Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 สิงหาคม, 2560, 09:01:31

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 18 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
ท่านเห็น หลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ตั้งแต่เข้าประตูวัด หลวงปู่พรหมก็มาถึงศาลา หมู่เพื่อนภิกษุก็หาน้ำหาท่ามาถวายท่าน ท่านก็บ่นอยู่กุฏิของท่านนั่นแหละ “ออกไปเดี๋ยวนี้ๆ” ไม่รู้ว่าผิดอะไร หลวงปู่พรหมถ้าไม่ออกไปก็กลัวท่านจะเหนื่อย กลัวจะเป็นบาป ท่านก็เลยออกไปพักบ้านหนองสะไน ตามที่หลวงปู่อ่อนเล่า ไม่รู้ว่าผิดอะไร นี่แหละที่ท่านพระอาจารย์มั่นท่านพูดอย่างนั้น ได้ยินได้ฟังก็วินิจฉัยดู “มิใช่ผิดทางท่านสอนรึ ?” ที่ท่านดุนั่นเรียกว่าผิดทางที่ท่านสอน “การสร้างนั่นมิใช่ทางพ้นทุกข์ ทางพ้นทุกข์ไม่สร้างอย่างนั้น”

ตอนอาตมาไปคารวะ หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต ที่วัดภูจ้อก้อ (วัดบรรพตคีรี) อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร ท่านกำลังสร้างศาลาใหญ่ ท่านบอกอาตมาว่า “ถ้าอาจารย์มั่นยังอยู่ ทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ท่านว่า ทำอย่างนี้โดนท่านดุเอา” แต่มาสมัยนี้โยมเขาว่า “ถ้าไม่ทำจะไปอยู่ไหนหลวงปู่ ไม้มันก็จะหมด หาหญ้าหาอะไรมันก็ไม่มี” จริงของเขา ท่านว่า หลวงปู่หล้าก็เลยทำ “ที่หลวงปู่หล้าท่านทำ มันพร้อมหมดทุกอย่างแล้ว แต่สมัยก่อนไม่พร้อมมันเป็นทุกข์ การสร้างก็เป็นทุกข์ สร้างแล้วความปรารถนาอยากเป็นนั่นเป็นนี่นั่นก็เป็นทุกข์อีก ไม่พ้นทุกข์ ทางท่านพระอาจารย์มั่นสอน ท่านสอนพ้นทุกข์ ถ้าผิดทางของท่าน ท่านจะดุเอาอย่างนั้นแหละ ถ้าไม่ผิดทางท่าน ท่านก็จะไม่ดุ”

หลวงปู่อว้าน เขมโก วัดป่านาคนิมิตต์ จ.สกลนคร






ถ้าครูบาอาจารย์มีความเห็นผิดก็พากันเห็นผิดตลอดสาย ถ้าครูบาอาจารย์มีความเห็นถูกต้อง ถ้าเข้าไปในสำนักนั้น ก็พาในการประพฤติปฏิบัติไปเพื่อความพ้นทุกข์หรือเพื่อความสิ้นทุกข์ได้โดยง่าย เหมือนต้นไม้ ถ้าขึ้นมาตรงก็จะตรง ถ้าขึ้นมาคดไปคดมามันก็ไม่แน่นอน

ทีนี้เรื่องการปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน อันนี้ก็เลือกลำบากนิดนึง เราก็เทียบเคียงกับพระธรรมวินัย ว่าสำนักไหน อย่างน้อยศีลของท่านอยู่ในขอบข่ายของพระธรรมวินัย ไม่ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย ไม่ล่วงละเมิดศีลของพระ และก็ครูบาอาจารย์นั้น

สอนศีล สมาธิ ปัญญา ไปเพื่อให้แจ้งซึ่งอริยสัจ ๔ หรือเปล่า

ถ้าสอนให้กำหนดรู้ในความทุกข์ สอนให้กำหนดรู้ถึงสาเหตุให้เกิดความทุกข์ กำหนดให้รู้ถึงความดับทุกข์ กำหนดให้รู้ถึงข้อประพฤติปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อันนี้ก็เป็นแนวทางของพระพุทธองค์ ที่ท่านทรงสั่งสอนไว้

จากหนังสือ ถามตอบปัญหาธรรมเล่ม ๑ โดย พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) หน้าที่ ๑๐-๑






"สร้างสัญญาใหม่ให้กับใจ"

ถาม : สัญญาเก่าข้ามภพชาติ คือสิ่งใด แล้วหากมีอยู่จริง มีวิธีการปฏิบัติในการรื้อถอนสิ่งเหล่านี้อย่างไรครับ

พระอาจารย์ : ก็ของที่เราเห็นแล้วเราชอบไม่ชอบนี้ก็เป็นสัญญาเก่าทั้งนั้นแหละ ทำไมชอบสีเขียวทำไมไม่ชอบสีแดง อันนี้ก็สัญญาเก่า ชาติก่อนเคยชอบสีเขียว เคยไม่ชอบสีแดง ชาตินี้พอมาเจอสีเขียวก็ชอบ สีแดงก็ไม่ชอบ นี่ความชอบไม่ชอบของเรากับสิ่งต่างๆ นี้เป็นสัญญาทั้งนั้นแหละ เป็นความจำที่ฝังลึกจนเป็นอัตโนมัติไป เห็นอะไรปั๊บรู้เลยว่าชอบไม่ชอบ เพราะว่านี่เป็นสิ่งที่เราฝังมา วิธีที่จะแก้ก็คือต้องฝืนมัน ถ้าเรารู้ว่าสิ่งที่เราชอบไม่ดี เราก็เปลี่ยนมันได้ เช่นชอบดื่มสุรา และมาทราบทีหลังว่าดื่มแล้วมันเป็นอันตรายเป็นโทษกับเรา เราก็ต้องฝืนมัน พยายามอย่าไปทำมัน ทุกครั้งที่เราอยากจะดื่มสุราเราก็ไม่ดื่ม เดี๋ยวต่อไปความอยากดื่มมันก็จะหายไป หรือเราต้องให้สัญญาใหม่กับใจ สร้างสัญญาใหม่คือ สร้างความหมายใหม่ว่าสุรานี้เป็นพิษ ดื่มแล้วทำให้ร่างกายตายเร็ว สุขภาพเสื่อมโทรม ตับไตไส้พุงนี้จะถูกทำลาย เสียเวลา เสียเงินเสียทอง เสียสติ เวลาดื่มสุราแล้วเมาไม่มีสติยับยั้งการกระทำที่ไม่ดีต่างๆ เสียเวลา แทนที่จะเอาเวลาเอาไปทำงานทำการทำประโยชน์ ก็มาเสียเวลากับการดื่มสุรา ดื่มแล้วก็เมา ทำอะไรไม่ได้ ต้องหลับต้องนอนอย่างเดียว ถึงเวลาตื่นไปทำงานก็อาจจะตื่นไปไม่ทัน ก็อาจจะตกงานได้ นี่คือเราสร้างสัญญาใหม่ให้เห็นว่าสุรานี้มันเป็นโทษเป็นภัยกับเรา เมื่อเรารู้ว่ามันเป็นอันตรายอราก็จะได้ไม่ไปเสพมันได้.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







พระธรรมเทศนาที่ท่านได้จดจารึกซึ่งเกิดจากภาคปฏิบัติจิตตภาวนาล้วน ๆ นั้นคือยอดแห่งคำสอน เป็นวิสุทธิธรรมแท้ นำผู้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติตามให้ได้รับแต่ความสมหวัง ก้าวถึงแดนแห่งความพ้นทุกข์อย่างแน่นอน

เท่าที่ได้อ่านและแน่ใจ หนังสือที่นักปราชญ์ท่านแสดงเต็มเปี่ยมด้วยความมีเมตตามหาคุณ บริสุทธิ์สมบูรณ์ไม่น่าสงสัย ๑. เจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ๒.ขันธะวิมุติสมังคีธัมมะ จดจารึกด้วยลายมือท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ๓.ท่านพ่อลี ธัมมธโร ๔.ท่านอาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน ๕.หลวงปู่ชา สุภัทโท ๖.หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

โอวาทคำสอนซึ่งเป็นวิสุทธิธรรมนั้นหายาก ถ้าใครไม่มีควรหามาอ่าน ผู้ที่มีแล้วขยันอ่าน ให้พยายามปฏิบัติตาม ความรู้ความฉลาดความเห็นของเราจะถูกต้องดีงามตามหลักคลองศีลคลองธรรม สามารถนำชีวิตของเราที่เกิดมาไม่ปราศจากประโยชน์โดยแท้

หลวงปู่ทุย ฉนฺทกโร







ก่อนที่จะฟังเทศน์ฟังธรรม ให้สำรวมกายวาจาใจให้ดี ทำจิตให้ว่าง โทรศัพท์ต้องปิดเสียก่อน ฟังทั้งโทรศัพท์ด้วย ฟังทั้งเทศน์ด้วย โทรศัพท์นี่สำคัญมาก ๆ นะ ไปวัดไหนอยู่ที่ไหนก็เห็น มีแต่โทรศัพท์จนมันไม่ว่างเลย แล้วเวลาฟังเทศน์มันจะเข้าใจได้ยังไง ให้ปิดเสียก่อน ไม่งั้นจะไม่ได้อะไรเลย

แล้วขณะที่ฟังเทศน์ขอร้องอย่าถ่ายรูป ปิดโทรศัพท์ซะ ถ้าไม่ปิดเราก็กระวนกระวายเป็นภาระกับสิ่งเหล่านี้ ได้ยินโทรศัพท์เหมือนไฟจี้เลย เต้นโหยงเลย ธรรมะเข้าไปจี้หัวใจไม่สะดุ้ง แต่สิ่งเหล่านี้เข้าไปจี้เมื่อไร เต้นเมื่อนั้น ให้ปิดไว้ก่อน เสียสละไว้ก่อน มันเป็นเรื่องของโลก ไม่ใช่เรื่องของธรรม ไปอยู่ที่ไหนก็มี แต่ธรรมเป็นสิ่งหายาก เพราะฉะนั้น ให้ปิดไว้ก่อน

พระอาจารย์โสภา สมโณ







"...ความตาย เป็นสิ่งที่ไม่เลือกหน้าเลือกตาใคร
 จะร่ำรวยสวยงามสักปานใด
 ไม่มีใครหลงเหลืออยู่ในโลกนี้ได้
เงินทองข้าวของมีมากมายมหาศาล
 คนรวยๆ นี่ตายไปก่อน เห็นไหมเป็นสักขีเป็นพยาน
 ไม่มีใครหลงเหลืออยู่ในโลกนี้ได้

เวลาจะตาย พญามัจจุราชมันไม่ยกเว้นหนา
 มีเงินมีทองยกให้ มันก็ไม่เอา
 พญามัจจุราช มันมีอำนาจเหนือใครทั้งนั้น
 มันไม่กินสินบนกับใครด้วย
 มันตรงไปตรงมา ทำงานตามหน้าที่
 นั่นคือ พญามัจจุราช

พญามัจจุราช คืออะไร คือคนตาย
 เมื่อความตายมาถึงแล้ว จะขอไว้นาทีสองนาทีก็ยังไม่ได้
 พวกเราทั้งหลายอย่าพากันประมาท ผลัดวันประกันพรุ่ง
 วันเวลามันผ่านไปๆ สังขารร่างกายของเรามันนับ นับวันหนา
 มันน้อยลงหนา ไม่ใช่มันเพิ่มขึ้นหนา

อายุสังขารของเรามันลดลงๆ กำลังวังชาก็หมดไปๆ
 ตามันก็เสี่ยง หูมันก็เสี่ยง สังขารร่างกายมันก็เสี่ยง
 กำลังวังชาช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น

เห็นไหม พระพุทธเจ้าว่ามันไม่เที่ยง
 ได้คิด ได้อ่าน ได้พินิจพิจารณาหรือไม่
 แต่ละเมื่อละวัน มันก็ผลักเข้ามา
 ดูหัวใจ take care ตัวเองบ้าง..."

โอวาทธรรม
 พระครูมงคลญาณ (หลวงปู่คำพอง ปัญญาวุโธ)
เจ้าอาวาสวัดป่านานาชาติ รัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา
 เมตตาให้ ก่อนฉันจังหันเช้า
 ณ ธรรมสถาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 ในวันอาทิตย์ที่ 23 เมษายน 2560







"พระพุทธศาสนานี้สอนธรรม คือ
 สอนให้ทำเอา ปฏิบัติเอา ไม่ใช่คิดเอา"
-:-หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร-:-






เช้าวันหนึ่ง ผมกำลังกวาดใบไม้ ที่ลานวัด
 อารมณ์ไม่ดี รู้สึกหงุดหงิด ขัดเคือง
 และรู้สึกว่า ตั้งแต่มาอยู่ที่วัดป่าพง
 เจอแต่ทุกข์

 พอดีหลวงพ่อเดินตรงมายังผม
 ท่านยิ้มให้ พร้อมกับพูดว่า
"วัดป่าพงทุกข์มาก!!!"
แล้วท่านก็เดินกลับไป

ผมสงสัยว่า ทำไมหลวงพ่อพูดอย่างนี้
 กลับไปกุฏิ พิจารณา ได้สติว่า
 ทุกข์ไม่ได้เกิดจากวัดป่าพง
 แต่เกิดจากจิตใจเราเอง

-:- พระราชสุเมธาจารย์ (หลวงปู่โรเบิร์ต สุเมโธ) -:-







สังเกตลักษณะอาการก่อนตาย ว่าจะไปเกิดที่ไหนอย่างไร?

โดย หลวงปู่หล้า เขมปัตโต

“ตายคาภาวนาดีกว่า”

 หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ได้เมตตาเทศนาสอนเรื่องของการตั้งสติก่อนจะสิ้นลมว่า เป็นสิ่งที่ทุกคนควรหัดไว้บ้าง ถ้าเราไม่หัดไว้ทีนี้ ใกล้จะตายมาพุทโธๆแด่เด้อ พุทโธๆเด้อ พุทโธๆยังไงเมื่อมีชีวิตอยู่มันก็ยังไม่ภาวนา เดี๋ยวจะเจ็บอันนั้นปวดอันนี้ ร้องครางไปสารพัดแล้วไม่หัดไว้เดี๋ยวนี้ไม่ได้ จำเป็นต้องหัดไว้ ถ้าตายคาภาวนาพุทโธ ถึงจะมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกก็ตาม เราก็ไปสุคตินานอยู่เหมือนกัน หลวงปู่เองก็เคยบอกไว้ว่า ตายคาภาวนายังดีกว่าตายคานึกถึงสิ่งของ เวลาเราจะตาย เรานึกถึงสิ่งของอันใด ใจขาดด้วย ก็ไปเป็นเขียดกะปาดบ้าง อยู่ตามรั้วอยู่ตามไร่ตามนา ถ้าเรานึกถึงหลานคนนั้นคนนี้ แล้วก็ใจขาดคาที่นั่น เราไปเกิดเป็นเป็ดเป็นไก่เขาหรือเป็นหลานเขา เวลาจะตายสำคัญ อสัญกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน

หลวงปู่หล้า เขมปัตโต ได้เน้นถึงลักษณะของระยะเวลาใกล้ตายไว้ดังนี้

– เวลาใกล้จะตายเห็นแสงไฟ ปรากฏเห็นแสงไฟมา ยังไม่คิดไปทางอื่นแล้วก็เลยตายในขณะนั้นก็ไปเกิดในนรก

– ถ้าเวลาใกล้จะตายปรากฏเห็นท่าน้ำหรือป่าไม้ แล้วก็สิ้นลมปราณในเวลานั้นยังไม่คิดไปทางอื่น ก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

– เวลาใกล้จะตายปรากฏว่ามืดมนอนธกาล มองไม่เห็นอะไรเลยคล้ายๆว่ากลางคืน สิ้นลมปราณในขณะนั้นก็ไปเกิดเป็นเปรต

– เวลาใกล้จะตาย ได้ปรากฏเห็นวิมานและปรากฏเห็นเทวบุตรเทวดา แล้วก็สิ้นลมปราณในขณะนั้น ก็ไปเป็นเทวบุตรเทวดาเป็นอินทร์เป็นพรหมอยู่ในสรวงสวรรค์หรือพรหมโลก

– เวลาใกล้จะตาย ปรากฏเห็นครรภ์มารดา ก็ไปถือปฏิสนธิเกิดอีกในครรภ์

ส่วนพระอรหันต์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เวลาใกล้จะตายก็มาเห็นกายเราส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น ลมหายใจเข้าออกเป็นต้น หรือ กระดูกท่อนใดท่อนหนึ่งเป็นต้น หรือผม ขน เล็บ ฟัน อันใดอันหนึ่งเป็นต้น หรือธาตุน้ำอันใดอันหนึ่งในสกลร่างกายเป็นต้น มีดี เสลด น้ำเลือด เหงื่อ น้ำมันข้น น้ำลาย ไขข้อ น้ำมูตร หรืออันใดอันหนึ่งเป็นต้น ต่อจากนั้นแล้วท่านก็พลิกจิต ไม่ได้ติดอยู่ในผู้รู้ทั้งหลาย ทั้งอดีต อนาคต ปัจจุบันด้วย ท่านก็เข้าสู่พระนิพพานไปซะ หาธรรมอันไม่ตาย

ถ้าเราไม่หัดไว้ทีนี้ ใกล้จะตายมาพุทโธๆแด่เด้อ พุทโธๆเด้อ พุทโธๆยังไงเมื่อมีชีวิตอยู่มันก็ยังไม่ภาวนา เดี๋ยวจะเจ็บอันนั้นปวดอันนี้ ร้องครางไปสารพัดแล้วไม่หัดไว้เดี๋ยวนี้ไม่ได้ จำเป็นต้องหัดไว้ ถ้าตายคาภาวนาพุทโธ ถึงจะมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย อีกก็ตาม เราก็ไปสุคตินานอยู่เหมือนกัน

 2 
 เมื่อ: 18 สิงหาคม, 2560, 19:22:04 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

“พระคุณของแม่ล้นฟ้า ล้นแผ่นดิน
 ที่ควรเทิดทูนสุดหัวใจ
 จงเมตตาท่านสุดหัวใจตลอดไป
 อย่านำยาพิษ คือกิริยาไม่ดี และดุด่า
 มาเป็นคู่แข่งพระคุณท่าน
และเผาลนท่าน ให้แสลงตา แสลงใจ
 ได้ทุกข์เพราะเรา อีกต่อไป”

-:-หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน-:-






"เราสร้างความดีกับใคร
 เราก็ดีใจ ถึงเขาไม่รู้ เราก็รู้

ในทำนองเดียวกัน
 การทำความชั่ว
ถึงเขาไม่รู้ เราก็รู้"

-:-หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม-:-





"รักพ่อแม่ให้ทดแทนคุณ
 รักสร้างบุญให้รักษาศีล"
-:-หลวงปู่จื่อ พันธมุตโต-:-






"เราอยากให้คนอื่นทำดีกับเราอย่างไร
 คนอื่นก็อยากให้เราทำดีกับเขาอย่างนั้น

ขอให้พยายามคิดถึงความจริงนี้
 ให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะมีสตินึกได้
จะเป็นคุณแก่ตนเองอย่างยิ่ง

การคิดพูดทำทั้งหมด จะเป็นไปอย่างดีที่สุด
 ไม่เป็นการทำร้ายผู้อื่น ไม่เป็นการเบียดเบียนผู้อื่น"

-:-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ-:-







" ถ้าคนมันถึง พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ฝากเป็นฝากตายแล้วมันบ่ไปใสแล่ว ผู้ใดว่าหยังให้กะเฉยๆคือกันกับคนมีเงินพันล้านในกระเป๋าเดินตามทางคนว่าให้กะเฉยๆเพราะใจมันเป็นสุขคิดถึงเงินในกระเป๋าเจ้าของ เปรียบคือกันกับคนที่มีสรณะเป็นที่พึ่งในใจมันกะคือกันนั่นละ แต่มันถึงยากเด้ละขนาดพระเทวทัตมีฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้ยังบ่ถึงสรณะไหลลงอเวจียังบ่ไดัไปผุดไปเกิดอยู่จนถึงปัจจุบัน ในประเทศไทยร้อยคนสิมีพอสามคนบ่ที่ถึงสรณะ เกิดเป็นคนนั้นประเสริฐแล้วเป็นแก้วสารพัดนึก นึกดีกะได้ดี พระคือกันอยู่วัดบ่เคยภาวนาจักเทื่อไปหาสร้างเหรียญมาแล้วทำท่าไปปลุกเสกเหรียญให้ขลัง คือบ่ปลุกเสกเจ้าของนั้นให้มันดี "

*************************

หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร
 วัดถ้ำสหาย อ.หนองแสง จ.อุดรธานี





“เรือแห่งชีวิตที่เราเคยขี่มานาน ด้วยอำนาจแห่งกิเลส กรรม วิบาก อันเป็นประดุจลูกคลื่นนั้น เมื่อถึงชายฝั่งแล้ว เราก็ทิ้งเรือไม่แบกเรือขึ้นฝั่งไปด้วย”
เรือคืออะไร ก็คือศีล คือธรรมทั้งหลาย ที่ปฏิบัติมา เป็นประดุจลำเรือ อาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำทาง อาศัยพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องส่องทิศ อาศัยครูบาอาจารย์เพื่อเดินสู่จุดหมาย มีพระธรรมวินัยเป็นแผนที่ มีพระสงฆ์เป็นลูกเรือ เมื่อถึงฝั่งอย่างที่เราต้องการแล้ว ย่อมทิ้งเรือต่างๆ ไว้เบื้องหลัง เป็นเอกจิต เอกธรรมชั่วนิรันดร...”

โอวาทธรรม
 พระครูสุทธิธรรมรังษี (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท)
วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อ.สามโคก จ.ปทุมธานี
(พ.ศ. ๒๔๕๙ - ๒๕๔๗)







"พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องความไม่มีอะไร ความไม่ได้อะไรจริงแท้แน่นอน ไม่รู้จะไปอวดอะไร มีนั่นมีนี่อวดกัน ไม่รู้ได้อะไรจากมัน อวดกัน วิ่งฆราวาสอวดกันมีแต่กองทุกข์ ตายไปก็เอาไปด้วยไม่ได้ ไม่รู้จะหามาอวดกันเพื่ออะไร สู้เราทำความพากความเพียรไม่ได้ ละวาง ไม่สะสม ไม่เพิ่มพูน สำรวม ไม่ได้มันก็ยังดีกว่าส่งเสริมกิเลส สะสมความยึดมั่นถือมั่น"
โอวาทธรรม...หลวงปู่เพียร วิริโย







"ท่านปัญญาทำประโยชน์ให้วัดนี้มากมาย ท่านเรียนจบทางวิศวะ ถ้าไม่ถามเหมือนไม่รู้นะ ถามอะไรๆ ไม่มีติดข้อง ว่าทำได้ๆ เรื่อย จนกระทั่งจรวดดาวเทียมท่านก็ทำได้ แต่ว่างานอย่างนี้มันต้องเป็นจำนวนคนงานเท่านั้นๆ ท่านบอกไว้ สำหรับวิธีทำรู้แต่ทำคนเดียวไม่สำเร็จ แน่ะท่านก็มีเหตุผลของท่าน คนหนึ่งชำนาญทางหนึ่งๆ มาทำเครื่องมือชนิดนี้ เช่นพวกจรวดหรือดาวเทียมนี้ คนนั้นชำนาญทางนั้นทางนี้มารวมบวกความรู้ทั้งหลายที่จะทำจรวดนี้ รวมตัวกันแล้วเป็นจรวดขึ้นมา ทำคนเดียวไม่สำเร็จ มันมีหลายแง่หลายทาง

ท่านก็ดีนะ ทางด้านจิตตภาวนาท่านดีอยู่ ไม่จำเป็นต้องศึกษาเรื่องจิตใจอะไรมากนักนะ ท่านฟังเทศน์เรา คือแต่ก่อนเราเทศน์สอนพระนี้อาทิตย์หนึ่งหรือว่าสิบวันเทศน์ทีหนึ่งอยู่บนศาลา แต่ก่อนเราก็ยังหนุ่มน้อย ภาระยังไม่มาก คนก็ยังไม่มาเกี่ยวข้องมาก การประชุมเทศน์สอนพระนี้เป็นประจำ อาทิตย์หนึ่งหรือสิบวันทีหนึ่งๆ เทศน์สอนพระ ทีนี้เวลาท่านฟังไปนานๆ แสดงว่าท่านเข้าใจทางภาคปฏิบัติ แหม ท่านอาจารย์เทศน์ดีมาก ท่านทำไมถึงรู้ว่าดีมาก เนื้ออรรถเนื้อธรรมสูงต่ำประการใดนี้เราแสดงไปท่านฟัง ดีมาก คือท่านเข้าใจเนื้ออรรถเนื้อธรรมที่เราแสดงไป"

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๑







...ต้องสนใจอยู่เรื่อย ...

..ฉะนั้น เรื่องการปฏิบัติเหล่านี้ ต้องอาศัยการใคร่ครวญพิจารณา ให้รู้รอบในเรื่องของตน ถ้าใครไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่ ไม่หมั่น ไม่ขยันแล้ว ก็ยากเหมือนกัน เป็นของทำไม่หนัก แต่ต้องทำบ่อย ๆ ทำไม่หยุด ต้องสนใจอยู่เรื่อย บางครั้งก็หนัก บางครั้งก็เบา แต่ว่าไม่ได้ละ ไม่ได้วางสักครั้ง..

..หลวงปู่ศรี มหาวีโร..







"...บุญเก่าของเรา ก็ได้เท่าเรานี้หละ ดูร่างกาย จิตใจของเราก็รู้จัก เป็นผู้มีความคิด ความรู้ ความเฉลียวฉลาดรอบรู้ แค่ไหน ก็ดูตัวเจ้าของเอง ร่างกายสมบูรณ์แบบ เพียงไหน แค่ไหน ก็ดูตัวของเรา มีโรคภัยไข้เจ็บ มากหรือน้อย ก็เป็นเรื่องของเรานี้หละ

ถ้าใครมีโรคภัยไข้เจ็บมาก ไม่ค่อยมีปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นคนโง่เขลาเต่าตุ่นอะไรต่าง ๆ ก็เนื่องจากบุญเก่าของเรา ซึ่งกระทำมาแต่ก่อนมันน้อย ก็ส่งมาเพียงแค่นี้ เราสำรวจตัวเจ้าของเอง ก็รู้บุญเก่าของตัวเอง ถ้าหากเราต้องการอยากให้ดีกว่านี้ ก็ต้องเร่งประพฤติปฏิบัติเพิ่มเข้าไปอีก ถ้ายังอยู่แค่เดิม ก็เป็นไปเท่าเดิม ฉะนั้น การประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อเพิ่มคุณงามความดีให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา เพื่อจะได้ไปใช้ในโลกข้างหน้า ไม่ใช่ว่าเราจะอยู่เพียงแค่นี้..."

พระธรรมเทศนา:องค์หลวงปู่ศรี มหาวีโร
 เทศนา เรื่อง มนุษย์สมบูรณ์แบบ : ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๓๔




“อาศัยพุทโธ”
..อาศัย พุทโธ ตัวเดียวเท่านั้นหละ ทำอยู่ไม่หยุด เพียงแต่เอาใจใส่ เรื่องของเหล่านี้ มันเป็นเรื่องทำได้จริงจังนะ ไม่ใช่สักแต่ท่านว่าไว้แต่ในสมัยครั้งพุทธกาล สมัยนี้ ก็ทำได้เหมือนกัน เพราะว่าศาสนา ท่านมอบไว้ในร่างกายจิตใจของคน เมื่อมีการประพฤติปฏิบัติตรงไหน ผลมันก็ขึ้นตรงนั้นหละ..

หลวงปู่ศรี มหาวีโร
 เทศนา เรื่อง นิวรณ์ธรรม ๕







"อาศัยความคิดของครูบาอาจารย์"

ถาม : จิตที่เกิดความรู้คิดเป็นแนวธรรมะ ขณะเจอเหตุการณ์หนึ่ง แล้วนำไปปรับเทียบคำสอนของครูบาอาจารย์ที่รู้หรือฟังมา แบบนี้จิตปรุงแต่งเอง หรือธรรมออกจากในใจจริงๆ ครับ ดีหรือไม่ดี มีแนวทางปฏิบัติต่อไปอย่างไรครับ

พระอาจารย์ : คือเบื้องต้นเราก็ต้องอาศัยธรรมของครูบาอาจารย์ก่อน เพราะเราไม่มีในตัวเรา เราก็ต้องอาศัยความคิดของครูบาอาจารย์ว่าท่านคิดยังไงในการแก้ปัญหา เราเข้าใจแนวทางของการแก้ปัญหาแล้ว เราก็มาใช้กับเรา เบื้องต้นก็ต้องฟังก่อน ฟังวิธีแก้ปัญหา พระพุทธเจ้าบอกความทุกข์เกิดจากความอยาก ถ้าอยากดับทุกข์ เราก็ต้องหยุดความอยาก การจะหยุดความอยากได้เราก็ต้องมีศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้เป็นแนวความคิดของพระพุทธเจ้า เราก็เอามาปฏิบัติ เวลาเรามีความทุกข์เราก็ลองหยุดความอยากดู ถ้ายังหยุดไม่ได้ก็มาดูว่าศีลเรามีพอหรือยัง สมาธิมีหรือยัง ถ้ายังไม่มีก็ต้องมาสร้างศีล สร้างสมาธิขึ้นมาก่อน ถึงจะสามารถเอาปัญญาของพระพุทธเจ้ามาใช้ในการหยุดความอยากได้.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





โยม : ทำยังไงทำให้จิตใจเราปกติได้สำหรับเวลาคบคนทุกประเภทเจ้าคะ

หลวงพ่อ : ทำยังไงน่ะ... ทำเหมือนหลวงพ่อนี่

โยม : ทำไม่เป็นเจ้าค่ะ

 หลวงพ่อ : คนเราก็ต้อง ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลงอะไร
 หลักการ ใช่มั้ย เพราะถ้าเรามีความโลภอย่างนี้น่ะ
 เราก็เป็นเปรต เป็นอสุรกาย ไม่ตายก็เป็นแล้ว
 เราก็ปฏิบัติอย่างนี้นะ
 โยมก็คิดว่าชีวิตโยมต้องเสียสละนะ เสียสละ ขยัน รับผิดชอบ
 อดทน ทำความดี

โยม : ช่วงเข้าพรรษา เราควรตั้งสัจจะข้อไหนดีที่เอื้อต่อการบรรลุธรรมเจ้าคะ หลวงพ่อ

หลวงพ่อ : #โยมก็อย่าไปว่าเลย_บรรลุธรรม #ไม่ทะเลาะกับใครก็ดีแล้ว
 เราต้องถามตัวเองว่า เราจะได้เสียสละอะไร รับผิดชอบอะไร เราจะได้ขยัน อดทน เราอย่าไปเอาผลมัน เอาผลมันไม่ถูกเนาะ เห็นด้วยเนาะ เราอย่าไปหวังผล ถ้าไปหวังผล ใจไม่สงบ หวังผลก็เรียกว่าพวกนายทุนน่ะ ใช่มั้ย
 ลงทุนแล้วก็ ใส่บาตร อืม ...ให้ได้มรรคผล ได้นิพพาน ใช่มั้ย เห็นด้วยเนาะ เราเน้นให้ศีลโยมบริสุทธิ์ ศีลก็คือ ความประพฤติดี คือการไม่ทำบาปทั้งปวง กิริยามารยาทก็เยี่ยม สุดยอด
 คำพูดอะไรก็ดี พูุดดี พูดเพราะ
 พูดไม่มีเลศนัยอะไร ก็เอาอย่างนี้แหละ
#อย่าไปหวังเกิน
#ป๑_ยังไม่จบ_อยากเป็นด็อกเตอร์ เนอะ
 คนเราก็ถือว่ายังเป็นอนุบาลน่ะ อย่างนี้นะไม่มีใครเก่งกว่ากันน่ะ เจ้านี้ก็เลือดหัวใจสูบไปมา หัวใจเต้นตุ๊บๆ เราก็เหมือนกัน อะไรอย่างนี้เนาะ

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
 วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
 วันอาทิตย์ที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐







คนเราอย่าไปคิดมากให้ตัวเองโง่
 อย่าไปวิตกกังวลมากให้ตัวเองโง่
 เรารู้จักทำใจให้สบายให้สงบ
 เค้าเรียกว่าพักผ่อนสมอง
 อะไรก็ช่างหัวมัน อย่าไปทุกข์มัน

 สมองเราอย่างนี้นะ เค้าเรียกว่า คิดครั้งที่ ๑ เราก็รู้
 เราอย่าให้มันปรุงไป ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง
 มันคุมไม่อยู่ ออกซิเจนในสมองมันสูญเสีย
 เค้าเรียกว่า เศรษฐกิจสมองขาดความสมดุล

เหมือนอาจารย์ชา ฟันมันปวด เอาออกทีเดียว ๑๖ ซี่เลย หมอไม่ยอมถอน อาจารย์ชาบอกว่าถอนเลย ตั้งแต่ท่านยังไม่ดังนะ

คนเรากลัวอันโน้นกลัวอันนี้ มันคือสิ่งที่เจ็บปวดนะ
 ความวิตกกังวลเป็นสิ่งที่เจ็บปวด
 คนเราต้องมีความสุขในการตามพระพุทธเจ้า
 เราอย่าไปวุ่นวายมัน มันหาเรื่องให้ตัวเองเฉยๆ หรอกคนเรา มันคิดไปเรื่อย คิดไปคิดมา คิดมากจนได้ผัวเลย

คนเราน่ะมันหาเรื่องให้ตัวเองเหินห่างจากมรรคผลนิพพานเฉยๆ น่ะ...ช่างหัวมัน มีความสุขในการทำงานมีความสุขในการทำอะไรไป

โยมคนหนึ่งเค้าเป็นมะเร็งเหมือนกันน่ะ หมอเค้าบอกว่าอยู่ไม่น่าถึง ๒ อาทิตย์ต้องตาย เค้าหามมาหาหลวงพ่อน่ะ หลวงพ่อก็บอกว่าโยมนะ ไหนๆ โยมจะตายแล้ว โยมก็ต้องเตรียมตัวตาย เพราะหมอก็บอกว่าจะตาย ญาติก็บอกว่าจะตาย...ตายแน่นอน โยมก็เตรียมตัวตายเลย ปล่อยวางเลย โยมอยากจะกินอะไรก็กินเลย อยากจะทำอะไรก็ทำ อยากจะฟ้อนก็ฟ้อน อยากจะรำก็รำ มีความสุขน่ะ ไหนๆ มันจะตายให้มันตาย เค้าก็ไปทำตามน่ะ ปรากฏว่าเค้านอนหลับ ๔ - ๕ วัน ที่นี่น่ะท้องที่เค้าแข็งๆ ท้องก็ยุบลง เค้าหิวข้าวเลยทีนี้ อยากจะกินข้าว ผลสุดท้ายเค้าก็แข็งแรง เดินได้ ตัวเค้าตัวดำๆ คนฟอกไตน่ะ เค้าลอกออกหมดเลย ทีนี้เค้าไม่ตายนะ

คนเรานี่กำลังใจนี้สำคัญนะ
 ที่เราพากันมีความทุกข์ เพราะกำลังใจนี้เปรียบเสมือนคนจมน้ำ ยิ่งดิ้นก็ยิ่งหมดกำลัง ยิ่งจะหมดลมหายใจ
 คนจมน้ำก็คือ คนที่อยากให้มันเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เค้าเรียกคนจมน้ำน่ะ อยากให้ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย คนกำลังจมน้ำน่ะ น้ำคือความโลภ ความโกรธ ความหลงน่ะ

โยมต้องสู้ ไม่ต้องไปกลัวมัน เค้าเข็นรถเราไปก็ช่างหัวมัน มีความสุขในการพักผ่อนสมอง นอนอยู่โต๊ะเย็นๆ หลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้เนาะ

อย่างหลวงพ่อไม่ได้สนใจว่าใครสวย หน้าสวย หน้าไม่สวย เพราะมันไม่มีอะไร คนเราต้องแยกใจออก แยกกาย อย่าไปโง่หลาย

ความสุขของเราต้องอยู่ที่ใจมีพระนิพพาน อยู่ที่ใจหลุดพ้น มันโปร่งใส สว่างไสว เปรียบเสมือนต้นไม้ที่อยู่กลางแจ้ง ไม่เหมือนหญ้าถูกต้นไทรควบคุม อย่าให้ความสวยความงาม ลาภยศ สรรเสริญ อะไรนะ มันไม่เข้าท่า เราอย่าไปคิดอะไร มันโง่ๆ อย่างนั้น
 เพราะใจของเราต้องให้มันสง่างามเนาะ

พระพุทธเจ้าทำไมไม่ให้พระส่องกระจก เพราะไม่ให้สนใจเรื่องความงาม ความหล่อ

ถ้าโยมพักผ่อน นอนมีความสุข โยมก็มีภูมิต้านทานเชื้อโรค มันก็ดี...จริงมั้ย หลวงพ่อยังไม่อายใครเลย ไม่มีหน้ามีตาอยู่แล้ว

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
 ณ วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
 ค่ำวันศุกร์ที่ ๑๑ สิงหาคม ๒๕๖๐








ต้องแก้ที่ตัวเอง เราไปแก้ข้างนอกไม่ดีหรอก
 เราไปโทษคนอื่นไม่ได้ เพราะเราเกิดมา มันต้องเจอคนดีคนไม่ดีคนเห็นแก่ตัว คนมีความโลภ ความโกรธ ความหลงเยอะ ช่างหัวมัน เราอยู่ในสนามนี้มันเป็นอย่างนี้ สิ่งนี้เองที่ทำให้เราได้บรรลุมรรคผลนิพพาน ทำให้เราได้เป็นคนดี
 เรามีความสุขที่สุดในโลกในการทำงาน ทำไมถึงมีความสุข เพราะเราได้เสียสละ ได้รับผิดชอบ เราได้อดได้ทน

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
 วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
 เช้าวันอาทิตย์ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๐







"การเข้าหาพระธรรมคำสอน"

การฟังเทศน์ฟังธรรมเป็นกระบวนการที่สำคัญในการปฏิบัติเพื่อหลุดพ้นจากกองทุกข์ของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษามีการฟังธรรมไปจนกว่าจะได้บรรลุถึงธรรมขั้นสูงสุดได้ ถ้ามีครูบาอาจารย์ ก็จะเป็นโชคเป็นวาสนาเพราะจะมีผู้คอยนำทางให้ไปจนถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องเสียเวลาไม่หลงทาง แต่ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์แต่ได้ปฏิบัติมาจนถึงจุดที่เรียกว่า จุดของพระอริยบุคคลแล้วก็ยังสามารถที่จะปฏิบัติได้ด้วยตนเอง แต่อาจจะช้าหน่อย ยากหน่อย เพราะว่าไม่มีผู้ที่คอยบอกทาง แต่ผู้ที่ได้บรรลุขั้นพระโสดาบันขึ้นไปนี้จะเห็นทางแล้ว แต่เป็นทางที่ตนเองยังไม่ได้ไป ก็ยังต้องไปลองผิดลองถูกอยู่ แต่ก็รู้ว่าต้องอยู่ในแนวทางนี้อย่างแน่นอน คือแนวทางของการระงับความคิดปรุงเเต่งไม่ให้ไปทางกามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา และสิ่งที่จะทำให้ใจไม่คิดไปในทางตัณหาทั้ง ๓ ก็คือความจริงของสภาวะธรรมทั้งหลายที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี่เอง

นี่คือสิ่งที่ผู้ปฏิบัติถ้าได้เข้าสู่กระแสธรรมแล้วจะรู้หน้าที่ของตน จะรู้วิธีการดับทุกข์ของตนว่าจะต้องทำอย่างไร ก็คือจะต้องพิจารณาสภาวธรรมต่างๆ ที่ใจยังไปหลงรักหลงชอบ ที่ยังคิดไปในทางตัณหาอยู่ ก็จะต้องใช้การพิจารณาไตรลักษณ์ของสิ่งต่างๆ ถ้าเห็นสิ่งต่างๆ ที่หลงไหลชอบอยากได้ อยากมี อยากเป็น ถ้าพิจารณาเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็จะสามารถยุติความคิดไปในทางตัณหาความอยากได้

นี่คือการศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าไม่ได้ยินได้ฟังแล้วจะไม่รู้วิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง ถ้าไม่รู้จักวิธีที่ถูกต้องก็เหมือนกับคนที่เอาผ้าผูกตาปิดตาของตนแล้วก็เดินไปหาสิ่งต่างๆ ต้องคลำไป คลำผิดคลำถูก สิ่งที่คลำก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไรกันแน่ โอกาสที่จะได้ในสิ่งที่ตนเองปรารถนาก็จะเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าได้มีการฟังเทศน์ฟังธรรมก็เหมือนกับมีคนนำทางมีคนบอกทาง บอกให้รู้ว่าทิศทางที่เราต้องการจะไปนั้นไปทางไหน ไปข้างหน้าแล้วจะมีอะไร จะพบอะไรและจะต้องปฏิบัติกับสิ่งที่ได้พบอย่างไร ถ้ามีคนคอยบอกทางก็จะสามารถเดินไปจนถึงจุดหมายปลายทางที่ปรารถนา.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๘

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






โยมถาม.....ภูต ผี วิญญาณ เทวดา มีจริงหรือไม่ ตามประสบการณ์ของหลวงพ่อ

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ตอบ ....ภูต ผี เทวดา นี้มีจริง

ถ้าใครยังไม่เคยโดนผีตบหน้าก็ปฏิเสธว่าไม่มี

ถ้าใครไม่เห็นผี เป็นแต่เพียงรับฟังไว้ อย่าปฏิเสธและรับรอง

เพราะในโลกนี้ สิ่งที่เรายังศึกษาไม่ถึงและมองไม่เห็นยังมีอยู่ ถ้าหากว่าภูต ผี ปีศาจ เทวดาไม่มี คัมภีร์ท่านไม่เขียนไว้หลอกเด็ก ผู้ที่เขียนคัมภีร์ว่าภูต ผี ปีศาจ เทวดามีนี้ เป็นผู้ที่เคยสัมผัสเห็นภูตผี มาแล้ว เรื่องนี้หลวงพ่อจะนำมาเล่าให้ฟังย่อ ๆ

.....เมื่อปี ๒๕๐๑ มีผู้ศรัทธามอบที่ดินแห่งหนึ่งให้ เป็นป่ารกชัฏ(ปัจจุบันคือวัดใหม่แสนสุข) อำเภอวารินชำราบ อยู่ห่างจากวัดหลวงพ่อชา สุภทฺโท วัดหนองป่าพง ประมาณสัก ๑ กิโลเมตร ซึ่งเคยเกิดเหตุฆ่ากันตายในบริเวณนั้นมาก่อน
 หลวงพ่อพาพระเณรไปอยู่ที่นั้น ๔-๕ องค์ เพื่อที่จะสร้างวัด พออยู่ได้ ๓ วัน ก็เกิดผีมาตบหน้า ก่อนที่ผีมันจะมาตบหน้าหลังจากที่นั่งสมาธิภาวนาแล้ว ถึงเวลาที่จะจำวัด (นอน) พอมีอาการเคลิ้ม ๆ ลงไป ก็มองเห็นเป็นกลุ่มวิ่งมาจากตะวันตก แล้วก็มาสัมผัสกับใบหน้าเหมือนกับฝ่ามือตบ ทีนี้มานึกว่า เอ๊ะ ฝันหรืออย่างไร ถ้าฝันทำไมเจ็บ ก็เลยเกิดข้อสงสัยขึ้นมา เอ๊า ผีจะตบหรือไม่ตบก็ช่าง วันนี้ต้องมาดูให้รู้เรื่องกัน

วันนั้นเลยตัดสินใจไม่จำวัด เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาอยู่ตลอดคืน

พอเดินไปได้สักหน่อยหนึ่ง ได้ยินเสียงตก ตูม ลงมา เดินไปดูไม่มีอะไร เป็นอยู่อย่างนั้นจนกระทั่งถึงตี ๓ พอถึงตี ๓ แล้วไปเข้าที่นั่งสมาธิ มองไปข้างหน้ามองเห็นแสงโตเบ้อเร่อ ขนาดตะเกียงเจ้าพายุมี ๒ แสง วิ่งวนไล่กันอยู่ ในที่ตรงนั้นมีพระองค์หนึ่งไปจำวัดอยู่ที่นั้น พอหลวงพ่อนึกว่าพระองค์นั้นจะตื่นหรือเปล่าหนอจะได้เห็นอะไรพอเป็นขวัญตา

พอนึกแค่นั้นแหละ แสง ๒ แสง ผละจากพระองค์นั้นวิ่งมาหาหลวงพ่อ หลวงพ่อก็กำหนดจิต เอ๊า ถ้าแน่จริงมาชนหลวงพ่อให้ตายทีเดียว ให้หลวงพ่อสำเร็จพระนิพพาน พอมันเข้ามาระยะห่าง ๕ วา แสงนั้นก็ตกลงกับดิน แล้วก็หายไป

ภายหลังมาทราบว่า ที่ดินตรงนั้นเป็นที่ผีสิง ไอ้มนต์ตายแล้วมันไปเป็นเพื่อนกับผีวัดหลวงพ่อชา เวลามันไปงานนี่ มันไปเป็นคู่ เวลามันไปไหนมันจะมีแสงลอยวูบ ๆ ไป เหมือนตารถยนต์ไปเป็นคู่ วันพระวันเจ้า มันจะแสดงตัวให้เห็นทุกครั้ง ก็เลยได้เห็นข้อเท็จจริงว่า ผีมันมีจริง ๆ วิญญาณมันมีจริง ๆ ถ้าใครไม่เห็นแล้ว ก็อย่าเพิ่งรับรอง พยายามดูให้มันเห็นเสียก่อน.


 3 
 เมื่อ: 18 สิงหาคม, 2560, 17:31:34 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.



บุฟเฟต์ในงานศพในวัดที่หาดใหญ่ (2558-2560)

“การกินอาหารแบบบุฟเฟต์ มีต้นกำเนิดจากประเทศสวีเดนตั้งแต่ยุคไวกิ้ง ชาวไวกิ้ง ถูกเรียกว่า โจรสลัดแห่งยุโรปเหนือ เป็นชนเผ่าที่มีทักษะในการเดินเรือสูง ดำรงชีพด้วยการซื้อขายสินค้าและปล้นสะดม พวกเขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่บนเรือที่แล่นอยู่กลางทะเล เวลาขึ้นฝั่งพวกเขาจึงมักสั่งอาหารที่อยากกินมาวางเต็มโต๊ะ จากนั้นก็ให้แต่ละคนเลือกกินตามใจชอบ จึงเป็นที่มาของอาหารบุฟเฟต์ อารยธรรมการกินอาหารแบบนี้ถูกชาวฝรั่งเศสขนานนามว่า "บุฟเฟต์"  (บุ๊บ-เฟ่,buffet) และแพร่หลายไปทั่วโลก ปัจจุบัน การกินอาหารบุฟเฟต์ มีความหลากหลายมากขึ้นมีอาหารทะเล ขนมหวาน และผลไม้เพิ่มเข้ามา แต่จุดเด่นอย่างเดียวที่ไม่เปลี่ยนคือ ต้องบริการตัวเอง” (อ้างอิงข้อมูล : ศ.ดร.กาญจนา นาคสกุล, ราชบัณฑิต สำนักศิลปกรรม ราชบัณฑิตยสถาน)

เชฟสุริยันต์ ศรีอำไพ อุปนายกสมาคมพ่อครัวไทย ได้เล่าถึงเรื่องราวความเป็นมาของอาหารสไตล์บุฟเฟต์เอาไว้ว่า “บุฟเฟต์นั้นมีวิวัฒนาการมาจากแถบยุโรป แต่เดิมนั้นนิยมกันในงานจัดเลี้ยง เพราะว่ามันสามารถเลือกรับประทานได้ แต่เป็นบุฟเฟต์สามารถเลือกได้ตามชอบใจ กระทั่งเริ่มแพร่หลายสู่อาหารตามโรงแรมและร้านอาหารทั่วไป ต่างชาติถูกฝึกมาเลยว่าการกินบุฟเฟต์ต้องค่อยๆ กิน และกินได้หลายๆ อย่าง แต่คนไทยตักเฉพาะอย่างที่ชอบ มาถึงปุ๊บอะไรใกล้มือก็ตักไว้ก่อน กว่าจะครบไลน์บุฟเฟต์เนี้ย มันก็เต็มจานไปหมด จนอย่างอื่นก็กินไม่เข้าแล้ว ขอให้กินให้อิ่มไว้ก่อนกลัวขาดทุน คนไทยก็คิดอย่างเดียวถ้าไปใช้บริการแล้วต้องไม่ขาดทุน แต่ฝรั่งเขาไม่ เขาเริ่มจากการเดินรอบหรือสองรอบก่อน เพื่อมั่นใจว่าเดี๋ยวจะมากินอะไรบ้าง แล้วอะไรที่จะไม่กิน เพราะฉะนั้นฝรั่งชิม ถ้าอร่อยไปเพิ่มอีก ไม่อร่อยหากินอย่างอื่นไปเรื่อยๆ ได้อรรถรสในการกินจริงๆ เป็นวัฒนธรรมที่สั่งสมสอนกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว เกือบๆ ทุกชนชั้น คนของเขามีการเรียนรู้ในเรื่องการศึกษา จึงเป็นวัฒนธรรมที่ดี มีระเบียบ มีระบบ มากกว่าของเรา” (อ้างอิงข้อมูล : สุริยันต์ ศรีอำไพ ในบุฟเฟต์...วัฒนธรรมการกินแบบอิ่มไม่อั้น,
หน้าแรกผู้จัดการ Online | Live-Lite, 23 มกราคม 2555 14:54 น.)

บุฟเฟต์ในงานศพในวัดที่หาดใหญ่ (2558-2560) : คิดย้อนกลับไปเมื่อราวปลายปี 2558 ผู้เขียนมีโอกาสได้ไปร่วมงานศพของคุณญาติท่านหนึ่งภายในวัดคลองเรียน-หาดใหญ่ หลังจากพิธีรดน้ำศพเสร็จสิ้น ระหว่างนั้นก็นั่งรอพระท่านสวดอภิธรรมในช่วงหัวค่ำเลยจับกลุ่มกันนั่งคุยพูดจาถามไถ่ถึงถามสารทุกข์สุกดิบเรื่อยเปื่อย แล้วร่วมวงนั่งรับประทานอาหารค่ำร่วมกันมื้อหนึ่ง ซึ่งอาหารในงานศพครั้งนี้แลดูแปลกตาและแตกต่างไปจากทุกครั้งที่ผู้เขียนได้มาร่วมงาน เพราะเป็นอาหารเลี้ยงงานศพแบบบุฟเฟต์ ซึ่งดูเหมือนว่าจะกลายเป็นค่านิยมที่กำลังแพร่หลายในวิถีร่วมสมัยของผู้คนที่นี่ในกลุ่มเล็กๆแล้ว

สมัยก่อนการเลี้ยงอาหารแขกที่มาร่วมงานศพในเขตอำเภอหาดใหญ่ ส่วนมากแล้วจะเป็นระบบยกอาหารมาบริการแขกถึงโต๊ะครับ กล่าวคือ พอแขกที่มาร่วมงานศพพอเดินทางมาถึง ได้จุดธูปจุดเทียนทำความเคารพผู้ล่วงลับแล้ว ทางเจ้าภาพของงานก็จะถามแขกเลยว่า “ทานอะไรมาแล้วหรือยัง กินข้าวด้วยกันที่นี่เลยนะ” แล้วฝ่ายที่ดูแลด้านอาหารในงานก็จะยกข้าว ยกกับข้าวที่แยกส่วนเป็นจาน เป็นชาม ผักสด-น้ำพริก รวมถึงน้ำดื่ม(น้ำเปล่า) และน้ำอัดลมมาบริการถึงโต๊ะอาหาร

ยุคบุฟเฟต์ในงานศพในวัดที่หาดใหญ่ (2558-ปัจจุบัน) เจ้าภาพจะจ้างแม่ครัวสำหรับทำอาหารไว้โดยเฉพาะทำกันแบบหลายๆหม้อใบใหญ่(โดยมีบรรดาญาติของเจ้างานศพคอยเป็นลูกมือช่วยแม่ครัวอีกต่อหนึ่ง / หรือจะไม่ช่วยก็ได้) หลังจากปรุงอาหารจนเสร็จ จากนั้นพอถึงเวลานัดหมายในงานเลี้ยง แม่ครัวจะตักอาหารใส่ถาด แยกเป็นประเภทๆไป โดยมีการจุดไฟไว้ที่ถ่านสำหรับอุ่นอาหาร(ใต้ถาดอาหารแต่ละถาด) เพื่อให้อาหารอุ่น-หรือร้อนอยู่ตลอดเวลา วิธีการกินบุฟเฟต์งานศพ ผู้ร่วมงานก็แค่เดินไปเอาจาน-ช้อน-ส้อม จากนั้นเดินมาตักข้าวสวย ตักกับข้าวที่ต้องการ หยิบแก้ว ใส่น้ำดื่ม แล้วก็เอากลับมากิน-รับประทานที่โต๊ะ คล้ายกับเวลาเราเข้าไปใช้บริการร้านบุฟเฟต์ชื่อดังตามห้างสรรพสินค้านั่นแหล่ะ ซึ่งดูเหมือนว่าค่านิยมการเลี้ยงบุฟเฟต์ในงานศพนี้จะเริ่มมีการนำมาจัดให้ได้เห็นอยู่บ้างแล้วในงานศพ(บางงานในจังหวัดสงขลา) อาจจะอยู่ในวงที่จำกัด ไม่เป็นที่นิยมมากนักในหาดใหญ่ ซึ่งจากการที่ผู้เขียนได้สอบถามผู้ที่เคยร่วมกินเลี้ยงในงานศพแบบบุฟเฟต์ พอที่จะจัดลำดับถึงข้อดีและข้อเสียได้ ดังนี้

******** ข้อดีของการเลี้ยงบุฟเฟต์ในงานศพ
1. สะดวก เจ้าภาพงานศพสามารถโทรสั่งให้จัดเลี้ยงแบบบุฟเฟต์ได้โดยสะดวก เพราะมีเริ่มมีร้านอาหารหลายร้าน ทั้งในหาดใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียงเปิดให้บริการอาหารแนวนี้กันแล้ว ซึ่งไม่ต้องเสียเวลามานั่งล้างทำความสะอาดภาชนะใส่อาหาร เพราะทางร้านค้ามีบริการพร้อม
2. ประหยัด ค่าใช้จ่ายของการเลี้ยงบุฟเฟต์ในงานศพจะถูกกว่าการเลี้ยงอาหารในแบบเก่าค่อนข้างมาก

******** ข้อเสียของการเลี้ยงบุฟเฟต์ในงานศพ
1. ผู้มาร่วมงานเกิดการเกรงใจและไม่กล้าที่จะเดินไปตัดอาหารเพื่อบริการตนเอง (ในแบบบุฟเฟต์)
2. ผู้มาร่วมงานไม่ทราบแนวทางปฏิบัติในการรับประทานอาหารแบบบุฟเฟต์ เลยไม่ใช้บริการอาหารในงานศพในรูปแบบนี้


******** แนวโน้มของการเลี้ยงบุฟเฟต์ในงานศพในวัดที่หาดใหญ่
คาดการณ์ว่าจะได้รับความนิยมในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวก-ประหยัดงบประมาณในการจัดเลี้ยง และการเลี้ยงบุฟเฟต์ในงานศพอาจแพร่กระจายไปสู่จังหวัดใกล้เคียงได้ในอนาคต  ส่วนคนรุ่นเก่าๆ จะยังคงรักษาขนบการเลี้ยงอาหารในแบบดั้งเดิมอยู่


 


 4 
 เมื่อ: 18 สิงหาคม, 2560, 15:45:31 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




529. คือหนังสายโหดอวัยวะกระจุยที่หาต้นฉบับได้ยากยิ่ง ชื่อของมันคือ Devil's Grove / 2008 (สวนสนุกปีศาจ)

Devil's Grove / 2008 (สวนสนุกปีศาจ) เป็นหนังสยองขวัญสายโหด-โคตรอินดี้จากดินเเดนเเห่งเสรีภาพโดย Directors: Michael J. Hein เเละ R. Zoe Judd หนังได้ Rick Amburgey คอยช่วยดูเเลในส่วนของงาน Writers

ภายใน Devil's Grove นำเสนอภาพการไล่ฆ่าระหว่างฆาตกรโรคจิตเเละเหยื่อของมันตามสไตล์หนังโหดสายอินดี้บ้านๆไว้อย่างครบถ้วนองค์ประกอบ โดยหนังอิงเนื้อหาหลักๆคือ....เรื่องเล่า-ตำนานการฆาตกรรมหมู่สุดโหดภายในสวนสนุกชื่อ Denville Grove Amusement Park เมื่อหลายปีก่อน ซึ่งเล่าลือกันว่าเหตุในคราวนั้นมันเกิดจากความไม่พอใจของเจ้าของสวนสนุกที่แอบไปเห็นสัมพันธ์สวาทระหว่างคนงานกับคนในครอบครัวของตนเอง(ที่แอบไปมีอะไรกันอย่างลับๆภายในห้องพัก) เขาจึงจัดการไล่ออกคนงานคนนั้นทิ้ง โดยเหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความโกรธเเค้นให้กับพ่อหนุ่มร่างโตนายนั้นเป็นอย่างมาก วันหนึ่งมันจึงกลับมาพร้อมกับไฟเเค้นในอก ออกไล่ฆ่าพนักงานของสวนสนุก Denville Grove Amusement Park ทุกคนจนตายจมกองเลือดทั้งหมด ข่าวเล่าลืออีกว่าการฆาตกรรมหมู่ในครั้งนั้นหาศพไม่เจออยู่ 2 ศพ(คือศพของเจ้าฆาตกรที่เชื่อว่าฆ่าตัวตายตามสาวคนรัก เเละศพของเจ้าของสวนสนุก)

เเล้วหลายปีก็ผ่านพ้นไปจนชาวเมืองเริ่มลืมเลือนเหตุการณ์ในครั้งนั้น

จนกระทั่ง.....

วันหนึ่ง....  กลุ่มนักเรียน ม.ปลายราว 6-7 คนอยากมาถ่ายทำสารคดีย้อนตำนานเกี่ยวกับเรื่องราวเมื่อครั้งนั้น พวกเขา(เเละเธอ)จึงแอบปีนรั้วกั้นของสวนสนุกร้างปิดตาย แอบเข้าไปถ่ายทำสารคดีกันภายใน โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าฆาตกรโรคจิตมันยังไม่ตาย เพียงเเต่แอบหลบอยู่ภายในมุมมืดของสวนสนุก Denville Grove Amusement Park เพื่อรอโอกาสในการกระซวกเหยื่อกลุ่มใหม่อย่างใจเย็น คนดูคงพอเดากันออกว่ากลุ่มผู้มาเยือนจะโดนอะไรบ้าง เเละหนังน่าจะจบลงยังไง

อนึ่ง เรื่อง Devil's Grove / 2008 นี้เป็นหนังขายฉากโหดโดยเฉพาะนะครับ ฉากโหดที่เปิดเผยออกมาก็ อาทิ ฉากการฆาตกรรมโหดของเจ้าฆาตกรที่กระทำต่อกลุ่มนักเรียน ม.ปลายอย่างจัดหนักตลอดทั้งเรื่อง, ฉากการใช้ลวดหนามพันคอหญิงสาวรายหนึ่งเเล้วพยายามดึงเพื่อให้เหยื่อคอหัก+ขาดอากาศหายใจจนตาย, เเละฉากที่เป็นอันกล่าวถึงมาก คือ...ฉากที่เจ้าฆาตกรดึงอวัยวะเพศชายของพ่อหนุ่มคนหนึ่งออกมาจากเป้ากางเกง จากนั้นก็จัดการพันรอบลำกล้องด้วยเส้นลวดหนาม ดึงจนมันตึงปลายหัวชี้ฟ้า เเล้วก็บรรจงใช้กรรไกรเเต่งสวนขนาดยักษ์ตัดจนกุเจี๊ยวของเหยื่อจนขาดกระจุย-เลือดพุ่งอย่างสยดสยอง(ฉากนี้ถือเป็นไฮไลท์ในหนังเลยครับ)

**** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
หนังดูดีใช้ได้เลยนะครับ โครงเรื่องง่ายๆ คนดูก็เข้าใจง่ายๆตามไปด้วย Devil's Grove / 2008 เป็นหนังที่พยายามขายฉากโหดเเละฉากพยายามโหด(เป็นหลัก) กระนั้นก็ดีหนังมีฉากโหดๆ วิปริตๆ เผยเเพร่ออกมาเยอะพอสมควร ทั้งโหดเเบบภาพนิ่ง เเละโหดภาพเคลื่อนไหว มันเป็นหนังที่ดูจบเเล้วไม่ถือว่าเสียดายห้วงเวลาที่ดูที่เสียไปเเต่ประการใด หนังมันดู OK กว่าที่คิดไว้พอสมควรครับ ถ้าให้คะเเนนก็ซัก 7 / 10 คะเเนน (โหด เเต่ยังไม่สุด เเละคิดว่าถ้าผู้กำกับได้งบในการถ่ายทำงานจำพวกเอฟเฟคเลือดสาดให้มากกว่าที่เป็นอยู่ หนังน่าจะโหดเเบบจัดเต็มกว่านี้ครับ)


























 

 5 
 เมื่อ: 18 สิงหาคม, 2560, 15:32:16 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.



528. ตำนานเเห่ง... Snuff R (หนังเเห่งการรัดคอเพื่อให้ตาย!)

เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับ Snuff R ในตำนานไหม(?) ไม่เคยล่ะสิ.... มันคือเรื่องเล่าลือของพวกใต้ดิน-นักสร้างหนังโหดใต้ดินที่กล่าวถึงหนังโหดวิปลาสสายหนึ่งที่ว่ากันว่า #มันวิปริตมากๆ

ใน Snuff R จะเป็นหนังเรื่องใดก็ได้ เเต่เนื้อหาเน้นหนักที่การทรมานบันเทิงของคน-กลุ่มคนต่อสตรีหรือชายหนุ่มหรือเพศที่สามก็ได้ (เเต่ต้องเน้นการทรมานเหยื่อเเบบจัดหนัก-ซาดิสต์เเบบสุดขั้ว) โดยการทรมานนี้ถ้าเหยื่อเป็นผู้หญิง จะไม่มีการข่มขืนเหยื่อเเต่ประการใด เพียงเเต่อาจมีการถอดเสื้อผ้า ลวนลามเล็กน้อยพอเป็นพิธี(เเต่ไม่มีการมีเพศสัมพันธ์กับเหยื่อ) เพราะบริบทของ Snuff R จริงๆคือการทรมานเหยื่อจนตาย โฟกัสหลักๆของหนังจึงเน้นเครื่อมือทรมานนานาชนิด

ใน Snuff R ที่เรากำลังพูดถึง(ในภาพประกอบ) สาวผมทองนางหนึ่งถูกหลอก โปะยาสลบ เเล้วถูกถอดเสื้อผ้าออกจนหมด จากนั้นการทรมานเหยื่อด้วยเชือกรัดคอจนฉี่เเตก-อ้วกเเตก-ตายคามือจึงเกิดขึ้นตรงหน้า นี่เเหล่ะคือ Snuff R หนังเเห่งการรัดคอเพื่อให้ตายของจริง!!
* อนึ่ง หนังเรื่องนี้สร้างโดยทีมถ่ายหนัง X เเละเเรงซะจนตัวเต็มความยาว 23 นาทีของมันโดนสั่งเเบนไปเเล้วทั้งโลก เเม้เเต่ใน Facebook ยังลงระบบป้องกันในการโพสต์ลิ้งหรือการส่งลิ้งหนังทาง in box (ซึ่งทำไม่ได้ทั้งสองกรณี!)

วันนี้บังเอิญจริงๆที่ใส่คำค้นหาลงไปเเล้วเจอหนังตระกูลนี้(เรื่องนี้)ในเว็บหนังใต้ดินเว็บหนึ่ง(จริงๆคือเว็บโป๊)
Snuff R หนังเเรงเเบบสุดๆของจริง เเม้ไม่มีการชำเเหละเหยื่อจนร่างเเหลกออกเป็นชิ้นๆ เเต่การทรมานเหยื่อจนตายคาเชือกรัดก็ส่งต่อความทุกข์ทรมานเเละเจ็บปวดเเสนสาหัสได้ในระดับที่น่ากลัว ใครชอบอะไรที่ดิบๆ เถื่อนๆ...สมควรหามาดูให้จบสักครั้ง
ตัดเกรดคะเเนน ให้ 7.9 / 10 คะเเนนครับ (หนังมันหายากกกก)

 

 6 
 เมื่อ: 18 สิงหาคม, 2560, 15:29:54 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.



527. มันคือ.. Cannibal Feast / 2011 หนังเเห่งการบริโภคเนื้อมนุษย์!
หนังดำเนินเรื่องราวของกลุ่มนักศึกษามหาลัยหนึ่ง ที่จู่ๆก็นึกอยากจะไปจัดปาร์ตี้ ณ ใจกลางป่าลึกกลางตะวันออกของแท็กซัส ซึ่งที่นั่นดันมีบ้านพักตากอากาศของเหล่าฆาตกรโรคจิตที่ชอบกินคนตั้งอยู่พอดี เลยถูกฆาตกรเหล่านั้นจับมาทรมานก่อนจะฆ่าเพื่อนำมาทำอาหารในเมนูมื้อต่อไป หนังมีฉากโหดเรต 18+ ให้ได้เห็นพอสมควร

 7 
 เมื่อ: 17 สิงหาคม, 2560, 08:01:31 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"คนเราเกิดมา ย่อมมีความตาย
 เป็นธรรมดา เวลาเกิดมา
 เรามิได้เอาอะไรมาเวลาตาย
 เราก็มิได้เอาอะไรไป

 บุญกับบาปเท่านั้น เป็นสมบัติประจำชีพ
 บุญนำไปสู่สุคติ บาปนำไปสู่ทุคติ
 คนผู้รักตน จึงพยายามทำความดี
 อันจักเป็นที่พึ่งของตน ทั้งในโลกนี้
 และโลกหน้า"

-:-หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ-:-





"ขอให้อ่อนน้อมถ่อมตน
 พร้อมที่จะแก้ไขตัวเองอยู่เสมอ

ไม่ว่าใครเป็นผู้เสนอความเห็น
 ก็ขอให้เราพร้อมที่จะรับฟัง

 เพราะอะไร? เพราะต้องเป็นธัมมกาโม
 เป็นคนรักธรรม มากกว่ารักหน้าของตัวเอง"

-:-พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ-:-








"ทำในกรอบของเรา"

ถาม : หลักคำสอนที่พ่อแม่ครูบาอาจารย์สอนไว้ว่า ให้พิจารณาดูตัวเราเอง ไม่ควรไปว่ากล่าวผู้อื่น แม้เขาจะผิดจริง หากเราไปพูดตักเตือนเขาด้วยความปรารถนาดีห่วงใยในฐานะคนรักกัน หรือ สามีภรรยา การทำแบบนี้ถือว่าเราผิดหลักการขั้นต้นนี้หรือเปล่าครับ

พระอาจารย์ : คือถ้าเรามีหน้าที่หรือว่ามีคนเขาต้องการให้เราว่ากล่าวตักเตือนเขา เราก็ทำได้ แต่นี่ท่านพูดถึงในกรณีที่ไม่ใช่หน้าที่ของเรา แล้วไม่มีใครต้องการให้เราไปว่ากล่าวตักเตือนเขา เราก็ไม่ควรที่จะไปกระทำ ทำในกรอบของเรา เช่นเรามีลูกมีครอบครัว มันก็เป็นหน้าที่ของเราที่อาจจะต้องคอยบอกคอยเตือนกัน คอยสั่งคอยสอนกัน ก็ต้องทำ ถ้าไม่ทำก็เหมือนกับการละเว้นการกระทำหน้าที่ แต่เราก็ไม่ไปว่ากล่าวตักเตือนครอบครัวของคนอื่น ใช่ไหม คนอื่นเขาจะทำยังไงก็เรื่องของเขา นอกจากว่าเขามาขอร้องให้เราช่วยเขา ว่ากล่าวตักเตือนเขานี้ อันนี้ก็เป็นกรณีไป.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





"ทุกข์"

พระพุทธเจ้า พระอรหันต์นี้ท่านก็ยังอยู่เหมือนพวกเรา แต่ท่านอยู่กับความสงบ ท่านก็เลยไม่ต้องมีร่างกายเหมือนพวกเรา

พวกเราอยู่กับความอยากก็เลยต้องมีร่างกาย พอมีร่างกายก็ต้องมีปัจจัย ๔ พอมีความอยากไปไหนมาไหนก็ต้องมีรถยนต์ มีรถยนต์ก็ต้องมีน้ำมัน มีน้ำมันก็มีรถติด มีรถชนกันมีอุบัติเหตุ มีอะไรต่างๆ ที่กำลังมีอยู่ขณะนี้มันเกิดจากความอยากไปไหนมาไหนเท่านั้นเอง ถ้ามันไม่อยากไปไหนมาไหนมันก็ไม่ต้องมีรถยนต์ คนที่ไม่เข้าใจฟังแล้วก็คิดว่า ถ้าไม่มีความอยากก็โลกนี้ก็ไม่มีอะไร ก็ไม่มีอะไร มีไปทำไม มีแล้วมันทุกข์ทั้งนั้น แต่ก็เขาไม่เห็นความทุกข์จากสิ่งที่มีกัน กลับไปเห็นว่ามีความสุขกัน มีบ้านก็มีความสุข มีรถยนต์ก็มีความสุข มีสามีมีภรรยามีบุตรมีธิดามีอะไรต่างๆ มีความสุข จะไม่มีไปทำไม เวลามันมีก็สุข เวลามันไม่มีซิ จะทำอย่างไร เวลาไม่มีก็กระโดดตึกตาย มันไม่คิดตอนที่มันไม่มี เวลามีมันก็มีความสุขกัน แต่เวลามันไม่มีหรือว่ามีแล้วมันเบื่อจะทำอย่างไร เบื่อก็ต้องหาสิ่งใหม่ สิ่งนี้เบื่อแล้วก็ต้องไปหาสิ่งใหม่ หามาเท่าไรเดี๋ยวมันก็เบื่ออีก

นี่คือความหลง หลงไปคิดว่าความสุขอยู่ที่การมีสิ่งต่างๆ มองไม่เห็นความทุกข์ที่เกิดจากการมีสิ่งต่างๆ เพราะสิ่งต่างๆ มีมาก็ต้องมีไปเป็นธรรมดา มีได้ก็ต้องมีเสีย มีเกิดก็ต้องมีดับ ต้องมีการพลัดพรากจากกัน มองไม่เห็นความทุกข์มองเห็นแต่ความสุขในสิ่งต่างๆ มองไม่เห็นความทุกข์ในสิ่งต่างๆ

พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราหัดมองว่าสิ่งต่างๆ มันเป็นทุกข์ ทุกข์เพราะว่ามันต้องมีการจากกัน ทุกข์เพราะว่ามันเบื่อกัน คนถึงมีภรรยามีสามีหลายคน ทำไมมีคนเดียวไม่ได้ เวลาอยากจะได้เวลาเจอกันตอนที่ยัง ไม่ได้ก็อยากจะได้กันเหลือเกิน อยากจะไปอยู่ด้วยกัน อยากจะเป็นของกันและกัน พอเป็นแล้วเป็นอย่างไร เบื่อแล้ว เป็นไปไม่นานก็เบื่อแล้ว เบื่อขี้หน้ากันแล้ว

ของต่างๆ ที่เราคิดว่าจะให้ความสุขกับเรานี้ เดี๋ยวมันก็ทำให้เราเบื่อ เบื่อแล้วก็ต้องทำให้เราไปหาสิ่งใหม่มา หาสิ่งใหม่มาเดี๋ยวมันก็เบื่ออีก พออะไรมันจำเจซ้ำซากมันดีขนาดไหนก็เบื่อ ไม่เชื่อลองกินอาหารจานโปรดทุกวันดูซิ กินวันละ ๓ มื้อ กินอาหารจานโปรด ดูซิจะกินได้สักกี่วัน

นี่คือสิ่งต่างๆ ที่เราคิดว่าจะให้ความสุขกับเรา มันจะกลายเป็นความทุกข์เวลาที่เบื่อมัน หรือเวลามันจากเราไป หรือเวลามันเสียไปมันเสื่อมไปมันเปลี่ยนไป นี่คือธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ มีการเปลี่ยนแปลงมีการเสื่อมมีการหมด.

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๕๙

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






...ต้อง "ฝึกวิปัสสนา" ว่า
 อะไรจะเกิดก็เกิด "อย่างมากก็แค่ตาย"
ให้คิดอย่างนี้..
แล้วต่อไปจะไม่กลัวอะไร
.
คนเราทุกคน
 เกิดมามันต้องตาย
.
 ...พระพุทธเจ้าสอน
 ให้เจริญมรณานุสติอยู่เรื่อยๆ
 แล้วความกลัวตายจะหายไป
"แล้วจะอยู่อย่างสบาย"
 .
จะอยู่แบบทุกข์หรืออยู่แบบสุข
"ก็ตายเหมือนกันใช่ไหม"
 .
ถ้ากลัวตาย..ก็ทุกข์ไปจนถึงวันตาย
 ถ้าไม่กลัวตาย..ก็สุขไปถึงวันตาย.
 .......................................
 .
คัดลอกการสนทนาธรรม
 ธรรมะบนเขา21/12/2558
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






“พุทโธ อย่างเดียว”
..ถ้าหากเรารู้ในตัวของเราแล้ว ก็ไม่มีปัญหานะ อันนี้ทุกคน ก็พยายามประพฤติปฏิบัติ ให้มันรู้ ให้มันเห็น ไม่ว่าแต่พระเจ้าพระสงฆ์ พวกฆราวาสญาติโยม ยิ่งประพฤติปฏิบัติรู้มาก อย่างคุณแม่นารี ท่านให้ออกจากวัดป่าสุทธาวาส อายุร้อยกว่าปี นี้หละ ก็มาได้จากคำว่า พุทโธ ๆ ตัวเดียวเท่านั้นหละ
..ท่านอาจารย์สม อยู่อุดร ท่านไปสอนให้ อยู่บ้านนอก คุณแม่นารีก็เชื่อมั่นลงไป ก็ว่า พุทโธ ทำงานอะไรก็เอา พุทโธ ตัวเดียว จะกินข้าว กินน้ำ ทำการทำงาน ก็ทำอยู่เหมือนเพื่อนนั้นหละ เอาแต่ พุทโธ อยู่ไม่ได้ขาด ถึงระยะมันได้สัดได้ส่วนพอดี ก็พรึบลงทันที ลงพรึบเลย ร่างกายพังลงหมด เหลือแต่ใจกับร่างกระดูก นั่น ดูแต่ใจตัวเดียว ใจจะแจ้งไม่แจ้ง ก็อยู่อย่างนั้น
..กินข้าวก็ไม่ได้ กำลังจะกินข้าวลงไป มองเห็น ก็สะอิดสะเอียน มันจะอ้วก จะอาเจียนออก อยู่จนกินข้าวไม่ได้ จึงได้มากราบ หลวงปู่ใหญ่ หลวงปู่มั่น ท่านแนะนำให้ใหม่ จึงค่อยพอกินได้ แต่ว่าปัญญาไม่ค่อยเดิน แต่ผลสุดท้ายท่านก็รู้ รู้หมด ขนาดพระเจ้าพระสงฆ์ ยังได้ไปถามนางพิจารณาให้ดูบ้าง..

หลวงปู่ศรี มหาวีโร







“ใครๆ ก็มีผิดพลาดด้วยกันทุกคนทั้งเขาทั้งเรา คิดไปดูเขาเราผิดแล้วนั่น มันผิดมาแต่เรานั่นแล้ว ให้อภัยกัน ผู้ปฏิบัติธรรมต่างคนต่างให้อภัย ถ้ามีโอกาสที่จะแนะนำตักเตือนกันก็ให้เตือน ถ้ายังไม่มีโอกาสเตือนก็พักไว้ก่อนๆ เก็บความรู้สึกไว้ให้ดีอย่าให้ออกบ่อยๆ เอะอะปากเปราะๆ ปากบอนใช้ไม่ได้นะ อยู่ด้วยกันหัวใจมีหลายดวง ความคิดมีหลายประเภท แล้วจะมาประมวลให้เป็นความคิดของเราคนเดียวไม่ได้นะ ต้องแยกโน้นแยกนี้ความคิดของคนหลายคน แล้วเอาธรรมเป็นเกณฑ์ตั้งเอาไว้ เวลาจะแนะนำตักเตือนกันก็ให้เตือนด้วยความเป็นธรรม ผู้ฟังก็ฟังด้วยความเป็นธรรมถึงถูกต้อง ผู้อยู่ด้วยกันเป็นหมากัดกันอยู่ในวัดในวาใช้ไม่ได้เลย”

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐






เราตรวจคะแนนให้คนอื่น ข้อนี้ถูกข้อนั้นผิด
 เราเคยตรวจดูตัวเองบ้างหรือเปล่า
 วันเวลาผ่านไปตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
 คะแนนฝ่ายดีกับคะแนนฝ่ายชั่วนั้น
 ข้างไหนมันมากน้อยกว่ากัน
 กลับไปตรวจตัวเองเด้อ
.
หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต






เรื่อง "บอกบุญ ออกแรง แต่ไม่ออกเงิน จะได้บุญหรือไม่ ?

(วิสัชนาธรรมโดย พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล)

ปุจฉา • กราบเรียนถามพระอาจารย์ค่ะ ถ้าเราอยากทำบุญแต่มีเงินน้อย แล้วเราไปบอกบุญคนอื่นที่เขาอยากร่วม เช่น งานบุญนี้ซื้อของไป ๘๐๐ บาท คนอื่นช่วยมา ๗๐๐ เราออกแค่ ๑๐๐ หรือไม่ออกเลย แต่เราออกแรงทุกอย่าง ทั้งค่าติดต่อ ค่ารถ และร่วมแรงด้วยใจ แบบนี้เราจะบาปไม๊คะ เพราะคนที่ร่วมบุญไม่ถามรายละเอียดเลย เราก็ไม่ได้บอก แต่เราไม่ได้เอาเงินไปทำอย่างอื่นเลยนะคะ เพียงแต่ไม่มีเงินมากพอที่จะทำน่ะค่ะ พระอาจารย์ช่วยอธิบายได้ไหมคะ เพราะจะทำแบบนี้มานานแล้ว รู้สึกกังวลใจว่าเราบาปน่ะค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

พระอาจารย์ไพศาล • การทำบุญนั้นทำได้หลายอย่าง นอกจากออกเงินแล้ว ออกแรงก็ได้บุญ เช่น ไวยาวัจมัย คือบุญที่เกิดจากการขวนขวายทำกิจส่วนรวม สิ่งที่คุณทำนั้นจัดว่าเป็นไวยาวัจมัยได้ ที่จริงถึงคุณจะไม่ได้ออกแรงหรือออกเงินเลย(เพราะขัดสน) เพียงแค่คุณยินดีในบุญที่คนอื่นทำ ก็ได้บุญเช่นกัน เรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย

มีเรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่งนางวิสาขาสร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ เมื่อเพื่อนคนหนึ่งรู้เข้าก็อนุโมทนา เธอใส่ใจในการอนุโมทนาอย่างจริงจัง ไม่นานก็ตาย ปรากฏว่าอานิสงส์ดังกล่าวส่งผลให้นางไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บางคนเพียงแค่บอกทางไปทำบุญ อานิสงส์นั้นก็ส่งผลให้ไปเกิดในสวรรค์ ดังนั้นจึงควรเข้าใจว่าการทำบุญนั้นไม่ต้องใช้เงินก็ได้ สิ่งสำคัญก็คือใจที่เป็นบุญ เป็นกุศล เช่น มีเมตตา ความปรารถนาดี

บุญจะมีอานิสงส์มากหรือน้อย อยู่ที่การวางใจเป็นสำคัญ แม้คุณไม่ได้ออกเงิน แต่อนุโมทนาที่ผู้อื่นได้ออกเงินถวายทาน คุณก็ได้บุญแล้ว เรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย หรือบุญที่เกิดจากการยินดีในความดีที่ผู้อื่นได้ทำ ดังนั้นถึงแม้คุณไม่ได้ถือผ้าไตรและประเคนถวายพระสงฆ์ คุณก็ได้บุญแล้ว หากมีใจปีติยินดีที่ได้ทำบุญ

ความเป็นห่วงว่าจะได้บุญหรือไม่ต่างหาก ที่ทำให้ใจเศร้าหมอง บุญย่อมลดลงตามส่วน หรือทำบุญแล้วอยากได้อานิสงส์มาก ๆ บุญก็น้อยลงไปด้วย เพราะใจนั้นมีกิเลสเจือปน ตรงข้าม หากทำบุญแล้ว มุ่งประโยชน์แก่ผู้รับ ไม่ปรารถนาหรือคาดหวังประโยชน์ที่จะเกิดแก่ตนเลย คือทำบุญด้วยใจปล่อยวางอย่างแท้จริง กลับจะได้บุญมาก ใครที่ทำบุญแล้วอยากได้โน่นได้นี่ หรือเป็นนั่นเป็นนี่ พึงพิจารณคำสอนของพระสารีบุตรที่ว่า “บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ให้ทานเพราะเห็นแก่อุปธิสุข(โลกียสุข) ย่อมไม่ให้ทานเพื่อภพใหม่ แต่ บัณฑิตเหล่านั้นย่อมให้ทานเพื่อกำจัดกิเลส เพื่อไม่ก่อภพต่อไป”







ครูบาอาจารย์ที่ยังไม่ได้สำเร็จมรรคผลจะสอนคนอื่นให้สำเร็จมรรคผลได้ไหม

มีโยมถามหลวงปู่ดูลย์ บอก หลวงปู่ ธรรมเทศนาของครูบาอาจารย์ที่ท่านยังไม่ได้สำเร็จมรรคสำเร็จผล จะสอนคนอื่นให้สำเร็จมรรคสำเร็จผลได้ไหม หลวงปู่ดูลย์ก็ตอบแบบง่าย ๆ ว่า หมอที่เป็นโรคภูมิแพ้ รักษาโรคภูมิแพ้คนอื่นให้หายได้ไหม หรือรักษาโรคหวัดให้คนอื่นได้ไหม ก็คือยานั้นก็เป็นยาอยู่อย่างเดิม แต่คนที่ให้ยาอาจจะหย่อนเรื่องธรรมะ แต่ธรรมะยังคงเป็นธรรมะอยู่อย่างเดิม

หลวงปู่หล้าก็บอกว่า ถ้าจะให้สำเร็จเป็นพระอรหันต์เสียก่อนจึงมาสอนคน พระพุทธศาสนาก็คงไม่แพร่หลายขนาดนี้ เพราะฉะนั้น ท่านผู้ใดก็ตาม พอที่จะสั่งสอนได้ ก็สั่งสอนไป เมื่อเราเรียนกอไก่ขอไข่ อ่านออกเขียนได้ไปเท่าไร ก็สอนไปตามนั้น แต่อย่าไปสอนผิด เป็นบาปทางจิตใจ ทำให้เขาเข้าใจผิด

อย่างในประวัติของหลวงปู่ชา มีพระท่านไปสนทนาเกี่ยวกับพระวินัย ไปเจอสหธรรมิก ก็ไปพูดเกี่ยวกับวินัยสิกขาบท จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับ แต่องค์ที่อธิบายพระวินัยให้เพื่อนพระฟังก็มาพิจารณาว่า เราอธิบายถูกต้องหรือเปล่า พอทบทวนก็เห็นว่าผิด ถ้าองค์นั้นจำไปอย่างที่เราพูด ถ้าองค์นั้นตายในค่ำคืนนี้ เราไม่ได้ไปแก้ไข องค์นั้นก็จะเอาธรรมที่เราอธิบายให้องค์อื่นฟัง องค์อื่นก็จะเข้าใจพระวินัยคลาดเคลื่อน ท่านก็ถือเทียนมาหาพระองค์นั้นเลย บอกว่า นี่นะ ที่สนทนากัน ผมพูดพระวินัยผิดไป ตามที่จริงเป็นอย่างนี้ ๆ นะ

นี่ ครูบาอาจารย์ท่านรับผิดชอบในพระธรรมวินัย สมัยก่อนไม่มีเทปหนังสือเหมือนทุกวันนี้ ท่านบอกกล่าวกันด้วยคำพูด ท่านรับผิดชอบกันถึงขนาดนั้น ท่านเคารพในธรรม จะกล่าวอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ได้ เรารู้อย่างไร มั่นใจว่าไม่ผิด จึงสอนอย่างนั้น นี่คือการแนะนำสั่งสอน ทำให้พระธรรมวินัยไม่วิปริต

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก
 จากพระธรรมเทศนา "ข้อคิดก่อนฟังธรรม"
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๔๙





บางคนไม่อยากทำบุญ เพราะมักอ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดี
 อันที่จริงมันคนละเรื่อง เรื่องการทำบุญมันเรื่องของการเสียสละ ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจแต่ประการใด เรื่องของศาสนาไม่ใช่เรื่องของเศรษฐกิจ เศรษฐกิจจะดีหรือไม่ดีก็ไม่มีผลใดสำหรับคนบุญ
 โอวาทธรรม หลวงปู่บุญส่ง ฐิตสาโร


 8 
 เมื่อ: 16 สิงหาคม, 2560, 19:59:56 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

“โกรธคนนั้น โกรธคนนี้ๆ
 ไม่พอใจเขา นี่เป็นเรื่องของกิเลส
 ที่เกิดขึ้นจากเราไปโกรธเขา
 เขาจะผิดเท่าฟ้า เท่าแผ่นดิน ก็ตาม
 ความไม่พอใจในเขา ก็คือกิเลสของเราเองนี่”
 -:-หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน-:-





"การพึ่งที่ดีที่สุด ปลอดภัยที่สุดในชีวิตคือ
 การทำตัวเองให้ดี และก็พึ่งตัวเอง"
-:- ครูบาเจ้าพรหมมา พรหมจักโก -:-






“ทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที
 มีครั้งเดียว ในชีวิตของเรา
 เมื่อสำนึกในข้อนี้ ผู้ไม่ประมาท
 จึงต้องพยายาม ทำสิ่งที่มีคุณค่า
 พูดสิ่งที่มีคุณค่า และคิดสิ่งที่มีคุณค่า”

 -:-พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ-:-







"ดูตัวเอง ฝึกฝนตัวเอง แก้ไขตัวเอง
 ปรับปรุงตัวเอง เรียกว่า ดูที่ตัวเราก่อน
 ไม่ต้องไปดูคนอื่น ส่วนมากแล้ว
 คนเรามักชอบโทษคนอื่น ไม่ชอบโทษตัวเอง

 มันเหมือนกับเรา มองดูขนตาของเรา
 แต่มองเท่าไร ก็มองไม่เห็น บอกไม่ถูก
 ว่ามันมีกี่เส้น มันยาวขนาดไหน
 มันไม่เห็นอะไรเลย การที่เรามองดูตัวเองไม่เห็น
 เพราะเราขาดสติปัญญา"

-:-พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป-:-







"เมื่อไม่หวั่นไหว ต่อความนินทาว่าร้าย
 ความอิจฉาริษยา จากผู้อื่น
 บุญบารมี ก็แก่กล้าขึ้น

ถ้าผู้ใด มีจิตหวั่นไหวกับคำสรรเสริญ
หรือนินทา จากผู้อื่นแล้ว
 บุญบารมี ก็ไม่แก่กล้าขึ้นได้
 ขอให้พากันเข้าใจ"

-:-หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ-:-







"อย่ารอคอย ให้มันเฒ่าคร่ำชรา
 หรือจะรอความตาย มาเยี่ยมเสียก่อน
 จึงจะเข้ากัมมัฏฐาน

เมื่อถึงคราวเช่นนั้น มันจะสายเกินไป
ท่านทั้งหลาย ชีวิตเป็นของไม่แน่นอน
 ความตายเป็นของแน่นอน เหลือเกิน"

-:-ครูบาเจ้าพรหมา พฺรหฺมจกฺโก-:-







"ความโลภ ความโกรธ ความหลง
 เป็นอันตรายเด้อลูกหลานเอ๋ย เป็นกิเลส
 อย่างน่ากลัว ร้อนกว่าไฟ ใสกว่าแก้ว
 บ่มีเขี้ยวกัดกินคน กิเลสมันกัดกินคน
 เราจะทำตามมันอยู่หรือ
เราต้องฝืนมันบ้างสิ อย่าไปตามใจมัน"

-:-หลวงปู่ท่อน ญาณธโร-:-






การเล่าเรียนศึกษา นั่นเป็น ปริยัติธรรม
 การประพฤติปฏิบัติให้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นเป็นปฏิบัติธรรม
 การปฏิบัติจนรู้แจ้งเห็นจริง ถึงอริยมรรคอริยผล นั่นเป็นปฏิเวธธรรม.
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์
(เจริญ ญาณวโร)

 9 
 เมื่อ: 15 สิงหาคม, 2560, 05:21:29 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"ชีวิตของเราทุกๆ คนในโลก
 จะอยู่ก็ไม่กี่วัน เที่ยงแท้จะแตกดับอยู่แล้ว
 รีบขวนขวายหาคุณงามความดี
 ในเมื่อมีชีวิตอยู่ หาได้มากน้อยก็เป็นของเรา

 -:-หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน-:-







"เราทุกคน ควรมองซ้าย แลขวาว่า
 ชีวิตของเรานั้น ผ่านไปทุกวันๆ
 ความเฒ่า แก่ชราภาพ ก็แก่ไปทุกวัน ทุกเวลา

พวกเราไม่เจริญภาวนา ดูกันเอง
ก็ย่อมหลงมัวเมา ในวัยของตนอยู่

ถ้าหากเราพิจารณา ด้วยความรู้
 เป็นผู้มีสติปัญญาเข้าใจ ก็จะรู้ได้ว่า
 คนเราเกิดขึ้นมานั้น เป็นไปตามกาล ตามสมัย
 ย่อมมีความเฒ่าแก่ไปเรื่อยๆ ชราภาพไปเรื่อยๆ

จนถึงที่สุด ก็คือความแตกดับ หักพัง
 ความแตกสลาย ความทำลายชีวิตลงไป
 ก็คือ ความตาย นั่นเอง"

-:-หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป-:-







บันทึกธรรม 36
 ....................................

• ทุกวันให้เราตรวจสอบตัวเองว่าเราบกพร่องตรงไหน ท่านบกพร่องไหม ศีลบกพร่องไหม ให้ตรวจสอบให้ทั่วตั้งแต่หัวถึงเท้า เหมือนกับคนที่ป่วยก็ต้องไปหาหมอ ป่วยใจก็เหมือนกัน ต้องรักษา เราต้องเห็นคุณค่าของธรรม จะได้ตั้งใจปฏิบัติ เมื่อเราปฏิบัติไปจะเห็นผล

• ให้เน้นทำความเพียร ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ ถึงเวลาก็ต้องทำ อยู่บ้านก็ต้องทำ จึงจะใช้ได้ และให้ทำอย่างพอดี มากไปก็เหมือนเทียนเล่มนี้ ที่น้ำตาเทียนมันล้นออกมา ไม่มีประโยชน์ แต่น้อยไปมันก็ไม่สว่าง

• การภาวนา ตอนแรกๆ ที่ยังไม่สงบ ให้อดทนจนถึงที่สุด กาย เวทนา จิต คนละส่วนกัน แต่เรามันผสมปนเปกัน พวกอินทรีย์อ่อน เมื่อเวทนามา ให้อดทนจนถึงที่สุด

• ความยึดมั่น ถือมั่น อยู่ที่ใจ ถึงที่วุ่นวาย ถ้ารู้จักรักษาใจ ก็จะมีความสงบได้ทั้งสิ้น ให้ทำตัวเหมือนนกที่บินไปเกาะกิ่งไม้ ยามโบยบินไปในอากาศก็ไม่อาลัยกิ่งนั้นๆ

• เรื่องเรียนทางโลกไม่จบสิ้น วิชามีปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ จบแล้วก็เลือนๆไป แล้วยังมีเครื่องล่อเป็นระยะๆ ยังเด็กก็ไปโรงเรียน เป็นหนุ่มสาวมีอาชีพแล้วก็มีครอบครัว มีลูก เรียนทางธรรมให้จบดีกว่า เรียนจบแล้วจบเลย ให้เอาธรรมฝังในจิต ให้ตามไปทุกภพทุกชาติ ต้องใช้ความเพียรให้มาก ต้องมุ่งมั่น ไม่พึงใจทั้งดี ทั้งชั่ว

• การทำงานทางใจมีวันเสร็จได้ ครูบาอาจารย์ท่านก็เป็นคนเหมือนกับเรา ท่านทำได้ เราก็ต้องทำได้ ต้องตั้งใจให้มั่น ทำไมเราจะทำไม่ได้


 พระอาจารย์บัณฑิต สุปณฺฑิโต








"ความรู้ทางโลก ความรู้ทางธรรม"

ถาม : ความรู้ที่เกิดจากการเจริญปัญญาด้วยการวิปัสสนา แตกต่างจากการหาความรู้ที่เกิดจากการศึกษาเล่าเรียนอย่างไรเจ้าคะ

พระอาจารย์ : คือความรู้ทางโลกนี้ไม่ได้นำไปสู่การดับทุกข์ ความรู้ทางโลกนี้ทำให้เราเอาความรู้นี้มาประกอบสัมมาอาชีพได้ เช่นเราเรียนรู้ทางบัญชี แล้วก็เอาความรู้นี้มาประกอบอาชีพ คิดบัญชีให้คนที่เขาคิดบัญชีไม่เป็นได้ เราก็ได้รับค่าจ้างจากเขาไป แต่ความรู้ทางธรรมนี้ เป็นความรู้ที่เราเอามาใช้ดับความทุกข์ที่มีอยู่ในใจของเรา เพราะท่านจะสอนต้นเหตุของความทุกข์ใจของเราว่าเกิดจากอะไร ก็คือเกิดจากกิเลสตันหา และการจะดับความทุกข์ทางใจ เราก็ต้องมีกำลัง พอที่จะสู้กับกิเลสตันหาได้ ก็ต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ฉะนั้นความรู้ทางโลกกับทางธรรมนี้มีเป้าหมายต่างกัน ความรู้ทางโลกถึงแม้จะรู้มากระดับปริญญาเอก ก็เป็นความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด คือไม่สามารถทำให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์ได้รอดพ้นจากความทุกข์ได้ ต้องเป็นความรู้ทางธรรมเท่านั้น ที่จะทำให้เรารอดพ้นจากความทุกข์ได้.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต








"เรื่องของฤกษ์งามยามดี"

...ผู้ปฏิบัติศาสนา อุบาสกอุบาสิกา ทั้งหลาย ท่านไม่ต้องหามื้อหาวันหาฤกษ์หายาม ทำการทำงาน ต้องหามื้อหาวัน ไม่ใช่วันนั้นไม่ดี วันนี้ไม่ดี

วันมันไม่ได้ทำอะไรแก่คน วันดีทำไมคนตายล่ะ วันไม่ดีทำไมคนยังเกิด ในเจ็ดวัน อาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์นี้ ทำไมมันมีเท่านี้

คือ สมมติว่าเราจะทำการทำงานสิ่งใด พร้อมเพรียงกันหรือยัง เขาหาวันพร้อมเพรียงกัน จะเอาวันไหนเวลาไหน นัดกัน พร้อมเพรียงกัน ถ้าพร้อมกันแล้วละวันนั้นนั่นแหละดี ให้หาวันอย่างนี้ ถ้าวันใดยังไม่ได้พร้อมกันอย่าเพิ่งทำ

จะแต่งงานแต่งการกัน หรือจะปลูกบ้านปลูกช่อง ตึกร้านอาคารก็ตาม ให้รู้ไว้ คือวันไหนมันพร้อมกันแล้วว เรียบร้อยแล้ว ทำได้ ขึ้นได้

ถ้ายังไม่พร้อมแล้วมันขัดข้อง เรียกว่ามันไม่ดี เขาหาวันอย่างนี้หรอก ให้เข้าใจซิ อธิบายย่อๆ ให้ฟัง ให้หละให้ละเว้นเหล่านี้.

"หลวงปู่ฝั้น อาจาโร"







"ความตายไม่รู้จะมาวันไหนนะ
 นั่งก็ตาย นอนก็ตาย
 พิจารณาเรื่องความอยาก
 ให้มันชินกับความตาย"

 โอวาทธรรม:องค์หลวงปู่ลี กุสลธโร
 วัดเกษรศีลคุณธรรมเจดีย์(ผาแดง) อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี






"บุญอยู่ที่ใจ แค่คิดจะทำบุญก็สุขใจ ทำความดีแล้ว ไม่ต้องหวังผลตอบแทน ทำความดีแล้ว ไม่ต้องให้ใครเห็น ทำความดีก็จารึกไว้ในใจแล้ว บุญคู่อยู่กับใจ ตายไปแล้ว ไม่ว่าไปอยู่ภพไหนๆ บุญก็จะตามติดไปเป็นเพื่อน"

โอวาทธรรม:องค์หลวงปู่อ่ำ ธมฺมกาโม
 วัดสันติวรญาณ จ.เพชรบูรณ์







"กรรมฐานที่เป็น มูลกรรมฐาน มีอยู่ห้าอย่างคือ ให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง โดยพิจารณาให้เป็นของน่าเกลียด น่าชังน่าขยะแขยง ถ้าไม่ได้ขัดล้างตัดออกบ้างแล้วมันจะสกปรกแค่ใหนน่ารังเกียจไหม ถ้ามันหล่นอยู่ในอาหารเรา เราจะกินมันได้ไหมน่าขยะแขยงไหม ให้พิจารณาทบทวนไปมาอยู่อย่างนั้นแหละ จนเห็นจริงเข้าก็จะเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนดจนเกิดความสลดสังเวชจริงๆ ธรรมมะจะเกิดในตอนนั้นละเรามาถือสิ่งแบบนี้ว่าเป็นของดี จึงหลงยินดีกับมัน เสียเวลาดูแลบำรุงรักษา พอพิจารณาจนเห็นจริงๆแล้ว มันไปถือของสกปรกว่าเป็นตัวเราเลยเหรอ น่าทุเรศจริง น่าสงสารตัวเราเองจริง ทำไมถึงหลงขนาดนี้นะ เมื่อเป็นเช่นนี้ นิพพิทาญาณก็เกิดขึ้น จะรู้สึกได้เองว่าร่างกายของตนไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสารไม่จีรังยั่งยืนอะไรเลยเพียงแต่เราอาศัยเขาอยู่ไปวันๆเท่านั้นเอง"

หลวงตาสมหมาย อัตตมโน






...ทุกข์ของพวกเรานี้เกิดจาก
"การมาเกิดกัน"
เกิดแล้วก็ต้องมาแก่
 มาเจ็บ มาตายกัน
.
 ...เพราะว่ามีความอยากจะหา
 ความสุขทางร่างกาย
 ก็เลยต้องมีร่างกาย
 พอมีร่างกายก็ต้องมาเจอ
 ความแก่ ความเจ็บ
 ความตายของร่างกาย
.
 ...แต่ก็หยุดไม่ได้
 พอร่างกายตายไป
 ความอยากที่มีอยู่ในใจ
 ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย
 ความอยากในใจก็ดึงให้ใจ
 ไปหาร่างกายอันใหม่
"ไปเกิดใหม่ ไปแก่
 ไปเจ็บ ไปตายใหม่"
 ......................................
 .
คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมะบนเขา 14/8/2560
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี







" บวชเข้ามา เราก็เดินตามพ่อตามแม่ ( พ่อแม่ครูอาจารย์) พ่อแม่พาทำถึงนิพพานก็เดินตามนั้น สู้กับสงครามโลก ( กิเลส ) นั่งภาวนาเข้าไปนั้น จะอะไรเข้ามาก็สู้มันสงครามโลก นั่งอยู่อย่างนั้น เจอเสือเจอช้างก็นั่งอยู่อย่างนั้น มีคนเอาปืนมายิงก็นั่งอยู่อย่างนั้น จะกลัวอะไร เมื่อมันไม่ใช่ของเรา ร่างกายของเขา..ใจของเรา "

___________________

หลวงปู่ศิลา จิตตสุโภ
 วัดถ้ำพระนอน (เทือกเขาดงมูล)
อ.ท่าคันโท จ.กาฬสินธุ์

 10 
 เมื่อ: 14 สิงหาคม, 2560, 19:29:39 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
วังเจ้าเมืองพัทลุง (วังใหม่)






หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10