คาราบาว

(1/6) > >>

NotBao:
 #not47คาราบาว (ด้วยรักและศรัทธา)



ข้อมูลพื้นฐาน

แหล่งกำเนิด ประเทศไทย
แนวเพลง ร็อก, เพื่อชีวิต
ปี พ.ศ. 2524 - ปัจจุบัน
ค่าย วอร์เนอร์ มิวสิก

สมาชิก

ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) ร้องนำ,ประสานเสียง,กีตาร์
ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) ร้องนำ,ประสานเสียง,ลีดกีต้าร์
เทียรี่ เมฆวัฒนา (รี่) ร้องนำ,ประสานเสียง,กีต้าร์
อนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) เบส ประสานเสียง
ลือชัย งามสม (ดุก) คีย์บอร์ด ประสานเสียง
ขจรศักดิ์ หุตะวัฒนะ (หมี) กีตาร์ แมนโดลิน ประสานเสียง
ชูชาติ หนูด้วง (โก้) กลอง,เพอร์คัสชั่น
เทพผจญ พันธุ์พงษ์ไทย (อ้วน) ขลุ่ย, กลอง,เพอร์คัสชั่น แซ็กโซโฟน ประสานเสียง
 
อดีตสมาชิก

สานิตย์ ลิ่มศิลา (ไข่) ร่วมก่อตั้งวง
กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) ร้องนำ,ประสานเสียง,กีตาร์
ไพรัช เพิ่มฉลาด (รัช) เบส
อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ขลุ่ย,คีย์บอร์ด,แซ็กโซโฟน
อำนาจ ลูกจันทร์ (เป้า) กลอง,เพอร์คัสชั่น
ศยาพร สิงห์ทอง (น้อง) เพอร์คัสชั่น, ประสานเสียง

ที่มา http://www.carabao.net/Biography/index.htm


http://www.youtube.com/v/Ao_nJF2Uk7w&hl&autoplay=1


วงดนตรี “คาราบาว” เริ่มต้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยนักศึกษาที่ชื่อ ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) กับ กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) ได้รู้จักกันระหว่างที่ได้ไปศึกษาระดับปริญญาที่มหาวิทยาลัยมาปัวฯ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งบุคคลทั้งสองร่วมกันก่อตั้งวงดนตรีชื่อ “คาราบาว” ขึ้นมา คำว่า คาราบาว แปลว่า ควาย เป็นภาษาตากาล๊อก ใช้เรียกควายพื้นเมืองของฟิลิปปินส์ ควายเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการต่อสู้ แสดงถึงการทำงานหนัก แสดงถึงความอดทน อีกทั้งควายยังเป็นตัวแทนผู้ใช้แรงงาน และถือได้ว่าผู้ใช้แรงงานเป็นผู้ที่สร้างโลก ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ยืนยง โอภากุล จึงได้ใช้คำว่า “คาราบาว” พร้อมกับ “หัวควายมาเป็นสัญลักษณ์ของวงคาราบาว ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา

หลังจากสำเร็จการศึกษา กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ได้ทำงานเป็นพนักงานฝ่ายประเมินราคาเครื่องจักรในบริษัทฟิลิปปินส์ ยาวนานถึง 6 ปี ส่วนยืนยง โอภากุล ก็ได้เดินทางกลับมาประเทศไทย เพื่อเริ่มงานเป็นสถาปนิกที่การเคหะแห่งชาติ พร้อมกับตระเวนเล่นดนตรีในเวลากลางคืนไปด้วย

เมื่อทุกอย่างลงตัว นายยืนยง โอภากุล ก็ได้ลาออกจากงานประจำ มาเอาดีทางด้านดนตรีอย่างเดียว พร้อมชักชวนให้เพื่อนสนิท กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ที่กำลังทำงานในบริษัทฟิลิปส์ที่ตั้งอยู่สาขาในประเทศไทย ลาออกมาด้วยเช่นกัน เพื่อทำงานด้านดนตรี มาสร้างวงคาราบาว อย่างเต็มตัว



ศิลปินคาราบาว ตั้งแต่อดีต ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ จวบจนปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ยุคบุกเบิก อัลบั้มชุดที่ ๑-๔ ขี้เมา แป๊ะขายขวด วณิพก และ ท.ทหารอดทน ในปี พ.ศ.๒๕๒๔-พ.ศ.๒๕๒๖ มาถึงยุคประวัติศาสตร์อัลบั้มชุดที่ ๕ เมดอินไทยแลนด์ ในปี พ.ศ.๒๕๒๗ ต่อมาด้วยยุคคลาสิก อัลบั้มชุดที่ ๖-๙ อเมริโกย ประชาธิปไตย เวลคัมทูไทยแลนด์ และทับหลัง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘-พ.ศ.๒๕๓๑ โดยรวมแล้วตั้งแต่ อัลบั้มชุดที่ ๑-๙ เป็นการทำงานของวงคาราบาวเป็นลักษณะการต่อสู้ การเรียกร้อง โดยศิลปินกลุ่มดังกล่าวนี้ประกอบไปด้วยสมาชิกดังนี้คือ



สมาชิกคาราบาว (ยุคคลาสิก) พ.ศ.๒๕๒๔-พ.ศ.๒๕๓๑ 

1. นายยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) (กีต้าร์ , ร้องนำ) หัวหน้าวงคาราบาว
2. นายกิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) (คียบอร์ด, เพอคัสชั่น, กีต้าร์)
3. นายปรีชา ชนะภัย (เล็ก) (กีต้าร์ , ร้องนำ)
4. นายเทียรี่ เมฆวัฒนา (รี่) (กีต้าร์ , ร้องนำ)
5. นายธนิศร์ ศรีกลิ่นดี (อาจารย์) (คียบอร์ด, เครื่องเป่า)
6. นายอำนาจ ลูกจันทร์ (เป้า) (กลอง)
7. นายอนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) (เบส)
8. นายไพรัช เพิ่มฉลาด (รัช) (เบส

ไพรัช เพิ่มฉลาด หรือ รัช คาราบาว มือเบสของคาราบาว ในอดีตนั้น ได้สร้างตำนานให้กับคาราบาวไว้เพียงสองสามอัลบั้มเท่านั้น เนื่องด้วย การกลับมาของ อนุพงษ์ ประถมปัทมะ หรือ อ๊อด คาราบาว ได้เสร็จภาระกิจทัวร์คอนเสิร์ตเพรสซิเด้นท์ที่ต่างประเทศมาเรียบร้อย จึงเป็นผลทำให้ รัช คาราบาว ต้องสละตำแหน่งมือเบสให้กับ อ๊อด คาราบาว แต่อย่างไรแล้ว ความทรงจำดีๆ ที่ ไพรัช เพิ่มฉลาด ได้สร้างไว้ให้กับคาราบาว ทุกวันนี้ได้ถูกบันทึกไว้สารระบบของคาราบาวแล้ว



สมาชิกคาราบาว (ยุคปัจจุบันเพิ่มเติม) พ.ศ.๒๕๓๔-พ.ศ.๒๕๔๘ 

9. นายลือชัย งามสม (ดุก) (คีย์บอร์ด)
10. นายขจรศักดิ์ หุตะวัฒนะ (หมี) (กีต้าร์)
11. นายชูชาติ หนูด้วง (โก้) (กลองมือ1)
12. นายศยาพร สิงห์ทอง (น้อง) (เพอคัสชั่น)
13. นายเทพผจญ พันธพงษ์ไทย (อ้วน) (กลองมือ 2)

หลังจากสมาชิกคาราบาวยุคคลาสิก ได้แยกย้ายกันออกไปทำงานเดี่ยวของตนเอง แต่ความเป็นคาราบาวก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป จึงทำให้ตั้งแต่ อัลบั้มชุดที่ ๑๐ ห้ามจอดควายนั้น เริ่มมีวงดนตรีแบ็คอัพเข้ามาช่วยคาราบาวทำงาน อย่างเช่น วงตาวันทั้งวง เข้ามาช่วยทำงานในชุดห้ามจอดควายนี้ และต่อจากวงตาวัน แอ๊ด คาราบาว ได้เริ่มนำนักดนตรีอาชีพที่มีฝีมือในเครื่องดนตรีแต่ละประเภทเข้ามาทำงานร่วมกับคาราบาว ตั้งแต่อัลบั้มชุดที่ ๑๑ วิชาแพะ เป็นต้นมา และทยอยเพิ่มนัดนตรีขึ้นมาเรื่อยในแต่ละอัลบั้ม จวบจนถึงปัจจุบันมีสมาชิกคาราบาวในยุคนี้ทั้งสิ้น ๑๓ คน

NotBao:


อัลบั้มชุดที่ 1 ของ “คาราบาว” เริ่มขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2524 ใช้ชื่อชุดว่า “ขี้เมา” โดยมีแอ๊ด และเขียวเป็นแกนนำ ซึ่งเพลงของคาราบาวในยุคนี้ ถือได้ว่าเป็นบทเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากฟิลิปปินส์มาพอสมควร อย่างเช่น ลุงขี้เมา และเพลงที่ถือได้ว่าเป็นเพลงเปิดตัวของวงคาราบาวได้ดีที่สุดคือ เพลงมนต์เพลงคาราบาว ส่วนบทเพลงแรกของคาราบาวที่แอ๊ดได้ประพันธ์ไว้คือ “ถึกควายทุย” เป็นเรื่องราวของการใช้ชีวิตของบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ถูกให้ ดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ ทุกอัลบั้ม จนกล่าวได้ว่าเป็นเพลงบัลลาดที่ถูกเล่าขานได้ยาวนานที่สุด

หลังจากที่อัลบั้มชุดแรกออกไปแล้วนั้น ยืนยง โอภากุล ได้ชักชวน ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) มือกีต้าร์ และ อนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) มือเบส เข้ามาร่วมวงคาราบาว ซึ่งในขณะนั้น เล็กและอ๊อด ได้เป็นนักดนตรีอาชีพประจำอยู่กับวงเพรสซิเด้นส์ และมีภาระกิจจะต้องไปทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศกับเพรสซิเด้นท์ให้เรียบร้อย จึงกลับมาอยู่กับคาราบาวอย่างเต็มตัว



เข้าสู่ปี พ.ศ. 2525 ยุคสมโภชน์ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ครบรอบ 200 ปี อัลบั้มชุดที่ 2 “แป๊ะขายขวด” ได้เกิดขึ้นมา โดยได้ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) เข้ามาเป็นสมาชิกคนที่ 3 ของคาราบาวและร่วมทำอัลบั้มนี้ออกมา โดยให้ พีค๊อกเป็นผู้ผลิต ซึ่งได้ทำเทปออกมา 20,000 ม้วน แต่ขณะนั้นทั้งสองอัลบั้มยังถือว่าไม่สบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่บทเพลงที่โดดเด่นในยุคนี้ก็คือ เพลงกัญชา ที่แอ๊ด คาราบาว มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในการร้อง โดยการลากเสียงได้ยาวนานจนทำให้ผู้ชมต้องเงียบสงัดกันไปเมื่อบทเพลงนี้ถูกร้องขึ้น



ด้วยความมุ่งมั่นของแอ๊ด ทำให้บทเพลงของคาราบาวมีเอกลักษณ์ โดยสะท้อนภาพของสังคมไทยมากขึ้น โดยแอ๊ดได้แต่งเพลงในสไตล์ที่เมืองไทยยังไม่มี ณ ขณะนั้น ในเพลงที่ชื่อว่า “วณิพก” โดยทำดนตรีจังหวะ 3 ช่า สนุกสนาน อีกทั้งเนื้อหาโดนใจคนฟัง และ “วณิพก” นี้เอง ได้ถูกตั้งเป็นชื่ออัลบั้มชุดที่ 3 ของคาราบาว ในปี พ.ศ. 2526 และอัลบั้มนี้เองทำให้ คาราบาวเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงทั่วประเทศมากขึ้น และอัลบั้มชุดนี้ ได้มือเบส ที่ชื่อ ไพรัช เพิ่มฉลาด (รัช) เข้ามาร่วมทำงานกับวงคาราบาว



หลังจากนั้นไม่นาน คาราบาวได้ออกอัลบั้มชุดที่ 4 “ท.ทหารอดทน” และถือเป็นอัลบั้มแรกที่คาราบาวโดนแบนเพลง และเพลงที่ถูกแบนก็คือ ท.ทหารอดทน ซึ่งมีเนื้อหาที่ไปพาดพิงเกี่ยวกับทหาร นอกจากนี้ยังมีบทเพลงที่สะท้อนชีวิต เช่นเพลง ตุ๊กตา , คนเก็บฟืน ถือว่าเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมาก และอัลบั้มชุดนี้ได้ นักดนตรีอาชีพจากห้องอัดอโซน่าเข้ามาเป็นสมาชิกร่วมกับคาราบาวอย่างเต็มตัว คือ เทียรี่ เมฆวัฒนา (รี่) ตำแหน่งกีต้าร์, อาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ตำแหน่งเครื่องเป่า และ อำนาจลูกจันทร์ (เป้า) ตำแหน่งกลอง



ต่อมาปี พ.ศ. 2527 คาราบาวขึ้นสู่จุดสูงสุด ด้วยอัลบั้มชุดประวัติศาสตร์ ชุดที่ 5 “เมดอินไทยแลนด์” ยุกใบตองครองเมือง เป็นอัลบั้มที่สร้างชื่อเสียงให้กับคาราบาวมากที่สุด ด้วยบทเพลงที่ชื่อ “เมดอินไทยแลนด์” ที่มีเนื้อหาประจวบเหมาะกับการลดค่าเงินบาทของรัฐบาลในสมัยนั้น แล้วรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ใช้สินค้าของไทย ทำให้เมดอินไทยแลนด์เป็นอัลบั้มที่ทะลุเป้า ยอดขายกว่า 5 ล้านตลับ และคาราบาวมีการทัวร์คอนเสิร์ตทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์นี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงนักดนตรีของคาราบาวครั้งสำคัญ ซึ่งมือเบสจากวงเพรสซิเด้นท์ได้เสร็จสิ้นภาระกิจทัวร์คอนเสิร์ตจากอเมริกา และกลับเข้ามาร่วมกับคาราบาว บุคคลผู้นั้นคือ อนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) และบุคคลที่ต้องออกจากวงคาราบาวไปด้วยความเสียใจของประชาชน ก็คือ ไพรัช เพิ่มฉลาด (รัช) มือเบสเดิมของคาราบาว ทั้งนี้เป็นเรื่องของการต่อสู้ การทำงานของวงคาราบาว
 
เมดอินไทยแลนด์ สามารถสร้างค่านิยมไทยกลับคืนมาสู่สังคมไทยได้รวดเร็ว โดยคาราบาวได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศไทย อีกทั้งยังนำเมดอินไทยแลนด์ไปสร้างชื่อยังต่างแดน อย่างเช่น อเมริกา อีกด้วย หลังจากอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์ ได้สร้างชื่อเสียงให้คาราบาวเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ ทำให้การทำงานของคาราบาวในชุดต่อๆ ไป ต้องมีมาตรฐานที่เท่ากับเมดอินไทยแลนด์และต้องดียิ่งขึ้นไป



ซึ่งเป็นผลพวงจากความสำเร็จในอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์นี้เอง ทำให้คาราบาวได้มีห้องอัด เซ็นเตอร์สเตจขึ้นมา ซึ่งเป็นห้องอัดของวงคาราบาวเอง และต่อมาใน ปี พ.ศ.2528 คาราบาวได้ออกผลงานชุดที่ 6 ชื่อชุด “อเมริโกย” ซึ่งอัลบั้มชุดนี้ คาราบาวได้ใช้ห้องบันทึกเสียง เซ็นเตอร์สเตจนี้ เป็นห้องบันทึกเสียงทุกบทเพลงของคาราบาว แนวเพลงของชุดนี้ยังคงเกาะติดถึงสถานการณ์บ้านเมือง โดยคาราบาวได้นำเหตุการณ์และความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ณ ขณะนั้น อย่างปัญหาชาวนาและการประกันราคาข้าว อเมริกาจำกัดโควต้าการนำเข้าสิ่งทอไทย มาเขียนเป็นเพลงและขับขานให้ประชาชนได้ฟัง ในเพลงอเมริโกย เนื้อหาทางดนตรียังคงเรียบง่ายชัดเจน แต่มีการพัฒนาการทางด้านดนตรีเพิ่มขึ้น



ในปี พ.ศ. 2529 อัลบั้มชุดที่ 7 “ประชาธิปไตย” ด้วยกระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยในสถานการณ์บ้านเมืองในยุคนั้นต้องการประชาธิปไตย คาราบาวสะท้อนภาพการได้มาซึ่งประชาธิปไตยผ่านบทเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลง ประชาธิปไตย ผู้ทน และยังมีบทเพลงที่ปลุกใจอย่างเจ้าตาก ที่กระหึ่มกึกก้อง ทั่วธรนิน และบทเพลงอื่นๆ อีก ที่ล้วนแล้วแต่เป็นบทเพลง ที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย และอัลบั้มนี้โดน กบว. แบนเพลงคาราบาวไปสามเพลงตามระเบียบ



ในปี พ.ศ. 2530 อัลบั้มชุดที่ 8 “เวลคัมทูไทยแลนด์” หรือเวรกรรมสู่ไทยแลนด์ คาราบาวออกอัลบั้มนี้มาต้อนรับเทศกาลท่องเที่ยวไทยในยุคนั้น เพื่อที่จะชักชวนชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ดนตรีในชุดนี้เป็นดนตรีที่ฟังสบายๆ มีกลิ่นอายของความเป็นไทย อย่างเช่น เวลคัมทูไทยแลนด์ หรือเพลงที่ฟังง่ายอย่างเพลง สบายกว่า ที่ร้องแนวประชดประชัน หรือเพลงบาปบริสุทธิ์ ที่เป็นเรื่องราวของคนรักกันที่ส่งผลถึงลูก หรือเพลงสังกะสี ที่สะท้อนชีวิตของกรรมกร และในอัลบั้มชุดนี้เอง ได้สร้างนักร้องน้องใหม่ของวงการดนตรีไทยขึ้นมา ด้วยเพลงสนุกสนานที่ชื่อ กระถางดอกไม้ให้คุณ โดยอนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) มือเบสของคาราบาว



ในปี พ.ศ. 2531 อัลบั้มชุดที่ 9 “ทับหลัง” สถานการณ์ของประเทศไทยในช่วงนั้น เป็นการต่อสู้เพื่อทวงทับหลังนารายณ์บรรทมศีลที่ไปตกอยู่ในมือของต่างชาติกลับคืนมา โดยมีรัฐบาลไทยได้ทำการเรียกร้องขอคืน ซึ่งหลังจากนั้นทางประเทศไทยได้ทับหลังคืนมาสู่แผ่นดินแม่ได้ และไม่น่าเชื่อว่า อัลบั้มชุดทับหลัง จะเป็นอัลบั้มชุดสุดท้ายของการทำงานของสมาชิกคาราบาวทั้ง 7 คน ด้วยเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย ที่ไม่สามารถทำให้สมาชิกคาราบาวรวมตัวกันทำงานต่อไปได้

แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) หัวเรือใหญ่ของวงคาราบาว ก็ได้ให้คำสัญญากับพี่น้องแฟนเพลงคาราบาวในคอนเสิร์ตเวทีสุดท้าย ก่อนจะเหลือเพียงความทรงจำ เอ็มบีเคฮอล์ มาบุญครองเซ็นเตอร์ ในคอนเสิร์ต ฅน คาราบาว ว่า ถึงจุดที่สมาชิกคาราบาวต้องแยกย้ายออกไปจากคาราบาว ไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีคาราบาวต่อไป



ในปี พ.ศ. 2533 เหลือสมาชิกในวงเพียง 4 คน ประกอบไปด้วย แอ๊ด เขียว เล็ก และอ๊อด ที่ยังคงเป็นแกนนำของคาราบาวในอัลบั้มชุดนี้ โดยมีวงตาวัน เข้ามาเป็นแบ๊คอัพ และสร้างสรรค์อัลบั้มชุดที่ 10 ขึ้นมา โดยใช้ชื่อชุดว่า “ห้ามจอดควาย” ขึ้นมาในนามของคาราบาว โดยมีสีสันทางด้านดนตรีต่างไปจากชุดเดิม แต่ก็ยังคงบทเพลงแนวทางเดิมของคาราบาว เพลงเด่นในชุดนี้ได้แก่ สัญญาหน้าฝน ที่แอ๊ด คาราบาว เขียนขึ้นให้เพื่อนรัก เขียว คาราบาวได้ร้องเพลงนี้ จนเป็นบทเพลงประจำตัวของเขียวคาราบาวไปเลย และบทเพลงถึกควายทุย ค.เขาเดียว ในอัลบั้มนี้ ถือเป็นบทเพลงภาคสุดท้ายของบทเพลงถึกควายทุยที่ถูกเล่าขานตั้งแต่ชุดที่ 1 ถึงชุดนี้

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 10 "ห้ามจอดควาย" สมาชิกของคาราบาวอีก 3 คนที่เหลือ ประกอบไปด้วย เทียรี่ เมฆวัฒนา อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี และ อำนาจ ลูกจันทร์ รวมตัวกันเริ่มไปทำงานเดี่ยวของตัวเอง และนอกจากนั้น ยืนยง โอภากุล ปรีชา ชนะภัย กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ก็ได้ทยอยไปทำงานเดี่ยวของตนเองเช่นกัน

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับสมาชิกคาราบาวทั้ง 7 คน เป็นคำตอบของแฟนเพลงคาราบาว แต่ความเป็นจริงแล้ว การแยกย้ายกันออกไปทำเดี่ยวของแต่ละคนนั้น เป็นสิ่งที่เราเรียกว่าการถึงจุดอิ่มตัวของความเป็นคาราบาวการทำงานด้วยกันมานานของสมาชิกทั้ง 7 คนนั้น ความขัดแย้งในการทำงานย่อมมีขึ้นเป็นธรรมดา แต่อย่างไรก็ดี สมาชิกทุกคนก็ยังไปมาหาสู่และช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยตลอด



ในปี พ.ศ. 2534 คาราบาวโดยหัวเรือใหญ่ แอ๊ด คาราบาว ได้ออกอัลบั้มชุดที่ 11"วิชาแพะ" โดยมีสมาชิกคาราบาวเพียง 3 คนเท่านั้นคือ แอ๊ด เล็ก และอ๊อด และได้นักดนตรีอาชีพเข้ามาช่วยทำงานให้คาราบาว อาทิเช่น ลือชัย งามสม (ดุก) ตำแหน่งคีย์บอร์ด, ชูชาติ หนูด้วง (โก้) ตำแหน่งกลอง, ขจรศักดิ์ หุตะวัฒนะ (หมี) ตำแหน่งกีต้าร์, ศยาพร สิงห์ทอง (น้อง) ตำแหน่งเพอร์คัสชั่น โดยแนวทางดนตรีของอัลบั้มชุดวิชาแพะนี้ จะมีหลากหลาย แต่ก็ยังคงแนวทางการเมืองอยู่ อาทิเช่นเพลง นาย ก. เป็นการเรียกร้องผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศจะต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน



ในปี พ.ศ. 2535 อัลบั้มชุดที่ 12 “สัจจะ 10 ประการ” คาราบาวเกาะสถานการณ์การเมืองไทย รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ คาราบาวได้แต่งเพลงให้สำหนับนักการเมือง อาทิเช่น เพลงสัจจะ 10 ประการ หรือเพลงเกี่ยวกับการอนุรักษ์น้ำ เพลงน้ำ เพราะสถานการณ์ช่วงนั้น ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤตขาดแคลนน้ำ รัฐบาลออกมารณรงค์ให้ประชาชนคนไทยร่วมกันประหยัดน้ำ และรัฐบาลได้เลือกวงดนตรีคาราบาว ให้ทัวร์คอนเสิร์ตรณรงค์เรื่องน้ำด้วยเช่นกัน



ในปี พ.ศ. 2536 เป็นอัลบั้มชุดที่ 13 “ช้างไห้” โดยมีแกนนำคาราบาวเพียง 2 คนเท่านั้นคือ แอ๊ด กับ อ๊อด พร้อมกับนักดนตรีแบ็คอัพชุดเดิม ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานเพลงในชุดช้างไห้นี้ โดยอัลบั้มนี้จะพูดถึงเรื่องธรรมชาติ การใช้ชีวิตของคน และบทเพลงที่ให้กำลังใจ



ในปี พ.ศ. 2537 อัลบั้มชุดที่ 14 “คนสร้างชาติ” คาราบาวเขียนบทเพลง คนสร้างชาติขึ้นมา เพื่อปลุกจิตสำนึกให้กับคนไทยให้รักชาติ และได้คุณพยัคฆ์ คำพันธุ์ เซียนพระมือหนึ่งแห่งประเทศไทย มาแต่งเพลงหลวงพ่อคูณให้กับคาราบาว สร้างความโด่งดังไปทั่วเมือง และในอัลบั้มนี้ ในฐานะคนเพื่อชีวิตแอ๊ดคาราบาวได้แต่งเพลง ครบรอบ 20 ปีคาราวานให้กับวงคาราวานอีกด้วย



ในปี พ.ศ. 2538 อัลบั้มชุดที่ 15 “แจกกล้วย” คาราบาวได้พูดการกระจายอำนาจไปสู่การเมืองระดับท้องถิ่น ในเพลงกำนันผู้ใหญ่บ้าน และเพลงที่เสียดสีผู้ที่โกงกินบ้านเมืองกับเพลง ค้างคาวกินกล้วย และเพลงเดินขบวนที่พยายามบอกกับรัฐบาลว่า ชาวบ้านเดือดร้อนจึงเดินขบวนประท้วงเรียกร้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ



อีกไม่กี่เดือนผ่านมาในปี พ.ศ. 2538 สิ่งที่แฟนเพลงคาราบาวรอคอยก็มาถึง สมาชิกคาราบาวทั้ง 7 คน ได้กลับมารวมตัวกันเฉพาะกิจ ในวาระครบรอบ 15 ปีคาราบาว และได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานเพลงออกมาในอัลบั้มชุดที่ 16 ให้ชื่ออัลบั้มว่า "หากหัวใจยังรักควาย" ประกอบไปด้วย “หากหัวใจยังรักควาย1 และหากหัวใจยังรักควาย 2” บทเพลง 20 เพลงเต็มอิ่มสมกับการรอคอยที่ยาวนาน โดยมีเพลงจังหวะสามช่า เพลงสามช่าคาราบาว เป็นเพลงที่เล่าเรื่องราว 15 ปีของคาราบาวได้เป็นอย่างดี และมีเพลงอื่นๆ ที่เกาะสถานการณ์อย่างเช่น อองซานซูจี เต้าหู้ยี้ รวมถึงบทเพลงแนวปรัชญาอย่างเช่นเพลง ลุงฟาง เป็นต้น



ในปี พ.ศ. 2540 อัลบั้มชุดที่ 17 “เส้นทางสายปลาแดก” บทเพลงในอัลบั้มนี้เป็นบทเพลงที่ร่วมอนุรักษ์ความเป็นไทย เช่น เพลงน้ำพริกแกงป่า เพลงกลองยาว และยังเป็นการครบรอบปีที่ 12 ของบทเพลงเมดอินไทยแลนด์ ซึ่งมีการเรียบเรียงดนตรีใหม่มาไว้ในอัลบั้มนี้ด้วย



ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2540 อัลบั้มชุดที่18 “เช ยังไม่ตาย” บทเพลงในอัลบั้มนี้ได้กล่าวถึงบุคคลที่เป็นนักต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น เช กูวารา , อองซาน ซูจี , อัสนี พลจันทร์ บทเพลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญในการต่อสู้ต่ออำนาจเผด็จการต่างๆ เพื่อเป็นตัวอย่างให้บุคคลรุ่นหลังได้รับรู้ต่อไป



ในปี พ.ศ. 2541 อัลบั้มชุดที่ 19 “อเมริกันอันธพาล” เป็นการกลับมาร่วมงานกับคาราบาวอีกครั้งของ ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) เทียรี่ เมฆวัฒนา (รี่) และกิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) บทเพลงในอัลบั้มนี้ แอ๊ด คาราบาวได้ร้องเพลงเหน็บแนมประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ในเพลงอเมริกันอันฑพาล ซึ่งอเมริกันได้ออกกลอุบายตั้ง IMF ขึ้น ปล่อยเงินกู้ให้ประเทศไทย จนทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้อเมริกาอย่างมหาศาล และการกลับเข้ามาทำงานของสมาชิกคาราบาวเดิม เล็ก คาราบาว ได้ร้องเพลงเกี่ยวกับเด็ก ชื่อเพลงไอ้หนู ส่วนเทียรี่ได้มาขับขานเพลงรักตามสไตล์ตัวเอง ในชื่อเพลงรักนี้มีแต่เธอ ได้อย่างประทับใจ



ปลายปี พ.ศ. 2541 อัลบั้มชุดที่ 20 “พออยู่พอกิน” ในยุคนี้ประเทศไทยมีหนี้สินจากต่างประเทศมหาศาล ทำให้ระบบเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ประชาชนคนไทยใช้จ่ายไม่คล่องตัวเหมือนแต่ก่อน เพลงพออยู่พอกิน เป็นเพลงที่มาจากพระบรมชาโอวาทจากในหลวง ให้ประชาชนคนไทยใช้ชีวิตแบบพออยู่พอกิน ไม่ฟุ้งเฟ้อ นอกจากนี้ยังมีบทเพลง



ในปี พ.ศ. 2543 อัลบั้มชุดที่ 21 “เซียมหล่อตือ” ยังคงเกาะกระแสการเมือง โดยมีเพลงเซียมหล่อตือ หมูสยาม เหน็บแนมนักการเมืองที่ชอบกินบ้านโกงเมืองในภาวะสถานการณ์ของประเทศระส่ำย่ำแย่ ต่อด้วยเพลงสัญญาหน้าเลือกตั้ง ที่ให้บอกกับประชาชนว่าอย่าไปซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้ง นอกจากนี้ เพลงบางระจันวันเพ็ญ ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องบางระจัน ที่โด่งดังไปทั่วประเทศ ก็อยู่ในอัลบั้มนี้ด้วยเช่นกัน



ในปี พ.ศ. 2544 อัลบั้มชุดที่ 22 “สาวเบียร์ช้าง” อัลบั้มชุดนี้อยู่ในช่วงที่รัฐบาลที่มีนโยบายให้ปิดสถานบริการกลางคืนในเวลาที่กำหนด ทำให้คนทำงานกลางคืนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า เพลง ปุรชัยเคอร์ฟิว และเพลงอดติ๊บอดตาย เป็นคำตอบของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดี นอกจากนี้ยังมีเพลงที่ไว้อาลัยเหตุกาณ์ตึกถล่มที่เวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ ที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ในเพลง เดือน 9 เช้า 11



ในปี พ.ศ. 2545 อัลบั้มชุดที่ 23 “นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่” อัลบั้มนี้ออกมาพร้อมกับธุรกิจใหม่ของหัวเรือใหญ่แห่งคาราบาวคือ ยืนยง โอภากุล นั่นก็คือ ธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อคาราบาวแดง โดยใช้สโลแกนนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นตัวนำ โดยนำนักต่อสู้ในอดีตแต่ละยุคสมัยมาเป็นจุดขาย ผลงานเพลงชุดนี้นับว่ามีเพลงมากที่สุดตั้งแต่คาราบาวออกอัลบั้มมา มากถึง 13 เพลง มีเพลงดีๆ อย่าง คนล่าฝัน เป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้ผู้ที่จะยอมแพ้ต่อสู้กับชีวิตขึ้นมาได้ และยังมีเพลงนมหด ที่แอ๊ดแต่งต่อว่าพวกชอบเอาเปรียบนักเรียน เอานมบูดมาให้นักเรียนกินกัน และยังมีบทเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องพรางชมพู ที่แอ๊ดได้แสดงและแต่งเพลงให้สองเพลง ชื่อเพลงพรางชมพู และเรากระทบตุ้ด



ในปี พ.ศ.2546 คาราบาวไม่มีผลงานเพลงชุดใหม่ในปีนี้ แต่คาราบาวได้นำอัลบั้มที่เป็นประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ.2547 ของคาราบาวมาบันทึกเสียงใหม่ทั้งหมด นั่นคือ อัลบั้ม "เมดอินไทยแลนด์" โดยใช้ชื่ออัลบั้มนี้ว่า "เมดอินไทยแลนด์ ภาค 2546 สังคายนา" เพราะด้วยความตั้งใจของ แอ๊ด คาราบาว ที่ต้องการทำให้อัลบั้มชุดมาสเตอร์พีชนี้ มีความสมบูรณ์ที่สุด ในทุกๆ ด้าน เพื่อคงสภาพงานอัลบั้มคลาสสิคที่สุดของคาราบาวให้ยั่งยืนชั่วกาลนาน ด้วยคุณภาพของการบันทึกเสียงในยุคนี้



ในปี พ.ศ. 2548 อัลบั้มชุดที่ 24 “สามัคคีประเทศไทย” ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยในยุคนี้ เข้าสู่ยุควิกฤตทางสังคม มีกลุ่มคนร้ายที่ก่อความไม่สงบให้เกิดขึ้น ใน 3 จังหวัดชายแดนภายใต้ของไทย ทำให้ประชาชนคนไทยเกิดความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน คาราบาวได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสมานฉันท์ของคนไทยโดยใช้เสียงเพลงเป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ในเพลง “ขวานไทยใจหนึ่งเดียว” และเพลงสามัคคีประเทศไทย เพื่อปลุกใจให้คนไทยรักกัน นอกจากนี้ยังมีเพลง อยู่กับก๋ง ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องอยู่กับก๋งที่คาราบาวได้แต่งขึ้นไว้ โดยเนื้อหาของบทเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่สร้างสำนึกที่ดีให้กับบุญคุณของประเทศไทย



ในปี พ.ศ.2550 กับการเดินทางบนถนนสายดนตรีที่ยาวไกลถึง 25 ปี ของวงดนตรีเพื่อชีวิตอันดับหนึ่งของเมืองไทย “คาราบาว” ก็ส่งอัลบั้มชุดพิเศษ “ลูกลุงขี้เมา” ออกมา แถมยังสร้างความประหลาดใจด้วยการทำเป็นอัลบั้มคู่ซีดี 2 แผ่น ภายใต้คอนเซ็ป ก้าวหน้า-ก้าวหลัง

อัลบั้มชุดนี้เต็มไปด้วยแนวคิดที่แข็งแรง หนักแน่น และมีพลัง เปรียบได้กับการบันทึกเรื่องราวถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในช่วง 25 ปี และมองไปถึงอนาคตข้างหน้าที่จะมาถึง ซึ่งถูกกลั่นกรองออกมาเป็นบทเพลงอย่างคมคาย  ถึง 18 เพลง  อาทิ  “ลูกลุงขี้เมา”   เพลงสานต่อเรื่องราว จากเพลงฮิตเพลงแรกของคาราบาว “ลุงขี้เมา” เมื่อ 25 ปีก่อน กับโทน หนุ่มบ้านนอกที่ออกตามหาพ่อที่หายไป, “จตุคามลามทุ่ง” เพลงที่หยิบยกเอากระแสความนิยมจตุคามของคนไทยมาเตือนใจคนไทยได้อย่างคมคาย, “ผีเสื้อนักสู้ “(ก้าวไกลไปด้วยกัน) บทเพลงให้กำลังใจ จุดไฟชีวิต ที่เป็นเพลงโฆษณารถยนต์โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้อีกด้วย หรือ “พระยอม” เพลงที่หยิบเรื่อโฉนดเจ้าปัญหาของวัดสวนแก้ว ที่พระพยอม กัลยาโณ ถึงกับต้องยอมแพ้ต่อระบบราชการไทย และเพลงอื่นๆ อีกมากมายในอัลบั้มที่ให้แง่คิดดีๆ กับสังคมปัจจุบันที่ต้องเจอะเจอ  ซึ่งทุกเพลงได้ครบทั้งคุณภาพ และความบันเทิง ตามมาตรฐาน “คาราบาว” การันตี ที่ไม่ดีไม่ทำออกมาเป็นอัลบั้มชุดพิเศษ “ลูกลุงขี้เมา” รับวัยเบญจเพสแน่ๆ



ในปี พ.ศ.2552 โฮะ อัลบั้มใหม่ล่าสุดของคาราบาว โจ๊ะ! มันส์! ซึ้ง! ครบทุกรส อัลบั้มใหม่ล่าสุดจากวง คาราบาว ฝรั่งมันทำพังแล้วแกล้งพูดดังๆ ให้เราได้ยินว่าวิกฤตครั้งนี้เราจะแย่ ทำอะไรก็ไม่ดี แต่ความจริงเราไม่ได้เป็นดังที่มันพยายามดึงเราลงนรกไปด้วย เรายังช่วยตัวเองได้ เพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรมไม่ใช่ประเทศกษาปณ์อย่างสิงคโปร์ พอมีปัญหาเรื่องเงินเลยช่วยตัวเองไม่ได้ แต่เรายังพออยู่พอกินกันได้ เพราะเราปลูกเองผลิตเอง ไม่ได้ยืมกางเกงใครนุ่ง ไม่ได้ซื้อผ้าถุงใครใส่ เพียงแต่เราสนใจใช้จ่ายอย่างปรัชญาพอเพียง หรือจะดูอย่างชาวบ้านเขาทำคือ ?แกงโฮะ? อย่าสุรุ่ยสุร่าย มีอะไรเหลือก็เอามารวมๆ กัน ประทังชีวิตไปได้ สิ้นปีนี้คง ดีขึ้น อัลบั้มนี้จึงออกมาเชิงให้กำลังใจ สนุก ไม่มีการเมืองเรื่องน่าเบื่อให้กวนใจ ต้องขอขอบพระคุณแฟนๆ ที่เป็นกำลังใจให้ตลอดท่านจะไม่ผิดหวังแน่ถ้าได้ฟังชุดนี้

ไม่เพียงแต่ 26 อัลบั้มนี้เท่านั้น ยังมีผลงานอัลบั้มอื่นๆ ที่ออกมาคาบเกี่ยวระหว่าง 24 อัลบั้มนี้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น อัลบั้มพิเศษในวาระต่างๆ อัลบั้มบันทึกการแสดงสดคาราบาว หรืออัลบั้มเดี่ยวของศิลปินคาราบาว เป็นต้น กล่าวได้ว่า คาราบาวเป็นวงดนตรีวงแรกและวงเดียวในประเทศไทย ที่มีการทำงานอย่างต่อเนื่องและยาวที่สุด อีกทั้งได้สร้างสรรค์บทเพลงที่มีคุณูประการกับสังคมไทยมากมาย หลายยุค หลายสมัย แต่ละบทเพลงล้วนแล้วแต่ความหมายที่ดี ที่สามารถนำไปเป็นข้อคิดในการดำรงชีวิตของทุกทคนได้ 

NotBao:
#not42   7 สมาชิกยุครุ่งเรืองของคาราบาว



 #not55 ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด)



ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อจริง ยืนยง โอภากุล
ชื่อเล่น แอ๊ด
ฉายา ราชาสามช่า
วันเกิด 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497
แหล่งกำเนิด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
แนวเพลง เพื่อชีวิต, ร็อก
อาชีพ นักร้อง, นักดนตรี, นักแต่งเพลง
เครื่องดนตรี กีตาร์
ปี พ.ศ. 2524 - ปัจจุบัน
เว็บไซต์ http://www.carabao.net


http://www.youtube.com/v/WWYZM2s_Va8?fs=1&hl


ยืนยง โอภากุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ แอ๊ด คาราบาว เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 ที่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน (บิดา-มนัส โอภากุล แซ่โอ มารดา-จงจิน แซ่ตั้ง) ยืนยง เดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครเพื่อศึกษาต่อเหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไป โดยเข้าเรียนใน สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย(โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย) และต่อในระดับปริญญาตรี สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีมาปัว ประเทศฟิลิปปินส์ ยืนยงได้พบกับเพื่อนคนไทยที่ไปเรียนหนังสือที่นั้น คือ สานิตย์ ลิ่มศิลา หรือ ไข่ และ กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร หรือ เขียว ทั้ง 3 จึงร่วมกันตั้งวงดนตรีขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า "คาราบาว" เป็นวงดนตรีที่เล่นดนตรีในเนื้อหาที่สะท้อนสภาพปัญหาและความเป็นจริงของสังคม

เมื่อกลับมาเมืองไทย ไข่ ได้แยกตัวออกไป แอ๊ดและเขียวยังคงเล่นดนตรีต่อไป ในเวลากลางคืน โดยกลางวันแอ๊ดทำงานอยู่ที่การเคหะแห่งชาติ ส่วนเขียวทำงานอยู่กับบริษัทของฟิลิปปินส์ที่มาเปิดสาขาในประเทศไทย

จุดเปลี่ยนของชีวิตยืนยง โอภากุล อยู่ที่การรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์อัลบั้มชุดแรกให้กับวงแฮมเมอร์ ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา เป็นแรงดลบันดาลใจให้กับยืนยงว่า ถ้าจะออกอัลบั้มของตัวเอง คงจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน จึงร่วมกับเขียว ออกอัลบั้มชุดแรกของวงคาราบาวในชื่อชุด "ขี้เมา" ในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

คาราบาว มาประสบความสำเร็จในอัลบั้มชุดที่ 5 ของวง คือ ชุด "เมด อิน ไทยแลนด์" ที่ออกในปลายปี พ.ศ. 2527 ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงถึง 5 ล้านตลับ และนับตั้งแต่นั้น ชื่อของ แอ๊ด คาราบาว ก็เป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย

โดย ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวง เป็นผู้มีบุคคลิกเป็นตัวของตัวเองสูง กล้าพูดกล้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวต่าง ๆ ในสังคมอย่างแรงและตรงไปตรงมา โดยสะท้อนออกมาในผลงานเพลง ที่เจ้าตัวจะเป็นผู้เขียนและร้องเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีออกมามากมายทั้งอัลบั้มในนามของวงและอัลบั้มเดี่ยวของตนเอง จนถึงวันนี้ไม่ต่ำกว่า 900 เพลง รวมถึงการแสดงออกในทางอื่น ๆ ด้วย ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่ชอบและไม่ชอบ โดยผู้ที่ไม่ชอบคิดเห็นว่า เป็นการแสดงออกที่ก้าวร้าว รวมถึงตั้งข้อสังเกตด้วยถึงเรื่องการกระทำของตัวยืนยงเอง

ยืนยง โอภากุล ไม่จำกัดตัวเองแต่ในบทบาทของศิลปินเพลงเท่านั้น แต่ยังได้มีผลงานเขียนหนังสือและแสดงละคร ภาพยนตร์ต่าง ๆ ด้วย อาทิ เช่น เรื่องพรางชมพู กะเทยประจัญบาน (พ.ศ. 2545) ละครเรื่อง เขี้ยวเสือไฟ ทางช่อง 9 (พ.ศ. 2544) ลูกผู้ชายหัวใจเพชร ทางช่อง 7 (พ.ศ. 2546) เป็นต้น รวมถึงการทำงานภาคสังคมและมูลนิธิต่าง ๆ และยังได้แต่งเพลงประกอบโฆษณาหรือโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐในแต่ละโอกาสด้วย

ในปลายปี พ.ศ. 2545 ยืนยง โอภากุล ได้เปลี่ยนบทบาทของตัวเองอย่างสำคัญอีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นหุ้นส่วนสำคัญคนหนึ่งของเครื่องดื่มชูกำลัง ยี่ห้อ "คาราบาวแดง" โดยใช้ชื่อวงดนตรีของตัวเองมาเป็นจุดขาย ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างในสังคมว่า สมควรหรือไม่ กับผู้ที่เคยสู้เพื่ออุดมการณ์มาตลอด มาเป็นนายทุนเสียเอง

ชีวิตส่วนตัว ยืนยง โอภากุล มีชื่อเป็นภาษาจีนกลางว่า "หูฉุนฉาง" แปลว่า "เกิดบนดิน" ชอบเลี้ยงไก่ชนซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่ชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก ๆ และมีฟาร์มไก่ชนเป็นของตัวเอง นอกจากคาราบาวแดงแล้ว ยังมีกิจการทางดนตรีอีก คือ มีห้องอัดเสียงที่บ้านของตัวเอง ชื่อ เซ็นเตอร์ สเตจ สตูดิโอ ซึ่งเป็นสตูดิโอระดับชั้นแนวหน้าแห่งหนึ่งของเมืองไทย และมีบริษัทเพลงชื่อ มองโกล เรคคอร์ด สมรสกับนางลินจง โอภากุล หญิงชาวบุรีรัมย์ มีบุตรด้วยกัน 3 คน เป็นหญิง 2 คน คือ ณิชา (เซน) และ ณัชชา (ซิน) โอภากุล และชาย 1 คน คือ วรมันต์ โอภากุล (โซโล)

หมายเหตุ

-ยืนยง โอภากุล มีพี่ชายฝาแฝดอีก 1 คน เป็นศิลปินเพลงเพื่อชีวิตเหมือนกัน คือ ยิ่งยง โอภากุล ชื่อเล่น "อี๊ด" และเคยออกอัลบั้มร่วมกัน 1 อัลบั้ม คือ อัลบั้ม พฤษภา ในปี พ.ศ. 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
-ซูซู เคยแต่งเพลงเพื่อยกย่องยืนยง ชื่อเพลง ราชาสามช่า ในปี พ.ศ. 2534

อัลบั้มเดี่ยว

กัมพูชา (พ.ศ. 2527)
ทำมือ (พ.ศ. 2532)
ก้นบึ้ง (พ.ศ. 2533)
โนพลอมแพลม (พ.ศ. 2533)
เวิลด์ โฟล์ค เซน (พ.ศ. 2534)
พฤษภา (พ.ศ. 2535)
รอยคำรณ (พ.ศ. 2537)
รวงข้าวสีทอง (พ.ศ. 2538)
เดอะ แมน ซิตี้ ไลอ้อน (พ.ศ. 2539)
ใต้ดิน (พ.ศ. 2539)
เหลืองหางขาว (พ.ศ. 2543)
คนไทยหรือเปล่า (พ.ศ. 2544)
ไม่ต้องร้องไห้ (พ.ศ. 2545)
โอท็อป (พ.ศ. 2547)
ซึม เศร้า เหงา แฮงก์ (พ.ศ. 2548)
แมง ฟอร์ซ วัน (พ.ศ. 2549)
ตะวันตกดิน (พ.ศ. 2549)
ยืนยงตั้งวงเล่า (พ.ศ. 2549)
คนกับเมาท์ (พ.ศ. 2551)


ผลงานละคร

เขี้ยวเสือไฟ
ส่วย
ลูกผู้ชายหัวใจเพชร
มหาราชกู้แผ่นดิน
เพื่อนรักเพื่อนร้าย

ผลงานภาพยนตร์

สวรรค์บ้านนา (พ.ศ.2526)
เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ (พ.ศ. 2528)
คนเลี้ยงช้าง (พ.ศ. 2533)
พรางชมพู กะเทยประจัญบาน (พ.ศ. 2545)
ว้อ หมาบ้ามหาสนุก (ดารารับเชิญ) (พ.ศ. 2551)
สาระแน ห้าวเป้ง!! (พ.ศ. 2552)

พิธีกร

สำรวจธรรมชาติ On The World (ช่อง 5)

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

NotBao:
 #not55  ปรีชา ชนะภัย (เล็ก)



ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อจริง ปรีชา ชนะภัย
ชื่อเล่น เล็ก
วันเกิด 18 เมษายน พ.ศ. 2498 (อายุ 54 ปี)
แหล่งกำเนิด กรุงเทพมหานคร
แนวเพลง เพื่อชีวิต, ร็อก
อาชีพ นักร้อง, นักดนตรี
เครื่องดนตรี กีตาร์, ซออู้, กู่เจิง
ปี พ.ศ. 2522 - ปัจจุบัน
ส่วนเกี่ยวข้อง คาราบาว
เว็บไซต์ http://www.carabao.net


http://www.youtube.com/v/ZmEhMvuM9W8&hl


ปรีชา ชนะภัย หรือที่รู้จักกันในชื่อ เล็ก คาราบาว เกิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 ที่กรุงเทพมหานคร เล็ก เรียนหนังสือที่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย รุ่นเดียวกับแอ๊ด คาราบาว (ยืนยง โอภากุล) แต่ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันระหว่างที่เรียน เล็กเล่นดนตรีครั้งแรกในแนวเพลงคลาสสิก และเข้าร่วมกับวงเพรซซิเด้นท์ เล่นตามห้องอาหารในโรงแรมต่าง ๆ ในตำแหน่งมือกีตาร์ เป็นที่เลื่องลือกันในหมู่นักดนตรีว่า เล่นได้ดี จนกระทั่งแอ๊ดได้มาเล่นดนตรีในโรงแรมเดียวกัน โดยวงเพรซซิเด้นท์เริ่มเล่นก่อน และต่อด้วยคาราบาว ระหว่างที่แอ๊ดเล่นดนตรีอยู่ เล็กได้มายืนมองด้วยความสนใจ แอ๊ดจึงได้ชวนเข้ามาร่วมวงด้วยกัน และออกอัลบั้มในชุดที่ 2 ของวง ในชุด "แป๊ะขายขวด" ในปี พ.ศ. 2525

เมื่อคาราบาวโด่งดังถึงขีดสุดในปี พ.ศ. 2527 เล็ก ในฐานะมือกีตาร์ของวง จึงได้แสดงภาพยนตร์ เป็นครั้งแรก ในเรื่อง "หยุดหัวใจไว้ที่รัก" ซึ่งได้ไปถ่ายทำถึงประเทศญี่ปุ่น โดยรับบทเป็นพระเอกเอง ประกบคู่กับนางเอก อนุสรา จันทรังษี

เล็ก คาราบาว นับได้ว่าเป็นนักกีตาร์ฝีมือดีคนหนึ่งของเมืองไทย เล่นกีตาร์ได้โดยไม่ใช้ปิ๊ก และเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลาย เช่น คีย์บอร์ด, เปียโน, กลอง เป็นต้น เล็ก คาราบาว ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในปี พ.ศ. 2532 ในชื่อชุด "ดนตรีที่มีวิญญาณ" มีความโดดเด่นและทันสมัยในแนวดนตรี จึงทำให้ได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ดทั้งสาขาศิลปินชายยอดเยี่ยมและอัลบั้มยอดเยี่ยม ในปีนั้นด้วย และมีอัลบั้มเดี่ยวออกมาต่อจากนั้นหลายชุด เช่น ภูผาหมอก, เรา...คนไทย, ล...เล็ก , มีดกรีดใจ, ขอทานเจ้าสำราญ เป็นต้น

ชีวิตส่วนตัว เล็ก คาราบาว แต่งงานแล้วโดยมีบุตรชาย 2 คน ชื่อ ต๊อด และ แฟ้บ มีกิจการส่วนตัวนอกเหนือจากการเล่นดนตรีคือ ผลิตกีตาร์โปร่งในนามของวงคาราบาว โดยเริ่มผลิตออกมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2547 โดยออกมา 2 ชุด ใช้ชื่อรุ่นว่า "คนเก็บฟืน" และ "มนต์เพลงคาราบาว" และได้ร่วมแสดงภาพยนตร์อีกครั้ง ในเรื่อง "แฟนฉัน" ในปี พ.ศ. 2546 ที่โด่งดัง โดยรับบทเป็นพ่อของตัวละครเด็กหญิงในเรื่อง และออกหนังสือที่เกี่ยวกับประสบการณ์การแสดงดนตรีในอเมริกา ในปี พ.ศ. 2545 ชื่อ "135 วัน อเมริกัน อเมริกา" และอีกเล่มเกี่ยวกับประสบการณ์การเล่นดนตรีตั้งแต่ยุคแรก ๆ ในปี พ.ศ. 2550 ชื่อ "...เบื้องบนเป็นแผ่นฟ้ากว้าง..."

เล็ก คาราบาว มีบุคลิกที่ค่อนข้างเงียบขรึม ไว้หนวดยาวเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยไว้มาตั้งแต่ยังหนุ่ม ปัจจุบัน เล่นเครื่องดนตรีไฟฟ้าน้อยลง โดยมีความสนใจอยู่ที่เครื่องดนตรีพื้นเมืองของภูมิภาคเอเชีย เช่น กู่เจิง, ซออู้ เป็นต้น และติดปิ๊กไว้กับเล็บนิ้วชี้มือขวาตัวเองอย่างถาวร

อัลบั้มเดี่ยว

ดนตรีที่มีวิญญาณ (พ.ศ. 2532)
นางาซากิ (พ.ศ. 2533)
เรา...คนไทย (พ.ศ. 2534)
ภูผาหมอก (พ.ศ. 2535)
กันและกัน (พ.ศ. 2536)
ไม่ซ้าย ไม่ขวา (พ.ศ. 2537)
ล. เล็ก (พ.ศ. 2538)
ขอทานเจ้าสำราญ (พ.ศ. 2539)
มีดกรีดใจ (พ.ศ. 2539)
ไทย ร้อยเปอร์เซ็นต์ (พ.ศ. 2540)
ทะเลพลัดพราก (พ.ศ. 2544)
โฟล์คบาว (บรรเลง) (พ.ศ. 2548)
โลกใบนี้ (พ.ศ. 2552)

ผลงานร่วมกับศิลปินอื่น

ปลั๊กหลุด (ร่วมกับพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์) (พ.ศ. 2536)
สองชีวิต หนึ่งศรัทธา (ร่วมกับพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์) (พ.ศ. 2547)
หวานใจข้าวเหนียว (ร่วมกับสีเผีอก คนด่านเกวียน) (พ.ศ. 2550)

งานเขียน

135 วัน อเมริกัน อเมริกา (พ.ศ. 2545)
เบื้องบนเป็นแผ่นฟ้ากว้าง (พ.ศ. 2550)
เล็ก 'บาว เข้าครัว (พ.ศ. 2552)

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

NotBao:
 #not55  เทียรี่ เมฆวัฒนา (รี่)



ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อจริง เทียรี่ สุทธิยงค์ เมฆวัฒนา
ชื่อเล่น รี่
วันเกิด 23 เมษายน พ.ศ. 2501
แหล่งกำเนิด  ประเทศลาว
แนวเพลง เพื่อชีวิต, ร็อกป๊อป
อาชีพ นักร้อง, นักดนตรี, โปรดิวเซอร์
เครื่องดนตรี กีตาร์
ปี พ.ศ. 2527 - ปัจจุบัน
ส่วนเกี่ยวข้อง คาราบาว
เว็บไซต์ http://www.carabao.net


http://www.youtube.com/v/m2YFADI7m5c&hl


เทียรี่ เมฆวัฒนา มีชื่อจริงว่า เทียรี่ สุทธิยงค์ เมฆวัฒนา เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2501 ที่ประเทศลาว โดยมีพ่อเป็นชาวไทย แม่เป็นชาวสวิตเซอร์แลนด์ จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอัสสัมชัญ เทียรี่เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแบบ และแสดงละครและภาพยนตร์มาก่อน เทียรี่มีผลงานทางดนตรีครั้งแรก โดยเล่นในแนวโฟล์ก เคยออกอัลบั้มร่วมกับ กิตติคุณ เชียรสงค์ และ ไพจิตร อักษรณรงค์ มาก่อน ก่อนที่จะเล่นเป็นวงแบ็คอัพในห้องอัดเสียงของ อโซน่า จนกระทั่งคาราบาวโดยแอ๊ด มาอัดเสียงที่ห้องนี้ จึงชักชวนให้เข้าร่วมวง และร่วมออกอัลบั้มชุดแรกกับคาราบาวในปี พ.ศ. 2526 ในชุด "ท.ทหารอดทน"

โดยเพลงที่เทียรี่ร้อง มักจะเป็นเพลงช้า เนื้อหาซึ้ง ๆ ที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ แม่สาย, นางงามตู้กระจก, รักคุณเท่าฟ้า, มาลัย, สังกะสี เป็นต้น
 
หน้าปกอัลบั้ม ขอเดี่ยวด้วยคนนะต่อมาในปี พ.ศ. 2532 เทียรี่และสมาชิกในวงอีก 2 คน คือ อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี และอำนาจ ลูกจันทร์ ก็ได้ออกจากวง และออกอัลบั้มเป็นของตัวเองชุดแรก ในชื่อชุด "ขอเดี่ยวด้วยคนนะ" มีเพลงที่เป็นที่รู้จัก เช่น สาวดอย สอยดาว, วันเกิด, เงินปากผี เป็นต้น และต่อมา ในปีนั้นเอง เทียรี่ก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองชุดแรก ชื่อชุด "เจาะเวลา..." ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีเพลงที่เป็นที่ฮิตและเป็นที่รู้จักกันดี เช่น ปาปาย่า ป๊อก ๆ , ความรักสีดำ, เจาะเวลาหาปัจจุบัน เป็นต้น

เทียรี่ เป็นนักร้องที่มีเสียงแหบเสน่ห์ เป็นตัวของตัวเอง โดยมากเพลงที่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมเป็นเพลงช้า จึงได้มีโอกาสแต่งและร้องเพลงประกอบภาพยนตร์และละครหลายเรื่อง เช่น ละครเรื่อง "สุดแต่ใจจะไขว่คว้า" ทางช่อง 3 เมื่อปี พ.ศ. 2532 ละครเรื่อง "ไผ่แดง" ทางช่อง 7 เมื่อปี พ.ศ. 2534 "ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลก" ทางช่อง 3 เมื่อปี พ.ศ. 2537 หรือเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง หากแม้เลือกเกิดได้ เป็นต้น และเคยร้องเพลงและออกอัลบั้มร่วมกับ อิทธิ พลางกูร ด้วย และจุดเด่นอีกประการหนึ่งของเพลงของเทียรี่อยู่ที่เนื้อร้องที่เล่นกับภาษาได้อย่างลงตัวและสนุก มีความหมาย เช่น เพลง พขร.ณ รมต. ที่เล่นกับตัวย่อทั้งเพลง, ฉำฉาฉ่อยฉุกเฉิน ที่เล่นกับอักษร ฉ.ฉิ่ง ทั้งเพลง, หัวใจจิ้มจุ่ม ที่เล่นกับอักษร จ.จาน , ไปไหนไปด้วย ที่มีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบเปรียบเปรยทั้งเพลง เป็นต้นและเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มเดี่ยวของเทียรี่มักจะแฝงไว้ด้วยป๊อปเซ้นส์เสมอซึ่งทำให้เพลงของเทียรี่ฟังง่ายและเป็นที่นิยม

เทียรี่ ได้ออกอัลบั้มส่วนตัวมาอีกหลายชุด เช่น สุดขั้วหัวใจ, ไม่เต็มบาท, คาถาเศรษฐี, ยาชูกำลัง, ไม่ชอบชวน, สุดทางรัก เป็นต้น โดยมีอัลบั้มชุดล่าสุด คือ เสือร้องไห้ ที่ออกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 และกับวงคาราบาว เทียรี่กลับมาร่วมงานอีกครั้งกับคาราบาว ในปี พ.ศ. 2538 ในอัลบั้ม "15 ปี คาราบาว หากหัวใจยังรักควาย" ซึ่งเป็นอัลบั้มที่รวมสมาชิกเก่าในวงมาร่วมงานกันอีกครั้ง

ชีวิตส่วนตัว

เทียรี่ เมฆวัฒนา แต่งงานกับอุทุมพร ศิลาพันธุ์ นักแสดงสาว ทั้งคู่ได้อยู่กินกันมานับสิบปี จนมีลูกด้วยกันทั้งสิ้น 2 คน คือ เจน เมขลา (ลูกสาว) และเจสซี่ เมฆ (ลูกชาย) แต่ก็ได้หย่าร้างกันเมื่อต้นปี พ.ศ. 2545 โดยฝ่ายเทียรี่เป็นคนขอหย่าเอง โดยอ้างว่าไม่มีเวลาให้กับครอบครัวเพียงพอ ปัจจุบัน เทียรี่มีห้องอัดเสียงเป็นของตนเองชื่อ jessie & jane studio และมีบริษัทเพลงของตัวเองชื่อ here entertainment และได้ทำmagazineเป็นของตัวเองชื่อว่าCoffee Break

อัลบั้มเดี่ยว

สุดขั้วหัวใจ
ไม่เต็มบาท
คาถาเศรษฐี
ยาชูกำลัง
ไม่ชอบชวน
สุดทางรัก
เสือร้องไห้
เหงา ตัวเท่าเธอ

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป