได้ไม่สมใจแน่ หลังจากจบเพลงแรก แอ๊ด คาราบาว เริ่มหนักใจ การขว้างปายังคงมีประปราย เขากล่าวเตือนแฟนอย่าขว้างปาก่อนจะร้องเพลง ทินเนอร์

เพลงทินเนอร์ เรียกเสียงปรบมือดังสนั่นจากกลุ่มชน มีการลุกขึ้นชุป้ายเชียร์และก็เต้น มีการแบกกันขึ้นบ่าชูป้ายเชียร์เดินไปหน้าเวทีจากทุกจุด ผู้คนเริ่มรวนเรใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้คนที่ระวังตัว เริ่มขยับหลบหลี้ภัย จากการขว้างปา แอ๊ด คาราบาว ร้องเพลงทินเนอร์จบแล้วจึงพูดต่อว่าคนที่ขว้างปาก้อนหิน เขาจึงเตือนและวิงวอนว่าอย่าให้ขึ้นไปบนอัฒจันทร์มันจะทนทานน้ำหนักไม่ไหว ถึงจะรู้ว่าไม่มีใครกลัวตาย แต่ถ้าอัฒจันทร์พังลงมามันจะทับคนข้างล่างเจ็บตายได้

แอ๊ด คาราบาว ขอร้องพวกชูป้ายว่า เกรงจะบังคนอื่นลดลงหน่อยก็ดี และแล้วการแสดงก็เริ่มดำเนินต่อไปด้วยเพลง มหาลัย ตลอดเวลาที่ร้องเพลงนี้ผู้คนด้านสโลปสนามขวามือเริ่มผลักดันกันอย่างเรรวนจนจบเพลง ท่ามกลางปัญหาความไร้วินัยของผู้คนที่ปะปนอย่างมากมายนเช่นนั้น ยากที่จะพูดให้เข้าใจได้ แต่เพลงของ เล็ก ก็เริ่มร้อง “คนเก็บฝืน”  ผู้คนจึงเริ่มสงบลงบ้าง แอ๊ด ตามติดด้วยเพลง ลุงขี้เมา ระบบเสียงเริ่มไม่ค่อยสู้ดีนัก

จบเพลงของแอ๊ด คาราบาว คราวนี้ถึงคิวของ เทียรี่ เขาโชว์เพลงฮิต เพลง นางงามตู้กระจก ทำให้เรียกเสียงร้องคลอตามอย่างทั่วถึง นางงามตู้กระจก จบลง บทเพลง บัวลอย ก็ตามติดขึ้นมา..ตามติดด้วยเพลง ราชาเงินผ่อน ผู้คนร้องเพลงตามอย่างสนุกสนาน จบเพลง ราชาเงินผ่อน  พงษ์เทพ  กระโดนชำนาญ ก็เริ่มร้องเพลง สองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ สิ้นเสียงเพลงที่ 11 นินจา เริ่มเล่นแสงสีสอดคล้องกับทำนองและอารมณ์ของคนดู แสงสีกระจายรอบ..จบแล้ว แอ๊ด คาราบาวก้ร้องเพลง ลาวเดินดิน จากนั้นหัวหน้าทีมนินจา คุณ ชรินทร์ ออกมาพูด ความผิดปกติเกิดขึ้นแล้วท่ามกลางคลื่นมหาชน..เขาประกาสบอกให้ผู้ชมรู้ว่า การแสดงต้องหยุดลงชั่วคราว ตำรวจขอร้องให้หยุดและเชิญตัวชนินทร์ผู้จัดการไปพูดกัน

ในขณะที่เสียงเพลงหยุดลงกลางคัน แอ๊ด คาราบาวและพงษ์เทพ ก้ช่วยกันพูดไม่ให้เสียบรรยากาศ อีก 10 นาที ชนินทร์กลับมาบนเวทีอีกครั้ง พร้อมประกาศว่า ตนได้ทำงานที่อยากจะทำเต็มที่แล้วและก้พอใจที่จะให้รายการดำเนินต่อไป จะติดคุกก้ยอม ขอรับผิดชอบทุกอย่างถ้าอัฒจันทร์พังลงมา แต่แล้วชนินทร์ก้เผลอทิ้งท้ายไว้เป็นเชื้อไฟสำหรับผู้คนว่า ถ้าเขาติดคุกละก็ จะออกมาฆ่าผู้คนบนอัฒจันทร์ทั้งหมด หลังจาก ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ แห่ง นินจาประกาศว่าจะเล่นต่อไป ผู้คนก้กลับขึ้นไปบนอัฒจันทณ์อีก แอ๊ด คาราบาวเป็นคนต่อรองว่า ถ้างั้นคาราบาว จะไม่เล่นต่อ ถ้าเกิดโศกนาฎกรรมขึ้นมาจะไม่ดี

อย่างไรก็ตาม คาราบาว ก็เริ่ม เพลง กัญชาต่อเมื่อตอน 19.05น. มีการกรีดเสียงร้องเข้ากับบรรยากาศแสงสีบนเวทีสวยงาม เสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกครั้ง มันเป็นเสียงเชียร์ที่ดังกระฮึ่ม บทเพลงที่14...15...ซึ่งร้องนำโดย เล็ก จากเพลงลูกหิน  สุ่ เพลง ลูกแก้ว คราวนี้แฟนเพลง ประสานเสียงร้องลั่นสนามอันกว้าใหญ่ แฟนเพลงบางคนเริ่มถอดเสื้อออกและขี่คอขย่มตามจังหวะเพลง แอ๊ด คาราบาว หัวหน้าวงคาราบาวผู้ซึ่งมีความผูกผันอยู่กับแฟนเพลง ดูเหมือนจะรุ้เหตุผลบางอย่าง เขาจึงเร่งดนตรีอย่างเต็มที่เพื่อให้จบลงโดยเร็ว เกรงเหตุการณ์จะไปกันใหญ่

 แอ๊ด รีบสานหัวใจแฟนเพลงด้วยเพลงแห่งชีวิตที่มีชื่อว่า เดือนเพ็ญ อันซาบซึ้งตรึงใจแฟนเพลง เสียงเพลงเดือนเพ็ญเยือกเย็นจนสะท้านใจ ติดตามด้วยเสียงขลุ่ยคลอของ อ ธนิศร์ ศรีกลิ่นดี เสียงผู้คนขานรับเพลงเดือนเพ็ญอย่างกึกก้องแสงสีนินจาก็อิ่มเอิบด้วยแสงจันทร์ เดือนเพ็ญลับหายไปท่ามกลางความเงียบ แอ๊ด คาราบาว บอกแฟนเพลงใฟ้ทราบว่า เพลงนี้ ผู้เขียนเพลงคือ นายผี ผู้ติดปีกบินไปอยู่เมืองลาว และไม่มีโอกาสจะกลับมาอีกแล้ว ลาวไกลยิ่งกว่าอิสาน เมื่อพูดถึงอิสาน หัวใจ ของแอ๊ด คาราบาว ก็นึกถึง หำน้อย คำพูดสั้นๆๆนั้นเต็มไปด้วยพลังของความมันในหัวใจ...ผู้คนเหล่านั้นรู้ส่าเพลง ต่อไปจะต้องเป็น หำเทียม อันเป็นเพลงที่ กบ.ว สั่งห้ามออกอากาศนั่นเอง

เพลงหำเทียม ดำเนินต่อไป แต่พอเพลงผ่านไปได้ไม่นาน.ปรากฎว่าผู้คนที่นั่งบนอัฒจันทร์เริ่มต่อยตีกันขึ้น มือดีก็ขว้างขวดโค้กปลิวลงไปข้างล่าง นับจำนวนมากมาย ขวดปลิวว่อนจนอ่านไม่ทัน..คนที่อยู่ข้างล่างก้หาสิ่งของใกล้มือส่งย้อนกลับขึ้นไปเป็นการตอบแทนแฟนเพลงนับหมื่นกำลังขัดแย้งในอารมณ์พวกเขาปล่อยให้บทเพลงแห่งสันติภาพ หล่นลอยไปกับขวดโค้ก และก้อนหิน..กลายเป็นเหตุการณ์จลาจลซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องระงับเหตุ..ไม่ให้ลุกลามใหญ่โตต่อไป บทเพลงแห่งชีวิต..หำเทียม จากเสียงร้องของแอ๊ด คาราบาว จบลงอย่างอ้อยสร้อย..และการแสดงก็ต้องปิดฉากลงตรงนั้น

คณะคาราบาวยุติการแสดง พวกเขารู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสร้องเพลงอีก 4 เพลง นั่นคือ กัมพูชา เรฟูจี วณิพก และ เมดอินไทยแลนด์  แสงสีซึ่งทีมงาน นินจา เตรียมไอ้ไว้สำหรับเพลงทั้งหมดนั้นก้ดับวูบไปด้วยอย่างน่าเสียดาย พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ออกมาพูดกับทุกคนด้วยเสียงแหบพร่า เขายิ้มทั้งน้ำตา  แอ๊ด คาราบาว ร้องเพลงส่งลาผู้คนนับหมื่นด้วยบทเพลงลูกทุ่งของ ก้าน แก้วสุพรรรณ คล้ายจะปลอบใจตัวเองว่าอย่าให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยอีกเลย

คอนเสิร์ตซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการเพลงผ่านไปแล้ว พร้อมกับความสำเร็จทางด้านธุรกิจของผู้จัดวงการบันเทิงทั้งหลายหยิบไปวิจารณ์กันอีก ส่วน  คาราบาว ก็ยังจดจำวันประวัติศาสตร์นี้ไว้นานเท่านาน วันที่แฟนเพลงมอบหัวใจให้กับผลงานของเขา

บทความโดย ต้องมนต์ คาราบาว ๒๕๒๔.คอม นำมาจาก หนังสือ คาราวาน คาราบาว เสียงเพลงเเห่งเสรีภาพ

ที่มา http://www.carabao2524.com/board/show.php?ques_no=42



 
Logged





หากหัวใจยังรักควาย  ๓oปี คาราบาว
กระแสลมยิ่งแรงพัดผ่าน ดวงวิญญาณยิ่งกล้ายิ่งแกร่ง
ฝ่าคลื่นลมด้วยใจมุ่งมั่น ดวงตะวันสีทองส่องแสง


NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 3,944
106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« Reply #22 on: 28 October, 2552, 09:33:57 »



บทความจากคอกควาย

ตอน เมด อิน ไทยแลนด์ เเดนไทย ทำเอง

ก่อนจะเป็น “เมด อิน ไทยแลนด์”

หลังจากความสำเร็จระดับหนึ่งของ “วณิพก” คาราบาว เริ่มมีปัญหากับ อโซน่า ด้านสังกัดในแง่ธุรกิจบางประการ เมื่อออกอัลบั้มถัดมาคือ “ท.ทหารอดทน” จึงเป็นอัลบั้มสดุท้ายที่วงร่วมงานกับสังกัด จากนั้น ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) ก็หายุทธวิธีที่จะให้เป็นอิสระ ผลคือการผลิตงานที่ใช้ชื่อเดี่ยวแทนซื่อวงในชุด “กัมพูชา” โดยนำเสนอกับ ไนท์สป็อท และ แกรมมี่ แต่ได้รับการปฏิเสธ เขาจังตัดสินใจให้ อามีโก้ เป็นผู้จัดจำหน่าย โดยการประชาสัมพันธ์ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของเขาและ บี๋ เดล โรซาริโอ เพื่อนครีเอทีฟที่ลาออกจากบริษัทโฆษณามารับหน้าที่ผู้จัดการวงให้

แม้อัลบั้มนี้จะเป็นผลงานเดี่ยว แต่ผู้ร่วมงานก็คือสมาชิกในคาราบาว สมทบด้วยนักดนตรีในห้องบันทึกเสียงของ อโซน่า ได้แก่ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี , อำนาจ ลูกจันทร์ , เทียรี่ เมฆวัฒนา และไพรัช เพิ่มฉลาด ซึ่งต่อมาทั้งหมดได้กลายเป็นสมาชิก คาราบาว

ขณะที่คาราบาว เริ่มขยายขอบเขตผู้ฟังของตน ปัญหาภายในวงก็ก่อตัวขึ้น มีความขัดแย้งในด้ายวิธีการทำงาน บี๋ จึงเสนอให้คลายความตึงเครียดด้วยการยกวงเดินทางไปพักผ่อนที่ฟิลิปปินส์ถิ่นที่ ยืนยง และ กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) เคยร่ำเรียนอยู่ พวกเขาไปประชุมเคลียร์ปัญหากันที่เมืองบาเกียว บ้านแม่ผู้จัดการวง

ปัญหาถูกจัดการไปได้ระดับหนึ่งพวกเขาจึงกลับมาเมืองไทย ประชุมกันอีกครั้งเพื่อเริ่มงานอัลบั้มใหม่ โดยปักหลักทำงานกันที่บ้านของ บี๋ ที่ซอยหลังสวน ยืนยง ตัดสินใจบอกสมาชิกภายในวงว่า “จะขอทำงานพิสูจน์” จัดระบบการเงินให้ทุกคนในวงได้สัดส่วนเท่ากัน ตารางการทำงานจะเริ่มตอน 10 โมงเช้า ทุกคนจะต้องมาถึงและลงเวลาไป – กลับ เป็นระบบที่แน่นอน ผู้จัดการวงเสนอแผนงานที่วางไว้ล่วงหน้าว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีอะไรบ้าง และเมื่อถึงเวลานั้นค่อยมาคุยกันอีกที โดยยืนคอนเส็ปท์ของ คาราบาวไว้ - “ติดดิน ก้าวร้าว แต่จริงใจ”

นั่นคือการเริ่มต้นที่ผ่านความขัดแย้งของ “เมด อิน ไทยแลนด์”


คนและการทำงานในอัลบั้ม

ในช่วงของการเริ่ม “เมด อิน ไทยแลนด์” ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) และ นุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) มือกีตาร์และมือเบสส์ ยังติดหน้าที่เล่นในวงเพรสิเดนท์ และมีภาระต้องเดินไปแสดงที่อเมริกาหลังการออกอัลบั้ม “ท.ทหารอดทน” จึงเสริมทีมด้วยนักดนตรีมือดีหลายคน แต่ปรีชาก็กลับมาทำงานด้านดนตรีก่อน ขณะที่นุพงษ์ แทนที่โดย ไพรัช เพิ่มฉลาด ตามข้อตกลงที่ว่า เมื่อ นุพงษ์ ปลอดจากการทำงานในเพรสิเดนท์ เมื่อใด ก็จะกลับมาอยู่ในตำแหน่งมือเบสส์ของคาราบาว เพราะได้เคยร่วมงานในการบันทึกเสียงมาตั้งแต่ชุดแรกๆ

 การทำงานอัลบั้มนี้เป็นครั้งแรกที่ คาราบาว ทำเดโมเทปและก็เป็นวงดนตรีวงแรกที่มีการใช้กลองโปรแกรม โดยมี กีรติ ร่วมกับ ยืนยง เป็นคนทำส่วนนี้ และได้รับความรู้ความช่วยเหลือจาก เรวัต พุทธินันท์ ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์คนสำคัญของแกรมมี่

บี๋ และ ยืนยง ออกตระเวนไปตามที่ต่างๆ อย่างถี่ยิบ เพื่อหาวัตถุดิบในการเขียนบทเพลง หลายเพลงเป็นผลพวงของการออกตระเวนนี้ เช่น “นางงามตู้กระจก”, “ลูกแก้ว” , “ราชาเงินผ่อน” ฯลฯ บางเพลงเกิดขึ้นหลังจากการกลับมาบ้านตอนกลางคืน “บางคืนกลับมา” บี๋ เล่า “แอ๊ด ลงมือเขียนเพลงทันที เช้าทำดนตรีลงเดโม แต่เพลงตอนนั้นยังมีอารมณ์ค่อนข้างดี อาจจะเป็นเพราะแอ๊ดไม่ได้เข้าไปเคลื่อนไหวข้องเกี่ยวกับการเมืองเต็มตัวอย่างทุกวันนี้”

ระหว่างนี้ยังคงมีความขัดแย้งอยู่บ้างในวง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องหนักหนาอะไรมาก แกนในการทำงานสร้างดนตรีก็มี ยืนยง , ปรีชา , เทียรี่และธนิสร์

ความจริงมีเพลงแต่งเสร็จก่อนไปฟิลิปปินส์บ้างแล้ว เมื่อกลับมาก็แก้ไขเก็บรายละเอียดและแต่งส่วนที่เหลือ ในที่สุดผ่านไป 9 เพลง เหลืออีกเพียงเพลงเดียวจะครบอัลบั้ม และเพลงนั้นก็คือ “เมด อิน ไทยแลนด์” ที่กลายมาเป็นชื่อของอัลบั้มนั่นเอง เพลงนี้หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามีการเริ่มต้นมาจากคำพูดของ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม นายใหญ่ของแกรมมี่

ตอนที่ ยืนยง และ บี๋ ไปคุยธุรกิจกับแกรมมี่ ไพบูลย์ ปรารภว่าตอนนี้มีแต่ของนอกสั่งเข้ามามากมาย ทำไมคนไทยรู้สึกว่าต้องใช้ของนอก น่าจะเขียนเพลงสักเพลงให้คนไทยหันกลับมาใช้ของไทย

ทั้งสองเห็นว่าความคิดนี้เข้าท่า นำกลับมาพูดคุยกันในวงก่อนจะเริ่มลงมือทำงาน บี๋ ได้ฟังอัลบั้มฟวิชั่น แจ็ซซ์ ของศิลปินผิวดำรายหนึ่ง ขึ้นอินโทรฯ ด้วยฟลุ้ท์ จึงเสนอให้วง และวงก็ลงความเห็นกันว่า การใช้ขลุ่ยไทยก็น่าจะสอดคล้องกับเนื้อหาของเพลง

“ตอนที่ทำเพลงนี้” ยืนยง เล่า “เราอัดใส่เทป 8 แทร็คยาวไปเลย ผมเคาะกลองโปรแกรม เทียรี่ กับ เล็ก ช่วยกันเล่นกีตาร์และเดินไลน์เบสส์ อาจารย์ธนิสร์ เล่นซอ อัดไปก็แก้กันไปจนลงตัวเนื้อเพลงไปเขียนตอนเช้าหน้าห้องอัด ศรีสยาม แต่ตอนนั้นมีโครงไว้หมดแล้ว”

คาราบาว ใช้เวลา 1 เดือน เต็ม ๆ ในการบันทึกเสียงและมิกซ์เสียง


สัดส่วนผลประโยชน์

อัลบั้ม “กัมพูชา” เป็นการทดลองทำตลาดเองโดยไม่มีสังกัด ยืนยง ปรึกษากับ บี๋ และสุนทรสิงห์ วัชรเสถียร (นักแต่งเพลง/ครีเอทีฟ) ในแง่ของการโปรโมทและการออกตัวในนามเดี่ยว

“เหตุที่ไม่ใช่ คาราบาว เพราะตอนนั้นไม่อยากเสี่ยงกับชื่อวง เพราะถ้าเกิดผลไม่ดีขึ้นมาก็ขึ้นอยู่กับชื่อผมคนเดียว แต่ทุกคนในวงก็มีรายได้กันอยู่จากอัลบั้มนี้” ยืนยง เล่าความเป็นมา บี๋ บอกว่า “ถือเป็นอัลบั้มเบรคก็น่าจะได้ คือหลังจากมีเพลงจังหวะสนุก ๆ แล้ว ก็น่าจะมีทางอะคูสติคเบา ๆ ที่จะอยู่ได้นาน ๆ มาสลับบ้าง ผมว่าได้ผลนะ ถึงทุกวันนี้ก็ยังขายอยู่”

 จากการลองตลาดด้วย “กัมพูชา” ทำให้ คาราบาว มองเห็นช่องทางที่จะผลิตเอง และติดต่อลงทางธุรกิจ ยืนยง และ บี๋ เลือกที่จะเข้าไปคุยกับแกรมมี่อีกครั้ง โดยเสนอให้ แกรมมี่ ตัดเปอร์เซ็นต์จากยอดขายอัลบั้ม “เมด อิน ไทยแลนด์” สำหรับการวางคิวโปรโมททางโทรทัศน์

ส่วนทางสิ่งพิมพ์และวิทยุ คาราบาว จะจัดการเอง ทางด้านวิทยุมอบหน้าที่ให้กับ วาสนา ศิลปิกุล แห่ง แว่วหวาน ไปดำเนินการ ซึ่ง บี๋ เป็นคนแนะนำให้ ยืนยงรู้จัก และตั้งแต่นั้นมาวาสนาก็ได้ร่วมงานกับคาราบาวมาจนถึงทุกวันนี้

คาราบาว นำอัลบั้ม “เมด อิน ไทยแลนด์” เสนอให้ อามีโก้ เป็นผู้จัดจำหน่วย ตัดรายได้ให้กับวง 18 บาท (สมาชิก 7 คน และ 1 ผู้จัดการวง) และแกรมมี่ ได้จากอัลบั้มม้วนละ 10 บาท

ทุกคนในวงจะได้คนละ 2 บาท เท่ากันหมด ส่วนที่เหลือ ยืนยงกันไว้เพื่อนำไปทำห้องบันทึกเสียง เซ็นเตอร์ สเตจ ดังนั้น สมาชิกแต่ละคนยุคนั้นจึงเป็นหุ้นส่วนบันทึกเสียงด้วย ยกเว้นมือเบสส์ ไพรัช เพิ่มฉลาด ที่ได้รับเงินก้อนไป

นอกเหนือจากนี้ ยืนยง และ บี๋ ยังได้เข้าไปคุยกับโค้ก เพื่อขอการสนับสนุน “แอ๊ด ถือกีตาร์โปร่งเข้าไปเล่นให้ฟังเลย” บี๋ เล่าถึงตอนที่นำงานไปเสนอ และปรากฏว่า โค้ก ตอบตกลง ส่วนหนึ่งก็จากนโยบายที่จะบุกตลาดอย่างจริงจังโดยอาศัยดนตรีเป็นสื่อ ประจวบเหมาะกับได้ภาพในฐานะส่งเสริมความเป็นไทยควบคู่ไปด้วย คาราบาว จึงกลายเป็นวงดนตรีวงแรกที่มีสปอนเซอร์เป็นสินค้าสนับสนุน โดยครั้งนั้น โค้ก ให้ค่าสนับสนุนมา 2 ล้านบาท

เพื่อส่งเสริมการขาย คาราบาว ได้จัดตารางทัวร์ทั่วประเทศ พ่วงเอา พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ไปด้วยในฐานะศิลปินรับเชิญ การทัวร์ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกของศิลปินเพลงไทยรุ่นใหม่ที่จัดการทีวร์ของตัวเองอย่างเป็นระบบ และคาราบาว ก็เป็นวงดนตรีวงแรกที่เปิดคอนเสิร์ทในดิสโก้เธค นั่นคือการเล่นที่ เดอะ พาเลซ ถนนวิภาวดีรังสิต...

ผมขอจบไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ถ้าใครอยากอ่านต่อเรื่อง “เมด อิน ไทยแลนด์” หรือเรื่องที่ผมตั้งใจจะลงตอนแรก ก็ลองลงข้อความเข้ามาครับ

บทความโดย ตุ๋ย ชมรมฯ จาก [url=http://www.9dern.com]www.9dern.com[/url]

ที่มา http://www.9dern.com/rsa/view.php?id=116



Logged


หากหัวใจยังรักควาย  ๓oปี คาราบาว
กระแสลมยิ่งแรงพัดผ่าน ดวงวิญญาณยิ่งกล้ายิ่งแกร่ง
ฝ่าคลื่นลมด้วยใจมุ่งมั่น ดวงตะวันสีทองส่องแสง


NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 3,944
106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« Reply #23 on: 03 November, 2552, 13:35:44 »



บทความจากคอกควาย

ตอน เมดอินไทยเเลนด์(ภาคภาษาอังกฤษ) ที่ วอซิงตัน ดี.ซี.
 
การเปิดแสดงดนตรีที่ วอชิงตัน ดีซี มีคนไทยที่อยู่ใกล้เคียง แห่กันมาชมอย่างคับคั่ง และที่นี่เองที่ อีด คาราบาว ร้องเพลง เมดอินไทยแลนด์  เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก นับเป็นการแสดงครั้งที่ 4 คนไทยฝ่าสายฝนมาฟัง และให้การต้อนรับคณะ คาราบาว อย่างล้นหลาม

ก่อนเวลาแสดงมีสายฝนตกลงมา แต่ผู้คนไม่ย่อท้อ แฟนเพลงฝ่าสายฝนฟังเพลงเนื้อตัวเปียกโชก รวมทั้งเอกอัครราชทูต จักทิพย์ ไกรฤกษ์ ด้วย

คาราบาวทำเพลง เมดอินไทยเลนด์   และแต่เพลง เมดอิน ยูเอส เอ   มาบรรเลงให้ฟังกันด้วย เพลงทั้งสองเป็นภาษาอังกฤษ การแต่งเพลง เมดอินยูเอสเอ นั้น แอ๊ด คาราบาว ให้ทัศนะว่า การเขียนเนื้อภาษาอัวกฤษขึ้นก้เพราะต้องให้ฝรั่งได้รู้จักทัศนะของคนไทยบ้าง

สำหรับ เพลง เมดอินยูเอสเอ  นั้นเขาบอกว่าเป็นการแก้ลำที่ฝรั่งเมืองไทยวันเดียวแล้วกลับมาแต่เพลง วันไนทือินแบงคอก ในทางที่ไม่สุ้ดีนัก เมื่อเขาเดินทางมาอเมริกาก็คิดแต่งเพลง เมดอิน ยูเอสเอบ้าง ในการแสดงที่นี่ ผู้สื่อข่าวเสียงจากอเมริกาภาคภาษาไทย ได้ทำการบันทึกเสียงการแสดง และทำการสัมภาษณ์ อีด คาราบาว เพื่อไปออกรายการ ผู้สื้อข่าวของหนังสือพิมพ์ประชามติ ก็ได้ขอสัมภาษณ์ความรู้สึกของแอ๊ด ราบาง ภายหลังเสร็จสิ้นการแสดง....

ต่อจาก คาราบาว จึงออกจากวอชิงตัน ดีซี ไปยังกรุงนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2528 เปิดการแสดง ครั้งที่ 5 ที่ ยิวยอร์ค ต่อจากนั้น คาราบาวได้รับเชิญ อย่างเป็นทางการ ให้คณะผู้แสดงเข้าเที่ยงชมดิสนี่แลนด์ ในฐานะแขกพิเศษ ในโอกาสนั้น ทางดิสนี่แลนด์ เชิยให้ คาราบาวทำการแสดงบนเวที ของคาร์เนชั่น พลาซ่า เป็นเวลา 30 นาที ในอังคารที่ 21 พฤษภาคม เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว คาราบาว และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เตรียมเดินทางสำหรับการแสดงผู้ชมทั่วไปในลอสแองเจอลิสอีกครั้งหนึ่ง ที่โรงภาพยนต์ ลอสแองเจอลิสเธียเตอร์ ถนน เวอร์มอนต์ ในฮอลลีวู้ด...

ช่วงเวลาที่อยู่ วอชิงตันดีซี คาราบาวได้แต่งเพลงขึ้นมาใหม่ที่นั่น ชื่อเพลง  “เทวดา” ส่วนพงษ์เทพ ก้ได้แต่งเพลงใหม่ชื่อ นกแก้ว สำหรับเพลง เทวดา นั้น คาราบาวแต่งให้กับเด็กไทยที่อยู่ที่นั่น

นักสร้างภาพยนต์อิสระ ชาวอเมริกัน ชื่อ มีสเตอร์มีคิท บรัมเบริค มีความชื่นชอบกับเพลงคาราบาวจึงเข้ามาขอลิขสิทธิ์เพลง เมดอินไทยแลนด์ เพื่อ นำไปทำไตเติ้ลหนัง และใช้ทำเพลงประกอบสารคดีชื่อ คราญช้างชาวนาไทย ซึ่งจัดทำเพื่อป้อนรายการโทรทัศน์ ให้กับ ช่อง 13 P B S  โดยจะมอบรายได้ที่พึงมีให้โครางการตู้หนังสือเยาวชนของคาราบาว ด้วย

รายได้ขายบัตรและรับบริจาค 2 หมื่นเหรียญ จากการตะเวนแสดงคอนเสิร์ตในอเมริกา ตามโครงการหารายได้ตู้หนังสือเยาวชนไทยในครั้งนั้น ปรากฏยอดรายได้ดังนี้ยอดรายได้ของการจัดงานเป็นเงินทั้งสิ้น 6,413 เหรีญ       

จากการขายบัตร     5,383   เหรียญ
จากการรับบริจาค    1,030  เหรียญ

ซึ่งทำให้ยอดรายได้ของครงการสุงถึง 2 หมื่นเหรียญ เมื่อสรุปยอดเงินจากการแสดงทั้งหมดทั่วอเมริกาแล้ว มียอดเงิน ทั้ง สิน 29,265 เหรียญ

เงินดังกล่าว ทางผู้จัดคือ หนังสือพิมพืประชามติ และศูนย์ศิลปกรรมไทย ได้มอบให้กับ ยืนยง โอภากุล นำกลับเมืองไทย เดพื่อใช้ในโครงการสร้างตู้หนังสือตามชนบท 3,000 แห่ง ทั่วประเทศ การมอบเงินกระทำกันเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม

ความสำเร็จอันงดงามของคาราบาว สิ้นสุดลง เมื่อวันที่29 พฤษภาคม พวกเขาได้อำลาคนไทยที่นั่นเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อคาราบาวกลับจากเอมิกา แฟนเพลงซึ่งรอคอยการกลับมาของเขาต่างเตรียมต้อนรับ ..งานการกุศลอีกมากมายกำลังรอคิว..........

คาราบาว  เปิดงานคอนเสิร์ตอีกครั้งหนึ่ง ที่ สวยสยาม ใช้ชื่อว่า คอนเสิร์ตรับใช้ชาติ......... หลังจากนั้น คาราบาวก้มีหมายกำหนดการเปิดคอนเสิร์ตขึ้นใน ถาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ซิ่งที่ คาราบาว เคยบอกแฟนๆก่อนจะบินไปอเมริกาก้คืองาน ถ่ายภาพยนตร์ของ คาราบาว เรื่อง เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ นั่นเอง

บทเพลงสะท้อนชีวิต ของคาราบาว คือ บทเพลงแห่งการแสวงหา ซึ่งผู้คนจำนวนมากเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งความหวัง..ของผู้คนบนแผ่นดินนี้.......
 

บทความโดย ต้องมนต์ คาราบาว ๒๕๒๔.คอม นำมาจาก หนังสือ คาราวาน คาราบาว เสียงเพลงเเห่งเสรีภาพ

ที่มา http://www.carabao2524.com/board/show.php?ques_no=74

<a href="http://www.youtube.com/v/kPcLr14HgnI&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/kPcLr14HgnI&amp;hl</a>
เมด อิน ไทยแลนด์ เทียรี่ ร้อง ภาคภาษาอังกฤษ

Logged


หากหัวใจยังรักควาย  ๓oปี คาราบาว
กระแสลมยิ่งแรงพัดผ่าน ดวงวิญญาณยิ่งกล้ายิ่งแกร่ง
ฝ่าคลื่นลมด้วยใจมุ่งมั่น ดวงตะวันสีทองส่องแสง


NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 3,944
106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« Reply #24 on: 14 November, 2552, 09:15:09 »



บทความจากคอกควาย

ตอน อภิมหาคอนเสิร์ต “ชีวิตสัมพันธ์ สายธารสู่อีสานเขียว”


(วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๐ เป็นวันที่ประวัติศาสตร์วงการดนตรีของไทย จะต้องบันทึกไว้อีกครั้งเมื่อเกิดคอนเสิร์ต “อิสานเขียว” ขึ้นกลางสนามกีฬากองทัพบก ซึ่งเป็นการแสดงที่ชุมนุมศิลปินเพลงเพื่อชีวิต คับคั่งที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยมีคาราบาวเป็นวงยืน ...ทิวา สาระจูฑะ รายงานการแสดงครั้งนั้นไว้ ในนิตยสาร “สีสัน” ฉบับมกราคม ๒๕๓๑ ได้ละเอียดทั้งเบื้องหน้า และ เบื้องหลัง บางส่วน)

๒ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๓ ๐

ศิลปิน เจ้าหน้าที่ ประชาสัมพันธ์ ช่างเทคนิค แสงเสียง บริษัท น้ำอัดลม ช่างก่อสร้าง กองทัพบก และผู้ชมจำนวนมหาศาล ได้ร่วมกันบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของวงการดนตรี ในคอนเสิร์ตที่เรียกว่า “ชีวิตสัมพันธ์ สายธารสู่อิสานเขียว” ไม่ว่าใครก็ไม่อาจปฏิเสธและบิดเบือนความจริงนี้


ส อ ง เ ดื อ น ก่ อ น ห น้ า

ผม (ทิวา สาระจูฑะ) ได้พบกับ ยืนยง โอภากุล ที่บ้านของเขา เพื่อขอให้เขียนเรื่องอะไรก็ได้ตามความรู้สึกลงใน “สีสัน” หลังการตอบรับ เราได้คุยกันต่ออีกหลายเรื่องราว ยืนยงบอกกับผมว่า จะมีการจัดคอนเสิร์ตหาเงินสมทบทุน โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง อิสานเขียว โดยเชื้อเชิญศิลปินชั้นนำในแนวทางเพลงเพื่อสังคมมาร่วมงาน และ คาราบาว จะเป็นวงยืนแบ็คอัพให้ตลอดรายการ

“ผมอยากทำให้รู้ว่า ภาคเอกชนก็มีส่วนช่วยเหลือสังคม และเพื่อให้ศิลปินได้แสดงออกโดยไม่ต้องแอบแฝงผลประโยชน์ทางธุรกิจ ประเทศเราเป็นประเทศด้อยพัฒนา ทุกๆ ส่วน เมื่อมีโอกาสก็ต้องช่วยเหลือกัน เป็นการแสดงเจตนาดีต่อประเทศชาติ ไม่มีค่ายไม่มีสังกัด ป้อมก็พูดมานานแล้วว่า อยากทำอะไรให้อิสานเขียว” ..เขาหมายถึงเพื่อนศิลปินหนุ่มชื่อดัง ‘อัสนี โชติกุล’ .. “แต่ลำพังป้อมทำเองคงไม่ไหว”

การเริ่มเตรียมงานขยับพร้อมเพรียงกันในทุกๆ ด้าน “วาสนา ศิลปิกุล” ผู้หญิงสวยบอบบาง แต่เข้มแข็งยิ่ง รับหน้าที่หัวขบวนสำหรับดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์ และบริษัทโค้กได้รับการติดต่อเสนอให้เป็นผู้ลงทุนในการจัดคอนเสิร์ตนี้

ยืนยง โอภากุล และ ปรีชา ชนะภัย เริ่มติดต่อศิลปินเพื่อชีวิตรายต่างๆ ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ เมื่อรู้ถึงเจตนาของงานครั้งนี้ “เราเชื้อเชิญศิลปินที่เชื่อได้ว่า ทำงานเพื่อสังคมมาด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณ เล่นดนตรีกันด้วยวิญญาณ อย่าง พี่ติ หรือ กิตติ กาญจนสถิตย์ หรือ พี่แหลม มอริสัน-รุ่งศักดิ์ อิศราภรณ์ เขาก็ยืนหยัดกับดนตรีของเขามาตลอด” ยืนยงบอก

“คนที่มาร่วมรู้จักคุ้นเคย พูดกันง่ายเข้าใจกันดี” ..อัสนีให้ความเห็นเมื่อถูกถามว่า- คนอื่นๆ นอกเหนือจากนี้แล้ว ได้มีการติดต่อบ้างหรือเปล่า โดยป้อมเพิ่มเติมว่า “คือเรานึกได้พวกใกล้ๆ ตัวก่อน แอ๊ดก็เปิดกว้างนะ แต่ทีนี้เขาลังเลกัน แล้วเราก็ไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะถ้าเอ่ยปากแล้ว บางทีเขาอาจจะอึดอัด” ขั้นตอนการติดต่อศิลปินมาร่วมงานผ่านไปด้วยดี มีติดขัดบ้างเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงแรก ตรงเรื่องเวลาของแต่ละคนที่มีช่องว่างไม่ต้องตรงกัน

วั น ที่ ๓ ธั น ว า ค ม

การนัดหมายสำคัญของกลุ่มศิลปินมีขึ้น เพื่อบันทึกเสียงเพลง “ชีวิตสัมพันธ์ฯ” ที่ห้องบันทึกเสียงเซ็นเตอร์สเตจของ คาราบาว เพลงนี้ ยืนยง โอภากุล ร่วมแต่งกับ อัสนี โชติกุล การบันทึกเสียงใช้เวลายืนยาวไปตลอดทั้งวันจนถึงยามดึก แล้วไปเสร็จสิ้นเอาวันที่ ๔ ธันวาคม เมื่อ ‘อิสรา อนันตทัศน์’ แห่ง ‘คนด่านเกวียน’ มาบันทึกเสียงร้องเป็นคนสุดท้าย

วั น ที่ ๑ ๑ ธั น ว า ค ม

มีงานแถลงข่าวจัดคอนเสิร์ตอิสานเขียวที่โรงแรมเพรสิเดนท์ (แห่งเดิมที่-แยกราชประสงค์) เป็นการยืนยันถึงความพร้อมในทุกๆ ด้านที่จะสร้างปรากฏการณ์นี้ให้เป็นจริง ผู้คนมากมายร่วมอยู่ในงานแถลงข่าว ทั้งศิลปิน เพื่อนพ้องของศิลปิน แฟนเพลง สื่อมวลชน และที่พิเศษคือมีนายทหารมากมายมาร่วมงานด้วย โดยการนของ “พลตรี นฤดล เดชประดิยุทธ์” เลขานุการกองทัพบก “อีสานเขียวจริงๆ” ..สุรชัย จันทิมาธร พูดแซวกับผู้ร่วมงานด้วยอารมณ์ขัน “เขียวที่โรงแรมเพรสิเดนท์นี่ก่อน” เพลง “ชีวิตสัมพันธ์” ถูกเผยแพร่แก่สาธารณชนในงานวันนั้นเป็นครั้งแรก

หลังจากแถลงข่าว.. การซักซ้อมก็เริ่มดำเนินไปเป็นระยะๆ โดยช่วงแรกเป็นการซ้อมของคาราบาว และเพลงของพวกเขาก่อน ระยะถัดๆ มาเป็นการซ้อมร่วมระหว่างศิลปินรับเชิญและคาราบาว โดยสลับกันไป

๒ ๖ ธั น ว า ค ม ซ้ อ ม ใ ห ญ่

บ่ายสามโมงเศษ ผม (ทิวา) และ สมชาย ขันอาษา (สวนฯ ๑๐๑) ไปถึงสนามกีฬากองทัพบก มีเวทีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงหัวสนาม ทางด้านทิศเหนือ ส่วนของมิกเซอร์ และแผงคอนโทรลไฟ ตั้งอยู่กึ่งกลางสนาม แผงควบคุมมอนิเตอร์อยู่ด้านข้างของเวที

งานหลายอย่างยังไม่แล้วเสร็จ แผงไม้อัดที่กั้นระหว่างคนดูกับส่วนของเวทีกำลังทาสีกันอยู่ เจ้าหน้าที่โค้กกำลังทยอยกันนำป้ายสินค้าขึ้นไปติดตั้งบนอัฒจันทร์โดยรอบ
ตัวหนังสือแบ็คดร็อบ “อิสานเขียว” ยังกองอยู่ริมสนาม รอเวลาที่จะขึ้นไปติดบนผนังสีขาว ด้านขวาของเวที

ผม (ทิวา) เดินเข้าไปด้านหลังและขึ้นไปบนเวที เห็นศิลปินหลายคนที่มารอซ้อม “เมื่อวานเขาก็ซ้อมกันถึงตี ๔” พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เล่ากลั้วเสียงหัวเราะ “แต่ผมไม่ได้มา มัวแต่ไปฉลองคริสต์มาสติดลมกับหงา”

การทดสอบเสียงเป็นไปอย่างจริงจัง มีมอนิเตอร์หลายตัวที่ทำงานติดขัด เพราะเพิ่งนำมาเพิ่ม เนื่องจากการลองเสียงวันก่อนหน้านี้ กำลังขับของพีเอ. (ลำโพงใหญ่หน้าเวที) ดังกลบเสียงจากมอนิเตอร์ (ลำโพงสำหรับนักร้องนักดนตรี) จนนักดนตรีแทบไม่ได้ยินเสียงวงดนตรี แต่ดูเหมือนไม่มีใครเคร่งเครียดนัก ทุกคนทำงานกันด้วยรอยยิ้ม

“ผมเสนอพรรคพวกว่า อยากให้เรายกทีมนี้ขึ้นไปเล่นอิสานบ้าง” พงษ์เทพบอก “ตอนนี้เราเล่นที่นี่เอาเงินให้ แต่การไปเล่นที่นั่นเหมือนเราเอาใจไปให้เขา ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นไปได้มากแค่ไหน แต่ต้องยอมรับว่า ตรงนี้-คาราบาวเขามีเพาเวอร์จริงๆ ที่จะทำงานใหญ่ๆ ขนาดนี้ได้”


อัสนี โชติกุล ให้ความเห็นว่า “การยกทีมขึ้นเล่นที่อิสานคงมีปัญหามาก เพราะที่ทำนี้เป็นสเกลใหญ่ และปัญหาอีกอย่างที่จะต้องมีคือ เวลาของนักดนตรีจะไม่ค่อยตรงกัน”

ยังเหลือเวลาอีกบ้างก่อนการซ้อมกับเครื่องดนตรีจะเริ่มขึ้น ผมเดินแวะไปทักทายอาจารย์สีเผือก หรือ อิสรา อนันตทัศน์... “ผมไม่คิดว่ามันจะใหญ่โตอย่างนี้” เขาบอกความรู้สึกเมื่อขึ้นมายืนบนเวทีที่จะต้องเล่นในวันพรุ่ง ..ผมถามว่า-หากคนมากันเต็มเอี้ยดจะสั่นไหม อาจารย์สีเผือกบอกว่า “ไม่หรอกมันเคยแล้ว” “ผลที่จะได้จากงานในแง่ของการช่วยเหลือคงไม่มากนัก” ..เขาให้ความเห็น “ไม่มากนักเมื่อเทียบกับความต้องการจริงๆ แต่ก็เป็นงานที่ได้ทำ ศิลปินได้มาร่วมกัน ได้ยืนยันฐานะของคนร้องเพลงเพื่อสังคม”

ผม (ทิวา) ได้มีโอกาสนั่งคุยกับยืนยงอีกครั้งหนึ่ง ที่มุมด้านหนึ่งของเวที และมี ‘กิตติ กาญจนสถิตย์’ และ ‘เทียรี่ เมฆวัฒนา’ นั่งคุยเรื่องกีตาร์อยู่ข้างๆ
ยืนยงบอกว่า.. นั่งคำนวณกันเล่นๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหมด ก็ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท เมื่อถามถึงเทปแสดงสดและวีดีโอ คาสเซ็ตที่จะออกมาขาย แอ๊ดบอกว่า ยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้น

เราได้คุยกันต่อเรื่องของศิลปินในแง่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ซึ่งผม (ทิวา) คิดเอาเองว่า การที่ศิลปินได้มารวมตัวกันโดยไม่มีการแบ่งค่ายหรือสังกัด แล้วทำงานใหญ่ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่งของการเพิ่มพลังต่อรองให้ศิลปิน (บ้าง) และอาจจะสานต่อไปถึงลักษณะการรวมตัวกันที่แนบแน่นขึ้น แต่ยืนยงกลับเห็นว่า “จะกลายเป็นทำให้ถูกเข้มงวดมากขึ้นต่างหาก” เขาพูดพลางหัวเราะเบาๆ.. “เขาหาข้อมาอ้างได้ตลอดเวลาล่ะ ..กลัวว่าจะโต”

ยืนยงหันไปแหย่ ‘กิตติ’ ก่อนลุกไปเตรียมซ้อมจริงว่า.. “พี่ติ ผมจะเอาเอ็ม.๑๖ มาถอดเครื่องทำเป็นกีตาร์ให้พี่ติ ..กีตาร์ปืนกลายเป็นโลโก้ของพี่ติไปแล้วนะ”

ระบบเสียงในการซ้อมยังมีปัญหา โดยเฉพาะกับมอนิเตอร์ของนักดนตรี บรรยากาศการซ้อมเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ตั้งแต่เริ่มซ้อม “วณิพก” ซึ่ง ‘อิสรา’ จะเป็นผู้ร้องและลืมเนื้อเพลง เช่นเดียวกับ ‘สุรชัย’ ที่มักลืมเนื้อเพลง “เมดอินไทยแลนด์” เลยพาลพะโลไม่ยอมซ้อม เพียงแต่โผล่หน้ามาให้เห็น แล้วโบกมือบ๊ายบาย หายแวบไปตามไลฟ์สไตล์ของเขา ‘หมู-พงษ์เทพ’ เป็นผู้สร้างความบันเทิงอย่างคงเส้นคงวา ไม่ว่าเขาจะยืนอยู่ต่อหน้าฝูงชนหรือร่วมกับเพื่อนศิลปินในการซ้อม

แล้วการซ้อมใหญ่ก็เสร็จสิ้นเอาหลังสองยาม ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ดั่งใจ ทุกคนจึงจะมีเวลาพักผ่อนบ้าง สำหรับการร่วมสร้างประวัติศาสตร์ โดยช่วงท้าย..หลายคนเครียดเหมือนกัน เมื่อ “จอมณรงค์ วรบุตร” ซาวด์เอ็นจีเนียร์ใหญ่ยังแก้ปัญหาระบบเสียงได้ไม่สมบูรณ์ ..แอ๊ดถึงกับตะโกนผ่านไมค์แหวกความมืดและความกว้างของสนามกีฬา เป็นคำสบถสั้นๆ ที่ผู้ชายทุกคนคุ้นเคยกันดี

๒๗ ธั น ว า ค ม ด น ต รี แ ล ะ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์

สองโมงเช้า ..ช่องขายบัตรเริ่มเปิดขาย เด็กหนุ่มสาวในชุดยีนส์ ผ้าคาดหัวบอกถึงสถานะแฟนเพลงของคาราบาว เริ่มทยอยกันไม่ขาดสาย สี่โมงเช้า ประตูเปิดให้ผู้ชมเข้าจับจองที่ในสนาม แสงแดดอบอุ่น-สายลมเอื่อยช้าพัดมาเป็นระลอก แม้แสงแดดจะแผดกล้ากว่านี้อีกสัก ๑๐ เท่า ผม (ทิวา) ก็เชื่อว่าไม่มีใครย่อท้อ เพราะหัวใจของผู้คนแนบชิดและรอคอยอยู่กับเสียงเพลง

ศิลปินค่อยๆ ทยอยมา ส่วนใหญ่นั่งรออยู่บนอัฒจันทร์ด้านหลัง และเกือบทุกคนพาครอบครัวมาด้วย เจ้าหน้าที่เวทีดูจะเหน็ดเหนื่อยเป็นพิเศษ กับการตระเตรียมข้าวของ วางตำแหน่งต่างๆ รวมถึงตารางการแสดง

สารวัตรทหาร ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ชักแถวเดินเข้าสนามประจำตามจุดต่างๆ เน้นมากพิเศษตรงบริเวณหน้าเวที การตรวจเป็นไปอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการสับสนและความปลอดภัย ที่อาจจะเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ จากใครบางคนที่รู้สึกไม่อบอุ่น หากว่าไม่พกอาวุธมาฟังเพลง (จึงต้องเอาไปฝากไว้ที่เต๊นท์ บก.รักษาความปลอดภัย แล้วค่อยมาเอาคืนตอนคอนเสิร์ตเลิก /- แปลกดีนะ กับกติกานี้) นักดนตรีบางคนลืมติดบัตร ก็ต้องเสียเวลารอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ทำงานต่อสารวัตรทหารบ้าง ด้านนอกสนามหลังเวที มีกล่องโฟมใส่อาหารกองเป็นภูเขาเลากา !!

บ่ายสามโมงกว่า ผู้คนทยอยกันเข้ามาเกือบเต็มสนามทั้งหมด และบนอัฒจันทร์แทบทุกด้าน ในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง แสงแดดทอประกายทองต้อนรับการมาถึงของเสียงเพลงจาก “คำภีร์” วงดนตรีหน้าใหม่ ที่เล่นเปิดรายการให้ ตามด้วย “กะท้อน” ที่ทำให้คนฟังฮือขึ้นด้วย “สาวรำวง” และลีลาเร้าใจ โดย “กะท้อน” เลือกเล่นชุดเพลงเร็วโดยตลอดไม่มีการลดอุณหภูมิลง ผู้คนเริ่มดันกันไปมา โดยเฉพาะแผงที่นั่งด้านหน้า ตำรวจทหารเริ่มหน้าตาเครียด มีบางคนยกท่อนแขนขึ้นปาดเหงื่อ

“กะท้อน” เสร็จสิ้นภารกิจ เจ้าหน้าที่เวทีจัดการเคลียร์พื้นที่ นักดนตรีคาราบาวค่อยๆ ก้าวขึ้นมาจับเครื่องมือของตน พร้อมกับเสียงต้อนรับอึงอล ยืนยง โอภากุล เดินขึ้นมาจากกึ่งกลางเวที เสียงคอร์ดสะบัดพลิ้วในเพลง “ด่านเกวียน” หมายถึง สัญญาณของวิญญาณเพลงเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น ‘สุเทพ ถวัลย์วิวัฒนกุล’ แห่ง “โฮป” เดินถือแมนโดลินเก่าแก่คู่ใจกับเพลง “จากใจ” หลังจากผ่านเพลงของคาราบาวจบไปแล้วชุดหนึ่ง เมื่อเพลงแรกของ “โฮป” จบลง ก็เป็นการคั่นจังหวะสั้นๆ ด้วยการกล่าวต่อประชาชนของ ผู้บัญชาการทหารบก-พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่มาเป็นประธานด้วยตนเอง การพูดด้วยถ้อยความสั้นๆ และรวบรัด แสดงถึงความแหลมคมของนายทหารผู้นี้ได้ประการหนึ่ง เมื่อรู้สถานการณ์ว่า.. ในงานแบบนี้-ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดอย่างยืดยาว

‘สุเทพ’ กลับมาปิดท้ายช่วงของเขาด้วยเพลง “หนุ่มสุพรรณ” โดยท่อนสุดท้ายนั้น ‘สีเผือก-อิสรา’ เข้ามาร้องสวมเข้าอย่างเหมาะเจาะ และเช่นเดียวกับการเปลี่ยนช่วงจาก ‘อิสรา’ เป็น ‘พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ’ ..คิวบนเวทีช่วงนี้เป็นไปอย่างกระชับน่าชื่นชม พงษ์เทพและอิสรา ช่วยเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้อย่างครื้นเครง ด้วยประสบการณ์ที่คร่ำหวอดบนเวทีการแสดง

แล้วคาราบาวก็เล่นเพลงของพวกเขาอีกชุดหนึ่ง จึงถึงเวลาที่จะต้องมอบ “ดอกไม้ให้คุณ” ของ ‘หงา-สุรชัย จันทิมาธร’ ผู้ที่ สุเทพ ถวัลย์วิวัฒนกุล เรียกว่า “อาจารย์ใหญ่แห่งเพลงเพื่อชีวิต” สุรชัยปล่อยตัวสุดเหวี่ยงกับเพลง “เมด อิน ไทยแลนด์” แล้วลงจากเวทีไป และยังไม่ทันที่คาราบาวจะเริ่มอีกชุดหนึ่งของการแสดง ก็มีการกระทบกระทั่งกันในหมู่คนดูวัยร้อน แต่ก็สงบลงได้เพราะดูเหมือนจะไม่มีอาวุธ ซึ่งทุกคนเข้าใจดีว่า การใช้กำลังมีแต่เจ็บไปทั้งคู่ ยืนยงถามคนดูด้วยเสียงดังก้อง “มีอะไรกันอีกแล้วเหรอ?” ..และร่ายยาวเพื่อบอกให้แฟนเพลงรู้ว่า การร่วมฟังเพลงโดยสันตินั้นเป็นสิ่งที่ดี


ช่วงที่เสียงอื้ออึงโห่ร้องดังที่สุดอีกช่วงคือ การขึ้นเวทีของ ‘อัสนี โชติกุล’ ในเพลง “บังอรเอาแต่นอน” และการขึ้นไปร่วมแจมกีตาร์ของ ‘แหลม มอร์ริสัน-กิตติ กีตาร์ปืน’ เหมือนเป็น Guitars Ensemble ...การชุมนุมกีตาร์ครั้งสำคัญ มือกีตาร์ชั้นดียืนกันเป็นแผงเต็มเวที แต่น่าเสียดายที่เสียงกีตาร์บางตอนสับสนและเสียงของบางตัวขาดหายไป

นักดนตรีที่น่าจะได้รับการยกย่องมากเป็นพิเศษ น่าจะเป็น ‘เทียรี่ เมฆวัฒนา’ ซึ่งยืนเสียงริธึ่มได้อย่างหนักแน่นและมั่นคงอยู่โดยตลอด วันนี้เขาขึ้นชั้นมืออาชีพอย่างเต็มภาคภูมิ และมืออาชีพอีกคนที่ทำงานหนักโดยตลอด ได้แก่ ‘อำนาจ ลูกจันทร์’ มือกลองร่างเล็กที่กำหนดจังหวะให้ เพลงเกือบ ๔๐ เพลงในคืนนั้น

จบท้ายกับภาพประทับใจ รวมหมู่ศิลปินทุกชีวิตบนเวที ขับขานร้องสดโดยใช้แบคกิ้งแทร็คในเพลงเอก “ชีวิตสัมพันธ์ สายธารสู่อีสานเขียว” ที่เป็นอมตะมาถึงทุกวันนี้


บทความโดย  ‘ทิวา สาระจูฑะ’ บรรณาธิการนิตยสาร “สีสัน”

ที่มา http://www.suan84.com


<a href="http://www.youtube.com/v/_KSYzxabB_A&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/_KSYzxabB_A&amp;hl</a>

ชีวิตสัมพันธ์ - รวมศิลปิน

เจ้านกเอย    เจ้าเคย อยู่บนกอไผ่
กู่ขัน บทเพลงจากใจ    ชมไพร ชมพฤกพนา
ส่งสำเนียง    เสียงธรรมชาติ สร้างมา
ผสมเสียงเพลง พฤกษา    ที่มา ของเสียงดนตรี

กู่เรื่องราว   บอกกล่าว ถึงความรู้สึก
เป็นเพียง สามัญสำนึก   แหละการ ห่วงหาอาทร
ตอนนี้เรา   สิ้นเงาไม้ ไม่เหมือนก่อน
ชุ่มชื่น กลับกลายเป็นร้อน   เป็นแรง ระแหงระเหิด

ความแห้งแล้ง ความชุ่มชื้น อย่างไหน ที่เราชอบใจ
ความร่ำรวย ความยากจน อย่างไหน ที่คนชอบกัน
มันอยู่ที่ความ สมบูรณ์   ของหมู่ แมกไม้
ต้นสาย ต้นน้ำลำธาร นะ
มาจากป่า สู่เมือง  จากเขา ทะมึน
หล่อเลี้ยง ผู้คน  ในแท่น คอนกรีต

(ยามนี้เรา จึงมาร้องเพลงเพื่อบอก บรรเลง  เสียงเพลง จากใจ
เมืองนั้นมี ความศิวิไล  เมื่อมี ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร
มีนกกา หากิน บินว่อน  เนื้อแม่ ลูกอ่อน    มีนม ให้ลูกกิน)
คนหากิน สัตว์หากิน   (เราไม่เบียด  เบียนกัน และกัน)
ต้นไม้งาม คนงดงาม  (งามน้ำใจ ไหลเป็นสายธาร)

ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน มีคน มีต้นไม้มีสัตว์ป่า

ความสมดุลย์   คือคุณ ตามธรรมชาติ
ดินน้ำ ลมฟ้า อากาศ  เติมวาด ชุบชีวิตชน
หมู่ไม้พันธ์   อยู่กัน มาหลายชั่วคน
ให้ใบ ให้ดอก ให้ผล   ให้คน ได้ผลประโยชน์
กู่เรื่องราว   บอกกล่าว ถึงความ รู้สึก
เป็นเพียง สามัญสำนึก  และการ ห่วงหาอาทร
ตอนนี้เรา   สิ้นเงาไม้ ไม่เหมือนก่อน
ชุ่มชื่น กลับกลายเป็นร้อน  เป็นแรง ระแหงระเหิด

ความแห้งแล้ง ความชุ่มชื้น   อย่างไหน ที่เราชอบใจ
ความร่ำรวย ความยากจน  อย่างไหน ที่คนชอบกัน
มันอยู่ที่ความ สมบูรณ์  ของหมู่ แมกไม้
ต้นสาย ต้นน้ำลำธาร  มาจากป่า สู่เมือง
จากเขา ทะมึน หล่อเลี้ยง ผู้คน ในแท่น คอนกรีต

(ยามนี้เรา จึงมาร้องเพลง  เพื่อบอก บรรเลง เสียงเพลง จากใจ
เมืองนั้นมี ความศิวิไล  เมื่อมี ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร
มีนกกา หากิน บินว่อน  เนื้อแม่ ลูกอ่อน  มีนม ให้ลูกกิน)
คนหากิน สัตว์ก็หากิน(เราไม่เบียด  เบียนกัน และกัน)
ต้นไม้งาม คนก็งดงาม
(งามน้ำใจ ไหลเป็นสายธาร   ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน  มีคน มีต้นไม้) มีสัตว์ป่า

(ยามนี้เรา จึงมาร้องเพลง  เพื่อบอก บรรเลง  เสียงเพลง จากใจ
เมืองนั้นมี ความศิวิไล   เมื่อมี ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร
มีนกกา หากิน บินว่อน เนื้อแม่ ลูกอ่อน   มีนม ให้ลูกกิน)
คนหากิน สัตว์หากิน  (เราไม่เบียด  เบียนกัน และกัน)
ต้นไม้งาม คนงดงาม   (งามน้ำใจ ไหลเป็นสายธาร)
ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน  มีคน มีต้นไม้  มีสัตว์ป่า

ความแห้งแล้ง ความชุ่มชื้น   อย่างไหน ที่คนชอบใจ
ความร่ำรวย ความยากจน   อย่างไหน ที่คนชอบกัน
(มันอยู่ที่ความสมบูรณ์ ของหมู่แมกไม้  ต้นสาย ต้นน้ำลำธาร
มาจากป่า สู่เมือง  จากเขา ทะมึน  หล่อเลี้ยง ผู้คน
ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน   มีคน มีต้นไม้)  มีสัตว์ป่า
คนหากิน สัตว์หากิน
(เรา ไม่เบียด  เบียนกัน และกัน)
ต้นไม้งาม คนงดงาม
(งามน้ำใจ ไหลเป็นสายธาร)

ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบานมีคน มีต้นไม้
มีสัตว์ป่า มีสัตว์ป่า
(เรา ไม่เบียด  เบียนกัน และกัน)
ต้นไม้งาม คนงดงาม
(งามน้ำใจ ไหลเป็นสายธาร  ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน
มีคน มีต้นไม้ มีสัตว์ป่า)



Logged


หากหัวใจยังรักควาย  ๓oปี คาราบาว
กระแสลมยิ่งแรงพัดผ่าน ดวงวิญญาณยิ่งกล้ายิ่งแกร่ง
ฝ่าคลื่นลมด้วยใจมุ่งมั่น ดวงตะวันสีทองส่องแสง


NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 3,944
106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« Reply #25 on: 16 November, 2552, 11:32:44 »



บทความจากคอกควาย

ตอน คาราบาว กบฎ 9 กันยายน 2528

ในขณะนั้น คาราบาว วงดนตรีเพื่อชีวิตกำลังมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างสูง คาราบาวได้รับการติดต่อแบบขอร้องแกมบังคับตั้งแต่เวลา 03.00 น. ให้ไปตั้งวงแสดงดนตรีที่สวนอัมพร ซึ่งตามแผนจะมีการถ่ายสดการแสดงคอนเสิร์ตของคาราบาวทางโทรทัศน์ สลับกับการอ่านประกาศของคณะปฏิวัติ เพื่อปลุกใจให้คนหันมาเป็นแนวร่วม แต่ทว่าแผนการเกิดผิดพลาด ดังนั้น ในอัลบั้มชุดที่ 6 ของคาราบาว "อเมริโกย" จึงมีอยู่เพลงนึงชื่อ มะโหนก มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตทหาร และมีท่อนนึงที่ร้องว่า "โหนกตัดสินใจรับใช้ชาติประชา มาเป็นพลทหารม้าสังกัดมอพันสี่" ซึ่งต้องการสื่อหมายถึง พ.อ.มนูญ รูปขจร นายทหารม้าสังกัด กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน.4 รอ.) ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในเหตุการณ์ครั้งนี้ และในท้ายเพลงมีบันทึกเสียงปืนจากรถถังที่ยิงใส่เวทีคอนเสิร์ตในวันเกิดเหตุด้วย พร้อมกับเสียงผู้คนโหวกเหวก และเป็นที่มาของหน้าปกอัลบั้มชุดนี้ที่เป็นลายพรางทหาร และคำว่า vol.6 ซึ่งเมื่ออ่านกลับหัวจะอ่านได้ว่า 9 กย.

คาราบาว ใช้เวลาในการเดินทางตระเวนเล่นคอนเสิร์ต แทบจะทั่วทุกหัวระแหงของแผ่นดินไทย ชื่อเสียงของคาราบาว ขจรขจายไปถึงหมู่คนไทยในแผ่นดินอเมริกา อีกคอนเสิร์ตหนึ่งที่นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของคาราบาว นั่นคือการแสดงคอนเสิร์ตท่ามกลางการปฏิวัติ ๙ กันยายน ๒๕๒๘
ของพันเอกมนูญ รูปขจร (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น-มนูญกฤต) อันมี “ไอ้โม่ง” นายทหารนอกราชการนายหนึ่ง ที่หันมาเล่นการเมืองในปัจจุบันชักใยอยู่เบื้องหลัง

เหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้เนื้อหาเพลงของคาราบาว พุ่งตรงสู่วังวนการเมืองเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น นับจากอัลบั้ม “อเมริโกย” เรื่อยมา ขณะที่ตัวยืนยงก็เคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้นเป็นเท่าทวี

เหตุการณ์กบฎ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ เกี่ยวข้องกับ “คาราบาว” อย่างไร ?

แน่เหลือเกิน คาราบาวเลือกยืนอยู่ข้าง พันเอกมนูญ รูปขจร ที่พยายามยึดอำนาจรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี จุดแรกเริ่มที่ยืนยงและคาราบาว เข้าไปมีส่วนกับกบฎ ๙ กันยา ก่อเกิดมาจากวันหนึ่งในแผ่นดินอเมริกา เมื่อปี ๒๕๒๘

แอ๊ดเล่าว่า.. เมื่อครั้งที่ คาราบาว เดินทางไปแสดงดนตรี หาเงินสมทบโครงการตู้หนังสือเยาวชนที่สหรัฐฯ ระหว่างที่เขากลับมาพักผ่อนที่ลอสแองเจลิส เพื่อรอขึ้นเวทีเป็นครั้งที่สอง ก็ได้รับโทรศัพท์ขอพบตัวจากเพื่อนรุ่นพี่นาม “วันนิวัติ ศรีไกรวิน” หรือชื่อที่เขาถนัดเรียกว่า “พี่จ้ำ” ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในแอล.เอ. “เมื่อผมตกลง ก็มีรถมารับผมถึงโรงแรมพาผมไปยังที่นัดหมาย พี่จ้ำพูดกับผมไม่กี่คำเกี่ยวกับจุดประสงค์ของพี่นูญ และผมก็ตอบรับ
สาเหตุที่ผมตกลงง่ายๆ นั่นก็เนื่องจากว่า ในช่วงนั้น ผมได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ของพี่นูญมาจาก-อาจารย์โป๊บ (พนัส) ว่า แกเป็นชายชาติทหารผู้เสียสละ และเป็นขวัญกำลังใจของลูกน้อง”

ในสายตาของยืนยงเวลานั้น ‘พี่นูญ’ คือคนดี ..ยืนยงจึงตกปากรับคำอย่างง่ายดาย

การปฏิวัติครั้งนี้ก่อการโดย ‘ไอ้โม่ง’ ที่ตกลงกันตอนแรกว่า-ในวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน จะลงมือช่วงที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (นายกรัฐมนตรีตลอดกาลสมัยนั้น) เดินทางไปต่างประเทศ ‘ไอ้โม่ง’ ก็จะตามออกไปต่างประเทศด้วย แต่จะชิงย้อนกลับเข้ามาเป็นผู้นำปฏิวัติในตอนหลัง หน้าที่ของแอ๊ดก็คือ สร้างม็อบขึ้นในสวนอัมพร โดยใช้วงคาราบาว ดึงมวลชนมาร่วมด้วย

“พี่นูญจะเอารถถังไปยึดสถานีโทรทัศน์มาถ่ายทอดพวกเรา เรามีกองทหารราบ-อากาศโยธิน-รถถัง และวงคาราบาว โดยขยับมาปฏิวัติในวันที่ ๙ กันยายน เมื่อ ‘ไอ้โม่ง’ ไม่กลับมาจากต่างประเทศ พี่นูญจึงสั่งให้ลงมือ”

“คืนนั้นผมไม่ได้นอน มารับแจ้งข่าวตอนประมาณ ๕ โมงเย็นของวันที่ ๘ ผมวิ่งหาเครื่องดนตรีและล็อกตัวคนในบ้านผมทุกคนไว้ ไม่ให้ไปไหน เพราะกลัวข่าวรั่ว ตีห้าของเช้ามืดวันที่ ๙ ผมขับรถนำเพื่อนมุ่งไปลานพระรูปทรงม้า เพื่อนๆ ผมเริ่มไหวตัวเพราะเห็นกองกำลังฝ่ายเราตั้งด่าน เป็นจุดๆ ผมจึงตัดสินใจบอกเพื่อนในวงว่า ผมกำลังปฏิวัติ เราจะทำให้เมืองไทยดีขึ้น ทำเพื่อชาติเพื่อประชาชน

เพื่อนผมไม่มีใครปฏิเสธ ที่ถูกผมหลอกให้มาปฏิวัติ นอกจากผมแล้ว ก็เห็นมีแต่เล็กเท่านั้น ที่รับสภาพวันนั้นได้ดี พากันตะโกนร้อง ลิงโลด เมื่อรู้ว่าพวกเรากำลังมาทำอะไร

คาราบาวตั้งเวทีกันที่สวนอัมพร ผมเล่นดนตรีไป สลับกับการพูดโจมตีพลเอกเปรมไป คนดูเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีทั้งนักข่าวและชาวบ้าน คาราบาวเล่นไปกระทั่ง ๐๘.๓๐ น. รถถังฝ่ายปฏิวัติก็ยิงปืนนัดแรก"

ยืนยงเล่าเหตุการณ์แล้วหันกลับไปมองที่ตู้แอมป์ ตู้แอมป์ที่มีปืน Walther P ๓๘ ขนาด ๙ ม.ม.วางอยู่

“ผมหยิบมันขึ้นมาขึ้นลำ แล้วบอกให้เล็กหลบไปก่อน ปืนของเราเล็กกว่าเยอะ คนดูหน้าเวทีวิ่งหนีมาอยู่ข้างหลังเราทั้งหมด เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ..ผมให้-พี่กัมปนาท พรหมคช สารถีของผมในเวลานั้น เป็นคนคอยประสานระหว่างพวกเรากับกองกำลัง

พี่นาทถือเอ็ม-๑๖ วิ่งไปวิ่งมาอยู่แถวนั้น มีทหารทำปืนลั่น พี่นาทก็ต้องคอยแนะว่าอย่ายิง เพราะประชาชนฝูงชนอยู่เยอะ (หน้าปตอ.) ระหว่างนั้น ผมรอคำสั่งจากอาจารย์โป๊บ ที่คอยประสานระหว่างกองบัญชาการปฏิวัติกับพวกเรา ไม่มีคำสั่งให้ถอย ผมก็ไม่ถอย โดยมีการยิงโต้ตอบของฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะ

เรารู้สึกว่าเวลามันผ่านไปช้ามาก จนกระทั่งเที่ยง ก็มีเสียงตอบโต้จากรัฐบาลผ่านทีวีและวิทยุว่า ฝ่ายรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้หมดแล้ว ให้ฝ่ายปฏิวัติวางอาวุธและกลับกรมกอง แต่ผมก็ยังไม่ถอยไม่หนี เฝ้าแต่รอทำตามคำสั่งอย่างเดียว

"ผมบอกให้พี่นาทไปบอกพลขับรถถัง ให้เข้ามาคุ้มกันที่เวที เพื่อให้สมาชิกของวงอุ่นใจขึ้น ไม่นานรถถังสองคัน ก็แล่นพังประตูสวนอัมพรเข้ามาขนาบเวทีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อกลับลำได้ ก็ยิงออกไปสองนัดเป็นการข่มขวัญ ตามยอดตึกของกรมปตอ.ก็มีเสียงเอ็ม-๑๖ ดังมาเป็นระยะ จ่าสิบเอกวิเชียร วรชัย ได้โชว์การยิงเป้านิ่ง โดยเอาจานส่งสัญญาณของปตอ.เป็นเป้า นัดแรกพลาด พอนัดที่สอง-กระจาย ปลอกกระสุนปืนรถถังกระจายเกลื่อนสวนอัมพรไปหมดในตอนนั้น"

มีหลายครั้งที่กำลังฝ่ายรัฐบาลยิงเข้ามา ผม(แอ๊ด)กับทหารพรานจากปักธงชัย (หน่วย-กูผู้ชนะ) เป็นทหารพรานชุดดำหลบอยู่ด้วยกัน เขาพูดมากจริงๆ เพราะเมื่อเสียงปืนระเบิดขึ้นหนึ่งนัด มันก็บอกว่า ฝ่ายโน้นใช้ลูกแตกอากาศด้วย เราไม่รอดแน่ๆ ผม(แอ๊ด)ก็เลยหันไปดุว่า-มึงพูดอย่างนี้ในเวลายังงี้ได้ยังไง ขวัญกำลังใจเสียหมด นักรบห่าอะไรวะ

ช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์ตอบโต้ ผมมีโอกาสพูดคุยกับทหารพรานจากปักธงชัย ทำให้ผมรู้ว่า บางนายถูกจ้างมาแค่ ๕๐๐ บาท อ.ย.หรืออากาศโยธิน เป็นกำลังอีกหน่วยหนึ่งที่ มนัส รูปขจร นำมาร่วมด้วย

ตอนเริ่มต้น-มีสิงห์ทะเลทรายติดเอ็ม-๖๐ คันหนึ่ง มีทหารอ.ย.อยู่ ๕-๖ คน ทุกๆ คนอยู่ในชุดออกศึกน่าเกรงขาม ถูกสั่งให้มาคอยคุ้มกันคาราบาว..ผมจึงพออุ่นใจบ้าง แต่พอตอนเลิก กลับเหลือเพียงไอ้หน้าจืดอยู่คนเดียว เพื่อนๆ หนีไปหมดแล้ว เขาขับรถมาหาผม แล้วร้องไห้ บอกว่า-ผมไม่ทิ้งพี่หรอก เพื่อนๆ ผมมันหนีไปหมดแล้ว

ผมจึงคิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่างว่า คนเรานั้น บางทีรูปร่างหน้าตากับจิตใจนั้นต่างกันลิบลับ ผมตบบ่าเขาแล้วบอกว่าไม่ต้องน้อยใจ พี่ไม่โทษเธอหรอก ในสายตาของผม เขาคือนักรบจริงๆ เขาไม่ละทิ้งหน้าที่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโทษฐานการกบฏคือติดคุกกับประหาร ซึ่งเขาก็ยังไม่ทิ้งผมไปเหมือนคนอื่นๆ เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องสานต่อจนจบ นี่เป็นธรรมเนียมของผม เมื่อมาแล้วก็ถอยกลับไม่ได้แล้ว

ประมาณบ่ายสองโมง คนฝ่ายเราเริ่มน้อยลง-น้อยลง และเมื่อฝ่ายรัฐบาลเริ่มคุมสถานการณ์ไว้ได้หมด ซึ่งเข้าใจว่า-ระดับสูงคงเจรจากันอยู่ พวกอ.ย.และทหารราบเดินเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น และเมื่อผมปวดฉี่ ผมก็เดินเข้าไปบ้าง

ภาพที่เห็นตรงหน้าผมคือ ชุดทหาร-ระเบิดและปืนเอ็ม-๑๖ ถูกถอดกองวางไว้ไร้เจ้าของระเกะระกะ พวกเขาแต่งชุดไปรเวทธรรมดาไว้ข้างใน เอารองเท้าแตะยัดไว้ในกระเป๋าข้างกางเกงชุดฝึก เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน พวกเขาก็เดินเข้าห้องน้ำ ถอดชุดทหารออก สวมรองเท้าแตะ แล้วก็กลายเป็นพลเรือนเดินผิวปากหายไปในกลุ่มฝูงคน”

บ่ายสามโมงเย็นกว่าๆ แอ๊ดจึงได้รู้ว่า “มนูญ-มนัส รูปขจร” สองพี่น้องหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

การปฏิวัติครั้งนี้-ล่มไปโดยสิ้นเชิง เรากลายเป็นผู้ก่อการขบถ ๙ กันยา ผมขับรถที่ข้างท้ายเต็มไปด้วยชุดทหาร โดยเอาปืนกับระเบิดคืนให้ ร้อยโทสอน ด่านขุนทด และขับรถพาอาจารย์โป๊บแหกด่านออกมา เอาเสื้อผ้าทหารมาส่งไว้ที่ม.พัน ๔ เพื่อสังเกตการณ์ไปด้วยในตัว

ผมตัดสินใจไม่หนี ให้เขาตามไปจับที่บ้านก็แล้วกัน อาจารย์โป๊บเข้าโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่ไม่ได้ป่วย เพื่อหลบเพื่อนฝูงและนักข่าว ผมยังอยู่บ้านเหมือนเดิมรอให้เขามาจับตัว ตั้งแต่วันนั้นจนถึงบัดนี้ก็ไม่มาเสียที พลทหาร มะโหนก ประจำกองทัพไทย อุทิศตนรับใช้ ประเทศชาติประชาชน...

หลายปีต่อมา ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายๆ อย่างเกิดขึ้น เห็นคนที่ผมรักนับถือคบกับคนโกงชาติบ้านเมือง เห็นอะไรต่อมิอะไรในวงการการเมืองบ้านเรา เมื่อย้อนกลับมาคิดอีกที "โชคดีที่ไม่มีพวกเราเป็นอะไรไปในเหตุการณ์ ๙ กันยา มิเช่นนั้น ผมจะเสียใจการตัดสินใจของผมในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง"

หลังเหตุการณ์ ๙ กันยายนครั้งนั้น ยืนยงยังต้องลุยอีกหลายสมรภูมิ

“ผมยังต้องลงนวมอีกหลายยก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้าน คจก.,หลวงพ่อประจักษ์, พฤษภาทมิฬ, รวมทั้งต้านรัฐธรรมนูญรสช.กับคุณฉลาด วรฉัตร ถึงขนาดลงทุนโกนหัวกันเลยทีเดียว ผมว่าจะแขวนนวมสักที ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเด็กรุ่นหลังทำกันต่อไป แต่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมก็ยังกระโดดเข้าใส่ปัญหาเสมอ”

ที่มา http://www.suan84.com


<a href="http://www.youtube.com/v/KvVpb3iKC1g&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/KvVpb3iKC1g&amp;hl</a>
ฟังเพลง มะโหนก จาก คาราบาว


ความในใจ แอ๊ด คาราบาว[/center]

คาราบาวกลายเป็นวงดนตรีที่ฮ๊อทที่สุดแห่งยุค ไม่มีใครไม่รู้จัก คาราบาว เราถูกดึงเข้าร่วมสงคราม ณ ทุ่งสวนอำพร โดยไม่รู้ตัว เสียงปืนใหญ่รถถังที่คุณได้ยินในท้ายเพลง มะโหนก คือของจริง ที่ขณะนั้นเรากำลังเล่นให้คนชมอยู่ในสนาม ทบ. แล้วเสียวปืนก็ระเบิดดังก้อง นั้นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นและได้ยินรถถังยิงปืน เล็ก คว้าปืน .38 ขึ้นมา  ผมคว้า WALTHER P.38 ขนาด 9 มม.มาถือไว้ เเล้วตอบคำถามเล็กไปว่า หลบก่อนเถอะว่ะ ปืนเรามันเล็กเกินไป อาจจะเป็นเพราะความหนุ่ม ความห้าว ความบ้า ที่ทำให้ผมรับปากพี่นูญ ในเรื่องนี้ ผมจำได้แม่นว่าพวกทหารที่ติดคุก ถึงตอนโรงเรียนจะเปิด ผมส่งเงินไปให้ค่าเทอมลูกๆเขา และยังเคยส่งเงิน 200,000 บาท ไปให้พี่นูญที่เยอรมันด้วย ทั้งหมดผมส่งผ่าน อ.พนัสชัย ศุรามิตร คนสนิทของพี่นูญ ที่ผมไม่เคยลืม เงินทั้งหมอมาจากการขายเทปชุด กัมพูชาในขณะนั้น /แอ๊ด คาราบาว 1 ธ.ค. 2528




Logged


หากหัวใจยังรักควาย  ๓oปี คาราบาว
กระแสลมยิ่งแรงพัดผ่าน ดวงวิญญาณยิ่งกล้ายิ่งแกร่ง
ฝ่าคลื่นลมด้วยใจมุ่งมั่น ดวงตะวันสีทองส่องแสง


NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 3,944
106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« Reply #26 on: 17 November, 2552, 10:22:17 »



บทความจากคอกควาย

ตอน คอนเสิร์ต ฅนคาราบาว วันที่เขาควายหายไป


คาราบาว ก็กลับมารวมตัวกันใหม่ หลังจากแยกกันไปทำงานตามที่ตนต้องการ วันที่ ๒๕-๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ที่เอ็มบีเค.ฮอลล์ มาบุญครองเซ็นเตอร์ พวกเขา-วงดนตรีเพื่อชิวิตที่ยิ่งใหญ่ ขึ้นเวทีสร้างตำนานอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงร่ำลือว่าเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของสมาชิกยุครุ่งเรือง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเรียกคอนเสิร์ตนี้ว่าอะไร หรือจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม คงไม่สำคัญไปกว่าความรู้สึกของ “สายเลือดคาราบาว” ว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับการขึ้นเวทีครั้งนี้

‘แอ๊ด ยืนยง’ บอก-ไม่คิดว่าครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตอำลา เราไม่ได้อำลาไปไหน โดยเจตนาของวงคาราบาวก็เพื่อที่จะทำงานอะไรสักอย่าง ที่สอดคล้องกับความรู้สึกของเรา ที่อยากให้มีผลต่อสังคมในแง่ดี ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังทำกันอยู่ แล้วก็เป็นความตั้งใจดีของ “ดีเดย์ เอนเทอร์เทนเม้นท์” ที่เขาอยากให้รวมกันอีกครั้ง ก็เพื่อให้คาราบาวอยู่ในความทรงจำ เพราะว่าตอนนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงาน ไม่ได้เกี่ยวกับการจะเลิกหรืออยู่เลย


<a href="http://www.youtube.com/v/xVlNFQlczJ0&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/xVlNFQlczJ0&amp;hl</a>
คอนเสิร์ต "ฅนคาราบาว" ฉลอง ๑๐ ปี คาราบาว ก่อนจะเหลือเพียงความทรงจำ


“เป็นคอนเสิร์ตคาราบาวเพื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่คิดว่าการที่ได้มาเห็นภาพพวกเรามารวมเล่นกันอีกครั้งนั้น เป็นสิ่งที่ดี พวกเราเองก็ยังคิดถึงกันอยู่ ยังอยากเล่นรวมกันอีก
ประชาชนก็คงต้องการจะดู คิดว่าไม่เลว ก็พยายามที่จะว่าง แล้วบอกเพื่อนๆ..แต่ผมไม่นะ ใครสะดวกก็มา สำหรับคนที่ไม่มา ก็ไม่ต้องกลัว เราจะทำงานแทนกัน”

ด้าน ‘เขียว กิรติ’ ผู้ร่วมก่อตั้งวงคาราบาวอีกคนหนึ่งแต่ไม่ได้ร่วมงานครั้งนี้ เพราะต้องโปรโมทเทปของตัวเองพอดี “การแสดงครั้งนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่คอนเสิร์ตอำลา เพราะการที่จะเป็นคอนเสิร์ตอำลาได้นั้น ต้องเป็นการพูดคุยกันกับสมาชิกทั้ง ๗ คนของคาราบาวเสียก่อน เป็นเรื่องของเราเท่านั้นไม่เกี่ยวกับคนนอก หรือเป็นเรื่องธุรกิจแต่อย่างใด และถ้าเป็นการอำลาจริงๆ ผมต้องเข้าร่วมด้วยแน่นอน เพราะผมก็เป็นคาราบาวคนหนึ่งที่ร่วมก่อตั้งกันมา จะไม่มีวันทอดทิ้งไปไหน ครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตอุ่นเครื่อง ไม่มีผมคงไม่เป็นไร”

ขณะที่ ‘อ๊อด’ มือเบสของวงเห็นว่า “การแสดงครั้งนี้เป็นอะไรที่ตามสบาย แม้จะมีคนเรียกเป็นการรวมพลคาราบาว อยากเล่นรวมเพื่อนฝูงกันอีก ไม่ได้เล่นดนตรีด้วยกันตั้งนานแล้ว เพราะต่างคนต่างออกไปทำงานส่วนตัวของตัวเอง แม้จะยังพบปะเฮฮากันอยู่เสมอๆ แต่มันไม่เหมือนขึ้นเวทีเล่นดนตรี รวมวงเหมือนที่เคยเป็นมา มันเป็นบรรยากาศที่ดีที่ต้องการให้มีอีก จะกี่ครั้งก็ตาม มีแล้วมันรู้สึกดี” เมื่อถามว่ามันเป็นคอนเสิร์ตอำลา เขาตอบว่า “ไม่ใช่คอนเสิร์ตอำลา ไม่ใช่การแตกวง แตกคือไม่มีอะไรเลย การที่แต่ละคนมีการทำงานของตัวเองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เห็นเกี่ยวตรงไหนกับความเป็นคาราบาว”

ด้าน ‘เทียรี่ เมฆวัฒนา’ เห็นว่าคอนเสิร์ตนี้ก็เหมือนการเลี้ยงรุ่น เพื่อนเคยอยู่ด้วยกันไม่ได้พบปะเล่นดนตรีพร้อมหน้ากันมานาน เมื่อได้เวลาก็ต้องมีนัดมาสนุกกันเสียที มาเล่นดนตรีด้วยกันอีก เรียกว่าเลี้ยงรุ่นได้เลย เพื่อความมัน

“ไม่ใช่คอนเสิร์ตเพื่อแก้ภาพพจน์ เพราะไม่รู้จะแก้หรือจะลบไปทำไม ไม่มีอะไรเป็นจริง ข่าวที่ออกมาก็เป็นข่าว ..เป็นจริงเท่าไหร่กัน ไม่ต้องแก้หรอก เพราะเรารู้ความจริงเป็นยังไง ที่ว่าเป็นคอนเสิร์ตอำลาก็ไม่ใช่ ยังไม่เคยมีใครพูดเลยว่าจะลา หนุ่มๆ กันอยู่จะรีบลาไปไหน ยืนยันครับว่ายังไม่ลา แน่นอน”


<a href="http://www.youtube.com/v/IA7gzBeOKxY&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/IA7gzBeOKxY&amp;hl</a>
คอนเสิร์ต ฅนคาราบาว เพลง กัญชา โดย แอ๊ด คาราบาว


ส่วนผู้อาวุโสที่สุดของวง ‘น้าเป้า-อำนาจ ลูกจันทร์’ บอกว่า ข่าวที่ว่าเป็นคอนเสิร์ตอำลาของวงคาราบาว ก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไหร่นักว่าจุดประสงค์ในการจัดนี้ เพียงแต่รับปากจะไปเล่นให้ “ผมมองไม่ออกว่ามันจะเป็นอะไร ยังไง เขาอาจจะคิดว่าเป็นการประกาศอำลา ก็ไม่เป็นไร สำหรับผมเป็นอะไรก็ได้อยู่แล้ว”

คนสุดท้ายที่ออกความเห็นคือ ‘เล็ก-ปรีชา’ มือกีตาร์หนวดโง้งเห็นว่า ต้องการตรงนี้อยู่แล้ว คือการรวมตัวกันเล่นสักครั้งหนึ่ง หรือว่าจะอีกกี่ครั้งก็แล้วแต่ เพราะว่ามีข่าวออกมามากมายซึ่งเป็นทางลบทั้งนั้นสำหรับวง เห็นใจวงซึ่งเกิดจากคน ๗ คนรวมกัน ไม่ว่าใครจะยอมรับว่าเป็นคาราบาวหรือปฏิเสธก็แล้วแต่

“ทุกคนอยู่ในสังคมนี้ โดยได้ผลประโยขน์จากความเป็นคาราบาวทั้งนั้น แต่นานมาแล้วที่เราไม่เคยทำเพื่อวงอีกเลย ทั้งที่ความเป็นวงคาราบาว มันดาวน์ลงเรื่อยๆ มีข่าวไม่ดีอยู่เรื่อยๆ แต่เราก็ไม่เคยทำอะไร ..ครั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นผลลบหยุด เราไม่ต้องการผลบวก แต่ต้องการให้หยุดเท่านั้นเอง ข่าวลือที่บอกว่าเป็นคอนเสิร์ตอำลา ไม่ใช่หรอกครับ”

สำหรับ อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ไม่ว่างให้ถามถึงทรรศนะ แต่ยืนยันว่าไปร่วมด้วยแน่ และแล้ววันที่ผองเพื่อนรอคอยก็มาถึง ๒๕ พฤษภาคม ห้องเอ็มบีเค.ฮอลล์ มาบุญครองฯ พลพรรคเพื่อชีวิตที่มีความเป็นคาราบาว ข้นคลั่กอยู่ในสายเลือดในตัว ต่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ณ ที่นี้ เพื่อรอชมการแสดงดนตรีของวงที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของพวกเขาเหล่านั้น

ทันทีที่ประตูฮอลล์แห่งนี้เปิดขึ้นเพื่อให้แฟนๆ ได้ทะยอยกันเข้าไปชม สิ่งผิดปกติที่มักไม่เกิดขึ้นกับการแสดงของ คาราบาว ก็คือ ความสงบเรียบร้อยของแฟนๆ ที่มาชม
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ เพราะ คาราบาว ขึ้นชื่ออยู่แล้ว ในการเป็นคอนเสิร์ตอันตรายวงหนึ่งของเมืองไทย การที่จะชมคอนเสิร์ตอย่างเป็นปกติสุข จึงเป็นสิ่งเหลือเชื่อ แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว โดยประเภทยกป้าย-ยกหัวควาย ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ทุกครั้งของคาราบาว ไม่มีปรากฏให้เห็นเช่นที่ผ่านมา

คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นไปอย่างที่มีข่าวมาก่อนหน้าคือ เป็นการรวมตัวเพียงสมาชิกทั้ง ๖ ของคาราบาว ที่ขาดไปก็คือ ‘เขียว-กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร’ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คาราบาวก็ไม่ได้สรรหาใครมาเพิ่มเติมเพื่อการนี้ เหตุผลที่เขียวให้ไว้กับสื่อมวลชนก็คือ กำลังอยู่ในช่วงการทำงานโปรโมทเทปเดี่ยวของตนเองอยู่ เลยไม่สามารถมาร่วมงานครั้งนี้ได้

สำหรับการแสดงในวันนั้น มีการแบ่งกันเป็นภาคต่างๆ ไล่เรื่อยมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นอะคูสติกล้วนๆ จนมาถึงอัลบั้มชุดหลังๆ เมื่อครั้งที่ยังรวมตัวกันครบวง ไม่ได้แยกออกไปทำเทปเดี่ยวกันคนละชุดสองชุดในระยะหลังๆ

ดังนั้น เพลงที่นำเสนอ จึงยังคงเป็นเรื่องราวสมัยที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้คาราบาวเป็นส่วนใหญ่ หากแต่การแสดงในวันนั้น ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ก็คงเป็นได้เพียงการแสดงทางดนตรีของวงดนตรีวงใดวงหนึ่งเท่านั้น วิญญาณและปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ของคาราบาว ที่มักจะกระชากอารมณ์คนดูให้คล้อยตาม..ดูจะลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ทรงพลังหรือมีอำนาจเช่นในอดีต


<a href="http://www.youtube.com/v/w8-G9xQjjzc&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/w8-G9xQjjzc&amp;hl</a>
คอนเสิร์ต ฅนคาราบาว เพลง บาปบริสุทธิ์ โดย เล็ก คาราบาว


ก่อนจบการแสดง ได้มีการเปิดใจของคนคาราบาวทั้ง ๖ ว่าเป็นมาอย่างไรถึงได้แยกย้ายกันทำงาน และที่พูดได้แสบสันต์มากที่สุดก็คือ ‘อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี’ ที่พูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างถึงกึ๋นที่สุดว่า ..เราเหม็นหน้ากัน เลยแยกกันทำงานสักระยะ

ก็ไม่รู้จะเป็นเหตุผลตามที่อาจารย์ว่าไว้หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ที่ทำให้วงดนตรีเพื่อชีวิตที่ยิ่งใหญ่วงนี้ ห่างเหินจากการรวมตัวแสดงร่วมกันถึง ๓ ปี พร้อมๆ กับที่แต่ละคนต่าง ก็แทบจะมีผลงานเดี่ยวออกมาให้เห็นคนละชุดสองชุด และข่าวคราวการแตกดับของวง

แต่ถึงแม้จะแยกย้ายไปทำงานกันอย่างไร ปณิธานที่เป็นความตั้งใจของคาราบาวทุกคนหากได้มีโอกาสแสดงดนตรีก็คือ การที่จะเล่นเพลง “เรฟูจี” ให้ได้สักครั้งหนึ่งของชีวิต แล้วปณิธานก็เป็นจริงในวันนั้น ซึ่งแม้แต่แอ๊ดเอง ก็ถึงกับเอ่ยปากกับทุกคนว่า เราทำได้แล้ว หลังจากที่ต้องรอคอยกันมาถึง ๖ ปีกับการจะได้แสดงเพลงนี้

หลังการแสดงสิ้นสุด สิ่งที่คนดูได้รับไปก็คือ การซึมซาบในความมันและความสะใจ ที่มีโอกาสได้ดูได้ชมการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่อหังการวงนี้ แต่ที่แฟนๆ ไม่มีทางได้รับรู้เลยก็คือ โอกาสที่จะมีการดีใจเช่นการกลับมารวมตัวเฉพาะกิจ เพื่อการโปรโมทเทปอย่างครั้งนี้ จะมีขึ้นอีกหรือไม่ หรือโอกาสที่จะเสียใจกับการที่คาราบาวทั้งหมด จะประกาศยุบวงเพื่อคงความยิ่งใหญ่ไว้แค่นี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ทั้งวงไม่มีใครกล้าพอที่จะประกาศว่า “คาราบาว วงแตกแล้ว”



แล้วพวกเราก็เดินมาถึงจุดนี้ จุดและวันที่ไม่มีใครหนีพ้น แค่สำหรับระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา ยากนักที่จะหากลุ่มชนไทยกลุ่มใดทำได้ ไม่ว่าจะด้วยผลงานสร้างสรรค์บทเพลงกว่าร้อย ซึ่งชี้นำสะท้อนภาพ เชิญชวน ฯลฯ ให้คนไทยสำนึกในความเป็นไทย รวมทั้งภาระหน้าที่ปณิธานว่า "จะรับใช้ชาติและสังคม" พวกเราได้กระทำแล้วด้วยชื่อและสัญญลักษณ์

ข้อมูลคอนเสิร์ต "ฅนคาราบาว" ฉลอง ๑๐ ปี คาราบาว...ก่อนจะเหลือเพียงความทรงจำ

วันที่แสดง : วันเสาร์ที่ ๒๕ และวันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๔
สถานที่แสดง : เอ็มบีเคฮอลล์ ศูนย์การค้ามาบุญครองเซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันไม่มีแล้ว)
ราคาบัตรเข้าชม(สุดคุ้ม) : ๒๐๐ บาท, ๓๐๐ บาท และ ๕๐๐ บาท
สถานที่จำหน่ายบัตร : ชั้นล่างศูนย์การค้ามาบุญครองเซ็นเตอร์ และห้างเซ็นทรัลทุกสาขา
(ในเขตกรุงเทพมหานคร)

ผู้แสดง:

"ฅนคาราบาว"

-ยืนยง โอภากุล Guitars, Harmonica
-ปรีชา ชนะภัย Guitars, Keyboards
-อนุพงษ์ ประถมปัทมะ Bass
-เทียรี่ เมฆวัฒนา Guitars
-ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี Keyboards, Thai Flute, Tenor Saxophone
-อำนาจ ลูกจันทร์ Drum Set

ศิลปินรับเชิญ:

-นักไวโอลินและวิโอล่าจากกองดุริยางค์ทหารเรือ จำนวน ๒๙ ชีวิต จากการควบคุมของ อ.เสน่ห์ ลูกจันทร์
ในเพลง เรฟูจี, แม่สาย, เจ้าตาก
-กลองยาวคณะเอกทนต์ ในเพลง เวลคัม ทู ไทยแลนด์
-ลำตัดคณะหวังแม้ว โดย ด.ญ.เดือนมนัส กมลบุตร (บทลำตัดโดย อ.อภิชาติ ดำดี)

รายชื่อบทเพลงที่บรรเลง:

มนต์เพลงคาราบาว
ลุงขี้เมา
ปลาใหญ่ ปลาน้อย
กัญชา
คนเก็บฟืน
นางงามตู้กระจก
กระถางดอกไม้ให้คุณ


เมดเล่ย์-รักทรหด/หำเทียม/วณิพก/ราชาเงินผ่อน/ซาอุดร/ลูกแก้ว...
บาปบริสุทธิ์
*รักคุณเท่าฟ้า
ตุ๊กตา
ลูกบ้างเน้อ
*คนหลังเขา


เรฟูจี
แม่สาย
เจ้าตาก
เวลคัม ทู ไทยแลนด์
คนหนังเหนียว
มะโหนก(ถึกควายทุย ภาค ๖)
ทับหลัง
บัวลอย(ถึกควายทุย ภาค ๕)
เมด อิน ไทยแลนด์

(เพลงรักคุณเท่าฟ้า จากอัลบั้มรวมเพลงคาราบาว
และ เพลงคนหลังเขา จากอัลบั้มกัมพูชา ของ แอ๊ด คาราบาว)

ผู้จัดคอนเสิร์ต: บริษัท ดีเดย์ เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด

ที่มา ที่มา http://www.suan84.com

 
Logged


หากหัวใจยังรักควาย  ๓oปี คาราบาว
กระแสลมยิ่งแรงพัดผ่าน ดวงวิญญาณยิ่งกล้ายิ่งแกร่ง
ฝ่าคลื่นลมด้วยใจมุ่งมั่น ดวงตะวันสีทองส่องแสง


NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****
Offline Offline

Gender: Male
Posts: 3,944
106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« Reply #27 on: 19 November, 2552, 12:27:37 »



บทความจากคอกควาย

ตอน ลูกชาย "นายวง" ช.ส.พ. นาม ยืนยง โอภากุล

ประวัติความเป็นมาของวงคาราบาว และ ยืนยง โอภากุล ผู้ก่อตั้ง ได้รับการบันทึกผ่านหน้านิตยสารต่างๆ นับไม่ถ้วน ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีที่ผ่านมา (บันทึกเมื่อ ๒๕๔๐) ถ้าจะสืบค้นตามรอยความเป็นมาของคาราบาว ควบคู่กับประวัติของแอ๊ด ยืนยง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดูแปลกแยกแต่อย่างใดเลย

ยืนยง โอภากุล เกิดเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ ที่อำเภอเมือง สุพรรณบุรี เป็นบุตรชายคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง ๖ คน เป็นแฝดผู้น้องของ ยิ่งยง โอภากุล “พ่อแม่ผมเป็นพ่อค้า ผมเกิดในตลาด ก็ได้เปรียบเด็กกลางทุ่งนาสักหน่อย แต่ว่าพื้นเพมาจากท้องทุ่งอยู่แล้ว ผมโตมากับแม่น้ำ” นั่นคือสภาพแวดล้อมสมัยเด็ก จากปากคำขอผู้นำวงคาราบาว วงดนตรีเพื่อชีวิตที่ยิ่งใหญ่ วงหนึ่งของไทยในปัจจุบัน

ยืนยงเติบโตในครอบครัวของศิลปิน คุณพ่อ มนัส โอภากุ อดีตครูและหัวหน้าวงดนตรีชาวสุพรรณฯ ไม่แปลกเลยที่ยืนยงจะซึซับความเป็นศิลปินเพลงมาจากพ่อ และไม่แปลกเลยที่เขาจะบอกว่า “ตื่นมาผมก็เห็นเครื่องดนตรีแล้ว พ่อมีวงดนตรีคล้ายๆ กับวงสุนทราภรณ์ แต่วงเล็กกว่าชื่อ ช.ส.พ. ย่อมาจากชาวสุพรรณ”

มนัส โอภากุล กับ สุเทพ โชคสกุล ช่วยกันควบคุมวง ช.ส.พ. ตระเวนแสดงตามสถานที่ต่างๆ การเดินทางอันยาวนานของวงดนตรีวงนี้ สร้างและสัมผัสนักร้องดังๆ ขึ้นมามากมาย เรื่อยมาตั้งแต่ คำรณ สัมบุญณานนท์, สุรพล - ศรีนวล สมบัติเจริญ ตลอดจน สำเนียง ม่วงทอง

ยืนยงบอกว่า วงดนตรีนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อธุรกิจ หากก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสังคม แสดงตามงานเล็กๆ ในหมู่เพื่อนฝูง ตลอดจนงานใหญ่ๆ ระดับจังหวัด ตั้งแต่สุพรรณบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครปฐม, อ่างทอง เรื่อยไปถึง กรุงเทพมหานคร ที่วงดนตรีวงนี้ตะรอนๆ ไปเปิดการแสดง

ประวัติความเป็นมาของวงดนตรี “ช.ส.พ.” ของพ่อมนัส โอภากุล ยาวนานเพียงใด ยืนยงรีบตอบว่า.. “ครับ ประวัติค่อนข้างยาวอยู่ ไว้วันหลัง หากอยากรู้ประวัติ ‘ช.ส.พ.’ ให้ไปที่บ้าน แล้วไปขอพ่อดู แกมีแฟ้ม ผมยังเคยแอบดูเลย”

ยืนยง โอภากุล ได้รับการเลี้ยงดูแบบลูกผู้ชาย เรียนรู้การสัมผัสโลกด้วย ตัวเองมาแต่เล็ก สภาพแวดล้อมของเด็กน้อยคือแม่น้ำ ท้องทุ่ง และชาวนา ตลอดจนกล้าข้าว วัวควาย ขึ้นไปถึงชนชั้น ‘นายหนืด’ นายทุนแห่งเมืองสุพรรณบุรี

บนผืนแผ่นดินที่ครอบครัวของเขาตั้งรกรากอยู่นั้น เป็นลุ่มน้ำที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมศิลปินเพลงพื้นบ้าน แม่เพลง พ่อเพลง ของประเทศไทย เด็กชายยืนยงใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างสมบุกสมบันในท้องทุ่งเมืองสุพรรณ จัดอยู่ในขั้นเด็กที่ซุกซนคนหนึ่ง

กล่าวสำหรับชีวิตในวัยเด็กของ ยืนยง โอภากุล ตั้งแต่ชีวิตเขาดำเนิน มาเป็น "แอ๊ด คาราบาว" นักเพลงนักต่อสู้ นักเคลื่อนไหวทางสังคมที่ยิ่งยง ยืนยงมักปฏิเสธที่จะเปิดเผยให้ใครทราบ หากใครถามเขาก็มักจะรวบยอด ตัดตอนมาถึงช่วงระยะ ที่เขาเริ่มย่างสู่วัยหนุ่ม ช่วงก่อนการเดินทางเข้าเรียนต่อในกรุงเทพฯ “ผมจบจากกรรณสูต อำเภอเมือง แล้วก็อุเทนถวาย พี่ชายคนโตผมก็จบไปจากที่นี่ ผมก็คิดว่าผมก็ต้องเรียนที่นี่ โดยไม่ได้คิดมาก่อนว่า เขาจะเรียนอะไรกัน ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามหาวิทยาลัยมันแปลว่าอะไร ตอนผมเข้ามาเรียนกรุงเทพน่ะ ผมว่า-เอ๊ ทำไมพี่ชายผมไม่มา พี่ชายของผมคนนี้เขาไม่ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพ เขาเรียนม.ศ.๔ ม.ศ.๕ ต่อ..จึงแปลกใจ มารู้ตอนหลัง ว่า-อ๋อ เขาเรียนเพื่อที่จะเตรียมตัวสอบเอ็นทรานซ์..”

ยืนยง เข้ากรุงเทพฯ มาเรียนต่อช่างก่อสร้างอุเทนถวาย หรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวายในปัจจุบัน โดยสมัยนั้นเครื่องแบบยังเป็นกางเกงขาสั้นสีกรมท่า เสื้อเชิ้ต และเข็มขัดสีขาว และอาศัยข้าวก้นบาตรอยู่ที่วัดราชประดิษฐ์ ริมคลองหลอด ประทังชีวิต แน่นอนเหลือเกิน แอ๊ด คาราบาว เติบใหญ่มาจากข้าวก้นบาตร

เขาย้อนถามว่า “ผมเข้ามาเรียนกรุงเทพฯที่อุเทนถวายทำไม เพราะอะไรรู้ไหมฮะ?” ได้ยินแต่เสียงของความว่างเปล่า กระทั่งยืนยง โอภากุล ทำลายความเงียบขึ้นมา “ผมอยากใช้สไลด์รูล”



เพลงแรกในชีวิต กลั่นออกมาจากภาพคนคุก

การเขียนเพลงแรกในชีวิตของ ยืนยง โอภากุล เกิดขึ้นมาระหว่างห้วงที่เขาสะพายกีตาร์ เป่าเม้าท์ เล่นดนตรีหารายได้พิเศษตามคอฟฟี่ช็อพ ยืนยงเล่าว่า.. ครั้งหนึ่งเขาหิ้วกีตาร์โปร่งเข้าไปเล่นดนตรีในคุกคลองเปรม ให้นักโทษฟัง ตามคำชักชวนของเพื่อนชาวสุพรรณบุรีที่บังเอิญเป็นผู้คุมนักโทษอยู่ในนั้น ประสบการณ์ในคุก-ยืนยงเล่าว่า.. เป็นที่ประทับใจอย่างยิ่ง เป็นเรื่องแปลกใหม่ สำหรับเขา ยืนยงว่า-เขาฝังใจในแววตาแต่ละคู่ของนักโทษที่มองมายังเขานั้น รู้สึกเขามีความสุขกับเสียงเพลงจริงๆ
กลับออกมาจากคลองเปรมครั้งนั้น แรงบันดาลใจก็พลุ่งพล่าน จนต้องถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้สึกนั้นออกมาเป็นเพลงไทยเพลงหนึ่ง “เพลงนั้นเป็นเพลงไทยที่ผมแต่งเป็นเพลงแรก” แต่น่าเสียดายต้นฉบับเพลงนี้หายไปแล้วกับกาลเวลา โดยปราศจากความทรงจำ “ตอนนี้ผมจำเนื้อเพลงนั้นไม่ได้แล้วครับ จำได้แต่ว่า ผมแต่งขึ้นมาเพื่อมอบให้กับนักโทษในคลองเปรมโดยเฉพาะ..” เท่านั้นเอง

ชนวนวันมหาวิปโยค

ตุลาคม ๒๕๑๖ เหตุการณ์บ้านเมืองแปรเปลี่ยน ประชาชนและนิสิต นักศึกษาหลายแสนรวมตัวกันกลางถนนราชดำเนิน ขณะที่ยังมีอีกหลายล้านคนรวมตัวกระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมือง เพื่อร่วมกันขับไล่รัฐบาลเผด็จการ ทหาร จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร โดยมีศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เป็นหัวขบวน

“สู้เข้าไปอย่าได้ถอย มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่ รวมพลังทำลายเหล่าศัตรู พวกเราสู้เพื่อความยุติธรรม..” บทเพลง “สู้ไม่ถอย” ที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นผู้ประพันธ์ ดังกระหึ่มขึ้นในหมู่นักศึกษา กล่าวสำหรับเพลงนี้ นักศึกษาร่วมร้องกันครั้งแรก ในการชุมนุมเรียกร้องขอความเป็นธรรม-คัดค้านการลบชื่อ ๙ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เขียนและพิมพ์หนังสือชื่อ ‘มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ’ ภายใต้ชื่อกลุ่ม ‘ชมรมคนรุ่นใหม่’ เปิดโปงกรณีนายทหารจำนวนหนึ่งที่พาดาราสาวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของราชการ บินเข้าไปล่าสัตว์ในทุ่งใหญ่นเรศวร เมืองกาญจนบุรี กระทั่งเครื่องบินตก ปรากฏซากสัตว์เกลื่อนทุ่ง เนื้อหาในหนังสือมีการตีพิมพ์ข้อความพาดพิงถึง การต่ออายุราชการของจอมพลประภาส จารุเสถียร ว่า “สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่มีมติให้ต่ออายุสัตว์ป่าอีกหนึ่งปี” นั่นเป็นที่มาของการเปิดโปงก่อนเป็นชนวนสู่เหตุการณ์นองเลือด

สู้ไม่ถอย ต้นธารเพลงเพื่อชีวิต

เพลง “สู้ไม่ถอย” ถือได้ว่าเป็นต้นธารเพลงเพื่อชีวิตเพลงแรกของไทย เป็นบทเพลงที่กำเนิดขึ้นจากความอัดอั้น และความรู้สึกที่ถูกปิดกั้นทาง เสรีภาพมาอย่างเนิ่นนาน เป็นบทเพลงที่เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ให้แก่ผู้ชุมนุมนับแต่นิสิตนักศึกษาและมวลชน หลังบทเพลงนี้ดังกระหึ่ม ..ในห้วงเดียวกันก็มีเพลง “สานแสงทอง” ของ สุรชัย จันทิมาธร แห่งวง ‘คาราวาน’ ตามมาอีกเพลง เนื้อหาและอารมณ์ของทั้งสองบทเพลง ถือเป็นการปลุกปลอบขวัญและกำลังใจ ให้มวลชนลุกขึ้นมาต่อสู้ขับไล่เผด็จการทหาร หากแต่เนื้อหาของเพลงหลัง-มุ่งคำนึงถึงเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก ผู้ประพันธ์เพลงหลังไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็นอาจารย์ใหญ่ของเพลงเพื่อชีวิตนั่นเอง สุรชัย จันทิมาธร-ซึ่งเขาเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมขบวนการต่อสู้ในเหตุการณ์วิปโยค ครั้งนั้นด้วย

หงา-สุรชัยเป็นคนคอยเขียนกลอนส่งให้โฆษกบนเวทีอ่านให้ประชาชนฟัง เพื่อปลุกเร้าขวัญกำลังใจหลอมรวมพลังให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพลง “สานแสงทอง” ถือกำเนิดขึ้นมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดย สุรชัยเดินตามทำนองเพลง FIND THE COST OF FREEDOM ของ "ครอสบี้ สติลล์ แนช แอนด์ ยังก์" “ขอผองเราจงมาร่วมกัน ผูกสัมพันธ์ยิ่งใหญ่ สานแสงทองของความเป็นไทย ด้วยหัวใจบริสุทธิ์..”

๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖..วันมหาวิปโยค

การเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้นักศึกษาทั้ง ๙ คนไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งก็ถูกลบชื่อออกไปในเวลาต่อมา โดยที่ไม่มีใครสามารถระงับยับยั้งได้ ประกอบด้วย นายแสง รุ่งนิรันดร์กุล, นายวันชัย แซ่เตียว, นายบุญส่ง ชเลธร, นายวิสา คัญทัพ, นายสมพงษ์ สระกวี, นายสุเมธ สุวิทยะเสถียร, นายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์, นายประเดิม ดำรงเจริญ, นางสาวกุลปราณี เมฆศรีสวัสดิ์ ส่วนนักศึกษาจำนวน ๑๕ คนที่เป็นหัวหอกในการเรียกร้องความเป็นธรรม ก็ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนด้วย เหตุนี้เองนิสิตนักศึกษาอีกทั้งประชาชนจึงลุกฮือขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม จึงพากันชุมนุมกันขึ้น ณ ถนนราชดำเนิน ห้อมล้อมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองยุคนั้นรุมเร้าไปด้วยปัญหาสารพัน ทั้งเศรษฐกิจ ปัญหาชาวนา กรรมกรรถไฟ แหล่งเสื่อมโทรม และปัญหาคอรัปชั่น บทเพลง “สู้ไม่ถอย” “สานแสงทอง” ถูกขับขานครั้งแล้ว ครั้งเล่า เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า เพิ่มดีกรีความร้อนแรงยิ่งๆ ขึ้นไป

นักศึกษาจำนวน ๑๕ คนที่รวมตัวกันเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ออกแจกใบปลิวและหนังสือเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ แต่ผลที่สุดก็ถูกจับกุมในข้อหาคอมมิวนิสต์ ธรรมศาสตร์กลายเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวของนักศึกษา องค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ จับมือผนึกกำลังกับ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
เรียกร้องรัฐบาลให้ปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุม เหตุการณ์สืบเนื่องจากนั้นคือ ประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนและนิสิตนักศึกษาที่ชุมนุมกันอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมใจกันเคลื่อนตัวออกมาชุมนุมกันด้านนอก ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและลานพระบรมรูปทรงม้า

การประท้วงยืดเยื้อต่อไปถึงวันใหม่ ๑๔ ตุลาคม แม้ว่ารัฐบาลจะยินยอมออกคำสั่งปล่อยตัว ๑๕ นักศึกษาแล้วก็ตาม แต่แล้วรัฐบาลก็ตัดสินใจใช้คำสั่งปราบปรามผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่เดินเรียงหน้าออกมายิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชนอย่างไม่ยั้งหวังสลายการชุมนุม เหตุการณ์บานปลายขึ้นเรื่อยๆ การปะทะเกิดขึ้นตามมาในที่สุด สุดที่ จะหลีกเลี่ยง สถานที่ราชการหลายแห่งถูกเผาทำลาย เลือดเนื้อชีวิตของประชาชนเลือดเนื้อชีวิตของนิสิตนักศึกษาจำนวนมาก ถูกเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต



 ๑๔ ตุลาคม..แอ๊ดอยู่ที่ไหน !

นองเลือด ๑๔ ตุลาคม ยืนยงเรียนอยู่ปีที่ ๓ อุเทนถวาย “ตอนนั้นแอ๊ดอยู่ที่ไหน?” ตอบ.. “๑๔ ตุลาผมก็อยู่ในเหตุการณ์.. ผมไปร่วมด้วย สนุกดี เขาให้ทำอะไรก็ทำตามเขาไป พอทหารยิงปืน-เราก็อยากยิงบ้างแต่เราไม่มีปืน เขาเอารถถังมา-เราก็เอากระถางต้นไม้เท่าที่จะหาได้ขว้างไป เผาตึกกองสลาก พวกแก๊สน้ำตาน่ะกระจอก.. ผมเอาผ้าหนาๆ พันหัวชุบน้ำก็พอมองเห็น ตามซอยต่างๆ มันจะปิดซอยแล้วยิง ผมหมอบลงแล้วกลิ้งเข้าข้างๆ ตึกแถว พอดีเป็นร้านขายรองเท้า เขาสงสารเปิดประตูแล้วดึงผมเข้าไป” ยืนยง กล่าวถึงประสบการณ์ตัวเองในเหตุการณ์นองเลือด ๑๔ ตุลาคม

๑๔ ตุลาคม จบลงด้วยคราบเลือดและน้ำตาของมวลชน ‘สามทรราชย์’ เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศในบัดดล นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิบการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมัยนั้น ได้รับการโปรดเกล้าฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลพลเรือนที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่ทุกผู้คนอย่างเต็มที่ ลัทธิมากมายในหมู่ชั้นปัญญาชนสยามและนิสิตนักศึกษา มีการจัดนิทรรศการจีนแดง ธารสายสำคัญของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเวลานั้นยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก อาทิ ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน มีการถกเถียงกันถึงศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน ชื่อของนักคิดนักเขียน "จิตร ภูมิศักดิ์, กุหลาบ สายประดิษฐ์" เรืองนามขึ้นมาฐานะผู้นำทางความคิดของปวงชน

ความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก การเอารัด เอาเปรียบ ความรุนแรง ถูกตีแผ่ซึ่งเปิดเผย ออกมาในรูปของ “บทเพลง” ต่างๆ คาราวาน ผู้นำเพลงเพื่อชีวิต ..คาราวานจากการนำของ สุรชัย จันทิมาธร กลายเป็นผู้นำด้านบทเพลง เพื่อชีวิตยิ่งใหญ่และจับใจกระแสมวลชนยุคนั้นเป็นที่สุด เพลงแล้วเพลงเล่าเรื่อยมาตั้งแต่ “คนกับควาย, เปิบข้าว, ข้าวคอยฝน” ดังกระหึ่มตามรั้วสถาบันที่พวกเขาไปเปิดการแสดง

ขณะที่เพลงที่ครองใจหมู่ชนยุคนั้นอย่าง สุนทราภรณ์, สุเทพ วงศ์กำแหง, สวลี ผกาพันธ์ หรือแม้กระทั่ง "ดิอิมพอสซิเบิล" เหมือนจะถูกแยกไปอยู่ในหมู่ผู้ฟังอีกระดับหนึ่ง และเป็นดังลูกคลื่นตามมา..พอ "คาราวาน" ดังกระฉ่อน วงอื่นๆ ในแนวเดียวกันก็เกิดขึ้น นับเรื่อยมาจาก.. ‘กรรมาชน, คุรุชน, โคมฉาย, กงล้อ, รวมฆ้อน, ต้นกล้า’ ..มาจนถึง..ลูกทุ่งสัจจธรรม ทั้งที่มีผลงานในรูปของแผ่นเสียงและไม่มีการบันทึกเสียง อย่างไรก็ตาม บทเพลงต่างๆ ที่พวกเขาขับขาน ถูกขีดกรอบให้ร่ำร้องอยู่แต่ในรั้วสถาบันการศึกษาเท่านั้น

“คาราวานมีอิทธิพลกับคาราบาวมากน้อยแค่ไหน ?” ยืนยงตอบ.. “มีส่วนฮะ เพราะก่อนหน้าที่ผมจะไปฟิลิปปินส์ ผมได้ฟังดนตรีของเขาก่อนไป แต่ผมไม่เคยดูคาราวาน ผมรู้จักคาราวานในนามของวง 'อิสซึ่น' เพราะวงอิสซึ่น-ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ากรุงเทพฯ เขาชื่อวง 'คาราวาน โฟร์' ผมรู้จักคาราวานคือ อิสซึ่น ช่วงที่ผมจะไปฟิลิปปินส์ผมซื้อเทปมาชุดหนึ่งกลับไปสุพรรณ ไปเยี่ยมแม่ มีเพลงนักร้องลูกทุ่งด้านหนึ่ง อีกด้านเป็นของคาราวาน ผมก็ได้ฟังม้วนนั้นน่ะ ฟังจนยืด”

และบังเอิญเพื่อนที่เป็นรูมเมทที่ฟิลิปปินส์ ก็ฟังเพลงของ คาราวาน และชอบเล่นเพลงคาราวาน “คนพวกนี้มีจิตใจเป็นนักต่อสู้เป็นศิลปินของนักศึกษา เป็นศิลปินของม็อบในเวลานั้น แต่ตัวผมมันโตมาทางงานอีกด้านหนึ่ง ทางเพลงสากลที่มีรากฐานที่ต่างกัน ด้านคาราวานนั้น-เพลงพวกพื้นบ้านเขาจัดเจนแล้วก็ได้อารมณ์กว่า ช่วงนั้น คาราวานมีบทบาทมากในงานของแง่ดนตรีเพื่อชีวิต ถ้าเพลงที่ไม่พูดถึงความรักก็เหมาว่าเป็นทายาทของคาราวาน หากคิดอย่างนั้นก็ไม่ผิด ที่พวกเราจะยกย่องเขา”

ปลายปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ สังคมไทยสู่ยุควิกฤตทางการเมืองอีกครั้ง นักศึกษาที่เคยเกาะกลุ่มกันอย่างแน่นเหนียว ถูกแทรกแซงโดยลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เริ่มแพร่เข้าสู่เมือง จนฝ่ายทหารเริ่มหวั่นไหว เหตุการณ์บ้านเมืองไม่สู้สงบนัก เพราะเกิดการปะทะขึ้นเป็นระยะๆ เกิดภัยมืดคุกคามผู้นำต่างๆ ผู้นำนักศึกษาถูกฆ่า ผู้นำชาวนาถูกฆ่า นักการเมืองถูกลอบสังหาร ในกรุงเกิดจราจลขึ้นบ่อยหน ชนวนของการเข่นฆ่ากันเองเกิดขึ้นอีกครั้ง

จอมพลถนอม กิตติขจร ขอเข้ามาบวชเป็นสามเณรที่วัดบวรฯ อ้างว่ามาเยี่ยมบิดาซึ่งป่วยหนัก พลันกระแสต่อต้านจากนักศึกษาก็อุบัติขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างนิสิตนักศึกษาประชาชนกับฝ่ายรัฐบาล ข้อหาคอมมิวนิสต์กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้มีการล้อมปราบนักศึกษา

เช้าตรู่วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

เหตุการณ์ ตุลาวิปโยคเกิดขึ้นอีกครั้ง กำลังตำรวจ-กลุ่มลูกเสือชาวบ้านจากการจัดตั้งของฝ่ายอำนาจเก่า ยกกำลังบุกล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วินาทีหลังจากนั้น เสียงปืนดังกึกก้องฟ้า นิสิตนักศึกษาจำนวนมากถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด และประชาชนบาดเจ็บ ล้มตายจำนวนมหาศาล พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ประกาศยึดอำนาจปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.๒๕๑๗ และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ยืนยงย้อนถึงเหตุการณ์นองเลือดครั้งที่ ๒ ว่า “วันที่ ๖ ตุลาคม ผมกลับบ้านที่บางแค น้องชายผมเรียนอยู่ที่ทันตแพทย์ จุฬาฯ ถูกจับกุม วันนั้นผมออกจากบ้านมาท่าพระจันทร์พอดี เห็นนักศึกษากำลังกระโดดหนีลงแม่น้ำเจ้าพระยากัน ความจริงคนที่น่าจะถูกฆ่าคือคุณธานินทร์ เพราะเขาได้ทำความชั่วร้ายไว้มากมาย..”

แอ๊ดรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ! “ผมรู้สึกสลดหดหู่กับมัน คือผมเริ่มเห็นว่า บ้านเมืองเรานั้น มันตกอยู่ภายใต้เผด็จการ เช่นเดียวกันกับหลายๆ ประเทศที่เป็นอยู่ แต่ว่ามันอยู่ในรูปแบบที่แยบยล-ประชาชนไม่มีสิทธิเต็มที่ แต่ว่าไอ้ช่วงนั้นมันมีการประท้วงหรือการก่อม็อบที่ซับซ้อนหลายเรื่อง บางทีผมก็แยกไม่ออก ผมไม่ได้เข้าลึก ทั้งๆ ที่เป็นคนที่ร่วมอยู่ในแนวร่วมอาชีวศึกษาใน ๑๔ ตุลาคม คือก้าวหน้า แต่ว่ายังไม่ถึงระดับที่จะเข้าร่วมในทีมหัวใจสำคัญ” เหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้เอง ที่เป็นเหตุผลให้ทางบ้านตัดสินใจส่ง "ยืนยง โอภากุล" ไปเรียนต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์



๓ สหายบนแผ่นดินตากาล็อก

“คนที่ไปตอนนั้นส่วนหนึ่งคือไปก็เพราะใจ บางคนก็หนีไป บางส่วนเข้าป่า บางส่วนพ่อแม่ส่งไปเรียนนอก ให้พ้นๆ ก็มีจำนวนไม่มาก” ยืนยงนึกคิดถึงสภาพนักเรียนไทยที่กระเสือกกระสนไปเรียนต่างแดน อันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ “ส่วนเราเองที่ไปนี่ อยู่ในสภาพแวดล้อม ที่ผมเคยๆ อยู่ เพื่อนในบ้าน หรือในโรงเรียนนั้น มีน้อยคนที่จะรู้เรื่องราวของเรา อาจจะเป็นเพราะฐานะทางบ้าน-ครอบครัวที่สามารถส่งลูกไปเรียนได้ ทำให้เด็กพวกนี้ไม่ค่อยคิดถึงสังคม ไม่ใช่คนต่อสู้แต่คนต่อสู้จริงๆ ก็ใช่ว่าไม่มี” ยืนยงหมายถึงปฏิกริยาและความตื่นตัวของนักเรียนไทยในฟิลิปปินส์ต่อเหตุการณ์ ‘ตุลาวิปโยค’

ยืนยงเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย "มาปัว อินสติติ๊ว ออฟ เทคโนโลยี่" ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงทางด้านช่างก่อสร้างและวิศวกรรมของประเทศฟิลิปปินส์
รองจากมหาวิทยาลัย "ซานโตโทมัส" และ "ยู.พี." เขาตั้งใจตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวตามความประสงค์ของทางบ้าน ดนตรีที่เคยเล่นเมื่อครั้งอยู่เมืองไทยนั้นดูจะเป็นเรื่องรอง “หลังจากจบปี ๓ (ประมาณ ม๖) ผมก็ไปเรียนต่อฟิลิปปินส์ ไปเจอเขียวกับเพื่อนอีกคนที่นั่นคือ ไข่-สานิต ลิ่มศิลา ก็ตั้งวงกัน ทีแรกเขียวจะไม่เล่นแล้ว เพราะเขาเล่นมาเยอะ แม่เลยส่งไปเรียนต่อฟิลิปปินส์”

นั่นเป็นรอยต่อของวันเวลา ระหว่างแผ่นดินไทยกับผืนดินตากาล็อกก่อนการเดินทางไกลสู่ฟิลิปปินส์ “สมัยอยู่อุเทนฯ ก็เล่นโฟล์กซองไปด้วย แต่พอไปฟิลิปปินส์ แทนที่จะเลิก กลับได้ฤกษ์ ไปเจอเพื่อนอีก ๒-๓ คนที่เล่นดนตรีมาแล้ว.. ก็เลยรวมกันเป็น คาราบาว”

คาราบาว คือเขาควาย

คาราบาวคืนสู่แผ่นดินไทยหลังตุลาคม ๒๕๑๙ เพลงเพื่อชีวิตมีบทบาทสูงอย่างยิ่งในหมู่นักศึกษา แม้จะถูกรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ปิดกั้นเสรีภาพทางด้านการเสพก็ตาม ก่อนหน้าและหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก่อเกิดวงดนตรีเพื่อชีวิตมากมายในเมืองไทย เพลงดังๆ หลายเพลงมุ่งสื่อการปลอบประโลม การให้ความหวังกำลังใจ การปลุกเร้า พลังในการมีชีวิตและการต่อสู้ คาราวาน, คุรุธรรม, โคมฉาย และอีกหลายวงที่อยู่หัวแถวของขบวนเพลงเพื่อชีวิต เดินทางเข้าร่วมเป็นหน่วยศิลป์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผลิตเพลงเพื่อชีวิตออกมาเป็นจำนวนมากขับกล่อมกลุ่มปัญญาชน นักศึกษา

ขณะที่การขับขานบทเพลงในเมืองกรุงมีเพียงวง ‘แฮมเมอร์’ วงเดียว ที่ผุดแทรกขึ้นท่ามกลางการเดินพาเหรดเข้าป่าของวงอื่นๆ ระยะเวลาสืบต่อจากนั้น ยืนยงและเพื่อนก็ทะยอยกันเดินทางกลับมาจากประเทศฟิลิปปินส์ มาถึงแผ่นดินไทย..ต่างตนต่างแยกย้ายกันไปตามวิถีทางของตน

ยืนยงเข้าทำงานการเคหะแห่งชาติและรับเหมาก่อสร้าง เป็นเหตุให้ห่างดนตรีไป “สองปีแรกผมไม่ค่อยได้ทำเรื่องดนตรีเท่าไหร่ ทำงานการเคหะอยู่ ๔ ปีกว่า เล่นดนตรีบ้างหยุดบ้างเพราะงานมันเยอะขึ้น ผมรับเหมาก่อสร้างด้วย ทำหลายอย่าง” นั่นเป็นงานประจำของยืนยงก่อนเบนเข็มเป็น คาราบาว เต็มตัว

แต่ประสบการณ์อีกหน้าหนึ่งของยืนยงระหว่างทำงานการเคหะ ที่ยืนยง มักจะซ่อนมันไว้เบื้องหลังความทรงจำ นั่นคือ ภายหลังเดินทางกลับจากดินแดนตากาล็อก เขาได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ในป่า ทำหน้าที่ส่งข่าวต่อต้านผ่านทางหมู่บ้านต่างๆ “ผมอยู่ใกล้ชายแดนลาว ได้เรียนรู้ด้านการเมืองและการทหารเป็นเวลาสั้นๆ แต่เขตงานจริงๆผมอยู่ที่อีสานใต้” ชีวิตในช่วงนั้นยืนยงบอกว่าลำบากมาก เพื่อนๆ หลายคนตายในป่าในสนามรบ พวกเมล์อย่างผมก็ถูกติดตามตลอด หน่วยจัดตั้งของผม-ก็ถูกเก็บถูกไล่ล่าจากทหารฝ่ายรัฐบาล เมื่อการเคลื่อนไหวในป่าสิ้นสุดลง นักศึกษาปัญญาชนที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ได้รับการอภัยโทษและทะยอยออกจากป่า เข้ามอบตัวในปี ๒๕๒๓  "ผมตัดสินใจต่อสู้ ..และแนวทางต่อสู้ของผมก็คือ-ดนตรี"

ที่มา http://www.suan84.com


Logged


หากหัวใจยังรักควาย  ๓oปี คาราบาว
กระแสลมยิ่งแรงพัดผ่าน ดวงวิญญาณยิ่งกล้ายิ่งแกร่ง
ฝ่าคลื่นลมด้วยใจมุ่งมั่น ดวงตะวันสีทองส่องแสง


Pages: 1 2 3 [4] 5  All
  Print  
 
Jump to: