Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 พฤษภาคม, 2562, 23:34:51

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 18 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

ยืมเงิน แล้วไม่ให้คืนจะทำอย่างไร – คำแนะนำจาก
 หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

“มีเงินให้เขากู้ มีความรู้อยู่ในตำรา แต่เวลาจะหยิบยกมาใช้มันลำบากเหลือเกิน ทุกคนไม่อยากอยู่ในสภาพนี้ บางคนก็ตกอยู่ในสภาพจำยอม เกิดปัญหาแล้วไม่ทราบว่าจะแก้อย่างไร

 ถ้าเรามาเจริญกรรมอาจช่วยได้ กำหนดยืนหนอ 5 ครั้ง เบื้องบนจากปลายผมลงไปถึงปลายเท้า เบื้องล่างจากปลายเท้าขึ้นมาถึงปลายผม

เมื่อกำหนดยืนหนอ 5 ครั้งจนคล่องแคล่วว่องไวแล้ว พอเห็นคนเดินมา จิตเราจะสัมผัสได้ทันทีว่า คนนี้จะมาทำไม สัมผัสจะบอกเราแล้วว่า “เป็นมิตรตอนกู้ เป็นศัตรูตอนทวง คนมาขอยืมเงินต้องไม่ให้”

อยากจะเรียนถามโยมว่า จะโกรธกันหนเดียวหรือโกรธกันหลายหนดี ถ้าอยากโกรธกันแค่หนเดียว ให้สะบัดก้นหนีเลย วันหน้าเขาจะมองหน้าสนิท แต่ถ้าให้ยืม วันหน้าจะโกรธกันอีกหลายหนเพราะทวงทีไรก็โกรธกันทุกที เพื่อนกันไม่พูดกันจนบัดนี้

หากเพื่อนถามว่า “เงินไม่มีหรืออย่างไร ถึงไม่ให้ยืม” ถ้าเรามี ต้องตอบว่า “มี” อย่าโกหก แต่เงินที่มีอยู่นั้นเราจำเป็นต้องใช้ ต้องส่งลูกเรียน ต้องซื้อบ้านให้ลูก ถ้าเพื่อนเอาไปเสียแล้ว ลูกจะเอาที่ไหนเล่า

บางคนเลือกโกหกเลย มีเงินอยู่ในตู้แต่บอกเพื่อนว่าไม่มี อย่าโกหกนะ เงินหนีเลย เงินมันจะเสียใจเลยหนีไปอยู่กับคนนั้นเลย

ทองลุกได้ ทองหนีได้ เงินหนีได้นะ ถ้าคนไหนมีมงคล คนนั้นเงินไหลนอง ทองไหลมา ถ้าคนนั้นเป็นอัปมงคล ทองจะหนีออกนอกบ้าน อย่าโกหกนะ

ถ้าใครยืมเงินเราไปแล้ว ให้อธิษฐานจิต แผ่เมตตาว่า เขาเอาไปแล้ว ขอให้เขารวย เขาจะได้นำมาใช้เรา แต่ถ้าเป็นศัตรูกันแล้ว คงแผ่เมตตาไม่ไป ต้องนั่งกรรมฐานพัฒนาจิตเราให้ลึกซึ้งและขออโหสิกรรมเขาก่อน แล้วจึงแผ่เมตตาให้เขา

ถ้าไม่อย่างนั้นยิ่งแผ่ยิ่งไปกันใหญ่เลย…”

ที่มาจาก หนังสือความเชื่อเรื่องกรรมและการแก้กรรม
(หลวงพ่อจรัญ)






ศีลห้านิสำคัญ ถ้าบ่มีศีลห้าข้อสมบูรณ์อย่าหวังว่าสิได้เป็นพระโสดาบัน มีบางพวกอ้างจะของว่าได้ขั้นนั้นได้ขั้นนี้ พระอริยเจ้าทั้งหลายท่านไม่ได้หวังจะเอาชั้นนั้นชั้นนี้ เอาอันนั้นเอาอันนี้มาวัดว่าได้ถึงชั้นนั้นชั้นนี้ ท่านปฏิบัติของท่านไปเรื่อยๆ มีแต่พวกผีบ้ามาหลงตัวเองว่าได้สำเร็จชั้นนั้นชั้นนี้ ศีลกะยังบ่มี ความอยากกะยังฝังลึก ความโลภกะยังฝังลึก ความโกรธกะยังฝังลึก ความหลงกะยังฝังลึก เป็นได้แค่โสดาดัน บ่แมนพระโสดาบัน ถึงแม้พระโสดาบันเป็นพระอริยะขั้นแรกกะมีความโลภ ความโกรธ ความหลง อยู่ แต่ภายในจิตท่านก็รู้แล้วว่าร้อนคือร้อน หนาวคือหนาว ความสงสัยลังเลในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บ่มี เพิ่นจั่งมีศีลห้าบริสุทธิ์บริบูรณ์มั่นคง มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง บ่นับถือผีสางคางลาย เทวบุตรเทวดา นาคพรหม ศาลพระภูมิ บ่นับถือเจ้าพ่อเจ้าแม่ ทั้งหลาย ถ้ายังนับถือก็ขาดจากพระรัตนตรัย อย่าหวังว่าจะได้สำเร็จมรรคผลนิพพานได้..

คติธรรมหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม
16 มี.ค.62




เดินจงกรม
 การทำสมาธิภาวนานั้น บางที ทำยังไงมันก็แข็ง ๆ อยู่อย่างนั้น ทำสมาธิไม่ลง ทำยังไงก็ไม่ลง ทำไป ๆ มันไม่สงบ บอกมันว่า เจ้าเป็นผีนรกวิ่งขึ้นจากอเวจี จึงแข็งกระด้างเพราะไฟเผา ไล่ให้มันลงไปจมอเวจีอีก อย่าให้มันขึ้นมาอีก ให้อเวจีเผาต้มมันอีก ด่าอีก แล้วก็ลงนอน พอเช้ามาก็ไปถ่ายโถนล้างกระโถน ปฏิบัติท่านอาจารย์มั่น ท่านอาจารย์ลุกขึ้นมาว่า
“ท่านขาว คนเป็นประเสริฐอยู่ มาด่าตนเฮ็ดหยัง ให้ลงนรกอเวจียังไงนี่ ประจานตนนี่ ท่านประกอบกิจอยู่อย่างนี้แล้ว หนักเข้าละฆ่าตัวตายหนา ครั้นฆ่าคนตายแล้วนับชาติไม่ได้หนา ที่ฆ่ากันอยู่นี่ ไม่มีพ้นทุกข์แล้ว ความที่โกรธนี่ หนักเข้า ๆ ก็เลยฆ่าตัวตาย ฆ่าตัวตายแล้วก็ห้าร้อยชาติไปเที่ยวเอาภพเอาชาติ ทำเวรผูกเวรกัน ฆ่าตัวตายอย่างนั้นแหละ อย่าไปทำอีกเทียว ตนบริสุทธิ์ อย่าไปท้าตนอย่างนั้นอย่างนี้”

ท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ใครนึกอย่างใด ทำอย่างใด ท่านรู้ม๊ด ท่านก็อยู่กุฏิโน่นแน่ะ
 แต่มันก็ยังโกรธอยู่นั่นแหละ ขึ้นอยู่บนดอยของพวกมูเซอร์ มันก็มีแต่เสือใหญ่ ๆ ลายพาดกลอน เดินอยู่กลางคืน ให้เสือมันมากินมึงเสีย มึงเป็นหยัง มึงหยาบแท้ มึงแข็งแท้ เดินจงกรมแล้วก็นั่งสมาธิ นั่งจิตมันก็ไม่ลง ก็เลยนอนหลับไป ปรากฏว่ามารดามานั่งอยู่ นั่งข้าง ๆ มูเซอร์ มันมาจากไร่มัน มีผักหลาย มันจะเอาผักไปบ้านมัน
“ไม่ยาก ไม่ยากดอก เอาของอ่อนให้กินเน้อ อย่าไปให้กินของแข็ง ถ้ากินของแข็งแล้ว ไม่เป็น ครั้นกินของอ่อนละเป็น”

แม่ก็เลยว่า ไม่เข้าใจของอ่อนของแข็ง แม่ก็เอิ้นถามอีกว่า “ของอ่อนนี้มันอะไรหนอ”
มันว่า “เอาสาหร่ายซิ มาให้กิน”
ก็ลุกขึ้นมานั่งสมาธิ เริ่มต้นพิจารณา พิจารณาของแข็งก่อน อะไรหนอมันว่าของแข็ง มูเซอร์มันว่า อะไรเป็นของแข็ง พิจารณาไป ๆ มา ๆ
“ความขี้โกรธ” อันนั้นแหละของแข็ง
 อ่อนล่ะ มันว่าให้เอาของอ่อนมากินก่อน อ่อนอะไร
 พิจารณาไป ๆ มา ๆ “เมตตา” ได้ความแล้ว เมตตา
 ตั้งแต่นั้นมาก็แผ่เมตตาไปทั่วทิศานุทิศ แผ่ไปม๊ด สัตว์ทั้งหลาย แผ่เมตตาไป ความโกรธนั้นอ่อนลง ๆ ความโกรธไม่ค่อยทำ จิตไม่แข็งแล้ว จิตอ่อนแล้ว จิตอ่อนมันควรแก่การงานทั้งนั้นแหละ จะทำอะไรมันก็ควรแก่การงาน จะพิจารณาอะไรมันก็เหมาะ จิตอ่อนหมายความว่า จิตเบา จิตว่าง
 เราภาวนานี่ก็อบรมจิตนี่แหละ ต้องการให้จิตอยู่ ครั้นจิตอยู่แล้ว มันจึงจะเกิดแสงสว่างขึ้น จิตเดิมมันเป็นของสว่าง เป็นของเลื่อมประภัสสร แต่อาศัยอาคันตุกะกิเลส มันจรเข้ามาปกคลุม รัดรึงให้ขุ่นมัว เร่าร้อน อาคันตุกะกิเลสก็ไม่อื่นไม่ไกลดอก มันไม่พ้น นิวรณ์ธรรมทั้งห้า กามฉันทะ พยาบาท ถีนะมิทธะ อุทัจจะ กุกุจจะ วิจิกิจฉา นี่หละ เมื่ออารมณ์เหล่านี้ไม่เข้าครอบงำแล้ว จิตนี้มันก็อ่อน จิตสว่างไสว ควรแก่การงาน การงานที่พิจารณา มันเป็นแสงสว่างขึ้น นิวรณ์นี้มันมาปกคลุมหุ้มห่อให้จิตเศร้าหมองขุ่นมัว มืดดำ ให้จิตร้อนเป็นไฟขึ้น
(มีผู้ถามถึงการแก้ความง่วง)

เมื่อถีนมิทธะ ความง่วงเข้าครอบงำ ให้มองดูดวงดาว มองขึ้นไปดูอากาศ หรือถ้าไม่ยังงั้นก็ให้นึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ หรือคุณความดีของเราอย่างหนึ่งที่เราได้บำเพ็ญมา เมื่อระลึกแล้วมันมีความดีใจที่ได้ทำมา มันก็จะหายง่วงเหงาหาวนอน ให้แผ่เมตตาเรื่อย ๆ มันเป็นที่จิตเรานั่นแหละ เป็นเพราะอารมณ์ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส มายุยงให้จิตผูกจิต เพราะเหตุนั้น พระพุทธเจ้าจึงให้ชำระอินทรีย์ทั้งหลาย ไม่ให้ยินดียินร้ายในสัมผัสทั้งหลาย ทำจิตให้เป็นกลางต่ออารมณ์
 เรื่องเหล่านี้มันเป็นเพระจริตของแต่ละบุคคล นิสัยมันต่างกัน พระพุทธเจ้าก็บอกไว้หมดละ จริตของคนที่มีราคะมาก ให้อาศัยพิจารณาอสุภอสุภัง ให้เห็นความเปื่อยเน่า จะอิดหนาระอาใจ เบื่อหน่าย ถอนจากความกำหนัดได้ แก้โทสะ ให้มีเมตตา แผ่เมตตาบ่อย ๆ มาก ๆ ยืน เดิน นั่ง นอน มันก็อ่อนลงเอง แก้โมหะ ความหลง ให้ใช้ปัญญาพิจารณาไตร่ตรองชำระจิต
(มีผู้ถามท่านว่า เดินอย่างไร ปฏิบัติอย่างไร)

ฉันแล้วก็ไปเดิน มีนั่งบ้าง หกชั่วโมง ตอนบ่ายไปเดินอีก จนสี่ชั่วโมงจึงมาปัดกวาด ตักน้ำ ทำข้อวัตร แล้วก็กลับมาเดินอีกสามสี่ชั่วโมง แล้วจึงขึ้นมานั่ง
 อานิสงส์ของการเดินจงกรมมี
(๑) เดินทางบ่มีเจ็บแข้งเจ็บขา
(๒) ทำให้อาหารย่อย
(๓) ทำให้เลือดลมเดินสะดวก
(๔) เวลาเดินจงกรมไป ๆ มา ๆ จิตจะลงเป็นสมาธิได้ ถ้ามันรวมลงเวลาเดินจงกรมได้ สมาธิของผู้นั้นไม่เสื่อม
(๕) เทพยดาถือพานดอกไม้มา สาธุ ๆ มาอนุโมทนา
 นี่เป็นอานิสงส์ของการเดินจงกรม บางวันเมื่อครั้งอยู่กุฏิเก่าตรงข้างเจดีย์ อาตมาเดินจงกรม มันหอม ๆ หมด ทั่วหมด หอมอิหยังนี่มันไม่เหมือนดอกไม้บ้านเรา มันแม่นเทพยดามาอนุโมทนา ถือพานดอกไม้มาอนุโมทนา
 เรื่องเดินนี่มันเรื่องหัดสติ จะใช้นึกพุทโธไปพร้อมกันกับเท้าที่ก้าวไปก็ได้ ยังไงก็ได้ อย่าให้จิตมันออกไปเกี่ยวข้องกับอารมณ์ทั้งอดีตและอนาคต ให้อยู่ที่จิตเท่านั้น อาตมากำหนดพุทโธ ๆ อยู่ที่จิต เท้าก็เดินไป กำหนดอยู่ที่จิต ไม่ให้เกี่ยวข้องกับอารมณ์ใด ๆ ส่วนทางเดินจงกรม ก็ไม่เลือกทิศเลือกทาง ได้หมด แล้วแต่มันจำเป็น ในที่เหมาะสม เดินไปเพื่อแก้ทุกข์เวทนา
 ท่านอาจารย์มั่น ท่านว่าให้เดินตัดกระแสของโลก จากทิศตะวันออกไปตะวันตก ท่านว่าตัดกระแสของสมุทัย ให้ตัดกระแส แต่ถ้ามันจำเป็น มันยังไม่มีบ่อนที่เหมาะสม ก็ไม่เป็นไร เดินมันไปอย่างนั้นเพื่อแก้ทุกขเวทนาดอก

หลวงปู่ขาว อนาลโย
 วัดถ้ำกลองเพล อุดรธานี






...การเวียนว่ายตายเกิดของพวกเราที่ผ่านมา
 มันก็ยาวแสนยาว นานแสนนาน

.
ถ้าอยากจะรู้ว่า เราได้มาเกิดเป็นมนุษย์กันกี่ครั้ง
พระองค์ก็ทรงตรัสว่า
 ให้เอาน้ำตาที่เราหลั่งในแต่ละครั้งที่
 มาเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าเอามารวมกันแล้ว
"มันจะมาก ยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร"
 .
คิดดูก็แล้วกันว่าชาตินี้เราหลั่งน้ำตากัน
 ถึงขวดหนึ่งหรือยัง ขวดน้ำที่เราดื่มกัน
 สมมติว่าเราหลั่งน้ำตาประมาณ ๑ ขวดน้ำในชาตินี้
 แล้วเราต้องกลับมาเกิดกี่ชาติ มาหลั่งน้ำตากี่ขวด
 ถึงจะทำให้มีน้ำตามากยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร
.
นั่นแหละคือปริมาณของความทุกข์
 ที่พวกเราได้พบมาและจะพบต่อไปอีก
 ในอนาคตอย่างไม่มีวันสิ้นสุด

.
จนกว่าเราจะได้มาพบกับพระพุทธเจ้า
 หรือพบกับตัวแทนของพระพุทธเจ้า
 คือพระธรรมคำสอน
 หรือพระอริยสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า
 ที่รู้จักวิธี ที่จะทำให้เรานี้ไม่ต้องกลับมา
 เวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป

...........................................
 .
คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมะบนเขา18/5/2562
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี







 2 
 เมื่อ: 19 พฤษภาคม, 2562, 09:47:44 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
หลวงพ่อคะ ลูกได้ทำบุญทำทานทำกุศลไว้มาก แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดชีวิตมีแต่อุปสรรค มีแต่ปัญหาถูกคนนินทาบ้าง ถูกคนว่าร้ายบ้าง แสดงว่าบุญกุศลที่ทำในชาตินี้ไม่ให้ผลดีใช่ไหมเจ้าคะ...?

นั้นแหละให้ผลดีมาก เป็นมหากุศล ก็ทำถูกแล้วนี่ เราเกิดมาเป็นคน เกิดมาเพื่อพบกับคำนินทาที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

 นัตถิ โลเก อนินทิโต
 คนไม่ถูกนินทาไม่มีในโลก
 คนที่มีบุญใหญ่ ถูกนินทาใหญ่ คนที่มีบุญเล็ก ถูกนินทาเล็ก อย่างพระพุทธเจ้าเขาไม่นินทาน่ะ เขาด่าต่อหน้าเลยนะ โดนว่าหนักกว่าเรามาก นั้นแหละคนมีบุญใหญ่ ถูกนินทาใหญ่ ด่าแหลก เห็นไหมล่ะ

เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับบุญกุศลชาตินี้ชาติหน้าหรอก มันเป็นกฎธรรมดา เราเกิดมาเพื่อถูกนินทาแน่ ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดานะ อีกประการหนึ่งขอให้คิดว่าคนที่นินทาคนก็ดี คนด่าก็ดี เป็นลักษณะของคนบ้า เราก็ไม่ถือคนบ้าไม่ว่าคนเมาก็หมดเรื่อง ให้เขาว่าเพียงฝ่ายเดียว

อย่างที่พระพุทธเจ้าทรงตอบพราหมณ์ พระพุทธเจ้าท่านกำลังเทศน์อยู่ พราหมณ์โมโหที่ลูกศิษย์ของแกสรรเสริญพระพุทธเจ้า แกรู้ก็ไปชี้หน้าด่าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยปล่อยให้แก่เทศน์แทน ตามบาลีท่านบอกว่า ด่าแบบทาสกรรมกรด่ากัน ด่าไปด่ามาแกเหนื่อยแกก็หยุดแล้วชี้หน้า

พระสมณโคดม แกแพ้ข้าแล้ว
 พระพุทธเจ้าถามว่า
 ตถาคตแพ้เธอตรงไหนเล่า....? ท่านพูดแบบเรียบๆ นะพราหมณ์ตอบว่า
 ข้าด่าแก แกไม่ด่าตอบนี่หว่า
 พระพุทธเจ้าก็ตอบว่า

พราหมณ์ ตถาคตมีความรู้สึกว่าถ้าใครโกรธตถาคตมา ตถาคตโกรธตอบ ตถาคตเลวกว่าคนนั้นนะ
 โดนน๊อคเลย อีตานั้นนั่งทรุดเลย ยกมือไหว้ กล่าวว่า วาจาของท่านเหมือนสุภาษิต เหมือนกับหงายของที่คว่ำมารับน้ำค้าง ท่านก็เลยขอบวช บวชแล้วก็ได้เป็นพระอรหันต์
 แบบนี้ถึง 4 คนด้วยกัน ไม่ทราบว่าทำบุญอะไร ด่าพระพุทธเจ้าเป็นพระอรหัตน์ อย่าไปเอาเข้านะ นี่เพิ่งได้ 4 คน แต่อย่าไปว่าท่านนะท่านเป็นพระอรหัตน์ไปนิพพานหมดแล้ว
 ไอ้นี่แหละการนินทาหลบไม่ได้ ต้องถือว่าตามคติของพระพุทธเจ้าตรัสกับพระสงฆ์ ระหว่างพระองค์เดินไปกับพระสงฆ์ เมืองลันทากับกรุงราชคฤห์ต่อกัน
 ที่พราหมณ์นำคณะตามไป ท่านลุงนินทาพระพุทธเจ้าหลานสรรเสริญ พระกลับมาฉันข้าวแล้วก้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า และเล่าให้ฟัง พระพุทธเจ้าก็บอกว่า

พวกเธอทั้งหลาย จงอย่าสนใจในวาจาทั้งสอง คือ นินทาและสรรเริญว่าดี เราก็ไม่ดีไปตามเขาพูด เราจะดีหรือเลวอยู่ที่การประพฤติและปฏิบัติเท่านั้น
 พูดสั้นๆ เท่านี้พระพวกนั้นได้บรรลุมรรคผล นี่ต้องถือตามคตินี้นะ ถ้าไปคิดว่า เกิดมาชาตินี้ถูกนินทาแล้วกลุ้มใจตายตกนรกแน่

ที่มา:ตัดตอนจากจากหนังสือธรรมปฏิบัติ เล่มที่ 17
โอวาท ธรรมคำสอนของพ่อ หลวงปู่ฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง





“เมื่อเจอกับความทุกข์
 ให้ทุกข์แต่กาย หรือเสียแค่ทรัพย์
 แต่อย่าปล่อยให้ใจเป็นทุกข์ด้วย
 เมื่อตั้งสติได้แล้ว ก็ลองใคร่ครวญดีๆ
 จะพบว่ามันมีประโยชน์ไม่น้อย
ถึงตอนนั้น เราคงอดไม่ได้
 ที่จะขอบคุณความทุกข์”

 พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล






"ปลงให้เป็น เย็นให้ได้ ใจก็สุข
 เย็นที่เรา เขาก็สุข เรื่องก็หาย
 ปลงให้ไว ใจก็สงบ เรื่องก็คลาย
 ปลงให้ได้ ปล่อยให้ไว ใจก็เย็น"

  ท่านพุทธทาสภิกขุ





"เราควรจะขอบคุณทุกคนที่สร้างปัญหาให้เรา
 เพราะเขามาเตือนให้รู้ว่า เรายังต้องขัดเกลา
 กิเลสอีกมาก และควรลงมือทำเสียที"
 พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ






พระพุทธเจ้า : อะไรคมที่สุด?
พราหมณ์ : มีดที่ลับหินดีแล้ว คมที่สุด
 พระพุทธเจ้า : วาจาที่ใส่ร้ายผู้อื่น ทำร้ายหัวใจผู้อื่น คมที่สุด

 พระพุทธเจ้า : อะไรไกลที่สุด?
พราหมณ์ : ดวงอาทิตย์ สุดขอบจักรวาล ไกลสุด
 พระพุทธเจ้า : อดีตที่ผ่านมาตั้งหลายกัปหลายกัลป์ ยาวที่สุด

พระพุทธเจ้า : อะไรใหญ่ที่สุด?
พราหมณ์ : ภูเขา โลก มหาสมุทร ใหญ่ที่สุด
 พระพุทธเจ้า : ตัณหาความทยานอยาก ไม่มีที่สิ้นสุด ทำให้ก่อภพก่อชาติ ใหญ่ที่สุด

พระพุทธเจ้า : อะไรหนักที่สุด?
พราหมณ์ : หิน เหล็ก แร่ ดิน น้ำ หนักที่สุด
 พระพุทธเจ้า : คำสัญญาใดๆ ที่พูดง่ายแต่ทำยาก คำสัญญานั้นแล เป็นสิ่งที่หนักสุด

พระพุทธเจ้า : อะไรเบาที่สุด?
พราหมณ์ : นุ่น สำลี ลม ใบไม้แห้ง
 พระพุทธเจ้า : การปล่อยวาง การรู้เท่าทันว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แบบนี้แล เบาที่สุด

พระพุทธเจ้า : อะไรใกล้เราที่สุด?
พราหมณ์ : พ่อแม่ ญาติ ใกล้เราที่สุด
 พระพุทธเจ้า : ความตายที่วิ่งตามเหมือนเงาตามตัวต่างหาก ที่ใกล้ตัวเราที่สุด

พระพุทธเจ้า : อะไรง่ายที่สุด?
พราหมณ์ : กิน นอน พูด หายใจ ง่ายที่สุด
 พระพุทธเจ้า : การพูดธรรมะ แบ่งปันให้แสงสว่างแก่ผู้อื่น ง่ายที่สุด เป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย

เมื่อพราหมณ์ได้ฟังคำตอบจากพระพุทธเจ้า แล้วไตร่ตรองพิจารณา โดยเหตุผล จึงยอมมอบกายถวายตัว ยอมสมาทานศีล เป็นพุทธมามะกะ และได้ดวงตาเห็นธรรมโดยทั่วกัน พร้อมกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้าว่า สัถถาเทวะมนุสสานัง พระองค์เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายโดยแท้จริง

พระพุทธองค์ตรัสว่า.. "บุคคล แม้ไม่มีทรัพย์สินเงินทองแต่ก็สามารถให้ทานกับผู้อื่นได้ด้วยสิ่งของ 5 ประการ"

1. ใบหน้าเป็นทาน : สามารถให้รอยยิ้มความสดใส
2. วาจาเป็นทาน : พูดให้กำลังใจ ชื่นชมและปลอบประโลมผู้อื่นให้มาก
3. จิตใจเป็นทาน : สามารถเปิดอกเปิดใจกับผู้อื่น ด้วยความนอบน้อมและจริงใจ
4. ดวงตาเป็นทาน : ใช้แววตาแห่งความหวังดีความโอบอ้อมอารีย์ให้กับผู้อื่น
5. กายเป็นทาน : สามารถใช้เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

ปุจฉา - วิสัชนา ระหว่างพระพุทธเจ้า กับ พราหมณ์


 3 
 เมื่อ: 18 พฤษภาคม, 2562, 04:47:29 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

“พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ไม่ให้พวกเราตั้งอยู่ในความประมาทของชีวิต ถึงเราจะเป็นคนหนุ่มก็ตาม คนแก่ก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างหรือธรรมะทั้งหลายรวบรวมลงไปในความไม่ประมาท ก็คือเมื่อคนไม่ประมาทในชีวิตของตน ไม่ประมาทในวัยของตน บุคคลนั้นย่อมปฏิบัติคุณงามความดีได้อย่างเต็มที่ การตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ก็คือ ตั้งอยู่ในความดีตลอด ไม่คิดทำความชั่ว คนนั้นแหละจะเป็นคนที่เจริญที่สุด แม้แต่จะเป็นพระ องค์ไหนไม่ประมาท องค์นั้นก็จะบรรลุธรรมก่อนเพื่อน คนเราจะพ้นทุกข์ได้ก็เพราะความไม่ประมาท”

หลวงพ่อพระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป






ปกติหลวงปู่จะนั่งสมาธิทุกวัน วันหนึ่ง หลวงปู่ก็นั่งสมาธิจนเกิอบจะตีหนึ่ง ได้ยินเสียงเหมือนเสียงระเบิดดังตึ้ม เห็นแสงวูบขึ้นไปสูงกว่าตึกสว. ห้าชั้น วูบขึ้นไปสว่างจ้า จิตของเราก็จดจ้องไป ก็เห็นคนสองคนยืนเคียงคู่กันตรงไปไฟวูบขึ้นไป แล้วคนสองคนก็ขยายตัวออก ยืนเคียงไหล่กัน สูงขึ้นไปเท่ากับตึกสว ไฟก็พุ่งออกตามร่างกาย ลามไปตามเนื้อตามตัว

หลวงปู่คิดสงสารก็เลยถามไปว่า กรรมอะไรจึงได้มาเป็นอย่างนี้

เขาก็เลยเล่าให้ฟังว่า ในอดีตชาติ เขาเป็นทายกวัดในคราวที่วัดบวรสร้างโบสถ์ใหม่ ๆ เขาไปสั่งกระเบื้องมุงหลังคาโบสถ์ เขาตีราคากันแผ่นละ ๑๒ บาท ทางวัดจ่าย ๑๒ บาท แต่เขาเอาไปจ่ายค่ากระเบื้อง ๖ บาท อีก ๖ บาทแบ่งกันใช้สองคน

หลวงปู่จึงว่า โอ เป็นแบบนี้มันแก้กันไม่ได้หรอก ก็ต้องใช้กรรมไป เขาก็ร้องไห้ครวญครางอยู่ที่วัดบวรนี่ล่ะ

หลวงปู่จึงมาพิจารณา เอาของสงฆ์มานี่มันบาปจริง อย่างที่คนโบราณเขาพูด ไม่ใช่ว่าเขาพูดหลอกหลวง มันบาปจริง ๆ เป็นเปรตจริง ๆ สองร้อยกว่าปีมาแล้วยังเป็นเปรตอยู่เลย เพราะฉะนั้นให้พวกเราเข้าใจว่า ว่าบาปมีอยู่จริง ไม่ใช่มีแต่บุญนะ บุญมีจริง บาปก็มีจริง สิ่งไหนที่ไม่ถูกต้องก็คือสิ่งที่ผิดศีลห้า พวกเราอุบาสกอุบาสิกาผู้ถือศีลห้าศีลแปด ก็คือผู้ปลดเปลื้องจากการกระทำความชั่ว สิ่งไหนที่เป็นของดี เราก็ปฏิบัติ

เมื่อเราเข้าใจอย่างนี้ ก็ไม่เป็นบาปเป็นกรรม สิ่งที่เป็นบาปเป็นกรรมก็มาจากความโลภความโกรธความหลง เมื่อเป็นบาปเป็นกรรมแล้วมันก็แก้กันไม่ได้ อย่างนี้ล่ะ อยู่เป็นเปรตมาเป็นร้อยปี ที่เป็นหมื่นปีพันปีก็มี พวกเราเมื่อรู้แล้วก็ให้มีความเกรงกลัวละอายต่อบาป มีหิริ โอตตัปปะ ให้เกรงกลัวต่อความชั่วทั้งปวงในจิตในใจตลอดไป

(โอวาทธรรม หลวงปู่ไม)





บิดา-มารดา เป็นบุคคลที่บุตรธิดาควรปฏิบัติ
 เพื่อเอาดีกับท่านทั้งสอง
เพราะว่าท่านเป็นพระของเรา เป็นพระเหนือหัวเรา
 พระพุทธเจ้าทรงยกย่องบิดามารดาว่า เป็นพระพรหมของลูก เป็นพระอรหันต์ของลูก เป็นเนื้อนาบุญของลูก
เป็นผู้ที่จะให้ดีด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างแท้จริง คือพระอรหันต์องค์นี้
เรามีมือสองข้าง ก่อนจะยกไหว้คนอื่น ให้ประคองไหว้พ่อแม่ของเราก่อน

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาละวัน จ.นครราชสีมา




“ใจ” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด มีฤทธิ์มีอำนาจที่สุด
 ความสุขความทุกข์ ความดีความชั่ว ความเย็นความร้อน
 ความสงบความวุ่นวาย เกิดจากใจทั้งสิ้น
“ใจ” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
 พึงให้ความสนใจดูแลรักษาใจของตนอย่างยิ่ง
 .
พระคติธรรม สมเด็จพระญาณสังวร
 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก







...สภาพของจิตใจเวลาที่ไม่มีร่างกายนี้
 ก็เหมือนกับตอนที่นอนหลับนี่เอง
 เวลาที่เรานอนหลับนี้
 ก็เหมือนกับเวลาที่เราไม่มีร่างกาย

.
เพราะตอนนั้นจิตใจไม่ได้ใช้ร่างกายทำอะไร
 ใช้ไม่ได้ เพราะร่างกายไม่มีกำลัง
 ร่างกายหมดกำลัง เหมือนคนตายชั่วคราว
 เวลานั้นจิตใจก็จะเป็นดวงวิญญาณชั่วคราว

.
แล้วจิตใจก็จะเสพความสุข ความทุกข์
 จากบุญจากบาปที่ได้ทำไว้ในขณะที่ตื่น
 วิธีเสพความสุขความทุกข์ของจิตใจ
 ในขณะที่หลับ ..ก็เสพด้วยความฝันนี่เอง

.
เวลาเราฝันร้ายนี้แสดงว่าเรากำลังรับผลของบาป
 เวลาเราฝันดีก็แสดงว่าเรากำลังรับผลบุญ บุญเป็นตัวที่ผลิตฝันดีผลิตความสุขใจ
 บาปเป็นตัวที่ผลิตความฝันร้าย
 บาปเป็นตัวที่ผลิตความทุกข์ให้กับใจ
 มันจะแสดงผลตอนที่ร่างกายหลับไป
 มันจะแสดงผลในรูปแบบของความฝัน

.
ดังนั้น เวลาร่างกายตายไปนี้
 จิตใจก็จะเข้าสู่โลกของความฝัน
 โลกของความฝันนี้เราเรียกว่า “โลกทิพย์”
"นี่คือที่มาของภพชาติต่างๆ"
 ........................................
 .
คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมะบนเขา 16/5/2562
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






 4 
 เมื่อ: 13 พฤษภาคม, 2562, 06:05:45 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
ความกังวล จะเหนี่ยวนำซึ่งความโชคร้าย
เปลี่ยนความกังวลให้เป็นพลังงานด้านบวก
ด้วยการสั่งจิตใต้สำนึกบ่อยๆ ว่า
อะไรจะเกิด ก็ต้องเกิด
สิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นดีเสมอ
สิ่งนั้นๆ จะเป็นประสบการณ์
ที่ทำให้เราเติบโตขึ้น

หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธัมโม



#ทำบุญกับพระอรหันต์มีอานิสงส์มาก

ประโยชน์ของคนที่ทำบุญกับเรานั้นมีมาก
คนที่กราบเราด้วยจิตใจที่เลื่อมใส
ถ้าเขาเกิดอีกในชาติไหน ๆ
เขาก็จะได้เห็นสมณะผู้ทรงธรรม
การได้เห็นสมณะผู้ทรงธรรม
จะทำให้บุคคลนั้น
ได้ต่อยอดบุญของตนเองไปเรื่อย ๆ
จนประมาณมิได้......

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม





"พวกเราทั้งหลายคิดดูให้เห็นโทษ
และคุณแห่งความตายเสียให้ชัด ผู้มีปัญญา
ไม่ควรประมาทความตาย ให้เห็นว่าเป็นสมบัติ
สำหรับตัวเราเรา จะต้องตายในกาลอันสมควร
ไม่ควรจะเกลียด ไม่ควรจะกลัวสังขารทั้งหลาย คือ
สัตว์ที่เกิดมาในไตรภพ จะหลีกพ้นจากความตาย ไม่มีเลย

เมื่อมีความเกิดเป็นเบื้องต้นแล้ว ย่อมมีความตาย
เป็นเบื้องปลายทุกคน นัยหนึ่ง ให้เอาความเกิดความตาย
ซึ่งมีประจำทุกวันเป็นเครื่องหมาย เมื่อพิจารณาถึงความตาย
ก็ต้องพิจารณาถึงความป่วยไข้ และความแก่ชรา เพราะเป็นเหตุเป็นผลกัน

ให้พิจารณาถึงพยาธิความป่วยไข้ว่า
พยาธิ ธมฺโมมหิ พยาธิ อนตีโต เรามีความป่วยไข้เป็นธรรมดา
จะข้ามล่วงพ้นไปจากความป่วยไข้หาได้ไม่ ถ้าแลพิจารณา
เป็นความชราอันเป็นปัจจุบันได้ก็ยิ่งประเสริฐ"

ความระงับสังขารทั้งหลายนั้น ท่านมิได้หมายถึงความตาย
ท่านหมายถึง วิปัสสนาญาณและอาสวักขยญาณ
คือปัญญารู้เท่าสังขาร รู้ความสิ้นไปแห่งอาสวะ
เป็นชื่อของพระนิพพาน เป็นสุดยอดแห่งความสุข"

พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท)




"อย่าพยายามทำสิ่งที่ได้ ให้เท่ากับใจ
แต่จงพยายามทำใจ ให้เท่ากับสิ่งที่ได้"

หลวงปู่จันทร์ กุสโล

 5 
 เมื่อ: 12 พฤษภาคม, 2562, 08:58:51 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
" ในความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครที่จะเป็นเจ้าของเราได้อย่างแท้จริง ทุกคนในโลกนี้เข้ามาในชีวิตของเรา เพียงเพื่อจะจากเราไป ไม่จากเป็นก็จากตาย ไม่ช้าก็เร็ว... "

 พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล




"อยู่ที่ไหน อยู่อย่างไร
 จะบังคับให้ไม่มีศัตรูเป็นได้ยาก
 การชนะศัตรู ด้วยการต่อสู้
 มักจะเป็นการก่อเวร
 เรื่องต่างๆ จึงไม่จบสิ้น

 มีวิธีเดียวที่จะชนะศัตรูทั้งปวง นั่นคือ
 การเปลี่ยนความรู้สึกว่าเราเป็นศัตรู
 กับผู้ปองร้ายเรา ถ้าเราไม่ยอมมองใครเป็นศัตรู
 เราก็กลายเป็นคนไม่มีศัตรูทันที

แล้วดำเนินชีวิตด้วยความรอบคอบ
 และระวังตัว แต่ไม่เศร้าหมองใจ
 ท่ามกลางผู้ที่ทำให้ชีวิตท้าทายมากขึ้น"

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ








ในระหว่างที่หลวงปู่ฝั้น อาจาโร พำนักอยู่ในถ้ำพระบนภูวัว ครั้งนั้นท่านได้ประสบอุบัติเหตุที่นับว่าร้ายแรงที่สุดในชีวิตของท่าน กล่าวคือ วันหนึ่งได้มีญาติโยมบ้านดอนเสียดและบ้านโสกก่ามพากันขึ้นไปนมัสการ หลวงปู่จึงได้ขอให้ญาติโยมพาชมภูมิประเทศบนภูวัว และเพื่อจะแสวงหาสมุนไพรบางชนิดด้วย เมื่อฉันจังหันเสร็จก็ออกเดินทาง มีโยมสองคนเดินนำหน้า หลวงปู่ฝั้นและพระภิกษุเดินตามหลัง ส่วนสามเณรนั้นท่านให้เฝ้าอยู่ที่พัก

ทั้งหมดเดินขึ้นไปตามลำห้วยบางบาด พอถึงลานหินที่ลาดชันขึ้นไปข้างบน ระยะทางยาวประมาณสิบกว่าวา บนลานมีน้ำไหลรินและมีตะไคร่หินขึ้นอยู่ตามทางชันนั้นโดยตลอด โยมสองคนเดินนำหน้าไปก่อน หลวงปู่ท่านเดินตามขึ้นไปและตามด้วยพระภิกษุเดินรั้งท้าย โยมทั้งสองไต่ผ่านลานหินอันชันลื่นขึ้นไปได้แล้ว ส่วนหลวงปู่ก็ไต่จวนจะถึงข้างบนอยู่แล้ว กะว่าเหลือเพียงก้าวเดียวก็จะพ้นไปได้

พอท่านก้าวข้ามร่องน้ำ พลันท่านก็ลื่นล้มทั้งยืน ศีรษะฟาดกับลานหินดังสนั่น เสียงเหมือนมะพร้าวถูกทุบ จากนั้นก็ลื่นไถลลงมาตามลานหิน เอาศีรษะลงมาก่อน

พระลูกศิษย์ที่เดินรั้งท้ายตกใจตัวสั่น ยืนนิ่งอยู่กับที่ จะเข้าไปช่วยอะไรก็ไม่ได้ เพราะท่านเองก็ประคองตัวแทบไม่อยู่เหมือนกัน ได้แต่ยืนตัวสั่น มองดูพระอาจารย์ไถลผ่านหน้าไปด้วยความตกตะลึง

ร่างของหลวงปู่ลื่นไถลไปได้ประมาณหกวา ก็ไปตกหลุมหินซึ่งเป็นแอ่งแห่งหนึ่ง แต่ด้วยความลื่นของตะไคร่ ท่านจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น กลับหมุนตัวในลักษณะเอาศีรษะขึ้นแล้วลื่นไถลลงต่อไปอีก

ข้างล่างมีช่องหินใหญ่ ครือๆ กับตัวคน น้ำที่ไหลลงมาจากหน้าผาไปรวมหล่นอยู่ในช่องนั้น กลายเป็นหลุมน้ำวน หากท่านไถลไปถึงช่องนั้น แล้วไหลพรวดลงในช่องหิน คงถึงแก่มรณภาพโดยมิต้องสงสัย

เหลือเชื่อ คงเป็นด้วยอำนาจบุญ ก่อนร่างท่านจะถึงช่องหิน หลวงปู่กลับตั้งหลักลุกขึ้นได้

แล้วท่านก็เดินขึ้นไปตามทางเดิมที่ร่างท่านร่วงหล่นลงมาด้วยท่าทางปรกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พระลูกศิษย์ร้องขอให้ท่านอ้อมไปขึ้นทางอื่น แต่ท่านไม่ยอมและบอกว่า เมื่อมันตกมาตรงนี้ ก็ต้องขึ้นไปตรงนี้ให้ได้

หลวงปู่ฝั้นเดินขึ้นไปตามทางเดิมด้วยความง่ายดายอย่างเหลือเชื่อ น่าอัศจรรย์ก็ตรงที่ว่า ร่างกายของหลวงปู่มิได้ปรากฏบาดแผลให้เห็นแม้แต่เล็กน้อย ถึงจะมีรอยถลอกบนข้อศอกก็เพียงรอยเท่าหัวไม้ขีดไฟ ไม่น่าจะเรียกว่าบาดแผล

ตกเย็น เมื่อกลับมาถึงที่พัก หลังจากสรงน้ำเสร็จแล้ว หลวงปู่ก็ออกเดินจงกรมตามปรกติ ตกค่ำ พระภิกษุได้เข้าไปถวายการปฏิบัติ แล้วถามอาการของท่านว่า ขณะที่ศีรษะท่านกระแทกหินดังสนั่นนั้น ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง

หลวงปู่ตอบว่า “อาการก็เหมือนสำลีตกลง
 บนหินนั่นแหละ”

พระภิกษุรูปนั้น ขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่ มีความเห็นว่า ในขณะที่ท่านกำลังลื่นล้ม ก่อนศีรษะฟาดลาดหินนั้น ท่านสามารถกำหนดจิตได้ในชั่วพริบตา ทำให้ตัวท่านเบาได้ดังสำลีโดยฉับพลัน

เพราะท่านเคยเทศน์สั่งสอนเสมอว่า

" จิตของผู้ที่ฝึกดีแล้ว ย่อมมีสติพร้อมอยู่ทุก
 อิริยาบถ ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ถึงแม้
 จะหลับอยู่ ก็หลับด้วยการพักผ่อนในสมาธิ "

หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

 6 
 เมื่อ: 12 พฤษภาคม, 2562, 00:00:40 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




727. เป็นหนังโหดเรต 20+ ที่มีกลิ่นอายของยุค 70 เเบบจัดเต็ม+  นอกจากนี้ยังมีการใช้ดนตรี-เพลงไทยประกอบฉากทั้งเรื่อง : Carnage Park / 2016

“ฉากไฮไลท์ของหนังอยู่ในช่วงนาทีที่ 10-11 โดยประมาณ เป็นภาพของสองโจรสุดโหดที่ควงปืนสั้นเดินมุ่งหน้าไปปล้นธนาคารอย่างมุ่งมั่น โดยมีเสียงเพลงผู้ใหญ่ลี เวอร์ชั่นฝรั่งร้อง ส่วนฉากจบของหนังใช้เพลง ติดลมตาลาย ของคุณชาย เมืองสิงห์ เป็นเพลงปิดเรื่อง  ผู้กำกับช่างแนวซะจริง 555+”


Carnage Park / 2016 หรือ Carnage Park - Willkommen in der Hölle / 2016 เรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญในเรต 20+ ที่มีกลิ่นอายของยุค 70 เเบบจัดเต็ม+ นอกจากนี้ยังมีการใช้ดนตรี-เพลงไทยประกอบฉากทั้งเรื่อง หนังของ Director: Mickey Keating ที่บอกเล่าเรื่องราวของหนึ่งสาวสวย Vivian Fontaine (รับบทโดย Ashley Bell)ที่กำลังมีปัญหาขัดแย้งอย่างรุนแรงกับนายธนาคาร ขณะเดียวกันนั้นเองก็ดันเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อมีสองโจรสุดโหดบุกปล้นธนาคารจังหวะนั้นพอดิบพอดี

เหตุการณ์ยิงกันหูดับตับไหม้เลยตามมาในไม่ช้า หลังการปล้นจบลง สองโจรได้ในสิ่งที่มันต้องการยัดห่าใส่กระเป๋าไว้ชนิดจัดเต็ม+ตัวประกัน(ซึ่งก็คือสาวสวยที่กล่าวถึงในช่วงต้นเรื่อง) จากนั้นจึงขับรถยนต์หนีการไล่ล่าของตำรวจจนรอดพ้น พวกโจรขับรถพาตัวประกันสาวไปหลบในทะเลทรายรกร้างห่างไกลผู้คน แต่เเล้วจู่ๆก็ดันมีกระสุนปริศนาพุ่งใส่ล้อรถยนต์จนกระจุย  ใช่….ที่ที่โจรปล้นธนาคารพาเหยื่อ(ตัวประกัน)ของมันมาหลบซ่อน คือสถานที่อันเรียกว่า “นรกปิดตาย” โดยมีอดีตนายทหารบ้าสงคราม ผ่านการรบมาอย่างโชกโชน เเละมีอาการป่วยทางจิตอย่างหนักด้วยโรค P T S D (POST-TRAUMATIC STRESS DISORDER)อย่าง Wyatt Moss (รับบทโดย Pat Healy) คอยใช้อาวุธปืนยาวซุ่มยิงเหยื่อของมันให้บาดเจ็บสาหัส จากนั้นจึงออกไล่ล่า ประหนึ่งสิงโตภูเขาที่กำลังไล่บดขยี้เหยื่อของมันในดินแดนแห่งความตายอย่างสนุกสนาน....

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
หนังมีฉากโหดที่ตราตรึง คือ ฉากที่โจรคนหนึ่งถูกอดีตนายทหารซุ่มยิงจนศีรษะระเบิด สมองกระจุย จากนั้นนายทหารโรคจิตก็จับนางเอกใส่กุญแจมือไว้กับศพของโจรที่หัวระเบิด ขังไว้ภายในรถยนต์ให้นางสติแตกเล่นๆอย่างวิปริต  ฉากนี้เรต 20+ แบบจัดเต็มครับ

โดยภาพรวมหนังสนุกใช้ได้  ให้ 7.5 / 10 คะแนนครับ

 

 7 
 เมื่อ: 11 พฤษภาคม, 2562, 09:42:13 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

ที่นี้ ไปหาหลวงปู่ขาว หลวงปู่ขาวนอนอยู่ลุกไม่ได้ อาตมาก็เป็นลูบเท้าท่าน

"หลวงปู่สบายดีไหม"
 "สบาย"
 "ลุกได้ไหม" "
 "ลุกไม่ได้"
 "นอนอยู่นี้ยังว่าสบาย"
 "สบายใจ"

ละไปแล้ว ละร่างกายไปแล้วหมดไปแล้วตัวตน ตัวกูของกูเกลี้ยงไปแล้ว ไม่มีแล้ว นั้นก็หายห่วง อาตมาหายห่วงแล้ว หลวงปู่ครูบาอาจารย์ต่างๆ

พระศาสนานี้คนมีปัญญามันก็ไม่ขาดเลย มหาวิทยาลัยเราขาดด็อกเตอร์ไหม ไม่ขาด มีคนจบอยู่

ในทางพระศาสนา คนมีปัญญารู้ละกิเลสก็มีอยู่ไม่มีเสื่อมเสียหายไปไหน

ในพระพุทธศาสนามีเต็มเปี่ยมอยู่ทุกวันทุกเวลาเลยโยม จึงพูดได้ว่าเป็นอกาลิโก ไม่ประกอบด้วยวันด้วยเวลาที่คนจะรู้ได้

โยมโกรธอยู่วันนี้โยมละอยู่วันนี้ สุขแน่นอนเลยทีเดียว อยากให้ญาติโยมเข้าใจว่าพระพุทธศาสนาไม่มีเสื่อมคลายหายไปไหน สมบูรณ์อยู่ดังเดิมเลย ถ้าได้ทำบุญก็มีความสุข ถ้าได้รักษาศีลก็มีศีลอยู่สงบอยู่ ถ้ามีสมาธิทำได้ก็มีปัญญา ผู้มีปัญญาละกิเลสความโลภ ความโกรธ ความหลง ก็ละได้อยู่ไม่มีปัญหาอะไร

เขาว่าพุทธศาสนาเสื่อมไม่มี คนไม่ปฏิบัติไม่ได้น้อมเอาคำสอนของพระพุทธศาสนาไปปฏิบัติเท่านั้นว่ามันเสื่อม

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป





พยายามสั่งสมคุณงามความดี
 เก็บหอมรอมริบไปเรื่อยๆ
 ทีละวันๆ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา

 หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก





"ทำดี เพื่อความดี ไม่พึงทำดี
 เพื่อเอาความดี มาเสริมตัวตน
 แต่พึงสละตน เพื่อเสริมความดี
 คนทำดีอย่างแท้จริง เสียสละได้แม้กระทั่ง
 การที่จะให้คนอื่นรู้ว่า ตนได้ทำความดี"

  สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์






"บารมีต้องสร้างเอา
 เหมือนอยากให้มะม่วงของตนมีผลดก
 ก็ต้องหมั่นบำรุงรักษาเอา
 ไม่ใช่แห่ไปชื่นชมต้นมะม่วงของคนอื่น
 ต้องไปปลูกไปบำรุงต้นมะม่วงของตนเอง
การสร้างบารมีก็เช่นกัน ต้องสร้างต้องทำเอาเอง"

 หลวงปู่แหวน สุจิณโณ





 8 
 เมื่อ: 10 พฤษภาคม, 2562, 07:52:24 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
" ถ้าถูกอิจฉา อย่าเสียใจหรือโกรธผู้อิจฉา
 แสดงว่าเราจะต้องดีกว่าเขา เพราะไม่มีผู้ใด
 จะอิจฉาคนที่เลวกว่าตน และเราก็อย่าไปอิจฉาผู้อื่น ”
.
 โอวาทธรรมเจ้าคุณนรรัตน์ ธัมมวิตักโก
วัดเทพศิรินทราวาส กรุงเทพมหานคร







ทำจิตใจให้กว้างขวาง
 มีน้ำใจดี ทำทานไปเรื่อยๆ
 จิตจะเป็นทิพย์ ถึงแม้กายเป็นปุถุชน
 แต่ใจเป็นทิพย์ ใครก็ทำอะไรไม่ได้

 หลวงพ่อคำพอง ขันติโก







"บารมีต้องสร้างเอา
 เหมือนอยากให้มะม่วงของตนมีผลดก
 ก็ต้องหมั่นบำรุงรักษาเอา
 ไม่ใช่แห่ไปชื่นชมต้นมะม่วงของคนอื่น
 ต้องไปปลูกไปบำรุงต้นมะม่วงของตนเอง
การสร้างบารมีก็เช่นกัน ต้องสร้างต้องทำเอาเอง"

 หลวงปู่แหวน สุจิณโณ






"ทำสมาธิมันไม่ยากนักหรอก
 แต่การรักษาสมาธินี่สิมันยาก
 เหมือนสร้างบ้านหลังหนึ่งไม่นานก็เสร็จ
 แต่การรักษาบ้านทำความสะอาดบ้าน
 ต้องทำไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต"

  หลวงปู่ชา สุภัทโท

 9 
 เมื่อ: 10 พฤษภาคม, 2562, 00:00:26 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.





726. หนังในตระกูล Death Scenes : เคยมีคนเป็นลมและหมดสติตอนดูมันมาเเล้ว!

นี่คือหนังในตระกูล  Death Scenes ซึ่งก็คือ Death Scenes / 1989 และภาคต่อในอีกสามปีถัดมาอย่าง Death Scenes 2 / 1992 นั่นเอง

ใครสงสัยว่าเจ้าหนังในตระกูลนี้นำเสนอด้วยแนวทางประมาณไหน  เอ่อ…. Genres: Documentary-Horror ทั้งสองภาคแหล่ะ ใครยังนึกไม่ออกอีกก็ขอให้นึกย้อนกลับไปถึงหนังในตระกูล Faces of Death (แอบดูเป็นแอบดูตาย) ในอดีตที่มีกรรมวิธีการนำเสนอในแบบ Mondo Movie หรือการนำเอาภาพของความตายของจริง นำมายำรวมกับซาวด์เเบบหลอนกดประสาท หรือไม่ก็บวกเพลงแนว Death Metal ยำแม่งลงไป นั่นแหล่ะ….รูปแบบการนำเสนอของอีกหนึ่งหนังในตำนานในอดีตที่กล่าวขวัญกันนักหนาล่ะ

แต่สำหรับใน Death Scenes / 1989 และ Death Scenes 2 / 1992 นั้นแตกต่างจากหนังในตระกูล Faces of Death อยู่พอสมควรนะเออ เพราะโดยองค์รวมผู้กำกับได้ทำการตัดซาวด์ประกอบ-และเพลงประกอบทิ้งไป จากนั้นจึงยัดคำบรรยายอันทรงพลังลงไปแทน

Death Scenes / 1989 และ Death Scenes 2 / 1992 หนังแนวสารคดีสยองขวัญจากอเมริกา รวบรวมคลิปภาพและตัดต่อโดย Director: Nick Bougas หนังได้มือ Writers เข้ามาช่วยในการลงคำบรรยายคือ Nick Bougas, Tom Lavagnino(ในภาคแรก) Nick Bougas และ F.B. Vincinzo(ภาคสอง)

Death Scenes / 1989 (ภาคแรก) หนังตัวหลุดกองเซ็นเซอร์มีความยาวทั้งเรื่องคือ 90 นาที โดยภาพรวมมันนำเสนอเรื่องราวของความตายโดยพิธีกรของหนังอย่าง Anton Szandor LaVey นักไสยศาสตร์ที่มีชื่อเสียงในจักรวาลของซาตาน กับภาพที่คนดูจะต้องตื่นตะลึงเพราะมีการยำภาพของความตายประเภทต่างๆไว้ภายในหนังเยอะมาก

Death Scenes 2 / 1992  (ภาคจบ) หนังตัวหลุดกองเซ็นเซอร์อีกเช่นกัน ซึ่งมันมีความยาวทั้งเรื่องคือ 84 นาที โดยภาพรวมหนังนำเสนอเรื่องราวของความตายในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง และภาพถ่ายที่น่ากลัวสุดขีดหลากหลายรายการในปีค.ศ. 1940 และปี 1950 รวมถึงยังมีภาพถ่ายความตายที่หาชมได้ยากจาก Charles Manson ผู้นำของลัทธิซาตาน และภาพส่วนหนึ่งจากคลิปที่เชื่อกันว่าเป็น #หนังเเห่งตำนานต้องห้ามตลอดกาล คลิป Snuff Films อันดับ 1 ของโลกที่มีผู้คน-นักสะสมของแปลกจากทั่วโลกที่ต้องการรับชมมันมากที่สุด กับหนึ่งในภาพการฆาตกรรมครอบครัวของดีตผู้กำกับชื่อดังท่านหนึ่ง พร้อมวลีเเห่งซาตานที่จารึกไว้ภายในบ้านด้วยอักษรภาษาอังกฤษที่เขียนด้วยโลหิตสดๆของเหยื่อคำว่า "Pig" บนกำเเพงเเละประตูบ้าน

ขอย้ำ....ว่าภาพที่ปรากฏภายในหนังแนวสารคดีสยองขวัญทั้งสองเรื่องนี้คือ #ของจริงทุกภาพ  ฉะนั้น ก่อนที่ใครจะหามารับชม ขอให้เตรียมใจของท่านให้พร้อมที่สุด มิฉะนั้น….อาจเป็นลม หรือจิตตกเอาได้นะเออ (ขอเตือนจริงๆจ๊ะ!)

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้รีวิว
ได้มีโอกาสดูมันทีเดียว 2 ภาครวด
หลังดูจบ คือมึนหัวไปพักใหญ่ๆ ภาพมันเวียนวนลอยล่องอยู่ตรงเบื้องหน้า
หลอนเล็กๆอยู่นะเออ ใครจิตไม่แข็งจริง….กดข้ามหนังในตระกูลนี้ไปได้เลยจ๊ะ ให้ 10 / 10 คะแนน เพราะทุกช็อตมันคือของจริง! (ตายจริง)

 

 10 
 เมื่อ: 09 พฤษภาคม, 2562, 05:44:25 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
ท่านทั้งหลายล้วนเคารพนับถือเทวดา ตามหลักความเชื่อของตน ๆ ด้วยศรัทธาเสมอมา จึงเป็นข้อเตือนจิตสะกิดใจ ให้ทุกท่านตั้งคำถามต่อตนเองว่า ท่านบูชาเทวดาด้วยเหตุใด และบูชาอย่างไร
 หากท่านบูชาเทวดาด้วยความโลภ ด้วยความติดข้องต้องการ ด้วยการอ้อนวอนร้องขออย่างไม่ชอบด้วยเหตุผลแล้ว การบูชาเช่นนั้นก็มิใช่การบูชาที่แท้จริงตามหลักพระพุทธศาสนา
 หากท่านทั้งหลายบูชาเทวดาด้วยการระลึกถึง ‘คุณธรรมของเทวดา’ คือ ‘หิริ’ ความละอาย และ ‘โอตัปปะ’ ความเกรงกลัวต่อบาป อันจัดเป็นเทวธรรม พร้อมด้วยระลึกถึงศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา แล้วน้อมนำคุณธรรมนั้นๆ มาเป็นครรลองของการประพฤติปฏิบัติตน ท่านย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้กระทำ ‘ปฏิบัติบูชา’ อย่างน่าสรรเสริญ
 หากท่านทั้งหลาย เอาใจใส่ศึกษาใคร่ครวญถึงคุณธรรมของเทวดาของท่าน ว่าแต่ละองค์ ๆ สั่งสมคุณงามความดี จนสามารถนำพาตนไปสู่สถานะของเทวดาได้อย่างไร และท่านในฐานะเป็นศิษย์ผู้ได้ ‘มนุษยสมบัติ’ อยู่แล้วในบัดนี้ จะเพิ่มพูนคุณงามความดีในตน เพื่อให้เข้าถึง ‘สวรรคสมบัติ’ ตามแบบอย่างอาจารย์ของท่าน ไปจนถึงสมบัติอันสูงส่งยิ่งกว่าความเป็นเทวดา คือ ‘นิพพานสมบัติ’ ได้อย่างไร
 ท่านย่อมได้ชื่อว่ากำลังตามระลึกถึงเทวดาตามหลักการในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้องทุกประการ”
.
--- โอวาทธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ
 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
 ครั้งเสด็จไปมูลนิธิเผยแผ่คุณธรรมเพื่อการสงเคราะห์ จีจินเกาะ เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร
 เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๖๑






" พวกเทพเทวดา เขาเคยเป็นมนุษย์เหมือนกันกับพวกเรามาก่อน ตอนเป็นคนเขามีจิตใจฝักใฝ่ในบุญกุศล พอตายจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ได้ไปจุติอยู่ในสวรรค์ชั้นต่างๆ สูงบ้างต่ำบ้างขึ้นอยู่กับบุญกุศลที่ตนเองสั่งสมมาตอนที่ยังเป็นมนุษย์

ถึงจะเป็นเทพเทวดา แต่จิตของเขายังติดยึดในบุญกุศล พอได้ยินได้เห็นผู้ใดทำคุณงามความดี พวกเขาจะพากันมาอนุโมทนาบุญกับผู้นั้นๆ

ถ้าเรามีจิตเป็นสมาธิ เราก็จะเห็นพวกเทพเจ้าเหล่าเทวดา เขาพากันมาร่วมอนุโมทนาบุญกับเรา

 การรับรู้อย่างหยาบคือมีอาการขนลุกพองสยองเกล้าเป็นต้น ถ้าจิตละเอียดลงไปก็เห็นเขาแสดงตัวตนออกมาให้เราเห็น

#ทำให้มันเป็นแล้วจะรู้เห็นด้วยตัวของเราเอง "

หลวงปู่ชอบ ฐานสโม




ผู้ที่ทำกรรมดีอยู่มากเสมอๆ
 จึงไม่ต้องกลัวกรรมชั่วในอดีตหากจะมี
 กุศลของตนก็จะชูช่วยให้มีความสุขความเจริญสืบต่อไป
 และถ้าได้แผ่เมตตาจิตอยู่เนืองๆ
 ก็จะระงับคู่เวรอดีตได้อีกด้วย
ระงับได้ตลอดถึงปัจจุบัน

 สมเด็จพระญาณสังวร ( เจริญ สุวฑฺฒโน )
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก







“คนเราจะดี ต้องอาศัยการฝึกฝน
 การอดทน ลำบากไปก่อน มิใช่อยู่เฉยๆ แล้วจะดี

ต้องฝึกฝน ต้องอดทนศึกษาเล่าเรียน
 ทนความลำบากไปก่อน มันถึงจะสุขทีหลัง
ถ้าสุขก่อน มันก็จะมาทุกข์ทีหลัง”

 หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม







"เกิดมาแล้ว อย่าให้รกโลกโดยเปล่า
 เป็นอยู่ ให้ถือเอาประโยชน์
 อย่าหนักโลก อย่าหนักหีบ
 อย่าหนักฟืน อย่าหนักแผ่นดิน

 ถ้าจะหนัก ให้หนักศีลธรรม
 ให้หนักสติปัญญาอยู่ในจิตใจ

ผู้ใดมีธรรมะ ผู้นั้น เป็นผู้ยังโลกให้มีเครื่องประดับ
 ยังตน ให้เป็นผู้อลังการ ยังตน ให้ได้รู้ตน"

 หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10