Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
15 พฤศจิกายน, 2561, 17:17:14

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 10 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"เอาสติอยู่กับตัว รู้..ก็สักแต่รู้ เห็น..ก็สักแต่เห็น ทำเพียงเท่านี้ก็ไปนิพพานได้"
ธรรมคำสอน หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต
 ที่พักสงฆ์สวนทิพย์ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี




“ศีลนี้สำคัญนะ จะเป็นศีล ๕ ก็ตาม ศีล ๘ ก็ตาม เพราะถ้าไม่มีศีลเสียแล้ว ทำสมาธิไม่เกิด ศีลนี้ต้องเป็นพื้นฐาน เป็นตัวนำจริงๆ เพราะฉะนั้นควรจะรักษาศีลนี้ให้ดี”
หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย
 วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี




“ทุกอย่างในชีวิตคนเรา ทำที่ทำให้เราทุกข์ มันอยู่ที่ใจของเราทั้งนั้น ถ้าเราโกรธใคร เกลียดใคร มันก็อยู่ที่ใจ แต่ถ้าใจเราไม่เกลียด ใจเราไม่โกรธ เราก็ไม่มีความทุกข์ เกลียดก็ทุกข์ โกรธก็ทุกข์ แล้วเราจะเกลียด จะโกรธไปให้เราเป็นทุกข์ทำไม คนที่เราเกลียด คนที่เราโกรธ เขาไม่ทุกข์ไปกับเราหรอก เราทำให้เราทุกข์เองทั้งสิ้น แต่ถ้าเราปล่อยวาง ไม่สนใจเขา ไม่รับรู้เรื่องเขา ใจเราก็ไม่หมกหมุ่นกับเรื่องของเขาอีก เราก็ไม่ทุกข์ เพราะใจมันสงบ”
โอวาทธรรม
 ท่านพ่อไพบูลย์ สุมงฺคโล




การขบฉัน ก็ฉันหนเดียว ฉันในบาตร บิณฑบาตมาฉัน ตามมีตามได้ ฉันจังหันไม่มากอย่าง ฉันแต่พอดี แต่เพิ่นฉันได้มาก การทรมานดัดสันดานของตน การเน้นหนักในการภาวนาโดยเฉพาะการเดินจงกรม เพิ่นถือไว้เป็นข้อปฏิบัติหลักใหญ่ อันนี้หลวงปู่ลาด คนบ้านบากหลวงตาเสี่ยวของเพิ่นครูอาจารย์เสาร์ (กนฺตสีโล) เล่าให้ฟัง แม้หลวงพ่อออก (หลวงพ่อกา) ก็เล่าอย่างเดียวกัน
 เคยถามหลวงพ่อ (หลวงพ่อกา ธมฺมรโต) “ หลวงพ่อเพิ่นครูอาจารย์เสาร์กับเพิ่นครูอาจารย์มั่น (ภูริทตฺโต) หลักปฏิบัติบัติภาวนาของเพิ่นพากันทำมาอย่างไร หรือสอนไว้อย่างไร หลวงพ่อพอจะจำได้ไหมครับ ”
หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า
“ เพิ่นสอนให้ภาวนา พุทโธ - พุทโธ แต่ก่อนเจริญภาวนาทุกครั้ง เพิ่นว่าให้ไหว้พระสวดมนต์
 อรหํ...
พุทฺธํ...
อิติปิโส... กาเยนะ...
สฺวากฺขาโต... กาเยนะ...
สุปฏิปนฺโน... กาเยนะ...
อหํสุขิโต...
สพฺเพสตฺตา...
เพิ่นว่าต้องทำวัตรเสียก่อน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไม่ให้จืดจางไปได้ เมื่อเข้าที่แล้วตั้งสติให้มั่น ปล่อยอารมณ์เครื่องยุ่งภายนอกให้หมด สู่ปัจจุบันรู้อยู่กับพุท - โธ เมื่อกาย วาจาสำรวมแล้ว เหลือแต่สำนึกในใจ ให้บริกรรม ว่า
 พุทฺโธ เม นาโถ
 ธมฺโม เม นาโถ
 สงฺโฆ เม นาโถ
 พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ๓ จบ แล้วก็ให้กำหนดลมหายใจเข้า - ออก พร้อมภาวนา พุท - โธ, พุท - โธ, พุท - โธ แล้วให้เหลือรู้เฉพาะลมหายใจเข้ากับพุท, ลมหายใจออก โธ, กำหนดรู้ภาวนาไปเรื่อย ๆ กำหนดจิตไปเรื่อย ๆ ไม่ปล่อยอารมณ์คือ ไม่ทิ้งผู้รู้ไปกับความคิดนึก ไม่กังวล หรือเล่นหลงอยู่กับจังหวะ ลมหายใจเข้าออก ให้ปล่อยไปตามธรรมชาติธรรมดาของการหายใจ
 ภาวนายังไม่เป็น อย่าไปทิ้ง พุท - โธ เพราะ พุท - โธ เป็นกิริยาของใจ กำหนดภาวนาไป เอาเป็นเอาตายเป็นเกณฑ์วัด อย่าเอาความอยากเข้าไปวัด เพราะการเจริญภาวนาก็เพื่อให้เป็นไปได้ในความสงบนิ่ง กิริยาจิตตั้ง เมื่อเป็นความสงบนิ่งภายในจิตใจแล้ว คำบริกรรม พุท - โธ ก็จะจางจนหายไป
 เมื่อบริกรรมหายไป ก็ให้รู้ว่าหายไป รู้อยู่อย่างนั้นหล่ะ ที่รู้ว่าตัวของเรารู้ตัวอยู่ ตั้งผู้รู้ได้ แม้ลมหายใจก็ละเอียดตาม ผู้รู้แนบแน่นเท่าใดลมหายใจก็ละเอียดตามเท่านั้น จากนั้นก็ให้ประคับประคองจิตที่สงบนิ่งอยู่อย่างนั้น จะสงบได้นานเท่าใดก็ตาม ให้มีผู้รู้ว่าสงบอยู่ นิ่งรู้อยู่ เรียกว่าจิตทรงสมาธิ จิตตั้ง จิตเป็นหนึ่งกับลมหายใจ กายเบาจิตเบา กายอิ่มจิตอิ่ม
 ให้ปฏิบัติอย่างนี้ก่อนในเบื้องต้นจนชำนิชำนาญ เข้าที่แล้วจิตเข้าถึงความสงบได้ เมื่อชำนาญแล้วจึงให้ใช้ปัญญาหาความรู้ ก็ย้อนกลับไปตรวจตราดูร่างกายรูปอันเน่าเหม็นผุพังไม่สวยไม่งาม พิจารณากาย พิจารณาธาตุ หรือหากเมื่อใดที่จิตของเราไม่เป็นสมาธิ ภาวนาอยู่แต่ไม่สงบคอยแต่จะฟุ้งซ่าน บริกรรม พุทโธแล้วก็แล้ว จับพุทโธก็ไม่อยู่ จับลมหายใจก็ไม่ได้ ให้ยกอาการของรูปกายนี้ ขึ้นพิจารณาเลยก็ได้ กายคตาสติ ให้พิจารณาจนละเอียดถี่ถ้วน พิจารณาย้ำไปย้อนมา ซ้ำ ๆ อยู่อย่างนั้น แยกส่วนพิจารณา รูปส่วนพิจารณาดูจากนอกเข้าไปในจากในออกมานอก เพราะใจไม่สงบก็ให้อยู่กับกรรมฐาน จนกว่าจะสงบได้ปัญญา ให้ตั้งใจภาวนาให้ได้ทุกวันอย่าให้ขาด

***คัดจากธรรมประวัติหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ : วัยติดตนต้นธรรม

 2 
 เมื่อ: 14 พฤศจิกายน, 2561, 07:13:27 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
“ในเมื่อมีความเพียรพยายาม มีความตั้งใจอันดีแล้ว อย่างไรเสีย... การงานนั้นย่อมไม่สูญเปล่า”
หลวงปู่สมชาย ฐิตวิริโย
 วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี




เหล็ก โลหะ เมื่อทิ้งเอาไว้ หรือนำเอาไปฝังดินเป็นเวลานาน ๆ เมื่อขุดดู เหล็กนั้นมันก็ไม่เหลือ เพราะสนิมมันกินจนหมดไม่มีเหลือ

ใจมนุษย์ของเราก็เหมือนกัน หากทิ้งเปล่าไว้ ไม่ดูแลรักษา คบกับกิเลส โลภ โกรธ หลง ราคะ โทสะ โมหะ รัก ชัง หัวเราะ ร้องไห้ เหล่านี้ ใจมนุษย์ของเรามันก็ไม่เหลือ หมด ! กลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน
 เป็นมนุสสติรัจฉาโนไป

 ต้องระวังอย่าไปคบกิเลส มันเป็นเพื่อนชั่ว เพื่อนช่างยุ เราอย่าไปคบ อย่าไปเป็นทาสของมัน สนิมกินเหล็ก กิเลสกินใจนะ ให้ระวังให้ดี

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร




"เมื่อถึงเวลา ทุกอย่างมา
 สติ-นิพพาน นิพพาน-สติ"
หลวงปู่บุญฤทธิ์ ปัณฑิโต

 3 
 เมื่อ: 13 พฤศจิกายน, 2561, 06:38:17 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"...การปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีโทษมีแต่คุณ คือจิตไม่ขุ่นมัว จิตผ่องใส
 จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็มีความสุขไม่มีความทุกข์
 จะเข้าสู่สังคมใด ๆ ก็องอาจกล้าหาญ..."

โอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล ต.โนทัน อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู




พระอรหันต์ ไม่ได้ผุดขึ้นมาจากไหน

“..ก็มาจากหัวใจ ของปุถุชน มาจากราคะ โทสะ โมหะ ถ้าหากใจของปุถุชนนั้น พยายามบากบั่น
 ฝึกปรือตน ให้เดินตามรอยมรรคาสัมมาปฏิบัติ

 พระอรหันต์ก็มาจากที่นั้น กลั่นกรองมาจากที่นั่น
 เหมือนดอกบัว มาจากขี้โคลนขี้ตมเน่าๆ เหม็นๆ
 แต่พอพ้นน้ำรับแสงอาทิตย์ แย้มบานเต็มที่
 มีสง่าราษี ใครก็อยากได้ อยากเด็ด อยากชม..”
.........................................................................
โอวาทคติธรรมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์
 (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร





ถาม : ตอนที่เราเจอกิเลสที่เป็นปมของเราที่มันเป็นจุดอ่อนน่ะค่ะ ทำไมเราดูแล้วมันไม่ดับ แล้วมันใช้เวลานาน แล้วเราจะทำยังไงในครั้งต่อไปคะ?

#ตอบ : มันเป็นจุดอ่อนเพราะเราแพ้ตรงนี้ง่ายไง แล้วก็ไปอิน..ไปจมกับมัน

ตัวที่เรียกว่าเป็นจุดอ่อน คือ มีตัวนี้ทีไรก็ยึดว่าเป็นเราทุกที
 ถ้าเป็นกิเลสทั่ว ๆ ไป มันก็แค่กิเลส มันเกิดขึ้นมาแล้วก็ดู..แล้วก็เห็นเป็นกิเลส เป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่ถูกดู ถ้าเราสามารถเห็นกิเลสทุกตัวด้วยวิธีนี้ได้ คือเห็นเป็นสิ่ง ๆ หนึ่งที่ถูกดู แค่นี้ก็หลุดเลยทันที

ทุกครั้งที่เห็นกิเลสว่าถูกดู..จะมีจิตเป็นผู้รู้เกิดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องตั้งใจแยก มันแยกของมันเป็นธรรมชาติเลย
 สิ่งใดถูกดูสิ่งนั้นมีผู้ดูเป็นผู้รู้ขึ้นมา ทำอย่างนี้ก็กลายเป็นว่า ไม่ว่ากิเลสตัวนั้นมันจะเป็นตัวที่เราเคยแพ้หรือไม่เคยแพ้ก็แล้วแต่ มันก็เป็นสิ่ง ๆ หนึ่งให้เราดูเท่านั้นเอง
 มันเศร้าหมองก็เพราะว่ามีกิเลสตัวนี้อยู่ พอเห็นปั๊บ! ความเศร้าหมองดับ แต่ถ้าคิดใหม่ก็เศร้าใหม่..เศร้าหมองใหม่

ฉะนั้น บางทีเห็นแล้วนะ แต่ทำไมมันไม่หาย? จริง ๆ มันหายแล้ว..แต่คิดใหม่ จึงเหมือนไม่หาย ด้วยความไวในการเกิดดับของจิต เมื่อสติยังไม่ไวพอที่จะแยกชัดว่าเมื่อกี้มีตัวรู้เกิดขึ้นมา ก็นึกว่ามันเกิดอยู่ต่อเนื่อง นึกว่ามันยังไม่ดับ แต่จริง ๆ มันดับแล้ว
 เหมือนแสงจากหลอดไฟฟ้าเนี่ย จริง ๆ มันเกิด-ดับ ๆ แต่เราแยกไม่ออกว่ามันมีการเกิด-ดับ เพราะตาเราไวไม่พอ ตาเรามีความสามารถจำกัด
 แต่เราสามารถพัฒนาคุณภาพของสติให้ไวพอที่จะแยกเกิด-ดับของจิตได้ สามารถทำได้ พอรู้ทันปุ๊บ! ดับแล้ว แต่พอคิดใหม่..ก็เกิดใหม่ เกิดกิเลสตัวเดิมนี่แหละ แต่เกิดขึ้นในขณะใหม่ ให้ดูอย่างนี้นะ

รู้ทันไป มันไม่มีตัวไหนที่มันจะครองใจเราได้นาน เพราะแค่รู้ทันนะมันก็มีสติขึ้นมาครองใจขณะนั้นแล้วเดี๋ยวเผลอใหม่..คือใจเราน่ะทิ้งสติไปเอง ไปคว้าอย่างอื่นมา พอตอนคว้าอย่างอื่นมาก็ลืมกาย-ลืมใจ ไปคว้าไอ้นู่น ไปคว้าไอ้นี่ คว้ามาแล้วก็กลายเป็นกิเลส เป็นอุปกิเลส อย่างที่บรรยายมานั่นแหละ และทั้งหมดก็เป็นเพียงแค่สภาวะอย่างหนึ่งแค่นั้นเองที่ทำให้ใจเศร้าหมอง

อย่าไปคิดว่าเราแพ้ไอ้ตัวนี้.. แล้วเราก็เลยยอมแพ้ ไม่เอานะ ไม่มีกิเลสตัวไหนที่มันจะชนะเราถาวร ถ้าเราหมั่นรู้

จริง ๆ แล้ว ที่ว่าเราแพ้กิเลสตัวนี้นี่นะ แสดงว่ามันเกิดบ่อย เกิดบ่อยนี่เป็นข้อดีที่ว่า มันเกิดบ่อยเราก็จะเห็นบ่อย เห็นบ่อยเนี่ยจิตจะจำมันได้
 ไม่ต้องไปตั้งท่าต่อต้านมันนะ ถ้าต่อต้านก็ทำผิด ไม่ต้องต่อต้าน แค่รู้เฉย ๆ มันเป็นเพียงแค่กิเลสตัวหนึ่งเท่านั้นเอง แล้วก็รู้ไป
 ถ้าต่อต้าน เราจะรู้สึกว่า "ศึกนี้ใหญ่หลวงนัก" อย่างนี้ต่อต้านแล้ว เราไม่มีหน้าที่อะไรมาก..แค่รู้
 ในสติปัฏฐานสูตร พระพุทธเจ้าไม่ให้ต่อต้านอะไรเลย มีราคะก็ให้รู้ โทสะก็ให้รู้ โมหะก็ให้รู้ ฟุ้งซ่านก็ให้รู้ หดหู่ก็ให้รู้ รู้อย่างเดียว ไม่มีว่า “ห้ามมี” หรือว่า “ต่อต้าน” “จงทำลายกิเลสนั้นไป” “จงไล่ฟันไล่บี้บีฑามัน” อะไรอย่างนี้ไม่มี แค่รู้!

รู้บ่อย ๆ เนี่ยนะ จิตจะจำสภาวะนั้นได้แม่นยำ แล้วจะกลายเป็นว่าเรามี “ถิรสัญญา” จากสภาวะนั้น
 ถิรสัญญา หมายถึง การที่จิตจำสภาวะได้แม่น เช่น คนขี้โกรธ ทีแรกก็ว่า “โอ้โห.. เราแพ้ทางความโกรธ เห็นหน้านังนี่ทีไรนะเราจะไม่พอใจ ยิ่งนังนี่มาทีไรนะ..เราจะโกรธทุกที” แต่ถ้าเป็นคนเจริญสติดูจิตเนี่ยนะ นังนี่มา..โกรธ ก็รู้ทันโกรธ นังนี่มาอีกแล้ว มันไม่ไปไหน กูก็จะดูมันเนี่ย ทุกครั้งที่มันเห็นหน้านังนี่เนี่ยนะ..เราจะโกรธ เราก็รู้โกรธไป ยิ่งโกรธบ่อยยิ่งดี แต่โกรธนานไม่ดี เข้าใจมั้ย?
โกรธนานจะไม่มีสติ แต่โกรธบ่อย-รู้บ่อย ก็จะมีสติถี่ ๆ การมีสติถี่ ๆ เนี่ยมีประโยชน์ เพราะทุกครั้งที่เห็นความโกรธ จิตมันจะจำความโกรธ มันไม่ได้จำหน้านังนั่นนะ แต่ถ้าโกรธอยู่เนี่ยมันจะไปจำหน้านังนั่น ไปจำว่า “นังนั่นมันร้าย นังนั่นมันเลว” อย่างนี้นะ แต่ถ้าโกรธแล้วรู้ว่าโกรธ...มันจะเห็นสภาวะคือโกรธ จิตมันจะไม่มองหน้านังนั่น แต่มันจะมาดูไอ้ความโกรธในจิตเมื่อกี้นี้ จิตมันจะจำความโกรธ จำว่าสภาวะโกรธเป็นอย่างนี้
 คราวนี้ไปดูหน้าคนอื่น ก็หมั่นไส้ โกรธ หงุดหงิด ขัดเคือง มันก็คือไม่พอใจ คือโกรธเหมือนกันนั่นแหละ ก็คนขี้โกรธน่ะนะ เป็นโทสะเหมือนกัน เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนคนก็แล้ว..แต่สภาวะคือความโกรธเหมือนกัน พอมีสติรู้ จิตก็จะจำความโกรธอีก เห็นความโกรธบ่อย ๆ กลายเป็นจำความโกรธได้แม่น คราวนี้โกรธใครเกิดความโกรธขึ้นมา เปลี่ยนหน้าเปลี่ยนคนไปตั้งเยอะแยะหลายคนแล้ว แต่ความโกรธก็แบบเดิม ไม่ได้ตั้งใจจะดูความโกรธเลย..คราวนี้พอจิตจำได้แล้ว..มันมีสติดูความโกรธขึ้นมาเอง เรียกว่าเกิดสติโดยอัตโนมัติ ตรงนี้จึงจะเป็น “สัมมาสติ” แท้ ๆ
 สติอัตโนมัติ คือไม่ได้ตั้งใจให้เกิดสติ แต่สติเกิดขึ้นเอง ทำไมถึงเกิดขึ้นเอง? เพราะเห็นความโกรธมาบ่อยแล้ว
 กิเลสตัวนี้เหมือนกัน ที่เราบอกว่าเราแพ้ จริง ๆ ถ้ามองในแง่ดีคือ มันเกิดบ่อย มันเกิดบ่อยเราก็รู้มันบ่อย ๆ รู้บ่อย..เราจะได้ถิรสัญญาได้เร็ว
 แต่ต้องดูเฉย ๆ อย่าไปต่อต้านนะ อย่าไปทำลายมัน อย่าไปคิดแก้ไขมัน ดูเฉยๆ

เรียบเรียงจากการตอบคำถาม โดย พระอาจารย์กฤช นิมฺมโล
 ณ บ้านจิตสบาย วันที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๑






 4 
 เมื่อ: 12 พฤศจิกายน, 2561, 05:13:00 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

“ให้ทานข้าวของ วัตถุภายนอก
 ก็เป็นบุญ แต่ยังไม่ลึกซึ้ง

ให้ทำบุญภายในใจ
 ให้เป็นบุญอยู่เสมอ

 ภาวนาพุทโธ
 นึกน้อมเอาคุณพระรัตนตรัย
 เป็นที่พึ่งอยู่ภายใน
 นี่แหละ บุญภายใน”

หลวงปู่สิม พุทธาจาโร




กาลเวลา พาเราไป ใกล้วัยชรา
 พยาธิเข้ามา ทีละน้อย คอยประหาร
 มรณภัย ถึงเมื่อไร ย่อมวายปราณ
 ควรต้านทาน ป้องกันก่อน อย่านอนใจ
 มีอนามัย เพราะฝึกกาย ให้แข็งแรง
จิตเข้มแข็ง ด้วยภาวนา พาผ่องใส
 เพิ่มความสุข ทุกข์ลดน้อย ถอยห่างไป
 ย่อมเข้าใกล้ สถานทิพย์ พระนิพพาน

โอวาทธรรม หลวงปู่บุญกู้ อนุวฑฺฒโน
 วัดอโศการาม
 ๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๑







 5 
 เมื่อ: 11 พฤศจิกายน, 2561, 06:00:51 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
อยู่ก็ให้อยู่แบบสุคโต
 ไปก็ให้ไปแบบสุคโต

 หลวงปู่ลี กุสลธโร




อาศัยศรัทธาจริต ศรัทธาคือความเชื่อ
 ฟังแล้วก็เชื่อทันที พอเชื่อแล้วก็อาศัยความฉลาด
 พุทธจริตนี่เขาเป็นคนฉลาด
 พอเชื่อแล้วก็เอาไปคิด คิดแล้วก็ปฏิบัติตาม.
พระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)




บุคคลใดเป็นคนส่อเสียด
 นำความส่อเสียดเข้าไปในราชสกุลว่า
 บุคคลโน้นกระทำกรรมชื่อนี้
 บุคคลนั้นแย่งชิงยศของคนอื่น ถือเอามาเพื่อตนเอง
 ฝ่ายพระราชาทั้งหลายก็คิดว่า
ผู้นี้มีความเสน่หาในพวกเรา จึงตั้งบุคคลนั้นไว้ในตำแหน่งสูงๆ
 ฝ่ายอำมาตย์เป็นต้น ย่อมสำคัญสิ่งที่จะพึงให้แก่บุคคลนั้น
 เพราะกลัวว่า ผู้นี้จะทำพวกเราให้แตกร้าวในราชสกุล
 ลาภย่อมเกิดแก่คนผู้ส่อเสียดในทันที.
ที่มา ติกนิบาตชาดก อัพภันตรวรรค [ลาภครหิกชาดก]





 6 
 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน, 2561, 05:26:41 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"เพราะความตายแน่นอน
 แต่เวลาที่จะตาย ไม่แน่นอน
 นี่จึงทำให้ชีวิตมีคุณค่า
 ทำให้เวลามีค่า"

  พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ




หลวงปู่ลีท่านได้ศึกษาตามแนวแถวขององค์หลวงตา ท่านได้รับธรรมะ ธรรมคำสอนจากองค์หลวงตา นำมาประพฤติปฏิบัติ จนชำระกายใจของท่านจนสำเร็จมรรคผล องค์หลวงตาก็รับรองว่าธรรมลีเป็นผู้มีธรรมในจิตใจ พวกเราท่านทั้งหลายได้มากราบคารวะ กราบสรีระสังขารของหลวงปู่ ก็เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ และทางคณะสงฆ์คณะกรรมการก็ได้กำหนดประชุมเพลิงในวันที่ ๑๑ พฤศจิกายนที่จะถึงนี้ หลวงพ่อเองก็มั่นใจในผู้ดำเนินการก็คือหลวงปู่จันทร์เรียน วัดถ้ำสหาย ที่เป็นหลานของท่าน เป็นพระมหาเถระผู้ใหญ่ในยุคปัจจุบัน พร้อมกันกับหลวงพ่อวันชัยที่เป็นเจ้าอาวาสวัดภูผาแดงแห่งนี้ ท่านอยู่ที่วัดภูสังโฆแต่ท่านก็ยังควบคุมดูแลลูกหลานน้องนุ่งที่ภูผาแดง หลวงพ่อมั่นใจในครูบาอาจารย์ที่ดูแลงานประชุมเพลิงสรีระสังขารขององค์หลวงปู่ให้เป็นไปโดยเรียบร้อยราบรื่น ท่านว่ายังไง พวกเราก็ตามที่ท่านบอกกล่าว ก็ขอเชิญพี่น้องทุกหมู่เหล่า มาร่วมกันถวายเพลิงสรีระสังขารทำบุญกับองค์หลวงปู่ในวันที่ ๑๑ นี้

และพร้อมกัน เจดีย์ใหญ่ขององค์หลวงปู่ที่ท่านสร้างก็ยังไม่เสร็จ ยังต้องการการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ถึงหลวงปู่ท่านจะจากไปแล้ว ท่านก็จากไปแต่ร่างกายสังขาร แต่คุณธรรมคำสอนของท่าน ยังคงแนะนำสั่งสอนบอกกล่าวลูกศิษยานุศิษย์อย่างเราท่านทั้งหลาย พวกเราก็ทำต่อ ดำเนินการต่อเพื่อให้เจดีย์ขององค์หลวงปู่สำเร็จลุล่วงไปโดยดี ก็คงจะไม่เหลือวิสัย หลวงปู่ท่านคงเตรียมจตุปัจจัยไว้พอสมควร แต่ถ้าเรามีจตุปัจจัยมาก เราก็จะได้ดำเนินการให้สวยงดงามเพื่อบูชาพระคุณขององค์หลวงตา หลวงปู่ลีท่านสร้างเจดีย์นี้ขึ้นมาเพื่อบรรจุอัฐิธาตุขององค์หลวงตา ท่านเน้นถึงพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงตา อาจารย์ของท่าน แต่ถึงยังไงเจดีย์นี้ก็คงเป็นเจดีย์ขององค์หลวงตาด้วย เจดีย์ขององค์หลวงปู่ด้วย เพราะเป็นเจดีย์ใหญ่ เหมาะที่จะเป็นที่เคารพสักการะของศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ลูกหลานศิษยานุศิษย์ก็ช่วยกันเน้อ ช่วยกันดำเนินการให้พระเจดีย์ขององค์หลวงปู่สำเร็จลุล่วงไปโดยดี

และขอให้พี่น้องประชาชนทุกหมู่เหล่า ให้มากราบมาไหว้เคารพสักการะหลวงปู่ลีของเราโดยสม่ำเสมอ เหมือนหลวงปู่ลีของเรายังมีธาตุขันธ์อยู่ คุณธรรมของท่านยังอยู่ในจิตใจของเรา ขอให้พวกเรามากราบมาไหว้เคารพหลวงปู่โดยสม่ำเสมอ

หลวงพ่อได้กล่าวเบื้องต้นว่า มรณธัมโมมหิ มรณัง อนัตตีโต พวกเรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้ พวกเราเกิดมาแล้วต้องตาย วยธัมมาสังขารา อัปมาเทนะ สัมปาเทถาติ ขอให้พวกเราทั้งหลาย อย่าตั้งอยู่ในความประมาท อย่างที่พระพุทธเจ้าได้สั่งสอนในวาระสุดท้ายของพระพุทธองค์ ว่าสังขารทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง ขอให้พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด ประโยชน์ตนก็คือสร้างสมคุณงามความดีเข้าสู่จิตใจ ประโยชน์ท่านก็คือพยายามดูแลชุมชนสังคมให้เกิดประโยชน์ เพราะการอยู่ด้วยกันก็ต้องมีการเอื้ออารีเอื้อเฟื้อเกื้อกูลหนุนกัน โลกทั้งโลกจึงจะอยู่ด้วยความผาสุกได้ ถ้าพวกเรามีแต่ความอิจฉาพยาบาทอาฆาตจองเวรกัน พวกเราอย่าหวัง โลกนี้จะมีเรื่องทุกข์ แต่ถ้าเราอยู่ด้วยน้ำใจเมตตาอารีกัน โลกทั้งโลกก็จะมีแต่ความร่มเย็นผาสุก

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
 พระธรรมเทศนา “พี่ชายในทางธรรม”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๑




.."อย่าให้กิเลสเป็นนายเรา เราต้องเป็นนายกิเลส #สตินี้ขาดไม่ได้ #ขาดสติก็คือประมาท ปมาโทมัจจุโนปทัง ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย ....ตายจากความดีงาม"
หลวงปู่แสง จนฺทโชโต

 7 
 เมื่อ: 09 พฤศจิกายน, 2561, 13:39:43 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.



671. เล่าให้ฟัง….  Death House / 2018 (แหกคุกมิคสัญญีกลางอเวจีมหาโคตรนรก!)


เป็นหนังสยองขวัญที่ติดเรต R จากอเมริกามาแล้วนะครับ และหนังได้เรต 18+ และ 20+ ในหลายประเทศ หนังมีความยาวทั้งเรื่องประมาณ 128 นาที ผลงานการกำกับของ Director: B. Harrison Smith เเละได้ Gunnar Hansen รับบทงานด้าน Writers ให้

หนังนำเสนอเรื่องราวของทีมผู้ตรวจสอบของรัฐบาลสองคนที่เข้ามาตรวจคุกที่ได้รับการกล่าวขวัญว่า “ปลอดภัย และมีระบบการป้องกันนักโทษแหกคุกดีที่สุดในโลก” ชื่อของมันคือ “Death House” คุกที่รัฐบาลของประเทศสหรัฐอเมริกาทุ่มงบประมาณด้วยเม็ดเงินสูงที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์หมายมั่นปั้นมือให้มันเป็นสถานที่สำหรับกักขังนักโทษที่อันตรายที่สุดในโลก โดยมีทีมทหารติดชุดเกราะเหล็ก-อาวุธหนักครบมือคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง  นอกจากนั้นคุกแห่งนี้ยังใช้เป็นห้อง Laboratory หรือห้องแล็บปฏิบัติการสำหรับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนักโทษเหล่านั้นตามคำสั่งของรัฐบาลอีกด้วย  หนังโฟกัสลงไปที่หญิงสาวนางหนึ่งที่แอบลักลอบเข้ามาภายใน Death House จากนั้นจึงวางระเบิดเพื่อทำลายระบบการป้องกันภายในจนเสียหายยับเยิน พอระบบการป้องกันภายในเสียหาย คราวนี้แหล่ะ….ประตูห้องขัง, กุญแจมือของนักโทษที่อันตรายที่สุดในโลกจำนวนนับได้หลายร้อยคนจึงถูกเปิดออก…. นักโทษวิปริตที่กระหายความรุนแรงแบบสุดขั้ว, นักฆ่าโรคจิต, ฆาตกรต่อเนื่อง, คนบ้ากาม, มนุษย์กินคน, อมนุษย์, และปีศาจกระหายโลหิตที่ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย จึงทยอยกันเดินพาเหรดออกมาจากกรงขังเพื่อไล่ล่าผู้คุมและนักวิจัยภายใน Death House อย่างสนุกสนาน   คนดูจะได้ร่วมลุ้นว่า ทีมผู้ตรวจสอบของรัฐบาลสองคนที่ดันมาติดร่างแหขณะกลุ่มนักโทษกำลังแหกคุก จะสามารถเอาตัวรอดจากนรกขุมนี้ได้หรือไม่….

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
หนังปูพื้นมาดีมากๆ ตั้งแต่ช่วงเปิดเรื่อง จวบจนช่วงกลาง นักโทษแต่ละคนที่ได้รับการเปิดตัวออกมาในช่วงแรกๆ งานถ่ายภาพ เอฟเฟค ภูมิหลังและเรื่องราวดูดีมากๆ ไม่ว่าจะเป็นนักโทษซาตานที่ฆ่ายังไงก็ไม่มีวันตาย, ฆาตกรโรคจิตเลื่อยไฟฟ้าที่คล้ายถอดแบบมาจากเลเธอร์เฟซในสิงหาสับ, มือสังหารจอมโหดที่เป็นพวก IS และพวกบ้าคลั่งอมนุษย์อีกหลายตน ช่วงแรก-ช่วงกลางเรื่องหนังจึงทำออกมาดูดีมีระดับมากๆเลยครับ เสียดายผู้กำกับไม่สามารถควบคุมพลังในหนังได้จวบจนช่วงท้าย  เพราะช่วงท้ายๆงานมันออกมาเละมากกกกกก  ช่วง 30 นาทีก่อนหนังจบจึงเป็นอะไรที่ไม่อยากจะพูดถึงเสียเท่าไหร่ หนังห่วยแตกมากคล้ายผู้กำกับหมดไอเดีย(หรือไม่ก็หมดทุนทรัพย์ในการถ่ายทำ)จึงตัดจบแบบง่ายๆ จบแบบสุกเอาเผากิน ตัดให้หนังจบๆไป (เอ้อ….. )

เสียดายครับ จริงๆหนังในช่วงท้ายๆน่าจะทำได้ดีกว่านี้ ช่วงแรก-กลางเรื่องถ้าเปรียบก็ประมาณทัพพญาเสือโคร่ง ปะทะ ทัพกระทิงดุ  เอ่อ….เสียดายช่วงท้ายๆ ฉากที่เราคาดหวังว่าจะได้เห็น ราชาของพญาเสือโคร่ง ปะทะ ราชาของทัพกระทิงดุ กลับกลายเป็นเพียงฝันเปียกซะเท่านั้น เพราะฉากช่วง 30 นาทีท้าย กลายกลับเป็นเราได้เห็น….  “ตัวเหาฟัดกับเห็บหมาแทน!”  กระนั้นก็ดี หนังยังมีดีอีกเพียบในช่วงต้นเรื่อง-ช่วงกลางเรื่อง ซึ่งมันโหด-ดิบ-เถื่อน-เลือดกระจายอวัยวะกระจุย-โลหิตและเสียงหวีดร้องของเหยื่อเนี่ยๆ ดังก้องกังวาลสุดๆ!! เสียดาย….หนังมันดีไม่ถึงที่สุดครับ  เอาไป 6.9 / 10 คะแนนพอละกัน

 

 8 
 เมื่อ: 09 พฤศจิกายน, 2561, 07:45:59 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

อันความรัก หรือที่รัก
 เมื่อผู้ใด มีร้อยหนึ่ง
 ผู้นั้น ก็มีทุกข์ร้อยหนึ่ง
 รักเก้าสิบ แปดสิบ เจ็ดสิบ
 หกสิบ ห้าสิบ เป็นต้น
จำนวนทุกข์ ก็มีเท่านั้น

ถึงแม้มีรักเพียงอย่างหนึ่ง
 ก็มีทุกข์อย่างหนึ่ง
 ต่อเมื่อไม่มีรัก จึงจะไม่มีทุกข์
 ผู้หมดรัก หมดทุกข์นั้น
 พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า

"เป็นผู้ไม่มีโศก ไม่มีธุลีใจ ไม่มีคับแค้น"

 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ





"โลงศพของอาตมา ก็คือ
 ความดีที่ทำไว้ในโลก
 ด้วยการเผยแผ่พระธรรม

ป่าช้าสำหรับอาตมา ก็คือ
บรรดาประโยชน์ และคุณทั้งหลาย
 ที่ทำไว้ในโลก เพื่อประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์

ท่านพุทธทาสภิกขุ





"เมื่อสติดีขึ้น ความคิดที่คิดขึ้นมา จิตก็จะมีสติตามรู้ความคิดไปเรื่อยๆ เมื่อผู้มาทำสติถ้ากำหนดตามรู้ความคิดที่เกิดดับๆ อยู่ ผลลัพธ์ก็คือว่าจะทำให้ผู้ปฏิบัติรู้พระไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา คือรู้ว่าความคิดย่อมมีเกิดขึ้น ทรงอยู่ ดับไปๆ นอกจากจะรู้พระไตรลักษณ์คือ อนัจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว ยังจะต้องรู้ทุกขอริยสัจจ์ เพราะความคิดเท่านั้นที่จะมาแหย่ให้เราเกิดความสุขความทุกข์ เกิดความยินดียินร้าย เมื่อเรากำหนดสติตามรู้อย่างไม่ลดละ เราก็จะรู้พระไตรลักษณ์ รู้ทุกขอริยสัจจ์ที่จะพึงเกิดขึ้นกับจิต "

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

 9 
 เมื่อ: 08 พฤศจิกายน, 2561, 07:12:03 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

“เมื่อเราพูดว่า
 การกระทำอย่างนี้
 หรือเหตุการณ์นี้
 ทำให้เสียศักดิ์ศรี

 เรามักจะหมายถึง
 การเสียหน้า
 แต่ศักดิ์ศรีของเรา
 ไม่ได้อยู่ที่หน้า หากอยู่ที่ใจ

ถ้าเราไม่อยากเสียศักดิ์ศรี
 ก็ต้องป้องกันจิตใจของเราด้วยอำนาจของ
 ศีล สมาธิ และปัญญา”

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ





มีคาถาหนึ่งที่จะช่วยให้เราทนได้มากขึ้นก็คือ
 เมื่อหายใจเข้า ให้พูดกับตนเองว่า .. "ทนได้"
เมื่อหายใจออก ให้พูดในใจว่า .. "สบายมาก"
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล



“จำไว้เน่อ ชีวิต คือการเดินทางไปสู่ความแก่และความตาย เหมือนกั๋นหมด บุญเท่านั้นจะเป๋นเพื่อนติดต๋ามเฮาเป๋นเพื่อนแท้เน่อ ขณะที่เฮาเกิดต๋ายเกิดต๋ายใน สังสารวัฏนี้ จนถึงนิพพาน “ลูกหลานมีบุญเป๋นเพื่อนหรือยัง”
หลวงปู่ครูบาดวงดี ยติโก
 วัดบ้านฟ่อน อ.หางดง จ.เชียงใหม่





 10 
 เมื่อ: 07 พฤศจิกายน, 2561, 15:28:55 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




670. รีวิว + สปอยล์  :  Welcome to Mercy / 2018  (หนังเเนวไล่ผี / ติดเรตต้องห้ามเพราะฉาก....)


“ คือความผิดบาปของคนเป็นพ่อแม่ที่ถูกส่งผ่านไปยังลูกๆ  ตราบาปอันแสนสาหัส…. ”

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าผมได้ดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรกด้วยต้นฉบับที่เป็นภาษารัสเซีย(ฟังรัสเซียไม่ออกซะด้วยสิ แต่ก็อาศัยอ่านเรื่องย่อแล้วดำน้ำดูเอาๆ  555+) ก่อนมาดูรอบ 2 เพื่อเก็บรายละเอียดแบบหยาบๆกับงานต้นฉบับภาษาอังกฤษผสมภาษาลัตเวีย(อีกที)

หนังชื่อ Welcome to Mercy / 2018  หรือ Beatus / 2018 (ชื่อฉบับ original title) เป็นหนังสยองขวัญแนวไล่ผี(เอ็กโซซิสต์)จากอเมริกาโดย Director: Tommy Bertelsen กับ Plot Keywords: ที่ผู้กำกับใส่ลงไปให้กระชับภายในหนังเรื่องนี้ว่า : มันเกี่ยวกับศาสนา, คาทอลิก, คริสเตียน, คติชนวิทยา และไสยศาสตร์!

เรื่องย่อ : หญิงสาวนางหนึ่ง Madaline (รับบทโดย Kristen Ruhlin) พร้อมลูกสาวอายุราว 10 ขวบปี ได้เดินทางกลับมายังบ้านพ่อแม่ของเธอในชนบทห่างไกลผู้คนในฤดูหนาวของประเทศลัตเวีย ภายในบ้านไม้หลังเล็กๆนี้เองที่ Madaline กลับถูกพลังงานลึกลับเข้าเล่นงานจนเกิดภาวะที่เรียกว่า “Stigmata” (Stigmata คือแผลศักดิ์สิทธิ์ คือเครื่องหมาย, แผล หรือความรู้สึกในบริเวณที่ตรงกับรอยแผลของพระเยซูเมื่อทรงถูกตรึงกางเขน) คุณแม่ของเธอจึงไปขอความช่วยเหลือจากพระและแม่ชีในท้องถิ่นของลัตเวียเพื่อช่วยคลายปมที่เกิดขึ้นและกำลังลุกลามบานปลายอย่างน่ากลัว ภายในบ้านหลังนี้….


……………………………………………………………..
****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
เรื่องนี้หนังดีเลยครับ ช่วงเวลาที่หนังหลอกล่อคนดู ตรงจุดนี้ผู้เขียนเองยังโดนหลอกจนหัวปั่นไปด้วยเลย(555+) หนังลำดับเหตุการณ์ต่างๆได้ค่อนข้างดีทีเดียวครับ เป็นหนังแนวเอ็กโซซิสต์ที่ไม่ค่อยมีจังหวะตุ้งแช่ให้ได้ตกใจกันสักเท่าไหร่ แต่หนังเน้นการเค้นอารมณ์ของตัวแสดงแทนครับ บรรยากาศของหนังเรื่องนี้ถือว่า “น่ากลัวเอาเรื่อง”  หลังดูจบ….หนังดีทีเดียว ให้ 9 / 10 คะแนนครับ (เรื่องนี้ผมว่าหนังสนุกมากๆ ชอบเป็นการส่วนตัวครับ แต่ก็นะ….หนังเรื่องนี้อาจจะไม่สนุกสำหรับทุกคนก็ได้นะเออ 555+ นานาจิตตังครับ ลิ้นใครก็ลิ้นมัน อร่อยไม่เท่ากันสักคนหรอก!)




……………………………………………………………..
****** ต่อไปนี้จะเป็นการสปอยล์หนังเรื่องนี้นะครับ (ใครยังไม่เคยรับชม โปรดกดข้ามตรงนี้ไป….)

Welcome to Mercy / 2018 / สปอยล์ (ตามความเข้าใจของผู้เขียน / ผิด-ถูก ขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วยนะเออ)


หนังเปิดฉากมาคือ หญิงสาวนางหนึ่งชื่อ Madaline (รับบทโดย Kristen Ruhlin) พร้อมลูกสาวอายุราว 10 ขวบปี ได้เดินทางโดยสารรถไฟ และต่อด้วยรถยนต์อีกทอดหนึ่งเพื่อเดินทางกลับมายังบ้านพ่อแม่ของเธอในชนบทห่างไกลผู้คนในฤดูหนาวท่ามกลางหิมะขาวโพลนของประเทศลัตเวีย

สาว Madaline พบว่าแม่ของเธอขังคุณพ่อไว้ภายในห้องเพราะท่านป่วย (แต่นางก็แอบแปลกใจว่าทำไมต้องล็อคประตูด้วยแม่กุญแจขนาดใหญ่อย่างแน่นหนาด้วยนะ แค่คนแก่เพียงคนเดียว แถมคนนั้นๆที่ถูกขังอยู่ภายในห้องคือคุณพ่อที่แก่ชราของนางด้วย / แต่นางก็เก็บความสงสัยอันนั้นไว้ในใจเงียบๆ)

กลางดึกคืนนั้นเองที่สาว Madaline แอบไปขโมยกุญแจเพื่อใช้ไขเข้าไปในห้องนอนของคุณพ่อ หลังเปิดประตูได้  ในนั้น….  นางพบว่าคุณพ่อกำลังหลับอยู่ แล้วจู่ๆท่านก็ตื่นขึ้นมาพอดี  แล้วท่านก็…คว้าแขนของลูกสาวท่านเอาไว้

วินาทีที่คุณพ่อคว้าแขนของสาว Madaline เอาไว้นี้เอง ปรากฏว่ามีบางสิ่งบางอย่างวิ่งออกมาจากตัวของคุณพ่อ  มันพุ่งเข้าใส่สาว Madaline อย่างจังเบอร์  ใช่ครับ….เจ้าบางสิ่งบางอย่างนี้เองมันกำลังสิงสู่เปลี่ยนร่างจากตัวของคุณพ่อ ย้ายมายังตัวของลูกสาวคนสวยที่ชื่อ Madaline แทน….

รุ่งเช้า Madaline ตื่นขึ้น แล้วก็พบว่าเธอถูกมัดตรึงทั้งแขน-ขา ไว้บนเตียงนอนในห้องของคุณแม่ พร้อมกับคุณแม่-ลูกสาวของนาง และพระนักบวชชราที่ยืนเฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ 

พระนักบวชชราบอกกับเธอว่า “เธอถูกปีศาจร้ายสิงสู่ วันนี้พวกเราจะมาทำพิธีไล่ปีศาจออกจากร่างของเธอกัน”

หลังจากนั้นพระนักบวชชราก็ร่ายทั้งมนต์ตรา, ไม้กางเขน, และน้ำมนต์สาดใส่นางอย่างชนิดบ้าคลั่ง จวบจนปีศาจภายในตัวนางสงบลง พระนักบวชชราบอกกับนางว่า “ขอให้ Madaline ขึ้นเรือไปที่เกาะกลางทะเลกับนักบวช เพื่อไปไล่สิ่งชั่วร้ายสุดท้ายที่แฝงร่างของเธอออกให้หมด เธอจะได้กลับมาเป็นลูกของครอบครัวนี้ และเป็นคุณแม่ของลูกสาววัย 10 ขวบปีได้ตามปกติอีกครั้ง” 
 
สาว Madaline ฝากลูกสาวกับคุณแม่และคุณพ่อที่บ้านของนางแล้ว ก็เดินทางไปขึ้นเรือกับนักบวชชราและแม่ชี จนไปถึงเกาะกลางทะเลแห่งหนึ่ง ที่ทั้งเกาะมีเพียงสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวคาทอลิกเพียงไม่กี่หลังเท่านั้น  ที่นี่มีบาทหลวง, แม่ชี ราวๆ 15-20 คนคอยดูแล ทุกๆอาคารสาว Madaline สามารถเดินไปเที่ยวหรือสำรวจได้หมด ยกเว้นอาคารที่คล้ายหอคอยสูง ซึ่งมี…. “ประตูบานสีแดงของหอคอยที่ห้ามเปิดออกโดยเด็ดขาด” (หัวหน้าแม่ชีย้ำกับนาง)

ตัวอาคารและสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวคาทอลิกบนเกาะลึกลับแห่งนี้เองที่สาว Madaline พบเจอเข้ากับปรากฏการณ์ลึกลับเหนือธรรมชาติมากมายที่ตามมาจากบนฝั่งเพื่อรังควานนางถึงที่นี่ จนในที่สุดนางไปเจอเข้ากับสมุดบันทึกแปลกๆหลายเล่ม ได้เจอเพื่อนๆสาว(แม่ชี)ที่ให้ความช่วยเหลือต่างๆนานา(ด้านการปรับตัวให้เข้ากับทุกคน) แต่แล้ววันหนึ่งสาว Madaline กลับเริ่มสงสัยในอดีตอันดำมืดของสถานที่ที่เธออาศัยอยู่แห่งนี้ และสงสัยในสิ่งชั่วร้ายที่ตามรังควานเธออย่างบ้าคลั่ง นางค้นหาข้อมูลไปเรื่อยๆ จนเจอเข้ากับบ่อน้ำในห้องสมุด นางกระโดดลงไปหลายครั้ง ซึ่งหลายครั้งมันกลับคล้ายความฝันครึ่งหลับครึ่งตื่น จนครั้งล่าสุดที่นางกระโดดลงไปในก้นบ่อ นางเจอเข้ากับ “กุญแจรูปทรงประหลาด”

แน่นอน….กุญแจดอกนี้สามารถใช้ไขรูของประตูบานสีแดงที่หอคอยได้  มันคือห้องที่หัวหน้าแม่ชีกำชับไว้ว่า “ห้ามเปิดออกโดยเด็ดขาด ห้ามเปิด….ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”

สาว Madaline เดินไปที่หอคอยต้องห้าม  แล้วจัดการเปิดประตูบานสีแดงออก  เข้าไปข้างใน  แล้วพบเข้ากับสมุดบันทึกหน้าปกสีดำเล่มหนึ่ง นางจึงเปิดมันออก แล้วก็อ่าน…..

มันเป็นเรื่องราวของพระนักบวชหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา กับแม่ชีสาวหน้าตาสะสวย ที่อยู่มาวันหนึ่งคนทั้งคู่กลับทำลายกำแพงแห่งศีลธรรมที่ขวางกั้นจนพังทลายลงหมดสิ้น เมื่อพระนักบวชหนุ่มจูงมือแม่ชีสาวคนสวยไปเล่นบทเซ็กซ์เร่าร้อนกันภายในโรงนาอย่างชนิดไม่เกรงกลัวบาปกรรมใดใด(ฉากต้องห้าม)

ไม่นาน…. แม่ชีสาวตั้งท้อง คนทั้งคู่รู้สึกอับอายขายขี้หน้า จึงพร้อมใจกันลาออกจากความเป็นพระนักบวชเเละแม่ชี  แล้วก็หนีออกมาจากสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวคาทอลิกบนเกาะแห่งนั้น มาปลูกบ้านหลังเล็กๆอยู่กันเพียงลำพังสองคน(ซึ่งก็คือบ้านของพ่อ-แม่ ของนางเอกสาว Madaline หลังปัจจุบันนี่แหล่ะ)

ปรากฏเพราะการมีเพศสัมพันธ์กันระหว่างพระนักบวชและแม่ชีนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก แม้องค์กรทางศาสนาคริสต์จะไม่รู้ แต่พระเจ้าและปีศาจย่อมล่วงรู้เป็นแน่ ไม่นาน….หลังแม่ชีสาวคลอดลูกออกมาเป็นเด็กทารกเพศหญิง(ซึ่งก็คือตัวของนางเอก Madaline นี่แหล่ะ) ปรากฏว่าพอลูกสาวอายุได้ราว 10 ขวบปีกลับเจอปีศาจร้ายเข้าสิงสู่(เชื่อว่าคือบทลงโทษจากการทำผิด-ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงของคนเป็นพ่อและแม่สมัยบวชเป็นพระและแม่ชี)

ปีศาจร้ายที่เข้าสิงสู่ลูกสาวอายุราว 10 ขวบปีช่างร้ายนัก เพื่อนพระนักบวชของคุณพ่อไม่สามารถปราบปีศาจตนนี้ได้(นักบวชหนุ่มคนนี้ ก็คือนักบวชชราที่เข้ามาอาสาปราบปีศาจให้ที่บ้านของแม่นางเองในช่วงต้นเรื่องนั่นเอง) คนเป็นแม่จึงใช้พลังมนต์ตราบางอย่างดึงปีศาจออกจากตัวลูกให้เข้ามาสิงแม่แทน(หรืออาจจะเพราะปีศาจย้ายร่างมาสิงแม่แทนก็ไม่แน่ใจ)

คนเป็นสามี(อดีตพระนักบวช)รู้สึกสงสารภรรยาของตนเองเป็นอย่างมาก จึงขอให้เพื่อนพระนักบวชจับตนเองมัดเอาไว้กับเก้าอี้ แล้วเสกมนต์ตราพร้อมกับเพื่อนนักบวช ดึงปีศาจร้ายออกจากร่างของแม่ชีสาว(ภรรยา)ให้ปีศาจมาสิงร่างของตนเองแทนจนสำเร็จ

จากนั้นลูกสาว(ซึ่งก็คือสาว Madaline ถูกฝากให้ญาติในเมืองที่ห่างไกลออกไป เอาไปเลี้ยงแทน) ส่วนบ้านหลังนี้ แม่(อดีตแม่ชีสาว)ก็คอยจับพ่อ(อดีตพระนักบวช)ขังไว้ภายในห้องเพื่อสะกดวิญญาณต่อ และเพื่อไถ่บาปจากการกระทำในครั้งอดีต ไม่ให้ปีศาจร้ายออกมาเพ่นพ่านข้างนอกบ้านหลังนี้ได้ตามใจของมัน….

พอสาว Madaline อ่านหนังสือหน้าปกสีดำมาจนถึงตรงนี้  นางก็ตื่น….ฟื้นขึ้นมาจากการหลับใหล  ใช่ครับ  ภาพตัดกลับมาที่การไล่ผีของนักบวชชรา ภายในบ้านของแม่นางเอกอีกครั้ง (สรุปว่าภาพเหตุการณ์ตั้งแต่ช่วงที่นักบวชชราไล่ปีศาจร้ายภายในบ้านนางเอกจนสำเร็จแล้วชวนไปทำพิธีไล่สิ่งชั่วร้ายต่อบนเกาะแห่งนั้น มันคือภาพที่ปีศาจสร้างไว้เพื่อสะกดนางเอกให้ไม่มีพลัง หลับอยู่ภายใต้การควบคุมของมันนั่นเองครับ)

(เหตุการณ์จริงๆ) พระนักบวชชราพยายามสู้กับปีศาจร้ายที่ออกมาจากร่างของพ่อนางเอก(ซึ่งก็คือนักบวชหนุ่มที่ไปแอบมีเพศสัมพันธ์กับแม่ชีสาวนั่นเอง) ซึ่งบัดนี้ปีศาจได้แฝงร่างของนางเอกแทน(เพราะมันเคยได้แฝงร่างครั้งหนึ่งมาแล้วในช่วงวัยเด็ก

ปีศาจร้ายแข็งแกร่งเกินไป จนในที่สุดคนเป็นแม่ยอมสละชีวิต ดึงปีศาจให้เข้าสิงสู่เพื่อจะได้ตายลงพร้อมกัน แล้ว….นางก็ทำสำเร็จ!

ร่างของแม่ที่มีปีศาจสิงสู่ตายลง พระนักบวชชรานำร่างไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เพื่อขอให้พระเจ้าให้อภัยแก่บาปที่คนทั้งสองได้เคยสร้างเอาไว้ในครั้งอดีต  ร่างของแม่ถูกไฟในโบสต์เผาไหม้จนหมดสิ้น….

นางเอกสาว Madaline จูงมือคุณพ่อและลูกสาววัย 10 ขวบของนางขึ้นรถไฟออกจากเมืองแห่งนั้นไป เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่…..

#จบ

 

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10