Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
26 มีนาคม, 2562, 19:15:07

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 14 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
เรื่อง "อย่าประมาทลืมตัวมัวเมา จนไม่รู้จักตาย"
ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตน จนกลายเป็นสรณะของพวกเรา ท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทอง เครื่องหวงแหน เป็นคนร่ำรวย สวยงามเฉพาะสมัย จึงพากันรัก พากันห่วง จนไม่รู้จักเป็นรู้จักตาย สำคัญตนว่าจะไม่ตาย และพากันประมาทจนลืมตัว เพลิดเพลินตักตวงเอาแต่สิ่งไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว

(คติธรรม หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)




ศีลธรรมเท่านั้นคุ้มครองโลก...
หลวงปู่ทองผุด ญาณวโร
 วัดภูเขาดิน อ.เชียงคาน จ.เลย





“เมื่อคุณหวังแล้ว
 คุณต้องเตรียมตัวให้พร้อมด้วย

พร้อมทั้งสมหวัง พร้อมทั้งผิดหวัง
 พร้อมทั้งหวาน พร้อมทั้งขม
สมหวังมันหวาน ผิดหวังมันขม

สมหวังดีใจเกินพอดี มันก็บ้า
 ผิดหวังเสียใจเกินพอดี มันก็บ้า

ชีวิตน่ะ มันต้องหวัง
 แต่เมื่อหวัง ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อม
 ทั้งสมหวัง ทั้งผิดหวัง มันเป็นธรรมดาของโลก”

 หลวงปู่หา สุภโร






 2 
 เมื่อ: 25 มีนาคม, 2562, 04:41:20 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

...ตัวจริงแท้จริงของเราก็คือ “ตัวรู้ “ ไปเท่านั้นเอง ตัวรู้ที่หลงไปกับสมมุติ พอหลงก็เลยเกิดความโลภ เกิดความอยากขึ้นมา แล้วพอไม่ได้ก็เกิดความโกรธขึ้นมา เกิดความเสียใจขึ้นมา

.
แต่ถ้ารู้ว่าเราเป็นตัวตนเป็นอะไรก็ได้ เขาให้เป็นอะไรได้ทั้งนั้น เขาว่าควาย ไอ้ควาย เอ้าควายก็ควาย เขาว่า อีทองดำ ก็ทองดำไป (หัวเราะ) ก็เขาว่าน่ะ เขาจะว่าก็ปล่อยเขาว่าไป เราตัวรู้ก็รู้ไป อ้าวเฮ้ยเขาว่าเราเป็นทองดำ ทองดำก็ทองดำ ทองแดงก็ทองแดง ดอกทองก็ดอกทอง ก็เขาว่า ก็ปล่อยเขาว่าไปสิ ใช่ไหม
.
เราเป็นตัวรู้ก็รู้ไปเท่านั้นเอง ไม่เห็นจะต้องไปดีใจเสียใจ กับคำที่เขาว่าหรือเขาชม โอ้ยเป็นนางฟ้า เป็นโน่นเป็นนี่ก็ดีใจ ดีอกดีใจ ก็เป็นเพียงแต่คำพูดของเขาเท่านั้นเอง .
 .............................
 .
คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมะบนเขา 20/4/2561
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





เรื่อง "ผู้มีธรรม ท่านตายง่าย"
หลวงตาบัวตายเขาจะโยนลงเหวหลวงตาบัวก็ไม่สนใจ เผาไม่เผา ฝังไม่ฝัง เราไม่สนใจกับประสากระดูก มันก็เหมือนกระดูกไก่นั่นแหละกระดูกคน กระดูกเหมือนกันตื่นเต้นหาอะไร แต่นี้พูดถึงเรื่องเมรุ มันเกี่ยวข้องกับคนที่จะมายุ่งเหยิงวุ่นวาย พวกสกปรกจะมาตีตลาด เราจึงบีบบังคับเอาไว้ อย่างมากให้ทำขนาดนี้เท่านั้นเมรุเรา อย่าให้เลยนี้ เงินที่มาบริจาคทั้งหมดให้ขนเข้าคลังหลวงทั้งหมด เมรุของเราศพของเรานี้จะเผาด้วยไฟเท่านั้น ใครมีไฟที่ไหนเอามาเผา พอเท่านั้น จึงทำเป็นแบบฉบับไว้เพียงเท่านั้น เรียกว่าอนุโลมนะนั่น ถ้าธรรมดาแล้วไม่จำเป็น เผากบเผาเขียดเขาเผากันยังไง เผาหลวงตาบัวก็เผาแบบเดียวกันไม่เห็นยากอะไรเลย แต่นี้คนมันเกี่ยวข้อง โลกเกี่ยวข้อง จึงต้องอนุโลมให้ทำเพียงขนาดนั้น ท่านทั้งหลายได้เห็นอยู่นี่ที่หน้าวัด เมรุหลวงตาบัว เราก็ไม่ได้แน่ใจนักนะว่าเราจะได้เผาที่เมรุนั้น หรือมันจะตกทวีปไหนก็ไม่รู้ ก็เพราะความดังของหลวงตาบัวนั้นแหละ จะพาตัวให้ตกลงทะเลทวีปไหนก็ไม่รู้นะ ถ้าธรรมดาหลวงตาบัวแล้ว เมรุไม่เมรุไม่จำเป็น ตายที่ไหนเผาที่นั่นเลย สบาย แต่นี้มันจะเป็นไปไม่ได้เพราะกระแสของโลกมันมาก เราก็ต้องอนุโลมตามอย่างนั้นแหละ ดังที่กล่าวให้พี่น้องทั้งหลายทราบ

(ธรรมเทศนา หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)






"ขอให้แบ่งเวลาภาวนา
 อย่าให้เสียวันเสียคืน
 หากจิตใจจะสูงขึ้น มันเป็นเอง
 ไม่ต้องบ่นหา ไม่ต้องลังเล
 จะชนะความหลงของตนเป็นแน่แท้

 การจะหมายเอาแต่ผลประโยชน์
 อันเป็นวัตถุภายนอกอย่างเดียว
 มันก็เป็นการเห็นแก่อามิสเกินไป
 รู้ไหมว่าวัตถุภายนอกนั้น ไม่จีรังยั่งยืน"

หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต





"ดูชี ดูพระ ให้ดูข้อวัตรปฏิบัติ
 ดูคฤหัสถ์ ให้ดูการทำมาหากิน
 ผิดธรรม ผิดศีลหรือไม่ ให้ดูที่นี่
 ดูคน อย่าดูแต่ร่างกาย
 ดูหญิง ดูชายให้ดูความประพฤติ"

  หลวงปู่สาย เขมธมฺโม





 3 
 เมื่อ: 24 มีนาคม, 2562, 04:39:32 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

บ่ายวันหนึ่ง... ขณะที่หลวงปู่กำลังนั่งรถเข็ญออกตรวจบริเวณวัด พบชาย ๒-๓ คนกำลังก้มๆ เงยๆ อยู่โคนต้นไม้หลังอุโบสถ

หลวงปู่ ; ทำอะไร โยม

โยม ; พวกกระผมเอาพระพุทธรูปมาปล่อย(ทิ้ง)ครับ

 หลวงปู่ ; ทำไมเอาพระพุทธรูปมาปล่อยซะหล่ะ

โยม ; พระพุทธรูปสององค์นี้คอหักครับ พ่อว่าไม่ดีเลยให้เอามาปล่อย

หลวงปู่ ; อ้อ! พระพุทธรูปคอหักไม่ดี เลยเอามาปล่อยวัด อะไรไม่ดีก็เอามาปล่อยวัด หมากัดเป็ดกัดไก่ ไก่ ๔ ขา หมา ๔ หู ต้นไม้ประหลาด ลูกบอกไม่ได้ สอนไม่เอา ก็ให้มาบวช

แต่เวลาขอของดี ต้องมาขอกับพระ มาหาพระมาหาของดี ที่ไม่ดีก็เอามาทิ้งวัด มาทิ้งให้เป็นภาระพระ

พระพุทธรูปคอหัก คุณว่าไม่ดี เพราะคุณเข้าใจว่าไม่ดี ตอนไปบูชามาเสียเงินเสียทองเอามากราบไว้บูชา ถือว่าดีว่าขลัง พอตกแตกคอหัก คุณก็ว่าเป็นของอัปมงคล

คนเราอยู่ด้วยกัน รักกันชอบกัน พออีกคนตาย หมดลมหายใจก็กลัวกัน สมมุติกันว่าเป็นผี ก็พาลกลัวกันซะอีก

คุณเอ้ย! ความเป็นพระ ไม่ได้อยู่ที่ก้อนอิฐก้อนดินดอกนะ ความเป็นคนก็ไม่ได้อยู่กับร่างกายสังขารดอกนะ

ความเป็นพระ อยู่ที่คุณงามความดีของพระองค์ ความเป็นคนก็อยู่ที่คุณงามความดีของเขา

คุณสมมติว่า.. พระคอหักคือพระตาย ก็กลัวพระคอหัก
 คุณสมมติว่า.. คนหมดลมหายใจ ก็เป็นผีก็กลัวผี

ถ้าความเป็นพระอยู่ที่ใจเรา พระนั้นถึงจะแตกจะหัก ก็น่ากราบน่าไหว้ ถ้าความเป็นคนอยู่ที่ความรักความผูกพันธ์ อยู่ในความดีของกันและกัน ถึงเขาหมดลม ก็ยังน่าคิดถึงน่านับถือ ไม่น่ากลัว

แต่คุณคิดว่า เมื่อเสกพระพุทธรูปแล้ว ท่านมีชีวิต มีความขลัง พอท่านคอหัก ก็คือท่านตาย ท่านหมดความขลังความศักดิ์สิทธิ์ ...ให้เข้าใจเสียใหม่... พระก็คือพระ จะคอหัก จะแตก จะบิ่น ความเป็นพระ ก็ไม่ได้ลดน้อยลงเลย

เพราะพระก็คือพระ ความดีเป็นพระ ความที่พระองค์ทรงสั่งทรงสอนเป็นพระ ไม่ใช่ความเป็นอิฐเป็นดินเป็นพระ ถ้ามีความเชื่อความศรัทธาอย่างนี้ พระจะแตกจะหักเราก็ยังเก็บไว้ได้ ยังกราบได้ เข้าใจนะ !

โยม ; แล้วจะให้พวกผมทำอย่างไรกับพระพุทธรูปคอหักนี้ครับ

หลวงปู่ ; ที่บ้านมีกาวไหม มีก็ทาติดให้เหมือนเดิม

หลวงปู่หา สุภโร
 วัดสักกะวัน(ภูกุ้มข้าว) ต.โนนบุรี อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์






''...พระพุทธเจ่าเพินสอนให่สบาย นั่งซื่อๆ ภาวนา พุทโธๆ
 บ่พากันเอา นิพากันแลนหาแต่กองทุก เฮดงานตากแดดตากฮ่อนอยู่หั่น เบิดปีเบิดซาด แล่วกะมาจ่มว่า ทุกข์ๆ ขี่ค่านเว่าวะ...''
หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร







"ผู้เจริญย่อมไม่เบียดเบียนใคร ไม่อาฆาตใคร
 ไม่พยาบาทใคร ให้อภัยแก่คนทุกจำพวก
 ไม่เอาเรื่องเอาราวอะไรกับใครเลย
 ต้องพร้อมที่จะให้อภัยอยู่เสมอ
 อย่างนี้ ใจเราสบาย"

 หลวงปู่ท่อน ญาณธโร






“ บุญบาปที่เราทำมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน.
ภาวนาจะทำให้เราเห็นผลในบุญบาปนั้นทั้งหมด
 ภาวนาจะทำให้เกิดปัญญารู้ละวางกิเลสได้
 พระอริยะเจ้าทั้งหลายท่านก็อาศัยการภาวนานี้แหละ จัดการกับกิเลสในจิตใจของตน จนจิตท่านเลื่อนลำดับชั้นขึ้นไปจนถึงธรรมธาตุนิพพาน
 หลุดพ้นจากการเป็นทาสของกิเลส''

...............

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม







"ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก
 เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ เป็นทางแยก
 จะไปสูงไปต่ำ จะไปดีไปร้าย
 เลือกได้ในชีวิตนี้เท่านั้น พึงสำนึกข้อนี้ให้จงดี
 แล้วจงเลือกเถิด เลือกให้ดีเถิด"

  สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ






 4 
 เมื่อ: 23 มีนาคม, 2562, 10:24:29 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

เรื่อง "อยากไปนิพพาน แต่ไม่สร้างเหตุ"
อาตมาเคยลำบากมาแล้ว เป็นอาจารย์มาหลายปี ตั้งต้นสอนจริงๆ จังๆมาประมาณเกือบ ๓๐ ปี ขณะนี้มีวัดสาขาน้อยใหญ่ที่ขึ้นต่อวัดหนองป่าพงประมาณ ๔๐ แห่งแล้ว แต่ก็รู้สึกว่ามีศิษย์สอนยากสอนลำบากเหลือเกิน
  บางคนก็รู้แล้ว ไม่เอาใจใส่
  บางคนไม่รู้ ก็ไม่เอาใจใส่
เดี๋ยวนี้ก็เลยคิดอะไรไม่ค่อยจะออก ไม่ทราบว่าทำไมจิตใจของมนุษย์จึงเป็นอย่างนั้น ถ้าไม่รู้ก็ไม่ดี แต่บอกให้รู้แล้วก็ยังไม่รับเอา จะทำอย่างไรอีกต่อไปก็ยังไม่รู้อีกเหมือนกัน เมื่อปฏิบัติไปก็มีแต่เรื่องสงสัยทั้งนั้นแหละสงสัย อยู่เรื่อยๆอยากจะไปแต่พระนิพพาน แต่ไม่เดินไปตามทาง อยากจะไปเฉยๆเท่านั้น มันวุ่น ให้นั่งสมาธิก็กลัว มีแต่ความง่วง ง่วงนอน สิ่งที่เราไม่สอนนั้นแหละชอบปฏิบัติ ฉะนั้นเมื่อมีโอกาสมาเยี่ยมท่านอาจารย์ จึงเรียนถามท่านว่า ลูกศิษย์ของท่านเป็นอย่างไร ท่านตอบว่าเหมือนกัน นี่ก็เป็นความยุ่งยากอันหนึ่ง เป็นปัญหาอันหนึ่งของครูบาอาจารย์ที่จะช่วยลูกศิษย์


(ธรรมเทศนา หลวงพ่อชา สุภัทโท)





มีกิเลสเท่านั้นบีบบังคับหัวใจของเราเวลานี้
 จงฟาดฟันหั่นแหลกลงไปที่นี่
 อย่าไปคำนึงถึงกับมืดกับแจ้งกับความสว่างอะไรๆ
 วันนั้น ปีนี้เดือนนั้น สถานที่โน่นที่นี่ เหล่านั้นไม่ใช่กิเลส
 ตัวกิเลสแท้ๆฝังอยู่ที่ใจ จมอยู่ที่ใจ ปักเสียบอยู่ที่หัวใจ
ได้รับความทุกข์ความทรมานอยู่ที่ใจ
 จงนำศาสตราวุธคือความพากเพียร สติปัญญา
 ฟาดฟันลงไปที่นี่ ให้หมดที่นี่ สิ้นซากกันที่นี่
 แล้วจะเห็นความจริงอย่างเต็มส่วนที่นี่
 เมืองพอก็อยู่ที่นี่
 หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน






ลักษณะของผู้มีพระรัตนตรัยเป็นสรณะที่พึ่งแล้ว
 ย่อมมีกายอ่อนน้อม มีวาจาอ่อนน้อม
 ย่อมปรารภเสมอพร้อมทั้งน้ำใจ
 ประกอบด้วยปัญญา พิจารณารู้เห็นความจริงของตนว่า
 เราเกิดมานี้เพราะกรรม เราเป็นอยู่นี้เพราะกรรม
เราตายไปนี้เพราะกรรม
 เราทำดีได้ดี เราทำชั่วได้ชั่ว
 ดังนี้ใครๆจะช่วยความเป็นตายให้เราได้
 เมื่อมีความเชื่อมั่นหมั่นระลึกศึกษาภาวนาอยู่เป็นนิตย์แล้ว
 เท่ากับสาธยายมนต์ทิพย์อันประเสริฐ
 นับเป็นหลักทางใจในทางพุทธศาสนาส่วนหนึ่ง
 ท่านพ่อลี ธัมมธโร




“จุดมุ่งหมายของการสวดมนต์
 คือ ทำใจของเรา ให้มีที่อยู่อาศัย
 คนเราที่ทุกข์ใจไม่หยุดยั้ง เพราะใจไม่มีที่พึ่ง
 ถ้ามีบทสวดมนต์เป็นที่พึ่ง เวลาทุกข์
 มันจะไปสวดของมันเอง
แล้วมันก็ลืมทุกข์ลืมยากไปได้”

 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย





"มนุษยศาสตร์ทั้งหลาย
 มีแต่ศาสตร์ที่ไม่มีคมทั้งนั้น
 ไม่สามารถจะตัดทุกข์ได้
 มีแต่ก่อให้เกิดทุกข์ ศาสตร์เหล่านั้น
 ถ้าไม่มาขึ้นกับพุทธศาสตร์แล้ว
มันจะไปไม่รอดทั้งนั้น"

 หลวงพ่อชา สุภัทโท






 5 
 เมื่อ: 22 มีนาคม, 2562, 04:52:19 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

“ถ้าไม่มีทุกข์ ก็ไม่ต้องปฏิบัติออกจากทุกข์
 มันมีทุกข์ จึงปฏิบัติออกจากทุกข์
 เราหนีทุกข์ หรือให้ทุกข์หนีจากเรา
 เรารู้เท่าทุกข์ ทุกข์ก็หนีเอง
 ถ้าเราไม่รู้เท่าทุกข์ ทุกข์ก็ไม่หนี”

รู้ก็สักแต่รู้ เห็นก็สักแต่เห็น
 ถ้าเห็น"ธรรม"ก็หายทุกข์
 ถ้าแสงสว่างเกิดขึ้นเมื่อใด
 ความมืดก็ดับ

เหมือนไฟฟ้า เมื่อไฟสว่างมืดก็ดับ
 เป็นธรรมดา แสงสว่างที่ดับมืดคือ

"พ้นโลก" เป็น"พุทธปัญญา"

ความทุกข์ที่จริงเป็นสิ่งดี ทุกข์นี้ดีจะได้เบื่อ
 เบื่อว่ากูไม่อยากเกิดแล้วโว้ย จะได้ปรารถนา
 ออกจากกาม เพราะถ้ามันสุขมันก็จะลืมตัว
 มันจะพาเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้แหละ...

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต





"ไปเดือดร้อนอะไรกับคนนินทา
 ใครนินทา เราไม่ได้ยิน ไม่ใส่ใจก็สบาย
 คนนินทาน่ะ เป็นยาชูกำลัง ที่จะเตือนตัวเอง

เขาติ ดีกว่าเขาชม จะได้รู้ตัว
ถ้าเราเป็นอย่างนั้น จะได้ปรับปรุง
 เราจะไปโกรธเขาทำไม ถ้าไปโกรธเขา
 ก็เรียกว่า เราแพ้ตัวเอง"

 หลวงปู่ท่อน ญาณธโร





“ดี ชั่ว กลางๆ มันต้องวางให้หมด
 สุข ทุกข์ กลางๆ มันต้องวางให้หมด
 มันต้องดับหลงทั้งหมดให้ได้เสียก่อน
 ถึงจะไปรอด คือผู้ถึงฝั่ง "

  หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต




 6 
 เมื่อ: 22 มีนาคม, 2562, 00:38:30 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




710. รีวิวเล็กๆ : Border / 2018 (ต้องดูให้จบสักครั้งก่อนตาย!)


“ชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งพยายามจูบ ไซร้ต้นคอ ลูบคลำหน้าอกของหญิงสาวหน้าแปลก จวบจนเธอเริ่มถ่างอ้าขาออก เขาจึงใช้มือลูบไล้ลงไปเรื่อยๆจนถึงตรงกลางหว่างขา หลังพยายามลูบไล้อยู่นานหลายนาที มันน่าแปลกใจมิใช่น้อย ที่ตอนนี้เขาคลำเท่าไหร่ ค้นหาเท่าไหร่  ก็ไม่เจอ….น้องสาว(อวัยวะสืบพันธุ์)ของเธอแต่ประการใด….”

หนังชื่อ Border / 2018 หรือ Gräns / 2018 (ชื่อในฉบับ original title) เรื่องนี้เป็นหนังแนว Genres: Drama | Fantasy | Romance | Thriller ที่แรงในระดับเรต R (Rated R for some sexual content, graphic nudity, a bloody violent image, and language / Motion Picture Rating / MPAA) และได้รับเรต 18+ และ 20+ ในบางประเทศ หนังจากประเทศ Sweden | Denmark ผลงานการกำกับของ Director: Ali Abbasi เเละได้ John Ajvide Lindqvist มารับงานด้าน Writers บทหนังให้จนเเล้วเสร็จ

หนังบอกเล่าเรื่องราวของสาวหน้าแปลก Tina (รับบทโดย Eva Melander) สาวล่ำที่ตอนแรกเกิดพบความผิดปกติในร่างกาย ทำให้หน้าตาของเธอดูคล้ายมนุษย์ยุคหินผสมมนุษย์หมาป่าสาว กับความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ปกติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด คือ การดมกลิ่นที่ดีเลิศยิ่งกว่าสุนัขพันธุ์ไหนๆบนโลกใบนี้ นอกจากนี้นางก็ยังมี “ลางสังหรณ์” ที่ดีเยี่ยม คาดเดาล่วงหน้าได้ราวหมอดู  ด้วยเหตุนี้ Tina จึงถูกบรรจุในกรณีพิเศษให้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานศุลกากรของประเทศสวีเดน

ไม่กี่วันต่อมา Tina ได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรของสวีเดน จับชายต้องสงสัยที่พยายามลักลอบนำเข้าภาพ-สื่อลามกอนาจารเด็กๆเข้ามาในสวีเดน แม้นชายคนนี้จะพยายามซ่อนตัวเมมโมรี่การ์ดเก็บข้อมูลไว้อย่างมิดชิด แต่มันก็ไม่สามารถรอดพ้นจากการดมกลิ่นและลางสังหรณ์อันแม่นยำเป็นเลิศของนางไปได้ เพราะเรื่องนี้เองทำให้ Tina ได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูงจากหัวหน้างานหลายครั้ง....

แต่แล้ววันหนึ่ง จุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของ Tina ก็บังเกิด เมื่อนางเกิดไปสังเกตชายร่างใหญ่ หน้าตาคล้ายมีอาการผิดปกติในแบบเดียวกับที่นางเป็นเดินผ่านเข้าด่านตรวจพอดี เจ้าหน้าที่ชายประจำด่านจึงอาสานำชายคนนี้ไปตรวจร่างกายภายในห้องลับ แล้วก็พบว่าเขาชื่อ Vore (รับบทโดย Eero Milonoff) เขาเป็นผู้ชายที่ไม่มีอวัยวะเพศชาย แต่กลับพบว่า Vore มีอวัยวะเพศหญิงติดตัวมาแต่กำเนิดแทน…. (อึ๋ยยยย....)

สิ่งประหลาดนี้เองทำให้ Tina เริ่มลุ่มหลงในตัวของชายแปลกหน้าคนนี้ยิ่งขึ้นไปอีก และเพียงไม่กี่วันต่อมา ที่บ้านพักกลางป่าของสาวเจ้ากับเพื่อนชาย(เจ้าพนักงานฝึกสุนัข)ก็เริ่มถูกชายลึกลับร่างยักษ์ Vore ชายผู้มีอวัยวะเพศสตรีแต่กำเนิดรุกรานอย่างเชื่องช้าแต่ทรงพลัง….

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
หนังดีสุดๆจริงๆครับ  ภาพในหนังสวยงามประหลาดตาคล้ายหลุดไปอีกโลก  ฉากสวยอลังการเว่อวัง  การดำเนินโครงเรื่องเนิบๆ เชื่องช้าตามสไตล์หนังยุโรป หนังมีจุดไคลแม็กซ์คือ “ฉากการร่วมรักระหว่างสาว Tina กับหนุ่มแปลกหน้า Vore ชายผู้มีอวัยะเพศของสตรีแต่กำเนิด”  ฉากนี้บอกตามตรงเล่นเอาผู้เขียน “ตื่นตะลึง ตัวแข็งต่อสิ่งที่ประจักษ์แจ้งตรงเบื้องหน้าไปราว 20 วินาที....”  หนังดีสุดๆครับ  สมควรหามารับชมให้จบสักครั้งก่อนตาย  ให้ 10 / 10 คะแนนครับผม (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะเออ)

 

 7 
 เมื่อ: 21 มีนาคม, 2562, 05:11:37 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"อย่าพากันไว้ใจในชีวิตตน
 ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง ไม่แน่นอน
 วันนี้เรามีชีวิตอยู่ ยังหายใจอยู่
 วันหลังมา ชีวิตจะเป็นอย่างไร
 ดีหรือไม่ เราไม่อาจรู้ได้

 วันนี้พวกเราทั้งหลาย เชื่อหรือว่า
 ชีวิตจะคงอยู่ตลอดวัน เพราะความตาย
 เป็นของไม่มีกาลเวลา มันจะตายเวลาไหนก็ไม่รู้
 เพราะชีวิตเป็นของไม่เที่ยง สุดแท้แต่จะเป็นไป

เมื่อเรามีชีวิตอยู่ อย่าพากันประมาท
 จงพากันบำเพ็ญความดี ให้เกิดให้มีขึ้น
 ในดวงจิตของเราเสียแต่บัดนี้

เมื่อตายแล้ว เราจะทำอะไรได้เล่า
 มีแต่รับผลบุญผลบาป ที่ตัวเองสร้างไว้เท่านั้น"

หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ





"คิดดู การให้อภัยผู้อื่น มันเป็นการช่วยใคร
 ที่จริงเป็นการช่วยตัวเราเอง เราไม่ต้องเครียด
 ไม่ต้องเศร้าหมอง ไม่ต้องอึดอัดอีกแล้ว ถือว่าหมด
 มันหมดอยู่ที่ตัวเรา หมดอยู่ที่ในจิตใจของเรา"

 พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ






จิตคนเรามีพลัง มีอำนาจมาก ขอให้ภาวนา ทานก็ให้ทำ เป็นสมบัติติดตัวติดตามไปทุกภพทุกชาติ แต่จิตภาวนานี้มีอำนาจมาก มีพลังมาก ขอให้ "ภาวนา" อย่าได้ขี้เกียจภาวนา
ภาวนาจนจิตสงบ จิตรวมลง เหมือนเส้นด้ายพุ่งเข้ารูเข็มให้ได้เสียก่อน แล้วจึงหมุนสู่ขั้นปัญญา
สมาธิก็เหมือนการรวบรวมทรัพย์ เมื่อมีมากจนเพียงพอแล้ว ก็เอาทรัพย์ออกไปใช้ คือ เอาปัญญาออกไปฆ่ากิเลส เข้าใจมั้ย...
โอวาทธรรม
หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร






“...อย่างปัจจุบันให้เราเข้าใจเสียว่าร่างกายไม่ใช่เรา เราไม่ใช่ร่างกายอย่างนี้ จิตใจเป็นเรา เราเป็นจิตใจนี้ ให้มันแน่ขึ้นมาดูซิ แล้วต่อไปวันหนึ่งข้างหน้าเราต้องตาย สิ่งทั้งปวงในโลกเราเอาไปไม่ได้ มีความดีและความชั่วเท่านั้นแหละเป็นอนุคามินีติดตามเราไป เมื่อเราทำความชั่ว ความชั่วย่อมติดตาม แต่ความชั่วที่ติดตามนั้นไม่ให้ผลประโยชน์ มีแต่จะทรมานเรา ความดีที่เรากระทำนี้แหละจะเป็นสิ่งอนุคามินีติดตามเราไปเหมือนหนึ่งญาติที่สนิทกัน เราคอยอยู่ ณ สถานที่ใด เมื่อเข้าไปสู่แดนนั้น ญาตินั้นแหละจะให้ความอุปการะหรือให้ความสะดวกแก่เราฉันใด ความดีที่เรากระทำ เหมือนญาติที่ดีของเรานั่นเอง จะตามอุปถัมภ์หรือพิทักษ์รักษาเราให้ได้รับความสุข อย่างต่ำนำเราไปสู่สัคคาลัย เมื่อจุติเคลื่อนจากสัคคาลัยต้องมาเกิดในตระกูลที่มั่งคั่งอาศัยตระกูลเป็นต้นทุน ให้มีนิสัยละเอียดขึ้น หรืออาศัยกำลังคือสิ่งที่ประดับบารมีเป็นธรรมดา นั้นแหละอุดหนุนเราให้ประกอบอะไรโดยไม่ขัดข้องสะดวกสบาย...ทำนองนี้ ขอให้เข้าใจอย่างนี้ให้ถูกต้องให้จริงเถอะนะ...”

หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย
วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี





เรื่อง "สมุจเฉทวิรัติ ศีลพระโสดาบันเป็นศีลอัตโนมัติ"
พระอริยบุคคลชั้นพระโสดาบันแม้จะเป็นฆราวาส ก็เป็นผู้แน่วแน่ในศีลที่ตนรักษาอยู่ ไม่รับศีลแล้วรับศีลเล่าเหมือนสามัญชน(สมุจเฉทวิรัติ) เพราะท่านเชื่อเจตนาของตนและรักษาศีลด้วยความระมัดระวัง ไม่ยอมให้ศีลขาดหรือด่างพร้อยด้วยเจตนาล่วงเกิน แม้จะเป็นผู้นำหน้าของหมู่ชน ก็เพียงรับเป็นจารีตของผู้เป็นหัวหน้าเท่านั้น แต่เจตนาจะรับเพราะเข้าใจว่าตนเป็นผู้มีศีลขาดหรือด่างพร้อยนั้น ไม่มีในพระโสดาบันบุคคลเลย

(คติธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)








 8 
 เมื่อ: 21 มีนาคม, 2562, 01:49:40 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.





709. มันถูกเเบนฝังตายในหลายประเทศ: Watch Me Die / 2014 (ดู…กูตาย!)

เรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังโหด-วิปริต ที่หางานตัวต้นฉบับได้ยากระดับแถวหน้าของโลกอีกเรื่องหนึ่ง หนังชื่อ Watch Me Die / 2014 หรือ Murder Death Kill / 2014 หนังสัญชาติอเมริกันผลงานการกำกับของ Director: Thomas Banuelos หนังเรื่องนี้ตามข่าวที่ได้รับทราบมา คือสร้างได้วิปริตมากๆจนมันถูกเเบนฝังตายในหลายประเทศมาแล้ว แม้แต่เว็บของ IMDB ก็ยังลงข้อมูลของมันว่า Certificate: Not Rated (อาจจะเพราะผู้กำกับ Thomas Banuelos ไม่กล้าเอามันมาเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเพื่อจัดเรตของ MPAA / เพราะถ้าหนังได้เรตเเรงๆ อาจมีผลเรื่องการเผยเเพร่?)

Watch Me Die / 2014 (ล่อ….เธอมาเชือด!) หนังบอกเล่าเรื่องราวของฆาตกรโรคจิตที่ชื่นชอบการถ่ายทำหนังแนว Snuff Films เป็นชีวิตจิตใจ มุมมองของหนังเรื่องนี้จึงถูกถ่ายทอดออกมาในแนวทางของ “หนังแอบถ่าย-หนังบันทึกวินาทีฆาตกรรมเหยื่อของกลุ่มคนโรคจิต-และวินาทีการชำเราสาวขายบริการทางเพศด้วยกรรมวิธีสุดวิปริตจนกว่าเหยื่อของพวกมันจะตายลง....”  เพราะหนังถ่ายทำออกมาด้วยมุมมองแบบกล้องแทนสายตา(แบบ REC) หลายฉากที่ผู้กำกับรังสรรค์ขึ้นจึงสมจริงแบบสุดขีดคล้ายเรากำลังนั่งรับชมการดำเนินชีวิตปกติ การออกล่าเหยื่อของกลุ่มฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตตัวเป็นๆ ผู้ชมก็จะรับชมการล่าเหยื่อ ฆาตกรรม และทำลายซาก ตั้งแต่วินาทีแรกจวบจนหนังจบลง พร้อมๆกับพวกฆาตกรโรคจิต เหล่านั้น….

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
หนังสร้างออกมาสมจริงดี แถมงานต้นฉบับของมันยังหามารับชมได้ระดับโคตรยากอีกด้วย ความสนุกของตัวหนังก็ถือว่า “ให้ผ่าน” เอาไป 6.8 / 10 คะแนนครับผ๊มมมม

 








 9 
 เมื่อ: 21 มีนาคม, 2562, 01:39:21 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.



708. Scars of Xavier / 2017 : (ตามติดชีวิตฆาตกรต่อเนื่อง....)

ถ้าใครเคยดู (Head Case / 2007) จะรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันมาก เพราะฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตทั้งสองเรื่องชอบที่จะล่าเหยื่อภายในที่พักอาศัยของตนเอง และออกล่าในสถานที่เปลี่ยว หรือในยามวิกาลคล้ายๆกัน

หนังชื่อ Scars of Xavier / 2017 : (ตามติดชีวิตฆาตกรต่อเนื่อง....) เรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญสายโหด-จิต Genres: Drama | Horror | Thriller จากประเทศเยอรมัน ผลงานการกำกับของ Director: Kai E. Bogatzki เเละได้ Marc Engel มาช่วยในส่วนของการเกลาบทหนัง

Scars of Xavier / 2017 หนังบอกเล่าเรื่องราวของฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตไร้นามคนหนึ่ง(รับบทโดย Thomas Binder) ซึ่งเจ้าฆาตกรคนนี้กลางวันมันจะทำงานเป็นพนักงานอู่ทำความสะอาดรถยนต์ แต่เมื่อใดก็ตามที่แสงตาวันสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไป จิตอีกขั้วหนึ่งของมันจะตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่ 100% และออกไล่ล่าเหยื่อสาวที่มันเน้นเป็นพิเศษว่าต้องเป็นสาวๆขายบริการทางเพศตามท้องถนนของเยอรมันเเบบเจาะจง  โดยมันจะเลือกเหยื่อแล้วโปะยาสลบ-ทุบตีให้หลับ-หรือกระทำด้วยวิธีการใดใดก็ตาม แล้วลากเหยื่อกลับมายังห้องหับของมัน จากนั้นเกมในการทรมาน-ข่มขืน-และหั่นซากออกเป็นชิ้นๆเพื่อทำลายก็จะเริ่มขึ้นในบัดดล หนังเรื่องนี้จะนำเสนอภาพการชำเราเหยื่อ การทรมาน และการทำลายล้างซากศพอย่างชนิดเจาะลึกถึงพริกถึงขิง จวบจนเหยื่อรายสุดท้ายสิ้นลมหายใจ….

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
หนังดีในระดับหนึ่งเลยล่ะครับ ผู้กำกับค่อนข้างชาญฉลาดยิ่งที่คุมโทนสีในหนังให้อึมครึมเป็นขาว-ดำซะส่วนใหญ่เพื่อเน้นความดิบ-จิตของตัวหนัง ฉากการฆาตกรรมเหยื่อรายต่างๆภายในหนังเรื่องนี้ก็ถือว่าสร้างออกมาได้ในระดับที่ “ดีเข้าขั้น” แถมบางช่วงของหนังยังแอบตัดสลับฉากให้คนดูได้พอทราบเป็นแนวทางว่าทำไมเจ้าฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตรายนี้มันจึงจงเกลียดจงชังผู้หญิงนัก(เลยเลือกฆ่าแต่ผู้หญิง) หนังดีอยู่นะครับ ให้ 7.5 / 10 คะแนนละกัน

 

 10 
 เมื่อ: 20 มีนาคม, 2562, 04:43:32 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
สมุทัย" ความหมายคือ เหตุทำให้ทุกข์เกิด
 ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา

 "กามตัณหา" ความปราถนาในอารมณ์ คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

  "ภวตัณหา" ความปราถนาในภพ คือความมีความเป็น หมายความว่า ในสิ่งที่มีอยู่นั้น ก็อยากให้มีอยู่ตลอดไป

 "วิภวตัณหา" ความปราถนาในความไม่มีไม่เป็น หมายความว่า ในสิ่งที่มีอยู่เหมือนกันแต่เป็นอารมณ์ที่ไม่ชอบ ไม่พอใจ อยากให้พ้นไป หมดไป จบไป

"นิโรธ" หมายความว่า ดับโดยไม่เหลือ คือดับเหตุ(สมุทัย) ได้แก่ ดับกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา นี่คือลักษณะของ นิโรธ

 "มรรค" หมายความว่า เป็นทางดำเนินของกาย ของใจแต่ไม่ใช่ทางเดินด้วยเท้า หรือยวดยานพาหนะ แต่หมายถึงการเดินในทางธรรม ได้แก่ ศีล สมาธิ และปัญญา เช่น สัมมาทิฏฐิ เป็นต้น สัมมาสมาธิ เป็นที่สุด

พระอาจารย์รังสรรค์ อภิปุญโญ
 วันอังคาร ที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๖๒





"...โลกคนตายเป็นโลกทิพย์ อยากเห็นโลกทิพย์ต้องมีตาทิพย์ อยากได้ยินเสียงทิพย์ต้องมีหูทิพย์ อยากไปโลกทิพย์ต้องมีกายทิพย์ การมีกายทิพย์เกิดจากการปฏิบัติพากเพียรภาวนาและการตาย มันมีวิธีอื่นนอกจากการตาย แล้วแต่คุณจะเลือกหรอก.."

คติธรรมคำสอน
 พระญาณวิสาลเถร (หลวงปู่หา สุภโร)




เรื่อง "ผู้ดับเชื้อภพชาติ หมดปัญหายุติการเกิดตาย"
ตามหลักความจริงของกฎธรรมชาติแล้ว ไม่มีอะไรสูญในโลก มีแต่ความเปลี่ยนแปลงของสังขารทุกประเภท ซึ่งไม่ใช่ธรรมชาติเดิมเท่านั้น เปลี่ยนแปลงตัวเองลงสู่ธรรมชาติ คือธาตุเดิมของเขา และเปลี่ยนแปลงตัวเองจากธรรมชาติเดิมขึ้นมาสู่ธาตุแฝง เช่นเป็นสัตว์ บุคคล เป็นต้น กรรมดี กรรมชั่ว ซึ่งเป็นสิ่งที่มีประจำสัตว์ผู้มีกิเลสเครื่องผลักดันและมีความรู้สึกในแง่ดีชั่วต่างกัน จำต้องทำกรรมอยู่โดยดี แล้วกรรมดีกรรมชั่วจะสูญไปไม่ได้ แม้ผลดีผลชั่วซึ่งผู้ทำกรรมจะรับเสวยเป็นความสุขความทุกข์ จำต้องมีเป็นคู่กัน โดยจะเสื่อมสูญไปไม่ได้เหมือนกัน นอกจากผู้ทำใจให้หมดเชื้อจากภพชาติแล้วเท่านั้น จะเป็นผู้หมดปัญหาในเรื่องเกิดตาย เพราะการทำดีทำชั่วและได้รับผลดีชั่ว ทั้งนี้เป็นสาเหตุมาจากเชื้อแห่งภพชาติที่ฝังอยู่ภายในใจเป็นมูลฐาน

(คติธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)




ตัวเจตนาคือบุญกุศล

พูดถึงการบริจาค ยกหลวงปู่มั่นขึ้นมา เรื่องเงินทองนี่ ถ้าเรามีครอบครัวเราต้องดูแลครอบครัวให้มีความสุข ใครจะถวายเงินหลวงปู่มั่น ท่านบอกพอแล้วหรือ ถ้าพอแล้วก็แบ่งมา ถ้ามีครอบครัว อยากจะได้บุญก็เลี้ยงครอบครัวให้มีความสุขก็ได้บุญเหมือนกัน

เดี๋ยวนี้คนเอาแต่ความสะดวก บ้านเล็ก ๆ ก็มีตู้เย็น แต่เป็นตู้หนี้ นี่อำนาจของความอยาก วัดเราจึงไม่ให้เอาเข้ามา เรื่องไฟฟ้า เรื่องอะไรที่จะเป็นหนี้เป็นสินอย่าเอาเข้ามา พระหาเงินไม่เป็นจะไปเบียดเบียนเขา เขามาวัดไม่ได้มาเอาความวุ่นวาย แล้วก็งดกฐินออก คิดถึงคำสอนหลวงปู่มั่น หลวงปู่มั่นท่านก็ไม่ได้บอกให้ทอดกฐิน ใครมาท่านก็ให้บังสุกุลเอา ท่านเอาง่าย ๆ

อย่างเรื่องเจ้กไฮ เจ้กไฮไปทำบุญกับหลวงปู่มั่นด้วยความปลื้มอกปลื้มใจ ไปทำอาหารถวายหลวงปู่มั่น ใส่บาตรเสร็จแล้วถึงเวลารับพรเขาก็เรียกเจ้กไฮมารับพร เจ้กไฮว่า อั้วไม่เอา สวดอั้วก็ไม่สวด อั้วได้บุญตั้งแต่อั้วคิดที่บ้าน หลวงปู่มั่นชมเชยเจ้กไฮมาก แต่พวกเรานี่ยัดใส่มือยังบอกฉันให้หน่อยน่า ก็ตัวเจตนาเป็นตัวบุญมันเสร็จแล้ว คนมาใส่บาตรตั้งเท่าไร เป็นร้อย ๆ จะให้ฉันหมดต้องฉันตั้งกี่วัน เจตนานั่นคือตัวกุศล ได้แล้วน่ะ คนอิสานนี่ครูบาอาจารย์สอนแนะนำพอเข้าใจกัน คนกรุงเทพนี่ว่าอิมานิอยู่นั่น ก็เลยว่า เวลาตัวเองจะทาน ทานร้อน ๆ อร่อย พระก็อยากร้อน ๆ เหมือนกันนะ ก็ว่าอยู่นั่นน่ะจนข้าวเย็น มันเกินไป...

หลวงปู่ทุย ฉนฺทกโร





“การครองเรือน...มันจะไปวิเศษวิโสอะไร...มีแฟนก็ทุกข์กับแฟนต่อให้มีอีกมากมายเท่าไรมันก็ไม่พ้นต้องทุกข์กับคนนั้นอยู่ดี เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ อยู่อย่างนั้นไม่จบไม่สิ้น สุขแค่ประเดี๋ยวประด๋าว แต่ต้องทนทุกอย่างแสนสาหัส อยู่ในโลกใบนี้ตัวเองยังไม่รู้จักเข็ดอีกหรือ พิจารณาดูสิของเหล่านี้มันมีอยู่ประจำโลก โลกอันจอมปลอมนี้ล่อหลอกกันอยู่อย่างนี้ ใครมาเกิดในโลกใบนี้ก็ต้องเจอกับของเก่าๆ เดิมๆแบบนี้พิจารณาดูสิ สู้ฝึกจิตของเจ้าของไม่ได้หรอก ถ้าใครฝึกถึงขั้นถึงภูมิแล้ว มันเหนือโลกเหนือวัฏสงสารเลยนะ นี่สิถึงจะวิเศษของจริง หัดพิจารณาดูบ้างสิ”

โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์
 หลวงพ่อปรีดา ทุย ฉันทกโร
 วัดป่าดานวิเวก อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ







เรามาพบพระพุทธศาสนา พบธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ให้สร้างคุณงามความดีเอาไว้ สร้างบุญสร้างกุศลเอาไว้ สิ่งใดที่ไม่ดี อย่าคิด อย่าทำ อย่าพูด ถ้าเราตั้งตนไว้ดีแล้ว สั่งสมคุณงามความดีไว้ดีแล้ว มันจะไปไหน คุณงามความดีเหล่านั้นก็จะเข้ามาสู่จิตสู่ใจพวกเรานี่ล่ะ ถ้าเราทำกรรมไม่ดีเอาไว้ นั่นล่ะ ตั้งอยู่ในความประมาท เกิดขึ้นมาร่างกายเป็นมนุษย์สมบูรณ์แล้ว จิตใจกลับไปทำกรรมชั่ว เป็นมิจฉาทิฏฐิ คิดไปไปทางที่ชั่ว ทำไปในทางที่ชั่ว พูดไปในทางที่ชั่ว กรรมชั่วทั้งหลายก็เข้ามาครองจิตครองใจ พาไปในทางที่ไม่ดี เห็นกงจักรเป็นดอกบัวอย่างที่ว่า กลืนไม่เข้าคายไม่ออก จนกว่าจะใช้กรรมหมดนั่นล่ะ

พอหมดกรรมแล้วก็มืดมนอนธกาลอีก เพราะมันโง่มา ไม่รู้จะไปทางไหนอีก แต่ว่าจิตใจคิดว่าเกิดมาชาตินี้ทุกข์แท้ ๆ ขอภพหน้าชาติหน้าขอให้เกิดดีกว่านี้ด้วยเถิด มันคิดในใจอย่างนั้น นี่คือความใฝ่สูง คนเรามันตกต่ำแล้วก็จะใฝ่สูง แต่พอใฝ่สูงแล้ว ถ้าคุณงามความดีพอมี ชาติหน้าอาจจะได้เกิดเป็นมนุษย์ได้ พอเกิดเป็นมนุษย์ก็ได้สร้างคุณงามความดี ได้เกิดสูงไปอีก มีเงินคำทรัพย์สมบัติ แต่ถ้าแทนที่จะสร้างคุณงามความดีให้กว้างขวางต่อไป กลับเอาทรัพย์สมบัตินั้นมาเที่ยวเล่น กินเหล้าเมายา สุรานารี อบายมุขทุกอย่าง เผลอ ๆ จะจ้างคนไปฆ่าคนอีกต่างหาก ความชั่วทั้งหลายทำหมด เพราะตัวเองมีเงินมีอำนาจ พอกรรมเล่นงานก็ตกหัวทิ่มบ่ออีก กรรมพาตกนรก พาไปเกิดในท้องอีก นี่ล่ะจึงเรียกว่าวัฏฏวน

พระพุทธเจ้าท่านเห็นแล้วท่านจึงว่าน่าเบื่อหน่าย ในโลกนี้ โลกวัฏฏสงสาร มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นเพราะกิเลส ท่านค้นหาต้นตอ ท่านสั่งสมบารมีมา ท่านค้นคิดมาหลายภพหลายชาติ ตั้งความปรารถนา ขอให้ข้าพเจ้าได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า หมดจดจากกิเลส นี่คือความใฝ่สูงของพระพุทธเจ้า พวกเราก็ใฝ่สูงอยากเป็นพระอรหันต์ นี่ก็คือใฝ่สูงเหมือนกัน ตัดกิเลสเหมือนกัน บางทีบางภพบางชาติก็อาจจะหลงไป แต่จุดยืนของเราคือเป็นพระอรหันต์ เราตั้งหลักไว้อยู่ ถึงมันลงไปมันก็ยังขึ้นมาได้ บางทีมันก็หลงไป

แต่ถ้าเราไม่มีสัจจะ ไม่มีความจริงใจ อย่างพระพุทธเจ้า ท่านปรารถนาอย่างแน่วแน่จนได้รับพุทธพยากรณ์อย่างแน่นอนมาตลอด ถึงจะตกต่ำแต่ก็ขึ้นสูงได้ พวกเราทุกคนก็อย่าตั้งอยู่ในความประมาท เกิดมาพบพระพุทธศาสนาแล้ว ให้ตั้งอยู่ในคุณงามความดีไว้ ไปอยู่ที่ไหนก็ให้ภาวนา ให้เห็นโทษ ให้เป็นอิสระในตัวเอง ให้นำธรรมะคำสั่งสอนเข้าสู่จิตใจ ให้รู้แจ้งเห็นจริง ถ้าไม่มีธรรมในใจ ไม่มีอะไรสักอย่างในโลกนี้ มีแต่ทิ้งทั้งหมด ให้คิดทบทวนดูให้ดี

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
 พระธรรมเทศนา “เยี่ยมเยือนอินเดีย”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๒





ปฏิบัติทางสั้นที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ก็คือ "ภิกษุเองจะพึงวางกังวลในขันธ์ห้า เสีย" นี่คือ หัวใจสติ หัวใจอริยมรรค ถ้าวางกังวลได้ในขันธ์ห้า

จิตพ้นเกี่ยวข้องขันธ์ห้า ก็พ้นทิฏฐิทั้งสิ้น เพราะพ้นสังขารทั้งสิ้น ถึงจิตวิสังขาร คือ จิตแท้ ไม่ใช่สังขาร ไม่มีสังขาร ไม่ใช่ภพโลกคนเทวดา สัตว์โลกทุกชนิด หรือที่พระนักปฏิบัติ เรียก จิตเป็นกลาง

อมตจิต ที่บริสุทธิ์แล้วก็หยั่งลงสู่ อมตสัจธรรมบริสุทธิ์ พระวิสังขารธรรม คือ นิพพานธรรม อกาลิโก ไม่มีเรื่องกาลเวลาของโลกอวิชชาหลง เป็นอมตสัจธรรม ไม่ใช่ มตธรรม หลงความผิดว่า 'เรา' ego, self เกิด ตาย จะเกิดจะตาย

แม้โสดาบันก็เห็นอมตธรรม พระนิพพานเท่านั้นจริง ไม่ใช่มตธรรมโลกหลง เป็นเรา เขา, แก่ เจ็บ ตาย เมื่อจิตพ้นโลกหลง เป็นโลกุตตรจิต โลกุตตรสุข วิมุตติสุข แล้วโลกธรรมแปดหมดอำนาจ (สุขทุกข์ ได้ลาภ เสื่อมลาภ ฯลฯ)

อ้าว ลองทำดู สัก ๒๐ - ๓๐ ปี คงได้ผลไม่มากก็น้อย

หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต







หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10