Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
26 เมษายน, 2561, 15:01:54

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 5 hours ago 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
ชีวิตพื้นฐานกับชีวิตสุดยอด

https://www.youtube.com/watch?v=NQbGS7hvS24&feature=youtu.be

วันที่ ๗ มี.ค.๒๕๓๐

ชีวิตเย็น

https://www.youtube.com/watch?v=wFkNScjNTnU&feature=youtu.be

วันที่ ๑๔ มี.ค.๒๕๓๐

ชีวิตสังขตะและชีวิตอสังขตะ

https://www.youtube.com/watch?v=ZLIfAYQXuvA&feature=youtu.be

วันที่ ๒๑ มี.ค.๒๕๓๐

สรุปสัจจะเกี่ยวกับชีวิต

https://www.youtube.com/watch?v=aP_GP57DxfA&feature=youtu.be

วันที่ ๒๘ มี.ค.๒๕๓๐

 2 
 เมื่อ: 10 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
“ทำจนให้หายความสงสัย”
..แต่แล้ว เมื่อออกมาประพฤติปฏิบัติฝึกหัดในด้านนี้ มันก็ยังอยากไปภายนอกอยู่อย่างนั้นหละ เพราะเป็นอารมณ์เก่าของมัน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ให้เราพยายามตะล่อมเข้ามา ใช้สติกำหนดพินิจพิจารณาใคร่ครวญอยู่นั้น ให้รู้อยู่อย่างนั้นหละ บางคนก็ถอยหน้าถอยหลัง รูปนั้นวิธีนี้ เกี่ยวกับการว่าทำยากบ้าง เพราะนิสัยมักง่ายนี้ มันมีประจำอยู่ในทุกชีวิต คืออยากทำง่าย ๆ ทำน้อย ๆ อยากให้ได้มาก ๆ ไปทำนองนี้ แต่ว่าถ้าหากเจออุปสรรคเพียงเล็กน้อย ก็เลยถอยหน้าถอยหลัง ไปทำนองนี้ก็มี ถ้าหากเป็นผู้ที่มีศรัทธากล้าหาญเด็ดเดี่ยว ต้องการอยากประพฤติปฏิบัติให้มันได้ ให้มันเห็น ให้หายจากความสงสัย ในจิตใจของตัวเอง ก็ทำได้..

หลวงปู่ศรี มหาวีโร
 เทศนา เรื่อง เราลืมเจตนาดั้งเดิม





“ความอดทน
 เป็นเครื่องหมายของคนดี
 อดทนถึงที่
 ได้ดีทุกคน
 ถ้าอดทนไม่ถึงที่
ก็ไม่ได้ดีสักคน”

-:- หลวงปู่หา สุภโร -:-






ในเรื่องของกรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

"ถ้าเราไม่ทำเขา เขาย่อมไม่ทำกับเรา"

เพราะเราเคยได้เบียดเบียนเขาไว้ก่อน
เราจึงต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น จากเขาบ้าง

-:- ท่านพ่อลี ธัมมธโร -:-





"คนเรา มัวแต่พากันห่วงบ้าน
 ห่วงเรือน ห่วงข้าวของ ทรัพย์สมบัติ
 จะปลีกตัวมาวัด ทำความดี ก็มาไม่ได้

แต่บ้านเรือน ข้าวของ
และทรัพย์สมบัติ เหล่านี้
 มันเคยห่วงใยเรา บ้างหรือเปล่า"

-:- หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ -:-






"ไม่ใช่ว่านักปฏิบัติธรรม
 นั่งสมาธิ เพื่อไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น
 แต่เพื่อสามารถ คิดเฉพาะเรื่องที่ควรคิด
 ในเวลาที่สมควรคิด"

 -:- พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ -:-

 3 
 เมื่อ: 25 เมษายน, 2561, 08:55:40 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
กระแสแห่งชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก

https://www.youtube.com/watch?v=LAxmjF7fnwY&feature=youtu.be

วันที่ ๑๔ ก.พ.๒๕๓๐

การพัฒนาสัญชาตญาณแห่งชีวิต

https://www.youtube.com/watch?v=7I2WATSt51M&feature=youtu.be

วันที่ ๒๑ ก.พ.๒๕๓๐

เราจะได้อะไรจากการพัฒนาชีวิต

https://www.youtube.com/watch?v=N7tXpiOFYis&feature=youtu.be

วันที่ ๒๘ ก.พ.๒๕๓๐

 4 
 เมื่อ: 25 เมษายน, 2561, 05:33:04 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"ควบคุมความคิดให้เข้าสู่ความสงบ"

เราจึงต้องฝึกควบคุมความคิดของเรา การฝึกสตินี่แหละเป็นการดึงใจดึงความคิดของเราไว้ เบื้องต้นก็ให้ดึงเข้ามาสู่ความว่างสู่ความเป็นกลาง ทำอะไรก็อย่าไปคิดปรุงแต่ง ให้เพียงสักแต่ว่ารู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ กำลังรับประทานอาหารก็ให้รู้ว่ากำลังรับประทานอาหาร ไม่ต้องไปปรุงแต่งให้รู้เฉยๆ สักแต่ว่ารู้ กำลังอาบน้ำ กำลังแปรงฟัน กำลังหวีผม กำลังแต่งตัว กำลังทำอะไรอยู่ ก็ให้ใจรู้อยู่กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ถ้าไม่ดึงใจไว้ให้รู้กับการกระทำของร่างกาย ใจจะคิดเรื่อยเปื่อย ร่างกายอยู่ตรงนี้แต่ใจไปคิดถึงลูกที่อยู่ต่างประเทศโดยไม่รู้สึกตัว ทำอะไรก็จะผิดพลาด หรือสงสัยว่าทำไปแล้วหรือยัง เพราะใจไม่ได้รู้อยู่กับการกระทำ ไปรู้อยู่กับเรื่องที่กำลังคิดปรุงแต่ง อย่างนี้แสดงว่าขาดสติ ไม่สามารถควบคุมความคิดปรุงแต่งได้ ปล่อยให้คิดเรื่อยเปื่อย ถ้าเป็นอย่างนี้เวลานั่งทำสมาธิให้ใจสงบก็จะไม่สงบ เพราะใจจะสงบได้ต้องหยุดความคิดปรุงแต่ง ต้องมีสติคอยดึงไว้ เช่น การบริกรรมพุทโธ เป็นการดึงความคิดปรุงแต่งไม่ให้คิดปรุงแต่ง ให้คิดแต่คำว่าพุทโธพุทโธอย่างเดียวจะได้ไม่มีอารมณ์ ทำให้ใจเป็นกลาง ทำให้ใจว่าง ทำให้หยุดคิดได้ รวมเข้าสู่ความสงบได้

ถ้าไม่ชอบคำบริกรรม ใช้การดูลมหายใจเข้าออกก็ได้ แต่ต้องสักแต่ว่าดู สักแต่ว่ารู้ อย่าไปคิดเรื่องอื่น ให้รู้อยู่กับเรื่องของลมอย่างเดียว หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก ให้รู้อยู่ตรงจุดเดียว อย่าตามลมเข้าตามลมออก ให้อยู่แถวปลายจมูก เวลาลมเข้าออกจะสัมผัสอยู่แถวปลายจมูก ให้รู้อยู่ตรงนั้น เฝ้าดูอยู่ตรงนั้น อย่าไปบังคับลมหายใจ จะหยาบจะละเอียด จะหายใจสั้นหายใจยาว ก็ให้รู้ตามความจริง ไม่ต้องบังคับ ให้ใช้ลมเป็นที่ผูกใจด้วยสติ ถ้าใจเป็นเหมือนเรือ สติก็เป็นเหมือนเชือก ลมหายใจก็เป็นเหมือนเสาของท่าเรือ ถ้าผูกเรือไว้กับเสา น้ำก็จะไม่พัดพาให้เรือลอยไปได้ เรือก็จะจอดนิ่ง ใจก็เช่นเดียวกัน ถ้ามีสติรู้อยู่กับลมหายใจเข้าออก รู้อยู่กับการบริกรรมพุทโพุทโธไม่ช้าก็เร็วใจก็จะสงบนิ่ง พอสงบแล้วก็จะมีความสุขสบาย เบาอกเบาใจ ตอนนั้นจะไม่รับรู้การเจ็บปวดของร่างกาย ถ้ารู้ก็จะไม่รำคาญใจ รู้ว่าชาหรือเจ็บตรงนั้นมันปวดตรงนี้ แต่ไม่รู้สึกทรมานใจ เพราะใจไม่มีปฏิกิริยากับความเจ็บของร่างกายนั่นเอง

นี่คือการควบคุมความคิดให้เข้าสู่ความสงบ แต่ความสงบของสมาธินี้มีระยะเวลา อยู่ได้สักระยะหนึ่งแล้วก็จะถอนออกมา ต้องออกมาปฏิบัติภารกิจอื่นๆ พอถอนออกมาใจจะเริ่มคิดปรุงแต่ง ถ้าไม่ต้องคิดเรื่องภารกิจต่างๆ ก็ให้ใจคิดไปในทางปัญญา ให้เตรียมรับกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่จะต้องเกิดขึ้น เช่น ให้พิจารณาร่างกายว่าสักวันหนึ่งต้องแก่ลงไป ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย ต้องตายไป เช่นเดียวกันกับร่างกายของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม จะเป็นคนใกล้ชิดหรือเป็นคนที่ไม่รู้จัก ก็เป็นเช่นเดียวกัน ต้องสอนให้ใจรู้และรับความจริงนี้ให้ได้.

ธรรมะบนเขา “จุลธรรมนำใจ ๒๓”

วันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๓

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต




“ศีลข้อนี้เขามีไว้เพื่อให้เราเป็นมนุษย์”

ถาม : ศีลข้อสามถ้าเกิดว่าเรามีอะไรกับแฟนโดยที่เรายังไม่ได้แต่งงาน กับแฟนเรานะครับ มันผิดศีลไหมครับ

พระอาจารย์ : ก็ศีลข้อนี้เขามีไว้เพื่อให้เราเป็นมนุษย์ไง เข้าใจไหม มนุษย์เวลาเราจะมีแฟนเราจะมีการร่วมหลับนอนกันเราจะต้องทำให้เป็นแบบสามีภรรยากัน เพราะว่ามันมีความรับผิดชอบที่จะต้องตามมาต่อกันและกัน แล้วก็ต่อลูกที่ออกมาด้วย ถ้าเราไปอยู่แบบไม่ได้มีแบบถูกประเพณีแล้วก็อยู่แบบสุนัขนี้ สุนัขเขาก็ไม่แต่งงานกัน เวลาท้องเขาก็ไม่เลี้ยงดูกัน เขาก็ปล่อยให้กลายเป็นภาระของสังคมไป ถ้าเราอยากจะอยู่กันแบบมนุษย์อย่างมีความร่มเย็นเป็นสุข เราก็ต้องมีความรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ ก็ต้องทำกันแบบให้มันถูกต้องตามประเพณีของมนุษย์ มนุษย์ก็คือต้องมีการรับรู้ของจากครอบครัวทั้งสองฝ่าย ของพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหายเพื่อจะได้ไม่มีใครมายุ่งกันไง แต่ถ้าทำแบบไม่มีประเพณีก็แบบสุนัขเนี่ย สุนัขมันเดี๋ยวมันก็ไปนอนกับคนนั้นตัวนั้นตัวนี้แล้วแต่มันจะเจอใครมันก็นอนกันวุ่นไปหมด แล้วถ้าเกิดมีการตั้งครรภ์มันก็ สมัยนี้ก็มีวิธีทำแท้งกัน มันก็ไปทำบาปกันอีก หรือถ้าปล่อยให้คลอดออกมาบางทีเขาไม่เลี้ยงดูกัน ทิ้งให้เป็นภาระของสังคม เขาถึงต้องตั้งกฎข้อนี้ไว้เพื่อให้เราอยู่แบบมนุษย์กัน แต่กิเลสมันชอบอยู่แบบสุนัข เข้าใจไหม มันทันใจไง มันไม่ต้องมารอขออนุญาตกัน ไม่ต้องมารอจดทะเบียนกัน ไม่ต้องมาประกาศให้ชาวบ้านรู้กันว่าเราเป็นของกันและกัน เพื่อจะได้ไม่มีใครมายุ่งเกี่ยวกัน อันนี้เป็นเรื่องของประเพณีเท่านั้นเอง แล้วมันจะทำให้เรามีคู่อย่างมีความสุข เพราะต่างฝ่ายต่างก็จะรู้หน้าที่ของตน มีความซื่อสัตย์ต่อกัน เป็นของกันและกันคนอื่นจะมายุ่งก็ปฏิเสธเขาไป

ถาม : อย่างนี้ถ้าเกิดว่าเราจะคิดยังไงให้ใจไม่เศร้าหมองถ้าเรายังทำไม่ได้ แต่ว่าเรามีความรับผิดชอบในลักษณะที่ว่าเราไม่ได้ที่จะไปเหมือนกับไปมีหลายคน

พระอาจารย์ : ก็คิดว่าเราไม่ได้เป็นมนุษย์ก็แล้วกัน คิดว่าเราเป็นเดรัจฉานไป ใจเรามันเสื่อมลงไปเป็นเดรัจฉาน ก็ยอมรับซะว่าเราเป็นสุนัขก็จบ (หัวเราะ) ถ้าเป็นสุนัขนี้ก็ไม่ต้องไปแต่งงานกับใคร ไปตามบาร์ตามผับที่ไหน เจอกันก็หิ้วกันไป.

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๑

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






...ตัวรู้นี่มันต้องการ
"ความสงบ" อย่างเดียว

.
ถ้าตัวรู้มันมีความสงบแล้ว
 "มันจะไม่หิวกับสมมุติ"
จะไม่หิวกับลาภยศ สรรเสริญ

.
ดังนั้นเราต้อง
"มาสร้างความสงบให้กับตัวรู้"

.
ถ้าตัวรู้มีความสงบแล้ว
"ตัวรู้ไม่หิว" จะรู้ทันสมมุติ

.
ถ้าตัวรู้ไม่มีความสงบ "มันหิว"
มันจะต้องหลงกับสมมุติ
 จะต้องไปกับสมมุติ เท่านั้นเอง.
 ................................
 .
คัดลอกการสนทนาธรรม
 ธรรมะบนเขา 20/4/2561
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี




...อย่าทิ้งพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์
 ให้ยึดพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์
 เป็นครูเป็นอาจารย์ แล้วจิตใจของเรา
"มีแต่จะเจริญไปโดยถ่ายเดียว"
จนถึงขั้นสูงสุด ขั้นที่เราไม่ต้อง
กลับมาเวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไป

.
พวกเราโชคดี ชาตินี้เราได้มาเจอ
 พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
 อย่าเป็นแบบพวกไก่ได้พลอย
 รู้จักไก่ได้พลอยไหม
 ไก่เวลามันขุดคุ้ยมันหาอะไร
 มันหาแต่ตัวหนอนตัวไส้เดือน
 เวลามันเจอพลอยเพชรมันเขี่ยทิ้งหมด
 เพราะมันไม่รู้คุณค่าของเพชรของพลอย
 เพราะมันกินไม่ได้

.
แต่พวกเราไม่ใช่เป็นไก่
 เรารู้คุณค่าของพระรัตนตรัย
 พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
 ผู้ที่จะสอนให้เราทำบุญ ละบาป
 ผู้ที่จะสอนให้เราชำระความอยากต่างๆ
 ให้หมดไปจากใจ
......................................
 .
คัดลอกการสนทนาธรรม
 ธรรมะบนเขา 24/4/2561
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





หลวงปู่ชา สุภทฺโท ท่านเตือนว่า ... "ระวังจิตที่คิดผิด"

....เคยเห็นผู้ปฏิบัติธรรม ชอบเข้าวัดฟังเทศน์ฟังธรรม แต่เมื่อใดใจไม่สบาย บางทีก็ไปหาหมอดู ให้เขาดู ว่าเป็นอะไรไหม?

หมอดูทายว่าปีนี้ระวังนะ ไปรถไปเรือต้องระวังอุบัติเหตุ คนที่ไม่รู้เรื่องกรรม ไม่เชื่อการกระทำของตัวเองก็กลัว

กลัวจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

นี่คือ จิตที่คิดผิด ไม่มีปัญญา ไม่มีการพิจารณา

ให้ทำจิตใจเชื่อมั่นในการกระทำ เชื่อเหตุผล เชื่อมั่นในความจริง ไม่ตื่นเต้นกับคำเล่าลือ เรื่องมงคลตื่นข่าว ไม่ตื่นเต้นกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ เป็นผู้อยู่นิ่งด้วยปัญญา เชื่อว่าทุกอย่างเกิดจากเหตุ ถ้าต้องการผลดี ก็ต้องทำเหตุที่ดี.

"หลวงปู่ชา สุภทฺโท"





"เจตนาดี ย่อมนำไปสู่ปลายทางที่ดี"

....ต้นทางสายบุญทั้งหลายนั้น เกิดจากจิตที่เป็นกุศล คำว่าจิตเป็นกุศลคือจิตมีปัญญาในการทำความดี

บุญกุศลทุกอย่างนั้นเริ่มต้นจากเจตนาที่ดีก่อน เปรียบดั่งสาครไหลลงทะเลหลวง

บุญกุศลทั้งหลายที่กระทำมานั้น สุดท้ายปลายทางจะไหลลงไปรวมกันที่มหาสมุทรทะเลหลวง นิพพานธาตุ"

"หลวงปู่ชอบ ฐานสโม"




ทำดีแม้น้อย ด้วยใจอันบริสุทธิ์
 ดีกว่าทำมากด้วยใจริษยา
 หรือความเย่อหยิ่งจองหองและมายาสาไถย
 ทำเล็กน้อยแต่ให้ดีจริง ๆ ทำด้วยความเมตตากรุณา
 ย่อมเป็นคุณประโยชน์มาก
เหมือนแก้วหัวแหวนอันมีน้ำบริสุทธิ์ก็ย่อมจะมีค่ามาก
 ตายเสียด้วยทำความดี
 ประเสริฐกว่าที่ เป็นอยู่ด้วยทำความชั่ว
 เพราะว่าตายด้วยทำความดีนั้น
 จะมีสิ่งที่ต้องเสียไปก็แต่เพียงร่างกาย เท่านั้น
 แต่จิตนั้นจะผ่องใสเป็นปกติดีอยู่
 เป็นอยู่ด้วยทำความชั่วนั้น ถึงจะดีก็แต่ร่างกายเท่านั้น
 แต่จิตใจนั้นจะเศร้าหมองหาดีไม่
.
หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
 คัดจากหนังสือ พระอริยเจ้าผู้เป็นดั่งเศรษฐีธรรม โดยพระมหาธีรนาถ อคฺคธีโร





“ถ้าพูดถึงเรื่องเทวบุตรเทวดาอินทร์พรหม พวกเปรตพวกผีนี้ใครจะไปเก่งยิ่งกว่าท่านอาจารย์มั่น โอ๊ย เวลาท่านเล่าอัศจรรย์ น้ำตาร่วงนะ หันหน้าเข้าฝาเรา คืออัศจรรรย์ น้ำตาร่วง อัศจรรย์ถึงท่านเล่าถึงพวกเปรตพวกผี พวกสัตว์นรก โน่นเห็นไหม จากนั้นก็เล่าถึงพวกเทพ สวรรค์ พรหมโลก พวกเหล่านี้มากราบท่านทั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชก็มา นำคณะมา มานี้กฎระเบียบเขาดีมาก ว่างั้นนะ มานี้มีองค์เดียวที่จะฝากปัญหากันเข้ามา หาผู้เดียวเป็นผู้ถามปัญหามา เวลาพวกเทพทั้งหลายมาฟังเทศน์กับท่าน ฝากปัญหามาถามปัญหา ท่านก็ตอบๆ ปัญหาภายในใจ อย่างนี้เป็นประจำ

ท่านพิสดารมากนะพ่อแม่ครูจารย์ จึงได้ปรากฏชื่อลือนามมาจนกระทั่งทุกวันนี้ เฉพาะอย่างยิ่งประวัติของท่านที่เราเขียนก็ไม่มากนัก ก็ได้พอหอมปากหอมคอ มาอ่านกัน เราได้อุตส่าห์พยายามเขียน เหตุที่จะเขียนนี้ก็คือว่า ตอนนั้นท่านเริ่มป่วยนะ เราก็พูดตรงๆ จิตของเรากำลังหมุนติ้วๆ ไม่หลับไม่นอนทั้งวันทั้งคืน ต้องได้บังคับด้วยพุทโธให้สงบ ไม่งั้นมันจะพุ่งๆ ทางสติปัญญา เรียกว่าสติปัญญาอัตโนมัติ เป็นความเพียรฆ่ากิเลสโดยลำพัง ได้รั้งเอาไว้ๆ ไม่รั้งมันจะตายจริงๆ ความเพียรทางด้านนี้นะ จิตกับกิเลสตัณหา สติปัญญากับกิเลสตัณหามันฟัดกันนี้ ถึงขั้นธรรมะฆ่ากิเลสฆ่าอย่างนั้นแหละ"

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๕๐





"ใครจะดุร้ายป้ายสี
 ก็ให้นึกว่าเขาจะต้องตาย
 เราคือกายกับจิต ก็ต้องตายจากกันไป
 จะมาโกรธ มาโลภ มาหลง
 มายึดหน้าถือตา ยึดอะไรต่อมิอะไรไปทำไม
จงปล่อยวางให้มันหมดสิ้นไป"

-:- หลวงปู่สิม พุทธาจาโร -:-





“การภาวนา
 ต้องกำหนดดูที่ลมหายใจ
 ถ้ามีเวลาสำหรับหายใจ
 ก็ต้องมีเวลาสำหรับภาวนา”

 -:- หลวงปู่ดูลย์ อตุโล -:-





"แม้เราจะไปลอบทำอยู่คนเดียว
 ทำความชั่ว มันก็ชั่วอยู่นั่นแหละ
 ทำความดีอยู่คนเดียว ไม่มีใครเห็น
 มันก็ยังดีอยู่นั้นเอง"

 -:- หลวงปู่ชา สุภัทโท -:-





"วันๆ หนึ่ง นึกถึงตนกี่ครั้ง
 นึกถึงความตายกี่ครั้ง
 รู้ไหมว่า ตัวเองมันแก่เฒ่าทุกวัน
 อะไรบ้าง จะเป็นสมบัติของตน"

 -:- หลวงปู่จาม มหาปุญโญ -:-





 5 
 เมื่อ: 24 เมษายน, 2561, 05:30:08 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"เราเกิดมาได้อัตภาพอันดีสมบูรณ์บริบูรณ์
 พวกเราได้สมบัติมาดีแล้ว
 ควรใช้มันเสีย ใช้ไปในทางดี
 ทางดี คือ การทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา
 ใช้มันเสียเมื่อมันยังสมบูรณ์บริบูรณ์อยู่
อย่าไปนอนใจเมื่อวันคืนล่วงไปๆ
 พระพุทธเจ้าว่า วันคืนล่วงไปๆ
 มิใช่จะล่วงไปแต่วันคืนเดือนปี
 ชีวิตความเป็นอยู่ของเราก็ล่วงไปๆ
 ทุกขณะลมหายใจเข้าออก
 ไม่ควรนอนใจ"

หลวงปู่ขาว อนาลโย
 วัดถ้ำกลองเพล อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู





“การอยู่ด้วยกันให้ระวัง ระวังตัวเองเพื่อเข้ากับหมู่เพื่อนได้สนิท ด้วยความดีของเราแต่ละคน ๆ นั้นแหละเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่ง เราอย่าเอาแต่ใจของตัวเรา อยู่กับเพื่อนกับฝูงต้องเห็นใจเขาเห็นใจเรา เก็บความรู้สึกไว้ อย่าบ่นนั้นว่านี้ นินทาคนนั้นนินทาคนนี้ ปากเปราะปากบอน อย่างนั้นใช้ไม่ได้ เข้ากับใครไม่ได้ คนปากบอนไม่มีใครอยากคบ ชอบติฉินนินทาเขา แต่ไม่สนใจดูตัวเอง ตำหนิติเตียนตนเองเพื่อแก้ไข มีแต่ตำหนิคนอื่น คนนี้จนกระทั่งตายก็ไม่มีความดีติดตัว
.
ให้มีธรรมเป็นเครื่องยับยั้งตัวเอง การอยู่ อยู่ตามสภาพของเรา เอ้า เราอยู่บ้านนอก เราก็อยู่บ้านนอกเป็นยังไงเราก็คน ไปอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้คนเราอยู่นะ หอปราสาทราชมณเฑียรก็เพื่อคน กระต๊อบอยู่นี้ก็เพื่อคน ขอให้เป็นคนดี เป็นคนดีอยู่หอปราสาทก็ดี อยู่กระต๊อบก็ดี ถ้าเป็นคนชั่วแล้วอยู่หอปราสาทมันก็คือฟืนคือไฟเผาตัวเองนั้นแหละ ไม่ได้ดีจากสถานที่นั้น ๆ มันดีอยู่กับคน”

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๔ กันยายน ๒๕๔๕






"การรักษาศีล ต้องรักษาให้จริงจัง
 หมั่นเพียร เหมือนแท่นหินศิลาใหญ่
 โดนแดด โดนฝน โดนลม ก็ไม่หวั่นไหว
 ให้ตั้งมั่น เหมือนแท่นศิลา
 ที่เป็นที่มาของคำว่า ศีล"

 -:- ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย -:-





"ให้ดูที่กาย ที่ใจตัวเอง ไม่ต้องไปดูที่อื่น
 แสวงหาสถานที่ท่องเที่ยวไป
 เสียวัน เสียคืน เสียเวลา
 ดูภายในกายพอ เร่งความพากความเพียร
 ความตายกำลังจะมาถึงนะ"

 -:- หลวงปู่แสง ญาณวโร -:-






"งานทุกอย่างที่สุจริต
 เป็นงานที่มีเกียรติทั้งนั้น
 งานที่ไร้เกียรติ
 มีอยู่แต่งานที่ทุจริตเท่านั้น"

 -:- หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ -:-





"เวลามันหลง
 ระลึกได้ขึ้นมา
 ให้รู้สึกตัว

เวลามันโกรธ
ระลึกได้ขึ้นมา
 ให้รู้สึกตัว

เวลามันทุกข์
 ระลึกได้ขึ้นมา
 ให้รู้สึกตัว

เวลามันกลัว
 ระลึกได้ขึ้นมา
 ให้รู้สึกตัว

รู้สึกตัวระลึกได้
 อย่างนี้คือ การปฎิบัติธรรม"

-:- หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ -:-





 6 
 เมื่อ: 23 เมษายน, 2561, 07:34:22 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

“เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ”

ให้รู้จักประมาณก็ให้รู้จักความพอดี มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี โดยเฉพาะเรื่องของปัจจัยสี่ที่เราใช้ดูแลเลี้ยงดูร่างกาย อาหารกินมากเกินไปก็เกิดโทษ กินน้อยเกินไปก็เกิดโทษ ต้องกินให้มันพอดี กินมากเกินไปก็เกิดน้ำหนักเกิน เดี๋ยวก็โรคภัยไข้เจ็บเข้ามา ถ้ากินน้อยเกินไปซูบผอมขาดสารอาหารนี้ก็เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้เหมือนกัน ก็ต้องรู้จักความพอดี เหมือนใส่รองเท้านี่ รองเท้าก็ต้องขนาดพอดีใช่ไหม ถ้าใหญ่เกินไปก็หลวมใส่ไม่สบาย ถ้าเล็กเกินไปใส่ก็คับก็เจ็บเท้า ต้องหารองเท้าที่ขนาดพอดี เสื้อผ้าก็เหมือนกัน ถ้าใช้เสื้อผ้าก็ต้องรู้จักปริมาณความพอดีว่าเราต้องการมีกี่ชุดกันร่างกายเรามีร่างกายร่างเดียว เราต้องการมีเสื้อผ้าไว้สักกี่ชุดถึงจะพอ มีมากเกินไปก็จะทำให้เราเสียเงินเสียทองไปเปล่าประโยชน์ ไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรมากขึ้นมา เพราะหน้าที่ของเสื้อผ้าก็มีไว้เพื่อหุ้มห่อร่างกายอันนี้เท่านั้นเอง ปกปิดร่างกายป้องกันร่างกาย จะเป็นเสื้อผ้าราคาแพงหรือราคาถูกมันก็ทำหน้าที่ได้เหมือนกัน ทำไมต้องไปเสียเงินเยอะๆ เพื่อมาเอาเสื้อผ้าที่ทำหน้าที่ที่เสื้อผ้าราคาถูกก็ทำได้เหมือนกัน เช่นเสื้อตัวลสองร้อยกับเสื้อตัวละสองพันมันต่างกันตรงไหน มันก็ทำหน้าที่ได้เท่ากัน มันปกปิดร่างกายหรือหุ้มห่อร่างกาย ปกป้องร่างกายได้เหมือนกัน

นี่เราต้องรู้จักประมาณว่าเราควรจะใช้แบบไหน อย่าไปหลงกับรสนิยมของสังคม เสื้อผ้าบางทีมาจากโรงงานอันเดียวกัน เพียงแต่อันหนึ่งมีตราอันหนึ่งไม่มีตรา พอมีตราก็ราคาแพง พอไม่มีตราขายตามตลาดนัดก็ราคาถูก แต่มันก็เหมือนกัน เอามาเปรียบเทียบกันมันก็เหมือนกัน เรื่องอะไรเราต้องไปเสียเงินมากๆ บางทีก็ต้องมีรสนิยม ถ้าใส่เสื้อถ้าไม่มีตราแล้วรู้สึกมันเชยไม่มีหน้าไม่มีตา กระเป๋าถ้าไม่มีตราแล้วใส่แล้วมันรู้สึกมันไม่มีหน้ามีตา กระเป๋าเขามีไว้ใช้ใส่ของไม่ใช่เหรอ มันไม่จำเป็นจะต้องมาเชิดหน้าชูตาเราหรอก กระเป๋าเขามีไว้เพื่อใส่ของ ให้เรารู้จักประมาณ รู้จักเหตุผลของการใช้สิ่งต่างๆ ว่าเราใช้เพื่ออะไร ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป ให้พอดีกับเเหตุกับผลที่เราต้องการมัน แล้วชีวิตเราจะสบายไม่ถูกกดดัน

นี่ทุกวันนี้เราถูกกดดันด้วยรสนิยมของสังคม สังคมเขาเป็นคนวัดเรา วัดตัวเราว่าดีหรือไม่ดี เขาวัดอยู่ที่กระเป๋าที่เราใช้ วัดที่รองเท้าที่เราใส่ วัดที่รถที่เราขับ ความจริงนี่ไม่ใช่เป็นเครื่องวัดคน เครื่องวัดคนอยู่ที่ความประพฤติ ทางกาย ทางวาจา ว่ามีศีลมีสัจย์หรือเปล่า ว่าทำบาปหรือทำบุญ อันนี้แหละคือเครื่องวัดคนไม่ใช่เสื้อผ้า พระถึงไม่จำเป็นจะต้องมีเสื้อผ้าเหมือนญาติโยม พระสมัยพุทธกาลนี้ผ้าทำมาจากผ้าห่อศพ ผ้าที่ไม่มีใครต้องการแล้ว เพราะเสื้อผ้าไม่ใช่เป็นเครื่องวัดตัวพระ เครื่องวัดตัวพระก็คือตัวศีลธรรมที่มีอยู่ในใจของพระ พระที่มีศีลธรรมมากก็มีคุณค่ามาก พระพุทธเจ้านี่มีคุณค่ามากที่สุด รองลงมาก็พระอรหันตสาวก รองลงมาก็พระอนาคามี พระอริยบุคคลขั้นต่างๆ มีอยู่สี่ขั้น เพราะมีความรู้ความสามารถแตกต่างกัน นี่ก็คือเรื่องของการรู้จักประมาณ รู้จักความพอดี อย่ามีมากเกินไป อย่ามีน้อยเกินไป ร่างกายนี้ต้องมีปัจจัยสี่ที่เหมาะสมกับฐานะของแต่ละคน.

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๗ กันยายน ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






“คำถามสนทนาธรรมบนเขา”

ถาม : เรานั่งสมาธิได้สักพักแล้วมีอาการระลึกถึงเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต เป็นอย่างนี้แล้วจะทำอย่างไรดีคะ

พระอาจารย์ : ก็หยุดมันสิ เราไม่ได้นั่งเพื่อคิดนี่ เรานั่งเพื่อให้มันหยุดคิด พอมันคิดเราก็ต้องหยุดมัน อย่างงี้นั่งแบบไม่มีสติอย่างที่เล่าน่ะ เริ่มต้นสติสองสามคำแล้วก็ปล่อยมันอัตโนมัติ มันไม่ได้หรอก สติมันไม่อัตโนมัตินี่ มันต้องคอยประคับประคองให้มันอยู่เรื่อยๆ บางคนคิดว่านั่งสมาธิพุทโธพุทโธเสร็จสองสามคำแล้วก็นั่งดูจิตไป อย่างงี้เดี๋ยวมันก็มีอะไรโผล่ขึ้นมาร้อยแปด แต่สิ่งที่เราต้องการมันไม่โผล่ คือความสงบ.

สนทนาธรรมบนเขา

วันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๑

พระอาจารย์สุขาติ อภิชาโต





"รู้ชัดเห็นจริง" ฝ่ายธาตุ ฝ่ายขันธ์ ต้องอยู่แค่ระดับ "อุปจาระ"

ถ้าเราต้องการค้นให้รู้ชัดเห็นจริงฝ่ายธาตุ ฝ่ายขันธ์
 จะอยู่ขั้นฐีติจิตไม่ได้

 ต้องอยู่แค่ระดับอุปจาระ...
ฝ่ายเหตุ ฝ่ายปัจจัย ฝ่ายขันธ์ เห็นรูปธรรม นามธรรม
 เหมือนพระพุทธเจ้าที่อยู่ในขั้นอุปจาระ
 รู้ได้ก็เพราะอาศัยปัญญานี้ ให้บริสุทธิ์
 มันเป็นอย่างนั้น

เพราะฉะนั้นพระสาวกบางองค์ท่านพิจารณาด้วยจิต
 ท่านลงถึงฐีติจิต ลงพักอยู่ แล้วถอนจากฐีติจิตขึ้นมา
 ท่านถึงมาพิจารณาที่ผ่านไป
 สงบไป ในชั้นในภูมิของอุปจารสมาธิ
 พิจารณาไปเองเลย

หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ






หลงเห็น "กงจักรเป็นดอกบัว"

ปุจฉา : ที่ท่านอาจารย์บอกว่าพระพุทธเจ้าสร้างถนนราดยางไว้เสร็จนี่ คนที่ได้เห็นถนนแล้วทำไมยังไปไม่ได้หมด ยังหลงทางกันอีก

วิสัชนา : ไปถามเขาซี่ มาถามอาตมาไม่ได้หรอก ถมไปที่คนเห็นถนนราดยางแล้วไม่เดิน ก็เดินเข้าป่าเข้ารกเข้าพงไป ไม่งั้นเขาจะว่า หลงเห็นกงจักรเป็นดอกบัวหรือ

ท่านอาจารย์มั่นท่านก็บอกว่าท่านเองก็หลงมาพอแรงแล้ว เรื่องนี้น่ะเรามันเพียงแต่เป็นสติ เป็นปัญญา พระพุทธเจ้าท่านเป็นมหาสติมมหาปัญญา

อาตมาไปอยู่กับท่านอาจารย์มั่น ภาวนาแล้วจิตมันลงสู่ฐีติจิตตลอดคืนยันรุ่ง ถอนขึ้นมามีนิมิตขึ้นมา จากนิมิตก็ไปตามอารมณ์และก็เพลินอยู่ในฐีติจิตว่ามันสุข มันไปติดอยู่ในอดีต มันไม่ดูปัจจุบัน มันไม่วางไปเลย สบายไปเลย ไปกราบเรียนถามท่านว่า "บุคคลผู้พิจารณาควรต้องมีสติให้ได้ทุกลมหายใจไม่ใช่หรือครับ ถ้าไม่ได้ทุกลมหายใจ สติมันเผลออยู่อย่างนี้จะไม่เป็นไรหรือครับ"
ท่านนั่งสงบจิตพิจารณาครู่หนึ่งแล้วก็ตอบว่า "ไม่ได้หรอก ผมก็ไม่ได้ทุกลมหายใจ พวกสาวกไม่ได้ทุกลมหายใจดอก

มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวเท่านั้นแหละที่ได้ เพราะพระพุทธเจ้าท่านเป็นมหาสติ มหาปัญญา ส่วนพระสาวกนั้นเปนแต่เพียงสติ เป็นแต่เพียงปัญญา ไม่ได้ทุกขณะจิต ต้องมีการพลั้งเผลอเป็นธรรมดา

แต่ถ้าการเผลอนี้ไม่เพลิดเพลินไม่จัดเป็นเสียหาย แต่การพลั้งเผลอด้วยความเพลิดเพลินลุ่มหลงยินดีนั้นเสียหาย ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ยินดีในสิ่งนั้น ต่อไปจะเกิดเป็นมานะขึ้นได้"

หลวงปู่จวน กุลเชฏโฐ




“ทำอย่างต่อเนื่อง”
..เบื้องแรก ก็ให้มีขันติ คือความอดทน พยายามตั้งสติกำหนด พินิจพิจารณา ให้จิตใจอยู่ในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง ให้มีความสงบสงัด การตั้งสติกำหนด พินิจพิจารณา ไม่ใช่ว่า ในระยะที่เรานั่งสมาธิภาวนาอย่างเดียวเท่านั้นนะ เดินก็ตาม ยืนก็ตาม นั่งก็ตาม นอนก็ตาม หมายความว่าให้พยายามทำติดต่อกันไป ไม่ให้เป็นวรรคเป็นตอน ทำไปเรื่อยอยู่อย่างนั้นหละ จนกว่ามันจะเกิดขึ้น ถ้าหากเราพยายามทำอยู่ในแห่งเดียว ที่เดียว โดยไม่ได้ส่งหน้าส่งหลัง หรือส่งไปบ้าง พอรู้ตัวก็ต้องหดตัวเข้ามาอยู่ที่เดิม อันนี้มันจะมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง เพราะว่าเราจี้อยู่แห่งเดียว เหมือนอย่างของภายนอก เราเอาเหล็กเจาะ เจาะไม้ เจาะอยู่ที่เดียว ที่เผาไฟแดง ๆ แล้ว ไม่วันใดก็วันหนึ่ง มันก็ต้องทะลุ แม้จะหนาเท่าไหร่ก็ตาม ถ้าหากเรามีการกระทำแล้ว ทำอยู่นาน ๆ มันจะค่อยสงบเองหรอก..

หลวงปู่ศรี มหาวีโร
 เทศนา เรื่อง เราลืมเจตนาดั้งเดิม





“คำถามธรรมะบนเขา”

ถาม : การละกิเลสจะละเป็นขั้นๆ ไป คือลาภยศ ร่างกายเรา เวทนาเรา คนที่จะดูจิตได้ผลต้องละกายและเวทนาให้ได้ก่อนไหมคะ

พระอาจารย์ : ใช่ มันต้องละจากของง่ายไปสู่ของยาก เหมือนก่อนที่เราจะไปถึงเมล็ดของผลไม้ได้นี่ เราต้องไปปอกเปลือกออกก่อน เอาเนื้อออกก่อนจะไปถึงตัวเมล็ดได้ ตัวจิตนี้มันเป็นเหมือนเมล็ดของผลไม้ เราต้องแกะเปลือกก่อน ตัดเอาเนื้อออกไปก่อน ถึงจะเข้าไปถึงตัวเมล็ดของผลไม้ได้ ตัวจิตก็เหมือนกัน ก่อนที่เราจะเข้าไปถึงจิตได้ เราต้องผ่านภายนอกก่อน ลาภยศสรรเสริญก่อน ลาภยศสรรเสริญ ร่างกายของคนอื่นก่อน เห็นแล้วก็มาปล่อยร่างกายของเรา ปล่อยเวทนาของเรา มันถึงจะเข้าไปถึงตัวจิตได้ ถึงจะไปปล่อยตัวจิตได้อีกทีนึง.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๑

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





“พุทโธเป็นบทของธรรม ความคิดปรุงต่างๆ เป็นเรื่องของกิเลส บทของธรรมปิดปากช่องไม่ให้มันออก สติติดแนบให้ดีเปิดไม่ได้ เอาจนอกจะแตกก็อยู่ภายในออกไม่ได้ๆ วันแรกก็อย่างนั้น พอวันที่สองมาปิดเหมือนเดิม ค่อยเบาลงๆ เบาลงจนกระทั่งตั้งรากตั้งฐานได้

ทีนี้ถึงขั้นสงบแล้วอยากคิดอยากปรุงไม่มี ความคิดปรุงเป็นเรื่องรำคาญมาก นั่นเห็นไหมเมื่อความสงบทับหัวมันแล้ว ความคิดปรุงรำคาญ ไม่อยากคิดอยากปรุง มันแก้กันที่ตรงนี้นะ ดูให้ดีซิ นักภาวนาใครมีสติดีผู้นี้จะตั้งรากตั้งฐานได้ ถ้าไม่มีสติภาวนาไปจนกระทั่งวันตายก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรแหละ สำคัญอยู่ที่สติจับติด ตั้งรากตั้งฐานได้ และเสริมขึ้นไปโดยลำดับจนกระทั่งถึงขั้นปัญญา สติเป็นพื้นฐานสำคัญมากปล่อยไม่ได้ อย่าปล่อย จำให้ดี"

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๙





“ขอให้พวกเราใช้ธรรมเป็นเครื่องนำทางเป็นแสงสว่างแห่งชีวิตและจิตใจ ให้เข้าถึงที่สุดแห่งทุกข์เถิด เพราะธรรมอย่างนี้ไม่มีใครสามารถสอนได้นอกจากพระพุทธเจ้า และอริยะสาวกเท่านั้น พระธรรมวินัยที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ย่อมไม่เป็นอุปกิเลสแน่

ถ้าเรายังไม่สำเร็จก็อุ่นใจได้ว่า เราไม่ไปเกิดในมนุษย์โลกต้องเกิดในเทวโลกหรือพรหมโลกแน่ เป็นลาภ เป็นบุญของพวกเราแล้ว ถ้าครั้งนี้เอาดีไม่ได้กลับมาชาติหน้าก็เอาดีไม่ได้ ลองพิจารณาดูเถอะ ถ้าเราไปนรก ๗ วัน ก็ไม่ได้เจอพระพุทธเจ้าอีกแล้ว ถ้าไปเกิดเป็นเปรตก็ต้องไปเสวยกรรมอีกเป็นพุทธันดรจึงจะพ้น เมื่อเรามีโอกาสแล้ว อย่าได้พากันประมาท”

หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก
 เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๒๑

 7 
 เมื่อ: 22 เมษายน, 2561, 05:30:41 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

โยม : หลวงตาเจ้าคะ บูชาธรรม ๕๐๐ บาทเจ้าค่ะ
.
หลวงตา : บูชาหรือไม่บูชาเราไม่ว่าละ ขอให้เป็นคนดีก็แล้วกัน เราไม่ได้เทศน์เพื่อเอาเงินบาทเงินสตางค์ของใคร เทศน์เพื่อให้เป็นคนดี ถ้าเทศน์มันไม่เป็นหน้าเป็นหลังแล้ว เอาทองคำกองเท่าภูเขามาให้เรา เราปัดทีเดียวทองคำตกแม่น้ำโขง มันมีคุณค่าเท่าคนเหรอทองคำ สมบัติเหล่านี้เราหามา หาเพื่อพี่น้องชาวไทยให้เป็นคนมีความอบอุ่น ความเป็นคนดีรักษาชาติบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น นี่เราต้องการอย่างนี้ต่างหากนะ ทองคำมีคุณค่าขนาดไหนสู้คน ๆ เดียวได้เหรอ นั่น คน ๆ หนึ่งมีค่าขนาดไหนถ้าปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี พระพุทธเจ้าเลิศพระองค์เดียวเห็นไหม พระสาวกทั้งหลาย สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ เลิศกว่าทองคำขนาดไหน ท่านหาอย่างนั้นหาคนดี อันนี้เป็นเครื่องหมายที่จะรักษาคนเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นส่วนรวมกัน ให้มีความสงบร่มเย็นเป็นหลักเป็นเกณฑ์เป็นเนื้อเป็นหนังของตน และปฏิบัติตัวให้เป็นคนดี รักษาสมบัติอันดีนี้ให้ยิ่งขึ้นไปเท่านั้นเองเข้าใจ เราไม่ได้มาหาอะไรนี่ เอามาเป็นกัณฑ์ท่งกัณฑ์เทศน์ คนไม่ดีจับคืนเดี๋ยวนี้วะ ถ้าดีแล้วไม่ให้เราก็ไม่ว่าเข้าใจไหม มันก็มีเท่านั้นแหละ

.....................................................................

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖
"มีศาสนาติดตัวบ้าง"




คิดหมิ่นเหม่ไม่ได้ อุปมาเปรียบเหมือน
"ขาข้างหนึ่งเหยียบประตูนิพพาน
 อีกขาข้างหนึ่งเหยียบปากกระทะทองแดง
 สามารถจะตกนรกได้ภายในฉับพลัน"
สำหรับชีวิตนักบวช ถ้าทำดีก็ได้บุญมาก
 ถ้าทำชั่วก็ได้บาปมาก...
 .
หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี





ถ้าพิจารณาดีๆ ก็จะรู้ว่าอันนั้นเกิดมาแล้วก็ดับไป
 อันนี้เกิดมาแล้วก็ดับไป มีแต่สัญญาเท่านั้น
 เอาเรื่องใหม่มาพิจารณาเป็นลูกโซ่ เอาคืนเป็นคืน วันเป็นวัน
 อย่างพ่อแม่ครูจารย์ท่านเทศน์ เรื่องการละวางมันวางไปหมดนะ
 เพราะมันได้แยกแล้ว แยกกิเลสกับธรรมแล้ว
 แต่พวกเรานี่ มีแต่พากันตะครุบเงา หลงเงาตัวเอง
 นั่งเข้าๆ เวทนามากก็นอนเลย กรนครอกๆ
 กิเลสมันไชโยนะ เพราะมันชนะ
 เดินจงกรมเหมือนกัน ส่งจิตออก
 แล้วก็ยังจะมาอวด ว่าตัวเองทำความเพียร
 ครูบาอาจารย์ท่านทำจริงนะ มาทำเล่นๆ ไม่ได้
 ถ้าจะเอาตัวเองก็ต้องทำขนาดนั้นเลย
 แต่ไม่เห็นครูบาอาจารย์ท่านตายนะ

...................................................................

หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
 คัดจากหนังสือ เศรษฐีธรรม





"ถ้าใครยังคิดว่า
 สมาธิ ต้องนั่งสมาธิหลับตา
 ภาวนา คนนั้นยังโง่อยู่
 ถ้าผู้ใดเข้าใจว่า
 สมาธิ เราทำได้ตลอดเวลา
ทุกลมหายใจ ผู้นั้นเข้าใจถูก

สมาธิ คือ การกำหนดสติ
 รู้อยู่ในชีวิตประจำวัน
 ในปัจจุบันตลอดเวลา
 เรามาฝึกสมาธิ เพื่ออบรมจิตของเรา
 ให้มีพลังงาน มีสติสัมปะชัญญะ
 มีปัญญา เพื่อให้จิตของเรานี้
 เป็นลูกศิษย์ ของพระพุทธเจ้า
 โดยอัตโนมัติ เมื่อจิตมีสภาะวะ รู้ ตื่น
 เบิกบาน ก็ได้ชื่อว่า จิตมีคุณธรรม
 มีความเป็นพุทธะ"

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย





เวลาเรามีความทุกข์ แทนที่จะไปโทษสิ่งนอกตัว เราควรย้อนกลับมาดูตัวเองว่าเป็นเพราะเราไปยึดติดกับมัน จนทำให้เกิดปฏิกิริยาเกินเหตุหรือเปล่า เพื่อนร่วมงานอาจพูดถึงเราด้วยความรู้สึกธรรมดา แต่เราไปคิดปรุงแต่งว่าเขาไม่พอใจเรา เขาไม่ทักเรา เราก็ไปคิดว่าเขาโกรธเรา ทั้งๆ ที่เขาอาจมองไม่เห็นเราก็ได้ หรือเขาอาจกำลังมีความทุกข์อยู่ในใจก็ได้ ถ้าเราหันมามองตัวเองบ้าง เราก็อาจพบว่าปัญหาอยู่ที่ใจของเราเองที่ปรุงแต่งเกินเหตุ

คนที่แพ้เกสรดอกไม้ หรือแพ้ฝุ่นละอง วิธีแก้ก็คือกินยาเพื่อกดภูมิคุ้มกัน หรือทำให้มันปราดเปรียวว่องไวน้อยลง หรือทำให้ประสาทตื่นตัวช้าลง นั่นเป็นเรื่องของกาย แต่ในเรื่องของจิตใจ สิ่งที่ทำให้ใจหายตื่นเต้นตูมตามหรือมีปฏิกิริยาเกินเหตุก็คือสติ เราแพ้อะไร เรากลัวอะไร เราไปติดยึดกับอะไรจนเกินเหตุ ก็ต้องจัดการด้วยการมีสติให้มากๆ ไม่มีอะไรที่จะดีกว่าสติ

สติช่วยให้ใจนิ่งลง ปล่อยวางได้มากขึ้น ไม่วิตกกับสิ่งต่างๆ จนเกินเหตุ แม้จะเกิดโทสะ แต่เมื่อมีสติ ก็จะวางมันลงได้ แทนที่จะปรุงแต่งไปในทางที่ทิ่มแทงทำร้ายตัวเอง ก็วางใจเป็นกลาง ๆ เห็นมันเป็นธรรมดา หรือเป็นเช่นนั้นเอง ใครตำหนิ แทนที่จะโกรธ สติก็ช่วยให้ใจไม่โกรธง่ายๆ ปล่อยวางได้เร็วขึ้น

นอกจากทำให้ใจนิ่งได้แล้ว ยังช่วยให้มองในทางบวกได้ด้วย เช่น มองว่าที่เขาตำหนิก็ดีนะ ทำให้เราเห็นในสิ่งที่มองข้ามไป มีคนบอกว่าปรปักษ์หรือศัตรูมีประโยชน์ตรงที่ช่วยให้เราเห็นความจริงอีกด้านหนึ่งของเราที่เพื่อนๆ ไม่เคยบอกเรา มองแง่นี้เราก็ได้ประโยชน์จากศัตรู จึงไม่ควรรังเกียจ ผลักไส หรือปิดหูปิดใจไม่รับฟังเขา

ข้อธรรม คำสอน พระไพศาล วิสาโล





ผู้ที่ต้องการรสแห่งธรรม จำเป็นต้องปิดมือถือ
 อย่าเปิด อย่าไปสนใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ
 เพราะถ้าไปรับรู้ข่าวสารเรื่องราวแล้ว
 ก็ทำให้ใจวุ่นวายได้ ทำใจให้สงบไม่ได้

 พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 ๑๗ เมษายน ๒๕๕๙




โลกใบนี้ ไม่เคยให้ความสมหวังกับใคร
 มีคนไหนบ้างไม่ร้องไห้ เผ็ดร้อน แสบสัน
 เจ็บปวดรวดร้าวแค่ไหนก็เจอมาแล้ว
 ผ่านมาหมดแล้ว อย่าไปเสียเวลาอีกเลย
 อุทิศตัวให้เป็นประโยชน์สูงสุดของการเกิดดีกว่า

 หลวงปู่ท่อน ญาณธโร





"ถ้าเราทำดีพูดดี
 คนอื่นเขาว่าเราทำไม่ดี
 ก็ไม่เป็นไร เมื่อเราทำดีแล้ว
 คนอื่นว่าไม่ดี มันเป็นเรื่องของเขา

 เราอย่าไปทิ้งความดี ของเรา
 ความดีมันอยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่คนอื่น
 อย่าลืมว่ากรรมใคร ก็เป็นของคนนั้น
 อย่ายึดมั่น และอย่าจับตาดูผู้อื่น"

หลวงปู่ชา สุภัทโท




หลวงตามหาบัวเล่า
 ถึงคำสอนของหลวงปู่มั่น...

" ท่านมหา มรรคผลนิพพาน มรรคผลนิพพานอยู่ที่ไหน ? ดินเป็นดิน น้ำเป็นน้ำ ลมเป็นลม ไฟเป็นไฟ ฟ้าอากาศเป็นฟ้าอากาศ แร่ธาตุต่าง ๆ เป็นของเขาเอง เขาไม่ได้เป็นมรรคผลนิพพาน เขาไม่ได้เป็นกิเลส กิเลสจริง ๆ มรรคผลนิพพานจริง ๆ อยู่ที่หัวใจ ขอให้ท่านกำหนดจิตจ่อด้วยสติที่หัวใจ ท่านจะเห็นความเคลื่อนไหวของทั้งธรรมของทั้งกิเลสอยู่ภายในใจ แล้วขณะเดียวกัน ท่านจะเห็นมรรคผลนิพพานไปโดยลำดับลำดา..."

"ท่านมหาก็นับว่าเรียนพอสมควรจนปรากฏนามเป็นมหา"

ผมจะพูดธรรมให้ฟังเพื่อเป็นข้อคิด แต่อย่าเข้าใจว่าผมประมาทธรรมของพระพุทธเจ้านะ เวลานี้ธรรมที่ท่านเรียนมาได้มากได้น้อย ยังไม่อำนวยผลประโยชน์ให้ท่านสมภูมิที่เป็นเปรียญนอกจากจะเป็นอุปสรรคต่อการภาวนาของท่านในเวลานี้เท่านั้น เพราะท่านจะอดเป็นกังวลและนำธรรมที่เรียนมานั้นเข้ามาเทียบเคียงไม่ได้ในขณะที่ทำใจให้สงบ ดังนั้น เพื่อความสะดวกในเวลาจะทำความสงบให้แก่ใจ ขอให้ท่านที่จะทำใจให้สงบยกบูชาไว้ก่อนในบรรดาธรรมที่ท่านได้เรียนมา...

ต่อมาเมื่อถึงกาลที่ธรรมซึ่งท่านเรียนมาจะมาช่วยสนับสนุนให้ท่านได้รับประโยชน์มากขึ้นแล้ว ธรรมที่เรียนมาทั้งหมด จะวิ่งเข้ามาประสานกันกับทางด้านปฏิบัติและกลมกลืนกันได้อย่างสนิท ทั้งเป็นธรรมแบบพิมพ์ ซึ่งเราควรจะพยายามปรับปรุงจิตใจให้เป็นไปตามนั้น แต่เวลานี้ผมยังไม่อยากจะให้ท่านเป็นอารมณ์กับธรรมที่ท่านเล่าเรียนมา...

อย่างไรจิตจะสงบลงได้หรือใช้ปัญญาคิดค้นในขันธ์ ก็ขอให้ท่านทำอยู่ในวงกายนี้ก่อน เพราะธรรมในตำราท่านชี้เข้ามาในขันธ์ทั้งนั้น แต่หลักฐานของจิตยังไม่มี จึงไม่สามารถนำธรรมที่เรียนมาจากตำราน้อมเข้ามาเป็นประโยชน์แก่ตนได้ และยังกลายเป็นสัญญาอารมณ์คาดคะเนไปที่อื่น จนกลายเป็นคนไม่มีหลักเพราะจิตคิดปริยัติในลักษณะไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า ขอให้ท่านตั้งใจปฏิบัติไม่ท้อถอย วันหนึ่งข้างหน้าธรรมที่กล่าวนี้จะประทับใจท่านแน่นอน "





คนที่ถือกำเนิดเป็นคนนั้น ยังไม่จัดเป็นคนโดยสมบูรณ์ เพราะเหตุเพียงเกิดมามีรูปร่างเป็นคน ต่อเมื่อมีการปฏิบัติ ประกอบด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีสมกับความเป็นคน จึงเรียกว่าเป็น คนโดยธรรม เมื่อมีธรรมของคนสมบูรณ์ จึงจะเชื่อว่าเป็นคนโดยสมบูรณ์ แม้คำในหิโตประเทศก็กล่าวว่าการกิน การนอน ความกลัวและการสืบพันธ์ของคนและดิรัจฉานเสมอกัน แต่ธรรมของคนและดิรัจฉานเหล่านั้นแปลกกว่ากัน เว้นจากธรรมเสีย คนก็เสมอกับดิรัจฉาน

-สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๙





สงบใจ เพราะไม่รับรู้อะไร - เปราะบางและไม่ยั่งยืน

นักปฏิบัติธรรมจะคุ้นเคยกับความสงบประเภทนี้ คือ เวลาที่อยากได้ความสงบก็จะปิดตา ให้จิตอยู่กับที่ เช่น อยู่กับลมหายใจ อาจจะมีคำบริกรรมเพื่อเกาะเกี่ยวใจไว้ไม่ให้ไปรับรู้อะไรทั้งอดีต อนาคต หรือปัจจุบันรอบตัว ก็จะได้ความสงบสมใจ
 แต่ความสงบแบบนี้มีข้อจำกัด คือ ต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมมาก หากเรากำลังนั่งสมาธิอยู่ในห้องแอร์ แล้วมีใครสักคนส่งส่งไอจาม หรือหากมีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นมากลางห้อง หรือมีเสียงรบกวนจากภายนอก ใจเราก็ไม่สงบแล้ว...นักปฏิบัติธรรมหลายคนจะพบว่าความสงบใจที่เกิดจากการไม่รับรู้อะไรนั้น มันค่อนข้างจะง่อนแง่นคลอนแคลนง่าย

นักปฏิบัติธรรมคนหนึ่ง ปฏิบัติธรรมอยู่ในห้องแอร์ทั้งวัน ขณะปฏิบัติอยู่ก็สงบมาก เวลาย่างเท้าซ้าย ขวา จิตก็นิ่งอยู่กับการเคลื่อนที่ของร่างกาย ปฏิบัติธรรมจนถึง ๔ - ๕ โมงเย็น ครั้นได้เวลาเลิกก็กลับลงมาจากห้องประชุมเพื่อจะขับรถกลับบ้าน มาพบว่ารถของตนเองถูกรถอีกคันจอดซ้อนคัน เกิดโมโหขึ้นมาทันที ส่งเสียงด่ารุนแรงมาก ความสงบที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวันอันตรธานหายไปเพราะประสบกับสิ่งที่ไม่สมควร ไม่ถูกต้อง หรือสิ่งที่ขัดใจ จิตจึงกระเพื่อม โทสะเกิด ผลก็คือใจไม่สงบเสียแล้ว

อย่าคิดว่าถ้าเราใจสงบเพราะตัดการรับรู้แล้ว เราจะพบสิ่งที่น่าพอใจไปตลอด เราต้องยอมรับความจริงว่า เราไม่สามารถจะพบเจอเหตุการณ์ที่น่าพึงพอใจได้ตลอดเวลา แม้วันนี้อาจจะไม่มีอะไรขัดใจเรา แต่พรุ่งนี้ก็อาจจะมี เราไม่สามารถบังคับเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่แวดล้อมเราให้ถูกใจเราได้ทั้งหมด แม้แต่คนใกล้ชิด เช่น ลูก สามี ภรรยา ลูกน้อง ก็อาจทำอะไรที่ไม่ถูกใจเราได้ นับประสาอะไรกับคนไกลตัว ดินฟ้าอากาศ การจราจร และเราก็หนีมันไม่พ้น...

เราต้องเจอ ต้องสัมผัส ต้องได้ยิน ได้เห็นได้รับรู้สิ่งที่ไม่ถูกใจเรา เราตัดการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ไม่ให้มีการรับรู้ได้เพียงชั่วคราว สุดท้ายก็ต้องออกมารับรู้ เพราะฉะนั้น หากเราพึ่งแต่ความสงบแบบนี้ก็คงไม่พอ

พระไพศาล วิสาโล





ทุกวันนี้เราก็เป็นชาวพูดมากกว่าชาวพุทธ พูดจริงแต่ไม่ค่อยทำ ชาวพูด พูดเฉยๆ เราไม่ได้เป็นชาวพุทธเพราะทะเบียน เราเป็นชาวพุทธเพราะความเพียร เราเพียรพยายามเลิกละสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม พยายามบำเพ็ญสิ่งที่ดีงามในชีวิต พยายามทำสมาธิภาวนาให้เกิดปัญญาในการแก้ปัญหาในชีวิต

-ชยสาโร ภิกขุ




 8 
 เมื่อ: 21 เมษายน, 2561, 18:47:32 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
ชุด "ธรรมะคือสิ่งพัฒนาชีวิต"

ข้อควรทราบทั่ว ๆ ไปเกี่ยวกับชีวิต

https://www.youtube.com/watch?v=ODMRAN_QH8M&feature=youtu.be

วันที่ ๒๔ ม.ค.๒๕๓๐

ชีวิตขึ้นอยู่กับปัจจัยแวดล้อม

https://www.youtube.com/watch?v=i_uH-W1fVgg&feature=youtu.be

วันที่ ๓๑ ม.ค.๒๕๓๐

คุกของชีวิตกับสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิต

https://www.youtube.com/watch?v=wpU9Yvv5Fuk&feature=youtu.be

วันที่ ๗ ก.พ.๒๕๓๐

 9 
 เมื่อ: 21 เมษายน, 2561, 15:20:08 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
ชุด "ธรรมะคำเดียว"

จตุราริยสัจ

https://www.youtube.com/watch?v=0ulQTpneAPo&feature=youtu.be

วันที่ ๖ เม.ย. ๒๕๒๘

มรรค

https://www.youtube.com/watch?v=YLwT1g7zpb8&feature=youtu.be

วันที่ ๑๓ เม.ย. ๒๕๒๘

ธรรมชาติ

https://www.youtube.com/watch?v=jM6yZ_DhYWw&feature=youtu.be

วันที่ ๒๐ เม.ย. ๒๕๒๘

ความว่าง

https://www.youtube.com/watch?v=cPc1gVRxzIM&feature=youtu.be

วันที่ ๒๗ เม.ย. ๒๕๒๘

 10 
 เมื่อ: 21 เมษายน, 2561, 09:40:51 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

...ดังนั้นขอให้เรา
 ให้ความสำคัญกับสติ "ฝึกสติอยู่เรื่อยๆ"
อย่าปล่อยให้ใจลอยไปกับความคิดต่างๆ
 ดึงมันกลับมาให้อยู่กับพุทโธ พุทโธ
 หรืออยู่กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

.
แล้วต่อไปเราจะมีสติ แล้วเราจะมีสมาธิ
 แล้วเราจะสามารถสอนใจ
 ให้คิดไปในทางปัญญาได้
 แล้วเราก็จะตัดความอยากต่างๆได้
"ตัดความอยากก็เท่ากับตัดภพชาติ"
เพราะภพชาติก็เกิดจาก..
 "ความอยาก" นี้เอง

.
เมื่อไม่มีความอยาก
 ก็จะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิด
 ไม่มีภพชาติอีกต่อไป
 ไม่มีภพชาติ ก็ไม่มีความทุกข์นั่นเอง
 ทุกข์ย่อมมีแก่ผู้มาเกิดเท่านั้น
 ถ้ายังมีการเกิดอยู่ก็ย่อมมีความทุกข์
 เพราะยังจะต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายอยู่

.
นี่คือแก่นหรือสาระสำคัญ
 ของพระพุทธศาสนา
 ที่เราควรที่จะเข้าหากัน
 อย่าไปกังวลกับเปลือก พิธีกรรมต่างๆ
 สร้างถาวรวัตถุต่างๆ ..ทำได้..
 "แต่อย่าถือว่ามันเป็นเนื้อหนัง" ก็แล้วกัน
 ทำไปตามความเหมาะสม ตามความจำเป็น

.
แต่เนื้อหนังจริงๆก็คือ "การเจริญสติ"
เพื่อให้เกิดศีล สมาธิ ปัญญา
 เพื่อจะได้หลุดพ้นจาก..ความทุกข์ทั้งปวง.
 ..........................................
คัดลอกการสนทนาธรรม
 ธรรมะบนเขา 20/4/2561
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





เรื่องความอยากของใจนั้น ไม่มีที่สิ้นสุด วิ่งตามความอยาก เหมือนกันกับวิ่งตามเงา ถ้าเราไม่หยุดนิ่ง เงานั้นก็ไม่หยุด ความอยากทำให้ใจเป็นทุกข์ ความอยากทำให้ผิดหวังไปเรื่อย ๆ แต่คนก็ยังหวัง ถึงจะมีสิ่งของสมบูรณ์ ถ้าความอยากมีมาก ก็ไม่มีความสุข ระงับใจให้อยู่พอประมาณ ถึงยังละไม่ได้ ก็ให้ข่ม

หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธัมโม
 ๑๖ มีนาคม ๒๕๔๗





ในเรื่องการอดอาหารนั้น เป็นอุบายวิธีหนึ่งที่ช่วยในการปฏิบัติภาวนา ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุญาต มีการบัญญัติในบุพพสิกขา โดยองค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสมฺปนฺโน ได้เมตตาเทศน์ไว้ดังนี้

การอดอาหารนี้ ท่านมีบอกไว้สองแง่ คือ ถ้าอดเพื่ออวดแล้วปรับอาบัติทุกอิริยาบถ ทุกความเคลื่อนไหว ก็คือหมายความว่า ไม่ให้อด แต่ถ้าอดเพื่ออรรถเพื่อธรรม เพื่อความพากความเพียร อดเถิด เราตถาคตอนุญาต นี่มีแง่อยู่อย่างนี้ ถ้าอดเพื่อโอ้เพื่ออวดแล้วปรับอาบัติโทษตลอดเวลาทุกความเคลื่อนไหว แต่ถ้าอดเพื่อประกอบความพากเพียรแล้วอดเถิด เราตถาคตอนุญาตนั่นท่านว่าอย่างนั้น

กรณีของท่านพระอาจารย์จวนในระยะนั้น เมื่อท่านพระอาจารย์เกิ่งสั่งด้วยความเป็นห่วงเช่นนั้น ท่านจึงต้องยอมฉันอาหารบ้าง โดยฉันพอให้ได้เยียวยาธาตุขันธ์

พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ จากหนังสือ มูลนิธิพระสงบ มนสฺสนฺโต






“ขันติ ความอดทนต่อบิดามารดาของตน
 ไม่ว่าจะมีเรื่องน้อยใจ เรื่องอะไร ก็แล้วแต่
 ห้ามไม่ให้ทะเลาะกับพ่อแม่ ไม่ให้ทำหน้ายักษ์
 หน้ามารเข้าใส่พ่อแม่ หรือในบางเรื่อง
 ที่เราถูก ก็ห้ามต่อว่าพ่อแม่
อย่างเอาเหตุเอาผล อย่างเด็ดขาด

เพราะในชีวิตประจำวัน ของเรานั้น
 บางครั้ง กับเพื่อนกับฝูง หรือเพื่อนร่วมงาน
 เขากลั่นแกล้งเรา ทุกอย่างสาระพัด
 เรายังอดทน ระงับโทสะเอาไว้
 อดทนเก็บความโกรธไว้ในใจ

แล้วกับพ่อแม่เรา
 ที่มีบุญคุณต่อเราอย่างที่สุด
 เหนือกว่าเจ้านาย ผู้บังคับบัญชาทั้งหมด
 ทำไมเราจะยอมทน ยอมยกให้พ่อแม่ไม่ได้”

-:- หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป -:-





“เมื่อต้องเจอกับปัญหา หรือเหตุร้าย
 การยิ้มรับมัน ย่อมดีกว่าการปฏิเสธมัน
 ด้วยความกลัว

เพราะการยิ้มรับนั้น ในแง่หนึ่ง
หมายถึง การไม่ยอมรับอำนาจคุกคามของมัน
 และทำให้มันไม่น่ากลัวอีกต่อไป

แทนที่จะมองเป็นศัตรู
 กลับเห็นเป็นมิตรไปเสีย ท่าทีเช่นนี้
 ยังสามารถใช้ได้กับความตาย
 ซึ่งเป็นความจริง ที่ไม่มีใครหนีพ้น

เมื่อจะต้องเจอมันอย่างแน่นอน
 ควรเรียนรู้ที่จะยิ้มรับมัน เสียแต่ตอนนี้
 หรือถึงจะไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อนเลย
 เมื่อถึงคราวที่ต้องเจอมัน อย่างเลี่ยงไม่ได้
 การเดินยิ้มเข้าหามัน ย่อมดีกว่า
 การพยายามเบือนหน้า หรือหลีกหนีมัน
 ด้วยความกลัว”

-:- พระไพศาล วิสาโล -:-




"คนอื่นเขาดี ก็ดีเขา
 เขาชั่ว ก็ชั่วเขา
 จิตใจของเรา เป็นอย่างไร"
-:- หลวงปู่ขาว อนาลโย -:-





“คนเรามีภูมิจิต ภูมิธรรมต่างกัน
 ฝึกปฏิบัติมาไม่เท่ากัน
 จะให้ทุกคนรู้เหมือนเรา
 เข้าใจเราทุกอย่างไม่ได้
 เมื่อเขาทำพลาดไป เราควรให้อภัย
วันหนึ่งเค้าจะรู้เอง ทำได้ถูกต้องเอง”

-:- หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป -:-





"เกิดมาเป็นมนุษย์ ในชาตินี้
 ควรรีบเร่ง อย่าชักช้า จะเสียการ
 จงพยายามฝึกจิต ฝึกใจ ปฏิบัติดี
 ปฏิบัติชอบ ให้ได้ทัน

 เพราะงานของจิต ต้องถือว่า
 เป็นงานเร่งด่วน โดยมีความตาย
 คืบคลานเข้ามา อย่างรวดเร็ว

ถ้าแม้ว่าเผลอสติ เพียงแว้บเดียว
 ความตาย ก็มาถึงตัวทันที"

-:- หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล -:-





"ร้อนในโลกเท่าไร
 ไม่ได้สักเสี้ยวของร้อนในนรก"
-:- หลวงปู่หา สุภโร -:-





"เราไม่สามารถทำให้ผู้อื่น
 เป็นดั่งใจเราได้
แต่เราสามารถปรับใจของเรา
 ให้ยอมรับในตัวตน ที่เขาเป็นได้
 อย่าไปติใคร ให้ติที่ตัวเราเอง"

-:- หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ -:-



หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10