Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
18 ธันวาคม, 2561, 22:01:34

   

ผู้เขียน หัวข้อ: คาราบาว  (อ่าน 88640 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้



หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 13:16:07 »

 คาราบาว (ด้วยรักและศรัทธา)



ข้อมูลพื้นฐาน

แหล่งกำเนิด ประเทศไทย
แนวเพลง ร็อก, เพื่อชีวิต
ปี พ.ศ. 2524 - ปัจจุบัน
ค่าย วอร์เนอร์ มิวสิก

สมาชิก

ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) ร้องนำ,ประสานเสียง,กีตาร์
ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) ร้องนำ,ประสานเสียง,ลีดกีต้าร์
เทียรี่ เมฆวัฒนา (รี่) ร้องนำ,ประสานเสียง,กีต้าร์
อนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) เบส ประสานเสียง
ลือชัย งามสม (ดุก) คีย์บอร์ด ประสานเสียง
ขจรศักดิ์ หุตะวัฒนะ (หมี) กีตาร์ แมนโดลิน ประสานเสียง
ชูชาติ หนูด้วง (โก้) กลอง,เพอร์คัสชั่น
เทพผจญ พันธุ์พงษ์ไทย (อ้วน) ขลุ่ย, กลอง,เพอร์คัสชั่น แซ็กโซโฟน ประสานเสียง
 
อดีตสมาชิก

สานิตย์ ลิ่มศิลา (ไข่) ร่วมก่อตั้งวง
กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) ร้องนำ,ประสานเสียง,กีตาร์
ไพรัช เพิ่มฉลาด (รัช) เบส
อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ขลุ่ย,คีย์บอร์ด,แซ็กโซโฟน
อำนาจ ลูกจันทร์ (เป้า) กลอง,เพอร์คัสชั่น
ศยาพร สิงห์ทอง (น้อง) เพอร์คัสชั่น, ประสานเสียง

ที่มา http://www.carabao.net/Biography/index.htm


<a href="http://www.youtube.com/v/Ao_nJF2Uk7w&amp;hl&amp;autoplay=1" target="_blank">http://www.youtube.com/v/Ao_nJF2Uk7w&amp;hl&amp;autoplay=1</a>


วงดนตรี “คาราบาว” เริ่มต้นที่ประเทศฟิลิปปินส์ โดยนักศึกษาที่ชื่อ ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) กับ กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) ได้รู้จักกันระหว่างที่ได้ไปศึกษาระดับปริญญาที่มหาวิทยาลัยมาปัวฯ ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งบุคคลทั้งสองร่วมกันก่อตั้งวงดนตรีชื่อ “คาราบาว” ขึ้นมา คำว่า คาราบาว แปลว่า ควาย เป็นภาษาตากาล๊อก ใช้เรียกควายพื้นเมืองของฟิลิปปินส์ ควายเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงการต่อสู้ แสดงถึงการทำงานหนัก แสดงถึงความอดทน อีกทั้งควายยังเป็นตัวแทนผู้ใช้แรงงาน และถือได้ว่าผู้ใช้แรงงานเป็นผู้ที่สร้างโลก ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ยืนยง โอภากุล จึงได้ใช้คำว่า “คาราบาว” พร้อมกับ “หัวควายมาเป็นสัญลักษณ์ของวงคาราบาว ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา

หลังจากสำเร็จการศึกษา กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ได้ทำงานเป็นพนักงานฝ่ายประเมินราคาเครื่องจักรในบริษัทฟิลิปปินส์ ยาวนานถึง 6 ปี ส่วนยืนยง โอภากุล ก็ได้เดินทางกลับมาประเทศไทย เพื่อเริ่มงานเป็นสถาปนิกที่การเคหะแห่งชาติ พร้อมกับตระเวนเล่นดนตรีในเวลากลางคืนไปด้วย

เมื่อทุกอย่างลงตัว นายยืนยง โอภากุล ก็ได้ลาออกจากงานประจำ มาเอาดีทางด้านดนตรีอย่างเดียว พร้อมชักชวนให้เพื่อนสนิท กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ที่กำลังทำงานในบริษัทฟิลิปส์ที่ตั้งอยู่สาขาในประเทศไทย ลาออกมาด้วยเช่นกัน เพื่อทำงานด้านดนตรี มาสร้างวงคาราบาว อย่างเต็มตัว



ศิลปินคาราบาว ตั้งแต่อดีต ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ จวบจนปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ยุคบุกเบิก อัลบั้มชุดที่ ๑-๔ ขี้เมา แป๊ะขายขวด วณิพก และ ท.ทหารอดทน ในปี พ.ศ.๒๕๒๔-พ.ศ.๒๕๒๖ มาถึงยุคประวัติศาสตร์อัลบั้มชุดที่ ๕ เมดอินไทยแลนด์ ในปี พ.ศ.๒๕๒๗ ต่อมาด้วยยุคคลาสิก อัลบั้มชุดที่ ๖-๙ อเมริโกย ประชาธิปไตย เวลคัมทูไทยแลนด์ และทับหลัง ในปี พ.ศ. ๒๕๒๘-พ.ศ.๒๕๓๑ โดยรวมแล้วตั้งแต่ อัลบั้มชุดที่ ๑-๙ เป็นการทำงานของวงคาราบาวเป็นลักษณะการต่อสู้ การเรียกร้อง โดยศิลปินกลุ่มดังกล่าวนี้ประกอบไปด้วยสมาชิกดังนี้คือ



สมาชิกคาราบาว (ยุคคลาสิก) พ.ศ.๒๕๒๔-พ.ศ.๒๕๓๑ 

1. นายยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) (กีต้าร์ , ร้องนำ) หัวหน้าวงคาราบาว
2. นายกิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) (คียบอร์ด, เพอคัสชั่น, กีต้าร์)
3. นายปรีชา ชนะภัย (เล็ก) (กีต้าร์ , ร้องนำ)
4. นายเทียรี่ เมฆวัฒนา (รี่) (กีต้าร์ , ร้องนำ)
5. นายธนิศร์ ศรีกลิ่นดี (อาจารย์) (คียบอร์ด, เครื่องเป่า)
6. นายอำนาจ ลูกจันทร์ (เป้า) (กลอง)
7. นายอนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) (เบส)
8. นายไพรัช เพิ่มฉลาด (รัช) (เบส

ไพรัช เพิ่มฉลาด หรือ รัช คาราบาว มือเบสของคาราบาว ในอดีตนั้น ได้สร้างตำนานให้กับคาราบาวไว้เพียงสองสามอัลบั้มเท่านั้น เนื่องด้วย การกลับมาของ อนุพงษ์ ประถมปัทมะ หรือ อ๊อด คาราบาว ได้เสร็จภาระกิจทัวร์คอนเสิร์ตเพรสซิเด้นท์ที่ต่างประเทศมาเรียบร้อย จึงเป็นผลทำให้ รัช คาราบาว ต้องสละตำแหน่งมือเบสให้กับ อ๊อด คาราบาว แต่อย่างไรแล้ว ความทรงจำดีๆ ที่ ไพรัช เพิ่มฉลาด ได้สร้างไว้ให้กับคาราบาว ทุกวันนี้ได้ถูกบันทึกไว้สารระบบของคาราบาวแล้ว



สมาชิกคาราบาว (ยุคปัจจุบันเพิ่มเติม) พ.ศ.๒๕๓๔-พ.ศ.๒๕๔๘ 

9. นายลือชัย งามสม (ดุก) (คีย์บอร์ด)
10. นายขจรศักดิ์ หุตะวัฒนะ (หมี) (กีต้าร์)
11. นายชูชาติ หนูด้วง (โก้) (กลองมือ1)
12. นายศยาพร สิงห์ทอง (น้อง) (เพอคัสชั่น)
13. นายเทพผจญ พันธพงษ์ไทย (อ้วน) (กลองมือ 2)

หลังจากสมาชิกคาราบาวยุคคลาสิก ได้แยกย้ายกันออกไปทำงานเดี่ยวของตนเอง แต่ความเป็นคาราบาวก็ยังคงต้องเดินหน้าต่อไป จึงทำให้ตั้งแต่ อัลบั้มชุดที่ ๑๐ ห้ามจอดควายนั้น เริ่มมีวงดนตรีแบ็คอัพเข้ามาช่วยคาราบาวทำงาน อย่างเช่น วงตาวันทั้งวง เข้ามาช่วยทำงานในชุดห้ามจอดควายนี้ และต่อจากวงตาวัน แอ๊ด คาราบาว ได้เริ่มนำนักดนตรีอาชีพที่มีฝีมือในเครื่องดนตรีแต่ละประเภทเข้ามาทำงานร่วมกับคาราบาว ตั้งแต่อัลบั้มชุดที่ ๑๑ วิชาแพะ เป็นต้นมา และทยอยเพิ่มนัดนตรีขึ้นมาเรื่อยในแต่ละอัลบั้ม จวบจนถึงปัจจุบันมีสมาชิกคาราบาวในยุคนี้ทั้งสิ้น ๑๓ คน

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า





หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 13:17:25 »



อัลบั้มชุดที่ 1 ของ “คาราบาว” เริ่มขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2524 ใช้ชื่อชุดว่า “ขี้เมา” โดยมีแอ๊ด และเขียวเป็นแกนนำ ซึ่งเพลงของคาราบาวในยุคนี้ ถือได้ว่าเป็นบทเพลงที่ได้รับอิทธิพลมาจากฟิลิปปินส์มาพอสมควร อย่างเช่น ลุงขี้เมา และเพลงที่ถือได้ว่าเป็นเพลงเปิดตัวของวงคาราบาวได้ดีที่สุดคือ เพลงมนต์เพลงคาราบาว ส่วนบทเพลงแรกของคาราบาวที่แอ๊ดได้ประพันธ์ไว้คือ “ถึกควายทุย” เป็นเรื่องราวของการใช้ชีวิตของบุคคลที่ถูกสร้างขึ้นมาให้ถูกให้ ดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ ทุกอัลบั้ม จนกล่าวได้ว่าเป็นเพลงบัลลาดที่ถูกเล่าขานได้ยาวนานที่สุด

หลังจากที่อัลบั้มชุดแรกออกไปแล้วนั้น ยืนยง โอภากุล ได้ชักชวน ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) มือกีต้าร์ และ อนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) มือเบส เข้ามาร่วมวงคาราบาว ซึ่งในขณะนั้น เล็กและอ๊อด ได้เป็นนักดนตรีอาชีพประจำอยู่กับวงเพรสซิเด้นส์ และมีภาระกิจจะต้องไปทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศกับเพรสซิเด้นท์ให้เรียบร้อย จึงกลับมาอยู่กับคาราบาวอย่างเต็มตัว



เข้าสู่ปี พ.ศ. 2525 ยุคสมโภชน์ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ ครบรอบ 200 ปี อัลบั้มชุดที่ 2 “แป๊ะขายขวด” ได้เกิดขึ้นมา โดยได้ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) เข้ามาเป็นสมาชิกคนที่ 3 ของคาราบาวและร่วมทำอัลบั้มนี้ออกมา โดยให้ พีค๊อกเป็นผู้ผลิต ซึ่งได้ทำเทปออกมา 20,000 ม้วน แต่ขณะนั้นทั้งสองอัลบั้มยังถือว่าไม่สบความสำเร็จเท่าที่ควร แต่บทเพลงที่โดดเด่นในยุคนี้ก็คือ เพลงกัญชา ที่แอ๊ด คาราบาว มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นในการร้อง โดยการลากเสียงได้ยาวนานจนทำให้ผู้ชมต้องเงียบสงัดกันไปเมื่อบทเพลงนี้ถูกร้องขึ้น



ด้วยความมุ่งมั่นของแอ๊ด ทำให้บทเพลงของคาราบาวมีเอกลักษณ์ โดยสะท้อนภาพของสังคมไทยมากขึ้น โดยแอ๊ดได้แต่งเพลงในสไตล์ที่เมืองไทยยังไม่มี ณ ขณะนั้น ในเพลงที่ชื่อว่า “วณิพก” โดยทำดนตรีจังหวะ 3 ช่า สนุกสนาน อีกทั้งเนื้อหาโดนใจคนฟัง และ “วณิพก” นี้เอง ได้ถูกตั้งเป็นชื่ออัลบั้มชุดที่ 3 ของคาราบาว ในปี พ.ศ. 2526 และอัลบั้มนี้เองทำให้ คาราบาวเป็นที่รู้จักของแฟนเพลงทั่วประเทศมากขึ้น และอัลบั้มชุดนี้ ได้มือเบส ที่ชื่อ ไพรัช เพิ่มฉลาด (รัช) เข้ามาร่วมทำงานกับวงคาราบาว



หลังจากนั้นไม่นาน คาราบาวได้ออกอัลบั้มชุดที่ 4 “ท.ทหารอดทน” และถือเป็นอัลบั้มแรกที่คาราบาวโดนแบนเพลง และเพลงที่ถูกแบนก็คือ ท.ทหารอดทน ซึ่งมีเนื้อหาที่ไปพาดพิงเกี่ยวกับทหาร นอกจากนี้ยังมีบทเพลงที่สะท้อนชีวิต เช่นเพลง ตุ๊กตา , คนเก็บฟืน ถือว่าเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมมาก และอัลบั้มชุดนี้ได้ นักดนตรีอาชีพจากห้องอัดอโซน่าเข้ามาเป็นสมาชิกร่วมกับคาราบาวอย่างเต็มตัว คือ เทียรี่ เมฆวัฒนา (รี่) ตำแหน่งกีต้าร์, อาจารย์ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ตำแหน่งเครื่องเป่า และ อำนาจลูกจันทร์ (เป้า) ตำแหน่งกลอง



ต่อมาปี พ.ศ. 2527 คาราบาวขึ้นสู่จุดสูงสุด ด้วยอัลบั้มชุดประวัติศาสตร์ ชุดที่ 5 “เมดอินไทยแลนด์” ยุกใบตองครองเมือง เป็นอัลบั้มที่สร้างชื่อเสียงให้กับคาราบาวมากที่สุด ด้วยบทเพลงที่ชื่อ “เมดอินไทยแลนด์” ที่มีเนื้อหาประจวบเหมาะกับการลดค่าเงินบาทของรัฐบาลในสมัยนั้น แล้วรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ใช้สินค้าของไทย ทำให้เมดอินไทยแลนด์เป็นอัลบั้มที่ทะลุเป้า ยอดขายกว่า 5 ล้านตลับ และคาราบาวมีการทัวร์คอนเสิร์ตทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์นี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงนักดนตรีของคาราบาวครั้งสำคัญ ซึ่งมือเบสจากวงเพรสซิเด้นท์ได้เสร็จสิ้นภาระกิจทัวร์คอนเสิร์ตจากอเมริกา และกลับเข้ามาร่วมกับคาราบาว บุคคลผู้นั้นคือ อนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) และบุคคลที่ต้องออกจากวงคาราบาวไปด้วยความเสียใจของประชาชน ก็คือ ไพรัช เพิ่มฉลาด (รัช) มือเบสเดิมของคาราบาว ทั้งนี้เป็นเรื่องของการต่อสู้ การทำงานของวงคาราบาว
 
เมดอินไทยแลนด์ สามารถสร้างค่านิยมไทยกลับคืนมาสู่สังคมไทยได้รวดเร็ว โดยคาราบาวได้ออกทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศไทย อีกทั้งยังนำเมดอินไทยแลนด์ไปสร้างชื่อยังต่างแดน อย่างเช่น อเมริกา อีกด้วย หลังจากอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์ ได้สร้างชื่อเสียงให้คาราบาวเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ ทำให้การทำงานของคาราบาวในชุดต่อๆ ไป ต้องมีมาตรฐานที่เท่ากับเมดอินไทยแลนด์และต้องดียิ่งขึ้นไป



ซึ่งเป็นผลพวงจากความสำเร็จในอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์นี้เอง ทำให้คาราบาวได้มีห้องอัด เซ็นเตอร์สเตจขึ้นมา ซึ่งเป็นห้องอัดของวงคาราบาวเอง และต่อมาใน ปี พ.ศ.2528 คาราบาวได้ออกผลงานชุดที่ 6 ชื่อชุด “อเมริโกย” ซึ่งอัลบั้มชุดนี้ คาราบาวได้ใช้ห้องบันทึกเสียง เซ็นเตอร์สเตจนี้ เป็นห้องบันทึกเสียงทุกบทเพลงของคาราบาว แนวเพลงของชุดนี้ยังคงเกาะติดถึงสถานการณ์บ้านเมือง โดยคาราบาวได้นำเหตุการณ์และความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ ณ ขณะนั้น อย่างปัญหาชาวนาและการประกันราคาข้าว อเมริกาจำกัดโควต้าการนำเข้าสิ่งทอไทย มาเขียนเป็นเพลงและขับขานให้ประชาชนได้ฟัง ในเพลงอเมริโกย เนื้อหาทางดนตรียังคงเรียบง่ายชัดเจน แต่มีการพัฒนาการทางด้านดนตรีเพิ่มขึ้น



ในปี พ.ศ. 2529 อัลบั้มชุดที่ 7 “ประชาธิปไตย” ด้วยกระแสการเรียกร้องประชาธิปไตยในสถานการณ์บ้านเมืองในยุคนั้นต้องการประชาธิปไตย คาราบาวสะท้อนภาพการได้มาซึ่งประชาธิปไตยผ่านบทเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลง ประชาธิปไตย ผู้ทน และยังมีบทเพลงที่ปลุกใจอย่างเจ้าตาก ที่กระหึ่มกึกก้อง ทั่วธรนิน และบทเพลงอื่นๆ อีก ที่ล้วนแล้วแต่เป็นบทเพลง ที่มีคุณค่าต่อสังคมไทย และอัลบั้มนี้โดน กบว. แบนเพลงคาราบาวไปสามเพลงตามระเบียบ



ในปี พ.ศ. 2530 อัลบั้มชุดที่ 8 “เวลคัมทูไทยแลนด์” หรือเวรกรรมสู่ไทยแลนด์ คาราบาวออกอัลบั้มนี้มาต้อนรับเทศกาลท่องเที่ยวไทยในยุคนั้น เพื่อที่จะชักชวนชาวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย ดนตรีในชุดนี้เป็นดนตรีที่ฟังสบายๆ มีกลิ่นอายของความเป็นไทย อย่างเช่น เวลคัมทูไทยแลนด์ หรือเพลงที่ฟังง่ายอย่างเพลง สบายกว่า ที่ร้องแนวประชดประชัน หรือเพลงบาปบริสุทธิ์ ที่เป็นเรื่องราวของคนรักกันที่ส่งผลถึงลูก หรือเพลงสังกะสี ที่สะท้อนชีวิตของกรรมกร และในอัลบั้มชุดนี้เอง ได้สร้างนักร้องน้องใหม่ของวงการดนตรีไทยขึ้นมา ด้วยเพลงสนุกสนานที่ชื่อ กระถางดอกไม้ให้คุณ โดยอนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) มือเบสของคาราบาว



ในปี พ.ศ. 2531 อัลบั้มชุดที่ 9 “ทับหลัง” สถานการณ์ของประเทศไทยในช่วงนั้น เป็นการต่อสู้เพื่อทวงทับหลังนารายณ์บรรทมศีลที่ไปตกอยู่ในมือของต่างชาติกลับคืนมา โดยมีรัฐบาลไทยได้ทำการเรียกร้องขอคืน ซึ่งหลังจากนั้นทางประเทศไทยได้ทับหลังคืนมาสู่แผ่นดินแม่ได้ และไม่น่าเชื่อว่า อัลบั้มชุดทับหลัง จะเป็นอัลบั้มชุดสุดท้ายของการทำงานของสมาชิกคาราบาวทั้ง 7 คน ด้วยเหตุผลอื่นๆอีกมากมาย ที่ไม่สามารถทำให้สมาชิกคาราบาวรวมตัวกันทำงานต่อไปได้

แต่อย่างไรก็ตาม ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) หัวเรือใหญ่ของวงคาราบาว ก็ได้ให้คำสัญญากับพี่น้องแฟนเพลงคาราบาวในคอนเสิร์ตเวทีสุดท้าย ก่อนจะเหลือเพียงความทรงจำ เอ็มบีเคฮอล์ มาบุญครองเซ็นเตอร์ ในคอนเสิร์ต ฅน คาราบาว ว่า ถึงจุดที่สมาชิกคาราบาวต้องแยกย้ายออกไปจากคาราบาว ไปทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีคาราบาวต่อไป



ในปี พ.ศ. 2533 เหลือสมาชิกในวงเพียง 4 คน ประกอบไปด้วย แอ๊ด เขียว เล็ก และอ๊อด ที่ยังคงเป็นแกนนำของคาราบาวในอัลบั้มชุดนี้ โดยมีวงตาวัน เข้ามาเป็นแบ๊คอัพ และสร้างสรรค์อัลบั้มชุดที่ 10 ขึ้นมา โดยใช้ชื่อชุดว่า “ห้ามจอดควาย” ขึ้นมาในนามของคาราบาว โดยมีสีสันทางด้านดนตรีต่างไปจากชุดเดิม แต่ก็ยังคงบทเพลงแนวทางเดิมของคาราบาว เพลงเด่นในชุดนี้ได้แก่ สัญญาหน้าฝน ที่แอ๊ด คาราบาว เขียนขึ้นให้เพื่อนรัก เขียว คาราบาวได้ร้องเพลงนี้ จนเป็นบทเพลงประจำตัวของเขียวคาราบาวไปเลย และบทเพลงถึกควายทุย ค.เขาเดียว ในอัลบั้มนี้ ถือเป็นบทเพลงภาคสุดท้ายของบทเพลงถึกควายทุยที่ถูกเล่าขานตั้งแต่ชุดที่ 1 ถึงชุดนี้

หลังจากอัลบั้มชุดที่ 10 "ห้ามจอดควาย" สมาชิกของคาราบาวอีก 3 คนที่เหลือ ประกอบไปด้วย เทียรี่ เมฆวัฒนา อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี และ อำนาจ ลูกจันทร์ รวมตัวกันเริ่มไปทำงานเดี่ยวของตัวเอง และนอกจากนั้น ยืนยง โอภากุล ปรีชา ชนะภัย กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร ก็ได้ทยอยไปทำงานเดี่ยวของตนเองเช่นกัน

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นกับสมาชิกคาราบาวทั้ง 7 คน เป็นคำตอบของแฟนเพลงคาราบาว แต่ความเป็นจริงแล้ว การแยกย้ายกันออกไปทำเดี่ยวของแต่ละคนนั้น เป็นสิ่งที่เราเรียกว่าการถึงจุดอิ่มตัวของความเป็นคาราบาวการทำงานด้วยกันมานานของสมาชิกทั้ง 7 คนนั้น ความขัดแย้งในการทำงานย่อมมีขึ้นเป็นธรรมดา แต่อย่างไรก็ดี สมาชิกทุกคนก็ยังไปมาหาสู่และช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยตลอด



ในปี พ.ศ. 2534 คาราบาวโดยหัวเรือใหญ่ แอ๊ด คาราบาว ได้ออกอัลบั้มชุดที่ 11"วิชาแพะ" โดยมีสมาชิกคาราบาวเพียง 3 คนเท่านั้นคือ แอ๊ด เล็ก และอ๊อด และได้นักดนตรีอาชีพเข้ามาช่วยทำงานให้คาราบาว อาทิเช่น ลือชัย งามสม (ดุก) ตำแหน่งคีย์บอร์ด, ชูชาติ หนูด้วง (โก้) ตำแหน่งกลอง, ขจรศักดิ์ หุตะวัฒนะ (หมี) ตำแหน่งกีต้าร์, ศยาพร สิงห์ทอง (น้อง) ตำแหน่งเพอร์คัสชั่น โดยแนวทางดนตรีของอัลบั้มชุดวิชาแพะนี้ จะมีหลากหลาย แต่ก็ยังคงแนวทางการเมืองอยู่ อาทิเช่นเพลง นาย ก. เป็นการเรียกร้องผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งผู้นำของประเทศจะต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน



ในปี พ.ศ. 2535 อัลบั้มชุดที่ 12 “สัจจะ 10 ประการ” คาราบาวเกาะสถานการณ์การเมืองไทย รวมถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ คาราบาวได้แต่งเพลงให้สำหนับนักการเมือง อาทิเช่น เพลงสัจจะ 10 ประการ หรือเพลงเกี่ยวกับการอนุรักษ์น้ำ เพลงน้ำ เพราะสถานการณ์ช่วงนั้น ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะวิกฤตขาดแคลนน้ำ รัฐบาลออกมารณรงค์ให้ประชาชนคนไทยร่วมกันประหยัดน้ำ และรัฐบาลได้เลือกวงดนตรีคาราบาว ให้ทัวร์คอนเสิร์ตรณรงค์เรื่องน้ำด้วยเช่นกัน



ในปี พ.ศ. 2536 เป็นอัลบั้มชุดที่ 13 “ช้างไห้” โดยมีแกนนำคาราบาวเพียง 2 คนเท่านั้นคือ แอ๊ด กับ อ๊อด พร้อมกับนักดนตรีแบ็คอัพชุดเดิม ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานเพลงในชุดช้างไห้นี้ โดยอัลบั้มนี้จะพูดถึงเรื่องธรรมชาติ การใช้ชีวิตของคน และบทเพลงที่ให้กำลังใจ



ในปี พ.ศ. 2537 อัลบั้มชุดที่ 14 “คนสร้างชาติ” คาราบาวเขียนบทเพลง คนสร้างชาติขึ้นมา เพื่อปลุกจิตสำนึกให้กับคนไทยให้รักชาติ และได้คุณพยัคฆ์ คำพันธุ์ เซียนพระมือหนึ่งแห่งประเทศไทย มาแต่งเพลงหลวงพ่อคูณให้กับคาราบาว สร้างความโด่งดังไปทั่วเมือง และในอัลบั้มนี้ ในฐานะคนเพื่อชีวิตแอ๊ดคาราบาวได้แต่งเพลง ครบรอบ 20 ปีคาราวานให้กับวงคาราวานอีกด้วย



ในปี พ.ศ. 2538 อัลบั้มชุดที่ 15 “แจกกล้วย” คาราบาวได้พูดการกระจายอำนาจไปสู่การเมืองระดับท้องถิ่น ในเพลงกำนันผู้ใหญ่บ้าน และเพลงที่เสียดสีผู้ที่โกงกินบ้านเมืองกับเพลง ค้างคาวกินกล้วย และเพลงเดินขบวนที่พยายามบอกกับรัฐบาลว่า ชาวบ้านเดือดร้อนจึงเดินขบวนประท้วงเรียกร้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ



อีกไม่กี่เดือนผ่านมาในปี พ.ศ. 2538 สิ่งที่แฟนเพลงคาราบาวรอคอยก็มาถึง สมาชิกคาราบาวทั้ง 7 คน ได้กลับมารวมตัวกันเฉพาะกิจ ในวาระครบรอบ 15 ปีคาราบาว และได้ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานเพลงออกมาในอัลบั้มชุดที่ 16 ให้ชื่ออัลบั้มว่า "หากหัวใจยังรักควาย" ประกอบไปด้วย “หากหัวใจยังรักควาย1 และหากหัวใจยังรักควาย 2” บทเพลง 20 เพลงเต็มอิ่มสมกับการรอคอยที่ยาวนาน โดยมีเพลงจังหวะสามช่า เพลงสามช่าคาราบาว เป็นเพลงที่เล่าเรื่องราว 15 ปีของคาราบาวได้เป็นอย่างดี และมีเพลงอื่นๆ ที่เกาะสถานการณ์อย่างเช่น อองซานซูจี เต้าหู้ยี้ รวมถึงบทเพลงแนวปรัชญาอย่างเช่นเพลง ลุงฟาง เป็นต้น



ในปี พ.ศ. 2540 อัลบั้มชุดที่ 17 “เส้นทางสายปลาแดก” บทเพลงในอัลบั้มนี้เป็นบทเพลงที่ร่วมอนุรักษ์ความเป็นไทย เช่น เพลงน้ำพริกแกงป่า เพลงกลองยาว และยังเป็นการครบรอบปีที่ 12 ของบทเพลงเมดอินไทยแลนด์ ซึ่งมีการเรียบเรียงดนตรีใหม่มาไว้ในอัลบั้มนี้ด้วย



ต่อมาปลายปี พ.ศ. 2540 อัลบั้มชุดที่18 “เช ยังไม่ตาย” บทเพลงในอัลบั้มนี้ได้กล่าวถึงบุคคลที่เป็นนักต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็น เช กูวารา , อองซาน ซูจี , อัสนี พลจันทร์ บทเพลงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าหาญในการต่อสู้ต่ออำนาจเผด็จการต่างๆ เพื่อเป็นตัวอย่างให้บุคคลรุ่นหลังได้รับรู้ต่อไป



ในปี พ.ศ. 2541 อัลบั้มชุดที่ 19 “อเมริกันอันธพาล” เป็นการกลับมาร่วมงานกับคาราบาวอีกครั้งของ ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) เทียรี่ เมฆวัฒนา (รี่) และกิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) บทเพลงในอัลบั้มนี้ แอ๊ด คาราบาวได้ร้องเพลงเหน็บแนมประเทศมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา ในเพลงอเมริกันอันฑพาล ซึ่งอเมริกันได้ออกกลอุบายตั้ง IMF ขึ้น ปล่อยเงินกู้ให้ประเทศไทย จนทำให้ประเทศไทยเป็นหนี้อเมริกาอย่างมหาศาล และการกลับเข้ามาทำงานของสมาชิกคาราบาวเดิม เล็ก คาราบาว ได้ร้องเพลงเกี่ยวกับเด็ก ชื่อเพลงไอ้หนู ส่วนเทียรี่ได้มาขับขานเพลงรักตามสไตล์ตัวเอง ในชื่อเพลงรักนี้มีแต่เธอ ได้อย่างประทับใจ



ปลายปี พ.ศ. 2541 อัลบั้มชุดที่ 20 “พออยู่พอกิน” ในยุคนี้ประเทศไทยมีหนี้สินจากต่างประเทศมหาศาล ทำให้ระบบเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง ประชาชนคนไทยใช้จ่ายไม่คล่องตัวเหมือนแต่ก่อน เพลงพออยู่พอกิน เป็นเพลงที่มาจากพระบรมชาโอวาทจากในหลวง ให้ประชาชนคนไทยใช้ชีวิตแบบพออยู่พอกิน ไม่ฟุ้งเฟ้อ นอกจากนี้ยังมีบทเพลง



ในปี พ.ศ. 2543 อัลบั้มชุดที่ 21 “เซียมหล่อตือ” ยังคงเกาะกระแสการเมือง โดยมีเพลงเซียมหล่อตือ หมูสยาม เหน็บแนมนักการเมืองที่ชอบกินบ้านโกงเมืองในภาวะสถานการณ์ของประเทศระส่ำย่ำแย่ ต่อด้วยเพลงสัญญาหน้าเลือกตั้ง ที่ให้บอกกับประชาชนว่าอย่าไปซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้ง นอกจากนี้ เพลงบางระจันวันเพ็ญ ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องบางระจัน ที่โด่งดังไปทั่วประเทศ ก็อยู่ในอัลบั้มนี้ด้วยเช่นกัน



ในปี พ.ศ. 2544 อัลบั้มชุดที่ 22 “สาวเบียร์ช้าง” อัลบั้มชุดนี้อยู่ในช่วงที่รัฐบาลที่มีนโยบายให้ปิดสถานบริการกลางคืนในเวลาที่กำหนด ทำให้คนทำงานกลางคืนเดือดร้อนกันถ้วนหน้า เพลง ปุรชัยเคอร์ฟิว และเพลงอดติ๊บอดตาย เป็นคำตอบของปัญหาที่เกิดขึ้นได้ดี นอกจากนี้ยังมีเพลงที่ไว้อาลัยเหตุกาณ์ตึกถล่มที่เวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ ที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา ในเพลง เดือน 9 เช้า 11



ในปี พ.ศ. 2545 อัลบั้มชุดที่ 23 “นักสู้ผู้ยิ่งใหญ่” อัลบั้มนี้ออกมาพร้อมกับธุรกิจใหม่ของหัวเรือใหญ่แห่งคาราบาวคือ ยืนยง โอภากุล นั่นก็คือ ธุรกิจเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อคาราบาวแดง โดยใช้สโลแกนนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นตัวนำ โดยนำนักต่อสู้ในอดีตแต่ละยุคสมัยมาเป็นจุดขาย ผลงานเพลงชุดนี้นับว่ามีเพลงมากที่สุดตั้งแต่คาราบาวออกอัลบั้มมา มากถึง 13 เพลง มีเพลงดีๆ อย่าง คนล่าฝัน เป็นเพลงที่ฟังแล้วทำให้ผู้ที่จะยอมแพ้ต่อสู้กับชีวิตขึ้นมาได้ และยังมีเพลงนมหด ที่แอ๊ดแต่งต่อว่าพวกชอบเอาเปรียบนักเรียน เอานมบูดมาให้นักเรียนกินกัน และยังมีบทเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องพรางชมพู ที่แอ๊ดได้แสดงและแต่งเพลงให้สองเพลง ชื่อเพลงพรางชมพู และเรากระทบตุ้ด



ในปี พ.ศ.2546 คาราบาวไม่มีผลงานเพลงชุดใหม่ในปีนี้ แต่คาราบาวได้นำอัลบั้มที่เป็นประวัติศาสตร์ในปี พ.ศ.2547 ของคาราบาวมาบันทึกเสียงใหม่ทั้งหมด นั่นคือ อัลบั้ม "เมดอินไทยแลนด์" โดยใช้ชื่ออัลบั้มนี้ว่า "เมดอินไทยแลนด์ ภาค 2546 สังคายนา" เพราะด้วยความตั้งใจของ แอ๊ด คาราบาว ที่ต้องการทำให้อัลบั้มชุดมาสเตอร์พีชนี้ มีความสมบูรณ์ที่สุด ในทุกๆ ด้าน เพื่อคงสภาพงานอัลบั้มคลาสสิคที่สุดของคาราบาวให้ยั่งยืนชั่วกาลนาน ด้วยคุณภาพของการบันทึกเสียงในยุคนี้



ในปี พ.ศ. 2548 อัลบั้มชุดที่ 24 “สามัคคีประเทศไทย” ด้วยสถานการณ์บ้านเมืองของประเทศไทยในยุคนี้ เข้าสู่ยุควิกฤตทางสังคม มีกลุ่มคนร้ายที่ก่อความไม่สงบให้เกิดขึ้น ใน 3 จังหวัดชายแดนภายใต้ของไทย ทำให้ประชาชนคนไทยเกิดความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน คาราบาวได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสมานฉันท์ของคนไทยโดยใช้เสียงเพลงเป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ในเพลง “ขวานไทยใจหนึ่งเดียว” และเพลงสามัคคีประเทศไทย เพื่อปลุกใจให้คนไทยรักกัน นอกจากนี้ยังมีเพลง อยู่กับก๋ง ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องอยู่กับก๋งที่คาราบาวได้แต่งขึ้นไว้ โดยเนื้อหาของบทเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่สร้างสำนึกที่ดีให้กับบุญคุณของประเทศไทย



ในปี พ.ศ.2550 กับการเดินทางบนถนนสายดนตรีที่ยาวไกลถึง 25 ปี ของวงดนตรีเพื่อชีวิตอันดับหนึ่งของเมืองไทย “คาราบาว” ก็ส่งอัลบั้มชุดพิเศษ “ลูกลุงขี้เมา” ออกมา แถมยังสร้างความประหลาดใจด้วยการทำเป็นอัลบั้มคู่ซีดี 2 แผ่น ภายใต้คอนเซ็ป ก้าวหน้า-ก้าวหลัง

อัลบั้มชุดนี้เต็มไปด้วยแนวคิดที่แข็งแรง หนักแน่น และมีพลัง เปรียบได้กับการบันทึกเรื่องราวถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาในช่วง 25 ปี และมองไปถึงอนาคตข้างหน้าที่จะมาถึง ซึ่งถูกกลั่นกรองออกมาเป็นบทเพลงอย่างคมคาย  ถึง 18 เพลง  อาทิ  “ลูกลุงขี้เมา”   เพลงสานต่อเรื่องราว จากเพลงฮิตเพลงแรกของคาราบาว “ลุงขี้เมา” เมื่อ 25 ปีก่อน กับโทน หนุ่มบ้านนอกที่ออกตามหาพ่อที่หายไป, “จตุคามลามทุ่ง” เพลงที่หยิบยกเอากระแสความนิยมจตุคามของคนไทยมาเตือนใจคนไทยได้อย่างคมคาย, “ผีเสื้อนักสู้ “(ก้าวไกลไปด้วยกัน) บทเพลงให้กำลังใจ จุดไฟชีวิต ที่เป็นเพลงโฆษณารถยนต์โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้อีกด้วย หรือ “พระยอม” เพลงที่หยิบเรื่อโฉนดเจ้าปัญหาของวัดสวนแก้ว ที่พระพยอม กัลยาโณ ถึงกับต้องยอมแพ้ต่อระบบราชการไทย และเพลงอื่นๆ อีกมากมายในอัลบั้มที่ให้แง่คิดดีๆ กับสังคมปัจจุบันที่ต้องเจอะเจอ  ซึ่งทุกเพลงได้ครบทั้งคุณภาพ และความบันเทิง ตามมาตรฐาน “คาราบาว” การันตี ที่ไม่ดีไม่ทำออกมาเป็นอัลบั้มชุดพิเศษ “ลูกลุงขี้เมา” รับวัยเบญจเพสแน่ๆ



ในปี พ.ศ.2552 โฮะ อัลบั้มใหม่ล่าสุดของคาราบาว โจ๊ะ! มันส์! ซึ้ง! ครบทุกรส อัลบั้มใหม่ล่าสุดจากวง คาราบาว ฝรั่งมันทำพังแล้วแกล้งพูดดังๆ ให้เราได้ยินว่าวิกฤตครั้งนี้เราจะแย่ ทำอะไรก็ไม่ดี แต่ความจริงเราไม่ได้เป็นดังที่มันพยายามดึงเราลงนรกไปด้วย เรายังช่วยตัวเองได้ เพราะเราเป็นประเทศเกษตรกรรมไม่ใช่ประเทศกษาปณ์อย่างสิงคโปร์ พอมีปัญหาเรื่องเงินเลยช่วยตัวเองไม่ได้ แต่เรายังพออยู่พอกินกันได้ เพราะเราปลูกเองผลิตเอง ไม่ได้ยืมกางเกงใครนุ่ง ไม่ได้ซื้อผ้าถุงใครใส่ เพียงแต่เราสนใจใช้จ่ายอย่างปรัชญาพอเพียง หรือจะดูอย่างชาวบ้านเขาทำคือ ?แกงโฮะ? อย่าสุรุ่ยสุร่าย มีอะไรเหลือก็เอามารวมๆ กัน ประทังชีวิตไปได้ สิ้นปีนี้คง ดีขึ้น อัลบั้มนี้จึงออกมาเชิงให้กำลังใจ สนุก ไม่มีการเมืองเรื่องน่าเบื่อให้กวนใจ ต้องขอขอบพระคุณแฟนๆ ที่เป็นกำลังใจให้ตลอดท่านจะไม่ผิดหวังแน่ถ้าได้ฟังชุดนี้

ไม่เพียงแต่ 26 อัลบั้มนี้เท่านั้น ยังมีผลงานอัลบั้มอื่นๆ ที่ออกมาคาบเกี่ยวระหว่าง 24 อัลบั้มนี้ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น อัลบั้มพิเศษในวาระต่างๆ อัลบั้มบันทึกการแสดงสดคาราบาว หรืออัลบั้มเดี่ยวของศิลปินคาราบาว เป็นต้น กล่าวได้ว่า คาราบาวเป็นวงดนตรีวงแรกและวงเดียวในประเทศไทย ที่มีการทำงานอย่างต่อเนื่องและยาวที่สุด อีกทั้งได้สร้างสรรค์บทเพลงที่มีคุณูประการกับสังคมไทยมากมาย หลายยุค หลายสมัย แต่ละบทเพลงล้วนแล้วแต่ความหมายที่ดี ที่สามารถนำไปเป็นข้อคิดในการดำรงชีวิตของทุกทคนได้ 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 13:49:49 »

   7 สมาชิกยุครุ่งเรืองของคาราบาว



  ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด)



ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อจริง ยืนยง โอภากุล
ชื่อเล่น แอ๊ด
ฉายา ราชาสามช่า
วันเกิด 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497
แหล่งกำเนิด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
แนวเพลง เพื่อชีวิต, ร็อก
อาชีพ นักร้อง, นักดนตรี, นักแต่งเพลง
เครื่องดนตรี กีตาร์
ปี พ.ศ. 2524 - ปัจจุบัน
เว็บไซต์ http://www.carabao.net


<a href="http://www.youtube.com/v/WWYZM2s_Va8?fs=1&amp;amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/WWYZM2s_Va8?fs=1&amp;amp;hl</a>


ยืนยง โอภากุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ แอ๊ด คาราบาว เกิดเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2497 ที่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี ในครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีน (บิดา-มนัส โอภากุล แซ่โอ มารดา-จงจิน แซ่ตั้ง) ยืนยง เดินทางเข้าสู่กรุงเทพมหานครเพื่อศึกษาต่อเหมือนเด็กต่างจังหวัดทั่วไป โดยเข้าเรียนใน สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวาย(โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย) และต่อในระดับปริญญาตรี สาขาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่สถาบันเทคโนโลยีมาปัว ประเทศฟิลิปปินส์ ยืนยงได้พบกับเพื่อนคนไทยที่ไปเรียนหนังสือที่นั้น คือ สานิตย์ ลิ่มศิลา หรือ ไข่ และ กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร หรือ เขียว ทั้ง 3 จึงร่วมกันตั้งวงดนตรีขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า "คาราบาว" เป็นวงดนตรีที่เล่นดนตรีในเนื้อหาที่สะท้อนสภาพปัญหาและความเป็นจริงของสังคม

เมื่อกลับมาเมืองไทย ไข่ ได้แยกตัวออกไป แอ๊ดและเขียวยังคงเล่นดนตรีต่อไป ในเวลากลางคืน โดยกลางวันแอ๊ดทำงานอยู่ที่การเคหะแห่งชาติ ส่วนเขียวทำงานอยู่กับบริษัทของฟิลิปปินส์ที่มาเปิดสาขาในประเทศไทย

จุดเปลี่ยนของชีวิตยืนยง โอภากุล อยู่ที่การรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์อัลบั้มชุดแรกให้กับวงแฮมเมอร์ ในปี พ.ศ. 2522 ซึ่งประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา เป็นแรงดลบันดาลใจให้กับยืนยงว่า ถ้าจะออกอัลบั้มของตัวเอง คงจะประสบความสำเร็จเช่นเดียวกัน จึงร่วมกับเขียว ออกอัลบั้มชุดแรกของวงคาราบาวในชื่อชุด "ขี้เมา" ในปี พ.ศ. 2524 ซึ่งไม่ประสบความสำเร็จมากนัก

คาราบาว มาประสบความสำเร็จในอัลบั้มชุดที่ 5 ของวง คือ ชุด "เมด อิน ไทยแลนด์" ที่ออกในปลายปี พ.ศ. 2527 ซึ่งมียอดจำหน่ายสูงถึง 5 ล้านตลับ และนับตั้งแต่นั้น ชื่อของ แอ๊ด คาราบาว ก็เป็นที่รู้จักกันดีของคนไทย

โดย ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าวง เป็นผู้มีบุคคลิกเป็นตัวของตัวเองสูง กล้าพูดกล้าวิพากษ์วิจารณ์เรื่องราวต่าง ๆ ในสังคมอย่างแรงและตรงไปตรงมา โดยสะท้อนออกมาในผลงานเพลง ที่เจ้าตัวจะเป็นผู้เขียนและร้องเองเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีออกมามากมายทั้งอัลบั้มในนามของวงและอัลบั้มเดี่ยวของตนเอง จนถึงวันนี้ไม่ต่ำกว่า 900 เพลง รวมถึงการแสดงออกในทางอื่น ๆ ด้วย ซึ่งก็มีทั้งผู้ที่ชอบและไม่ชอบ โดยผู้ที่ไม่ชอบคิดเห็นว่า เป็นการแสดงออกที่ก้าวร้าว รวมถึงตั้งข้อสังเกตด้วยถึงเรื่องการกระทำของตัวยืนยงเอง

ยืนยง โอภากุล ไม่จำกัดตัวเองแต่ในบทบาทของศิลปินเพลงเท่านั้น แต่ยังได้มีผลงานเขียนหนังสือและแสดงละคร ภาพยนตร์ต่าง ๆ ด้วย อาทิ เช่น เรื่องพรางชมพู กะเทยประจัญบาน (พ.ศ. 2545) ละครเรื่อง เขี้ยวเสือไฟ ทางช่อง 9 (พ.ศ. 2544) ลูกผู้ชายหัวใจเพชร ทางช่อง 7 (พ.ศ. 2546) เป็นต้น รวมถึงการทำงานภาคสังคมและมูลนิธิต่าง ๆ และยังได้แต่งเพลงประกอบโฆษณาหรือโครงการต่าง ๆ ของหน่วยงานภาครัฐในแต่ละโอกาสด้วย

ในปลายปี พ.ศ. 2545 ยืนยง โอภากุล ได้เปลี่ยนบทบาทของตัวเองอย่างสำคัญอีกครั้งหนึ่ง โดยเป็นหุ้นส่วนสำคัญคนหนึ่งของเครื่องดื่มชูกำลัง ยี่ห้อ "คาราบาวแดง" โดยใช้ชื่อวงดนตรีของตัวเองมาเป็นจุดขาย ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างในสังคมว่า สมควรหรือไม่ กับผู้ที่เคยสู้เพื่ออุดมการณ์มาตลอด มาเป็นนายทุนเสียเอง

ชีวิตส่วนตัว ยืนยง โอภากุล มีชื่อเป็นภาษาจีนกลางว่า "หูฉุนฉาง" แปลว่า "เกิดบนดิน" ชอบเลี้ยงไก่ชนซึ่งเป็นสัตว์เลี้ยงที่ชื่นชอบมาตั้งแต่เด็ก ๆ และมีฟาร์มไก่ชนเป็นของตัวเอง นอกจากคาราบาวแดงแล้ว ยังมีกิจการทางดนตรีอีก คือ มีห้องอัดเสียงที่บ้านของตัวเอง ชื่อ เซ็นเตอร์ สเตจ สตูดิโอ ซึ่งเป็นสตูดิโอระดับชั้นแนวหน้าแห่งหนึ่งของเมืองไทย และมีบริษัทเพลงชื่อ มองโกล เรคคอร์ด สมรสกับนางลินจง โอภากุล หญิงชาวบุรีรัมย์ มีบุตรด้วยกัน 3 คน เป็นหญิง 2 คน คือ ณิชา (เซน) และ ณัชชา (ซิน) โอภากุล และชาย 1 คน คือ วรมันต์ โอภากุล (โซโล)

หมายเหตุ

-ยืนยง โอภากุล มีพี่ชายฝาแฝดอีก 1 คน เป็นศิลปินเพลงเพื่อชีวิตเหมือนกัน คือ ยิ่งยง โอภากุล ชื่อเล่น "อี๊ด" และเคยออกอัลบั้มร่วมกัน 1 อัลบั้ม คือ อัลบั้ม พฤษภา ในปี พ.ศ. 2535 หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
-ซูซู เคยแต่งเพลงเพื่อยกย่องยืนยง ชื่อเพลง ราชาสามช่า ในปี พ.ศ. 2534

อัลบั้มเดี่ยว

กัมพูชา (พ.ศ. 2527)
ทำมือ (พ.ศ. 2532)
ก้นบึ้ง (พ.ศ. 2533)
โนพลอมแพลม (พ.ศ. 2533)
เวิลด์ โฟล์ค เซน (พ.ศ. 2534)
พฤษภา (พ.ศ. 2535)
รอยคำรณ (พ.ศ. 2537)
รวงข้าวสีทอง (พ.ศ. 2538)
เดอะ แมน ซิตี้ ไลอ้อน (พ.ศ. 2539)
ใต้ดิน (พ.ศ. 2539)
เหลืองหางขาว (พ.ศ. 2543)
คนไทยหรือเปล่า (พ.ศ. 2544)
ไม่ต้องร้องไห้ (พ.ศ. 2545)
โอท็อป (พ.ศ. 2547)
ซึม เศร้า เหงา แฮงก์ (พ.ศ. 2548)
แมง ฟอร์ซ วัน (พ.ศ. 2549)
ตะวันตกดิน (พ.ศ. 2549)
ยืนยงตั้งวงเล่า (พ.ศ. 2549)
คนกับเมาท์ (พ.ศ. 2551)


ผลงานละคร

เขี้ยวเสือไฟ
ส่วย
ลูกผู้ชายหัวใจเพชร
มหาราชกู้แผ่นดิน
เพื่อนรักเพื่อนร้าย

ผลงานภาพยนตร์

สวรรค์บ้านนา (พ.ศ.2526)
เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ (พ.ศ. 2528)
คนเลี้ยงช้าง (พ.ศ. 2533)
พรางชมพู กะเทยประจัญบาน (พ.ศ. 2545)
ว้อ หมาบ้ามหาสนุก (ดารารับเชิญ) (พ.ศ. 2551)
สาระแน ห้าวเป้ง!! (พ.ศ. 2552)

พิธีกร

สำรวจธรรมชาติ On The World (ช่อง 5)

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 13:53:42 »

   ปรีชา ชนะภัย (เล็ก)



ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อจริง ปรีชา ชนะภัย
ชื่อเล่น เล็ก
วันเกิด 18 เมษายน พ.ศ. 2498 (อายุ 54 ปี)
แหล่งกำเนิด กรุงเทพมหานคร
แนวเพลง เพื่อชีวิต, ร็อก
อาชีพ นักร้อง, นักดนตรี
เครื่องดนตรี กีตาร์, ซออู้, กู่เจิง
ปี พ.ศ. 2522 - ปัจจุบัน
ส่วนเกี่ยวข้อง คาราบาว
เว็บไซต์ http://www.carabao.net


<a href="http://www.youtube.com/v/ZmEhMvuM9W8&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/ZmEhMvuM9W8&amp;hl</a>


ปรีชา ชนะภัย หรือที่รู้จักกันในชื่อ เล็ก คาราบาว เกิดเมื่อวันที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2498 ที่กรุงเทพมหานคร เล็ก เรียนหนังสือที่โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย รุ่นเดียวกับแอ๊ด คาราบาว (ยืนยง โอภากุล) แต่ทั้งคู่ไม่เคยรู้จักกันระหว่างที่เรียน เล็กเล่นดนตรีครั้งแรกในแนวเพลงคลาสสิก และเข้าร่วมกับวงเพรซซิเด้นท์ เล่นตามห้องอาหารในโรงแรมต่าง ๆ ในตำแหน่งมือกีตาร์ เป็นที่เลื่องลือกันในหมู่นักดนตรีว่า เล่นได้ดี จนกระทั่งแอ๊ดได้มาเล่นดนตรีในโรงแรมเดียวกัน โดยวงเพรซซิเด้นท์เริ่มเล่นก่อน และต่อด้วยคาราบาว ระหว่างที่แอ๊ดเล่นดนตรีอยู่ เล็กได้มายืนมองด้วยความสนใจ แอ๊ดจึงได้ชวนเข้ามาร่วมวงด้วยกัน และออกอัลบั้มในชุดที่ 2 ของวง ในชุด "แป๊ะขายขวด" ในปี พ.ศ. 2525

เมื่อคาราบาวโด่งดังถึงขีดสุดในปี พ.ศ. 2527 เล็ก ในฐานะมือกีตาร์ของวง จึงได้แสดงภาพยนตร์ เป็นครั้งแรก ในเรื่อง "หยุดหัวใจไว้ที่รัก" ซึ่งได้ไปถ่ายทำถึงประเทศญี่ปุ่น โดยรับบทเป็นพระเอกเอง ประกบคู่กับนางเอก อนุสรา จันทรังษี

เล็ก คาราบาว นับได้ว่าเป็นนักกีตาร์ฝีมือดีคนหนึ่งของเมืองไทย เล่นกีตาร์ได้โดยไม่ใช้ปิ๊ก และเล่นเครื่องดนตรีได้หลากหลาย เช่น คีย์บอร์ด, เปียโน, กลอง เป็นต้น เล็ก คาราบาว ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในปี พ.ศ. 2532 ในชื่อชุด "ดนตรีที่มีวิญญาณ" มีความโดดเด่นและทันสมัยในแนวดนตรี จึงทำให้ได้รับรางวัลสีสันอะวอร์ดทั้งสาขาศิลปินชายยอดเยี่ยมและอัลบั้มยอดเยี่ยม ในปีนั้นด้วย และมีอัลบั้มเดี่ยวออกมาต่อจากนั้นหลายชุด เช่น ภูผาหมอก, เรา...คนไทย, ล...เล็ก , มีดกรีดใจ, ขอทานเจ้าสำราญ เป็นต้น

ชีวิตส่วนตัว เล็ก คาราบาว แต่งงานแล้วโดยมีบุตรชาย 2 คน ชื่อ ต๊อด และ แฟ้บ มีกิจการส่วนตัวนอกเหนือจากการเล่นดนตรีคือ ผลิตกีตาร์โปร่งในนามของวงคาราบาว โดยเริ่มผลิตออกมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ. 2547 โดยออกมา 2 ชุด ใช้ชื่อรุ่นว่า "คนเก็บฟืน" และ "มนต์เพลงคาราบาว" และได้ร่วมแสดงภาพยนตร์อีกครั้ง ในเรื่อง "แฟนฉัน" ในปี พ.ศ. 2546 ที่โด่งดัง โดยรับบทเป็นพ่อของตัวละครเด็กหญิงในเรื่อง และออกหนังสือที่เกี่ยวกับประสบการณ์การแสดงดนตรีในอเมริกา ในปี พ.ศ. 2545 ชื่อ "135 วัน อเมริกัน อเมริกา" และอีกเล่มเกี่ยวกับประสบการณ์การเล่นดนตรีตั้งแต่ยุคแรก ๆ ในปี พ.ศ. 2550 ชื่อ "...เบื้องบนเป็นแผ่นฟ้ากว้าง..."

เล็ก คาราบาว มีบุคลิกที่ค่อนข้างเงียบขรึม ไว้หนวดยาวเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยไว้มาตั้งแต่ยังหนุ่ม ปัจจุบัน เล่นเครื่องดนตรีไฟฟ้าน้อยลง โดยมีความสนใจอยู่ที่เครื่องดนตรีพื้นเมืองของภูมิภาคเอเชีย เช่น กู่เจิง, ซออู้ เป็นต้น และติดปิ๊กไว้กับเล็บนิ้วชี้มือขวาตัวเองอย่างถาวร

อัลบั้มเดี่ยว

ดนตรีที่มีวิญญาณ (พ.ศ. 2532)
นางาซากิ (พ.ศ. 2533)
เรา...คนไทย (พ.ศ. 2534)
ภูผาหมอก (พ.ศ. 2535)
กันและกัน (พ.ศ. 2536)
ไม่ซ้าย ไม่ขวา (พ.ศ. 2537)
ล. เล็ก (พ.ศ. 2538)
ขอทานเจ้าสำราญ (พ.ศ. 2539)
มีดกรีดใจ (พ.ศ. 2539)
ไทย ร้อยเปอร์เซ็นต์ (พ.ศ. 2540)
ทะเลพลัดพราก (พ.ศ. 2544)
โฟล์คบาว (บรรเลง) (พ.ศ. 2548)
โลกใบนี้ (พ.ศ. 2552)

ผลงานร่วมกับศิลปินอื่น

ปลั๊กหลุด (ร่วมกับพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์) (พ.ศ. 2536)
สองชีวิต หนึ่งศรัทธา (ร่วมกับพงษ์สิทธิ์ คัมภีร์) (พ.ศ. 2547)
หวานใจข้าวเหนียว (ร่วมกับสีเผีอก คนด่านเกวียน) (พ.ศ. 2550)

งานเขียน

135 วัน อเมริกัน อเมริกา (พ.ศ. 2545)
เบื้องบนเป็นแผ่นฟ้ากว้าง (พ.ศ. 2550)
เล็ก 'บาว เข้าครัว (พ.ศ. 2552)

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 13:57:37 »

   เทียรี่ เมฆวัฒนา (รี่)



ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อจริง เทียรี่ สุทธิยงค์ เมฆวัฒนา
ชื่อเล่น รี่
วันเกิด 23 เมษายน พ.ศ. 2501
แหล่งกำเนิด  ประเทศลาว
แนวเพลง เพื่อชีวิต, ร็อกป๊อป
อาชีพ นักร้อง, นักดนตรี, โปรดิวเซอร์
เครื่องดนตรี กีตาร์
ปี พ.ศ. 2527 - ปัจจุบัน
ส่วนเกี่ยวข้อง คาราบาว
เว็บไซต์ http://www.carabao.net


<a href="http://www.youtube.com/v/m2YFADI7m5c&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/m2YFADI7m5c&amp;hl</a>


เทียรี่ เมฆวัฒนา มีชื่อจริงว่า เทียรี่ สุทธิยงค์ เมฆวัฒนา เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2501 ที่ประเทศลาว โดยมีพ่อเป็นชาวไทย แม่เป็นชาวสวิตเซอร์แลนด์ จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนอัสสัมชัญ เทียรี่เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการถ่ายแบบ และแสดงละครและภาพยนตร์มาก่อน เทียรี่มีผลงานทางดนตรีครั้งแรก โดยเล่นในแนวโฟล์ก เคยออกอัลบั้มร่วมกับ กิตติคุณ เชียรสงค์ และ ไพจิตร อักษรณรงค์ มาก่อน ก่อนที่จะเล่นเป็นวงแบ็คอัพในห้องอัดเสียงของ อโซน่า จนกระทั่งคาราบาวโดยแอ๊ด มาอัดเสียงที่ห้องนี้ จึงชักชวนให้เข้าร่วมวง และร่วมออกอัลบั้มชุดแรกกับคาราบาวในปี พ.ศ. 2526 ในชุด "ท.ทหารอดทน"

โดยเพลงที่เทียรี่ร้อง มักจะเป็นเพลงช้า เนื้อหาซึ้ง ๆ ที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่ แม่สาย, นางงามตู้กระจก, รักคุณเท่าฟ้า, มาลัย, สังกะสี เป็นต้น
 
หน้าปกอัลบั้ม ขอเดี่ยวด้วยคนนะต่อมาในปี พ.ศ. 2532 เทียรี่และสมาชิกในวงอีก 2 คน คือ อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี และอำนาจ ลูกจันทร์ ก็ได้ออกจากวง และออกอัลบั้มเป็นของตัวเองชุดแรก ในชื่อชุด "ขอเดี่ยวด้วยคนนะ" มีเพลงที่เป็นที่รู้จัก เช่น สาวดอย สอยดาว, วันเกิด, เงินปากผี เป็นต้น และต่อมา ในปีนั้นเอง เทียรี่ก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองชุดแรก ชื่อชุด "เจาะเวลา..." ประสบความสำเร็จอย่างมาก โดยมีเพลงที่เป็นที่ฮิตและเป็นที่รู้จักกันดี เช่น ปาปาย่า ป๊อก ๆ , ความรักสีดำ, เจาะเวลาหาปัจจุบัน เป็นต้น

เทียรี่ เป็นนักร้องที่มีเสียงแหบเสน่ห์ เป็นตัวของตัวเอง โดยมากเพลงที่เป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมเป็นเพลงช้า จึงได้มีโอกาสแต่งและร้องเพลงประกอบภาพยนตร์และละครหลายเรื่อง เช่น ละครเรื่อง "สุดแต่ใจจะไขว่คว้า" ทางช่อง 3 เมื่อปี พ.ศ. 2532 ละครเรื่อง "ไผ่แดง" ทางช่อง 7 เมื่อปี พ.ศ. 2534 "ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลก" ทางช่อง 3 เมื่อปี พ.ศ. 2537 หรือเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง หากแม้เลือกเกิดได้ เป็นต้น และเคยร้องเพลงและออกอัลบั้มร่วมกับ อิทธิ พลางกูร ด้วย และจุดเด่นอีกประการหนึ่งของเพลงของเทียรี่อยู่ที่เนื้อร้องที่เล่นกับภาษาได้อย่างลงตัวและสนุก มีความหมาย เช่น เพลง พขร.ณ รมต. ที่เล่นกับตัวย่อทั้งเพลง, ฉำฉาฉ่อยฉุกเฉิน ที่เล่นกับอักษร ฉ.ฉิ่ง ทั้งเพลง, หัวใจจิ้มจุ่ม ที่เล่นกับอักษร จ.จาน , ไปไหนไปด้วย ที่มีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบเปรียบเปรยทั้งเพลง เป็นต้นและเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มเดี่ยวของเทียรี่มักจะแฝงไว้ด้วยป๊อปเซ้นส์เสมอซึ่งทำให้เพลงของเทียรี่ฟังง่ายและเป็นที่นิยม

เทียรี่ ได้ออกอัลบั้มส่วนตัวมาอีกหลายชุด เช่น สุดขั้วหัวใจ, ไม่เต็มบาท, คาถาเศรษฐี, ยาชูกำลัง, ไม่ชอบชวน, สุดทางรัก เป็นต้น โดยมีอัลบั้มชุดล่าสุด คือ เสือร้องไห้ ที่ออกเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2548 และกับวงคาราบาว เทียรี่กลับมาร่วมงานอีกครั้งกับคาราบาว ในปี พ.ศ. 2538 ในอัลบั้ม "15 ปี คาราบาว หากหัวใจยังรักควาย" ซึ่งเป็นอัลบั้มที่รวมสมาชิกเก่าในวงมาร่วมงานกันอีกครั้ง

ชีวิตส่วนตัว

เทียรี่ เมฆวัฒนา แต่งงานกับอุทุมพร ศิลาพันธุ์ นักแสดงสาว ทั้งคู่ได้อยู่กินกันมานับสิบปี จนมีลูกด้วยกันทั้งสิ้น 2 คน คือ เจน เมขลา (ลูกสาว) และเจสซี่ เมฆ (ลูกชาย) แต่ก็ได้หย่าร้างกันเมื่อต้นปี พ.ศ. 2545 โดยฝ่ายเทียรี่เป็นคนขอหย่าเอง โดยอ้างว่าไม่มีเวลาให้กับครอบครัวเพียงพอ ปัจจุบัน เทียรี่มีห้องอัดเสียงเป็นของตนเองชื่อ jessie & jane studio และมีบริษัทเพลงของตัวเองชื่อ here entertainment และได้ทำmagazineเป็นของตัวเองชื่อว่าCoffee Break

อัลบั้มเดี่ยว

สุดขั้วหัวใจ
ไม่เต็มบาท
คาถาเศรษฐี
ยาชูกำลัง
ไม่ชอบชวน
สุดทางรัก
เสือร้องไห้
เหงา ตัวเท่าเธอ

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 14:06:11 »

   อนุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด)



ชื่อจริง อนุพงษ์ ประถมปัทมะ
ชื่อเล่น อ๊อด
วันเกิด 14 มิถุนายน พ.ศ. 2494
แหล่งกำเนิด  ประเทศไทย
แนวเพลง เพื่อชีวิต
อาชีพ นักร้อง, นักดนตรี
เครื่องดนตรี กีตาร์เบส
ปี พ.ศ. 2527 - ปัจจุบัน
ส่วนเกี่ยวข้อง คาราบาว
เว็บไซต์ http://www.carabao.net


<a href="http://www.youtube.com/v/yyIpSwU-hCc&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/yyIpSwU-hCc&amp;hl</a>


 อนุพงษ์ ประถมปัทมะ หรือที่รู้จักในชื่อ อ๊อด คาราบาว เกิดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2494 อ๊อดเล่นเบสอยู่กับวงเพรซซิเด้นท์พร้อมกับ เล็ก ปรีชา ชนะภัย มือกีตาร์ เมื่อเล็กได้ย้ายเข้ามาอยู่ในวงคาราบาวจากการชักชวนของ แอ๊ด ยืนยง โอภากุล ในปี พ.ศ. 2525 เล็กและแอ๊ดได้ชวนอ๊อดด้วย อ๊อดรับปากแต่ยังติดทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศกับทางวง ในอัลบั้มชุดที่ 4 ของวง "ท.ทหารอดทน" ในปี พ.ศ. 2526 ตำแหน่งมือเบสของวงจึงเป็นของ ไพรัช เพิ่มฉลาด ซึ่งได้ร่วมงานกับคาราบาวเพียงแค่ชุดนี้ชุดเดียว

อ๊อดเข้าสู่วงในปี พ.ศ. 2527 กับอัลบั้มชุดที่ 5 "เมด อิน ไทยแลนด์" ที่ทำให้คาราบาวแจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว บทบาทในวงของอ๊อด คือ การเป็นมือเบสและร้องประสานเสียง แม้ไม่ใช่นักร้องนำ แต่ในอัลบั้มชุดที่ 8 "เวลคัม ทู ไทยแลนด์" ในปี พ.ศ. 2530 มีเพลงที่อ๊อดร้องนำอยู่เพลงหนึ่ง คือ กระถางดอกไม้ให้คุณ ที่มีเนื้อหาน่ารัก ๆ ทำนองสบาย ๆ ว่าด้วยการที่อ๊อดเป็นคนที่มีใจรักในเสียงเพลง ฝึกซ้อมดนตรีอยู่เป็นประจำ แต่ไม่เคยร้องเพลงเลยแม้สักเพลง เพลงนี้จึงเป็นเพลงแรกและเพลงสุดท้ายในชีวิตของอ๊อดที่จะได้ยินได้ฟัง แต่ดันร้องผิดที่ผิดเวลา จึงโดนกระถางดอกไม้ปาใส่ จากการเขียนเนื้อร้องและทำนอง โดย แอ๊ด ซึ่งเพลงนี้กลายเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวอ๊อดและได้รับความนิยมมาจนปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2532 ที่คาราบาวแตกวง มีสมาชิกทะยอยออกจากวงไปหลายคน แต่อ๊อดเป็นเพียงสมาชิกคนเดียวที่ยังคงอยู่กับวงพร้อมกับแอ๊ด ในอัลบั้มชุดที่ 10 "ห้ามจอดควาย" อ๊อดก็ได้ร้องเพลงอีกเพลงหนึ่งชื่อ ปอดแหก ในปี พ.ศ. 2534 อัลบั้มชุดที่ 11 "วิชาแพะ" อ๊อดได้ถ่ายรูปลงหน้าปกอัลบั้มพร้อมกับแอ๊ดและเล็ก และได้ร้องเพลงอีกหนึ่งเพลง คือ ลุงหริ

อ๊อด ไว้เครามาตั้งแต่ยังหนุ่ม เป็นคนที่มีบุคคลิกยิ้มง่าย ขี้อาย เป็นสมาชิกคาราบาวเพียงคนเดียวที่ไม่เคยแยกจากวง รวมทั้งไม่เคยออกอัลบั้มของตัวเองมาแม้แต่สักชุด ชีวิตส่วนตัวสมรสแล้ว มีบุตรสาวหนึ่งคน ปัจจุบันมีบ้านพักอยู่ที่จังหวัดอยุธยา

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 14:06:52 »

   กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว)



ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อจริง กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร
ชื่อเล่น เขียว
วันเกิด 25 มกราคม พ.ศ. 2495
แนวเพลง เพื่อชีวิต, อะคูสติก
อาชีพ นักร้อง, นักดนตรี, โปรดิวเซอร์, เจ้าของร้านอาหาร
เครื่องดนตรี กีตาร์
ปี พ.ศ. 2524 - ปัจจุบัน
ส่วนเกี่ยวข้อง คาราบาว
ยืนยง โอภากุล
เว็บไซต์ http://www.carabao.net,http://www.steaklao.com


<a href="http://www.youtube.com/v/F7Um9Au_-h0&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/F7Um9Au_-h0&amp;hl</a>


กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร หรือที่รู้จักกันในชื่อ เขียว คาราบาว เกิดเมื่อวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2494 เขียวจบจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย แล้วไปเรียนต่อที่สถาบันเทคโนโลยีมาปัว ประเทศฟิลิปปินส์ และตั้งวงดนตรีที่ชื่อ "คาราบาว" กับเพื่อนนักเรียนไทย 2 คนที่ไปพบกันที่นั่น คือ ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) และ สานิตย์ ลิ่มศิลา (ไข่) เมื่อกลับมาเมืองไทย ไข่ได้แยกตัวออกไป คาราบาวจึงเหลือเพียง แอ๊ดและเขียว ทั้งคู่ได้ตระเวนเล่นดนตรีตามห้องอาหารต่าง ๆ ในเวลากลางคืน ส่วนกลางวันก็ทำงานประจำ จนในปี พ.ศ. 2524 อัลบั้มชุดแรกก็เกิดขึ้น ในชื่อว่า "ขี้เมา" แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก จนกระทั่งปลายปี พ.ศ. 2527 คาราบาวจึงประสบความสำเร็จจากอัลบั้มชุดที่ 5 "เมด อิน ไทยแลนด์"

การทำหน้าที่ของเขียวในวง คือ เบื้องหน้าเล่นกีตาร์และร้องประสานเสียง มีร้องนำบ้างเป็นบางเพลง โดยเพลงของเขียวที่ทำกับคาราบาวที่ทุกคนรู้จักดี คือ สัญญาหน้าฝน ที่อยู่ในอัลบั้มชุดที่ 10 "ห้ามจอดควาย" และเบื้องหลัง เขียวจะรับหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์และควบคุมเสียง โดยเป็นงานที่เจ้าตัวถนัดและชอบ

 คาราบาวในยุคแรกเริ่ม  เขียว, แอ๊ด, เล็กในปี พ.ศ. 2534 พร้อม ๆ กับ สมาชิกในวงอีก 3 คน เขียวก็ได้แยกตัวออกไป และออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเองออกมา โดยมีแอ๊ดแต่งเนื้อร้องให้ ชื่อชุด "ก่อกวน" มีเพลงฮิตที่ทุกคนรู้จักดี คือ ไม่เคย และหลังจากนั้นก็ยังได้ออกอัลบั้มของตัวเองตามมาอีกหลายชุด โดยส่วนมากจะเป็นดนตรีในแนวอะคูสติก ซึ่งเป็นแนวที่เจ้าตัวบอกชอบและถนัด

เขียว เมื่อแยกตัวออกไปแล้ว แต่ยังคงกลับมาร่วมงานกับคาราบาวอีกเรื่อย ๆ เช่น การกลับมาร่วมงานในอัลบั้ม "15 ปี คาราบาว หากหัวใจยังรักควาย" ในปี พ.ศ. 2538 อัลบั้ม "อเมริกันอันธพาล" ในปี พ.ศ. 2541 ที่สมาชิกในวง 5 คน กลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง และอัลบั้ม "ลูกลุงขี้เมา" ในปี พ.ศ. 2550 ในโอกาสที่คาราบาวครบ 25 ปี รวมทั้งยังเป็นแขกรับเชิญในงานคอนเสิร์ตต่าง ๆ ของวง และทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์หรือผู้ควบคุมเสียงในการผลิตอัลบั้มของวงอีกต่างหากด้วย

ปัจจุบัน เขียวมีกิจการของตัวเอง เป็นร้านอาหารชื่อ "สเต๊กลาว" ที่พัทยา โดยเขียวเป็นผู้ดูแลกิจการของร้านเอง และบางครั้งจะขึ้นเล่นดนตรีให้ลูกค้าฟังอีกด้วย

อัลบั้มเดี่ยว

เขียวมรกต
ก่อกวน
หัวใจและเวลา
ตกสำรวจ
เซอโซไซตี้
Acoustic Fun

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #7 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 14:07:23 »

   ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี (เล็ก)



ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อจริง ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี
ชื่อเล่น เล็ก
ฉายา จอมยุทธขลุ่ย
วันเกิด 23 มกราคม พ.ศ. 2493
แนวเพลง เพื่อชีวิต, ดนตรีไทย, เวิลด์มิวสิก
อาชีพ นักดนตรี, อาจารย์สอนดนตรี, นักจัดรายการวิทยุ
เครื่องดนตรี ขลุ่ย, แซกโซโฟน, คีย์บอร์ด
ปี พ.ศ. 2526 - ปัจจุบัน
ส่วนเกี่ยวข้อง คาราบาว
เว็บไซต์ http://www.carabao.net


อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี เกิดเมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2493 ที่ จ.สิงห์บุรี อาจารย์ธนิสร์ เคยเป็นอาจารย์สอนวิชาดนตรีอยู่ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จึงถูกเรียกติดปากว่า "อาจารย์ธนิสร์" ได้เข้าร่วมวงคาราบาว ในปี พ.ศ. 2526 พร้อมกับ เทียรี่ เมฆวัฒนา และ อำนาจ ลูกจันทร์ (เป้า) ในการเป็นนักดนตรีแบ๊คอัพในห้องอัดของอโซน่า เมื่อคาราบาว โดยแอ๊ดได้มาอัดเสียงที่นี่ และชักชวนเข้าร่วมวง

บทบาทของ อาจารย์ธนิสร์ ในวงคาราบาว นั้น นับว่า โดดเด่นมาก โดยจะเป็นผู้เล่นในตำแหน่ง คีย์บอร์ด และการประสานเสียง แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์และความสามารถเฉพาะ ก็คือ การเป่าขลุ่ยไทย โดยเฉพาะในเพลง เมด อิน ไทยแลนด์ ที่ อาจารย์ธนิสร์ ได้เป่าตลอดทั้งเพลง รวมทั้งการส่งเสียงแซวในเนื้อเพลงด้วย จนกลายมาเป็นเอกลักษณ์ที่เรียกสีสันประจำตัวเมื่อมักจะแซวสมาชิกในวงคนอื่น ๆ โดยเฉพาะแอ๊ด เมื่อเล่นคอนเสิร์ตเสมอ ๆ

อาจารย์ธนิสร์ ได้แยกตัวออกจากวง เมื่อปี พ.ศ. 2531 ภายหลังการออกอัลบั้มชุดที่ 9 คือ "ทับหลัง" โดยขัดแย้งในความเห็นกับแอ๊ด นับเป็นสมาชิกคนแรกที่แยกตัวออกไป จากนั้นก็มีสมาชิกคนอื่น ๆ แยกออกไป หลังจากนั้น อาจารย์ธนิสร์ ได้ร่วมกับเทียรี่และเป้า ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของตัวเอง ในปี พ.ศ. 2533 ชื่อชุด "ขอเดี่ยวด้วยคนนะ" มีเพลงที่ได้รับความนิยม ซึ่งร้องโดย อาจารย์ธนิสร์และเทียรี่ คือ วันเกิด และ เงินปากผี

หลังจากนั้น อาจารย์ธนิสร์ ก็ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวของตนเองชื่อชุด "ลมไผ่" มีเพลงที่เป็นที่จดจำ มีเอกลักษณ์ของตนเอง และมีความไพเราะมาก คือ ทานตะวัน ที่นำเนื้อร้องมาจากบทกวีของ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ซึ่งแต่งไว้เมื่อได้รับแรงบันดาลใจจากการชมทุ่งทานตะวัน ที่รัฐเทกซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อครั้งเดินทางไปพร้อมกับวงคาราบาวในการทัวร์คอนเสิร์ตต่างประเทศ ซึ่งเป็นการร้องประสานเสียงพร้อมเสียงขลุ่ยซึ่งมีเนื้อร้องว่า


<a href="http://www.youtube.com/v/S0JV4mQK5vU&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/S0JV4mQK5vU&amp;hl</a>

ทานตะวัน

ตะวันส่องใสแดดฉายลงมาทาบทาทิวทุ่ง
แผ่วลมผ่านโรยเหมือนโปรยกลิ่นปรุงดอกฟางหอมลอย
ดอกหญ้าดาววับวาวทางเกลื่อนเหมือนดังหยาดพลอย
แตะนิดต้องน้อยราวมณีร่วงพรูพัดพรายลงดิน

จะอยู่แดนไหนสุดฟ้าแสนไกลคะนึงถึงถิ่น
ด้าวแดนแผ่นดินที่เราจากมาเนิ่นนานแสนนาน
ดอกหญ้างามงดงามดังก่อนหรือร่อนร่วงราน
แดดร้อนดินแล้งลมระงมแผ้วพานบ้านนาป่าเขา

ทุ่มกายทุ่มใจเข้าโหมแรงไฟหัวใจแรงเร่า
ยิ่งสร้างยิ่งทำระกำหนักเบาดิ้นรนหนทาง
เจ้ามิ่งขวัญยิ่งวันยิ่งเดือนยิ่งเลือนยิ่งราง
ทอดทิ้งทุ่งร้างวันและวันผ่านเยือนเหมือนเดินทางไกล

ตะวันส่องแสงสาดแสงลงมาทาบทาทางใหม่
ร่วมจิตร่วมใจก้าวไปก้าวไปฝ่าภัยร้อยพัน
มิ่งขวัญเอ๋ยหัวใจเรามั่นเหมือนทานตะวัน
เฉิดแสงแรงฝันกลางรวีตะวันสีทองส่องใส
 

และนับแต่นั้น อาจารย์ธนิสร์ ก็ได้ทำงานที่ชื่นชอบและถนัดของตนเอง มีผลงานออกมาหลายชุด ซึ่งโดยมากเป็นทำนองเพลงพื้นบ้านหรือเพลงไทยประยุกต์ให้เข้ากับดนตรีร่วมสมัย หลายชุดก็เป็นการร่วมงานกับศิลปินเพื่อชีวิตคนอื่น ๆ เช่น สุรชัย จันทิมาธร หรือ วิสา คัญทัพ เป็นต้น และในปี พ.ศ. 2538 ก็ได้กลับมาร่วมงานกับคาราบาวอีกครั้ง ในชุด "15 ปี คาราบาว หากหัวใจยังรักควาย" อันเป็นการกลับมาร่วมทำงานด้วยกันของสมาชิกเก่า ๆ

ในปี พ.ศ. 2547 อาจารย์ธนิสร์ ได้ร่วมกับ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ และพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ออกอัลบั้มร่วมกันในชุด "เพลงแผ่นดิน จาก 3 คีตกานต์กวี" ซึ่งก็ได้นำทานตะวันมาทำดนตรีและร้องใหม่โดย พงษ์เทพ ด้วย

อาจารย์ธนิสร์ มีชื่อเล่นว่า "เล็ก" ซึ่งไปซ้ำกับชื่อของ เล็ก ปรีชา ชนะภัย สมาชิกอีกคนของวง ดังนั้น อาจารย์ธนิสร์ เมื่ออยู่ในวงจึงไม่ถูกเรียกชื่อเล่นเหมือนสมาชิกคนอื่น ๆ

อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ได้รับการยอมรับว่า เป็นนักดนตรีที่มีความสามารถและความชำนาญอย่างมากในการเล่นดนตรีประเภทเครื่องเป่า โดยเฉพาะ ขลุ่ยไทย จนได้รับฉายาว่า "จอมยุทธขลุ่ย" ปัจจุบัน จัดรายการวิทยุประจำที่คลื่นความคิด F.M.96.5 ของ อสมท และเป็นวิทยากรประจำรายการ คุณพระช่วย โดย บริษัทเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ ทางช่อง 9

ที่มา http://th.wikipedia.org/wik

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #8 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 14:08:01 »

  อำนาจ ลูกจันทร์ (เป้า)



ข้อมูลพื้นฐาน

ชื่อจริง อำนาจ ลูกจันทร์
ชื่อเล่น เป้า
วันเกิด  20 มีนาคม พ.ศ. 2492
แหล่งกำเนิด ไทย
แนวเพลง เพื่อชีวิต
อาชีพ นักดนตรี, อาจารย์สอนดนตรี, 
เครื่องดนตรี กลอง
ปี พ.ศ. 2526 - ปัจจุบัน
ส่วนเกี่ยวข้อง คาราบาว
เว็บไซต์ http://www.carabao.net


<a href="http://www.youtube.com/v/EaZcJmUe6ck?hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/EaZcJmUe6ck?hl</a>


อำนาจ ลูกจันทร์ หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ เป้า คาราบาว เกิดเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2492 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นคนที่มีรูปร่างเล็ก มีส่วนสูงต่ำกว่า 160 เซนติเมตร

เป้า เริ่มต้นชีวิตนักดนตรีครั้งแรกด้วยการรับราชการในกองดุริยางค์ทหารเรือ ได้รับยศ จ่าเอก (จ.อ.) ด้วยความเป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนดุริยางค์ทหารเรือ และเป็นนักดนตรีที่เล่นเป็นแบ็คอัพตามห้องอัดต่าง ๆ โดยเริ่มเล่นในแนวป๊อปแจ๊ส และฟิวชั่นแจ๊สมาก่อน ซึ่งนับว่าเป็นนักดนตรีคนหนึ่งในแนวฟิวชั่นแจ๊สรุ่นบุกเบิกของไทย

เป้าเข้าร่วมวงคาราบาวในฐานะมือกลองและเพอร์คัสชั่นในปี พ.ศ. 2526 พร้อมกับ เทียรี่ เมฆวัฒนา และ อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดีและ ไพรัช เพิ่มฉลาด ซึ่งเป็นเพื่อนนักดนตรีร่วมห้องอัดเดียวกัน ได้ร่วมงานกับคาราบาวครั้งแรกกับชุด "ท.ทหารอดทน" อันเป็นอัลบั้มชุดที่ 4 ของคาราบาว และได้ออกจากราชการทหารเรืออย่างเต็มตัว

บทบาทของเป้าในวง คือ การเป็นมือกลองและเพอร์คัสชั่น เรียกได้ว่าเป็นสมาชิกเพียงคนเดียวของวง ที่ไม่เคยร้องเพลงหรือร้องประสานเสียงเลยแม้แต่เพลงเดียว

ในปี พ.ศ. 2533 เป้า พร้อม เทียรี่ และ อ.ธนิสร์ ได้แยกออกมาจากวงหลังอัลบั้มชุด "ทับหลัง" และออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกในชีวิตของพวกตน ชื่อชุด "ขอเดี่ยวด้วยคนนะ" ซึ่งเป้าก็ทำหน้าที่ตีกลองและเพอร์คัสชั่นโดยไม่ได้ส่งเสียงร้องอีกเช่นเคย แต่ได้แต่งเพลงไว้หนึ่งเพลงในอัลบั้มคือเพลง ศึกบางระจัน ต่อมาในปี พ.ศ. 2541 ก็มีผลงานเดี่ยวของตัวเองครั้งแรก ชื่อชุด "นักร้องจำเป็น"

จากนั้น ทั้งเป้า เทียรี่ และ อ.ธนิสร์ ก็ได้แยกย้ายกันไปตามเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ปัจจุบัน เป้ามีกิจการส่วนตัวคือ ผลิตเพอร์คัสชั่นจำหน่าย ในยี่ห้อ "Pearl" และเปิดโรงเรียนสอนดนตรีที่บ้านของตนเอง เน้นในเครื่องดนตรีประเภทตีและประกอบจังหวะ และยังมาร่วมงานกับคาราบาวเป็นประจำเมื่อมีคอนเสิร์ตครั้งสำคัญ ๆ

ปัจจุบัน เป้าป่วยเป็นอัมพฤกษ์ซึ่งเป็นผลจากการผ่าตัดหมอนรองกระดูกต้นคอและทำบอลลูนหัวใจ ทำให้แขนไม่มีแรงพอที่จะตีกลองได้หนัก ๆ เหมือนเก่า โดยเป็นมาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2551 และมีชีวิตความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากแยกออกมาอยู่ลำพังเพียงคนเดียว ภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันมานานกว่า 40 ปี ก็แยกทางกันไป แต่ก็ยังได้รับเชิญไปเป็นนักดนตรีพิเศษเล่นในกรณีสำคัญต่าง ๆ และเป็นอาจารย์พิเศษทางสถาบันดนตรีบางแห่ง

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #9 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 19:01:26 »



เพลงของคาราบาวที่ถูกแบนห้ามออกอากาศ

เมื่อออกอัลบั้มในแต่ละชุดมักจะมีอยู่หนึ่งหรือสองเพลงที่ถูกคำสั่งจากคณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (กบว.) ห้ามออกอากาศในแต่ละครั้ง ๆ ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน เพลงที่ถูกแบนไม่ให้ออกอากาศมีดังนี้

1. ชุด แป๊ะขายขวด (พ.ศ. 2525) มี 1 เพลง คือ กัญชา ด้วยเหตุผลว่าเนื้อหาส่งเสริมให้คนติดยาเสพย์ติด

2. ชุด ท.ทหารอดทน (พ.ศ. 2526) มี 2 เพลง คือ ท.ทหารอดทน เนื่องจากรับไม่ได้กับท่อนที่ว่า "ดาวเดือนลอยเกลื่อนท้องฟ้า ยิงให้ตกลงมาติดบ่าได้สบาย ดาวเดือนลอยเกลื่อนนภา ยิงไม่ตกลงติดบ่าก็มากมาย" / ทินเนอร์ เหตุผลคล้ายคลึงกับเพลงกัญชา

3. ชุด เมด อิน ไทยแลนด์ (พ.ศ. 2527) มี 1 เพลง คือ หำเทียม เนื่องจากในเนื้อเพลงทั้งเพลงมีคำว่า "หำ" อยู่เต็มไปหมด

4. ชุด อเมริโกย (พ.ศ. 2528) มี 1 เพลง คือ หำเฮี้ยน เพลงนี้ถูกแต่งขึ้นมาทั้ง ๆ ที่รู้ว่าจะต้องถูกแบนแน่นอน เนื่องจากมีเนื้อหาเสียดสีสื่อมวลชนที่เห็นแก่เงิน รับจ้างเขียนข่าว

5. ชุด ประชาธิปไตย (พ.ศ. 2529) มี 3 เพลง คือ วันเด็ก เนื่องจากรับไม่ได้กับท่อนที่ว่า "สร้างเธคให้เด็กได้โยกบั้นเด้า" แต่จับไม่ได้ ไล่ไม่ทันกับเสียงลีดกีตาร์ที่ว่า "เ...ดแม่ " กับ "แม่เ...ด" ในช่วงต้นเพลง / ผู้ทน เนื่องจากรับไม่ได้กับท่อนที่ว่า "เพราะเงินไม่มีจะแดก" / ค.ควาย ค.คน เพราะรับไม่ได้กับท่อนที่ร้องว่า "อยู่ติดดิน ตีนติดดิน" กับ "ค.คนส้นตีนติดดิน"

6. ชุด ทับหลัง (พ.ศ. 2531) มี 1 เพลง คือ พระอภัยมุณี ด้วยเหตุผลที่คล้ายกับเพลงกัญชาและทินเนอร์

7. ชุด สัจจะ ๑๐ ประการ (พ.ศ. 2535) มี 1 เพลง คือ ชวนป๋วย เนื่องจากเหตุผลเสียดสีนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (นายชวน หลีกภัย)

8. ชุด หากหัวใจยังรักควาย 1 และ 2 (พ.ศ. 2538) มี 3 เพลง คือ อองซานซูจี เนื่องจากหวั่นกระทบกับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน (ประเทศพม่า) / บุญหมา เนื่องจากเหตุผลเสียดสีนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (นายบรรหาร ศิลปอาชา) / เต้าหู้ยี้ เนื่องจากเนื้อหาเสียดสีรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลขณะนั้น (นายเนวิน ชิดชอบ)

นอกจากนี้แล้ว ยังมีเพลงในอัลบั้มเดี่ยวของ ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว ที่ก็มีเพลงถูกแบนจากหน่วยงานเดียวกันในแต่ละชุดอีกต่างหาก ได้แก่

1. ชุด โนพลอมแพลม (พ.ศ. 2533) มี 3 เพลง คือ โนพลอมแพลม เนื่องจากเนื้อหาเสียดสีนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น (พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ) / ไอ้หำ เหตุผลคล้ายกับเพลงหำเทียม / ขนม เนื่องจากเนื้อหาส่อเสียดการเมืองในเวลานั้น

2. ชุด ไม่ต้องร้องไห้ (พ.ศ. 2545) ถูกแบนทั้งอัลบั้ม เนื่องจากหวั่นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน (ประเทศพม่า)

3. ชุด ยืนยงตั้งวงเล่า (พ.ศ. 2550) มี 1 เพลง คือ ราชันย์อกหัก เนื่องจากเหตุผลส่งเสริมให้คนกินเหล้า

การแบนเพลงในแต่ละครั้ง กระทำในช่วงเวลาที่อัลบั้มแต่ละชุดออกจำหน่ายเท่านั้น ไม่ครอบคลุมรวมไปถึงระยะเวลาทั้งหมด

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #10 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 19:04:57 »



  คอนเสิร์ตครั้งสำคัญ

ทำโดยคนไทย : 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2528 ที่ เวลโลโดม สนามกีฬาหัวหมาก

คอนเสิร์ตรับใช้ชาติ : พ.ศ. 2528

คอนเสิร์ตอีสานเขียว : 27 ธันวาคม พ.ศ. 2530 ที่ สนามกีฬากองทัพบก

10 ปี ฅนคาราบาว : 25 พฤษภาคม - 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2534 ที่ เอ็มบีเค ฮอล มาบุญครอง เซนเตอร์
 
15 ปี เมด อิน ไทยแลนด์ : 25 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน

20 ปี คาราบาว เรื่องราวของคน ดนตรี และเขาควาย : 21 กุมภาพันธ์ - 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เมด อิน ไทยแลนด์ ภาค 2546 สังคายนา : 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2547 ที่ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

นาวาคาราบาว : 30 เมษายน พ.ศ. 2548 ที่ หอประชุมกองทัพเรือ

คอนเสิร์ตบาว - ปาน แฟนบาวได้หวาน แฟนปานได้โจะ : 6 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ที่ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

คอนเสิร์ต 25 ปี มนต์เพลงคาราบาว : 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ที่ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

เราจะเป็นคนดี : 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550 ที่ อินดอร์สเตเดี้ยม สนามกีฬาหัวหมาก

25 ปี คาราบาว : คอนเสิร์ต บาวเบญจเพส : 1 ธันวาคม - 2 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ที่ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

เดอะ ไดอารี่ ออฟ คาราบาว คอนเสิร์ต : 12 มกราคม พ.ศ. 2551 ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่ (เลื่อนไปแสดงเป็นวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 แทน)

Road to Country Carabao & Friend : 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ที่ โบนันซ่า เขาใหญ่

คาราบาว 3 ช่า สามัคคี ตอนลูกทุ่งแฟนเทเชีย : 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 ที่ อิมแพค อารีน่า เมืองทองธานี

คอนเสริต์เพลงคนดนตรีโลก คาราบาว-ขุนอิน : 27 มิถุนายน พ.ศ. 2552 ที่ โรงละครสำนักพิพิธภัณฑ์ ม.เกษตรศาสตร์
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #11 เมื่อ: 20 ตุลาคม, 2552, 19:37:26 »

  เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ



ข้อมูลเบื้องต้น

ผู้กำกับ คัมภีร์ ภาคสุวรรณ์
อำนวยการสร้าง กิตติ อัครเศรณี
ยืนยง โอภากุล
บทภาพยนตร์ ยืนยง โอภากุล,อรุณศักดิ์ อ่องลออ

นักแสดงนำ คาราบาว
สุรชัย จันทิมาธร
พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ
สุพรรษา เนื่องภิรมณ์
อุทุมพร ศิลาพันธุ์

เพลงประกอบ คาราบาว
วันที่เข้าฉาย พ.ศ. 2529
ประเทศ ไทย
ภาษา ไทย


<a href="http://www.youtube.com/v/oKqncY6FqUQ&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/oKqncY6FqUQ&amp;hl</a>
ฟังเพลง เสียงเพลงเเห่งเสรีภาพ จากคาราบาว


เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ ภาพยนตร์ไทยที่ออกฉายเมื่อปี พ.ศ. 2529 นำแสดงโดย ศิลปินคาราบาวทั้งวง, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, สุรชัย จันทิมาธร, สุพรรษา เนื่องภิรมณ์, อุทุมพร ศิลาพันธุ์ เขียนบทโดย ยืนยง โอภากุล, อรุณศักดิ์ อ่องลออ กำกับโดย คัมภีร์ ภาคสุวรรณ์ อำนวยการสร้างโดย กิตติ อัครเศรณี

เนื้อเรื่องย่อ

แอ๊ด (ยืนยง โอภากุล) ถูกไล่ออกจากงานเขียนแบบก่อสร้างเพราะไม่อาจรับได้กับเจ้านายที่หน้าเลือด คอยเอารัดเอาเปรียบลูกน้องและกรรมกร แอ๊ดได้เข้าไปในป่าและพยายามยกหินก้อนหนึ่งจากน้ำตก แต่แอ๊ดไม่สามารถยกได้ จึงได้ น้าหงา (สุรชัย จันทิมาธร) ชาวบ้านใช้ไม้ค้ำจึงยกขึ้น น้าหงาถามแอ๊ดว่ามาทำอะไรที่นี่ แอ๊ดตอบว่า หลายปีมานี้ ตนทำอะไรก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ จึงมาที่นี่เพื่อฟังต้นไม้ สายน้ำ ร้องเพลง

เมื่อแอ๊ดกลับเข้าไปในเมือง เขียว (กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร) เพื่อนของแอ๊ดที่ยังทำงานอยู่ที่เดียวกัน ก็กำลังมีปัญหากับเจ้านาย เพราะเขียวมักจะขาดงานเนื่องจากไปเล่นดนตรีตอนกลางคืนกับแอ๊ด เขียวบ่นถึงเงินเดือนที่ได้น้อย เมียที่บ้าน (อุทุมพร ศิลาพันธุ์) ก็บ่น แอ๊ดปลอบเขียว และชวนเขียวไปกินเหล้า ที่ร้านเหล้า เล็ก (ปรีชา ชนะภัย) และ อ๊อด (อนุพงษ์ ประถมปัทมะ) ที่เล่นดนตรีอยู่ที่นั่นก็กำลังจะถูกไล่ออกเช่นเดียวกัน เนื่องจากไม่สามารถเรียกคนดูได้เท่าวงอื่น ทั้งหมดกลุ้มใจ ขณะที่กำลังกินก๋วยเตี๋ยวข้างถนนอยู่นั้น แอ๊ด ก็เอ่ยปากขึ้นมาว่า พรุ่งนี้เราไปหา พี่เป้า (อำนาจ ลูกจันทร์) ที่โคราชกัน

เมื่อทั้งหมดไปถึง เป้า กำลังฝึกซ้อมกลองอยู่ที่บ้าน แอ๊ดมีความคิดจะจัดคอนเสิร์ตขึ้นที่นี่เพื่อหาเงินสักก้อนกลับ ขณะกำลังจะไปติดต่อโรงภาพยนตร์เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดแสดง ก็พบ หมู (พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ) กำลังกวาดพื้นอยู่ หมูก็กำลังแย่แม้แต่รองเท้าจะสวมก็ไม่มี แอ๊ดจึงเสนอให้หมูพูดคุยกับเจ้าของโรงภาพยนตร์เพื่อขอใช้สถานที่เป็นที่แสดงคอนเสิร์ต

เมื่อคอนเสิร์ตมาถึง แม้จะเก็บค่าตั๋วถูก ๆ เพียง 5 บาท แต่มีคนดูเพียง 7 คน เท่านั้น เจ้าของโรงภาพยนตร์ก็ไม่คิดเงิน ทั้งหมดจึงเดินทางกลับกรุงเทพ ฯ กัน โดยเช่าบ้านไม้หลังหนึ่งติดกับห้องเช่าของหมอนวดที่ชื่อ มาลี เป็นที่พักอาศัย

อีกด้านหนึ่ง เทียรี่ (เทียรี่ เมฆวัฒนา) ร้องเพลงสากลอยู่ในบาร์โรงแรมหรูแห่งหนึ่ง ผู้จัดการบาร์ขอให้เทียรี่พาเพื่อนเข้าร่วมวงอีก 2 คน เป็นทรีโอแบนด์ วันหนึ่ง เทียรี่ได้ไปเยี่ยมอ๊อด จึงได้รู้จักกับพวกแอ๊ด ทั้งหมดจึงร่วมกันร้องเพลงใหม่ที่แต่งขึ้นจากชีวิตของมาลี คือ นางงามตู้กระจก ในบาร์ ปรากฏว่าแขกชอบ แต่ผู้จัดการไม่ชอบใจอย่างมาก จึงไล่ทั้งหมดออก

จากนั้น ทั้งหมดจึงรวมกลุ่มกันออกอัลบั้มเอง และมีอาจารย์ (อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี) เข้าร่วมด้วย และได้ แพร (สุพรรษา เนื่องภิรมณ์) เป็นผู้จัดการให้ เมื่ออัลบั้มที่ทั้งหมดได้บันทึกเสียงออกวางแผง กลายเป็นเพลงฮิตและได้รับความนิยมทันที แต่เจ้าของบริษัทเทปกลับเบี้ยวค่าตอบแทน แอ๊ดจึงยกพวกทั้งวงลาออกมาทำเพลงเอง จนกระทั่งได้ไปทัวร์คอนเสิร์ตที่อเมริกา คาราบาวประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งหมดจึงลงทุนสร้างบ้านเอง และตระเวนเล่นคอนเสิร์ตตามที่ต่าง ๆ

แต่ปรากฏว่า หลังจากนั้น ความสัมพันธ์ของสมาชิกในวงก็เริ่มแตกคอกัน หมูก็มักจะขโมยข้าวของของเพื่อน ๆ เป้าก็เอาแต่สะสมปลากระป๋อง เทียรี่กับอ๊อดก็เอาแต่กินเหล้า เล็กก็ชกหน้าอ๊อด แอ๊ดก็สนิทสนมกับแพรมากขึ้น สร้างความไม่พอใจให้แก่เทียรี่ซึ่งชอบแพรอยู่ จนกระทั่งบ้านที่ทั้งหมดร่วมกันสร้างขึ้นมาได้เกิดไฟไหม้ ทั้งหมดจึงคิดได้และเริ่มต้นกันใหม่


หน้าปกหนังสือบทภาพยนตร์


เบื้องหลังภาพยนตร์

เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นมาเนื่องในสถานะที่คาราบาวกำลังโด่งดังอยู่ขณะนั้น บทภาพยนตร์ส่วนหนึ่งเขียนขึ้นมาจากชีวิตจริงของแอ๊ด คาราบาว ในยุคเริ่มต้นที่เล่นดนตรี โดนเจ้านายเพ่งเล็ง โดนเจ้าของค่ายเทปเบี้ยวค่าตอบแทน โดนผู้จัดการโรงแรมไล่ออกมา เช่าบ้านติดกับโสเภณี เป็นต้น

เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ เป็นภาพยนตร์ที่ดูง่าย ๆ มีมุขตลกแบบใสซื่อ บางส่วนมีเพลงของคาราบาวที่ฮิตขณะนั้นประกอบด้วย เช่น นางงามตู้กระจก, ปลาใหญ่ ปลาน้อย, วณิพก, คนเก็บฟืน เป็นต้น และเพิ่มเพลงพิเศษชื่อเดียวกับภาพยนตร์ คือ เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ มีดารานักแสดง นักร้องเพลงเพื่อชีวิตที่มีชื่อเสียงในเวลานั้นร่วมแสดงด้วย เช่น สุรชัย จันทิมาธร, พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ, สุพรรษา เนื่องภิรมรณ์ และ อุทุมพร ศิลาพันธุ์ ที่ต่อมากลายเป็นภรรยาของเทียรี่ เมฆวัฒนา ในชีวิตจริง

ภาพยนตร์ออกมาหลังจากที่คาราบาวได้เดินทางไปแสดงคอนเสิร์ตที่สหรัฐอเมริกา และได้อัลบั้มรวมเพลงชุดแรกของวง คือ "รวมเพลง" ที่ได้รวมเพลงที่ฮิตของคาราบาวทั้งหมด และเพิ่มเพลงใหม่เข้าไป 3 เพลง คือ เมด อิน ไทยแลนด์ ฟอร์ม ยูเอสเอ. , รักคุณเท่าฟ้า และ เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ

ในปี พ.ศ. 2543 ในวาระครบรอบ 15 ปี ของภาพยนตร์ ได้มีการเปิดตัวหนังสือบทภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาจำหน่าย และทางบริษัทโรส วีดีโอ ก็ได้ออกวีซีดีภาพยนตร์ออกมาพร้อมกันด้วย

ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #12 เมื่อ: 22 ตุลาคม, 2552, 09:27:24 »



หัวควาย ปากหมา ประสาเพลง

คือการบันทึกเสียงในการแสดงสด ในระหว่าง 27 ธ.ค. 34 - 11 พ.ค. 35 เป็นระยะทาง 10,000 กิโลเมตร 100 ชั่วโมงโดยประมาณ ซึ่งเป็นช่วงระหว่างปลาย รสช. ครองอำนาจ จากการล้มรัฐบาลชาตฺชาย มาสิ้นสุดช่วงไม่กี่วันที่สุจินดาเข้ารับตำแหน่งนายก คนที่ 19 ช่วงแรกของงานชุดนี้สุ้มเสียงจะสดใสเต็นไปด้วยพลังแต่ในช่วงท้ายๆส่วนใหณ่ จะเหนื่อยเเล้ะเมา ทำอย่างไรก็ไม่สามารถหามาสเตอร์ที่ดีกว่านี้มาได้ จึงต้องขออภัย ณ ที่นี้ด้วย ความยาว 66 นาที จึงไม่สามารถตัดแผ่นเสียงได้ อาจจะทำซีดีถ้าเป็นไปได้

เทปชุดนี้เป็นประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของพวกเรา ที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวก่อนทำแต่อย่างใด อีกทั้งไม่ได้มีการอัดซ้ำ เพิ่มเติม หรือแก้ไขต้นฉบับ เพียงเเต่นำมาตัดต่อเข้ากันให้เหมอะสมเเละผ่านการ Exiter เท่านั้น จึงเป็นงานบันทึกก่รแสดงสดอย่างแท้จริง จึงอาจจะเห็นความบกพร่องผิดพลาดบ้างในงาน เเต่หวังว่าอารมณ์ ความรู้สึกแห่งความคนที่เต็มไปด้วยอารมณ์ (อารมณ์ศิลปิน) คงจะพอทดเเทนความรู้สึกบกพร่องได้บ้าง

ต้องขอขอบคุณเพื่อนๆ ร่วมงานทั้งหมด เริ่มจากเด็กๆยกเครื่อง อันเป็นทีมงานเวทีของโค้ยเอ็นจิเนียร์แสง เสียง รั่วรอบ เวที เเล้ะโค้ยเจ้าของเครื่อง มาจนถึงเพื่อนๆที่ให้กำลังใจจนถึงบริษัทที่จักจำหน่าย ขอให้ทุกๆท่านที่อุปการะได้มีความสุขอันพอมีสาระจากบทเพลงเหล่านี้ครับ 21 มิ.ย. 2535 แอ๊ด คราบาว


<a href="http://www.youtube.com/v/sPXDFigJXiw&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/sPXDFigJXiw&amp;hl</a>
บางช่วงบางตอนของ หัวควาย ปากหมา ประสาเพลง



 
                                                                           
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #13 เมื่อ: 22 ตุลาคม, 2552, 09:32:05 »




หัวควาย ปากหมา ประสาเพลง 2

บันทึกการแสดงสด ระหว่างปลายยุค รสช.(6 พ.ค. 35) ถึง(8 พ.ค. 36) ยุคชวนป๋วย เพียงแต่เราคิดว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ อยากทำในสิ่งที่อยากทำ ทำเเล้วก็เป็นสุข การถ่ายทอดเรื่องราวที่พบเห็นผ่านเสียงเพลงและคำพูด คือสิทธิตามครรลองประชาธิปไตย ในโลกใบเดียวกันนี้ เราได้ยอมรับแล้วว่า เกิดมาร่วมชะตากรรมกับพวกงี่เง่า นับวันเราก็ยิ่งอ่อนล้าลงกับปัญหาที่เพิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่คนหมดหวังโว้ย! ยังพยายามต่อไป อย่างน้อยที่สุด ก็ให้พวกงี่เง่ารู้ว่า " กูไม่ยอมขี้หน้าพวกมึง " เเอ๊ด คาราบาว


<a href="http://www.youtube.com/v/ecewacKXIx4&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/ecewacKXIx4&amp;hl</a>
บางช่วงบางตอนของ หัวควาย ปากหมา ประสาเพลง 2





 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #14 เมื่อ: 22 ตุลาคม, 2552, 09:32:41 »



หัวควาย ปากหมา ประสาเพลง 3

คือผลงานบันทึกการแสดงสด 2 ครั้งที่วัดนก อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง เมื่อ 30 ธ.ค.37 และที่ อ.ทับสะแก จ.ประจวบฯ เมื่อ 1 ม.ค.38 ได้นำบรรยากาศจาก 2 งานนี้มารวมกันวางเป็นโครงสร้างบันทึกเสียงสดๆ ในสตูดิโอ (Live in Studio) โดยไม่มีการอัดทับ (Over Dob) ถือว่าเป็นผลงานที่แสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งกำลังเกิดวิกฤตศรัทธาในระบบรัฐสภาของเมืองไทยจากกรณี สปก.401 และผลงานชิ้นนนี้เป็นอีกชิ้นหนึ่งของงานศิลปะเพื่อประชาชน / จากคาราบาว

<a href="http://www.youtube.com/v/8few3KLSfoo&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/8few3KLSfoo&amp;hl</a>
บางช่วงบางตอนของ หัวควาย ปากหมา ประสาเพลง 3

ความในใจ

แผ่นดินพื้นนี้ มีคนไม่กี่ตระกูล ที่มีเงินทุนมหาศาล รอคอยเวลาให้พวกนักเลือกตั้งในคราบการเมืองเข้าไปยึดกุมกระทรวงสำคัญๆ แล้วก็จัดสรรโครงการสัมประทาน แผ่นดินกินกันจนจะมิเหลืออยู่แล้ว พื้นดิน พื้นน้ำ ภูเขา ท้องฟ้า พวกมันเอาไปใช้แต่เพียงผู้เดียว ประชาชนของแผ่นดินอีกเป็นล้านๆ นั่งมองตาปริบๆ อย่างทำอะไรไม่ได้ แถมยังถูกหางเลกมลพิษต่างๆนาๆนี่นะหรือคือการพัฒนาสภาพัฒน์โว้นแหกหูแหกตา ดูบ้าน ดูเมืองบ้าง สิ่งที่พวกคุณเขียนมันได้ถูกไอ้พวกเวณนั่นกระหน่ำทำร้ายแผ่นดิน จนจะไม่เหลือให้เป็นอนุสรน์แด่ลูกหลานอยู่แล้ว และเวลานี้ประชาชนก็ขาดไร้ที่พึ่งพิง ไม่มีใครที่จะให้ความเป็นธรรมกับแผ่นดินได้เลย อเน็จอนาถแท้สยามไทยในยามนี้ และยิ่งเป็นความโชคร้านซ้ำสอง เพราะข้ามเจ้าซึ้งดีแล้วว่าแผ่นดินนี้ไม่มีอัสวินม้าขาวแน่นอน หันหน้าเข้าหาวัดพึ่งพาหลวงพ่อคูณ ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้พึ่งพา จริงไม๊ครับเจ้านายยยยยยยย



 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #15 เมื่อ: 22 ตุลาคม, 2552, 09:55:15 »



15 ปี ก็มีปากหมา

กูให้มึงรักชาติ

15ปี ก็มีปากหมา ก.พ. 2539 - พ.ค. 2539 คือการบันทึกการแสดงสดๆ โดยไม่มีการ Ovre Dub. จึงได้ Soud เเบบ Live ซึ่งเป็นอีกบรรยากาศของ คาราบาว ที่ยืนยันถึงความสามารถ เเละประวัติศาสตร์ แห่งช่วงเวลา ควรค่าแก่การเก็บไว้ อาจให้ลูกหลานได้ศึกษาว่าคนรุ่นนี้เขาคิดอย่างไร ทำไมเขาถึงมีทัศนะเช่นนี้ ประวัติศาสตร์หน้านี้ถ้าไม่ได้บันทึกไว้ คงน่าเสียดายยิ่ง ผู้ที่มีไว้ในครอบครองถือได้ว่า คุณมีสิ่งมีค่าที่น่าเก็ยรักษาไว้อย่างภาคภูมิใจ

บันทึกการแสดงสด โดยเริ่มต้นจากเดือนมกราคม 39 ไปสิ้นสุด 25 พฤษภาคม 39 ที่อินดอร์สเตเดียมหัวมาก เป็นเวลา 5 เดือนเต็มๆ ชีวิตตะรอนๆ กันไป กลางวัน-กลางคืน ไม่เคยย่อท้อนับเป็นเส้นทางนับหมื่นๆ กิโลเมตร



ความในใจ

พวกเราเกิดจากชนบท พ่อแม่ลำบากกายเพื่อเลี้ยงเราจนโต จึงมีเวลาอบรมเราไม่มาก ธรรมชาติของมนุษย์ต้องสู้เพื่อการอยู่รอด สิ่งเดียวที่พ่อแม่ให้เราคือการศึกษา และศีลธรรม เมื่อพวกเราโตขึ้น เรารับรู้ เราพบเห็นความจริงมากมาย แต่เราไม่ยอมจำนน

วาจาที่กร้านโลก ความคิดที่เป็นปัจเจกชนมีพื้นฐานอยู่บนหัวใจที่รักความเป็นธรรมและเราคือนักต่อสู้ เรารู้ตัวมานานเเล้ว รู้มาตั้งเเต่ใช้ควายเป็นสัญลักษณ์ของวง ฉะนั้น 15 ปี ก็มีปากหมา ครับ หัวความ ปากหมา 15 ปี 2539


<a href="http://www.youtube.com/v/t2ubw4LPAcE&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/t2ubw4LPAcE&amp;hl</a>
บางช่วงบางตอนของ 15 ปี ก็มีปากหมา 1





เกี่ยวข้องกับช่อง5 เเละ สนาม ทบ.

มีความในใจอยู่เรื่องหนึ่งจะเล่าให้ฟัง ผมไม่มีโอกาสออกช่อง5 มา 5ปีเต็มเเล้ว วันหนึ่งผมเจอเจ้าของรายการเขาก็รับปากมั่นเหมอะว่าปีนี้(คาราบาว 15ปี)พวกคุณได้ออกเเน่ ผมกับเขาจับมือสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะเมื่อใกล้จะถึงโลกดนตรี ตามคิวปรากฏว่ามีการแจ้งมาว่าเพลงเเรงๆมีหลายเพลง เพลงนี้ห้ามเล่น พวกเราก็ตกลง แต่ในที่สุดก็มีการเเจ้งห้ามเล่นเลยเราไม่รู้ใครสั่ง...พวกเราทำเหรียนหลาวพ่อคูณ "รุ่นเพื่อชีวิต" โดยตั้งใจหารายได้สมทบทุนหลวงพ่อคูณ เพื่อโครงการในหลวงของพวกเราที่ครองราชครบ 50 ปี รายการหนึ่งในโครงการก็คือ "คอนเสิร์ตปิดทองหลังพระ" เราติดต่อสนาม ทบ. กำหนดวันเเน่นอน เราโฆษณาพิมพ์บัตรเตรียมการล่วงหน้า พอใกล้วันแสดง (เหมือนตอนโลกดนตรี) ก็มีคำสั่งมาว่าสนามไม่ว่างให้ระงับคอนเสิร์ต

สองครั้งที่ไม่มีเหตุผล เเละไม่มีผู้บัญชาคำสั่งมีเเต่อ้างลมๆเเล้งๆ พวกเราจึงขอเรียนชี้เเจงมา ณ ที่นี้ ถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น คาราบาว คือวงดนตรีเพื่อชีวิตที่ยังคงเดินหน้าต่อสู้เพื่อสังคมขวากหนามในระหว่างทางย่อมมีเป็นธรรมดานี้คือข้อสรุปของพวกเรา ขอบคุณ เเอ๊ด คาราบาว


<a href="http://www.youtube.com/v/ul2-Glhj6JY&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/ul2-Glhj6JY&amp;hl</a>
บางช่วงบางตอนของ 15 ปี ก็มีปากหมา 2






แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #16 เมื่อ: 22 ตุลาคม, 2552, 09:58:45 »



หัวควาย ปากหมา ประสาเพลง 4

ปากหมา 4 ท่อเเก๊ส เป็นการบันทึกการแสดงสด Concerts ของคาราบาว 3 แห่งด้วยกันในเดือน มกราคม 2541 ที่วังมะนาว เพชรบุรี ที่พระแสง สุราษฎร์ธานี เเล้ะที่ในงานดอนเจดี สุพรรณบุรี ขณะนั้นเป็ยช่วงบรรยากาศที่ประชาชนลุกขึ้นต่อต้านการว่างท่อแก๊ส ย่านที่อยู่อาศัยของช่างป่า บ้านอีต่อง จ.กาญจนบุรี โครงการนั้นจะเป็นการร่วมมือระหว่าง ปตท. รัฐบาลไทยเเละเผด็จการทหารพม่า ต้องเข่นฆ่าประชาชนคนกลุ่มน้อย เเละตัดไม้ทำลายป่า เพื่อที่จะให้บรรลุโครงการ ทั่วโลกได้ประนามการกระทำอันโหดร้ายทารุณครั้งนี้ไว้ในประวัติศาสตร์แห่งการทำลายล้างที่น่าอับอายสำหรับชนชั้นปกครองไทยเป็นอย่างยิ่ง

ถ้าประชาชนไม่ลุกขึ้นทวงสิทธิ์ แผ่นดินจะไม่มีอะไรเหลือให้ลูกหลาน จงสำนึกในความจริงนี้ แล้วลุกจากเตียงไปสู้กับพวกมัน รักเเละปราดถนาดี ของคุณที่ติดตาม แอ๊ด คาราบาว 1ก.พ. 2541


<a href="http://www.youtube.com/v/wikf1NRzlfM&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/wikf1NRzlfM&amp;hl</a>
บางช่วงบางตอนของ หัวควาย ปากหมา ประสาเพลง 4




 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #17 เมื่อ: 22 ตุลาคม, 2552, 10:49:25 »



#not42หัวควาย ปากหมา ประสาเพลง 5
(รอรวบรวมข้อมูล)


<a href="http://www.youtube.com/v/OZ4LSY7kzVI&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/OZ4LSY7kzVI&amp;hl</a>
บางช่วงบางตอนของ หัวควาย ปากหมา ประสาเพลง 5




 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #18 เมื่อ: 22 ตุลาคม, 2552, 17:14:14 »



บทความจากคอกควาย

ตอน รถตู้สีขาว...คาราบาว...มาแล้ว

รถตู้คันสีขาวคันหนึ่งข้างบนหลังคามีตะแกรงเหล็ก ขนาดกำลังพอดี มีสัมภาระปกคลุมไปด้วยผ้าใบผืนสีเขียว ที่ไว้สำหรับป้องกันฝน ถูกมัดด้วยเชือกไนล่อนอย่างดีรถตู้คันนี้ดูแล้วก็ไม่เก่า ไม่ใหม่จนเกินไป ตระเวนไปในงานต่างๆ อย่างไม่มีวันเหนื่อย หน่าย ด้วยความมุ่งมั่น กับหน้าที่ๆต้องรับผิดชอบและรายได้ ที่พอประทังอยู่รอดไปในวันหนึ่งๆ ของคนทำงานอย่างพวกเค้า ใครเล่าจะรู้ถึงความรู้สึก ความเป็นอัจฉริยะ ในด้านดนตรี มาถึงปัจจุบันนี้ งานที่รับแสดง ไม่เคยจำกัดว่าจะเป็น ที่ไหน อย่างไร ไปได้หมดขอให้ได้ทำหน้าที่ ที่ได้รับหมอบหมายเท่านั้นเป็น

พอช่วง พ.ศ.2527 กลุ่มนักดนตรี ที่มีการแต่งตัวที่เป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกถึงการมีอุดมการณ์ ได้อย่างชัดเจน ไม่สนใจ สายตาของประชาชนว่าการแต่งตัวสมัยนั้น กับการเป็นนักดนตรี แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพลงที่แสดงออกมาแต่ละเพลง ล้วนเข้ากับชุดที่พวกเค้าได้สวมใส่ กันได้อย่างลงตัว ซึ่งนับได้ว่าเป็นพลังของวัยรุ่นช่วงนั้น ที่ชอบเพลงเพื่อชีวิต เป็นอย่างมาก กางเกงยีนส์ลีวายฟิตๆ เสื้อยืดเก่าๆ เสื้อลายตีนจบมาจากชาวเขาทางภาคเหนือ ถูกสวมทับ พร้อมกับหมวกทหารเขมรแดงและรองเท้า converse หลากสี บนไหล่ข้างซ้าย จะมีซองบุหรี่ แนบอยู่ตลอด พร้อมที่จะสูบได้ตลอดเวลา

เป็นธรรมดาสามัญเหมือนกับใช้ชีวิต อยู่ด้านล่างเวที อยากสูบก็สูบ อยากพูดก็พูด อยากร้องก็ร้อง อยากเลิกก็เลิก มีพร้อม ในวงดนตรีวงนี้ หรือว่ามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดอยู่ด้านหน้าเวที บุหรี่จะถูกเผานานหน่อยกับอารมณ์ใช่วงเวลานั้นๆ ผลงานชุด ท.ทหาร อดทน นับว่าเป็นผลงาน ที่มีการตระเวนเล่นคอนเสิร์ต เป็นประจำ โดยนายหน้า ที่จัดหางานอยู่สายใต้เก่า ซอยบุบผาสวรรค์ ชื่อบริษัท จำเลียง โปรโมชั่น เป็นผู้ติดต่อโดยตรง กับผู้จัดการวงโดยตรง

ในสมัยนั้น เครื่งดนตรีที่ใช้ในการแสดงในสมัยนั้น นับได้ว่าแตกต่างกับยุคสมัยนี้ โดยสิ้นเชิงเช่นกัน เริ่มตั้งแต่ กีต้าร์โปร่งไฟฟ้า ตัวเล็กๆ สีน้ำตาล ตัวนึง ที่อยู่ข้างๆกาย เป็นประจำ ของนักร้องนำ ที่จะไม่ค่อยพูดมากกับผู้ชม แต่จะต่อว่าพวกที่ชอบเอาเปรียบอยู่ตลอดเวลา

กีต้าร์ Gibson กับ เล็บที่ใช้แทนปิ๊คกีต้าร์ และ Effect กีต้าร์ ที่คล้ายๆกับรางปลั๊กเสียบไฟฟ้าในสมัยนี้ มีด้วยกัน 4 ปุ่ม สำหรับเหยียบ ให้เสียงดังออกมาตามที่ต้องการ พร้อมกับตู้แอมป์ เล็กๆ ที่ใช้ไมค์จ่อ แทนที่จะใช้ Mixer ด้วยความจำกัดของขนาด ของ Mixer มือ Solo กีต้าร์ จะมีชุดที่ค่อนจะแตกต่างไปนิดนึงโดยส่วนใหญ่จะใส่เสื้อแบบแขก สายตาจะกระตุกอยู่ตลอด ชอบนั่งกอดเข่าอยู่ข้างๆเวเทีเป็นประจำ ไม่ยึดติด ไม่เหย่อยิ่ง

เหมือนกับนักดนตรีในสมัยนั้น เบส Fender ที่เทียบกับตัวผู้เล่นแล้วเกือบเท่ากัน กับลีลา อันเงียบขรึม ที่บ่งบอกของความเป็นผู้ใหญ่ น้ำใจดี เวลาประสานเสียงต้องเขย่งอยู่ตลอดเวลา ด้วยขาไมค์ที่สูงกว่าพร้อมกับ มือกลองที่มีเอกลักษณ์ ในการตี ที่ไม่เหมือนใคร พวกเราให้ ฉายา แกว่า มือกลองขมังเวทย์ แกจะตีไป ท่องพึมพรำ ไปตลอด ถึงน้าตาจะจริงจัง กับหน้าที่ แต่ก็มีมิตรภาพดีๆใก้กับคนรอบข้างอยู่อย่างเสมอ กีต้าร์ Solo อีกตัวน่าจะเป็น Gibson เหมือนกัน ถ้าจำไม่ผิด ช่วงนั้นลูกครึ่งท่านนี้ไม่ได้ค่อยได้ร้องเพลง ทำหน้าที่ร้องประสาน และกีต้าร์ประสานเพียงอย่างเดียว

แต่ที่แกโปรดปรานที่สุดก็น่าจะเป็นพระเครื่อง ที่ห้อยคอ อยู่เป็นนิจใน ช่วงสมัยนั้น ที่เห็นเป็เอกลักษณ์ อย่างนึงก็คือ รองเท้าหุ้มส้น สีขาว คล้ายๆ นักกีฬา จะใส่ประจำ เคยถามได้ความว่า มีปัญหาที่ข้อเท้า ผ่านมา 21 ปีแล้ว คงน่าจะหายแล้ว กีต้าร์ Fender สีดำ พร้อบกับ keybord อีกหนึ่งตัว ถูกควบคุมด้วย ผู้จัดการวง เอกลักษณ์เครื่องแต่งกายจะเป็นเสื้อดำ กางเกงดำ ตอนนั้นรู้สึกว่า จะร้องเพลงปลาใหญ่ ปลาน้อย พี่คนนี้จะอารมณ์ดีตลอด อีกท่านที่ มาในชุดเรียบร้อย ในกางเกงแสล็กสีกากี พร้อมเสื้อคอกลม สีขาว มีอุปกรณ์อยู่ 2-3 อย่าง คือ แซกโซโฟน ฟรุ๊ต ขลุ่ยสมัยนั้น ยังไม่ค่อยได้ใช้ฟรุ๊ต

แต่จะใช้เป่าคู่กับศิลปิน อีกท่านนึง ซึ่งเข้ามาช่วยงานซึ่งจะ ร้องเพลงยายพร เกือบทุกงาน ออกงานครั้งนึงจะเล่นเพลงประมาณ 13-15 เพลง ก็เลิก ทั้ง 8 ชีวิต จะกลับเข้าไปอยู่ในรถตู้คันเดิม มากี่คนก็กลับไปกันเท่านั้น สมัยก่อน โทรศัพท์มือถือไม่มีใช้ ผู้จัดงาน ต้องให้ลูกน้องไปคอยหน้างานดูว่า รถตู้คันสีขาวมาหรือยัง

ถ้ามาก็ตะโกนบอกๆกันมา จนถึงข้างๆเวที บอกว่า คาราบาว มาแล้ว…คาราบาว…มาแล้ว  คาราบาว…มาแล้ว...

บทความโดย ลุงขี้เมา คาราบาว ๒๕๒๔.คอม

ที่มา  http://www.carabao2524.com/board/show.php?ques_no=140


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #19 เมื่อ: 22 ตุลาคม, 2552, 19:30:26 »



บทความจากคอกควาย

ตอน วณิพก กับ การเริ่มต้นของ ราชาสามช่า

ร้อยเนื้อพันจังหวะ สารพัดทำมา แต่รอบนี้ฉันว่า สามช่ากว่ากันเยอะ

สามช่า จังหวะนี้มีมนต์ขลังถือเป็นจังหวะที่สร้างชื่อเสียงทำให้คาราบาวมีตำนานยาวนานมาถึงวันนี้ ในปี2526 ยุคนั้นเป็นยุคที่ ดิสโก้เธค เฟื่องฟูมากๆวัยรุ่นก็จะฮิตกับดนตีแนวเพลง ดิสโก้ด้วย(ตอนนั้นผมอายุแค่ 12 ปีเอง)  วณิพก เป็นชื่อชุดที่ 3 ของคาราบาว และเป็นเพลงเอกของชุดนี้เลย แอ๊ด คาราบาวแต่ทั้งคำร้องและทำนอง ยึดเอาจังหวะสามช่าผสมกับจังหวะลาตินมาผสมกัน(ลาตินนี้ผมเข้าใจเองนะยังไงพี่ตุ้มมาเสริมหน่อยว่าใช่ป่าว) สามช่านี่ด้วยความที่ พี่แอ๊ดเกิดในจังหวัดที่มีศิลปินโด่งดังมากมายหลายท่าน มันเป็นจังหวะที่พ่อ(พ่อผมนะแฟนคาราบาวตัวจริงด้วย)บอกกับผมตอนเด็กว่านี่ละ จังหวะเชียร์รำวงเลย แอ๊ด คงเอามาจากจังหวะรำวงแหละ     

ช่วงท่อนที่ว่า"จึงมาเป็นวณิพกพเนจร เที่ยวเร่ร่อนร้องเพลงแลกเศษเงิน"มันเหมือนเป็นการที่พี่แอ๊ดจะสื่อ ความอึดอัดอัดดอั้นกับสภาพเรษฐกิจในยุคนั้น และยังบอกว่าเราต้องอดทนแม้แต่ขอทานยังมีความพยาม เลยแถมร้องไปจะมีใครมาเข้าใจป่าวเพลงของคาราบาวนั้นสำคัญที่ท่อนฮุคนะ ถ้าเราฟังแล้วสังเกตุให้ดีว่าเป็นการสื่ออะไรให้เราได้รับรู้ได้ ไม่เเหมือนเพลงวัยรุ่นในยุคนี้อะผมพยามฟังตั้งนานว่ามันคืออะไร ยกตัวอย่างนะที่มีเด็กสาวๆออกมาร้อง "หายใจเข้าออกก็ เฮ้อเธอ"ไม่รู้ผมฟังถูกหรือสะกดผิดป่าวนะ และเพลงวณิพกก็ดังกระหึมเลยตามเธคต่างๆ ต้องเปิดกันเป็นประจำและเป็นวงดนตรีไทยวงแรกด้วยที่ตามดิสโก้เธค เอาเพลงไทยเข้ามาเปิดซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดเพลง สากบเสียมากกว่า และคาราบาวก็เริ่มเป็นที่รู้จักของประชาชน พี่แอ๊ดเคยพูดกับพี่เขียวและพี่เล็กหลังจากทีผลงานสองชุดที่ผ่านมาไม่ค่อยประสบความเร็จไรเท่าไรหนัก จากสองชุดที่ผ่านมา ขี้เมาและแป๊ะขายขวด ขอเวลาสักสามปี จะทำวงดนตรีหัวควายนี้ให้ดังไปทั่วปรเทศ และก็ทำได้จริงไม่ถึงสามปีด้วยซ้ำ

และต่อเนื่องมาจนเป็น เมดอินไทยแลนด์ ที่ยอดขายหลายล้านตลับ ทุกวันนี้งานแสดงของคาราบาวก็ยังเล่นเพลง วณิพกอยู่ตัวผมเองนะเพลงนี้ได้ยินไม่ได้ด้วยเท้าต้องขยับไปตามจังหวะของกลองสแนล (สะกดถูกป่าวไม่รู้นะ)พร้อมกับเสียงโซโลกีต้า ที่เป็นเอกลักษณ์ของคาราบาว ผมอะเริ่มสะสมชุดนี้เป็นชุดแรก ด้วยพ่อผมซื้อเครื่องเล่นเทปตัวแรกของบ้านมาใหม่และวณิพก ก็เป็นชุดแรกเลยที่เจ้าเครื่องเล่นเทปที่บ้านผมได้สัมผัสกับมัน ลำโพงตัวเดียว แม้สีบอรน์ๆ เปิดกันเทปยืดต้องเอาไปอาศัยแช่ตัวเย็นข้างบ้านเค้ามาเปิดใหม่ เพราะมันสามารถแก้เทปยืดได้

ก่อนหน้านี้ฟังเพลงมันต้องไปอาศัยลูกพี่ลูกน้องกันฟังตอนเย็นๆทุกวันกับแป๊ขายขวดและขี้เมา แถมพ่วง แฮมเมอร์ และคาราวานปนมาในสมองๆด้วยทุกวันจนพ่อสงสารอะเลยซื้อให้ด้วยเสียสละเงินเดือนครูของพ่อมาให้ 1 เดือนเลย เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องสามช่ากับคาราบาวต่อขอไปนึกก่อน

บทความโดย ทอม_บาว คาราบาว ๒๕๒๔.คอม

ที่มา http://www.carabao2524.com/board/show.php?ques_no=226



<a href="http://www.youtube.com/v/qfs3vu7X1S8&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/qfs3vu7X1S8&amp;hl</a>

วณิพก - คาราบาว

เมื่อดวงตาของฉันมันมืดมิด
แต่ชีวิตฉันยังไม่มืดลง
แม้ความรักยังเคยมีมั่นคง
จะร้างไกลไม่หวนกลับคืนมา

ออกยํ่าไปบนทางที่หิวโซ
มิรู้คืนรู้วันเวลา
ขอเศษเงินเศษทานผู้ผ่านมา
เพียงเมตตาฉันบ้าง...เป็นครั้งคราว

อยู่ในโลกความมืดอันลึกลับ
คงสดับรับได้แต่สําเนียง
จะมองหามองเห็นก็เป็นเพียง
ในความฝันยามฉันล้มตัวนอน

พอตื่นมาพานพบกับความหมาย
ยังหายใจเนื้อตัวยังผ่าวร้อน
ยังมีหวังเห็นดวงตะวันรอน
จะมัวนอนนิ่งเฉย...อยู่ทําไม

จึงมาเป็น.....วณิพกพเนจร
เที่ยวเร่ร่อน.....ร้องเพลงแลกเศษเงิน
ที่เหลือกินเหลือเก็บเป็นส่วนเกิน
จะนําเงินสะสม..รักษาดวงตา

จึงมาเป็น.....วณิพกพเนจร
เที่ยวเร่ร่อน.....ร้องเพลงแลกเศษเงิน
ที่เหลือกินเหลือเก็บเป็นส่วนเกิน
จะนําเงินสะสม..รักษาดวงตา

หากฉันเป็นตัวแทนความมืดมิด
ขอชดใช้ชีวิตที่เกิดมา
เพื่อทดแทนทุกท่านที่เมตตา
ด้วยนําพาเสียงเพลงสู่ผู้ฟัง

เป็นบทเพลงโลกมืดและความหมาย
จะกู่ก้องร้องไปไม่หยุดยั้ง
ใครจะว่าร้องเพลงให้ควายฟัง
ฉันว่ายังมีคนที่เข้าใจ

ใครจะว่าร้องเพลงให้ควายฟัง
ฉันว่ายังมีคนที่เข้าใจ
ใครจะว่าร้องเพลงให้ควายฟัง
ฉันว่ายังมีคน...ที่เข้าใจ


ในปี พ.ศ. 2526 เป็นสมัยขิงดิสโก้เธค มีเพลงไทยอยู่ 1 เพลง ที่เปิดกระหึ่มทุกคืน ทุกเธค ให้ผู้คนได้ร้องตาม เต้นตาม วณิพกคือเพลงไทยเพลงเดียวเเละเป็นเพลงเเรกที่สามารถแทรก เพลงดิสโก้ฝรั่งเข้าไปอยู่ในเธคได้ นับจากนั้นมามันก็ถูกรำลึกถึงและถูกสรร้างขึ้นจากศิลปินไทยหลายผู้หลายคน ซึ่งต่างก็ประสบความสำเร็จด้วยดี (ให้ฟังเพลง 3 ช่าจงเจริญ) คาราบาวคือวงเเรกที่นำตำนานของผู้คนในอดีตมาผสมผสานกับดนตรีแห่งยุคสมัย สร้างความคึกคัก เรียบง่าย แต่ใกล้ตัว พวกเขาสร้าง 3 ช่าออกมาเป็นจำนวนมาก เเละได้รับความนิยมอย่างสูงในประวัติศาสตร์ดนตรีไทย ถ้าจะเรียกพวกเขาโดยเฉพาะ แอ๊ด คาราบาว ว่า ราชา 3ช่า อย่างเพรงของซูซูก็คงจะได้...


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #20 เมื่อ: 22 ตุลาคม, 2552, 20:11:50 »



บทความจากคอกควาย

ตอน กำเนิด เล็ก คาราบาว

ณ ผับเล็กๆแห่งหนึ่งชื่อว่า ?ตะเกียงแดง? ตั้งอยู่บริเวณใต้ถุนโรงหนังออสการ์   ถนนเพชรบุรีตัดใหม่  คืนหนึ่งของกลางปี  2521  เวลาประมาณสามทุ่ม เด็กสามคนขึ้นไปเล่นดนตรีอย่างเมามันในอารมณ์  อี๊ดเล่นแบนโจ มานิตย์ เพื่อนจากโคราช เล่น กีต้าร์ ผมรับหน้าที่โซโล นั้นคือราตรีแรกที่ผม กลับมาเหยียบแผ่นดินไทย หลังจากไปเรียนอยู่ที่ฟิลิปปินส์สองขวบปี ผมกลับมาอย่างเงียบๆแทบจะไม่มีใครรู้  ผมเล่นอยู่ถึงหนึ่งอาทิตย์ จนแม่ที่สุพรรณทราบข่าว จึงให้คนมาตาม นั่นเองที่ทำให้ผมได้กลับไปกราบเท้าพ่อแม่ แม่ยิงคำถามแรกในทันทีที่ได้เห็นหน้า ลูกเรียนไม่จบหรือไร ถึงมาแบบเงียบเชียว ผมเผลอหัวเราะ แล้วบอบกับแม่ว่า ไม่มีอะไรหรอกผมเรียนจบแล้ว กลับมาเห็นอี๊ด(พี่ชายฝาแฝด)เขาเล่นดนตรีกัน ก็เลยอยู่ช่วยเขาเล่นแล้วติดลมน่ะ

พ่อถามต่อแล้วจะเอายังไงกับชีวิต ผมบอกว่า ขอหางานทำสักระยะหนึ่งก่อนถ้ามันไปไม่ไหวจริงๆ ก็จะกลับมาอยู่กับพ่อกับแม่ งานครั้งแรกของผมเป็นหัวหน้าสถาปนิกรับออกแบบให้กับบริษัทเอกชน เราไปกันได้ดีกับที่นี่ แม้ผมจะมีประสบการณ์น้อยกว่าบรรดาลูกน้องก็ตาม ออกแบบปั๊มน้ำมันข้างตลาดอินทรารักษ์ โรงงานผลิตขนมเด็ก นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง ฯลฯ เรียกได้ว่าไม่เลวเลยทีเดียว สำหรับการเริ่มต้นอาชีพสถาปนิก อย่างน้อยก็พอได้กินได้อยู่โดยไม่เดือดร้อน

เมื่อเขียว และไข่ เพื่อนที่เรียนที่ฟิลิปปินส์ด้วยกันกลับมา วงดนตรี คาราบาว ของพวกเราก็เริ่มสานต่อขึ้นอีกครั้ง ผมไปติดต่องานที่ โรงแรมวินเซอร์ สุขุมวิท 20 ออดิชั่น ให้เขาดู เขาก็รับเราเข้าทำงานโดยไม่มีปัญหา แต่วงเราเล่นได้ไม่ถึงสี่เดือนก็โดนไล่ออก สาเหตุนั้นน่าขำสิ้นดี คือเราติดรีเซฟชันของร้าน เล่นเสร็จแทนที่จะกลับบ้าน ดันนั่งดื่มต่อ พวกเธอก็ชอบนักดนตรีอย่างเราโดยไม่ยอมรับแขก มานั้งอยู่ที่โต๊ะเรากันหมดเลย แล้วพวกเราก็โดนไล่ออก

หลังจากที่โดนไล่ออกผมกับเขียวก็เลยไปรวมกับ คุณสุเทพ แห่งวงโฮป ส่วนเจ้าไข่ ขอยุติการเป็นนักดนตรี ไปยึดอาชีพรับเหมาก่อสร้างอยู่ทางภาคใต้ ผมและเขียวตะเวนตาม วงโฮป ไปเล่นที่ต่างๆ อีกสองสามแห่ง ก่อนจะมาถึง ดิกเก็นผับ โรงแรมเพรสซิเดนซ์  สุขุมวิท 11 ที่นี่เองที่ผมมีปัญหาค่อนข้างเยอะ เรื่องการแต่งตัวไม่สุภาพหนึ่งล่ะ ใครจะตักเตือนผมก็ไม่รับฟัง อีกปัญหาหนึ่งคือเขาไม่ให้ร้องเพลงไทย เพลงอย่าง ?ลุงขี้เมา? หรืออย่าง  ?หนุ่มสุพรรณ? โดนห้ามร้องเด็จขาด เขาบอกว่าเป็นสถานที่ขายเหล้า แล้วเสือกมาร้องเพลงที่มีคนตายเพราะเหล้า ใครเขาจะเข้ามาอุดหนุน?

แต่ผมก็ยังคงร้อง โดยไม่ใส่ใจคำสั่งห้าม ในที่สุดจนวงโฮป ถูกไล่ออก และคุณสุเทพก็ไล่ผมออกจากวงโฮปด้วยเหมือนกัน วันที่โดนไล่ออกผมยังจำมันได้ดี วันนั้นชายร่างสูง ผิวขาว หนวดงาม เข้ามานั่งฟังพวกเราเล่น ชายผู้นี้มีฝีมือทางดนตรีฉกาจฉกรรจ์ เป็นที่เลืองลือในหมู่เพื่อนๆ และหมู่นักดนตรีด้วยกัน ผมเรียกเขาว่า ?หนูเล็ก? ตามที่แม่เขาเรียก เมื่อครั้งที่ผมไปคลุกคลีอยู่ที่บ้านแถวศรีย่านของเขาเล็กเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกันกับผมที่ ก่อสร้างอุเทนถวาย ช่วงก่อนที่ผมจะไปเรียนต่อที่ ฟิลิปปินส์ เล็กตกงานและไม่ได้เรียนต่อ ผมจึงชวนมาเล่นโฟล์คซองด้วยกันที่เจริญผล แล้วก็แยกย้ายกันไป ผมไปเรียนต่อ ส่วนเล็กยิ่งพาชีวิตเดินหน้าลึกลงไปในถนนสายดนตรีกลับมาอีกครั้งผมยิ่งเห็นว่าฝีมือเขาจัดจ้านขึ้นไปมาก

วันที่ผมโดนไล่ออกวันนั้น เล็กมาหาผมด้วยความคิดถึง เขามากับบี๋ เดลซาริโอ ลูกครึ่ง ไทย-ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นเพื่อนของเขียวกับผม เรารู้จักกันที่มะลิลา วันนั้นเล็กตะโกนขอเพลงอันตรายคือเพลง ?ลุงขี้เมา? ผมรู้แล้วว่าหากผมฝืนกฎ ร้องตามคำขอ ต้องเกิดปัญหาใหญ่แน่ๆ แต่ผมก็ไมยี่หระ ที่จะร้องตามคำขอของเล็ก ร้องยังไม่ทันจบเพลง ผู้จัดการก็เรียกลงไปคุย  ผลคือโดนไล่ออกเมื่อเล็กรู้ว่าเราโดนไล่ออก เขาก็ระเบิดอารมณ์ เข้าใส่กับโต๊ะ เก้าอี้ ตะเกียง ดวงไฟ จนแขกในโรงแรมต่างแตกตื่น ผมกับเพื่อนต้องช่วยกันดึงเล็ก ออกมาจากโรงแรมอย่างทุลักทุเล 

และนี่คือเหตุการณ์ซึ่งกลายมาเป็นตัวแปรสำคัญ ผมไม่รู้สึกเสียดายหรือเสียใจเลยที่ผมโดนไล่ออก เพราะสิ่งที่ผมได้กลับยิ่งใหญ่มหาศาลนัก คือสิ่งที่นำมาสู่การตัดสินใจที่จะทำงานร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน เล็ก ปรีชา ชนะภัย จึงกลายมาเป็น เล็ก คาราบาว นับตั้งแต่บัดนั้น!

บทความโดย ยืนยง โอภากุล จากหนังสือ ก้าวแรกของชีวิต ก้าวที่สองของคนดนตรี

ที่มา http://www.siamsouth.com/smf/index.php/topic,3261.0.html


 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #21 เมื่อ: 22 ตุลาคม, 2552, 20:37:06 »



บทความจากคอกควาย

ตอน คอนเสิร์ตประวัติศาสตร์ของคาราบาว

แอ๊ด   คาราบาว  แหงนหน้าไปหาดวงตาทุกดวงเหมือนจะจดจำวิญญาณทุกดวงของผู้คนไว้ในดวงใจนานนับเดือนนับปีที่ตระเวนร้องเพลงเพื่อชีวิต พวกเขาพบผู้คนมากมายในหลายต่อหลายแห่ง แต่วันนี้ คาราบาวมีเพื่อนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ศิลปินเล็กๆซึ่งร้องเพลงเพื่อผู้คนได้รับการต้อนรับจากมหาชนนับหมื่นๆล้นหลามจนประมาณไม่ได้ เวลโรโดม หัวหมาก ซึ่ง นินจาคาดว่าพอเพียงที่จะรับผู้คนได้หมด แต่กลับล้นออกขอบอ่าง....นั่นคือ วันที่ คาราบาว พลิกประวัติศาสตร์การเล่นดนตรี

แอ๊ด  คาราบาว ไม่กล้าทักทายผู้คนผ่านไมโครโฟน แต่ เริ่ม กรีดเสียงกีตาร์นำเพลง เหมือนเตือนสะกิดให้ทุกคนรู้ว่า  “มนต์เพลงคาราบาว”   เริ่มขึ้นแล้ว  มือทุกมือที่รวมกันเป็นคาราบาวค่อยๆๆกระหึ่มขึ้นท่ามกลางแสงสีของนินจา       

บรรดาแฟนเพลงค่อยๆๆขยับแขนขาเต้นและก้าวตามจังหวะเสียงเพลง การเต้นค่อยๆขยายวงกว้างขึ้นจนทั่วบริเวณ มองเหมือนคลื่นมนุษย์ที่พริ้วไหว เริ่มมีคนข้างหน้าลุกขึ้นยืนและคนข้างหลังไม่พอใจขว้างปาก้อนหินใส่ ครู่ต่อมาเพียงไม่นาน  ความแออัดของผู้คนทางด้านขวา ของอัฒจันทร์เริ่มไม่ค่อยดี นักดนตรี บนเวทีเริ่มรู้ตัวว่าจะมอบความรักให้แฟนเพลงได้ไม่สมใจแน่ หลังจากจบเพลงแรก แอ๊ด คาราบาว เริ่มหนักใจ การขว้างปายังคงมีประปราย เขากล่าวเตือนแฟนอย่าขว้างปาก่อนจะร้องเพลง ทินเนอร์

เพลงทินเนอร์ เรียกเสียงปรบมือดังสนั่นจากกลุ่มชน มีการลุกขึ้นชุป้ายเชียร์และก็เต้น มีการแบกกันขึ้นบ่าชูป้ายเชียร์เดินไปหน้าเวทีจากทุกจุด ผู้คนเริ่มรวนเรใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้คนที่ระวังตัว เริ่มขยับหลบหลี้ภัย จากการขว้างปา แอ๊ด คาราบาว ร้องเพลงทินเนอร์จบแล้วจึงพูดต่อว่าคนที่ขว้างปาก้อนหิน เขาจึงเตือนและวิงวอนว่าอย่าให้ขึ้นไปบนอัฒจันทร์มันจะทนทานน้ำหนักไม่ไหว ถึงจะรู้ว่าไม่มีใครกลัวตาย แต่ถ้าอัฒจันทร์พังลงมามันจะทับคนข้างล่างเจ็บตายได้

แอ๊ด คาราบาว ขอร้องพวกชูป้ายว่า เกรงจะบังคนอื่นลดลงหน่อยก็ดี และแล้วการแสดงก็เริ่มดำเนินต่อไปด้วยเพลง มหาลัย ตลอดเวลาที่ร้องเพลงนี้ผู้คนด้านสโลปสนามขวามือเริ่มผลักดันกันอย่างเรรวนจนจบเพลง ท่ามกลางปัญหาความไร้วินัยของผู้คนที่ปะปนอย่างมากมายนเช่นนั้น ยากที่จะพูดให้เข้าใจได้ แต่เพลงของ เล็ก ก็เริ่มร้อง “คนเก็บฝืน”  ผู้คนจึงเริ่มสงบลงบ้าง แอ๊ด ตามติดด้วยเพลง ลุงขี้เมา ระบบเสียงเริ่มไม่ค่อยสู้ดีนัก

จบเพลงของแอ๊ด คาราบาว คราวนี้ถึงคิวของ เทียรี่ เขาโชว์เพลงฮิต เพลง นางงามตู้กระจก ทำให้เรียกเสียงร้องคลอตามอย่างทั่วถึง นางงามตู้กระจก จบลง บทเพลง บัวลอย ก็ตามติดขึ้นมา..ตามติดด้วยเพลง ราชาเงินผ่อน ผู้คนร้องเพลงตามอย่างสนุกสนาน จบเพลง ราชาเงินผ่อน  พงษ์เทพ  กระโดนชำนาญ ก็เริ่มร้องเพลง สองเฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ สิ้นเสียงเพลงที่ 11 นินจา เริ่มเล่นแสงสีสอดคล้องกับทำนองและอารมณ์ของคนดู แสงสีกระจายรอบ..จบแล้ว แอ๊ด คาราบาวก้ร้องเพลง ลาวเดินดิน จากนั้นหัวหน้าทีมนินจา คุณ ชรินทร์ ออกมาพูด ความผิดปกติเกิดขึ้นแล้วท่ามกลางคลื่นมหาชน..เขาประกาสบอกให้ผู้ชมรู้ว่า การแสดงต้องหยุดลงชั่วคราว ตำรวจขอร้องให้หยุดและเชิญตัวชนินทร์ผู้จัดการไปพูดกัน

ในขณะที่เสียงเพลงหยุดลงกลางคัน แอ๊ด คาราบาวและพงษ์เทพ ก้ช่วยกันพูดไม่ให้เสียบรรยากาศ อีก 10 นาที ชนินทร์กลับมาบนเวทีอีกครั้ง พร้อมประกาศว่า ตนได้ทำงานที่อยากจะทำเต็มที่แล้วและก้พอใจที่จะให้รายการดำเนินต่อไป จะติดคุกก้ยอม ขอรับผิดชอบทุกอย่างถ้าอัฒจันทร์พังลงมา แต่แล้วชนินทร์ก้เผลอทิ้งท้ายไว้เป็นเชื้อไฟสำหรับผู้คนว่า ถ้าเขาติดคุกละก็ จะออกมาฆ่าผู้คนบนอัฒจันทร์ทั้งหมด หลังจาก ชนินทร์ โปสาภิวัฒน์ แห่ง นินจาประกาศว่าจะเล่นต่อไป ผู้คนก้กลับขึ้นไปบนอัฒจันทณ์อีก แอ๊ด คาราบาวเป็นคนต่อรองว่า ถ้างั้นคาราบาว จะไม่เล่นต่อ ถ้าเกิดโศกนาฎกรรมขึ้นมาจะไม่ดี

อย่างไรก็ตาม คาราบาว ก็เริ่ม เพลง กัญชาต่อเมื่อตอน 19.05น. มีการกรีดเสียงร้องเข้ากับบรรยากาศแสงสีบนเวทีสวยงาม เสียงโห่ร้องดังขึ้นอีกครั้ง มันเป็นเสียงเชียร์ที่ดังกระฮึ่ม บทเพลงที่14...15...ซึ่งร้องนำโดย เล็ก จากเพลงลูกหิน  สุ่ เพลง ลูกแก้ว คราวนี้แฟนเพลง ประสานเสียงร้องลั่นสนามอันกว้าใหญ่ แฟนเพลงบางคนเริ่มถอดเสื้อออกและขี่คอขย่มตามจังหวะเพลง แอ๊ด คาราบาว หัวหน้าวงคาราบาวผู้ซึ่งมีความผูกผันอยู่กับแฟนเพลง ดูเหมือนจะรุ้เหตุผลบางอย่าง เขาจึงเร่งดนตรีอย่างเต็มที่เพื่อให้จบลงโดยเร็ว เกรงเหตุการณ์จะไปกันใหญ่

 แอ๊ด รีบสานหัวใจแฟนเพลงด้วยเพลงแห่งชีวิตที่มีชื่อว่า เดือนเพ็ญ อันซาบซึ้งตรึงใจแฟนเพลง เสียงเพลงเดือนเพ็ญเยือกเย็นจนสะท้านใจ ติดตามด้วยเสียงขลุ่ยคลอของ อ ธนิศร์ ศรีกลิ่นดี เสียงผู้คนขานรับเพลงเดือนเพ็ญอย่างกึกก้องแสงสีนินจาก็อิ่มเอิบด้วยแสงจันทร์ เดือนเพ็ญลับหายไปท่ามกลางความเงียบ แอ๊ด คาราบาว บอกแฟนเพลงใฟ้ทราบว่า เพลงนี้ ผู้เขียนเพลงคือ นายผี ผู้ติดปีกบินไปอยู่เมืองลาว และไม่มีโอกาสจะกลับมาอีกแล้ว ลาวไกลยิ่งกว่าอิสาน เมื่อพูดถึงอิสาน หัวใจ ของแอ๊ด คาราบาว ก็นึกถึง หำน้อย คำพูดสั้นๆๆนั้นเต็มไปด้วยพลังของความมันในหัวใจ...ผู้คนเหล่านั้นรู้ส่าเพลง ต่อไปจะต้องเป็น หำเทียม อันเป็นเพลงที่ กบ.ว สั่งห้ามออกอากาศนั่นเอง

เพลงหำเทียม ดำเนินต่อไป แต่พอเพลงผ่านไปได้ไม่นาน.ปรากฎว่าผู้คนที่นั่งบนอัฒจันทร์เริ่มต่อยตีกันขึ้น มือดีก็ขว้างขวดโค้กปลิวลงไปข้างล่าง นับจำนวนมากมาย ขวดปลิวว่อนจนอ่านไม่ทัน..คนที่อยู่ข้างล่างก้หาสิ่งของใกล้มือส่งย้อนกลับขึ้นไปเป็นการตอบแทนแฟนเพลงนับหมื่นกำลังขัดแย้งในอารมณ์พวกเขาปล่อยให้บทเพลงแห่งสันติภาพ หล่นลอยไปกับขวดโค้ก และก้อนหิน..กลายเป็นเหตุการณ์จลาจลซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องระงับเหตุ..ไม่ให้ลุกลามใหญ่โตต่อไป บทเพลงแห่งชีวิต..หำเทียม จากเสียงร้องของแอ๊ด คาราบาว จบลงอย่างอ้อยสร้อย..และการแสดงก็ต้องปิดฉากลงตรงนั้น

คณะคาราบาวยุติการแสดง พวกเขารู้สึกเสียดายที่ไม่มีโอกาสร้องเพลงอีก 4 เพลง นั่นคือ กัมพูชา เรฟูจี วณิพก และ เมดอินไทยแลนด์  แสงสีซึ่งทีมงาน นินจา เตรียมไอ้ไว้สำหรับเพลงทั้งหมดนั้นก้ดับวูบไปด้วยอย่างน่าเสียดาย พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ออกมาพูดกับทุกคนด้วยเสียงแหบพร่า เขายิ้มทั้งน้ำตา  แอ๊ด คาราบาว ร้องเพลงส่งลาผู้คนนับหมื่นด้วยบทเพลงลูกทุ่งของ ก้าน แก้วสุพรรรณ คล้ายจะปลอบใจตัวเองว่าอย่าให้ประวัติศาสตร์ต้องซ้ำรอยอีกเลย

คอนเสิร์ตซึ่งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของวงการเพลงผ่านไปแล้ว พร้อมกับความสำเร็จทางด้านธุรกิจของผู้จัดวงการบันเทิงทั้งหลายหยิบไปวิจารณ์กันอีก ส่วน  คาราบาว ก็ยังจดจำวันประวัติศาสตร์นี้ไว้นานเท่านาน วันที่แฟนเพลงมอบหัวใจให้กับผลงานของเขา

บทความโดย ต้องมนต์ คาราบาว ๒๕๒๔.คอม นำมาจาก หนังสือ คาราวาน คาราบาว เสียงเพลงเเห่งเสรีภาพ

ที่มา http://www.carabao2524.com/board/show.php?ques_no=42



 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #22 เมื่อ: 28 ตุลาคม, 2552, 09:33:57 »



บทความจากคอกควาย

ตอน เมด อิน ไทยแลนด์ เเดนไทย ทำเอง

ก่อนจะเป็น “เมด อิน ไทยแลนด์”

หลังจากความสำเร็จระดับหนึ่งของ “วณิพก” คาราบาว เริ่มมีปัญหากับ อโซน่า ด้านสังกัดในแง่ธุรกิจบางประการ เมื่อออกอัลบั้มถัดมาคือ “ท.ทหารอดทน” จึงเป็นอัลบั้มสดุท้ายที่วงร่วมงานกับสังกัด จากนั้น ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด) ก็หายุทธวิธีที่จะให้เป็นอิสระ ผลคือการผลิตงานที่ใช้ชื่อเดี่ยวแทนซื่อวงในชุด “กัมพูชา” โดยนำเสนอกับ ไนท์สป็อท และ แกรมมี่ แต่ได้รับการปฏิเสธ เขาจังตัดสินใจให้ อามีโก้ เป็นผู้จัดจำหน่าย โดยการประชาสัมพันธ์ทั้งหมดเป็นหน้าที่ของเขาและ บี๋ เดล โรซาริโอ เพื่อนครีเอทีฟที่ลาออกจากบริษัทโฆษณามารับหน้าที่ผู้จัดการวงให้

แม้อัลบั้มนี้จะเป็นผลงานเดี่ยว แต่ผู้ร่วมงานก็คือสมาชิกในคาราบาว สมทบด้วยนักดนตรีในห้องบันทึกเสียงของ อโซน่า ได้แก่ ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี , อำนาจ ลูกจันทร์ , เทียรี่ เมฆวัฒนา และไพรัช เพิ่มฉลาด ซึ่งต่อมาทั้งหมดได้กลายเป็นสมาชิก คาราบาว

ขณะที่คาราบาว เริ่มขยายขอบเขตผู้ฟังของตน ปัญหาภายในวงก็ก่อตัวขึ้น มีความขัดแย้งในด้ายวิธีการทำงาน บี๋ จึงเสนอให้คลายความตึงเครียดด้วยการยกวงเดินทางไปพักผ่อนที่ฟิลิปปินส์ถิ่นที่ ยืนยง และ กีรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร (เขียว) เคยร่ำเรียนอยู่ พวกเขาไปประชุมเคลียร์ปัญหากันที่เมืองบาเกียว บ้านแม่ผู้จัดการวง

ปัญหาถูกจัดการไปได้ระดับหนึ่งพวกเขาจึงกลับมาเมืองไทย ประชุมกันอีกครั้งเพื่อเริ่มงานอัลบั้มใหม่ โดยปักหลักทำงานกันที่บ้านของ บี๋ ที่ซอยหลังสวน ยืนยง ตัดสินใจบอกสมาชิกภายในวงว่า “จะขอทำงานพิสูจน์” จัดระบบการเงินให้ทุกคนในวงได้สัดส่วนเท่ากัน ตารางการทำงานจะเริ่มตอน 10 โมงเช้า ทุกคนจะต้องมาถึงและลงเวลาไป – กลับ เป็นระบบที่แน่นอน ผู้จัดการวงเสนอแผนงานที่วางไว้ล่วงหน้าว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะมีอะไรบ้าง และเมื่อถึงเวลานั้นค่อยมาคุยกันอีกที โดยยืนคอนเส็ปท์ของ คาราบาวไว้ - “ติดดิน ก้าวร้าว แต่จริงใจ”

นั่นคือการเริ่มต้นที่ผ่านความขัดแย้งของ “เมด อิน ไทยแลนด์”


คนและการทำงานในอัลบั้ม

ในช่วงของการเริ่ม “เมด อิน ไทยแลนด์” ปรีชา ชนะภัย (เล็ก) และ นุพงษ์ ประถมปัทมะ (อ๊อด) มือกีตาร์และมือเบสส์ ยังติดหน้าที่เล่นในวงเพรสิเดนท์ และมีภาระต้องเดินไปแสดงที่อเมริกาหลังการออกอัลบั้ม “ท.ทหารอดทน” จึงเสริมทีมด้วยนักดนตรีมือดีหลายคน แต่ปรีชาก็กลับมาทำงานด้านดนตรีก่อน ขณะที่นุพงษ์ แทนที่โดย ไพรัช เพิ่มฉลาด ตามข้อตกลงที่ว่า เมื่อ นุพงษ์ ปลอดจากการทำงานในเพรสิเดนท์ เมื่อใด ก็จะกลับมาอยู่ในตำแหน่งมือเบสส์ของคาราบาว เพราะได้เคยร่วมงานในการบันทึกเสียงมาตั้งแต่ชุดแรกๆ

 การทำงานอัลบั้มนี้เป็นครั้งแรกที่ คาราบาว ทำเดโมเทปและก็เป็นวงดนตรีวงแรกที่มีการใช้กลองโปรแกรม โดยมี กีรติ ร่วมกับ ยืนยง เป็นคนทำส่วนนี้ และได้รับความรู้ความช่วยเหลือจาก เรวัต พุทธินันท์ ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์คนสำคัญของแกรมมี่

บี๋ และ ยืนยง ออกตระเวนไปตามที่ต่างๆ อย่างถี่ยิบ เพื่อหาวัตถุดิบในการเขียนบทเพลง หลายเพลงเป็นผลพวงของการออกตระเวนนี้ เช่น “นางงามตู้กระจก”, “ลูกแก้ว” , “ราชาเงินผ่อน” ฯลฯ บางเพลงเกิดขึ้นหลังจากการกลับมาบ้านตอนกลางคืน “บางคืนกลับมา” บี๋ เล่า “แอ๊ด ลงมือเขียนเพลงทันที เช้าทำดนตรีลงเดโม แต่เพลงตอนนั้นยังมีอารมณ์ค่อนข้างดี อาจจะเป็นเพราะแอ๊ดไม่ได้เข้าไปเคลื่อนไหวข้องเกี่ยวกับการเมืองเต็มตัวอย่างทุกวันนี้”

ระหว่างนี้ยังคงมีความขัดแย้งอยู่บ้างในวง แต่ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องหนักหนาอะไรมาก แกนในการทำงานสร้างดนตรีก็มี ยืนยง , ปรีชา , เทียรี่และธนิสร์

ความจริงมีเพลงแต่งเสร็จก่อนไปฟิลิปปินส์บ้างแล้ว เมื่อกลับมาก็แก้ไขเก็บรายละเอียดและแต่งส่วนที่เหลือ ในที่สุดผ่านไป 9 เพลง เหลืออีกเพียงเพลงเดียวจะครบอัลบั้ม และเพลงนั้นก็คือ “เมด อิน ไทยแลนด์” ที่กลายมาเป็นชื่อของอัลบั้มนั่นเอง เพลงนี้หลายคนอาจจะไม่เชื่อว่ามีการเริ่มต้นมาจากคำพูดของ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม นายใหญ่ของแกรมมี่

ตอนที่ ยืนยง และ บี๋ ไปคุยธุรกิจกับแกรมมี่ ไพบูลย์ ปรารภว่าตอนนี้มีแต่ของนอกสั่งเข้ามามากมาย ทำไมคนไทยรู้สึกว่าต้องใช้ของนอก น่าจะเขียนเพลงสักเพลงให้คนไทยหันกลับมาใช้ของไทย

ทั้งสองเห็นว่าความคิดนี้เข้าท่า นำกลับมาพูดคุยกันในวงก่อนจะเริ่มลงมือทำงาน บี๋ ได้ฟังอัลบั้มฟวิชั่น แจ็ซซ์ ของศิลปินผิวดำรายหนึ่ง ขึ้นอินโทรฯ ด้วยฟลุ้ท์ จึงเสนอให้วง และวงก็ลงความเห็นกันว่า การใช้ขลุ่ยไทยก็น่าจะสอดคล้องกับเนื้อหาของเพลง

“ตอนที่ทำเพลงนี้” ยืนยง เล่า “เราอัดใส่เทป 8 แทร็คยาวไปเลย ผมเคาะกลองโปรแกรม เทียรี่ กับ เล็ก ช่วยกันเล่นกีตาร์และเดินไลน์เบสส์ อาจารย์ธนิสร์ เล่นซอ อัดไปก็แก้กันไปจนลงตัวเนื้อเพลงไปเขียนตอนเช้าหน้าห้องอัด ศรีสยาม แต่ตอนนั้นมีโครงไว้หมดแล้ว”

คาราบาว ใช้เวลา 1 เดือน เต็ม ๆ ในการบันทึกเสียงและมิกซ์เสียง


สัดส่วนผลประโยชน์

อัลบั้ม “กัมพูชา” เป็นการทดลองทำตลาดเองโดยไม่มีสังกัด ยืนยง ปรึกษากับ บี๋ และสุนทรสิงห์ วัชรเสถียร (นักแต่งเพลง/ครีเอทีฟ) ในแง่ของการโปรโมทและการออกตัวในนามเดี่ยว

“เหตุที่ไม่ใช่ คาราบาว เพราะตอนนั้นไม่อยากเสี่ยงกับชื่อวง เพราะถ้าเกิดผลไม่ดีขึ้นมาก็ขึ้นอยู่กับชื่อผมคนเดียว แต่ทุกคนในวงก็มีรายได้กันอยู่จากอัลบั้มนี้” ยืนยง เล่าความเป็นมา บี๋ บอกว่า “ถือเป็นอัลบั้มเบรคก็น่าจะได้ คือหลังจากมีเพลงจังหวะสนุก ๆ แล้ว ก็น่าจะมีทางอะคูสติคเบา ๆ ที่จะอยู่ได้นาน ๆ มาสลับบ้าง ผมว่าได้ผลนะ ถึงทุกวันนี้ก็ยังขายอยู่”

 จากการลองตลาดด้วย “กัมพูชา” ทำให้ คาราบาว มองเห็นช่องทางที่จะผลิตเอง และติดต่อลงทางธุรกิจ ยืนยง และ บี๋ เลือกที่จะเข้าไปคุยกับแกรมมี่อีกครั้ง โดยเสนอให้ แกรมมี่ ตัดเปอร์เซ็นต์จากยอดขายอัลบั้ม “เมด อิน ไทยแลนด์” สำหรับการวางคิวโปรโมททางโทรทัศน์

ส่วนทางสิ่งพิมพ์และวิทยุ คาราบาว จะจัดการเอง ทางด้านวิทยุมอบหน้าที่ให้กับ วาสนา ศิลปิกุล แห่ง แว่วหวาน ไปดำเนินการ ซึ่ง บี๋ เป็นคนแนะนำให้ ยืนยงรู้จัก และตั้งแต่นั้นมาวาสนาก็ได้ร่วมงานกับคาราบาวมาจนถึงทุกวันนี้

คาราบาว นำอัลบั้ม “เมด อิน ไทยแลนด์” เสนอให้ อามีโก้ เป็นผู้จัดจำหน่วย ตัดรายได้ให้กับวง 18 บาท (สมาชิก 7 คน และ 1 ผู้จัดการวง) และแกรมมี่ ได้จากอัลบั้มม้วนละ 10 บาท

ทุกคนในวงจะได้คนละ 2 บาท เท่ากันหมด ส่วนที่เหลือ ยืนยงกันไว้เพื่อนำไปทำห้องบันทึกเสียง เซ็นเตอร์ สเตจ ดังนั้น สมาชิกแต่ละคนยุคนั้นจึงเป็นหุ้นส่วนบันทึกเสียงด้วย ยกเว้นมือเบสส์ ไพรัช เพิ่มฉลาด ที่ได้รับเงินก้อนไป

นอกเหนือจากนี้ ยืนยง และ บี๋ ยังได้เข้าไปคุยกับโค้ก เพื่อขอการสนับสนุน “แอ๊ด ถือกีตาร์โปร่งเข้าไปเล่นให้ฟังเลย” บี๋ เล่าถึงตอนที่นำงานไปเสนอ และปรากฏว่า โค้ก ตอบตกลง ส่วนหนึ่งก็จากนโยบายที่จะบุกตลาดอย่างจริงจังโดยอาศัยดนตรีเป็นสื่อ ประจวบเหมาะกับได้ภาพในฐานะส่งเสริมความเป็นไทยควบคู่ไปด้วย คาราบาว จึงกลายเป็นวงดนตรีวงแรกที่มีสปอนเซอร์เป็นสินค้าสนับสนุน โดยครั้งนั้น โค้ก ให้ค่าสนับสนุนมา 2 ล้านบาท

เพื่อส่งเสริมการขาย คาราบาว ได้จัดตารางทัวร์ทั่วประเทศ พ่วงเอา พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ไปด้วยในฐานะศิลปินรับเชิญ การทัวร์ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกของศิลปินเพลงไทยรุ่นใหม่ที่จัดการทีวร์ของตัวเองอย่างเป็นระบบ และคาราบาว ก็เป็นวงดนตรีวงแรกที่เปิดคอนเสิร์ทในดิสโก้เธค นั่นคือการเล่นที่ เดอะ พาเลซ ถนนวิภาวดีรังสิต...

ผมขอจบไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ถ้าใครอยากอ่านต่อเรื่อง “เมด อิน ไทยแลนด์” หรือเรื่องที่ผมตั้งใจจะลงตอนแรก ก็ลองลงข้อความเข้ามาครับ

บทความโดย ตุ๋ย ชมรมฯ จาก [url=http://www.9dern.com]www.9dern.com[/url]

ที่มา http://www.9dern.com/rsa/view.php?id=116



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #23 เมื่อ: 03 พฤศจิกายน, 2552, 13:35:44 »



บทความจากคอกควาย

ตอน เมดอินไทยเเลนด์(ภาคภาษาอังกฤษ) ที่ วอซิงตัน ดี.ซี.
 
การเปิดแสดงดนตรีที่ วอชิงตัน ดีซี มีคนไทยที่อยู่ใกล้เคียง แห่กันมาชมอย่างคับคั่ง และที่นี่เองที่ อีด คาราบาว ร้องเพลง เมดอินไทยแลนด์  เป็นภาษาอังกฤษครั้งแรก นับเป็นการแสดงครั้งที่ 4 คนไทยฝ่าสายฝนมาฟัง และให้การต้อนรับคณะ คาราบาว อย่างล้นหลาม

ก่อนเวลาแสดงมีสายฝนตกลงมา แต่ผู้คนไม่ย่อท้อ แฟนเพลงฝ่าสายฝนฟังเพลงเนื้อตัวเปียกโชก รวมทั้งเอกอัครราชทูต จักทิพย์ ไกรฤกษ์ ด้วย

คาราบาวทำเพลง เมดอินไทยเลนด์   และแต่เพลง เมดอิน ยูเอส เอ   มาบรรเลงให้ฟังกันด้วย เพลงทั้งสองเป็นภาษาอังกฤษ การแต่งเพลง เมดอินยูเอสเอ นั้น แอ๊ด คาราบาว ให้ทัศนะว่า การเขียนเนื้อภาษาอัวกฤษขึ้นก้เพราะต้องให้ฝรั่งได้รู้จักทัศนะของคนไทยบ้าง

สำหรับ เพลง เมดอินยูเอสเอ  นั้นเขาบอกว่าเป็นการแก้ลำที่ฝรั่งเมืองไทยวันเดียวแล้วกลับมาแต่เพลง วันไนทือินแบงคอก ในทางที่ไม่สุ้ดีนัก เมื่อเขาเดินทางมาอเมริกาก็คิดแต่งเพลง เมดอิน ยูเอสเอบ้าง ในการแสดงที่นี่ ผู้สื่อข่าวเสียงจากอเมริกาภาคภาษาไทย ได้ทำการบันทึกเสียงการแสดง และทำการสัมภาษณ์ อีด คาราบาว เพื่อไปออกรายการ ผู้สื้อข่าวของหนังสือพิมพ์ประชามติ ก็ได้ขอสัมภาษณ์ความรู้สึกของแอ๊ด ราบาง ภายหลังเสร็จสิ้นการแสดง....

ต่อจาก คาราบาว จึงออกจากวอชิงตัน ดีซี ไปยังกรุงนิวยอร์ค เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2528 เปิดการแสดง ครั้งที่ 5 ที่ ยิวยอร์ค ต่อจากนั้น คาราบาวได้รับเชิญ อย่างเป็นทางการ ให้คณะผู้แสดงเข้าเที่ยงชมดิสนี่แลนด์ ในฐานะแขกพิเศษ ในโอกาสนั้น ทางดิสนี่แลนด์ เชิยให้ คาราบาวทำการแสดงบนเวที ของคาร์เนชั่น พลาซ่า เป็นเวลา 30 นาที ในอังคารที่ 21 พฤษภาคม เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจแล้ว คาราบาว และเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เตรียมเดินทางสำหรับการแสดงผู้ชมทั่วไปในลอสแองเจอลิสอีกครั้งหนึ่ง ที่โรงภาพยนต์ ลอสแองเจอลิสเธียเตอร์ ถนน เวอร์มอนต์ ในฮอลลีวู้ด...

ช่วงเวลาที่อยู่ วอชิงตันดีซี คาราบาวได้แต่งเพลงขึ้นมาใหม่ที่นั่น ชื่อเพลง  “เทวดา” ส่วนพงษ์เทพ ก้ได้แต่งเพลงใหม่ชื่อ นกแก้ว สำหรับเพลง เทวดา นั้น คาราบาวแต่งให้กับเด็กไทยที่อยู่ที่นั่น

นักสร้างภาพยนต์อิสระ ชาวอเมริกัน ชื่อ มีสเตอร์มีคิท บรัมเบริค มีความชื่นชอบกับเพลงคาราบาวจึงเข้ามาขอลิขสิทธิ์เพลง เมดอินไทยแลนด์ เพื่อ นำไปทำไตเติ้ลหนัง และใช้ทำเพลงประกอบสารคดีชื่อ คราญช้างชาวนาไทย ซึ่งจัดทำเพื่อป้อนรายการโทรทัศน์ ให้กับ ช่อง 13 P B S  โดยจะมอบรายได้ที่พึงมีให้โครางการตู้หนังสือเยาวชนของคาราบาว ด้วย

รายได้ขายบัตรและรับบริจาค 2 หมื่นเหรียญ จากการตะเวนแสดงคอนเสิร์ตในอเมริกา ตามโครงการหารายได้ตู้หนังสือเยาวชนไทยในครั้งนั้น ปรากฏยอดรายได้ดังนี้ยอดรายได้ของการจัดงานเป็นเงินทั้งสิ้น 6,413 เหรีญ       

จากการขายบัตร     5,383   เหรียญ
จากการรับบริจาค    1,030  เหรียญ

ซึ่งทำให้ยอดรายได้ของครงการสุงถึง 2 หมื่นเหรียญ เมื่อสรุปยอดเงินจากการแสดงทั้งหมดทั่วอเมริกาแล้ว มียอดเงิน ทั้ง สิน 29,265 เหรียญ

เงินดังกล่าว ทางผู้จัดคือ หนังสือพิมพืประชามติ และศูนย์ศิลปกรรมไทย ได้มอบให้กับ ยืนยง โอภากุล นำกลับเมืองไทย เดพื่อใช้ในโครงการสร้างตู้หนังสือตามชนบท 3,000 แห่ง ทั่วประเทศ การมอบเงินกระทำกันเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม

ความสำเร็จอันงดงามของคาราบาว สิ้นสุดลง เมื่อวันที่29 พฤษภาคม พวกเขาได้อำลาคนไทยที่นั่นเดินทางกลับประเทศไทย เมื่อคาราบาวกลับจากเอมิกา แฟนเพลงซึ่งรอคอยการกลับมาของเขาต่างเตรียมต้อนรับ ..งานการกุศลอีกมากมายกำลังรอคิว..........

คาราบาว  เปิดงานคอนเสิร์ตอีกครั้งหนึ่ง ที่ สวยสยาม ใช้ชื่อว่า คอนเสิร์ตรับใช้ชาติ......... หลังจากนั้น คาราบาวก้มีหมายกำหนดการเปิดคอนเสิร์ตขึ้นใน ถาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ซิ่งที่ คาราบาว เคยบอกแฟนๆก่อนจะบินไปอเมริกาก้คืองาน ถ่ายภาพยนตร์ของ คาราบาว เรื่อง เสียงเพลงแห่งเสรีภาพ นั่นเอง

บทเพลงสะท้อนชีวิต ของคาราบาว คือ บทเพลงแห่งการแสวงหา ซึ่งผู้คนจำนวนมากเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งความหวัง..ของผู้คนบนแผ่นดินนี้.......
 

บทความโดย ต้องมนต์ คาราบาว ๒๕๒๔.คอม นำมาจาก หนังสือ คาราวาน คาราบาว เสียงเพลงเเห่งเสรีภาพ

ที่มา http://www.carabao2524.com/board/show.php?ques_no=74

<a href="http://www.youtube.com/v/kPcLr14HgnI&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/kPcLr14HgnI&amp;hl</a>
เมด อิน ไทยแลนด์ เทียรี่ ร้อง ภาคภาษาอังกฤษ

แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #24 เมื่อ: 14 พฤศจิกายน, 2552, 09:15:09 »



บทความจากคอกควาย

ตอน อภิมหาคอนเสิร์ต “ชีวิตสัมพันธ์ สายธารสู่อีสานเขียว”


(วันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๓๐ เป็นวันที่ประวัติศาสตร์วงการดนตรีของไทย จะต้องบันทึกไว้อีกครั้งเมื่อเกิดคอนเสิร์ต “อิสานเขียว” ขึ้นกลางสนามกีฬากองทัพบก ซึ่งเป็นการแสดงที่ชุมนุมศิลปินเพลงเพื่อชีวิต คับคั่งที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยมีคาราบาวเป็นวงยืน ...ทิวา สาระจูฑะ รายงานการแสดงครั้งนั้นไว้ ในนิตยสาร “สีสัน” ฉบับมกราคม ๒๕๓๑ ได้ละเอียดทั้งเบื้องหน้า และ เบื้องหลัง บางส่วน)

๒ ๗ ธั น ว า ค ม ๒ ๕ ๓ ๐

ศิลปิน เจ้าหน้าที่ ประชาสัมพันธ์ ช่างเทคนิค แสงเสียง บริษัท น้ำอัดลม ช่างก่อสร้าง กองทัพบก และผู้ชมจำนวนมหาศาล ได้ร่วมกันบันทึกประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของวงการดนตรี ในคอนเสิร์ตที่เรียกว่า “ชีวิตสัมพันธ์ สายธารสู่อิสานเขียว” ไม่ว่าใครก็ไม่อาจปฏิเสธและบิดเบือนความจริงนี้


ส อ ง เ ดื อ น ก่ อ น ห น้ า

ผม (ทิวา สาระจูฑะ) ได้พบกับ ยืนยง โอภากุล ที่บ้านของเขา เพื่อขอให้เขียนเรื่องอะไรก็ได้ตามความรู้สึกลงใน “สีสัน” หลังการตอบรับ เราได้คุยกันต่ออีกหลายเรื่องราว ยืนยงบอกกับผมว่า จะมีการจัดคอนเสิร์ตหาเงินสมทบทุน โครงการน้ำพระทัยจากในหลวง อิสานเขียว โดยเชื้อเชิญศิลปินชั้นนำในแนวทางเพลงเพื่อสังคมมาร่วมงาน และ คาราบาว จะเป็นวงยืนแบ็คอัพให้ตลอดรายการ

“ผมอยากทำให้รู้ว่า ภาคเอกชนก็มีส่วนช่วยเหลือสังคม และเพื่อให้ศิลปินได้แสดงออกโดยไม่ต้องแอบแฝงผลประโยชน์ทางธุรกิจ ประเทศเราเป็นประเทศด้อยพัฒนา ทุกๆ ส่วน เมื่อมีโอกาสก็ต้องช่วยเหลือกัน เป็นการแสดงเจตนาดีต่อประเทศชาติ ไม่มีค่ายไม่มีสังกัด ป้อมก็พูดมานานแล้วว่า อยากทำอะไรให้อิสานเขียว” ..เขาหมายถึงเพื่อนศิลปินหนุ่มชื่อดัง ‘อัสนี โชติกุล’ .. “แต่ลำพังป้อมทำเองคงไม่ไหว”

การเริ่มเตรียมงานขยับพร้อมเพรียงกันในทุกๆ ด้าน “วาสนา ศิลปิกุล” ผู้หญิงสวยบอบบาง แต่เข้มแข็งยิ่ง รับหน้าที่หัวขบวนสำหรับดำเนินการด้านประชาสัมพันธ์ และบริษัทโค้กได้รับการติดต่อเสนอให้เป็นผู้ลงทุนในการจัดคอนเสิร์ตนี้

ยืนยง โอภากุล และ ปรีชา ชนะภัย เริ่มติดต่อศิลปินเพื่อชีวิตรายต่างๆ ซึ่งไม่มีใครปฏิเสธ เมื่อรู้ถึงเจตนาของงานครั้งนี้ “เราเชื้อเชิญศิลปินที่เชื่อได้ว่า ทำงานเพื่อสังคมมาด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณ เล่นดนตรีกันด้วยวิญญาณ อย่าง พี่ติ หรือ กิตติ กาญจนสถิตย์ หรือ พี่แหลม มอริสัน-รุ่งศักดิ์ อิศราภรณ์ เขาก็ยืนหยัดกับดนตรีของเขามาตลอด” ยืนยงบอก

“คนที่มาร่วมรู้จักคุ้นเคย พูดกันง่ายเข้าใจกันดี” ..อัสนีให้ความเห็นเมื่อถูกถามว่า- คนอื่นๆ นอกเหนือจากนี้แล้ว ได้มีการติดต่อบ้างหรือเปล่า โดยป้อมเพิ่มเติมว่า “คือเรานึกได้พวกใกล้ๆ ตัวก่อน แอ๊ดก็เปิดกว้างนะ แต่ทีนี้เขาลังเลกัน แล้วเราก็ไม่กล้าเอ่ยปาก เพราะถ้าเอ่ยปากแล้ว บางทีเขาอาจจะอึดอัด” ขั้นตอนการติดต่อศิลปินมาร่วมงานผ่านไปด้วยดี มีติดขัดบ้างเล็กๆ น้อยๆ ในช่วงแรก ตรงเรื่องเวลาของแต่ละคนที่มีช่องว่างไม่ต้องตรงกัน

วั น ที่ ๓ ธั น ว า ค ม

การนัดหมายสำคัญของกลุ่มศิลปินมีขึ้น เพื่อบันทึกเสียงเพลง “ชีวิตสัมพันธ์ฯ” ที่ห้องบันทึกเสียงเซ็นเตอร์สเตจของ คาราบาว เพลงนี้ ยืนยง โอภากุล ร่วมแต่งกับ อัสนี โชติกุล การบันทึกเสียงใช้เวลายืนยาวไปตลอดทั้งวันจนถึงยามดึก แล้วไปเสร็จสิ้นเอาวันที่ ๔ ธันวาคม เมื่อ ‘อิสรา อนันตทัศน์’ แห่ง ‘คนด่านเกวียน’ มาบันทึกเสียงร้องเป็นคนสุดท้าย

วั น ที่ ๑ ๑ ธั น ว า ค ม

มีงานแถลงข่าวจัดคอนเสิร์ตอิสานเขียวที่โรงแรมเพรสิเดนท์ (แห่งเดิมที่-แยกราชประสงค์) เป็นการยืนยันถึงความพร้อมในทุกๆ ด้านที่จะสร้างปรากฏการณ์นี้ให้เป็นจริง ผู้คนมากมายร่วมอยู่ในงานแถลงข่าว ทั้งศิลปิน เพื่อนพ้องของศิลปิน แฟนเพลง สื่อมวลชน และที่พิเศษคือมีนายทหารมากมายมาร่วมงานด้วย โดยการนของ “พลตรี นฤดล เดชประดิยุทธ์” เลขานุการกองทัพบก “อีสานเขียวจริงๆ” ..สุรชัย จันทิมาธร พูดแซวกับผู้ร่วมงานด้วยอารมณ์ขัน “เขียวที่โรงแรมเพรสิเดนท์นี่ก่อน” เพลง “ชีวิตสัมพันธ์” ถูกเผยแพร่แก่สาธารณชนในงานวันนั้นเป็นครั้งแรก

หลังจากแถลงข่าว.. การซักซ้อมก็เริ่มดำเนินไปเป็นระยะๆ โดยช่วงแรกเป็นการซ้อมของคาราบาว และเพลงของพวกเขาก่อน ระยะถัดๆ มาเป็นการซ้อมร่วมระหว่างศิลปินรับเชิญและคาราบาว โดยสลับกันไป

๒ ๖ ธั น ว า ค ม ซ้ อ ม ใ ห ญ่

บ่ายสามโมงเศษ ผม (ทิวา) และ สมชาย ขันอาษา (สวนฯ ๑๐๑) ไปถึงสนามกีฬากองทัพบก มีเวทีขนาดใหญ่ตั้งอยู่ตรงหัวสนาม ทางด้านทิศเหนือ ส่วนของมิกเซอร์ และแผงคอนโทรลไฟ ตั้งอยู่กึ่งกลางสนาม แผงควบคุมมอนิเตอร์อยู่ด้านข้างของเวที

งานหลายอย่างยังไม่แล้วเสร็จ แผงไม้อัดที่กั้นระหว่างคนดูกับส่วนของเวทีกำลังทาสีกันอยู่ เจ้าหน้าที่โค้กกำลังทยอยกันนำป้ายสินค้าขึ้นไปติดตั้งบนอัฒจันทร์โดยรอบ
ตัวหนังสือแบ็คดร็อบ “อิสานเขียว” ยังกองอยู่ริมสนาม รอเวลาที่จะขึ้นไปติดบนผนังสีขาว ด้านขวาของเวที

ผม (ทิวา) เดินเข้าไปด้านหลังและขึ้นไปบนเวที เห็นศิลปินหลายคนที่มารอซ้อม “เมื่อวานเขาก็ซ้อมกันถึงตี ๔” พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เล่ากลั้วเสียงหัวเราะ “แต่ผมไม่ได้มา มัวแต่ไปฉลองคริสต์มาสติดลมกับหงา”

การทดสอบเสียงเป็นไปอย่างจริงจัง มีมอนิเตอร์หลายตัวที่ทำงานติดขัด เพราะเพิ่งนำมาเพิ่ม เนื่องจากการลองเสียงวันก่อนหน้านี้ กำลังขับของพีเอ. (ลำโพงใหญ่หน้าเวที) ดังกลบเสียงจากมอนิเตอร์ (ลำโพงสำหรับนักร้องนักดนตรี) จนนักดนตรีแทบไม่ได้ยินเสียงวงดนตรี แต่ดูเหมือนไม่มีใครเคร่งเครียดนัก ทุกคนทำงานกันด้วยรอยยิ้ม

“ผมเสนอพรรคพวกว่า อยากให้เรายกทีมนี้ขึ้นไปเล่นอิสานบ้าง” พงษ์เทพบอก “ตอนนี้เราเล่นที่นี่เอาเงินให้ แต่การไปเล่นที่นั่นเหมือนเราเอาใจไปให้เขา ผมก็ไม่รู้ว่าเป็นไปได้มากแค่ไหน แต่ต้องยอมรับว่า ตรงนี้-คาราบาวเขามีเพาเวอร์จริงๆ ที่จะทำงานใหญ่ๆ ขนาดนี้ได้”


อัสนี โชติกุล ให้ความเห็นว่า “การยกทีมขึ้นเล่นที่อิสานคงมีปัญหามาก เพราะที่ทำนี้เป็นสเกลใหญ่ และปัญหาอีกอย่างที่จะต้องมีคือ เวลาของนักดนตรีจะไม่ค่อยตรงกัน”

ยังเหลือเวลาอีกบ้างก่อนการซ้อมกับเครื่องดนตรีจะเริ่มขึ้น ผมเดินแวะไปทักทายอาจารย์สีเผือก หรือ อิสรา อนันตทัศน์... “ผมไม่คิดว่ามันจะใหญ่โตอย่างนี้” เขาบอกความรู้สึกเมื่อขึ้นมายืนบนเวทีที่จะต้องเล่นในวันพรุ่ง ..ผมถามว่า-หากคนมากันเต็มเอี้ยดจะสั่นไหม อาจารย์สีเผือกบอกว่า “ไม่หรอกมันเคยแล้ว” “ผลที่จะได้จากงานในแง่ของการช่วยเหลือคงไม่มากนัก” ..เขาให้ความเห็น “ไม่มากนักเมื่อเทียบกับความต้องการจริงๆ แต่ก็เป็นงานที่ได้ทำ ศิลปินได้มาร่วมกัน ได้ยืนยันฐานะของคนร้องเพลงเพื่อสังคม”

ผม (ทิวา) ได้มีโอกาสนั่งคุยกับยืนยงอีกครั้งหนึ่ง ที่มุมด้านหนึ่งของเวที และมี ‘กิตติ กาญจนสถิตย์’ และ ‘เทียรี่ เมฆวัฒนา’ นั่งคุยเรื่องกีตาร์อยู่ข้างๆ
ยืนยงบอกว่า.. นั่งคำนวณกันเล่นๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ทั้งหมด ก็ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านบาท เมื่อถามถึงเทปแสดงสดและวีดีโอ คาสเซ็ตที่จะออกมาขาย แอ๊ดบอกว่า ยังไม่ได้คิดถึงตรงนั้น

เราได้คุยกันต่อเรื่องของศิลปินในแง่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ซึ่งผม (ทิวา) คิดเอาเองว่า การที่ศิลปินได้มารวมตัวกันโดยไม่มีการแบ่งค่ายหรือสังกัด แล้วทำงานใหญ่ น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นจุดหนึ่งของการเพิ่มพลังต่อรองให้ศิลปิน (บ้าง) และอาจจะสานต่อไปถึงลักษณะการรวมตัวกันที่แนบแน่นขึ้น แต่ยืนยงกลับเห็นว่า “จะกลายเป็นทำให้ถูกเข้มงวดมากขึ้นต่างหาก” เขาพูดพลางหัวเราะเบาๆ.. “เขาหาข้อมาอ้างได้ตลอดเวลาล่ะ ..กลัวว่าจะโต”

ยืนยงหันไปแหย่ ‘กิตติ’ ก่อนลุกไปเตรียมซ้อมจริงว่า.. “พี่ติ ผมจะเอาเอ็ม.๑๖ มาถอดเครื่องทำเป็นกีตาร์ให้พี่ติ ..กีตาร์ปืนกลายเป็นโลโก้ของพี่ติไปแล้วนะ”

ระบบเสียงในการซ้อมยังมีปัญหา โดยเฉพาะกับมอนิเตอร์ของนักดนตรี บรรยากาศการซ้อมเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ตั้งแต่เริ่มซ้อม “วณิพก” ซึ่ง ‘อิสรา’ จะเป็นผู้ร้องและลืมเนื้อเพลง เช่นเดียวกับ ‘สุรชัย’ ที่มักลืมเนื้อเพลง “เมดอินไทยแลนด์” เลยพาลพะโลไม่ยอมซ้อม เพียงแต่โผล่หน้ามาให้เห็น แล้วโบกมือบ๊ายบาย หายแวบไปตามไลฟ์สไตล์ของเขา ‘หมู-พงษ์เทพ’ เป็นผู้สร้างความบันเทิงอย่างคงเส้นคงวา ไม่ว่าเขาจะยืนอยู่ต่อหน้าฝูงชนหรือร่วมกับเพื่อนศิลปินในการซ้อม

แล้วการซ้อมใหญ่ก็เสร็จสิ้นเอาหลังสองยาม ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ดั่งใจ ทุกคนจึงจะมีเวลาพักผ่อนบ้าง สำหรับการร่วมสร้างประวัติศาสตร์ โดยช่วงท้าย..หลายคนเครียดเหมือนกัน เมื่อ “จอมณรงค์ วรบุตร” ซาวด์เอ็นจีเนียร์ใหญ่ยังแก้ปัญหาระบบเสียงได้ไม่สมบูรณ์ ..แอ๊ดถึงกับตะโกนผ่านไมค์แหวกความมืดและความกว้างของสนามกีฬา เป็นคำสบถสั้นๆ ที่ผู้ชายทุกคนคุ้นเคยกันดี

๒๗ ธั น ว า ค ม ด น ต รี แ ล ะ ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์

สองโมงเช้า ..ช่องขายบัตรเริ่มเปิดขาย เด็กหนุ่มสาวในชุดยีนส์ ผ้าคาดหัวบอกถึงสถานะแฟนเพลงของคาราบาว เริ่มทยอยกันไม่ขาดสาย สี่โมงเช้า ประตูเปิดให้ผู้ชมเข้าจับจองที่ในสนาม แสงแดดอบอุ่น-สายลมเอื่อยช้าพัดมาเป็นระลอก แม้แสงแดดจะแผดกล้ากว่านี้อีกสัก ๑๐ เท่า ผม (ทิวา) ก็เชื่อว่าไม่มีใครย่อท้อ เพราะหัวใจของผู้คนแนบชิดและรอคอยอยู่กับเสียงเพลง

ศิลปินค่อยๆ ทยอยมา ส่วนใหญ่นั่งรออยู่บนอัฒจันทร์ด้านหลัง และเกือบทุกคนพาครอบครัวมาด้วย เจ้าหน้าที่เวทีดูจะเหน็ดเหนื่อยเป็นพิเศษ กับการตระเตรียมข้าวของ วางตำแหน่งต่างๆ รวมถึงตารางการแสดง

สารวัตรทหาร ตำรวจหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ชักแถวเดินเข้าสนามประจำตามจุดต่างๆ เน้นมากพิเศษตรงบริเวณหน้าเวที การตรวจเป็นไปอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการสับสนและความปลอดภัย ที่อาจจะเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ จากใครบางคนที่รู้สึกไม่อบอุ่น หากว่าไม่พกอาวุธมาฟังเพลง (จึงต้องเอาไปฝากไว้ที่เต๊นท์ บก.รักษาความปลอดภัย แล้วค่อยมาเอาคืนตอนคอนเสิร์ตเลิก /- แปลกดีนะ กับกติกานี้) นักดนตรีบางคนลืมติดบัตร ก็ต้องเสียเวลารอการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ทำงานต่อสารวัตรทหารบ้าง ด้านนอกสนามหลังเวที มีกล่องโฟมใส่อาหารกองเป็นภูเขาเลากา !!

บ่ายสามโมงกว่า ผู้คนทยอยกันเข้ามาเกือบเต็มสนามทั้งหมด และบนอัฒจันทร์แทบทุกด้าน ในที่สุดเวลาที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง แสงแดดทอประกายทองต้อนรับการมาถึงของเสียงเพลงจาก “คำภีร์” วงดนตรีหน้าใหม่ ที่เล่นเปิดรายการให้ ตามด้วย “กะท้อน” ที่ทำให้คนฟังฮือขึ้นด้วย “สาวรำวง” และลีลาเร้าใจ โดย “กะท้อน” เลือกเล่นชุดเพลงเร็วโดยตลอดไม่มีการลดอุณหภูมิลง ผู้คนเริ่มดันกันไปมา โดยเฉพาะแผงที่นั่งด้านหน้า ตำรวจทหารเริ่มหน้าตาเครียด มีบางคนยกท่อนแขนขึ้นปาดเหงื่อ

“กะท้อน” เสร็จสิ้นภารกิจ เจ้าหน้าที่เวทีจัดการเคลียร์พื้นที่ นักดนตรีคาราบาวค่อยๆ ก้าวขึ้นมาจับเครื่องมือของตน พร้อมกับเสียงต้อนรับอึงอล ยืนยง โอภากุล เดินขึ้นมาจากกึ่งกลางเวที เสียงคอร์ดสะบัดพลิ้วในเพลง “ด่านเกวียน” หมายถึง สัญญาณของวิญญาณเพลงเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น ‘สุเทพ ถวัลย์วิวัฒนกุล’ แห่ง “โฮป” เดินถือแมนโดลินเก่าแก่คู่ใจกับเพลง “จากใจ” หลังจากผ่านเพลงของคาราบาวจบไปแล้วชุดหนึ่ง เมื่อเพลงแรกของ “โฮป” จบลง ก็เป็นการคั่นจังหวะสั้นๆ ด้วยการกล่าวต่อประชาชนของ ผู้บัญชาการทหารบก-พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ที่มาเป็นประธานด้วยตนเอง การพูดด้วยถ้อยความสั้นๆ และรวบรัด แสดงถึงความแหลมคมของนายทหารผู้นี้ได้ประการหนึ่ง เมื่อรู้สถานการณ์ว่า.. ในงานแบบนี้-ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดอย่างยืดยาว

‘สุเทพ’ กลับมาปิดท้ายช่วงของเขาด้วยเพลง “หนุ่มสุพรรณ” โดยท่อนสุดท้ายนั้น ‘สีเผือก-อิสรา’ เข้ามาร้องสวมเข้าอย่างเหมาะเจาะ และเช่นเดียวกับการเปลี่ยนช่วงจาก ‘อิสรา’ เป็น ‘พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ’ ..คิวบนเวทีช่วงนี้เป็นไปอย่างกระชับน่าชื่นชม พงษ์เทพและอิสรา ช่วยเรียกเสียงหัวเราะจากผู้ชมได้อย่างครื้นเครง ด้วยประสบการณ์ที่คร่ำหวอดบนเวทีการแสดง

แล้วคาราบาวก็เล่นเพลงของพวกเขาอีกชุดหนึ่ง จึงถึงเวลาที่จะต้องมอบ “ดอกไม้ให้คุณ” ของ ‘หงา-สุรชัย จันทิมาธร’ ผู้ที่ สุเทพ ถวัลย์วิวัฒนกุล เรียกว่า “อาจารย์ใหญ่แห่งเพลงเพื่อชีวิต” สุรชัยปล่อยตัวสุดเหวี่ยงกับเพลง “เมด อิน ไทยแลนด์” แล้วลงจากเวทีไป และยังไม่ทันที่คาราบาวจะเริ่มอีกชุดหนึ่งของการแสดง ก็มีการกระทบกระทั่งกันในหมู่คนดูวัยร้อน แต่ก็สงบลงได้เพราะดูเหมือนจะไม่มีอาวุธ ซึ่งทุกคนเข้าใจดีว่า การใช้กำลังมีแต่เจ็บไปทั้งคู่ ยืนยงถามคนดูด้วยเสียงดังก้อง “มีอะไรกันอีกแล้วเหรอ?” ..และร่ายยาวเพื่อบอกให้แฟนเพลงรู้ว่า การร่วมฟังเพลงโดยสันตินั้นเป็นสิ่งที่ดี


ช่วงที่เสียงอื้ออึงโห่ร้องดังที่สุดอีกช่วงคือ การขึ้นเวทีของ ‘อัสนี โชติกุล’ ในเพลง “บังอรเอาแต่นอน” และการขึ้นไปร่วมแจมกีตาร์ของ ‘แหลม มอร์ริสัน-กิตติ กีตาร์ปืน’ เหมือนเป็น Guitars Ensemble ...การชุมนุมกีตาร์ครั้งสำคัญ มือกีตาร์ชั้นดียืนกันเป็นแผงเต็มเวที แต่น่าเสียดายที่เสียงกีตาร์บางตอนสับสนและเสียงของบางตัวขาดหายไป

นักดนตรีที่น่าจะได้รับการยกย่องมากเป็นพิเศษ น่าจะเป็น ‘เทียรี่ เมฆวัฒนา’ ซึ่งยืนเสียงริธึ่มได้อย่างหนักแน่นและมั่นคงอยู่โดยตลอด วันนี้เขาขึ้นชั้นมืออาชีพอย่างเต็มภาคภูมิ และมืออาชีพอีกคนที่ทำงานหนักโดยตลอด ได้แก่ ‘อำนาจ ลูกจันทร์’ มือกลองร่างเล็กที่กำหนดจังหวะให้ เพลงเกือบ ๔๐ เพลงในคืนนั้น

จบท้ายกับภาพประทับใจ รวมหมู่ศิลปินทุกชีวิตบนเวที ขับขานร้องสดโดยใช้แบคกิ้งแทร็คในเพลงเอก “ชีวิตสัมพันธ์ สายธารสู่อีสานเขียว” ที่เป็นอมตะมาถึงทุกวันนี้


บทความโดย  ‘ทิวา สาระจูฑะ’ บรรณาธิการนิตยสาร “สีสัน”

ที่มา http://www.suan84.com


<a href="http://www.youtube.com/v/_KSYzxabB_A&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/_KSYzxabB_A&amp;hl</a>

ชีวิตสัมพันธ์ - รวมศิลปิน

เจ้านกเอย    เจ้าเคย อยู่บนกอไผ่
กู่ขัน บทเพลงจากใจ    ชมไพร ชมพฤกพนา
ส่งสำเนียง    เสียงธรรมชาติ สร้างมา
ผสมเสียงเพลง พฤกษา    ที่มา ของเสียงดนตรี

กู่เรื่องราว   บอกกล่าว ถึงความรู้สึก
เป็นเพียง สามัญสำนึก   แหละการ ห่วงหาอาทร
ตอนนี้เรา   สิ้นเงาไม้ ไม่เหมือนก่อน
ชุ่มชื่น กลับกลายเป็นร้อน   เป็นแรง ระแหงระเหิด

ความแห้งแล้ง ความชุ่มชื้น อย่างไหน ที่เราชอบใจ
ความร่ำรวย ความยากจน อย่างไหน ที่คนชอบกัน
มันอยู่ที่ความ สมบูรณ์   ของหมู่ แมกไม้
ต้นสาย ต้นน้ำลำธาร นะ
มาจากป่า สู่เมือง  จากเขา ทะมึน
หล่อเลี้ยง ผู้คน  ในแท่น คอนกรีต

(ยามนี้เรา จึงมาร้องเพลงเพื่อบอก บรรเลง  เสียงเพลง จากใจ
เมืองนั้นมี ความศิวิไล  เมื่อมี ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร
มีนกกา หากิน บินว่อน  เนื้อแม่ ลูกอ่อน    มีนม ให้ลูกกิน)
คนหากิน สัตว์หากิน   (เราไม่เบียด  เบียนกัน และกัน)
ต้นไม้งาม คนงดงาม  (งามน้ำใจ ไหลเป็นสายธาร)

ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน มีคน มีต้นไม้มีสัตว์ป่า

ความสมดุลย์   คือคุณ ตามธรรมชาติ
ดินน้ำ ลมฟ้า อากาศ  เติมวาด ชุบชีวิตชน
หมู่ไม้พันธ์   อยู่กัน มาหลายชั่วคน
ให้ใบ ให้ดอก ให้ผล   ให้คน ได้ผลประโยชน์
กู่เรื่องราว   บอกกล่าว ถึงความ รู้สึก
เป็นเพียง สามัญสำนึก  และการ ห่วงหาอาทร
ตอนนี้เรา   สิ้นเงาไม้ ไม่เหมือนก่อน
ชุ่มชื่น กลับกลายเป็นร้อน  เป็นแรง ระแหงระเหิด

ความแห้งแล้ง ความชุ่มชื้น   อย่างไหน ที่เราชอบใจ
ความร่ำรวย ความยากจน  อย่างไหน ที่คนชอบกัน
มันอยู่ที่ความ สมบูรณ์  ของหมู่ แมกไม้
ต้นสาย ต้นน้ำลำธาร  มาจากป่า สู่เมือง
จากเขา ทะมึน หล่อเลี้ยง ผู้คน ในแท่น คอนกรีต

(ยามนี้เรา จึงมาร้องเพลง  เพื่อบอก บรรเลง เสียงเพลง จากใจ
เมืองนั้นมี ความศิวิไล  เมื่อมี ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร
มีนกกา หากิน บินว่อน  เนื้อแม่ ลูกอ่อน  มีนม ให้ลูกกิน)
คนหากิน สัตว์ก็หากิน(เราไม่เบียด  เบียนกัน และกัน)
ต้นไม้งาม คนก็งดงาม
(งามน้ำใจ ไหลเป็นสายธาร   ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน  มีคน มีต้นไม้) มีสัตว์ป่า

(ยามนี้เรา จึงมาร้องเพลง  เพื่อบอก บรรเลง  เสียงเพลง จากใจ
เมืองนั้นมี ความศิวิไล   เมื่อมี ป่าไม้ ต้นน้ำลำธาร
มีนกกา หากิน บินว่อน เนื้อแม่ ลูกอ่อน   มีนม ให้ลูกกิน)
คนหากิน สัตว์หากิน  (เราไม่เบียด  เบียนกัน และกัน)
ต้นไม้งาม คนงดงาม   (งามน้ำใจ ไหลเป็นสายธาร)
ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน  มีคน มีต้นไม้  มีสัตว์ป่า

ความแห้งแล้ง ความชุ่มชื้น   อย่างไหน ที่คนชอบใจ
ความร่ำรวย ความยากจน   อย่างไหน ที่คนชอบกัน
(มันอยู่ที่ความสมบูรณ์ ของหมู่แมกไม้  ต้นสาย ต้นน้ำลำธาร
มาจากป่า สู่เมือง  จากเขา ทะมึน  หล่อเลี้ยง ผู้คน
ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน   มีคน มีต้นไม้)  มีสัตว์ป่า
คนหากิน สัตว์หากิน
(เรา ไม่เบียด  เบียนกัน และกัน)
ต้นไม้งาม คนงดงาม
(งามน้ำใจ ไหลเป็นสายธาร)

ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบานมีคน มีต้นไม้
มีสัตว์ป่า มีสัตว์ป่า
(เรา ไม่เบียด  เบียนกัน และกัน)
ต้นไม้งาม คนงดงาม
(งามน้ำใจ ไหลเป็นสายธาร  ชุบชีวิต ทุกฝ่ายเบิกบาน
มีคน มีต้นไม้ มีสัตว์ป่า)



แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #25 เมื่อ: 16 พฤศจิกายน, 2552, 11:32:44 »



บทความจากคอกควาย

ตอน คาราบาว กบฎ 9 กันยายน 2528

ในขณะนั้น คาราบาว วงดนตรีเพื่อชีวิตกำลังมีชื่อเสียงและได้รับความนิยมอย่างสูง คาราบาวได้รับการติดต่อแบบขอร้องแกมบังคับตั้งแต่เวลา 03.00 น. ให้ไปตั้งวงแสดงดนตรีที่สวนอัมพร ซึ่งตามแผนจะมีการถ่ายสดการแสดงคอนเสิร์ตของคาราบาวทางโทรทัศน์ สลับกับการอ่านประกาศของคณะปฏิวัติ เพื่อปลุกใจให้คนหันมาเป็นแนวร่วม แต่ทว่าแผนการเกิดผิดพลาด ดังนั้น ในอัลบั้มชุดที่ 6 ของคาราบาว "อเมริโกย" จึงมีอยู่เพลงนึงชื่อ มะโหนก มีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตทหาร และมีท่อนนึงที่ร้องว่า "โหนกตัดสินใจรับใช้ชาติประชา มาเป็นพลทหารม้าสังกัดมอพันสี่" ซึ่งต้องการสื่อหมายถึง พ.อ.มนูญ รูปขจร นายทหารม้าสังกัด กองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ (ม.พัน.4 รอ.) ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีในเหตุการณ์ครั้งนี้ และในท้ายเพลงมีบันทึกเสียงปืนจากรถถังที่ยิงใส่เวทีคอนเสิร์ตในวันเกิดเหตุด้วย พร้อมกับเสียงผู้คนโหวกเหวก และเป็นที่มาของหน้าปกอัลบั้มชุดนี้ที่เป็นลายพรางทหาร และคำว่า vol.6 ซึ่งเมื่ออ่านกลับหัวจะอ่านได้ว่า 9 กย.

คาราบาว ใช้เวลาในการเดินทางตระเวนเล่นคอนเสิร์ต แทบจะทั่วทุกหัวระแหงของแผ่นดินไทย ชื่อเสียงของคาราบาว ขจรขจายไปถึงหมู่คนไทยในแผ่นดินอเมริกา อีกคอนเสิร์ตหนึ่งที่นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของคาราบาว นั่นคือการแสดงคอนเสิร์ตท่ามกลางการปฏิวัติ ๙ กันยายน ๒๕๒๘
ของพันเอกมนูญ รูปขจร (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น-มนูญกฤต) อันมี “ไอ้โม่ง” นายทหารนอกราชการนายหนึ่ง ที่หันมาเล่นการเมืองในปัจจุบันชักใยอยู่เบื้องหลัง

เหตุการณ์ครั้งนั้น ส่งผลให้เนื้อหาเพลงของคาราบาว พุ่งตรงสู่วังวนการเมืองเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น นับจากอัลบั้ม “อเมริโกย” เรื่อยมา ขณะที่ตัวยืนยงก็เคลื่อนไหวทางการเมืองมากขึ้นเป็นเท่าทวี

เหตุการณ์กบฎ ๙ กันยายน ๒๕๒๘ เกี่ยวข้องกับ “คาราบาว” อย่างไร ?

แน่เหลือเกิน คาราบาวเลือกยืนอยู่ข้าง พันเอกมนูญ รูปขจร ที่พยายามยึดอำนาจรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี จุดแรกเริ่มที่ยืนยงและคาราบาว เข้าไปมีส่วนกับกบฎ ๙ กันยา ก่อเกิดมาจากวันหนึ่งในแผ่นดินอเมริกา เมื่อปี ๒๕๒๘

แอ๊ดเล่าว่า.. เมื่อครั้งที่ คาราบาว เดินทางไปแสดงดนตรี หาเงินสมทบโครงการตู้หนังสือเยาวชนที่สหรัฐฯ ระหว่างที่เขากลับมาพักผ่อนที่ลอสแองเจลิส เพื่อรอขึ้นเวทีเป็นครั้งที่สอง ก็ได้รับโทรศัพท์ขอพบตัวจากเพื่อนรุ่นพี่นาม “วันนิวัติ ศรีไกรวิน” หรือชื่อที่เขาถนัดเรียกว่า “พี่จ้ำ” ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในแอล.เอ. “เมื่อผมตกลง ก็มีรถมารับผมถึงโรงแรมพาผมไปยังที่นัดหมาย พี่จ้ำพูดกับผมไม่กี่คำเกี่ยวกับจุดประสงค์ของพี่นูญ และผมก็ตอบรับ
สาเหตุที่ผมตกลงง่ายๆ นั่นก็เนื่องจากว่า ในช่วงนั้น ผมได้ฟังเรื่องราวต่างๆ ของพี่นูญมาจาก-อาจารย์โป๊บ (พนัส) ว่า แกเป็นชายชาติทหารผู้เสียสละ และเป็นขวัญกำลังใจของลูกน้อง”

ในสายตาของยืนยงเวลานั้น ‘พี่นูญ’ คือคนดี ..ยืนยงจึงตกปากรับคำอย่างง่ายดาย

การปฏิวัติครั้งนี้ก่อการโดย ‘ไอ้โม่ง’ ที่ตกลงกันตอนแรกว่า-ในวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน จะลงมือช่วงที่ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (นายกรัฐมนตรีตลอดกาลสมัยนั้น) เดินทางไปต่างประเทศ ‘ไอ้โม่ง’ ก็จะตามออกไปต่างประเทศด้วย แต่จะชิงย้อนกลับเข้ามาเป็นผู้นำปฏิวัติในตอนหลัง หน้าที่ของแอ๊ดก็คือ สร้างม็อบขึ้นในสวนอัมพร โดยใช้วงคาราบาว ดึงมวลชนมาร่วมด้วย

“พี่นูญจะเอารถถังไปยึดสถานีโทรทัศน์มาถ่ายทอดพวกเรา เรามีกองทหารราบ-อากาศโยธิน-รถถัง และวงคาราบาว โดยขยับมาปฏิวัติในวันที่ ๙ กันยายน เมื่อ ‘ไอ้โม่ง’ ไม่กลับมาจากต่างประเทศ พี่นูญจึงสั่งให้ลงมือ”

“คืนนั้นผมไม่ได้นอน มารับแจ้งข่าวตอนประมาณ ๕ โมงเย็นของวันที่ ๘ ผมวิ่งหาเครื่องดนตรีและล็อกตัวคนในบ้านผมทุกคนไว้ ไม่ให้ไปไหน เพราะกลัวข่าวรั่ว ตีห้าของเช้ามืดวันที่ ๙ ผมขับรถนำเพื่อนมุ่งไปลานพระรูปทรงม้า เพื่อนๆ ผมเริ่มไหวตัวเพราะเห็นกองกำลังฝ่ายเราตั้งด่าน เป็นจุดๆ ผมจึงตัดสินใจบอกเพื่อนในวงว่า ผมกำลังปฏิวัติ เราจะทำให้เมืองไทยดีขึ้น ทำเพื่อชาติเพื่อประชาชน

เพื่อนผมไม่มีใครปฏิเสธ ที่ถูกผมหลอกให้มาปฏิวัติ นอกจากผมแล้ว ก็เห็นมีแต่เล็กเท่านั้น ที่รับสภาพวันนั้นได้ดี พากันตะโกนร้อง ลิงโลด เมื่อรู้ว่าพวกเรากำลังมาทำอะไร

คาราบาวตั้งเวทีกันที่สวนอัมพร ผมเล่นดนตรีไป สลับกับการพูดโจมตีพลเอกเปรมไป คนดูเพิ่มจำนวนมากขึ้น มีทั้งนักข่าวและชาวบ้าน คาราบาวเล่นไปกระทั่ง ๐๘.๓๐ น. รถถังฝ่ายปฏิวัติก็ยิงปืนนัดแรก"

ยืนยงเล่าเหตุการณ์แล้วหันกลับไปมองที่ตู้แอมป์ ตู้แอมป์ที่มีปืน Walther P ๓๘ ขนาด ๙ ม.ม.วางอยู่

“ผมหยิบมันขึ้นมาขึ้นลำ แล้วบอกให้เล็กหลบไปก่อน ปืนของเราเล็กกว่าเยอะ คนดูหน้าเวทีวิ่งหนีมาอยู่ข้างหลังเราทั้งหมด เวลาผ่านไปเรื่อยๆ ..ผมให้-พี่กัมปนาท พรหมคช สารถีของผมในเวลานั้น เป็นคนคอยประสานระหว่างพวกเรากับกองกำลัง

พี่นาทถือเอ็ม-๑๖ วิ่งไปวิ่งมาอยู่แถวนั้น มีทหารทำปืนลั่น พี่นาทก็ต้องคอยแนะว่าอย่ายิง เพราะประชาชนฝูงชนอยู่เยอะ (หน้าปตอ.) ระหว่างนั้น ผมรอคำสั่งจากอาจารย์โป๊บ ที่คอยประสานระหว่างกองบัญชาการปฏิวัติกับพวกเรา ไม่มีคำสั่งให้ถอย ผมก็ไม่ถอย โดยมีการยิงโต้ตอบของฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะ

เรารู้สึกว่าเวลามันผ่านไปช้ามาก จนกระทั่งเที่ยง ก็มีเสียงตอบโต้จากรัฐบาลผ่านทีวีและวิทยุว่า ฝ่ายรัฐบาลสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้หมดแล้ว ให้ฝ่ายปฏิวัติวางอาวุธและกลับกรมกอง แต่ผมก็ยังไม่ถอยไม่หนี เฝ้าแต่รอทำตามคำสั่งอย่างเดียว

"ผมบอกให้พี่นาทไปบอกพลขับรถถัง ให้เข้ามาคุ้มกันที่เวที เพื่อให้สมาชิกของวงอุ่นใจขึ้น ไม่นานรถถังสองคัน ก็แล่นพังประตูสวนอัมพรเข้ามาขนาบเวทีเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เมื่อกลับลำได้ ก็ยิงออกไปสองนัดเป็นการข่มขวัญ ตามยอดตึกของกรมปตอ.ก็มีเสียงเอ็ม-๑๖ ดังมาเป็นระยะ จ่าสิบเอกวิเชียร วรชัย ได้โชว์การยิงเป้านิ่ง โดยเอาจานส่งสัญญาณของปตอ.เป็นเป้า นัดแรกพลาด พอนัดที่สอง-กระจาย ปลอกกระสุนปืนรถถังกระจายเกลื่อนสวนอัมพรไปหมดในตอนนั้น"

มีหลายครั้งที่กำลังฝ่ายรัฐบาลยิงเข้ามา ผม(แอ๊ด)กับทหารพรานจากปักธงชัย (หน่วย-กูผู้ชนะ) เป็นทหารพรานชุดดำหลบอยู่ด้วยกัน เขาพูดมากจริงๆ เพราะเมื่อเสียงปืนระเบิดขึ้นหนึ่งนัด มันก็บอกว่า ฝ่ายโน้นใช้ลูกแตกอากาศด้วย เราไม่รอดแน่ๆ ผม(แอ๊ด)ก็เลยหันไปดุว่า-มึงพูดอย่างนี้ในเวลายังงี้ได้ยังไง ขวัญกำลังใจเสียหมด นักรบห่าอะไรวะ

ช่วงที่ไม่มีเหตุการณ์ตอบโต้ ผมมีโอกาสพูดคุยกับทหารพรานจากปักธงชัย ทำให้ผมรู้ว่า บางนายถูกจ้างมาแค่ ๕๐๐ บาท อ.ย.หรืออากาศโยธิน เป็นกำลังอีกหน่วยหนึ่งที่ มนัส รูปขจร นำมาร่วมด้วย

ตอนเริ่มต้น-มีสิงห์ทะเลทรายติดเอ็ม-๖๐ คันหนึ่ง มีทหารอ.ย.อยู่ ๕-๖ คน ทุกๆ คนอยู่ในชุดออกศึกน่าเกรงขาม ถูกสั่งให้มาคอยคุ้มกันคาราบาว..ผมจึงพออุ่นใจบ้าง แต่พอตอนเลิก กลับเหลือเพียงไอ้หน้าจืดอยู่คนเดียว เพื่อนๆ หนีไปหมดแล้ว เขาขับรถมาหาผม แล้วร้องไห้ บอกว่า-ผมไม่ทิ้งพี่หรอก เพื่อนๆ ผมมันหนีไปหมดแล้ว

ผมจึงคิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่างว่า คนเรานั้น บางทีรูปร่างหน้าตากับจิตใจนั้นต่างกันลิบลับ ผมตบบ่าเขาแล้วบอกว่าไม่ต้องน้อยใจ พี่ไม่โทษเธอหรอก ในสายตาของผม เขาคือนักรบจริงๆ เขาไม่ละทิ้งหน้าที่ ทั้งๆ ที่รู้ว่าโทษฐานการกบฏคือติดคุกกับประหาร ซึ่งเขาก็ยังไม่ทิ้งผมไปเหมือนคนอื่นๆ เมื่อเริ่มแล้วก็ต้องสานต่อจนจบ นี่เป็นธรรมเนียมของผม เมื่อมาแล้วก็ถอยกลับไม่ได้แล้ว

ประมาณบ่ายสองโมง คนฝ่ายเราเริ่มน้อยลง-น้อยลง และเมื่อฝ่ายรัฐบาลเริ่มคุมสถานการณ์ไว้ได้หมด ซึ่งเข้าใจว่า-ระดับสูงคงเจรจากันอยู่ พวกอ.ย.และทหารราบเดินเข้าห้องน้ำบ่อยขึ้น และเมื่อผมปวดฉี่ ผมก็เดินเข้าไปบ้าง

ภาพที่เห็นตรงหน้าผมคือ ชุดทหาร-ระเบิดและปืนเอ็ม-๑๖ ถูกถอดกองวางไว้ไร้เจ้าของระเกะระกะ พวกเขาแต่งชุดไปรเวทธรรมดาไว้ข้างใน เอารองเท้าแตะยัดไว้ในกระเป๋าข้างกางเกงชุดฝึก เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน พวกเขาก็เดินเข้าห้องน้ำ ถอดชุดทหารออก สวมรองเท้าแตะ แล้วก็กลายเป็นพลเรือนเดินผิวปากหายไปในกลุ่มฝูงคน”

บ่ายสามโมงเย็นกว่าๆ แอ๊ดจึงได้รู้ว่า “มนูญ-มนัส รูปขจร” สองพี่น้องหลบหนีออกนอกประเทศไปแล้ว

การปฏิวัติครั้งนี้-ล่มไปโดยสิ้นเชิง เรากลายเป็นผู้ก่อการขบถ ๙ กันยา ผมขับรถที่ข้างท้ายเต็มไปด้วยชุดทหาร โดยเอาปืนกับระเบิดคืนให้ ร้อยโทสอน ด่านขุนทด และขับรถพาอาจารย์โป๊บแหกด่านออกมา เอาเสื้อผ้าทหารมาส่งไว้ที่ม.พัน ๔ เพื่อสังเกตการณ์ไปด้วยในตัว

ผมตัดสินใจไม่หนี ให้เขาตามไปจับที่บ้านก็แล้วกัน อาจารย์โป๊บเข้าโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่ไม่ได้ป่วย เพื่อหลบเพื่อนฝูงและนักข่าว ผมยังอยู่บ้านเหมือนเดิมรอให้เขามาจับตัว ตั้งแต่วันนั้นจนถึงบัดนี้ก็ไม่มาเสียที พลทหาร มะโหนก ประจำกองทัพไทย อุทิศตนรับใช้ ประเทศชาติประชาชน...

หลายปีต่อมา ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหลายๆ อย่างเกิดขึ้น เห็นคนที่ผมรักนับถือคบกับคนโกงชาติบ้านเมือง เห็นอะไรต่อมิอะไรในวงการการเมืองบ้านเรา เมื่อย้อนกลับมาคิดอีกที "โชคดีที่ไม่มีพวกเราเป็นอะไรไปในเหตุการณ์ ๙ กันยา มิเช่นนั้น ผมจะเสียใจการตัดสินใจของผมในครั้งนั้นเป็นอย่างยิ่ง"

หลังเหตุการณ์ ๙ กันยายนครั้งนั้น ยืนยงยังต้องลุยอีกหลายสมรภูมิ

“ผมยังต้องลงนวมอีกหลายยก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องต้าน คจก.,หลวงพ่อประจักษ์, พฤษภาทมิฬ, รวมทั้งต้านรัฐธรรมนูญรสช.กับคุณฉลาด วรฉัตร ถึงขนาดลงทุนโกนหัวกันเลยทีเดียว ผมว่าจะแขวนนวมสักที ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเด็กรุ่นหลังทำกันต่อไป แต่ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมก็ยังกระโดดเข้าใส่ปัญหาเสมอ”

ที่มา http://www.suan84.com


<a href="http://www.youtube.com/v/KvVpb3iKC1g&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/KvVpb3iKC1g&amp;hl</a>
ฟังเพลง มะโหนก จาก คาราบาว


ความในใจ แอ๊ด คาราบาว[/center]

คาราบาวกลายเป็นวงดนตรีที่ฮ๊อทที่สุดแห่งยุค ไม่มีใครไม่รู้จัก คาราบาว เราถูกดึงเข้าร่วมสงคราม ณ ทุ่งสวนอำพร โดยไม่รู้ตัว เสียงปืนใหญ่รถถังที่คุณได้ยินในท้ายเพลง มะโหนก คือของจริง ที่ขณะนั้นเรากำลังเล่นให้คนชมอยู่ในสนาม ทบ. แล้วเสียวปืนก็ระเบิดดังก้อง นั้นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นและได้ยินรถถังยิงปืน เล็ก คว้าปืน .38 ขึ้นมา  ผมคว้า WALTHER P.38 ขนาด 9 มม.มาถือไว้ เเล้วตอบคำถามเล็กไปว่า หลบก่อนเถอะว่ะ ปืนเรามันเล็กเกินไป อาจจะเป็นเพราะความหนุ่ม ความห้าว ความบ้า ที่ทำให้ผมรับปากพี่นูญ ในเรื่องนี้ ผมจำได้แม่นว่าพวกทหารที่ติดคุก ถึงตอนโรงเรียนจะเปิด ผมส่งเงินไปให้ค่าเทอมลูกๆเขา และยังเคยส่งเงิน 200,000 บาท ไปให้พี่นูญที่เยอรมันด้วย ทั้งหมดผมส่งผ่าน อ.พนัสชัย ศุรามิตร คนสนิทของพี่นูญ ที่ผมไม่เคยลืม เงินทั้งหมอมาจากการขายเทปชุด กัมพูชาในขณะนั้น /แอ๊ด คาราบาว 1 ธ.ค. 2528




แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #26 เมื่อ: 17 พฤศจิกายน, 2552, 10:22:17 »



บทความจากคอกควาย

ตอน คอนเสิร์ต ฅนคาราบาว วันที่เขาควายหายไป


คาราบาว ก็กลับมารวมตัวกันใหม่ หลังจากแยกกันไปทำงานตามที่ตนต้องการ วันที่ ๒๕-๒๖ พฤษภาคม ๒๕๓๔ ที่เอ็มบีเค.ฮอลล์ มาบุญครองเซ็นเตอร์ พวกเขา-วงดนตรีเพื่อชิวิตที่ยิ่งใหญ่ ขึ้นเวทีสร้างตำนานอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงร่ำลือว่าเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของสมาชิกยุครุ่งเรือง อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเรียกคอนเสิร์ตนี้ว่าอะไร หรือจะรู้สึกอย่างไรก็ตาม คงไม่สำคัญไปกว่าความรู้สึกของ “สายเลือดคาราบาว” ว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับการขึ้นเวทีครั้งนี้

‘แอ๊ด ยืนยง’ บอก-ไม่คิดว่าครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตอำลา เราไม่ได้อำลาไปไหน โดยเจตนาของวงคาราบาวก็เพื่อที่จะทำงานอะไรสักอย่าง ที่สอดคล้องกับความรู้สึกของเรา ที่อยากให้มีผลต่อสังคมในแง่ดี ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังทำกันอยู่ แล้วก็เป็นความตั้งใจดีของ “ดีเดย์ เอนเทอร์เทนเม้นท์” ที่เขาอยากให้รวมกันอีกครั้ง ก็เพื่อให้คาราบาวอยู่ในความทรงจำ เพราะว่าตอนนั้นต่างคนต่างแยกย้ายกันไปทำงาน ไม่ได้เกี่ยวกับการจะเลิกหรืออยู่เลย


<a href="http://www.youtube.com/v/xVlNFQlczJ0&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/xVlNFQlczJ0&amp;hl</a>
คอนเสิร์ต "ฅนคาราบาว" ฉลอง ๑๐ ปี คาราบาว ก่อนจะเหลือเพียงความทรงจำ


“เป็นคอนเสิร์ตคาราบาวเพื่ออะไรก็ไม่รู้ แต่คิดว่าการที่ได้มาเห็นภาพพวกเรามารวมเล่นกันอีกครั้งนั้น เป็นสิ่งที่ดี พวกเราเองก็ยังคิดถึงกันอยู่ ยังอยากเล่นรวมกันอีก
ประชาชนก็คงต้องการจะดู คิดว่าไม่เลว ก็พยายามที่จะว่าง แล้วบอกเพื่อนๆ..แต่ผมไม่นะ ใครสะดวกก็มา สำหรับคนที่ไม่มา ก็ไม่ต้องกลัว เราจะทำงานแทนกัน”

ด้าน ‘เขียว กิรติ’ ผู้ร่วมก่อตั้งวงคาราบาวอีกคนหนึ่งแต่ไม่ได้ร่วมงานครั้งนี้ เพราะต้องโปรโมทเทปของตัวเองพอดี “การแสดงครั้งนี้ ผมคิดว่าไม่ใช่คอนเสิร์ตอำลา เพราะการที่จะเป็นคอนเสิร์ตอำลาได้นั้น ต้องเป็นการพูดคุยกันกับสมาชิกทั้ง ๗ คนของคาราบาวเสียก่อน เป็นเรื่องของเราเท่านั้นไม่เกี่ยวกับคนนอก หรือเป็นเรื่องธุรกิจแต่อย่างใด และถ้าเป็นการอำลาจริงๆ ผมต้องเข้าร่วมด้วยแน่นอน เพราะผมก็เป็นคาราบาวคนหนึ่งที่ร่วมก่อตั้งกันมา จะไม่มีวันทอดทิ้งไปไหน ครั้งนี้เป็นคอนเสิร์ตอุ่นเครื่อง ไม่มีผมคงไม่เป็นไร”

ขณะที่ ‘อ๊อด’ มือเบสของวงเห็นว่า “การแสดงครั้งนี้เป็นอะไรที่ตามสบาย แม้จะมีคนเรียกเป็นการรวมพลคาราบาว อยากเล่นรวมเพื่อนฝูงกันอีก ไม่ได้เล่นดนตรีด้วยกันตั้งนานแล้ว เพราะต่างคนต่างออกไปทำงานส่วนตัวของตัวเอง แม้จะยังพบปะเฮฮากันอยู่เสมอๆ แต่มันไม่เหมือนขึ้นเวทีเล่นดนตรี รวมวงเหมือนที่เคยเป็นมา มันเป็นบรรยากาศที่ดีที่ต้องการให้มีอีก จะกี่ครั้งก็ตาม มีแล้วมันรู้สึกดี” เมื่อถามว่ามันเป็นคอนเสิร์ตอำลา เขาตอบว่า “ไม่ใช่คอนเสิร์ตอำลา ไม่ใช่การแตกวง แตกคือไม่มีอะไรเลย การที่แต่ละคนมีการทำงานของตัวเองเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่เห็นเกี่ยวตรงไหนกับความเป็นคาราบาว”

ด้าน ‘เทียรี่ เมฆวัฒนา’ เห็นว่าคอนเสิร์ตนี้ก็เหมือนการเลี้ยงรุ่น เพื่อนเคยอยู่ด้วยกันไม่ได้พบปะเล่นดนตรีพร้อมหน้ากันมานาน เมื่อได้เวลาก็ต้องมีนัดมาสนุกกันเสียที มาเล่นดนตรีด้วยกันอีก เรียกว่าเลี้ยงรุ่นได้เลย เพื่อความมัน

“ไม่ใช่คอนเสิร์ตเพื่อแก้ภาพพจน์ เพราะไม่รู้จะแก้หรือจะลบไปทำไม ไม่มีอะไรเป็นจริง ข่าวที่ออกมาก็เป็นข่าว ..เป็นจริงเท่าไหร่กัน ไม่ต้องแก้หรอก เพราะเรารู้ความจริงเป็นยังไง ที่ว่าเป็นคอนเสิร์ตอำลาก็ไม่ใช่ ยังไม่เคยมีใครพูดเลยว่าจะลา หนุ่มๆ กันอยู่จะรีบลาไปไหน ยืนยันครับว่ายังไม่ลา แน่นอน”


<a href="http://www.youtube.com/v/IA7gzBeOKxY&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/IA7gzBeOKxY&amp;hl</a>
คอนเสิร์ต ฅนคาราบาว เพลง กัญชา โดย แอ๊ด คาราบาว


ส่วนผู้อาวุโสที่สุดของวง ‘น้าเป้า-อำนาจ ลูกจันทร์’ บอกว่า ข่าวที่ว่าเป็นคอนเสิร์ตอำลาของวงคาราบาว ก็ไม่ค่อยรู้รายละเอียดเท่าไหร่นักว่าจุดประสงค์ในการจัดนี้ เพียงแต่รับปากจะไปเล่นให้ “ผมมองไม่ออกว่ามันจะเป็นอะไร ยังไง เขาอาจจะคิดว่าเป็นการประกาศอำลา ก็ไม่เป็นไร สำหรับผมเป็นอะไรก็ได้อยู่แล้ว”

คนสุดท้ายที่ออกความเห็นคือ ‘เล็ก-ปรีชา’ มือกีตาร์หนวดโง้งเห็นว่า ต้องการตรงนี้อยู่แล้ว คือการรวมตัวกันเล่นสักครั้งหนึ่ง หรือว่าจะอีกกี่ครั้งก็แล้วแต่ เพราะว่ามีข่าวออกมามากมายซึ่งเป็นทางลบทั้งนั้นสำหรับวง เห็นใจวงซึ่งเกิดจากคน ๗ คนรวมกัน ไม่ว่าใครจะยอมรับว่าเป็นคาราบาวหรือปฏิเสธก็แล้วแต่

“ทุกคนอยู่ในสังคมนี้ โดยได้ผลประโยขน์จากความเป็นคาราบาวทั้งนั้น แต่นานมาแล้วที่เราไม่เคยทำเพื่อวงอีกเลย ทั้งที่ความเป็นวงคาราบาว มันดาวน์ลงเรื่อยๆ มีข่าวไม่ดีอยู่เรื่อยๆ แต่เราก็ไม่เคยทำอะไร ..ครั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นผลลบหยุด เราไม่ต้องการผลบวก แต่ต้องการให้หยุดเท่านั้นเอง ข่าวลือที่บอกว่าเป็นคอนเสิร์ตอำลา ไม่ใช่หรอกครับ”

สำหรับ อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ไม่ว่างให้ถามถึงทรรศนะ แต่ยืนยันว่าไปร่วมด้วยแน่ และแล้ววันที่ผองเพื่อนรอคอยก็มาถึง ๒๕ พฤษภาคม ห้องเอ็มบีเค.ฮอลล์ มาบุญครองฯ พลพรรคเพื่อชีวิตที่มีความเป็นคาราบาว ข้นคลั่กอยู่ในสายเลือดในตัว ต่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน ณ ที่นี้ เพื่อรอชมการแสดงดนตรีของวงที่ยิ่งใหญ่ในความรู้สึกของพวกเขาเหล่านั้น

ทันทีที่ประตูฮอลล์แห่งนี้เปิดขึ้นเพื่อให้แฟนๆ ได้ทะยอยกันเข้าไปชม สิ่งผิดปกติที่มักไม่เกิดขึ้นกับการแสดงของ คาราบาว ก็คือ ความสงบเรียบร้อยของแฟนๆ ที่มาชม
แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าจะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ เพราะ คาราบาว ขึ้นชื่ออยู่แล้ว ในการเป็นคอนเสิร์ตอันตรายวงหนึ่งของเมืองไทย การที่จะชมคอนเสิร์ตอย่างเป็นปกติสุข จึงเป็นสิ่งเหลือเชื่อ แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว โดยประเภทยกป้าย-ยกหัวควาย ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ทุกครั้งของคาราบาว ไม่มีปรากฏให้เห็นเช่นที่ผ่านมา

คอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นไปอย่างที่มีข่าวมาก่อนหน้าคือ เป็นการรวมตัวเพียงสมาชิกทั้ง ๖ ของคาราบาว ที่ขาดไปก็คือ ‘เขียว-กิรติ พรหมสาขา ณ สกลนคร’ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คาราบาวก็ไม่ได้สรรหาใครมาเพิ่มเติมเพื่อการนี้ เหตุผลที่เขียวให้ไว้กับสื่อมวลชนก็คือ กำลังอยู่ในช่วงการทำงานโปรโมทเทปเดี่ยวของตนเองอยู่ เลยไม่สามารถมาร่วมงานครั้งนี้ได้

สำหรับการแสดงในวันนั้น มีการแบ่งกันเป็นภาคต่างๆ ไล่เรื่อยมาตั้งแต่ครั้งที่ยังเป็นอะคูสติกล้วนๆ จนมาถึงอัลบั้มชุดหลังๆ เมื่อครั้งที่ยังรวมตัวกันครบวง ไม่ได้แยกออกไปทำเทปเดี่ยวกันคนละชุดสองชุดในระยะหลังๆ

ดังนั้น เพลงที่นำเสนอ จึงยังคงเป็นเรื่องราวสมัยที่สร้างความยิ่งใหญ่ให้คาราบาวเป็นส่วนใหญ่ หากแต่การแสดงในวันนั้น ถ้าจะเปรียบไปแล้ว ก็คงเป็นได้เพียงการแสดงทางดนตรีของวงดนตรีวงใดวงหนึ่งเท่านั้น วิญญาณและปรากฏการณ์ความยิ่งใหญ่ของคาราบาว ที่มักจะกระชากอารมณ์คนดูให้คล้อยตาม..ดูจะลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ทรงพลังหรือมีอำนาจเช่นในอดีต


<a href="http://www.youtube.com/v/w8-G9xQjjzc&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/w8-G9xQjjzc&amp;hl</a>
คอนเสิร์ต ฅนคาราบาว เพลง บาปบริสุทธิ์ โดย เล็ก คาราบาว


ก่อนจบการแสดง ได้มีการเปิดใจของคนคาราบาวทั้ง ๖ ว่าเป็นมาอย่างไรถึงได้แยกย้ายกันทำงาน และที่พูดได้แสบสันต์มากที่สุดก็คือ ‘อาจารย์ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี’ ที่พูดอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างถึงกึ๋นที่สุดว่า ..เราเหม็นหน้ากัน เลยแยกกันทำงานสักระยะ

ก็ไม่รู้จะเป็นเหตุผลตามที่อาจารย์ว่าไว้หรือเปล่าก็ไม่ทราบได้ ที่ทำให้วงดนตรีเพื่อชีวิตที่ยิ่งใหญ่วงนี้ ห่างเหินจากการรวมตัวแสดงร่วมกันถึง ๓ ปี พร้อมๆ กับที่แต่ละคนต่าง ก็แทบจะมีผลงานเดี่ยวออกมาให้เห็นคนละชุดสองชุด และข่าวคราวการแตกดับของวง

แต่ถึงแม้จะแยกย้ายไปทำงานกันอย่างไร ปณิธานที่เป็นความตั้งใจของคาราบาวทุกคนหากได้มีโอกาสแสดงดนตรีก็คือ การที่จะเล่นเพลง “เรฟูจี” ให้ได้สักครั้งหนึ่งของชีวิต แล้วปณิธานก็เป็นจริงในวันนั้น ซึ่งแม้แต่แอ๊ดเอง ก็ถึงกับเอ่ยปากกับทุกคนว่า เราทำได้แล้ว หลังจากที่ต้องรอคอยกันมาถึง ๖ ปีกับการจะได้แสดงเพลงนี้

หลังการแสดงสิ้นสุด สิ่งที่คนดูได้รับไปก็คือ การซึมซาบในความมันและความสะใจ ที่มีโอกาสได้ดูได้ชมการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่อหังการวงนี้ แต่ที่แฟนๆ ไม่มีทางได้รับรู้เลยก็คือ โอกาสที่จะมีการดีใจเช่นการกลับมารวมตัวเฉพาะกิจ เพื่อการโปรโมทเทปอย่างครั้งนี้ จะมีขึ้นอีกหรือไม่ หรือโอกาสที่จะเสียใจกับการที่คาราบาวทั้งหมด จะประกาศยุบวงเพื่อคงความยิ่งใหญ่ไว้แค่นี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ ทั้งวงไม่มีใครกล้าพอที่จะประกาศว่า “คาราบาว วงแตกแล้ว”



แล้วพวกเราก็เดินมาถึงจุดนี้ จุดและวันที่ไม่มีใครหนีพ้น แค่สำหรับระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา ยากนักที่จะหากลุ่มชนไทยกลุ่มใดทำได้ ไม่ว่าจะด้วยผลงานสร้างสรรค์บทเพลงกว่าร้อย ซึ่งชี้นำสะท้อนภาพ เชิญชวน ฯลฯ ให้คนไทยสำนึกในความเป็นไทย รวมทั้งภาระหน้าที่ปณิธานว่า "จะรับใช้ชาติและสังคม" พวกเราได้กระทำแล้วด้วยชื่อและสัญญลักษณ์

ข้อมูลคอนเสิร์ต "ฅนคาราบาว" ฉลอง ๑๐ ปี คาราบาว...ก่อนจะเหลือเพียงความทรงจำ

วันที่แสดง : วันเสาร์ที่ ๒๕ และวันอาทิตย์ที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๔
สถานที่แสดง : เอ็มบีเคฮอลล์ ศูนย์การค้ามาบุญครองเซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร (ปัจจุบันไม่มีแล้ว)
ราคาบัตรเข้าชม(สุดคุ้ม) : ๒๐๐ บาท, ๓๐๐ บาท และ ๕๐๐ บาท
สถานที่จำหน่ายบัตร : ชั้นล่างศูนย์การค้ามาบุญครองเซ็นเตอร์ และห้างเซ็นทรัลทุกสาขา
(ในเขตกรุงเทพมหานคร)

ผู้แสดง:

"ฅนคาราบาว"

-ยืนยง โอภากุล Guitars, Harmonica
-ปรีชา ชนะภัย Guitars, Keyboards
-อนุพงษ์ ประถมปัทมะ Bass
-เทียรี่ เมฆวัฒนา Guitars
-ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี Keyboards, Thai Flute, Tenor Saxophone
-อำนาจ ลูกจันทร์ Drum Set

ศิลปินรับเชิญ:

-นักไวโอลินและวิโอล่าจากกองดุริยางค์ทหารเรือ จำนวน ๒๙ ชีวิต จากการควบคุมของ อ.เสน่ห์ ลูกจันทร์
ในเพลง เรฟูจี, แม่สาย, เจ้าตาก
-กลองยาวคณะเอกทนต์ ในเพลง เวลคัม ทู ไทยแลนด์
-ลำตัดคณะหวังแม้ว โดย ด.ญ.เดือนมนัส กมลบุตร (บทลำตัดโดย อ.อภิชาติ ดำดี)

รายชื่อบทเพลงที่บรรเลง:

มนต์เพลงคาราบาว
ลุงขี้เมา
ปลาใหญ่ ปลาน้อย
กัญชา
คนเก็บฟืน
นางงามตู้กระจก
กระถางดอกไม้ให้คุณ


เมดเล่ย์-รักทรหด/หำเทียม/วณิพก/ราชาเงินผ่อน/ซาอุดร/ลูกแก้ว...
บาปบริสุทธิ์
*รักคุณเท่าฟ้า
ตุ๊กตา
ลูกบ้างเน้อ
*คนหลังเขา


เรฟูจี
แม่สาย
เจ้าตาก
เวลคัม ทู ไทยแลนด์
คนหนังเหนียว
มะโหนก(ถึกควายทุย ภาค ๖)
ทับหลัง
บัวลอย(ถึกควายทุย ภาค ๕)
เมด อิน ไทยแลนด์

(เพลงรักคุณเท่าฟ้า จากอัลบั้มรวมเพลงคาราบาว
และ เพลงคนหลังเขา จากอัลบั้มกัมพูชา ของ แอ๊ด คาราบาว)

ผู้จัดคอนเสิร์ต: บริษัท ดีเดย์ เอ็นเทอร์เทนเม้นท์ จำกัด

ที่มา ที่มา http://www.suan84.com

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #27 เมื่อ: 19 พฤศจิกายน, 2552, 12:27:37 »



บทความจากคอกควาย

ตอน ลูกชาย "นายวง" ช.ส.พ. นาม ยืนยง โอภากุล

ประวัติความเป็นมาของวงคาราบาว และ ยืนยง โอภากุล ผู้ก่อตั้ง ได้รับการบันทึกผ่านหน้านิตยสารต่างๆ นับไม่ถ้วน ตลอดระยะเวลา ๑๕ ปีที่ผ่านมา (บันทึกเมื่อ ๒๕๔๐) ถ้าจะสืบค้นตามรอยความเป็นมาของคาราบาว ควบคู่กับประวัติของแอ๊ด ยืนยง ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดูแปลกแยกแต่อย่างใดเลย

ยืนยง โอภากุล เกิดเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๗ ที่อำเภอเมือง สุพรรณบุรี เป็นบุตรชายคนสุดท้องในบรรดาพี่น้อง ๖ คน เป็นแฝดผู้น้องของ ยิ่งยง โอภากุล “พ่อแม่ผมเป็นพ่อค้า ผมเกิดในตลาด ก็ได้เปรียบเด็กกลางทุ่งนาสักหน่อย แต่ว่าพื้นเพมาจากท้องทุ่งอยู่แล้ว ผมโตมากับแม่น้ำ” นั่นคือสภาพแวดล้อมสมัยเด็ก จากปากคำขอผู้นำวงคาราบาว วงดนตรีเพื่อชีวิตที่ยิ่งใหญ่ วงหนึ่งของไทยในปัจจุบัน

ยืนยงเติบโตในครอบครัวของศิลปิน คุณพ่อ มนัส โอภากุ อดีตครูและหัวหน้าวงดนตรีชาวสุพรรณฯ ไม่แปลกเลยที่ยืนยงจะซึซับความเป็นศิลปินเพลงมาจากพ่อ และไม่แปลกเลยที่เขาจะบอกว่า “ตื่นมาผมก็เห็นเครื่องดนตรีแล้ว พ่อมีวงดนตรีคล้ายๆ กับวงสุนทราภรณ์ แต่วงเล็กกว่าชื่อ ช.ส.พ. ย่อมาจากชาวสุพรรณ”

มนัส โอภากุล กับ สุเทพ โชคสกุล ช่วยกันควบคุมวง ช.ส.พ. ตระเวนแสดงตามสถานที่ต่างๆ การเดินทางอันยาวนานของวงดนตรีวงนี้ สร้างและสัมผัสนักร้องดังๆ ขึ้นมามากมาย เรื่อยมาตั้งแต่ คำรณ สัมบุญณานนท์, สุรพล - ศรีนวล สมบัติเจริญ ตลอดจน สำเนียง ม่วงทอง

ยืนยงบอกว่า วงดนตรีนี้ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อธุรกิจ หากก่อตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือสังคม แสดงตามงานเล็กๆ ในหมู่เพื่อนฝูง ตลอดจนงานใหญ่ๆ ระดับจังหวัด ตั้งแต่สุพรรณบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครปฐม, อ่างทอง เรื่อยไปถึง กรุงเทพมหานคร ที่วงดนตรีวงนี้ตะรอนๆ ไปเปิดการแสดง

ประวัติความเป็นมาของวงดนตรี “ช.ส.พ.” ของพ่อมนัส โอภากุล ยาวนานเพียงใด ยืนยงรีบตอบว่า.. “ครับ ประวัติค่อนข้างยาวอยู่ ไว้วันหลัง หากอยากรู้ประวัติ ‘ช.ส.พ.’ ให้ไปที่บ้าน แล้วไปขอพ่อดู แกมีแฟ้ม ผมยังเคยแอบดูเลย”

ยืนยง โอภากุล ได้รับการเลี้ยงดูแบบลูกผู้ชาย เรียนรู้การสัมผัสโลกด้วย ตัวเองมาแต่เล็ก สภาพแวดล้อมของเด็กน้อยคือแม่น้ำ ท้องทุ่ง และชาวนา ตลอดจนกล้าข้าว วัวควาย ขึ้นไปถึงชนชั้น ‘นายหนืด’ นายทุนแห่งเมืองสุพรรณบุรี

บนผืนแผ่นดินที่ครอบครัวของเขาตั้งรกรากอยู่นั้น เป็นลุ่มน้ำที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งรวมศิลปินเพลงพื้นบ้าน แม่เพลง พ่อเพลง ของประเทศไทย เด็กชายยืนยงใช้ชีวิตวัยเด็กอย่างสมบุกสมบันในท้องทุ่งเมืองสุพรรณ จัดอยู่ในขั้นเด็กที่ซุกซนคนหนึ่ง

กล่าวสำหรับชีวิตในวัยเด็กของ ยืนยง โอภากุล ตั้งแต่ชีวิตเขาดำเนิน มาเป็น "แอ๊ด คาราบาว" นักเพลงนักต่อสู้ นักเคลื่อนไหวทางสังคมที่ยิ่งยง ยืนยงมักปฏิเสธที่จะเปิดเผยให้ใครทราบ หากใครถามเขาก็มักจะรวบยอด ตัดตอนมาถึงช่วงระยะ ที่เขาเริ่มย่างสู่วัยหนุ่ม ช่วงก่อนการเดินทางเข้าเรียนต่อในกรุงเทพฯ “ผมจบจากกรรณสูต อำเภอเมือง แล้วก็อุเทนถวาย พี่ชายคนโตผมก็จบไปจากที่นี่ ผมก็คิดว่าผมก็ต้องเรียนที่นี่ โดยไม่ได้คิดมาก่อนว่า เขาจะเรียนอะไรกัน ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามหาวิทยาลัยมันแปลว่าอะไร ตอนผมเข้ามาเรียนกรุงเทพน่ะ ผมว่า-เอ๊ ทำไมพี่ชายผมไม่มา พี่ชายของผมคนนี้เขาไม่ได้เข้ามาเรียนในกรุงเทพ เขาเรียนม.ศ.๔ ม.ศ.๕ ต่อ..จึงแปลกใจ มารู้ตอนหลัง ว่า-อ๋อ เขาเรียนเพื่อที่จะเตรียมตัวสอบเอ็นทรานซ์..”

ยืนยง เข้ากรุงเทพฯ มาเรียนต่อช่างก่อสร้างอุเทนถวาย หรือสถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตอุเทนถวายในปัจจุบัน โดยสมัยนั้นเครื่องแบบยังเป็นกางเกงขาสั้นสีกรมท่า เสื้อเชิ้ต และเข็มขัดสีขาว และอาศัยข้าวก้นบาตรอยู่ที่วัดราชประดิษฐ์ ริมคลองหลอด ประทังชีวิต แน่นอนเหลือเกิน แอ๊ด คาราบาว เติบใหญ่มาจากข้าวก้นบาตร

เขาย้อนถามว่า “ผมเข้ามาเรียนกรุงเทพฯที่อุเทนถวายทำไม เพราะอะไรรู้ไหมฮะ?” ได้ยินแต่เสียงของความว่างเปล่า กระทั่งยืนยง โอภากุล ทำลายความเงียบขึ้นมา “ผมอยากใช้สไลด์รูล”



เพลงแรกในชีวิต กลั่นออกมาจากภาพคนคุก

การเขียนเพลงแรกในชีวิตของ ยืนยง โอภากุล เกิดขึ้นมาระหว่างห้วงที่เขาสะพายกีตาร์ เป่าเม้าท์ เล่นดนตรีหารายได้พิเศษตามคอฟฟี่ช็อพ ยืนยงเล่าว่า.. ครั้งหนึ่งเขาหิ้วกีตาร์โปร่งเข้าไปเล่นดนตรีในคุกคลองเปรม ให้นักโทษฟัง ตามคำชักชวนของเพื่อนชาวสุพรรณบุรีที่บังเอิญเป็นผู้คุมนักโทษอยู่ในนั้น ประสบการณ์ในคุก-ยืนยงเล่าว่า.. เป็นที่ประทับใจอย่างยิ่ง เป็นเรื่องแปลกใหม่ สำหรับเขา ยืนยงว่า-เขาฝังใจในแววตาแต่ละคู่ของนักโทษที่มองมายังเขานั้น รู้สึกเขามีความสุขกับเสียงเพลงจริงๆ
กลับออกมาจากคลองเปรมครั้งนั้น แรงบันดาลใจก็พลุ่งพล่าน จนต้องถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้สึกนั้นออกมาเป็นเพลงไทยเพลงหนึ่ง “เพลงนั้นเป็นเพลงไทยที่ผมแต่งเป็นเพลงแรก” แต่น่าเสียดายต้นฉบับเพลงนี้หายไปแล้วกับกาลเวลา โดยปราศจากความทรงจำ “ตอนนี้ผมจำเนื้อเพลงนั้นไม่ได้แล้วครับ จำได้แต่ว่า ผมแต่งขึ้นมาเพื่อมอบให้กับนักโทษในคลองเปรมโดยเฉพาะ..” เท่านั้นเอง

ชนวนวันมหาวิปโยค

ตุลาคม ๒๕๑๖ เหตุการณ์บ้านเมืองแปรเปลี่ยน ประชาชนและนิสิต นักศึกษาหลายแสนรวมตัวกันกลางถนนราชดำเนิน ขณะที่ยังมีอีกหลายล้านคนรวมตัวกระจัดกระจายอยู่ตามหัวเมือง เพื่อร่วมกันขับไล่รัฐบาลเผด็จการ ทหาร จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลประภาส จารุเสถียร และพันเอก ณรงค์ กิตติขจร โดยมีศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) เป็นหัวขบวน

“สู้เข้าไปอย่าได้ถอย มวลชนคอยเอาใจช่วยอยู่ รวมพลังทำลายเหล่าศัตรู พวกเราสู้เพื่อความยุติธรรม..” บทเพลง “สู้ไม่ถอย” ที่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เป็นผู้ประพันธ์ ดังกระหึ่มขึ้นในหมู่นักศึกษา กล่าวสำหรับเพลงนี้ นักศึกษาร่วมร้องกันครั้งแรก ในการชุมนุมเรียกร้องขอความเป็นธรรม-คัดค้านการลบชื่อ ๙ นักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เขียนและพิมพ์หนังสือชื่อ ‘มหาวิทยาลัยที่ยังไม่มีคำตอบ’ ภายใต้ชื่อกลุ่ม ‘ชมรมคนรุ่นใหม่’ เปิดโปงกรณีนายทหารจำนวนหนึ่งที่พาดาราสาวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของราชการ บินเข้าไปล่าสัตว์ในทุ่งใหญ่นเรศวร เมืองกาญจนบุรี กระทั่งเครื่องบินตก ปรากฏซากสัตว์เกลื่อนทุ่ง เนื้อหาในหนังสือมีการตีพิมพ์ข้อความพาดพิงถึง การต่ออายุราชการของจอมพลประภาส จารุเสถียร ว่า “สภาสัตว์ป่าแห่งทุ่งใหญ่มีมติให้ต่ออายุสัตว์ป่าอีกหนึ่งปี” นั่นเป็นที่มาของการเปิดโปงก่อนเป็นชนวนสู่เหตุการณ์นองเลือด

สู้ไม่ถอย ต้นธารเพลงเพื่อชีวิต

เพลง “สู้ไม่ถอย” ถือได้ว่าเป็นต้นธารเพลงเพื่อชีวิตเพลงแรกของไทย เป็นบทเพลงที่กำเนิดขึ้นจากความอัดอั้น และความรู้สึกที่ถูกปิดกั้นทาง เสรีภาพมาอย่างเนิ่นนาน เป็นบทเพลงที่เกิดขึ้นมาเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ ให้แก่ผู้ชุมนุมนับแต่นิสิตนักศึกษาและมวลชน หลังบทเพลงนี้ดังกระหึ่ม ..ในห้วงเดียวกันก็มีเพลง “สานแสงทอง” ของ สุรชัย จันทิมาธร แห่งวง ‘คาราวาน’ ตามมาอีกเพลง เนื้อหาและอารมณ์ของทั้งสองบทเพลง ถือเป็นการปลุกปลอบขวัญและกำลังใจ ให้มวลชนลุกขึ้นมาต่อสู้ขับไล่เผด็จการทหาร หากแต่เนื้อหาของเพลงหลัง-มุ่งคำนึงถึงเสรีภาพของประชาชนเป็นหลัก ผู้ประพันธ์เพลงหลังไม่ใช่ใครที่ไหน หากเป็นอาจารย์ใหญ่ของเพลงเพื่อชีวิตนั่นเอง สุรชัย จันทิมาธร-ซึ่งเขาเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมขบวนการต่อสู้ในเหตุการณ์วิปโยค ครั้งนั้นด้วย

หงา-สุรชัยเป็นคนคอยเขียนกลอนส่งให้โฆษกบนเวทีอ่านให้ประชาชนฟัง เพื่อปลุกเร้าขวัญกำลังใจหลอมรวมพลังให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพลง “สานแสงทอง” ถือกำเนิดขึ้นมาจากเหตุการณ์ดังกล่าว โดย สุรชัยเดินตามทำนองเพลง FIND THE COST OF FREEDOM ของ "ครอสบี้ สติลล์ แนช แอนด์ ยังก์" “ขอผองเราจงมาร่วมกัน ผูกสัมพันธ์ยิ่งใหญ่ สานแสงทองของความเป็นไทย ด้วยหัวใจบริสุทธิ์..”

๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖..วันมหาวิปโยค

การเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้นักศึกษาทั้ง ๙ คนไม่ประสบผลสำเร็จ ซึ่งก็ถูกลบชื่อออกไปในเวลาต่อมา โดยที่ไม่มีใครสามารถระงับยับยั้งได้ ประกอบด้วย นายแสง รุ่งนิรันดร์กุล, นายวันชัย แซ่เตียว, นายบุญส่ง ชเลธร, นายวิสา คัญทัพ, นายสมพงษ์ สระกวี, นายสุเมธ สุวิทยะเสถียร, นายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์, นายประเดิม ดำรงเจริญ, นางสาวกุลปราณี เมฆศรีสวัสดิ์ ส่วนนักศึกษาจำนวน ๑๕ คนที่เป็นหัวหอกในการเรียกร้องความเป็นธรรม ก็ถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนด้วย เหตุนี้เองนิสิตนักศึกษาอีกทั้งประชาชนจึงลุกฮือขึ้น เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องไม่ยุติธรรม จึงพากันชุมนุมกันขึ้น ณ ถนนราชดำเนิน ห้อมล้อมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขณะที่สถานการณ์บ้านเมืองยุคนั้นรุมเร้าไปด้วยปัญหาสารพัน ทั้งเศรษฐกิจ ปัญหาชาวนา กรรมกรรถไฟ แหล่งเสื่อมโทรม และปัญหาคอรัปชั่น บทเพลง “สู้ไม่ถอย” “สานแสงทอง” ถูกขับขานครั้งแล้ว ครั้งเล่า เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า เพิ่มดีกรีความร้อนแรงยิ่งๆ ขึ้นไป

นักศึกษาจำนวน ๑๕ คนที่รวมตัวกันเรียกร้องรัฐธรรมนูญ ออกแจกใบปลิวและหนังสือเรียกร้องสิทธิเสรีภาพ แต่ผลที่สุดก็ถูกจับกุมในข้อหาคอมมิวนิสต์ ธรรมศาสตร์กลายเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวของนักศึกษา องค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ จับมือผนึกกำลังกับ ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
เรียกร้องรัฐบาลให้ปล่อยตัวนักศึกษาที่ถูกจับกุม เหตุการณ์สืบเนื่องจากนั้นคือ ประชาชนเรือนหมื่นเรือนแสนและนิสิตนักศึกษาที่ชุมนุมกันอยู่ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อมใจกันเคลื่อนตัวออกมาชุมนุมกันด้านนอก ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและลานพระบรมรูปทรงม้า

การประท้วงยืดเยื้อต่อไปถึงวันใหม่ ๑๔ ตุลาคม แม้ว่ารัฐบาลจะยินยอมออกคำสั่งปล่อยตัว ๑๕ นักศึกษาแล้วก็ตาม แต่แล้วรัฐบาลก็ตัดสินใจใช้คำสั่งปราบปรามผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่เดินเรียงหน้าออกมายิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ฝูงชนอย่างไม่ยั้งหวังสลายการชุมนุม เหตุการณ์บานปลายขึ้นเรื่อยๆ การปะทะเกิดขึ้นตามมาในที่สุด สุดที่ จะหลีกเลี่ยง สถานที่ราชการหลายแห่งถูกเผาทำลาย เลือดเนื้อชีวิตของประชาชนเลือดเนื้อชีวิตของนิสิตนักศึกษาจำนวนมาก ถูกเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมอำมหิต



 ๑๔ ตุลาคม..แอ๊ดอยู่ที่ไหน !

นองเลือด ๑๔ ตุลาคม ยืนยงเรียนอยู่ปีที่ ๓ อุเทนถวาย “ตอนนั้นแอ๊ดอยู่ที่ไหน?” ตอบ.. “๑๔ ตุลาผมก็อยู่ในเหตุการณ์.. ผมไปร่วมด้วย สนุกดี เขาให้ทำอะไรก็ทำตามเขาไป พอทหารยิงปืน-เราก็อยากยิงบ้างแต่เราไม่มีปืน เขาเอารถถังมา-เราก็เอากระถางต้นไม้เท่าที่จะหาได้ขว้างไป เผาตึกกองสลาก พวกแก๊สน้ำตาน่ะกระจอก.. ผมเอาผ้าหนาๆ พันหัวชุบน้ำก็พอมองเห็น ตามซอยต่างๆ มันจะปิดซอยแล้วยิง ผมหมอบลงแล้วกลิ้งเข้าข้างๆ ตึกแถว พอดีเป็นร้านขายรองเท้า เขาสงสารเปิดประตูแล้วดึงผมเข้าไป” ยืนยง กล่าวถึงประสบการณ์ตัวเองในเหตุการณ์นองเลือด ๑๔ ตุลาคม

๑๔ ตุลาคม จบลงด้วยคราบเลือดและน้ำตาของมวลชน ‘สามทรราชย์’ เดินทางหลบหนีออกนอกประเทศในบัดดล นายสัญญา ธรรมศักดิ์ อธิบการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมัยนั้น ได้รับการโปรดเกล้าฯ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลพลเรือนที่ให้สิทธิเสรีภาพแก่ทุกผู้คนอย่างเต็มที่ ลัทธิมากมายในหมู่ชั้นปัญญาชนสยามและนิสิตนักศึกษา มีการจัดนิทรรศการจีนแดง ธารสายสำคัญของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งเวลานั้นยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายนัก อาทิ ลัทธิมาร์กซ์-เลนิน มีการถกเถียงกันถึงศิลปะเพื่อชีวิต ศิลปะเพื่อประชาชน ชื่อของนักคิดนักเขียน "จิตร ภูมิศักดิ์, กุหลาบ สายประดิษฐ์" เรืองนามขึ้นมาฐานะผู้นำทางความคิดของปวงชน

ความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก การเอารัด เอาเปรียบ ความรุนแรง ถูกตีแผ่ซึ่งเปิดเผย ออกมาในรูปของ “บทเพลง” ต่างๆ คาราวาน ผู้นำเพลงเพื่อชีวิต ..คาราวานจากการนำของ สุรชัย จันทิมาธร กลายเป็นผู้นำด้านบทเพลง เพื่อชีวิตยิ่งใหญ่และจับใจกระแสมวลชนยุคนั้นเป็นที่สุด เพลงแล้วเพลงเล่าเรื่อยมาตั้งแต่ “คนกับควาย, เปิบข้าว, ข้าวคอยฝน” ดังกระหึ่มตามรั้วสถาบันที่พวกเขาไปเปิดการแสดง

ขณะที่เพลงที่ครองใจหมู่ชนยุคนั้นอย่าง สุนทราภรณ์, สุเทพ วงศ์กำแหง, สวลี ผกาพันธ์ หรือแม้กระทั่ง "ดิอิมพอสซิเบิล" เหมือนจะถูกแยกไปอยู่ในหมู่ผู้ฟังอีกระดับหนึ่ง และเป็นดังลูกคลื่นตามมา..พอ "คาราวาน" ดังกระฉ่อน วงอื่นๆ ในแนวเดียวกันก็เกิดขึ้น นับเรื่อยมาจาก.. ‘กรรมาชน, คุรุชน, โคมฉาย, กงล้อ, รวมฆ้อน, ต้นกล้า’ ..มาจนถึง..ลูกทุ่งสัจจธรรม ทั้งที่มีผลงานในรูปของแผ่นเสียงและไม่มีการบันทึกเสียง อย่างไรก็ตาม บทเพลงต่างๆ ที่พวกเขาขับขาน ถูกขีดกรอบให้ร่ำร้องอยู่แต่ในรั้วสถาบันการศึกษาเท่านั้น

“คาราวานมีอิทธิพลกับคาราบาวมากน้อยแค่ไหน ?” ยืนยงตอบ.. “มีส่วนฮะ เพราะก่อนหน้าที่ผมจะไปฟิลิปปินส์ ผมได้ฟังดนตรีของเขาก่อนไป แต่ผมไม่เคยดูคาราวาน ผมรู้จักคาราวานในนามของวง 'อิสซึ่น' เพราะวงอิสซึ่น-ก่อนหน้าที่เขาจะเข้ากรุงเทพฯ เขาชื่อวง 'คาราวาน โฟร์' ผมรู้จักคาราวานคือ อิสซึ่น ช่วงที่ผมจะไปฟิลิปปินส์ผมซื้อเทปมาชุดหนึ่งกลับไปสุพรรณ ไปเยี่ยมแม่ มีเพลงนักร้องลูกทุ่งด้านหนึ่ง อีกด้านเป็นของคาราวาน ผมก็ได้ฟังม้วนนั้นน่ะ ฟังจนยืด”

และบังเอิญเพื่อนที่เป็นรูมเมทที่ฟิลิปปินส์ ก็ฟังเพลงของ คาราวาน และชอบเล่นเพลงคาราวาน “คนพวกนี้มีจิตใจเป็นนักต่อสู้เป็นศิลปินของนักศึกษา เป็นศิลปินของม็อบในเวลานั้น แต่ตัวผมมันโตมาทางงานอีกด้านหนึ่ง ทางเพลงสากลที่มีรากฐานที่ต่างกัน ด้านคาราวานนั้น-เพลงพวกพื้นบ้านเขาจัดเจนแล้วก็ได้อารมณ์กว่า ช่วงนั้น คาราวานมีบทบาทมากในงานของแง่ดนตรีเพื่อชีวิต ถ้าเพลงที่ไม่พูดถึงความรักก็เหมาว่าเป็นทายาทของคาราวาน หากคิดอย่างนั้นก็ไม่ผิด ที่พวกเราจะยกย่องเขา”

ปลายปีพุทธศักราช ๒๕๑๙ สังคมไทยสู่ยุควิกฤตทางการเมืองอีกครั้ง นักศึกษาที่เคยเกาะกลุ่มกันอย่างแน่นเหนียว ถูกแทรกแซงโดยลัทธิคอมมิวนิสต์ที่เริ่มแพร่เข้าสู่เมือง จนฝ่ายทหารเริ่มหวั่นไหว เหตุการณ์บ้านเมืองไม่สู้สงบนัก เพราะเกิดการปะทะขึ้นเป็นระยะๆ เกิดภัยมืดคุกคามผู้นำต่างๆ ผู้นำนักศึกษาถูกฆ่า ผู้นำชาวนาถูกฆ่า นักการเมืองถูกลอบสังหาร ในกรุงเกิดจราจลขึ้นบ่อยหน ชนวนของการเข่นฆ่ากันเองเกิดขึ้นอีกครั้ง

จอมพลถนอม กิตติขจร ขอเข้ามาบวชเป็นสามเณรที่วัดบวรฯ อ้างว่ามาเยี่ยมบิดาซึ่งป่วยหนัก พลันกระแสต่อต้านจากนักศึกษาก็อุบัติขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่นานก็เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างนิสิตนักศึกษาประชาชนกับฝ่ายรัฐบาล ข้อหาคอมมิวนิสต์กลายเป็นข้ออ้างที่ทำให้มีการล้อมปราบนักศึกษา

เช้าตรู่วันที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙

เหตุการณ์ ตุลาวิปโยคเกิดขึ้นอีกครั้ง กำลังตำรวจ-กลุ่มลูกเสือชาวบ้านจากการจัดตั้งของฝ่ายอำนาจเก่า ยกกำลังบุกล้อมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วินาทีหลังจากนั้น เสียงปืนดังกึกก้องฟ้า นิสิตนักศึกษาจำนวนมากถูกสังหารอย่างเหี้ยมโหด และประชาชนบาดเจ็บ ล้มตายจำนวนมหาศาล พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ประกาศยึดอำนาจปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.๒๕๑๗ และแต่งตั้งนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ยืนยงย้อนถึงเหตุการณ์นองเลือดครั้งที่ ๒ ว่า “วันที่ ๖ ตุลาคม ผมกลับบ้านที่บางแค น้องชายผมเรียนอยู่ที่ทันตแพทย์ จุฬาฯ ถูกจับกุม วันนั้นผมออกจากบ้านมาท่าพระจันทร์พอดี เห็นนักศึกษากำลังกระโดดหนีลงแม่น้ำเจ้าพระยากัน ความจริงคนที่น่าจะถูกฆ่าคือคุณธานินทร์ เพราะเขาได้ทำความชั่วร้ายไว้มากมาย..”

แอ๊ดรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ! “ผมรู้สึกสลดหดหู่กับมัน คือผมเริ่มเห็นว่า บ้านเมืองเรานั้น มันตกอยู่ภายใต้เผด็จการ เช่นเดียวกันกับหลายๆ ประเทศที่เป็นอยู่ แต่ว่ามันอยู่ในรูปแบบที่แยบยล-ประชาชนไม่มีสิทธิเต็มที่ แต่ว่าไอ้ช่วงนั้นมันมีการประท้วงหรือการก่อม็อบที่ซับซ้อนหลายเรื่อง บางทีผมก็แยกไม่ออก ผมไม่ได้เข้าลึก ทั้งๆ ที่เป็นคนที่ร่วมอยู่ในแนวร่วมอาชีวศึกษาใน ๑๔ ตุลาคม คือก้าวหน้า แต่ว่ายังไม่ถึงระดับที่จะเข้าร่วมในทีมหัวใจสำคัญ” เหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้เอง ที่เป็นเหตุผลให้ทางบ้านตัดสินใจส่ง "ยืนยง โอภากุล" ไปเรียนต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์



๓ สหายบนแผ่นดินตากาล็อก

“คนที่ไปตอนนั้นส่วนหนึ่งคือไปก็เพราะใจ บางคนก็หนีไป บางส่วนเข้าป่า บางส่วนพ่อแม่ส่งไปเรียนนอก ให้พ้นๆ ก็มีจำนวนไม่มาก” ยืนยงนึกคิดถึงสภาพนักเรียนไทยที่กระเสือกกระสนไปเรียนต่างแดน อันเป็นผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ “ส่วนเราเองที่ไปนี่ อยู่ในสภาพแวดล้อม ที่ผมเคยๆ อยู่ เพื่อนในบ้าน หรือในโรงเรียนนั้น มีน้อยคนที่จะรู้เรื่องราวของเรา อาจจะเป็นเพราะฐานะทางบ้าน-ครอบครัวที่สามารถส่งลูกไปเรียนได้ ทำให้เด็กพวกนี้ไม่ค่อยคิดถึงสังคม ไม่ใช่คนต่อสู้แต่คนต่อสู้จริงๆ ก็ใช่ว่าไม่มี” ยืนยงหมายถึงปฏิกริยาและความตื่นตัวของนักเรียนไทยในฟิลิปปินส์ต่อเหตุการณ์ ‘ตุลาวิปโยค’

ยืนยงเข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัย "มาปัว อินสติติ๊ว ออฟ เทคโนโลยี่" ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงทางด้านช่างก่อสร้างและวิศวกรรมของประเทศฟิลิปปินส์
รองจากมหาวิทยาลัย "ซานโตโทมัส" และ "ยู.พี." เขาตั้งใจตั้งหน้าตั้งตาเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวตามความประสงค์ของทางบ้าน ดนตรีที่เคยเล่นเมื่อครั้งอยู่เมืองไทยนั้นดูจะเป็นเรื่องรอง “หลังจากจบปี ๓ (ประมาณ ม๖) ผมก็ไปเรียนต่อฟิลิปปินส์ ไปเจอเขียวกับเพื่อนอีกคนที่นั่นคือ ไข่-สานิต ลิ่มศิลา ก็ตั้งวงกัน ทีแรกเขียวจะไม่เล่นแล้ว เพราะเขาเล่นมาเยอะ แม่เลยส่งไปเรียนต่อฟิลิปปินส์”

นั่นเป็นรอยต่อของวันเวลา ระหว่างแผ่นดินไทยกับผืนดินตากาล็อกก่อนการเดินทางไกลสู่ฟิลิปปินส์ “สมัยอยู่อุเทนฯ ก็เล่นโฟล์กซองไปด้วย แต่พอไปฟิลิปปินส์ แทนที่จะเลิก กลับได้ฤกษ์ ไปเจอเพื่อนอีก ๒-๓ คนที่เล่นดนตรีมาแล้ว.. ก็เลยรวมกันเป็น คาราบาว”

คาราบาว คือเขาควาย

คาราบาวคืนสู่แผ่นดินไทยหลังตุลาคม ๒๕๑๙ เพลงเพื่อชีวิตมีบทบาทสูงอย่างยิ่งในหมู่นักศึกษา แม้จะถูกรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ปิดกั้นเสรีภาพทางด้านการเสพก็ตาม ก่อนหน้าและหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ก่อเกิดวงดนตรีเพื่อชีวิตมากมายในเมืองไทย เพลงดังๆ หลายเพลงมุ่งสื่อการปลอบประโลม การให้ความหวังกำลังใจ การปลุกเร้า พลังในการมีชีวิตและการต่อสู้ คาราวาน, คุรุธรรม, โคมฉาย และอีกหลายวงที่อยู่หัวแถวของขบวนเพลงเพื่อชีวิต เดินทางเข้าร่วมเป็นหน่วยศิลป์ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ผลิตเพลงเพื่อชีวิตออกมาเป็นจำนวนมากขับกล่อมกลุ่มปัญญาชน นักศึกษา

ขณะที่การขับขานบทเพลงในเมืองกรุงมีเพียงวง ‘แฮมเมอร์’ วงเดียว ที่ผุดแทรกขึ้นท่ามกลางการเดินพาเหรดเข้าป่าของวงอื่นๆ ระยะเวลาสืบต่อจากนั้น ยืนยงและเพื่อนก็ทะยอยกันเดินทางกลับมาจากประเทศฟิลิปปินส์ มาถึงแผ่นดินไทย..ต่างตนต่างแยกย้ายกันไปตามวิถีทางของตน

ยืนยงเข้าทำงานการเคหะแห่งชาติและรับเหมาก่อสร้าง เป็นเหตุให้ห่างดนตรีไป “สองปีแรกผมไม่ค่อยได้ทำเรื่องดนตรีเท่าไหร่ ทำงานการเคหะอยู่ ๔ ปีกว่า เล่นดนตรีบ้างหยุดบ้างเพราะงานมันเยอะขึ้น ผมรับเหมาก่อสร้างด้วย ทำหลายอย่าง” นั่นเป็นงานประจำของยืนยงก่อนเบนเข็มเป็น คาราบาว เต็มตัว

แต่ประสบการณ์อีกหน้าหนึ่งของยืนยงระหว่างทำงานการเคหะ ที่ยืนยง มักจะซ่อนมันไว้เบื้องหลังความทรงจำ นั่นคือ ภายหลังเดินทางกลับจากดินแดนตากาล็อก เขาได้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และใช้ชีวิตช่วงหนึ่งอยู่ในป่า ทำหน้าที่ส่งข่าวต่อต้านผ่านทางหมู่บ้านต่างๆ “ผมอยู่ใกล้ชายแดนลาว ได้เรียนรู้ด้านการเมืองและการทหารเป็นเวลาสั้นๆ แต่เขตงานจริงๆผมอยู่ที่อีสานใต้” ชีวิตในช่วงนั้นยืนยงบอกว่าลำบากมาก เพื่อนๆ หลายคนตายในป่าในสนามรบ พวกเมล์อย่างผมก็ถูกติดตามตลอด หน่วยจัดตั้งของผม-ก็ถูกเก็บถูกไล่ล่าจากทหารฝ่ายรัฐบาล เมื่อการเคลื่อนไหวในป่าสิ้นสุดลง นักศึกษาปัญญาชนที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ได้รับการอภัยโทษและทะยอยออกจากป่า เข้ามอบตัวในปี ๒๕๒๓  "ผมตัดสินใจต่อสู้ ..และแนวทางต่อสู้ของผมก็คือ-ดนตรี"

ที่มา http://www.suan84.com


แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

NotBao
คนบ้านเดียวกันฺ
รองแม่ทัพภาค
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 3,944
สมาชิกลำดับที่ 106
เป็น"ควาย"มันไม่มีปัญญา ปัญหาเลยไม่มี



| |

« ตอบ #28 เมื่อ: 29 พฤศจิกายน, 2552, 16:15:20 »



บทความจากคอกควาย

ตอน หากหัวใจยังรักควาย มา มา มาเริงระบำ สามช่า คาราบาว

หากหัวใจยังรักควาย คืออัลบั้มสตูดิโอชุดที่ 16 ของคาราบาว เป็นอัลบั้มที่เป็นการกลับมาร่วมงานกันของสมาชิกในวงทั้ง 7 คน โดยออกจำหน่ายเป็น 2 ชุด รวมทั้งสิ้น 20 เพลง ประมาณเดือนกรกฎาคม 2538 พวกเรานัดหมายเจอกันครบทีมซึ่งนาน ๆ จะได้กลับมาเจอกันอย่างนี้ พูดคุยถึงเรื่องทำงาน 15 ปี ทุกคนอยากทำ เราเริ่มลงมือ 20 สิงหาคม 2538 ผลงานทั้งหมด 22 เพลง ถูกคิดและอัดออกมา เราเลือกมา 20 เพลง เสร็จสิ้นงานเมื่อ 2 ธันวาคม 2538 ที่เรามารวมกันได้มันมาจาก ความรักในสกุลคาราบาว ขอฝากผลงานที่ให้อยู่คู่ใจท่านตลอดไป ขอขอบคุณทุกๆ คน ที่มีส่วนทำให้งานชิ้นนี้ลุล่วง / 5 ธันวาคม 2538

15 ปีที่ควายเพลงบรรเลงผ่าน  รับใช้ชนมานาน นับบัดนี้  จากกระสานซ่านเซ็นเป็นแรมปี  กลับมา ตี ดีด เป่า เขย่า คอ  แม้ พ.ศ. เปลี่ยนไปวัยเปลี่ยนแปลง  หากเรี่ยวแรงยังเต็มตามเอ็นข้อ  ประสาคนเป็นหนุ่มไม่เคยพอ  ไม่คิดนั่งนอนรับรับวันตาย  จึงปั้นใหม่ 2 ม้วนกวนสมอง  เปล่าแสร้งใส่ทำนองร่วมสมัย  มือมันดีด คอมันดิ้น ใจพอใจ  ประสาคน ขวนขวาย อวิชา  ว่ากันว่าอันวิชานะมีอยู่  แต่หยั่งรู้แค่หางอึ่งไม่พึงซ่า  ให้ตอกคอร์ดแจมโซโล่ก็บอกมา  ให้ต่อคำจำนรรจา ข้าไม่เป็น  ความลำเค็ญเข็นให้มือถือกีตาร์  คนที่ลำบากกว่ามีให้เห็น  แผ่นดินเดียว เกิดชาติเดียวน่าร่มเย็น  6 พฤศจิกายน เดือนเพ็ญ เป็นพยาน — แอ๊ด คาราบาว คืนที่พระจันทร์เต็มดวงประทัดดัง 6 พฤศจิกายน 2538

 “ ๑๕ ปีคาราบาว “ ตำนานเพลงเพื่อชีวิตที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง การกลับมาร่วมกันสร้างสรรค์ เพื่อเป็น “ กระจกเพลง “ สะท้อนภาพของสังคมผู้นำรัฐบาล

การกลับมารวมตัวของ คาราบาว ผู้สร้างตำนานจุดประกายบทเพลงเพื่อชีวิตที่ยืนยาวมาถึง ๑๕ ปี ที่ คาราบาว ยังไม่เคยหนีหายไปจากวงการเพลง ยิ่งนานวันบทเพลงอันกร้าวแกร่ง รุนแรง แสดงจุดยืนชัดเจน ทั้งการกระทำและการต่อสู้ที่ค่อนข้างจะจริงจัง ดูไปก็เหมือน คาราบาว ยุคใหม่ที่มีความในใจ อยากเอ่ยปากร้องแรกแหกกระเฌอด้วยการต่อสู้ที่เข้มข้นทางเสียงเพลง แทบไม่คำนึงถึงธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง ในความเป็น คาราบาว นั้นเต็มไปด้วยพลังอันกล้าแกร่ง พร้อมที่จะเข้าต่อสู้เพื่อสังคมอยู่เสมอ เรื่องของ คาราบาว การันตีได้ว่าบทเพลงของกลุ่มคนดนตรีเพื่อชีวิตอันฉกาจฉกรรจ์นี้ เต็มไปด้วยบทพิสูจน์ที่ต้องใช้กาลเวลาเป็นเครื่องตัดสินว่าบทเพลงของคาราบาวทุกชุด ไม่เคยเปลี่ยนแปลงตัวเองเลยสักครั้ง การกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง หลังจากที่แยกจากกันไขว่คว้าหาวิถีทางของสัจธรรมชีวิตเพราะการก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของเส้นทาง ย่อมต้องมีการเปลี่ยนแปลง

แต่การบอกลากันเมื่อหลายปีก่อนสะท้อนให้เห็นถึงผลงานที่ผ่านมา มิใช่ล้มเหลว แต่ว่าประสบความสำเร็จน้อยกว่า อานุภาพของ คาราบาว ๗ คนบนถนนดนตรี ยังมีความขลังกว่าการบอกลาแยกจากกันเพื่อค้นหาความจริงที่มีความสำเร็จอยู่ข้างหน้าอย่างท้าทาย อัลบั้มสุดท้าย ห้ามจอดควาย กับการแยกย้ายคนละทิศละทางสร้างงานเพลงออกมา แต่ว่าความสำเร็จในผลงานแทบจะไม่มี มันกระท่อนกระแท่นบนทิศทางของดนตรี ตราบจนเมฆหมอกร้ายผ่านไป วัยของคนเริ่มมากขึ้น จุดยืนที่ไม่เคยเปลี่ยนได้กลับมาอีกครั้ง และหวังของคน คาราบาว ที่ก้าวมาจับมือกันเพื่อสร้างสรรค์ผลงานชุดใหม่ในวาระครบ ๑๕ ปี ที่ชื่อของ คาราบาว ไม่ได้หนีไปไหน ยังอยู่ในใจของคนที่ชื่นชอบดนตรีแนวนี้ จะได้มีอารมณ์ที่แจ่มใสอีกครั้ง การกลับมาอย่างเต็มรูปแบบ แทบไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว

คาราบาว คือตำนานการต่อสู้จากกลุ่มศิลปินฝีมือฉมังของวงการเพลง ทุกคนเก่ง มีความสามารถเฉพาะตัวสูง การกลับมารวมตัวของ คาราบาว ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของวงการเพลงที่มักนิยมสิ่งใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเพลงแนวร็อคที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นแนวเพลง อลเทอร์เนทีฟ ที่เข้ามาเกาะกุมจิตใจวัยรุ่นให้นิยมชมชอบไปตามกระแส สภาวการณ์เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ คาราบาว รู้ดีว่าจะทำอย่างไร แนวเพลงของ คาราบาว เป็นอมตะที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก งานดนตรีที่ยังมีสีสันและกลิ่นอายของ คาราบาว จะได้พิสูจน์ว่างานเพลงของ คาราบาว ชุดนี้ทั้ง ๒ ตลับจะจับจุดวัยรุ่น รุ่นใหม่ได้หรือไม่

การให้สัมภาษณ์ของสมาชิก คาราบาว ที่บอกว่า ๕ ปีที่ไม่ได้ทำงานร่วมกันก็ยังติดต่อกันนั้น อันนี้เป็นเรื่องจริง แต่ในความจริงที่ลึกลงไปนั้น คาราบาว ทุกคนอยากกลับมา เพราะจากกันไปนานแล้วแต่ยังไม่มีโอกาสกลับมารวมกันสักที จนครบวาระที่ คาราบาว ครบรอบ ๑๕ ปี จึงทำความเข้าใจกันใหม่ในการรวมตัวกันเพื่อสร้างงานที่มีความเป็น คาราบาว เต็มร้อย โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะหาเงินกองทุนเพื่อสร้าง มูลนิธิคาราบาว ให้เกิดประโยชน์ต่ออนุชนรุ่นหลัง ผลงานชุดนี้จึงออกมาอย่างสมบูรณ์ และต้องแข่งขันกับเพลงวัยรุ่นที่กำลังมาแรง ยิ่งกระแส ลูกทุ่งฟีเวอร์ จากละครเพลง มนต์รักลูกทุ่ง แล้ว คาราบาว คงหนาวไปอีก ต้องรอให้การฟีเวอร์เบาบางลง อัลบั้ม ๑๕ ปี คาราบาว คงก้าวผงาดมาทวงแชมป์ความยิ่งใหญ่กลับคืนมาอีกครั้ง เป็นความหวังที่ทุกคนรอคอยมานาน

นาฬิกาชีวิต หมดไปตามกระแสของโลก ดีใจอย่างที่สุดที่ คาราบาว กลับมาเต็มรูปแบบอีกครั้งซึ่งได้กลายเป็นประวัติศาตร์อีกหน้าหนึ่งของวงการเพลงได้จดจำถึง ๗ คนดนตรี ที่ใช้ฝีมือและความสามารถมารวมตัวกันอีกครั้ง ยังมีอีกหลายบทเพลงที่ คาราบาว จะต้องสร้างสรรค์อย่างทันสมัย การเดินทางที่ยาวนานย่อมเหนื่อยล้า ทุกคนได้พักผ่อนมาหลายปี หลังจากที่ต่างคนต่างเดินไปล่วงหน้า หรือยืนหยุดอยู่กับที่ ทุกคนมีความคิด และจิตใจตรงกัน วันนั้นจึงมี คาราบาว ยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงสู่สิ่งที่ดี ที่ควรปรบมือให้ในเมื่อการกลับมาคราวนั้น ไม่มีธุรกิจเข้ามาเป็นตัวแปรให้เกิดความร้าวฉาน สาวก คาราบาว ทุกคนนั้นชื่นชม และมีรอยยิ้มให้กับการกลับมา ๑๕ ปี คาราบาว ก้าวที่กล้าและท้าทาย ไม่ใช่ทำเพื่อใครแม้แต่คนเดียว

ที่มา http://www.carabao2524.com



<a href="http://www.youtube.com/v/Z5c6-4K-hiw&amp;hl" target="_blank">http://www.youtube.com/v/Z5c6-4K-hiw&amp;hl</a>
ฟังเพลงสามช่าคาราบาว จาก คาราบาว 15 ปี

 
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า


หากหัวใจยังรั

หน้า: 1 2 3 [ทั้งหมด]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: