Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
23 กันยายน, 2560, 12:37:21

   

ผู้เขียน หัวข้อ: คำสอน ท่านพุทธทาส  (อ่าน 70815 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: 1 2 3 [4]
นภดล มณีวัต
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 19,573
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #30 เมื่อ: 13 ธันวาคม, 2558, 08:59:04 »

เดี๋ยวนี้ไม่มีศีลธรรมอยู่ในจิตใจของมนุษย์ จึงเกลียดชังกันอย่างมหาศาลแล้วแบ่งโลกออกไปเป็นสองฝ่ายสำหรับประหัตประหารกัน ก็เลยต่างคน ต่างที่จะเห็นแก่ประโยชน์ ความไม่ถือธรรมะเป็นหลักก็มากขึ้น นิยมความเห็นแก่ตัวหรือประโยชน์ของตัวมากขึ้น มันก็เกิดความร้าวราน

พุทธทาสภิกขุ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า




ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #31 เมื่อ: 13 ธันวาคม, 2558, 10:12:53 »

ถ้ามีธรรมะแล้วโลกนี้ก็ไม่วิปริต และแม้ว่าโลกนี้วิปริตแล้ว ถ้ามีธรรมะจริงก็แก้ไขความวิปริตนั้นได้ หรือยิ่งไปกว่านั้นอีกคือจำเป็นจะต้องอยู่ในท่ามกลางโลกที่วิปริตเราก็สามารถอยู่ได้อย่างที่ความวิปริตนั้นไม่ทำอันตรายแก่เรา

พุทธทาสภิกขุ
โลกวิปริต
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #32 เมื่อ: 13 ธันวาคม, 2558, 21:31:35 »

คนเราควรจะมีมุมสงบที่กอกล้วย
ที่กอไผ่ริมบ้านหรือตรงไหน
หรือถ้าไม่มีที่ไหน ก็ในห้องพิเศษ
ซึ่งจะเก็บตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่งเพื่อมองดูในด้านใน...
แล้วก็ทำสมาธิคือสำรวมจิตใจให้อยู่ในสภาพที่โปร่งดี
แล้วก็พิจารณาดู เรื่องทุกข์ เรื่องเหตุให้เกิดทุกข์เป็นต้นนี้
แล้วก็จะเข้าใจมันได้เหมือนเห็นของในน้ำใส

พุทธทาสภิกขุ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #33 เมื่อ: 21 ธันวาคม, 2558, 07:09:42 »

วิวัฒนาการทางสติปัญญาของมนุษย์ ก็เกิดขึ้นๆ
ในทางจิตใจก็ไปถึงพระนิพพาน
เรื่องก็จะหมดพอดี สิ้นสุดได้

แต่ทางวัตถุยังไปอีกไกลไม่รู้เท่าไร
ไม่มีใครทายได้ว่าจะวิวัฒนาการทางวัตถุ
(ความ) ก้าวหน้าทางวัตถุนั้นไปถึงไหน

อีกไม่กี่ปีการไปโลกพระจันทร์ได้
ก็เป็นของเด็กเล่น เป็นของเด็กอมมือ
เพราะมันไปคิดค้นอะไรอื่นๆ ไปมากกว่านั้นมาก

แต่ทางจิตใจมันไปหาความสงบ
หยุดอยู่ที่พระนิพพาน

ในทางกายนี้มันก้าวหน้าไปในทางยุ่งเหยิง
ไม่ยินดีแต่เพียงความสงบระงับทางกาย
สร้างความยุ่งเหยิงไกลออกไป
ให้ทำสิ่งยุ่งเหยิงที่ไม่ต้องทำมากขึ้น

ตามความคิดอาตมา
รู้สึกว่าไปโลกพระจันทร์นี่ไม่จำเป็น
ถ้าเขาอนุญาตให้พูด แล้วไม่โกรธแล้ว
จะพูดว่ามันเป็นเรื่องบ้า ไปทำสิ่งที่ไม่ต้องทำ...

ถ้าทางร่างกายแล้วจงดูแต่เพียงว่า
เราจะมีร่างกายอย่างไร วัตถุสิ่งของ
บ้านเรือน เครื่องใช้ไม้สอย
กินอยู่อย่างไร ให้มันถูกต้อง
เป็นไปด้วยความสงบ
ให้สมกับที่ธรรมชาติเรียกร้อง
ถ้าไม่ถึงที่สุดมันเรียกร้องเรื่อย
มันคอยจะขึ้นเรื่อย
ก็รีบทำให้ถึงที่สุดเสีย
จะไม่ถูกธรรมชาติรบกวน

ยังไม่ถึงพระนิพพานแต่เพียงใด
ก็ยังต้องถูกรบกวนแต่เพียงนั้น
ก็จะต้องเป็นทุกข์ด้วยกิเลสอยู่อย่างนั้น

พุทธทาสภิกขุ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #34 เมื่อ: 23 ธันวาคม, 2558, 06:35:24 »

ทำผิดๆ โดยอ้างศาสนาเป็นหลักก็ยังเป็นความผิดอยู่นั่นแหละ ว่าทำเพื่อพุทธศาสนา แต่มันทำผิดมันก็ไม่มีผลอะไร อย่างทำบุญจนหมดเนื้อหมดตัว ก็เรียกว่า คนโง่เขลา ไร้ศีลธรรมอยู่นั่นเอง

พุทธทาสภิกขุ

ที่มา : บรรยายธรรม หัวข้อ การกลับมาแห่งศีลธรรมเพื่อโอกาสแห่งการใช้พุทธศาตรา ปี พ.ศ. ๒๕๑๘

#ศีลธรรมกลับมาเถิด
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #35 เมื่อ: 23 ธันวาคม, 2558, 07:09:41 »

พูดถึงควบคุมกิเลส ก็สั่นหัวแล้ว จะสอนธรรมะเพื่อการควบคุม ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เขาก็สั่นหัว ก็ยิ่งเกียจคร้าน เกลียดวัด เกลียดศาสนา เกลียดอะไรมากขึ้น ถ้าไปชวนเขาให้ควบคุมความรู้สึกของกิเลส ก็เลยปล่อยกันไปตามเรื่อง ทีนี้ผู้ใดสนใจ ผู้ใดอยากจะมีศีลธรรมก็มาสนใจได้ ก็ต้องสมัครควบคุมบังคับตัวเอง

สมัยก่อนเมื่อสักร้อยปีมานี้ พูดถึงการบังคับตัวเองมาก บทสั่งสอนทั้งหลายจะไปรวมอยู่ในคำว่า บังคับตัวเอง แล้วก็สอนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย สรุปผลเป็นสุภาพบุรุษเท่านั้นพอแล้ว

" สุภาพบุรุษ " คือ ผู้ที่มีการบังคับตัวเองอยู่ในความถูกต้องทั้งหลาย มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ อ็อกซ์ฟอร์ด สมัยเด็กๆ ก็ได้ยินแต่เรื่องแบบนี้ สุดท้ายของเขาก็คือความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่ใช่รู้หนังสือ รู้อะไรมากๆ แล้วไปตามใจกิเลส อะไรมากๆ เหมือนอย่างเดี๋ยวนี้

เดี๋ยวนี้มหาวิทยาลัยเหล่านั้นก็เปลี่ยนเหมือนกัน ทนต่อสิ่งก้าวหน้าทางวัตถุของโลกปัจจุบันไม่ได้ มันก็เปลี่ยน เปลี่ยนกันหมด เมื่อชั้นหัวหน้าชั้นดีมันเปลี่ยน ชั้นลูกจ๊อกเที่ยวไปตามก้นเขา มันก็เปลี่ยนๆ หมด

ในโรงเรียนก็มีแต่สอนให้รู้ ให้เก่ง ให้ฉลาด แล้วก็ไม่มีการบังคับตัวเอง นี่มันผิดความมุ่งหมายของการศึกษา แล้วก็แยกการศึกษาออกไปจากศาสนา หรือแยกศาสนาออกไปจากการศึกษายิ่งขึ้นๆ ประเทศไทยเราก็ไปตามก้นฝรั่ง ที่แยกศาสนาไปจากการศึกษา ก็เป็นการช่วยทำลายรากฐานของศีลธรรม เมื่อไปหมกหมุ่นอยู่แต่วัตถุนิยม มันก็ยิ่งเกลียดศีลธรรมเป็นธรรมดา มันเป็นธรรมดาอย่างนั้นเอง

ถ้าจะกลับมาแห่งศีลธรรม การศึกษาต้องถูกต้อง เพื่อให้มีความรู้ ความฉลาด สามารถบังคับตัวเองได้ ให้อยู่ในรูปของธรรมชาติฝ่ายสูง อย่าตกไปอยู่ในรูปของธรรมชาติฝ่ายต่ำ แล้วปัญหาก็จะหมดไป จะไม่มีนักเรียนนักศึกษาอาละวาดอย่างไม่ฟังเสียงใคร มันก็ไม่มีปัญหาที่เป็นการทำลายชื่อเสียงของการศึกษา ทุกคนก็เป็นคนไทย เป็นคนที่เจ้าของประเทศไทย เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก เป็นหลาน เป็นเหลน แก่กันและกันทั้งนั้น แล้วทำไมจึงมาทะเลาวิวาทกันได้ มันน่าสลดใจ ก็น่าสลดใจ จะว่าน่าขบขัน มันก็น่าขบขัน

แต่ทั้งหมดนี้ มันมาจากความไม่มีศีลธรรม ถ้าศีลธรรมกลับมา สิ่งนี้ก็จะหายไป ศีลธรรมจะกลับมาได้ ก็ขอให้ทุกคนสมัครใจที่จะบังคับผัสสะ คือบังคับตัวเอง ที่เขาเรียกว่า self control

พุทธทาสภิกขุ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #36 เมื่อ: 21 สิงหาคม, 2559, 11:41:40 »

การที่เราทำอะไรไม่ถูกต้องตามที่ควรจะทำนั่น ก็เพราะเราไม่รู้ว่าเราเกิดมาทำไม ถ้าใครๆก็ตามรู้ว่าเกิดมาทำไม เขาก็จะกระทำให้ถูกต้อง ตามที่ว่าเราเกิดมาทำไม เมื่อเราไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม เราก็ทำอะไรเปะๆปะๆ เหมือนกับว่าเรากำลังหลับตาทำ ทำไปทำไมก็ไม่รู้

มีคนเป็นอันมากทำสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาเกิดมาเพื่อจะทำอะไร ปัญหามันก็เกิดขึ้นในโลกนี้เต็มไปทั้งโลก คือเกิดสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาที่กระทำโดยบุคคลเหล่านั้น ผู้ที่ไม่รู้ว่าเกิดมาทำไม วุ่นวายไปหมด

ถ้าทุกคนในโลกรู้เสียว่าเกิดมาทำไมเท่านั้นแหละเขาก็จะทำแต่สิ่งที่ควรจะทำ โลกนี้ก็จะไม่มีปัญหา ไม่มีความยุ่งยากอย่างใดเลยดังนั้นจึงถือว่า การรู้ว่าเกิดมาทำไมนั่นแหละสำคัญอย่างยิ่ง

ถูกแล้วเราไม่ได้ตั้งใจที่จะเกิดมา จะแก้ตัวว่าฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะเกิดมา ฉันไม่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ อย่างนี้มันไม่ได้หรอก เพราะเดี๋ยวนี้มันเกิดมาแล้ว แต่มันเกิดเป็นอยู่อย่างที่เรากำลังเป็นอยู่

ปัญหาที่แท้จริงมันก็มีอยู่ว่า เมื่อเกิดมาอย่างนี้แล้วเราจะต้องทำอะไร จะต้องทำอย่างไร นี่แหละคือตัวปัญหาที่แคบเข้ามา ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ขอให้ท่านทั้งหลายสนใจว่าเกิดมาแล้วจะต้องทำอะไร

ลองไม่รับผิดชอบในเรื่องนี้สิ จะได้รับทุกข์ทรมานอย่างยิ่ง ยิ่งกว่าที่จะไม่ได้เกิดมาเสียอีก เราจะต้องทำอย่างไร ตอบอย่างกำปั้นทุบดินว่า เราจะต้องทำชนิดที่เราจะไม่เป็นทุกข์ จะต้องมีความสุขเป็นที่พอใจ สูงยิ่งขึ้นไป เป็นลำดับ ๆ จนกระทั่งสูงสุดที่เรียกว่าพระนิพพาน นี่ส่วนตัวเราต้องทำอย่างนี้

นี้ที่เกี่ยวกับบุคคลอื่น เราจะต้องทำให้เกิดประโยชน์แก่ทุกคน เพื่อไม่มีใครเดือดร้อน เราก็จะอยู่กันอย่างมีความสุข เพราะว่าใครๆจะอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้ เมื่อมันอยู่ร่วมกัน มันก็ต้องร่วม ต้องอยู่ร่วมกันอย่างอย่างดี จะอยู่ร่วมกันอย่างดีก็ต้องมีคนดี นั้นเราจึงต้องช่วยกันทำให้มีคนดี แล้วอยู่ร่วมกันกับคนดีก็จะไม่มีปัญหา จะไม่มีความทุกข์

นี่เราต้องได้คือตัวเราไม่มีความทุกข์ และเราสามารถทำประโยชน์ให้เกิดขึ้นแก่ทุกฝ่าย เกิดมาแล้วต้องทำอย่างนี้ มิฉะนั้นแล้ว ไอ้การเกิดมานั่นแหละจะเป็นบาป เขาถือกันว่าเกิดมานี่เป็นกุศล ได้เกิดมาได้เป็นกุศล ไม่แน่ ถ้ามันเกิดมาแล้วมันทำไม่ถูกต้องกับเรื่องของการเกิดมาแล้ว มันก็ต้องได้รับทุกข์ได้รับโทษ การเกิดก็เป็นบาปเป็นอกุศล ไม่ใช่ตัวบุญเสียแล้ว การเกิดกลายเป็นตัวบาปไปเสียแล้ว

ดังนี้ จะต้องให้มันเป็นกุศล ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามเรื่องนี้

ทุกคนอยากอยู่ไม่อยากตาย นี่เห็นได้ชัด ดูทุกคนมันดิ้นรนต่อสู้อย่างไม่ยอมตาย ไม่อยากตาย แต่มันก็ทำไม่ถูก มันก็ยังทำไม่ถูก มันก็อยู่อย่างทนทุกข์ทรมานอยู่นั่นเอง มันทำไม่ถูกในเกี่ยวกับความเกิด แล้วมันก็ฆ่าตัวตายประชดความเกิดบ่อยๆ มีคนฆ่าตัวตายปีหนึ่งหลายหมื่นรายทั่วทั้งโลกนี้ มันก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ มันมีแต่จะต้องทำให้ถูกตามที่ความจริงมีอยู่ว่า เกิดมาจะต้องทำอะไร

เกิดมาแล้วต้องประพฤติธรรมะ อย่าให้เกิดความทุกข์ส่วนตน คือบังคับตนให้อยู่ในกระแสแห่งความถูกต้อง มีความคิดเห็นถูกต้อง มีความปรารถนาถูกต้อง มีการพูดจาถูกต้อง มีการทำการงานถูกต้อง ดำรงชีวิตถูกต้อง มีสติควบคุมตัวถูกต้อง มีความพากเพียรถูกต้อง แล้วก็มีจิตตั้งมั่นดำรงอยู่ในสภาพที่ถูกต้อง เรียกว่ามีความถูกต้องแปดประการ ตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา แล้วก็จะไม่มีปัญหาอะไรเลย ตนเองก็จะมีความสุข ก้าวหน้าไปในทางของพระนิพพาน

และเมื่ออยู่ในความถูกต้องแปดประการนั้นแล้ว ผู้อื่นก็พลอยได้รับประโยชน์ เราทำความถูกต้องของเรา แต่ผู้อื่นกลับได้รับประโยชน์ พลอยได้รับประโยชน์ นี้นับว่าเป็นบุญเป็นกุศลอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่ได้เกิดมาร่วมเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทุกรูปทุกนาม

พุทธทาสภิกขุ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #37 เมื่อ: 31 สิงหาคม, 2559, 22:11:54 »

พุทธบริษัทต้องพูดเป็น ทั้งภาษาคนและภาษาธรรม
คนหนึ่งพูดภาษาเงิน อีกคนพูดภาษาธรรมแล้วมันจะพูดรู้เรื่องได้อย่างไรกัน
ภาษาพูดอย่างมีตัวตน คือภาษาคน พูดอย่างไม่มีตัวตน คือภาษาธรรม
พุทธทาสภิกขุ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

ยามเฝ้าบอร์ด
ผู้ดูแลบ้าน
เจ้าหน้าที่อาวุโส
*****


กระทู้: 2,462
สมาชิกลำดับที่ 1
มือปราบเกรียน



| |

« ตอบ #38 เมื่อ: 13 กันยายน, 2559, 16:39:09 »

สติปัญญา...มันต้องคู่กับความเมตตา
รู้จักทำความดับทุกข์...แก่ตนแล้ว
ก็ต้องช่วยเหลือผู้อื่น...ให้ดับทุกข์ได้ด้วย
นี่เรียกว่า...ประพฤติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ
ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสิ่งทั้งปวง..!!!

พุทธทาสภิกขุ
แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 [4]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: