Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
28 เมษายน, 2560, 09:21:20

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 3 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"อธิษฐานก่อนถวายทาน
 ทำจิตใจของเรา ให้ไปถวาย
 กับพระพุทธเจ้าเลย จะได้บุญสูง
 พระที่รับเป็นเพียงผู้อุปโลกน์
 ถ้าท่านไม่ดีจริง ท่านก็ไปนรก"

 -:-หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ-:-




ความจริงแล้วธรรมชาติที่อิ่มนั้นเราจะนำมาพูดกันได้อย่างไร เพราะไม่มีรูปลักษณะพอที่จะนำมาพูดได้ แต่ก็ไม่มีใครสงสัยบรรดาผู้อิ่มแล้ว นี่ท่านผู้อิ่มโลกเสียทุกอย่างหรืออิ่มธรรมเสียทุกอย่าง ทำไมถึงว่า อิ่มโลกอิ่มธรรม คือไม่ติดทั้งโลกทั้งธรรมจึงเรียกว่าอิ่ม ผู้ที่อิ่มแล้วเช่นนั้นท่านก็เป็นนิพพานเต็มที่ท่านถึงอิ่ม นั่นละจิตเป็นนิพพานคือจิตที่อิ่มตัวเต็มที่แล้ว ไม่ว่าคำสรรเสริญคำนินทามีน้ำหนักเท่ากัน เพราะเป็นกิริยาของสมมุติทั้งหมด อันนั้นไม่รับ อันนั้นไม่ใช่สมมุติ ไม่ใช่วิสัยจะมารับสิ่งเหล่านี้ ถ้าเทียบกันก็ได้เท่านั้นแหละ

อย่างที่ว่าอิ่มนี่ใครจะนำมาแจงได้ไหม ความอิ่มนั้นมีรูปลักษณะยังไง มีอาการยังไง แสดงไม่ได้แต่ก็ไม่มีใครสงสัย เพราะต่างคนต่างก็ได้รับประทานจนถึงความอิ่มด้วยกันมาเป็นประจำอยู่แล้ว นั่นละถ้าอิ่มเต็มที่แล้วก็รู้ตัวเอง จิตเมื่ออิ่มเต็มที่แล้วก็อย่างนั้น

เราพูดถึงเรื่องนิพพานสูญเราก็พูดอย่างนี้ แล้วก็แยกไปอีกว่าเวลานี้ความอิ่มของเราที่อิ่มอยู่ด้วยกัน เรารับประทานใหม่ ๆ แล้วสูญไหมล่ะ รู้อยู่ไหม มันสูญไปไหนไหมความอิ่มเวลานี้ ต่างคนต่างรับประทานด้วยกัน อิ่มแล้วก็มาคุยธรรมะกันนี้น่ะ ความอิ่มนั้นประจักษ์อยู่ไหมประจักษ์ แล้วนำมาแสดงออกได้ไหมว่าเป็นรูปลักษณะยังไง แสดงไม่ได้ แล้วสูญไหมล่ะ ไม่สูญ นั่นรู้อยู่จำเพาะในนี้ ก็อย่างนั้นซิ

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๒๑
 สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา






"อย่าไปยินดี
 ในการทำชั่ว ของคนอื่น
 เพราะเรา จะมีส่วนในบาปนั้น

แต่ให้ยินดี
ในการประกอบคุณงามความดีของตน
 และของคนอื่น เพราะจะได้แต่บุญ
 โดยฝ่ายเดียว"

-:-หลวงปู่หลุย จันทสาโร-:-





"โลก เป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุด
 ปัญหาที่เข้ามา คือ บทเรียน
 มารทั้งหลาย คือ ครูของเรา"

-:-หลวงปู่หา สุภโร-:-




มันละเอียดจริง ๆ ก็คือเรื่องกามราคะ ถ้าหากว่าเป็นนิสัยสุกเอาเผากินนี้อย่างไรก็ต้องสำคัญตน พอไปถึงขั้นละเอียด ขั้นมันนอนตัวมันหลบซ่อน หลบซ่อนจริง ๆ กามราคะ แต่ก็อาศัยสติปัญญาคุ้ยเขี่ยขึ้นมาจนได้ จนเห็นชัดแล้วฆ่าได้ นี่อันหนึ่ง มันเป็นเคล็ดลับ เราไม่พูดมากกว่านี้เดี๋ยวจะไปหมายผู้ปฏิบัติ

ขั้นละเอียดเข้าไปกว่านั้นอีกก็คืออวิชชา อันนี้ก็เคล็ดลับสำคัญอีกเหมือนกัน ทำให้ติดได้อย่างงอมไม่รู้ตัวเลยละ อวิชชายิ่งกล่อมได้สนิท กล่อมได้กระทั่งสติปัญญาที่เป็นอัตโนมัติ ให้นอนใจ แต่ไม่พ้น สติปัญญาอันนี้หมุนตัวอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวก็มารู้ก็มาสะดุดจนได้ สะดุดแล้วก็หมุนติ้วเข้าไปในตรงนั้นก็พังกันลง ทลายลงไปเลย นั่นละที่นี่มีอะไรเหลือ นั่นแหละเรียนโลกจบจบตรงนั้น เรียนสมมุติจบจบตรงนั้น จบตรงอวิชชาพังทลายลงไปจากใจ ไม่มีอะไรเหลือเลย

เหลือแต่ใจผู้บริสุทธิ์ล้วน ๆ เวิ้งว้างไม่มีอะไรเป็นเครื่องหมาย ไม่มีนิมิตอะไรเป็นเครื่องหมายภายในจิตใจเลย เพราะไม่มีสมมุติ นั่นแหละมันรู้แท้ อันนี้แหละเรียนจบ เรียนโลกจบจบตรงนี้ เรียนธรรมจบจบตรงนี้ โลกกับธรรมอยู่ด้วยกัน เรียนโลกจบก็เรียนธรรมจบ โลกเป็นขั้น ๆ ขึ้นไปจนถึงอวิชชาที่ละเอียดที่สุดก็เป็นสมมุติ สมมุติก็เรียกว่าโลกได้เหมือนกัน เมื่อเป็นสมมุติแล้วก็เรียกว่าโลกทั้งนั้นแหละ แยกเข้าไป ๆ เอาจนเข้าใจถึงที่แล้วหมดไม่มีอะไรเหลือเลย ยังเหลือแต่ความเวิ้งว้างเป็นอิสระเสรี

เอ้า ดูอะไรดูได้เต็มหูเต็มตา ฟังได้ทุกอย่าง ใครจะตำหนิว่าดีก็ตามชั่วก็ตาม รูปจะเป็นรูปขี้ริ้วขี้เหร่ รูปสวยรูปงามขนาดไหนก็ตามดูได้หมดที่นี่ นั่นแหละเรียกว่าอิสระ หูตาก็เป็นอิสระเพราะใจเป็นอิสระ หูตาเป็นเพียงทางเดินของใจเท่านั้น ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นทางเดินของใจออกมาจากอายตนะภายในนี้ออกไปสู่อายตนะภายนอก รูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัส เมื่อจิตใจปล่อยวางหมดเสียแล้ว สมมุติกับวิมุตติไม่เข้ากันแล้ว อยู่คนละฟากแล้ว ทำอย่างไรก็อย่างนั้น

คำว่าคนละฟากนี้ก็เป็นข้อเปรียบเทียบ ยกขึ้นมาเฉย ๆ นะ จิตนั้นเราจะพูดว่าฟากนั้นฟากนี้ไม่ได้ รู้เด่นอยู่อย่างนั้นแหละ แต่เราจะว่าเป็นลักษณะใดพูดไม่ได้ อันนั้นไม่ใช่สมมุติ สมมุติเราพอเทียบเคียงกันได้ แม้เช่นนั้นท่านก็ยังบอกว่าจิตบริสุทธิ์ ก็เป็นสมมุติอันหนึ่งเหมือนกัน ถ้าไปเกี่ยวข้องกับธรรมชาติอันนั้น นิพพานบ้าง วิสุทธิจิตบ้าง หากมีแต่ชื่อ ไปให้ชื่อทั้งนั้น ๆ นี่นะ ตัวจริงจริง ๆ ไม่เป็นอย่างนั้น โลกมีสมมุติก็ต้องทำกรุยหมายป้ายทางไว้ให้เข้าอกเข้าใจกัน ท่านก็ว่าไปยังงั้น รู้ตัวเองแล้วไม่มีปัญหาละ จะมีชื่อไม่มีชื่อไม่สนใจ ก็เหมือนกับเรารับประทานอิ่มเต็มที่แล้ว จะมีลักษณะท่าทางอย่างไรคนอิ่มอาหาร ความอิ่มนั่นเป็นลักษณะอย่างไรไม่จำเป็นต้องถามใคร ถึงจะอธิบายก็อธิบายไม่ถูก

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
 เมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม 2521 (ค่ำ)
เรื่อง อย่ามัวเมาความจำ





จงมอง "ตนเอง" เพื่อแก้ไข
 และมอง "คนอื่น" เพื่อให้อภัย
 จะอยู่สุขใจ และ เป็นอิสระ
 หลวงปู่ศรี มหาวีโร





"อย่าประมาทบุญ"

" .. คนเราประมาทในบุญเล็กน้อย
 เมื่อตายไปแล้ว จะมาทำบุญทำกุศลน่ะ มันยากนัก

 ยากยังไง กายก็ไม่เหมือนกายมนุษย์
 จะมาพูดกับมนุษย์ก็ไม่ได้ จะมาใส่บาตรทำบุญก็ไม่ได้

อย่างดีก็เพียงมายืนคอยอนุโมทนาเท่านั้น .. "

ท่านพ่อลี ธัมมธโร






"...พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ความสุขที่เกิดจากความสงบ เป็นสิ่งที่ประเสริฐและเป็นสิ่งที่ไม่เหลือวิสัยของมนุษย์ มันเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ ถ้าหากว่าสร้างเหตุสร้างปัจจัยของมัน คือการกระทำต่อเนื่อง และสม่ำเสมอโดยไม่คาดหวังในผล แต่ทำอยู่ในปัจจุบันไปเรื่อยๆ ไม่ว่ารู้สึกขยันหรือขี้เกียจก็ตาม

เมื่อสมาธิภาวนาเป็นสิ่งที่ทำได้ ไม่เหลือบ่ากว่าแรง เราก็ควรจะทำ เพราะผลจากการกระทำ ก็อัศจรรย์จริง..."

โอวาทธรรมคำสอน.. "สุขเป็นก็เป็นสุข"
องค์ท่านพระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ





"...ก่อนมาบวช อาตมาเคยไปประเทศอินเดียครั้งหนึ่ง ไปอยู่กับชาวเขาในหมู่บ้านเล็กๆ ในเทือกเขานิลคีรี บ่ายวันแรกที่ไปอยู่ อาตมาเดินไปอาบน้ำในลำธาร ห่างออกไปจากหมู่บ้านสักห้าร้อยเมตร

เด็กชาวบ้านนึกสนุก ก็เดินตามเป็นแถว พอถึงตลิ่ง อาตมาเอาสบู่ออกจากกระเป๋า เด็กๆ ก็ทำท่างงงวยและตื่นเต้น “อะไร อะไร” เขาถามกัน ยิ่งเห็นอาตมาถูสบู่ เขายิ่งตื่นเต้นใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กผู้หญิง

อาตมาจึงให้เขาลองถูบ้าง ปรากฏว่าสีผิวเด็กเปลี่ยนอย่างเห็นได้ชัด เขาร้องกรี๊ดกัน ไม่แน่ใจว่าชอบหรือชัง เขาอาจคิดว่าเป็นไสยศาสตร์ฝรั่ง ชาวเขาเหล่านั้นไม่เคยรู้จักสบู่ เขาคิดว่าความสกปรกเป็นเรื่องธรรมดาที่จะต้องยอมรับ เหมือนดินฟ้าอากาศ

คนเราก็เหมือนกัน อยู่กับความสกปรกของนิวรณ์ตั้งแต่เกิด เข้าใจว่าเป็นตน เป็นของตน เลยไม่เห็นโทษ ไม่คิดที่จะเช็ดถู

จิตพ้นจากนิวรณ์ได้ เมื่อพ้นได้แล้วมีความสุข เหมือนกับคนที่เคยเป็นหนี้พ้นจากการเป็นหนี้ คนที่เคยเป็นไข้หายจากการเป็นไข้ คนที่เคยติดคุกพ้นจากคุก คนที่เคยเป็นทาสเขากลายเป็นอิสระ คนที่เคยหลงทางในที่อัตคัดกันดารได้เจอทางกลับบ้าน

จิตที่สงบจากกาม ความขัดเคืองสงบจากความคิดฟุ้งซ่าน วุ่นวาย ความลังเล เป็นจิตที่สว่างไสว หนักแน่นและผ่องใสสะอาด เป็นจิตที่ควรแก่งาน เห็นอย่างกับลวดทองแดงที่เขาสามารถดัดใช้ ให้เกิดประโยชน์ตามความต้องการ

จิตใจที่ยังไม่เป็นสมาธิก็ยังแข็งทื่อ จะโน้มไปทางไหนก็ไม่ค่อยอยากไป ไปก็ไปแผล็บเดียวแล้วก็เล็ดลอดไปทิศอื่นๆ จิตใจที่เป็นสมาธิแล้วเชื่อฟัง สติปัญญาจะนำไปคิดในเรื่องใดมันก็ยอม..."

เทศนาธรรมคำสอน...
องค์ท่านพระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ







"...ถ้าเรารู้จักแยกใจ หาสันติสุข กายนี้ก็เพียงสักแต่ว่าอยู่ในที่ระคนด้วยความยุ่ง สิ่งแวดล้อมเหล่านั้นไม่ยุ่งมาถึงใจ

แม้เวลาเจ็บหนัก มีทุกขเวทนา ปวดร้าวไปทั่วกาย แต่เรารู้จักทำใจให้เป็นสันติสุขได้ ความเจ็บนั้นก็ไม่สามารถจะทำให้ใจเดือดร้อนตามไปด้วย..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต






“...พวกเรามีบารมี มีทุนเก่า ทำให้พวกเรามาเข้าวัด มาทำบุญเพิ่มมากขึ้น มีสติปัญญาเพิ่มมากขึ้น

ครูบาอาจารย์หรือคนที่ปฏิบัติธรรมอยู่เนืองนิจ ถึงจะมีอายุเยอะหรือเป็นคนเฒ่าคนแก่ เขาก็ยังยิ้มแย้มนั่นเป็นเพราะเขามีจิตใจที่แจ่มใส มีคุณธรรมเป็นของดีติดตัว

พวกเราเสียอีก ที่เป็นคนหนุ่มคนสาวกับหน้าเหี่ยว ยิ้มกันไม่ค่อยออก...”

 โอวาทธรรมคำสอน..
องค์พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป







 2 
 เมื่อ: 11 hours ago 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.



492. เเนะนำหนังสั้นสยองขวัญ Chainsaw / 2015 (ผีบ้าเลื่อยไฟฟ้า)

หนังสยองขวัญเรื่องนี้ถือเป็นตัว presents ควบคุมอำนวยการสร้าง(ช่วงฆ่าเวลา)โดย Eli Roth เชียวนะ (ผลงานของป๋าเเกในอดีตก็ อาทิ หนังในตระกูล Hostel, The Last Exorcism, เเละ The Green Inferno เป็นต้น) ซึ่งรอบนี้ป๋า Eli Roth มอบหมายให้ Directors: David Dinetz เเละ Dylan Trussell กำกับ เเละได้ Andrew Alter คอยดูเเลเรื่องเกลาบทหนังให้ โดยใน Chainsaw / 2015 นำเสนอเรื่องราวของโคตรฆาตกรโรคจิตเลื่อยไฟฟ้าในตำนาน ซึ่งจู่ๆพี่เเกก็อยากฆ่าคนขึ้นมา เลยหยิบเลื่อยไฟฟ้าใส่รถยนต์คันงาม เเละออกรถเดินทางไปยังสวนสนุกผีสิงที่เปิดให้บริการอยู่ใกล้ๆบ้าน เเล้วเเสร้งทำเนียนเป็นตัวตลกโรคจิตเลื่อยไฟฟ้าที่ทำงานภายในสวนสนุก แอบฆ่าคนภายในงานอย่างลับๆท่ามกลางกองศพของเหยื่อที่เข้ามาใช้บริการ....
อนึ่ง ถึงหนังจะมีความยาวเเค่ 8.29 นาที เเต่ขอบอกว่าผู้กำกับเเละทีมเอฟเฟคจัดเต็มมากๆ เสียงเลื่อยไฟฟ้าเนี่ยๆดังก้องหู เลือดกระจาย อวัยวะกระจุยเเบบสุด TEEN เเละเเน่นอนว่ามันติดเรต 18+ ด้วยนะ ใครสาวกหนังโหดสายเลื่อยไฟฟ้า(สาวก Leatherface) #ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง!!






493. เเนะนำหนังเเห่งการฆ่าล้างโคตร : Hangman / 2011

#คือหนังที่ถูกYoutubeในไทยสั่งเเบนตลอดกาลมาเเล้ว!

อันนี้เป็นหนังสั้นสยองขวัญจากประเทศ Canada เรต 18+ ด้วยนะ ผลงานการกำกับของ Directors : Tyler Byron เเละ Garret Henry หนังนำเสนอเรื่องราวของสาวใสวัยเสียวชื่อ Tyler ที่วันดีคืนดีจู่ๆเธอก็ถูกจับมากักขังไว้ภายในคุกปิดตายโดยกลุ่มเเก๊งค์ทรชนกลุ่มหนึ่งที่อ้างตนว่าเป็นลูกหลานของเพชรฆาตประจำเมือง ซึ่งอ้างว่าการจับตัวครั้งนี้เพื่อเป็นการล้างเเค้นให้กับประชาชนที่ถูกบรรพบุรุษของสาวเจ้าเเขวนคอจนตายภายในจัตุรัสกลางเมืองอย่างไม่ยุติธรรม (เลยขอมาล้างเเค้นกะรุ่นหลานเเทนนี่นะ!!) เเล้วพวกเดนคนก็เริ่มลงมือทรมานสาว Tyler อย่าง "เอาถึงตาย" ไล่ตั้งเเต่ใช้มีดเเทง ค้อนทุบ เลื่อยหั่นฝ่าเท้าออกมาจนอวัยวะกระจุย จากนั้นพิธีกรรมโหดๆต่างๆก็ประเคนเข้าสู่สาวสวยนางนี้จวบจนวินาทีสุดท้ายที่เธอเริ่มเพ้อถึง....ภาพความตายอันสวยงาม

หนังนำเสนอทั้งภาพเเละเรื่องราวที่เเรงงงงง...จนถูก Youtube ในไทยสั่งเเบนตลอดกาลมาเเล้ว! จึงทำให้ผู้กำกับ Directors : Tyler Byron เเละ Garret Henry ต้องนำเสนอหนังเรื่องนี้เเบบสาธารณะ(ฟรี)ตามเว็บต่างๆเเทน

 3 
 เมื่อ: 27 เมษายน, 2560, 06:06:27 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"เห็นแบบกิเลสหรือเห็นแบบธรรม"

ถาม : พิจารณาธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ผ่านแล้ว ทำต่อไปอีกมันก็ไม่ได้ เหมือนทำได้ครั้งเดียวผ่าน แล้วขั้นต่อไปให้ทำอะไรคะ

พระอาจารย์ : ก็ไปเข้าห้องสอบดูสิว่ามันผ่านจริงหรือเปล่า การทดสอบการพิจารณาเฉยๆ มันยังไม่ได้เข้าห้องสอบ เหมือนเป็นการทำการบ้าน ต้องไปเข้าห้องสอบไปอยู่ป่าช้าคนเดียว ไปอยู่ในป่าลึกๆ คนเดียว ไปอยู่กับงูกับสิงสาราสัตว์ต่างๆ อยู่ใกล้ความตายดู ดูซิว่าจะผ่านไม่ผ่าน

ถาม : การดูจิตกับการดูสภาวะ คือเรื่องเดียวกันไหมคะ ต่างกันอย่างไร

พระอาจารย์ : ดูจิตก็ต้องรู้ว่าจิตเป็นอะไรก่อน ต้องเห็นตัวจิตก่อน การที่จะเห็นตัวจิตได้นี่ก็ต้องเข้าไปในสมาธิก่อน ถึงจะเห็นตัวจิตได้ จะเห็นการเคลื่อนไหวของจิต เวลาจิตเคลื่อนไหวไปในทางดีเคลื่อนไหวไปในทางไม่ดี ก็จะเห็น แต่ถ้ายังไม่มีสมาธินี้จะไม่เห็น เพราะใจมันจะไปเห็นที่ร่างกายแทน ไปเห็นที่ความคิดแทน ร่างกายกับความคิดนี้ไม่ใช่เป็นตัวจิต ฉะนั้นต้องเข้าไปถึงตัวจิตก่อนถึงจะเห็นตัวจิตเวลาที่มันโกรธมันโลภมันหลง จะเห็นตรงนั้น การเห็นตัวจิตก็คือต้องเห็นเวลามันโลภ มันโกรธ มันหลง แล้วหยุดมันได้ ถ้าเห็นแล้วหยุดมันไม่ได้ก็แสดงว่ายังไม่เห็นจริง ถ้าเห็นจริงแล้วมันต้องหยุดความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอยากต่างๆ ได้ การเห็นสภาวะก็เห็นสิ่งต่างๆ เช่นเห็นร่างกาย ร่างกายก็เป็นสภาวะอย่างหนึ่ง เห็นว่ามันไม่เที่ยง เกิดแล้วก็ต้องแก่ต้องเจ็บต้องตาย อย่างนี้ก็เรียกว่าเห็นด้วยปัญญา ถ้าเห็นด้วยความหลงก็คิดว่ามันจะต้องไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย มันจะต้องสาวไปเรื่อยๆ มันจะต้องสวยไปเรื่อยๆ นี่อย่างนี้ก็เรียกว่าเห็นด้วยกิเลส ฉะนั้นการเห็นสภาวะก็เห็นได้สองแบบ เห็นด้วยปัญญา หรือ เห็นด้วยกิเลส เห็นด้วยกิเลสก็คือความหลง หลงคิดว่าร่างกายนี้ต้องสวยต้องงามไปตลอด ไม่มีวันแก่ไม่มีวันเจ็บไม่มีวันตาย ถ้าเห็นด้วยปัญญาก็ต้องเห็นว่าเดี๋ยวมันก็ต้องแก่เดี๋ยวมันก็ต้องเจ็บแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องตาย ก็นี่ก็เห็นสภาวะเหมือนกัน แต่เห็นแบบไหน เห็นแบบกิเลสหรือเห็นแบบธรรม ถ้าเห็นแบบกิเลสก็หลง ก็จะทำให้ทุกข์ เวลาร่างกายมันแก่มันก็จะทุกข์ขึ้นมา ถ้าเห็นแบบธรรมมันก็ไม่ทุกข์ เวลาร่างกายแก่มันก็เฉยๆ ก็รู้อยู่แล้วมันจะแก่.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต




...ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ หรือเดรัจฉาน
 มันก็..ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย
.
 ...มันก็เป็น ความทุกข์เหมือนกัน
 เวลาแก่ก็ทุกข์
เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยก็ทุกข์
 เวลาตายก็ทุกข์
...........................................
 .
คัดลอกการสนทนาธรรม
 ธรรมะบนเขา26/4/2560
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





"ความทุกข์ของคน ประการหนึ่ง คือ
 ต้องการให้คนอื่น เป็นอย่างที่ตนเองคิด
 ขณะที่ตน ก็เป็นอย่างที่คนอื่น อยากให้เป็นไม่ได้"

-:-หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป-:-






คำสอนหลวงพ่อพระราชพรหมยานวัดท่าซุง

สมาธิ นี่มันจำเป็น แต่คนถามไม่รู้จักสมาธิ ตัวนึกถึงนิพพานมันเป็นสมาธิ
 อยู่แล้ว สมาธิ เขาแปลว่า ตามนึกถึง ถ้านึกถึงนิพพานเขาเรียก อุปสมา-
นุสติกรรมฐาน ทีนี้ถ้าการนึกถึงนิพพานอย่างเดียวเรารักนิพพาน ภาวนา
ว่า "นิพพานัง ปรมัง สุขัง" บ้าง "นิพพานะ สุขัง" บ้าง "นิพพานัง"
บ้าง แต่ว่าก็ต้องดูอารมณ์ใจ ฝึกไว้อีกส่วนหนึ่งคนที่จะไปนิพพานได้ต้องไม่ห่วง
 ร่างกาย อันนี้ต้องฝึกไว้ด้วยนะ ต้องฝึกไว้ว่า ขึ้นชื่อว่าร่างกายมันเป็นทุกข์
 สภาพของความทุกข์ ที่เรามีความทุกข์เกิดขึ้นทุกอย่าง
 ๑. ความหิว ถ้าเราไม่มีร่างกายมันก็ไม่หิว มันหิวเพราะมีร่างกาย
 ๒. หนาวเกินไป ร้อนเกินไป ก็เพราะร่างกาย
 ๓. ป่วยไข้ไม่สบาย ก็เพราะร่างกาย
 ๔. ต้องมีงานหนัก ก็เพราะร่างกาย
 ๕. การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ก็เพราะร่างกาย
 ๖. ความตายมาถึง เพราะร่างกาย
 ก็ใช้ปัญญาทบทวนไปว่า คนระดับชั้นไหนบ้างที่มีร่างกายไม่ทุกข์ถ้าเรา
 จะเกิดอีกกี่ชาติ ถ้าเรามีร่างกายอย่างนี้มันก็ทุกข์อย่างนี้ แล้วขึ้นชื่อว่ามีร่างกาย
 มีขันธ์ ๕ แบบนี้ เราจะไม่มีกับมันอีก เราต้องการจุดเดียวคือ นิพพาน ทำใจ
 แน่นอนแล้วภาวนาว่า "นิพพานัง ปรมัง สุขัง"ก็ได้"นิพพานัง"ก็ได้ ต้อง
 คิดอย่างนี้ก่อนแล้วก็ภาวนาต่อไป อย่างนี้ใช้ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้เวลาใกล้จะตาย
 จริง ๆ อารมณ์จิตที่เราพิจารณามันจะรวมตัว มันจะมีความรู้สึกเบื่อหน่าย
 ในร่างกาย และวางเฉยในร่างกาย จะมีความรู้สึกว่าการตายมีความสุขกว่านี้
 ก็ไปนิพพาน






"กรรม เหมือนยาพิษ
 กรรมนั้นให้ผลซื่อสัตย์นัก
 เหมือนผลของยาพิษร้าย

กรรมนั้น เมื่อทำแล้ว
ก็เหมือนดื่มยาพิษร้ายแรงเข้าแล้ว
 จักไม่เกิดผลแก่ชีวิต และร่างกายไม่มี

ถ้าเป็นกรรมดี ก็จักให้ผลดี
 ถ้าเป็นกรรมชั่ว ก็จักให้ผลชั่ว"

-:-สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ-:-







เมื่อเห็นคุณค่าของสติปัญญาแล้ว กับเห็นผลของสติปัญญาที่ทำงานขึ้นมา ในการแก้กิเลสตัดกิเลสนี้ตัดด้วยปัญญาทั้งนั้น สมาธิเป็นแต่เพียงว่ารวมตัวกิเลสเข้ามาอยู่ด้วยกัน เข้ามาในวงแคบเท่านั้น แต่ไม่สามารถที่จะทำลายกิเลสได้ นี่รู้ได้ชัดขนาดนั้น ปัญญาทีเดียวเป็นผู้ชำระหรือตัดกิเลสได้เป็นประเภท ๆ ออกไปโดยลำดับเห็นประจักษ์กับใจ ทีนี้มันก็หมุนติ้ว ๆ ไม่มีกลางวันกลางคืน ค้นเรื่องร่างกายมี อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อสุภะอสุภังนี้มันเด่นมาก สำหรับผมเองอสุภะนี้เด่นมากทีเดียว กำหนดกายเจ้าของให้เป็นหนังไม่มี มีแต่เนื้อแดงโร่ ออกจากนั้นกำหนดจากนั้นมันก็พังกันลงไป ยังเหลือแต่ร่างกระดูก กำหนดจากร่างกระดูกให้มันขาดจากกัน มันก็ขาดลงไปโดยลำดับลำดากองอยู่ในดิน ความรวดเร็วของปัญญา จากนั้นมันยิ่งเร็ว

เราถึงเชื่อเรื่องการฝึกฝนอบรมนี่ นานไปมันคล่องตัวไป เช่นอย่างเขาฝึกหัดมวยก็เหมือนกัน จะเป็นแชมเปี้ยนแชมเปิ้นมันไปจากล้มลุกคลุกคลานนั่นแหละ มันคล่องตัวแล้วก็เป็นไปได้อย่างนั้น นี่ก็เหมือนกัน สติปัญญาคล่องตัวแล้วกิเลสก็อ่อนกำลังลงไป ๆ เวลาเราพิจารณานั้นเหมือนโลกไม่มีนะ มีแต่งานเราเท่านั้นไม่มีอะไรเข้ามาแทรกได้เลย จิตไม่ส่งไม่ส่ายไปไหน ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน ทำด้วยความสนใจ ทำด้วยความอยากรู้อยากเห็นอยากเข้าใจในสิ่งนั้นจริง ๆ แล้วมันก็พ้นไปไม่ได้

เมื่อ จิตจดจ่อก็เหมือนกับน้ำไหลพุ่งลงทางเดียว มีกำลังมาก จิตมีหน้าที่ที่จะรู้จะเห็นจะพิจารณา ปัญญามีหน้าที่ที่จะพิจารณา จิตเป็นผู้รู้ตามเห็นตามปัญญาเป็นช่องเดียว ช่องเดียว ๆ ขาดทะลุ ๆ ไปเลย จากนั้นมันก็ทะลุไปได้

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
 เมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม 2521 (ค่ำ)
เรื่อง อย่ามัวเมาความจำ







"ไปอยู่ทำไมกับความโกรธ
 ไปอยู่ทำไมกับความทุกข์
 ไม่โกรธก็มี ไม่ทุกข์ก็มี

ควายมันตกหล่ม
มันก็ยังรู้จักถอนตัวออกมา
 แต่คนเมื่อไปตกอารมณ์
 ทำไมไม่รู้จักถอนตัว"

-:-หลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณ-:-






"จำไว้นะ บรรดาลูกหลานที่รัก
 อย่างไรๆ ยิ้มมันตลอดทั้งวัน
 หลับยิ้มได้ ก็ยิ่งดี ฝึกยิ้มมันเรื่อยๆ ไป

ถ้าปากเรายิ้ม ไม่ช้าใจเราก็ยิ้มตาม
ไอ้โมโหโทโส มันก็ค่อยๆ หายไป
 นี่ คือวิธีดับโมโห"

-:-หลวงพ่อฤาษีลิงดำ-:-







"ร่างกาย กับคุณความดี
 แตกต่างกันไกลลิบลับ

เพราะร่างกาย สลายไปทุกขณะ
 ส่วนความดี ดำรงค์อยู่ชั่วกัปชั่วกัลป์"

 -:-หลวงปู่ศรี มหาวีโร-:-






พอตื่นเช้ามาแล้วมีความดีใจภูมิใจ โอ้โห เย็นไปหมดวันนั้น พอฉันเสร็จแล้วก็ไปกราบลาสมเด็จองค์เก่า สมเด็จฯ ติสฺโส อ้วน วัดบรมนิวาส เอ้อ เจ้าจะไปก็ดีให้ไปช่วยที่วัดสุทธจินดาหน่อยนะว่างั้น เกล้าฯก็จะไปทางโน้นแหละก็ว่างั้น เราจะไปทางโน้นต่างหากแต่เราไม่ได้หวังจะช่วย ก็เพื่อให้ท่านเปิดโอกาส เกล้าฯก็จะไปทางโน้นแหละ เอ้อไปได้ ว่างั้นเราก็เตรียมตัวออกเดินทางในวันนั้นเลย ขึ้นรถมานอนโคราช แล้วก็เลยไปจำพรรษาที่จักราช ปีนั้นไปจำพรรษาที่อำเภอจักราช

ได้ภาวนาเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะตั้งแต่ออกไปตั้งหน้าตั้งตาเอาจริงเอาจัง คราวนี้เราจะให้เห็นจิตที่เราปรากฏ ๓ ครั้งนั้นให้ได้ทีเดียว คราวนี้จะไม่ให้มันเป็นอย่างที่เป็นมาแล้ว ๒ ปี ๓ ปีถึงปรากฏหนหนึ่งนี้ไม่เอา คราวนี้จะเอาให้มันอยู่มือทีเดียว ตั้งแต่ออกมาก็เอาจริงเอาจัง นิสัยเราเป็นอย่างนี้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนมีแต่ภาวนาทั้งนั้น เรื่องการเรื่องงานอะไรไม่ยุ่ง มายุ่งไม่ได้ จิตมันก็เริ่มขึ้น ๆ ปรากฏเด่น ปรากฏเรื่อยอันนั้นที่นี่ เว้น ๒ คืน ๓ คืนปรากฏ ๆ ต่อไปก็ปรากฏทุกคืนแน่ว ๆ สมาธิเก่งมาจากโน้น แต่มันมาเสื่อมอย่างที่เคยเล่าให้ฟัง มันมาเสื่อม พลิกได้อีกตอนไปอยู่กับท่านอาจารย์มั่น จากนั้นมาก็เร่งใหญ่ เร่งจนจะเอาเป็นเอาตายจริง ๆ ก็พรรษา ๑๐ นี่แหละ

โอ้ โห ตั้งแต่เราบวชมานี้ พูดถึงเรื่องความหักโหมทางร่างกายนี้ พรรษา ๙ ล่วงไปแล้วนั่นแหละ ไปเข้าพรรษา ๑๐ นี่หนักมาก ทางร่างกายนี้หนักมาก ทางจิตใจมันก็เข้มแข็งอยู่แล้ว ทางร่างกายมันหนักมาก เพราะว่าเราได้นั่งถึงตลอดรุ่ง ๆ นี่นะ นั่งแต่ละคืน ๆ นี้ โอ้โห มันเหมือนตายไปแล้วฟื้นกลับคืนจะว่าไง เพราะเหตุใด เพราะเหตุว่าจิตมันไม่ได้อย่างใจทุก ๆ ครั้งไปที่เรานั่งตลอดรุ่ง บางคืน ๖ ทุ่มยังลงกันไม่ได้ นั่นแหละที่มันบอบช้ำมาก ค้นทางด้านปัญญา นี่แหละที่ว่าปัญญาอบรมสมาธิ เราได้จากการพิจารณาของเรานี่ เมื่อสติปัญญาทันกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ทุกขเวทนา เป็นต้นแล้ว ทุกขเวทนาก็ดับพึบลงไม่มีอะไรเหลือเลย แม้ร่างกายที่นั่งโด่อยู่ก็หายเงียบไปจากความรู้สึก เหลือแต่ความรู้ล้วน ๆ ซึ่งเป็นของอัศจรรย์ นี่ได้จากความเด็ดเดี่ยวอาจหาญ ได้จากความจนตรอก ทุกขเวทนามันตีต้อนเรา เหมือนกับว่าเราจะแหลกเป็นผุยผงไปโน่น แต่สติปัญญาก็บุกเบิกออกจนได้ เราจึงกล้าพูดว่า คนเราไม่ใช่จะโง่อยู่ตลอดเวลา เมื่อถึงคราวจนตรอกแล้วมันหาทางออกได้ ฉลาดได้ เราก็เห็นเรื่องของเราที่เคยเป็น

ตั้งแต่ยังไม่เข้าพรรษามันเร่งใหญ่แล้วความเพียร เพราะจิตไม่เสื่อมแล้วตั้งแต่เดือนเมษาฯมาแล้วไม่เสื่อม จนกระทั่งถึงเข้าพรรษา มันนั่งตลอดรุ่งมาไม่ทราบกี่คืนแล้ว เอาใหญ่จริง ๆ นี่ เพราะเหมือนกับผูกอาฆาตนะ อาฆาตเรื่องความเสื่อมของจิตนี่ คราวนี้จะเสื่อมไปไม่ได้ เสื่อมคราวนี้ให้ตายเสียเลย เอา ๆ สู้กันขนาดนั้นทีเดียว ไอ้เรื่องจะถอยนี้ไม่มี ถ้าจิตดวงนี้จะเสื่อมก็ให้ตาย เอาตายเท่านั้นละว่ากัน มันก็ฟาดกันอย่างหนัก

เวลานั่งตลอดรุ่งนี้ โอ้โห ทุกขเวทนา ถ้าวันไหนมันลงได้ง่าย เช่นอย่างนั่งประมาณสามสี่ชั่วโมงมันลงได้ นี่ก็ไม่บอบช้ำนะร่างกายของเรา นั่งเวลาเท่ากันก็ตามสำคัญที่จิต ถ้าวันไหนจิตพิจารณายากลำบาก วันนั้นสุขภาพของเรานี่โทรมมากทีเดียว ทรุดโทรมมาก เจ็บปวดมาก วันไหนพิจารณาได้อย่างใจ พอกำหนดปั๊บได้ความ ๆ พิจารณาไปปั๊บ ๆ ได้ความ เดี๋ยวก็พุ่งลงเลย พอถอนขึ้นกำหนดพิจารณาอีกได้ความอีก ได้เรื่อย กว่าจะตลอดรุ่งมันรวมถึง ๓ หน ถอนมาถึง ๓ หนตลอดรุ่งพอดี

วันเช่นนั้นลุกออกจากที่ไปได้อย่างสบาย เหมือนกับเราไม่ได้นั่งตลอดรุ่งถ้าวันไหนจิตดีอย่างนั้น ถ้าจิตไม่ดีนั่นซิ คือปัญญาไม่ทันกันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นั่นละรู้สึกว่าทุกข์มากที่สุด พรรษานั้นตั้งแต่เราบวชมานี้เกี่ยวกับเรื่องร่างกายเป็นพรรษา ๙ พรรษา ๑๐ อ้อพรรษา ๙ ออกไปแล้ว ตั้งแต่เดือนเมษาฯของพรรษา ๙ ที่ล่วงไปแล้ว ตอนนั้นเราเร่งใหญ่จนกระทั่งออกพรรษา จากนั้นมาเราก็ไม่เคยนั่งตลอดรุ่งอีกเลย นี่เป็นความลำบาก

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี
 เมื่อวันที่ 30 กรกฏาคม 2521 (ค่ำ)
เรื่อง อย่ามัวเมาความจำ


 4 
 เมื่อ: 26 เมษายน, 2560, 16:33:02 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




491. รีวิวหนังโหดท้าทายต่อมศีลธรรมใน : Hunger / 2009 “เพราะผมหิว.…ผมจึงกินเนื้อของคุณแม่เป็นอาหาร!”

คำถาม  :   “ ถ้าวันหนึ่งคุณถูกจับมาขังไว้ในสถานที่ปิดตาย ไม่มีอาหารกินเป็นเวลายาวนาน...คุณกล้าที่จะกินเนื้อเพื่อนของคุณเป็นอาหารหรือไม่? ”

Hunger / 2009 หนังสยองขวัญสายดิบจากดินแดนเสรีชน(อเมริกัน)โดย Director: Steven Hentges และได้ผู้ช่วยอย่าง L.D. Goffigan เกลาบทจมสมบูรณ์ หนังนำเสนอเรื่องราวช่วงต้นเรื่องเกี่ยวกับเด็กน้อยคนหนึ่งอายุราว 6 ขวบปี และคุณแม่ของเขาในค่ำคืน-และวันอันแสนโหดร้ายสะเทือนจิตใจเป็นที่สุด เมื่อรถยนต์ของครอบครัวนี้ประสบอุบัติเหตุไหลลงข้างทาง ชนเข้ากับเนินดิน-ทางระบายน้ำเก่า ซึ่งเป็นสถานที่ลับตาผู้คน หลายคืนหลายวันผ่านพ้นไปคนที่ขับรถผ่านไปมาตรงบริเวณดังกล่าวไม่มีใครสังเกตเห็นอุบัติเหตุในครั้งนี้แต่อย่างใด จวบจนเด็กน้อยนอนดูคุณแม่ตายลงตรงหน้า  และเนื่องด้วยติดอยู่ในซากรถเป็นเวลานาน ไม่มีทั้งน้ำและอาหาร พอความหิวมันถึงขีดสุดเกินที่จะทน….เด็กน้อยจึงค่อยๆใช้เศษกระจกที่แตก เฉือนหนัง-เนื้อที่ท่อนแขนของศพคุณแม่ออกอย่างเชื่องช้า  แล้วค่อยๆบรรจงหยิบเศษซากชิ้นเนื้อเอาเข้าปาก เคี้ยว แล้วกลืนลงท้องเพื่อประทังความหิวอย่างชวนเวทนา  จนอีกหลายวันต่อมาจึงมีคนแจ้งความรถหาย และเข้าช่วยเหลือเด็กน้อยคนนี้จนรอด  มีชีวิตอยู่จวบปัจจุบัน…..

ราว 40 ปีผ่านพ้นไป เด็กน้อยเติบโตเป็นผู้ใหญ่วัยกลางคน เขาเป็นนักวิจัยพฤติกรรมทางมนุษย์ที่มีชื่อเสียงพอตัว และวันนี้เอง….เขาต้องการทดสอบทฤษฎีที่ว่าด้วยความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ว่ามนุษย์นั้นเมื่อถูกแรงกดดันจากรอบข้างเข้าถาโถม จะแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติเยี่ยงสัตว์ป่าออกมาหรือไม่ อย่างไร กี่มากน้อย  และแสดงออกมาในรูปแบบไหน….และจะเหมือนกับที่ตนเองเคยประสบพบเจอเมื่อครั้งกินเนื้อของแม่เพื่อประทังชีวิตหรือไม่  ว่าแล้วเขาก็ไปจับเหยื่อสำหรับทดลองมากลุ่มหนึ่ง  กักขังไว้ภายในสถานที่ปิดตายใต้ดิน ติดตั้งกล้องวงจรปิดสำหรับศึกษาพฤติกรรมวิปริตหลายมุม  แล้วก็….กำหนดสถานการณ์ภายในไว้ว่ามันคือ “โลก”  ดังนี้….

วันแรก….มอบชีวิต  และความมืดให้แก่เหยื่อ

วันที่สอง….มอบแสงสว่าง  น้ำ  และนาฬิกาที่เดินถอยหลัง

วันที่สาม….ทุกคนจะเริ่มบอกเล่าถึงอดีตสุดท้ายก่อนถูกจับตัวมากักขังไว้ร่วมกัน และมีดผ่าตัดที่ปรากฏในห้องก็….เพื่ออะไร (????)

วันที่สี่….ทุกคนจะเริ่มหิวจนแทบควบคุมสติไว้ไม่ได้  อาหารที่พอหาได้ภายในสถานที่กักขัง เช่น ต้นหญ้า และแมลงสาบ เริ่มถูกจับกินเพื่อประทังความหิว (อี๋ๆๆ)

หลายสิบวันผ่านพ้นไป….เริ่มมีคำถามตามมามากมาย มันเกิดขึ้นภายในหัวของทุกๆคน  กับกระดาษแนะนำวิธีการเอาชีวิตรอด…..   “คุณกล้าที่จะกินเนื้อเพื่อนของคุณเป็นอาหารหรือไม่?”

หนังเรื่องนี้จะนำพาคุณผู้ชมเข้าสู่ห้วงแห่งความเสื่อมทรามทางศีลธรรมชนิดกู่ยังไงก็ไม่มีทางกลับ ทุกคนจะมีคำถาม และทางเลือกภายในหัวจนยิงสู่จุดบรรจบที่….  “ ศีลธรรมมิอาจขวางกั้นธรรมชาติของความเป็นสัตว์ลงได้จริงหรือ ? ”  คนดูจะได้ร่วมกันคิด และร่วมกันค้นหาพิพากษาความจริงที่ปรากฏตรงเบื้องหน้า…..พร้อมกัน!!

**** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
Hunger / 2009 เป็นหนังสยองขวัญแนวเอาตัวรอด (Genres: Action | Crime | Horror | Thriller)ที่สนุกมากๆเลยครับ ช่วงต้นของหนังคนดูอาจ งงๆ เพราะฉากมันมืดมากๆ แต่หลังจากที่แสงไฟส่องสว่างถูกเปิดขึ้น คนดูแทบหยุดลมหายใจ ต้องค่อยติดตามตลอดว่าสถานการณ์ภายในคุกปิดตายจะเป็นเช่นไรต่อไป พวกเขาและเธอจะสามารถเอาชีวิตรอดออกมาจากเงื้อมือของคนโรคจิต และสถานที่กักขังวิปริตนี้ได้หรือไม่  หนังดิบ เถื่อน และท้าทายต่อมศีลธรรมมากๆ หนังมันแรงจนได้เรต R (Rated R for strong bloody violence involving aberrant behavior, grisly images, a scene of sexuality, and language throughout) โดย IMDB เรื่องนี้สนุกจับใจจริงๆ ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งป่วงนะ ถ้าให้คะแนนก็ซัก 9 / 10 คะแนนครับ(ความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะ)











 






 5 
 เมื่อ: 26 เมษายน, 2560, 13:57:36 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.



490. รีวิวหนังจิต  :  Model Hunger / 2016 (ผู้หญิงกิน... ห )  คือหนังที่ถูกเเบนไปเเล้วเกือบทั้งโลกเพราะฉากกินอวัยวะเพศหญิง!!


#เพราะเธอสร้างความสวยด้วยการกินคนที่สวยกว่าเธอ!

Model Hunger / 2016 (ผู้หญิงกิน... ห )  :  เรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญสายจิตส่งตรงจาก USA โดยผู้กำกับ Debbie Rochon และได้ James Morgart ช่วยเกลาบทให้  โดยหนังโฟกัสลงไปที่เรื่องราวของอดีตนางแบบสาวสวยชื่อ Ginny Reilly (รับบทโดย Lynn Lowry) ที่วันหนึ่งเธอประสบปัญหาชีวิตแบบเต็มกลืนจนส่งผลเสียให้สภาวะทางกายและทางจิตของเธอเปลี่ยนแปลไปแบบไม่มีวันหวนกลับ เธอเริ่มจิตตกและมีปัญหาบนใบหน้า ผิวพรรณที่ย่ำแย่แก่กว่าวัยอันควร ไม่ว่าจะวันไหน-ไปสมัครงานถ่ายแบบที่ไหน(ถ่ายแบบโป๊)ก็มีแต่คนปฏิเสธเธอ พร้อมด่าทอว่าเธอหน้าตาเหมือนยายแม่มดลงทุกวัน ด้วยความเครียด+แทบจะไม่มีเงินใช้ เลยทำให้อดีตนางแบบสาวแก่ เกิดอารมณ์เสีย-อิจฉาตาร้อนทุกครั้งที่เห็นนางแบบรุ่งน้องได้ดีกว่าเธอ สวยกว่าเธอ วันหนึ่งเธอสติแตกแบบสุดๆ เธอวางแผนและออกไล่ล่า-จับนางแบบรุ่นน้องทุกคนที่เธอคิดว่า “มันสวยกว่ากู” ทุกคนเพื่อจับมากินอวัยวะส่วนที่สวยซะให้สาแก่ใจของนาง (เช่น เห็นนางแบบมีหน้าอกสวย นางก็จับมาตัดหน้าอกย่างไฟกิน- เห็นนางแบบรุ่นน้องมีขาอ่อนสวย นางก็จับมาหั่นขา เอาเนื้อไปทำขนมกิน เป็นต้น) นางเริ่มฆ่าไปเรื่อยๆ จนเสพติดการฆ่า จนนานวันเข้า…ซากศพและเนื้อจากศพก็เริ่มเต็มบ้าน เริ่มส่งกลิ่น  เอ่อ…ในเมื่อกินคนเดียวไม่หมด นางเลยปิ๊งไอเดีย….ตัดเอาเนื้อของศพไปบดผสมขนมแล้วแจกเพื่อนบ้านข้างเคียง(ให้ช่วยกันกินโดยที่เพื่อนบ้านไม่รู้ว่ามันเป็นขนมที่มีส่วนผสมของเนื้อมนุษย์!!)  จนในที่สุดเพื่อนบ้านเริ่มพากันสงสัยในรสชาติของขนม และพฤติกรรมแปลกแยกของเธอ ที่บางคืนได้ยินเสียงร้องโหยหวนขอความช่วยเหลือออกมาจากบ้านของอดีตนางแบบสาวแก่ และผู้คนบริเวณใกล้เคียงที่หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย  เพื่อนบ้านจำนวนหนึ่งรวมถึงตำรวจที่สถานีจึงถูกส่งลงพื้นที่เพื่อสืบหาความจริง….

**** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
เป็นหนังสยองขวัญสายจิตที่นิ่งมากๆ มีฉากโหดใส่เข้ามาให้ได้เห็นได้ลุ้นกันเป็นระยะ โดยภาพรวมของหนังดูดี “ใช้ได้”  ฉากที่กล่าวขานกันในตำนานว่าทำให้หนังเรื่องนี้โดนแบนในหลายประเทศ ก็คือ….ฉากที่อดีตนางแบบสาวแก่ Ginny Reilly (หรือ Model Hunger) จับนางแบบรุ่นน้องหน้าตาดีคนหนึ่งมาจากข้างทางแล้วนำมาพันธนาการไว้ภายในบ้าน จากนั้นก็จับนางแก้ผ้า ใช้มีดเฉือนจิมิ๊ แล้วเอาจิมิ๊เข้าปาก เคี้ยว กลืนลงลำคอแบบสดๆ (โดยนางเชื่อว่าการได้กินสิ่งที่สวยงามของมนุษย์สาวๆในแบบสดๆจะช่วยเพิ่มพลัง และช่วยเพิ่มความสวยงามผู้ที่ได้กิน….) ฉากนี้โหดร้ายทารุณกรรมมากๆ เพราะนางแบบคนที่ถูกจับมามัดยังไม่ตาย และยังมีความรู้สึก-รับรู้ทุกอย่างขณะกำลังโดนเฉือนจิมิ๊ 

อนึ่ง เรื่องนี้เป็นหนังถูกแบนในหลายประเทศด้วยนะ ฉะนั้นต้นฉบับของมันจึงหามารับชมได้ค่อนข้างยากสักนิด ใน IMDB ให้ 7.1 / 10 คะแนน(ลงวันที่ 26 เมษายน 2560) ส่วนผมให้คะแนน 7.3 / 10 คะแนนครับ ขอเห็นต่างจาก IMDB สักนิดหน่อยนะ อิอิอิ(ความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะเออ)
















 






 6 
 เมื่อ: 26 เมษายน, 2560, 05:40:01 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"ผู้ถือไม่มีบาป ไม่มีบุญ ก็มากมายเข้าแล้ว แผ่นดินนับวันแคบ มนุษย์แม้จะถึงตาย ก็นับวันมากขึ้น นโยบายในทางโลกีย์ใดๆก็นับวันประชันขันแข่งกันขึ้น พวกเราจะปฏิบัติลำบากในอนาคต เพราะเนื่องด้วยที่อยู่ไม่เหมาะสม เป็นไร่เป็นนาจะไม่วิเวกวังเวง
.
ศาสนาทางมิจฉาทิษฐิ ก็นับวันจะแสดงปฏิหาริย์ คนที่โง่เขลาก็จะถูกจูงไปอย่างโคและกระบือ ผู้ที่ฉลาดก็เหลือน้อย
.
ฉะนั้นพวกเราทั้งหลายจงรีบเร่งปฏิบัติธรรม ให้สมควรแก่ธรรมดังไฟที่กำลังใหม้เรือน จงรีบดับเร็วพลันเถิด ให้จิตใจเบื่อหน่ายคลายเมาวัฏสงสาร ทั้งโลกภายในหนังหุ้มอยู่โดยรอบ ทั้งโลกภายนอกที่รวมเป็นสังขารโลก ให้ยกดาบเล่มคมเข้าสู้ คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาติดต่ออยู่ไม่มีกลางวันกลางคืนเถิด
.
ความเบื่อหน่ายคลายเมาไม่ต้องประสงค์ ก็จะต้องได้รับแบบเย็นๆและแยบคายด้วยจะเป็นสัมมาวิมุตติ และสัมมาญาณะอันถ่องแท้ ไม่ต้องสงสัยดอก
.
พระธรรมเหล่านี้ไม่ล่วงไปไหน มีอยู่ ทรงอยู่ในปัจจุบัน จิตในปัจจุบัน ที่เธอทั้งหลายตั้งอยู่หน้าสติ หน้าปัญญา อยู่ด้วยกัน กลมกลืนในขณะเดียวนั้นแหละ"
 .
โอวาทครั้งสุดท้ายของอาจารย์มั่น
(บันทึกโดยพระอาจารย์หล้า เขมปตฺโต)






"อยู่กับพุทโธ"

ถาม : ความปวดที่เกิดขึ้นจากการนั่งสมาธินี้ เราควรเอาจิตจดจ่ออยู่กับความปวดหรืออยู่กับพุทโธคะ

พระอาจารย์ : อยู่กับพุทโธดีกว่า เพราะถ้าเราไปอยู่กับความปวด มันจะเกิดความอยากให้หายปวด ฉะนั้นเราอย่าไปคิดถึงมันจะดีกว่า แล้วมันจะทำให้เราลืมความอยากให้มันหายปวดได้.

 สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ เมษายน ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต






"ทำดี แต่ถูกนินทาว่าชั่ว
 ก็ไม่ได้ทำให้ความดี
 กลับมาเป็นความชั่วได้
 เมื่อทำดี ก็คงเป็นทำดีอยู่นั่นเอง"

 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ







"ไม่ใช่ว่านักปฏิบัติธรรม
 นั่งสมาธิเพื่อ ไม่ต้องคิดอะไรทั้งสิ้น
 แต่เพื่อสามารถคิด เฉพาะเรื่องที่ควรคิด
 ในเวลาที่สมควรคิด"

 พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ







ในเรื่องของกรรมนั้น พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

"ถ้าเราไม่ทำเขา เขาย่อมไม่ทำกับเรา"

เพราะเราเคยได้เบียดเบียนเขาไว้ก่อน
เราจึงต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น
 จากเขาบ้าง

ท่านพ่อลี ธัมมธโร






"คนเรา มัวแต่พากันห่วงบ้าน
 ห่วงเรือน ห่วงข้าวของ ทรัพยสมบัติ
 จะปลีกตัวมาวัด ทำความดี ก็มาไม่ได้

แต่บ้านเรือน ข้าวของ
และทรัพย์สมบัติ เหล่านี้
 มันเคยห่วงใยเราบ้างหรือเปล่า"

หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ






"ให้เราคิดถึงครูบาอาจารย์
 เป็นผู้มีบุญอยู่บนหัวใจ
 หรืออยู่บนกระหม่อมจอมขวัญ
 ของเราเสมอ อย่าได้ลืม
 อย่าได้ลบหลู่ดูหมิ่น
เราจะเป็นผู้เจริญในอนาคต"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน





ก่อนไม้จะเป็นถ่าน เขาใช้ไฟเผา ก่อนความดีจะเกิดแก่เรา ต้องใช้ธรรมเผากิเลส โลภ โกรธ หลง หายหนี ความงามความดีก็ก้าวเข้ามา
 หลวงปู่สาย เขมธมฺโม






"...จิตเจริญ ผิดกับสิ่งทั้งหลายเจริญ โลกเจริญ ด้านวัตถุเจริญ การค้าเจริญ อะไรๆเจริญ ความเจริญนั้นก็จริง แต่คนก็ทุกข์อยู่อย่างดั้งเดิมนั่นแหล่ะ

แต่เพียงจิตเจริญนี้ เจริญยิ่งขึ้นเท่าไร ยิ่งเห็นความสุขชัดเจนภายในตัวของเรา ผิดกับสิ่งภายนอกเจริญเป็นไหนๆ..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






"...ทุกคนหนีโลกธรรมไม่พ้น จึงอย่าหนีมัน เพราะมันเป็นของธรรมดา คนส่วนใหญ่คิดว่าตนฉลาด ดังนั้น เมื่อถูกด่าว่าหรือติ หรือนินทา จะมีอารมณ์ไม่พอใจ โกรธ เก็บเอามาคิดปรุงแต่ง เกิดอาฆาต พยาบาท จองเวร

เพราะอารมณ์โง่ โมหะหรือหลง หรือมิจฉาทิฏฐิ จึงทำร้ายตนเอง เผาตนเอง เบียดเบียนตนเอง ขาดเมตตาต่อตนเอง เหมือนกินยาพิษ เพราะใจเป็นโมหะ (หลง,ไม่รู้)

แต่ใครเชื่อพระองค์ก็เป็นสุข เพราะถือเป็นของธรรมดา ให้ตั้งไว้ในอารมณ์ช่างมัน หรือวางเฉย หรือสักแต่ว่าหรืออุเบกขา จนถึงสังขารุเบกขาญาณในที่สุด..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่หลุย จันทสาโร
 วัดถ้ำผาบิ้ง จ.เลย







"...การทรมานตนของผู้บำเพ็ญเพียร ต้องให้พอเหมาะกับอุปนิสัย นายสารถีผู้ฝึกม้ามีชื่อเสียงคนหนึ่ง มาเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถามถึงวิธีทรมานเวไนย พระองค์ทรงย้อนถามนายสารถีก่อน ถึงการทรมาณม้าเล่า เขาทูลว่าม้ามี ๔ ชนิด คือ

๑. ทรมานง่าย
 ๒. ทรมานอย่างกลาง
 ๓. ทรมานยากแท้
๔. ทรมานไม่ได้เลย ต้องฆ่าเสีย

พระองค์จึงตรัสว่าเราก็เหมือนกัน

๑. ผู้ทรมาณง่าย คือผู้ปฏิบัติทำจิตรวมง่ายให้กินอาหารเพียงพอ เพื่อบำรุงร่างกาย

๒. ผู้ทรมานอย่างกลาง คือผู้ปฏิบัติทำจิตไม่ค่อยจะลง ก็ให้กินอาหารแต่น้อยอย่าให้มาก

๓. ทรมานยากแท้ คือผู้ปฏิบัติทำจิตลงยากแท้ ไม่ต้องให้กินอาหารเลย แต่ต้องเป็น อตฺตญฺญู รู้กำลังของตนว่าจะทนทานได้สักเพียงไร แค่ไหน

๔. ทรมานไม่ได้เลย ต้องฆ่าเสีย คือผู้ปฏิบัติทำจิตไม่ได้ เป็น ปทปรมะ พระองค์ทรงชักสะพานเสีย กล่าวคือไม่ทรงรับสั่งสอน อุปมาเหมือนฆ่าทิ้งเสียฉะนั้น..."

โอวาทธรรมคำสอน.."มุตโตทัย"
องค์ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต (พ.ศ. ๒๔๑๓ - ๒๔๙๒)


 7 
 เมื่อ: 26 เมษายน, 2560, 00:39:36 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.



“คุณอยากรู้ไหมว่าผมฆ่าพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงของผม ด้วยวิธีไหน”

489. รีวิวเล็กๆกับ : Dolly Deadly / 2016 (ขอฆ่าให้สาสม!)

เห็นโปสเตอร์ของหนังเรื่องนี้ผ่านสายตาในเว็บดูหนังต่างประเทศเมื่อคืนก่อน ซึ่งมัน “ชวนสะดุดสายตาเอามากๆ” กับภาพเด็ก หรือตัวอะไรซักอย่างที่มันน่ากลัวแบบแปลกแยกและหลอนหนักมากบนหน้าปก  ชื่อของมันคือ “ Dolly Deadly / 2016 ” เป็นหนังสยองขวัญจากดินแดนเสรีภาพอเมริกาโดยผู้กำกับ Heidi Moore เรื่องนี้เป็นหนังสาย Genres: Comedy | Drama | Horror ที่ได้รับคะแนนโหวตมากถึง 6.5 / 10 คะแนนจาก IMDB มาแล้วนะ (เอ่อ…แต่พอผมเหลือบไปเห็นคำว่า Comedy ใน Genres แล้วพาลทำให้ความอยากดูของผมมันลดลงราว 50%  แต่….ขอบอกว่ามันคือ “ภาพลวงตา” ครับผมๆๆ  เพราะภายในตัวหนังจริงๆมันไม่ Comedy เลยว่ะ แต่มันกลับมีความรันทดแสนสาหัสของเด็กน้อยคนหนึ่งแบบจัดเต็มแทน! / ขอบอก!)

ฉากเปิด….หนังนำเสนอเรื่องราวของเด็กน้อย-ทารกเพศชายคนหนึ่ง(อายุน่าจะราว 1 ขวบปี / มั๊ง) ที่กำพร้าพ่อ และมีแม่ขี้เหล้า-วันๆสูบแต่บุหรี่  อยู่มาวันหนึ่งคุณแม่ของเด็กน้อยประสบอุบัติเหตุขณะเสริมความงามอยู่ภายในบ้านรังหนูของเจ้าหล่อนเองจนศีรษะระเบิด-ตายอย่างสยดสยองเป็นยิ่ง  เหลือทิ้งไว้เพียงความเศร้าโศกเน่าๆ และเด็กน้อยที่ต้องย้ายชายคาไปสู่ครอบครัวอุปถัมภ์แห่งใหม่ที่บ้าบอคอแตกแบบสุดๆ….

หลายปีผ่านพ้นไป กับบ้านใหม่ของเด็กน้อย Benji อายุราว 10 ขวบปี-ครอบครัวอุปถัมภ์บ้าบอ  :  ฝ่ายหญิงทำอาชีพช่างเสริมสวยอุปกรณ์แต่งหน้าผิดกฎหมายราคาถูก(ที่ซึ่งวันๆถ้าไม่มีงานก็เอาแต่เมาเหล้า+สูบบุหรี่จัดแบบมวนต่อมวน)  ส่วนฝ่ายชายเป็นพวกฮิปปี้ตกงานอยู่ วันๆเอาแต่เมาเหล้าและเมาบุหรี่เช่นเดียวกับศรีภรรยา  ครอบครัวนี้เองที่เลี้ยงดูทารกน้อย-เด็กชาย Benji (รับบทโดย Justin Moore)แบบไม่สู้จะเต็มใจมากนัก เพราะเลี้ยงดูแบบหมูแบบหมา เลี้ยงแบบทิ้งๆขว้างๆ  ทุกวันเด็กน้อย Benji จะถูกสองสามีภรรยาใช้เป็นที่รองรับอารมณ์ทุกครั้งเวลาไม่สบอารมณ์ ประมาณว่าเวลาหน้าที่การงานไม่ดีไม่ราบรื่นก็ขอมาตบ-มากระทืบ-มาระบายกับเด็กน้อย Benji  ถ้าวันไหนกินเหล้าแล้วเหล้ารสไม่ดีก็รุมทุบตีเด็กน้อยอย่างสัตว์เลี้ยง ทำให้เด็กชาย Benji เฝ้าคิดถึงแต่แม่แท้ๆของเขาที่ตายจากไปทุกวัน ทุกวัน  ทุกวัน….   จนวันหนึ่งเขาได้สร้าง “โลกในจินตนาการ” สำหรับเป็นเพื่อนแท้ซึ่งไม่มีใครสามารถเห็นได้ในชีวิตจริงขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่านานวันเข้า “โลกในจินตนาการ” ของเด็กน้อยมันยิ่งเริ่มเลยเถิดจนกู่ไม่กลับ  จนเด็ก Benji ไม่สามารถรับรู้ได้ว่า “อะไรจริง อะไรหลอน อะไรลวง” ประจวบกับการทารุณกรรมของสามี-ภรรยาในครอบครัวอุปถัมภ์ทุกๆวันสะสมทำให้พฤติกรรมความเป็นชายของเด็กน้อยแปรเปลี่ยนไปเป็นหญิง และ…กลายเป็นตัวอะไรก็ไม่รู้  นานวันเข้าจนคืนหนึ่งเด็กน้อยก็เริ่มมีอาการทางจิตอย่างรุนแรง  ทุกอย่างเริ่มระเบิดออก  จนมีความคิดอยากฆ่าพ่อเลี้ยงและแม่เลี้ยงของตนอย่างสนุก (????)

ใช่  ความคิดในหัวของผมตอนนี้ก็คือ…. “ถ้าผมทรมาน ฆ่าพ่อเลี้ยง และฆ่านังแม่เลี้ยงทิ้ง คุณแม่จริงๆที่อยู่ในบ้านหลังเก่า ท่านคงจะออกมายืนยิ้ม และดีใจอย่างมีความสุขที่สุด ส่วนคุณ แม่เลี้ยงและคุณพ่อเลี้ยงก็คงจะมีความสุขที่ถูกผมแทงด้วยมีด ทุกคนจะมีความสุข….ส่วนผมก็จะเป็นที่รักของทุกๆคน  แม่ครับ…ผมจะฆ่าพวกมันทั้งหมด  ผมรักทุกคนครับ!”  (ส่วนฉากจบ  คงจะพอเดากันออกนะครับว่าน่าจะออกมาประมาณในรูปไหน….)

**** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
เป็นหนังสยองขวัญที่ยิงคำว่า Comedy ไว้ใน Genres ช่วงแรก แต่ปรากฏว่ามันโคตรจะไม่ Comedy เลยนะ! 555+ (ขอบอก!) เพราะภาพที่เราเห็นจริงๆ ที่ดูเหมือนมันจะตลก…แต่มันกลับไม่ตลกเลยในสายตาของคนดู เพราะผู้กำกับ Heidi Moore ดันใส่ฉากทารุณกรรมเด็กเอาไว้อย่าครบสูตร ไม่เว้นแม้แต่การทารุณกรรมด้วยสายตา! หนังดำเนินเรื่องเชื่องช้าหน่อยนะ แต่มันทรมานใจคนดูอย่างสูง….เป็นฉากภายในหนังที่คนดูหลายคนเฝ้าภาวนาขอให้ฉากทารุณกรรมเด็กน้อยจบลงโดยไว (ทารุณกรรมทั้งทางกายและทางใจ / ถึงจะไม่รุนแรงมาก แต่พอตัวละครเป็นเด็กน้อยมันเลยพาลไม่อยากดู…เอ้อ!) โดยหลังจากสะสมความอัดอั้นไว้นานตั้งแต่ช่วงต้นเรื่องจวบจนปลายเรื่อง   ฉากจบ….คนดูจะได้เห็นเจ้าเด็กน้อย Benji สังหารโหดพ่อและแม่เลี้ยงของเขาอย่างสุดสาสม! (????) เป็นการเอาคืนที่หลายคนเฝ้ารอคอยว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป  และ…ฉากสุดท้ายในชีวิตที่เจ้าหนูคนนี้เลือกทางเดินต่อไป (มันคือทิศทางไหนกันแน่นะ #เชิญหามารับชมเองเถอะ!)

* อนึ่ง  เรื่องนี้ดูจบแบบมึนๆ คนชอบก็ชอบกันไป ส่วนคนที่ไม่ชอบก็น่าจะเกิดอาหารเซ็งเป็ดอยู่ไม่น้อย (นานาจิตตังนะ) ถ้าถามผมว่าหนังสนุกไหม….เอ่อ ตอบไม่ได้ครับ  เอาเป็นว่ามันเป็นหนังเฉพาะแนวแล้วกัน ดูจบคุณอาจมีอารมณ์ร่วมกับหนังเรื่องนี้แตกต่างกันออกไปในแต่ละคน  บ้า-เพี้ยน-จิต-หลอน-ป่วย-โหด….เอ้อ  ถ้าให้คะแนนนะ  ผมให้กลางๆซัก 6.5 / 10 คะแนนละกันครับ (เข้าไม่ถึงอารมณ์ของตัวละครครับ…น้องเค๊า Arts หลุดโลกาไปแล้ว 555+ )







 





 8 
 เมื่อ: 25 เมษายน, 2560, 06:18:28 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

ครั้นถอดถอนกิเลสได้แล้ว
 ก็เป็นอริยบุคคลขึ้นมาทันที
 หากยังไม่ได้ ก็เป็นนิสสัย
 ได้เป็นปัจจัยต่อไปในภายภาคหน้า
 แต่กว่าจะได้ ก็ต้องทำแล้วทำเล่า
ซ้ำแล้วซ้ำอีกเรื่อยไป
 หมั่นขยันตักเตือนตนของตน
 ทำไปเถ๊อะ..มันไม่สูญเปล่าหรอก

หลวงปู่จาม มหาปุญโญ



"เราเหงา เพราะเราหวัง
 พึ่งคนอื่น สิ่งอื่น ถ้าใจมันนึกว่า
 อัตตาหิ อัตตโน นาโถ
 ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็หายเหงา

 ทำใจให้มีที่อยู่
 ที่อยู่ของใจคือ วิหารธรรม
 ถ้าใจ ยึดมั่นในพระพุทธ
 พระธรรม พระสงฆ์
 อย่างแน่วแน่ ก็หายเหงา"

-:-หลวงพ่อพุธ ฐานิโย-:-






วันนี้มีโยมมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์สิรินธร เลยขึ้นมานมัสการองค์หลวงปู่ที่ศาลาหลวงพ่อบันดาลฤทธิผลจึงกราบเรียนถามปัญหาคาใจ

โยม : หลวงปู่ครับพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่าครับ

หลวงปู่ : มีจริงสิ ทำไมจะไม่มี

โยม : เราจะพิสูจน์ยังไงครับว่าพระพุทธเจ้ามีจริงและคำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฏกเป็นของจริง อาจเป็นพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งเขียนขึ้นมาเองก็ได้

หลวงปู่ : ไดโนเสาร์มีจริงไหมคุณ

โยม : มีสิครับผม

หลวงปู่ : อ้าวคุณรู้ได้ไงว่าไดโนเสาร์มีอาจเป็นใครคนใดคนหนึ่ง เอาอะไรมาหล่อเป็นโครงกระดูกแล้วแต่งเรื่องหลอกพวกคุณก็ได้

โยม : ก็มีฟอสซิล มีโครงกระดูก มีนักวิชาการรับรองว่าไดโนเสาร์มีจริงเป็นสัตว์ที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี่ครับ มีการพิสูจน์มีเอกสารรับรอง

หลวงปู่ : ถ้าคุณว่าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงมีจริง พระธาตุหรือกระดูกของพระองค์ยังอยู่ พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็ยังอยู่ พระอรหันต์พระอริยะเจ้าที่ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ก็ยังพ้นทุกข์อยู่ ท่านเหล่านั้นก็ยืนยันว่าพระธรรมของพระองค์ปฏิบัติได้จริงและพิสูจน์แล้วเห็นผลจริง พวกเราผู้เกิดไม่ทันก็อาศัยพระธรรมคำสั่งสอนนั้น ปฏิบัติตามและก็เห็นผลตามนั้น ถ้ามีครูบาอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่งแต่งพระไตรปิฏกมาหลวงปู่ก็ถือว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าเพราะภูมิธรรมในชั้นพระไตรปิฏกเป็นธรรมชั้นพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงแสดงได้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้เป็นพระอรหันต์พระอริยะเจ้าทั้งหลาย ผู้ประพฤติปฏิบัติตาม ล้วนแต่เคารพในพระพุทธเจ้าและพระธรรมคำสั่งสอนนั้น พระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมปฏิบัติได้จริงเห็นผลจริง พระพุทธเจ้าไม่ได้หลอกเรา พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก้ไม่หลอกเรา เพราะพระไตรปิฏกนั้นก็เป็นเครื่องรับรองความมีอยู่ของพระพุทธเจ้านั้นไงเล่า

โยม : อย่างนั้นผมจะเคารพต่อครูบาอาจารย์และปฏิบัติตามพระไตรปิฏกจะสามารถพ้นทุกข์และเข้าสู่พระนิพพานเป็นพระอริยะเจ้าได้ใช่ไหมครับหลวงปู่

หลวงปู่ : ไม่ได้ บางคนหลงหนังสือหลงพระไตรปิฏกจนลืมพระธรรม บางคนหลงครูบาอาจารย์เที่ยวกราบเที่ยวเฝ้าเที่ยวแหนครูบาอาจารย์ จนลืมการปฏิบัติ อะไรที่สอนเราได้ที่เราพิจารณาเพื่อลดความอยากละกิเลสตัณหาได้ อันนั้นก็พระธรรม เราอาศัยพระไตรปิฏกและครูบาอาจารย์เป็นแนวทางเป็นหลักยึดเพื่อเข้าสู่พระนิพพาน แต่การหลงยึดหลงติดในพระไตรปิฏกหลงติดในครูบาอาจารย์ก็เป็นเครื่องขวางกั้นพระนิพพานได้เหมือนกัน หลงมันก็คือหลง จะให้เดินตามทางที่ถูกต้องไม่หลง เข้าใจนะ

_____________________

คติธรรม คำสอน โดย พระญาณวิสาลเถร (หลวงปู่หา สุภโร) หรือ หลวงปู่ไดโนเสาร์ วัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์






พระอาจารย์คม ตอบว่า

" การภาวนาได้ผลช้าเร็วต่างกันนั้น นอกจากเรื่องจริตนิสัยความเพียรในการภาวนาแล้ว เป็นเรื่องของความเกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์ สถานที่ และภพภูมิด้วย กำหนดสติให้ต่อเนื่อง และตั้งใจภาวนาต่อไป ยิ่งจะพบความอัศจรรย์ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก

กายวิเวก -กายสงัดจากสิ่งวุ่นวาย
 จิตตวิเวก -จิตสงัดจากนิวรณ์ มีสมาธิ
 อุปธิวิเวก -ธรรมอันเป็นที่สงัดจากกิเลส

กายวิเวก จึงนำมาซึ่งจิตตวิเวก
 จิตตวิเวก จึงนำมาซึ่งอุปธิวิเวก "
 _________________________________________

พันตำรวจเอก ญาณพล - คุณสุกัญญา ยั่งยืน
 รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)

สมาทานศีล ๘ และเจริญกรรมฐานภาวนา
 ณ วัดป่าธรรมคีรี เป็นเวลา ๗ วัน

ท่านญาณพล และคุณสุกัญญา เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิพระอาจารย์คม อภิวโร และเป็นผู้ใหญ่ที่มีน้ำใจดียิ่งของญาติมิตร

ครอบครัวยั่งยืน มีความเกี่ยวพันกับครูบาอาจารย์สำคัญในสายกรรมฐานหลายรูป อาทิ หลวงปู่ตื้อ หลวงปู่จาม หลวงพ่อวันชัย เป็นต้น

คุณสุกัญญา เป็นหลานสาวอาจารย์จินตนา ผู้ที่หลวงตามหาบัวเคยเมตตาเล่าในงานศพของอาจารย์จินตนาว่า อาจารย์จินตนาได้เกิดเป็นคู่บารมีท่านมาหลายชาติ ทุกชาติจะตายก่อนหลวงตา หลวงตาได้มาเผาศพให้ทุกชาติ แต่ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายแล้วที่หลวงตาจะมาเผาศพให้ได้

อาจารย์จินตนาจะพาลูกหลานเข้าวัด ปฏิบัติธรรมใกล้ชิดหลวงปู่หลวงตาครูบาอาจารย์จนเป็นนิสัย ซึ่งลูกหลานที่ว่านั้น รวมถึงคุณสุกัญญา ภรรยาท่านญาณพลท่านนี้ด้วย

ด้วยกุศลที่เคยมีร่วมกันมา ทำให้ท่านญาณพล และคุณสุกัญญา มีความเคารพศรัทธา และติดตามพระอาจารย์คมมานานหลายปี

การมาปฏิบัติธรรม ๗ วันครั้งนี้ ทั้งสองท่านกราบเรียนว่า

" รู้สึกดีมากๆ ของเก่าที่หายไป ได้กลับคืนมา จิตรวมสงบไวมาก สมาธิตั้งมั่น มีพลังเต็มเปี่ยม มีความปิติสุขใจไม่มีประมาณ ไปภาวนาที่อื่นจิตก็ไม่เป็นอย่างนี้ "

พระอาจารย์คม ตอบว่า

" การภาวนาได้ผลช้าเร็วต่างกันนั้น นอกจากเรื่องจริตนิสัยความเพียรในการภาวนาแล้ว เป็นเรื่องของความเกี่ยวข้องกับครูบาอาจารย์ สถานที่ และภพภูมิด้วย กำหนดสติให้ต่อเนื่อง และตั้งใจภาวนาต่อไป ยิ่งจะพบความอัศจรรย์ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก

กายวิเวก -กายสงัดจากสิ่งวุ่นวาย
 จิตตวิเวก -จิตสงัดจากนิวรณ์ มีสมาธิ
 อุปธิวิเวก -ธรรมอันเป็นที่สงัดจากกิเลส

กายวิเวก จึงนำมาซึ่งจิตตวิเวก
 จิตตวิเวก จึงนำมาซึ่งอุปธิวิเวก "







“คนที่จะมีปัญญาเห็นประโยชน์ในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ในทุกวันนี้ ในโลกนี้ มีได้น้อย

เพราะว่ากระแสของโลก เป็นกระแสของอารมณ์ ของกิเลสตัณหา ซึ่งทำให้จิตใจของคนเราหลงเพลิดเพลิน...เพลิดเพลินไปกับการหาความสุข ในรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส ในวัตถุธาตุทั้งหลาย”

พระอาจารย์อัครเดช (ตั๋น) ถิรจิตฺโต
21/4/2560 ณ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย






"เราเหงา เพราะเราหวัง
 พึ่งคนอื่น สิ่งอื่น ถ้าใจมันนึกว่า
 อัตตาหิ อัตตโน นาโถ
 ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ก็หายเหงา

 ทำใจให้มีที่อยู่
 ที่อยู่ของใจคือ วิหารธรรม
 ถ้าใจ ยึดมั่นในพระพุทธ
 พระธรรม พระสงฆ์
 อย่างแน่วแน่ ก็หายเหงา"

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย






"คนอื่นเขาด่าเรา เขาก็ลืมไป
 แต่เราไปเก็บมาคิด
 เหมือนเขาคายเศษอาหารทิ้งไป
 แล้วเราไปเก็บมากิน
 แล้วจะว่าใครโง่"

 ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก





กามราคะ

"... เหตุเกิดเพราะ แม่ม่ายสาวสวยแถมรวยทรัพย์คนหนึ่ง มาถวายจังหันหลวงพ่อชาทุกวัน ไม่ช้าไม่นาน หลวงพ่อรู้สึกว่า สีกาม่ายคนนี้ คิดมิดีมิร้าย กับท่านเสียแล้ว ตัวท่านเอง จิตใจก็ชักหวั่นไหว

มารกับธรรมะ สู้รบกันอย่างหนักหน่วงภายในจิต กระทั่งท่านคิดปรุงแต่งเรื่องของแม่ม่าย จนรู้สึกว่าจะไว้ใจตัวเองไม่ได้แล้ว ท่านก็เลยตัดสินใจเก็บบริขารรีบจากวัดบ้านต้องในกลางดึก! ไปหา หลวงปู่กินรี จันทิโย ยังวัดป่าเมธาวิเวก

 ระยะที่พักอยู่นั้น ท่านได้ทำความเพียรปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด แต่กามราคะก็ได้เข้ามารุมเร้าหลวงพ่อชา อย่างรุนแรง!

ไม่ว่าจะเดินจงกรม นั่งสมาธิ หรืออิริยาถใดก็ตาม ปรากฎว่า มีอวัยวะเพศของผู้หญิง ล้อมปรากฎเต็มไปหมด เกิดความรู้สึกรุนแรง เดินจงกรมก็ไม่ได้เพราะ องค์กำเนิด(องคชาติ) ถูกผ้าเข้า ก็มีอาการไหวตัว

ต้องให้เขาทำที่จงกรมในป่าทึบ เพื่อเดินเฉพาะในเวลาค่ำมืด และเวลาเดิน ต้องถลกสบงพันเอวไว้ การต่อสู้กับกามราคะ เป็นไปอย่างทรหดอดทน ขับเคี่ยวกันอยู่นาน ถึง ๑๐ วัน ความรู้สึก และ นิมิตเหล่านั้น จึงสงบและหายขาดไป

กามราคะ ก็เหมือนกับสุนัข ถ้าเอาข้าวเปล่าๆให้กินทุกวันๆ มันก็อ้วนอย่างหมูเหมือนกัน การปฏิบัตินั้นยากหลายอย่าง แต่ที่ยากจริงๆ ก็เรื่องผู้หญิง นี่แหละ ระวังนะ ! อย่าให้งูเห่ามันฉก วันไหน มันแผ่แม่เบี้ยมากๆ ก็ให้ทำความเพียรให้มาก ! ..."

ประวัติธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง






วันนี้มีโยมมาเที่ยวพิพิธภัณฑ์สิรินธร เลยขึ้นมานมัสการองค์หลวงปู่ที่ศาลาหลวงพ่อบันดาลฤทธิผลจึงกราบเรียนถามปัญหาคาใจ

โยม : หลวงปู่ครับพระพุทธเจ้ามีจริงหรือเปล่าครับ

หลวงปู่ : มีจริงสิ ทำไมจะไม่มี

 โยม : เราจะพิสูจน์ยังไงครับว่าพระพุทธเจ้ามีจริงและคำสอนที่อยู่ในพระไตรปิฏกเป็นของจริง อาจเป็นพระสงฆ์องค์ใดองค์หนึ่งเขียนขึ้นมาเองก็ได้

หลวงปู่ : ไดโนเสาร์มีจริงไหมคุณ

โยม : มีสิครับผม

หลวงปู่ : อ้าวคุณรู้ได้ไงว่าไดโนเสาร์มีอาจเป็นใครคนใดคนหนึ่ง เอาอะไรมาหล่อเป็นโครงกระดูกแล้วแต่งเรื่องหลอกพวกคุณก็ได้

โยม : ก็มีฟอสซิล มีโครงกระดูก มีนักวิชาการรับรองว่าไดโนเสาร์มีจริงเป็นสัตว์ที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี่ครับ มีการพิสูจน์มีเอกสารรับรอง

หลวงปู่ : ถ้าคุณว่าอย่างนั้นพระพุทธเจ้าก็ทรงมีจริง พระธาตุหรือกระดูกของพระองค์ยังอยู่ พระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงก็ยังอยู่ พระอรหันต์พระอริยะเจ้าที่ประพฤติปฏิบัติตามคำสอนของพระองค์ก็ยังพ้นทุกข์อยู่ ท่านเหล่านั้นก็ยืนยันว่าพระธรรมของพระองค์ปฏิบัติได้จริงและพิสูจน์แล้วเห็นผลจริง พวกเราผู้เกิดไม่ทันก็อาศัยพระธรรมคำสั่งสอนนั้น ปฏิบัติตามและก็เห็นผลตามนั้น ถ้ามีครูบาอาจารย์องค์ใดองค์หนึ่งแต่งพระไตรปิฏกมาหลวงปู่ก็ถือว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้าเพราะภูมิธรรมในชั้นพระไตรปิฏกเป็นธรรมชั้นพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่ทรงแสดงได้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้เป็นพระอรหันต์พระอริยะเจ้าทั้งหลาย ผู้ประพฤติปฏิบัติตาม ล้วนแต่เคารพในพระพุทธเจ้าและพระธรรมคำสั่งสอนนั้น พระพุทธเจ้ามีจริง พระธรรมปฏิบัติได้จริงเห็นผลจริง พระพุทธเจ้าไม่ได้หลอกเรา พ่อแม่ครูบาอาจารย์ก้ไม่หลอกเรา เพราะพระไตรปิฏกนั้นก็เป็นเครื่องรับรองความมีอยู่ของพระพุทธเจ้านั้นไงเล่า

โยม : อย่างนั้นผมจะเคารพต่อครูบาอาจารย์และปฏิบัติตามพระไตรปิฏกจะสามารถพ้นทุกข์และเข้าสู่พระนิพพานเป็นพระอริยะเจ้าได้ใช่ไหมครับหลวงปู่

หลวงปู่ : ไม่ได้ บางคนหลงหนังสือหลงพระไตรปิฏกจนลืมพระธรรม บางคนหลงครูบาอาจารย์เที่ยวกราบเที่ยวเฝ้าเที่ยวแหนครูบาอาจารย์ จนลืมการปฏิบัติ อะไรที่สอนเราได้ที่เราพิจารณาเพื่อลดความอยากละกิเลสตัณหาได้ อันนั้นก็พระธรรม เราอาศัยพระไตรปิฏกและครูบาอาจารย์เป็นแนวทางเป็นหลักยึดเพื่อเข้าสู่พระนิพพาน แต่การหลงยึดหลงติดในพระไตรปิฏกหลงติดในครูบาอาจารย์ก็เป็นเครื่องขวางกั้นพระนิพพานได้เหมือนกัน หลงมันก็คือหลง จะให้เดินตามทางที่ถูกต้องไม่หลง เข้าใจนะ

_____________________

คติธรรม คำสอน โดย พระญาณวิสาลเถร (หลวงปู่หา สุภโร) หรือ หลวงปู่ไดโนเสาร์ วัดสักกะวัน (ภูกุ้มข้าว) อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์






"...ความอดทนเป็นตะปะอันยิ่งใหญ่ เพราะเหตุที่นิสัยจิตใจของคนมันมีต่างกัน ท่านจึงสอนให้มีความอดทน แต่อยู่ด้วยกันแล้วจงหาความดีต่อกัน ไม่อิจฉาพยาบาทไม่จองล้างจองผลาญ ไม่โกรธเกลียดกัน ไม่มีทิฏฐิมานะ มีอะไรก็ควรที่จะปรึกษาหารือเข้าหากันได้ การมุ่งหน้าเข้าหากันได้เป็นการดีมาก..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี





คำเขาด่า เขาว่าเสียดสีใดๆ มันไหลเข้าหูใด ให้ไหลออกหูนั้น ท่านจะไม่ทุกข์ใจ เมื่อไม่เก็บมันไว้ ถ่านไม่มีไฟ ความร้อนมันก็หาย
 หลวงปู่สาย เขมธมฺโม





อย่าเห็นปลาไหลว่าเป็นงู
 อย่าเห็นงูว่าเป็นปลาไหล
 อย่าเห็นสามรัตนตรัยว่าเป็นของเล่น
 ยอดของดีร้อยเปอร์เซ็นไม่รู้หรือ
 ให้นับถือ ให้นอบน้อม ให้ยอมกราบวันทา
ยอดบูชารู้หรือไม่ ไม่ใช่ของต่ำเลย

หลวงปู่สาย เขมธัมโม




ตายแล้วก็สิ้นหวัง ฝังแล้วก็สิ้นเรื่อง
 ไม่มีใครรื้อบ้านรื้อเมืองไปได้สักคน
 หลวงปู่สาย เขมธัมโม






คำสอนพ่อ
 อารมณ์พระนิพพาน

มันไม่มีอารมณ์อะไรนี่
 อารมณ์อย่างเทวดาก็ไม่มี
อารมณ์อย่างพรหมก็ไม่มี
 จะมานั่งห่วงว่าคนนั้นจะแก่ก็ไม่มี
 ห่วงว่าคนนั้นจะป่วยมันก็ไม่มี
 ห่วงว่าคนนั้นจะหิวมันก็ไม่มี
 ห่วงว่าคนนั้นจะเหนื่อยมันก็ไม่มี
 มันไม่มีอะไรจะห่วงทั้งหมด อารมณ์มันเฉย ๆ
 ถึงจะเป็นลูก เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นสามี เป็นภรรยา อารมณ์เดิมมันก็ไม่มี
 แต่ความเนื่องถึงกันในอดีตนั่นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ขึ้นมาบนนี้อารมณ์มันปล่อยหมด
 แต่ทว่า คำว่า พันธะ ยังมีอยู่นิดนึงคือ ห่วงพวกที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ แต่ห่วงแล้วจิตมันก็ไม่เป็นทุกข์หรอก
 มีกังวลอยู่นิดเดียวว่า ทำอย่างไรเขาจึงจะเป็น พระอรหันต์
 จะหาวิธีใดที่จะให้เขามานิพพานได้
 พระองค์อธิบายว่า ขณะที่ทรงขันธ์ 5 อยู่ ให้ทำจิตเหมือนกับอยู่ที่นิพพาน
 แต่ทว่ากิจที่จะต้องทำก็คือภาระเกี่ยวกับขันธ์ 5
ถือว่าเราทำเพื่อมันทรงอยู่ เพราะมันยังไม่ดับ แต่อย่ามีอารมณ์กังวล มันอยากกินก็ให้มันกิน
 มันอยากขี้ก็ให้มันขี้
 มันอยากนอนก็ให้มันนอน
 ทำสภาวะเหมือนกับว่า
 ร่างกายเป็นเสือตัวร้ายที่เราเลี้ยงไว้
 แต่เรากำลังจะกระโดดหนีเสือ แต่มันยังไปไม่ได้ เมื่อเราอยู่กับเสือก็มีความรังเกียจเสือ
 เราให้มันกินเฉพาะความจำใจ
 แต่เนื้อแท้จริง ๆ เราไม่ต้องการมันเลย
 แล้วพระพุทธองค์ทรงสรุปอีกว่า
"ให้พยายามรักษากำลังใจว่า ที่เราทรงขันธ์อยู่ให้เหมือนกับว่าเราละขันธ์ 5 ไปอยู่ที่นิพพาน
 คืออย่าให้มีอารมณ์ยุ่งหน้าที่ ก็ให้มันเป็นหน้าที่ จิตจงอย่ายุ่ง
 ทำทุกอย่างเพื่อเราละโลกนี้ เทวโลก พรหมโลก
 ซึ่งเหมือนพยัคฆ์ร้ายที่คอยทำอันตรายเรา
 เราต้องการอย่างเดียวคือ "พระนิพพาน"

คัดมาจาก : พ่อรักลูก เล่ม 1
เนื่องในวาระครบรอบ 6 ปีการมรณภาพ ของ
 พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน






คำสอนหลวงพ่อเรื่อง "ความสำคัญอยู่ที่ความเข้าใจ"

.. การปฏิบัติพระกรรมฐานของ
 บรรดาท่านพุทธบริษัท อันดับแรก
 ทุกคนให้มีความรู้สึกไว้เป็นประจำใจ
ทุกลมหายใจเข้าออก มีความรู้สึก
 อยู่เสมอว่า "ชีวิตที่เราทรงอยู่นี้
 มันจะต้องตาย ไม่มีใครที่จะทรงอยู่
 ตลอดกาล ตลอดสมัย"

ฉะนั้นในเมื่อมันจะตายจาก
 ความเป็นคน เราจะไม่ยอมขาดทุน
 นั่นคือเราจะไม่ยอมย้อนลงอบายภูมิ
 ที่เกิดเป็นสัตว์นรกเปรต อสุรกาย
 สัตว์เดรัจฉาน ความจริงถ้าเรากลับ
 มาเกิดเป็นคนใหม่ก็ถือว่าขาดทุน
 เหมือนกัน

ทางที่ดีก็ควรจะคิดว่า ถ้า
 อย่างเลวที่สุดเมื่อตายจากความ
 เป็นคน เราควรจะเป็นเทวดาหรือ
 พรหม ถ้าดีที่สุดนั่นก็คือว่าเราจะไป
 พระนิพพาน "การเจริญพระกรรมฐาน
 ความสำคัญที่สุดก็อยู่ที่ความเข้าใจ"
ถ้าหากว่าเราเข้าใจเสียแล้ว ผลใน
 การปฏิบัติก็มีผล

ทีนี้สำหรับส่วนใหญ่ การเจริญ
 พระกรรมฐานนี่ ไม่ค่อยจะสร้างความ
 เข้าใจกัน จึงไม่มีผล มักจะถือเอา
 เวลาหลับตาภาวนาเป็นสำคัญ เรา
 จะเห็นได้ว่า ในสมัยเมื่อองค์สมเด็จ
 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชีวิตอยู่
 เวลานั้น

องค์สมเด็จพระบรมครู เวลา
 เทศน์จบปรากฏว่ามีท่านส่วนใหญ่
 ได้บรรลุมรรคผล แล้วก็ยังไม่ปรากฏ
 ว่าในสถานที่ใดที่รับฟังจากคำสอน
 ขององค์สมเด็จพระจอมไตรแล้ว
 ก็ไปขะมักเขม้น เรื่องการหลับตา
 มากกว่าการคิด

"ความจริงธรรมะขององค์สมเด็จ
 พระธรรมสามิสรจะมีผลจริงๆ อยู่ที่
 ความเข้าใจ" เมื่อท่านทั้งหลายเหล่า
 นั้นฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้า "ฟังแล้ว
 ท่านก็คิดตาม ใช้ปัญญาพิจารณาไป
 ด้วย เมื่อความเข้าใจเกิดขึ้น จิตก็
 ตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหาน"

เวลาปฏิบัติพระกรรมฐานให้
 มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า "เราฝึกจิต
 ไม่ใช่ฝึกกาย" ถ้าเอากายไปนั่งแข่ง
 กันว่า ฉันนั่งได้นานกว่า ยืนได้นานกว่า
 เดินได้นานกว่า นอนภาวนาได้นานกว่า
 ตัวนี้ยิ่งเลวจัด มันเป็นมานะถือตัวถือตน
 เป็นการโอ้อวด นำเอาอุปกิเลสเข้ามา
 ใส่ใจ นี่เป็นอารมณ์เลว ไม่ใช่อารมณ์ดี

ไอ้คำว่านาน นี่ไม่ใช่ความประสงค์
 ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมของเราไม่ใช่
 ธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า ต้องใช้การ
 ปฏิบัติให้มีความรวดเร็ว แต่เร็วก็ไม่ใช่
 นั่งเร็ว นอนเร็ว ยืนเร็ว เดินเร็ว แต่ว่า
 เร็วนั้นก็คือ "ทำจิตให้มันเกิดความ
 ฉลาด ให้จิตมันยอมรับนับถือกฎ
 ของความเป็นจริง"

"ถ้าเราพิจารณาแต่รูปตัวเดียว
 เราก็เป็นอรหันต์ได้" ท่านพาหิยะ
 ท่านพิจารณาอะไรได้บ้าง ก็รูป
 ตัวเดียวเท่านั้น ถ้าเราตัดรูปเสียได้
 ตัวเดียว อะไรมันจะเหลือ รูป เสียง
 กลิ่น รส สัมผัส ถ้าไม่มีรูป มันมีเสียง
 ได้หรือเปล่า แล้วก็มันจะมีกลิ่นได้ไหม

ถ้ารูปมันไม่มีเสียอย่างเดียว
 เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
 มันจะมีได้ที่ไหน เป็นอันว่า "เราก็
 ตัดตัวเดียว ตัดที่รูป ชาติปิ ทุกขา
 ความเกิดเป็นทุกข์" อะไรมันเกิด
 รูปมันเกิด นี่เราพูดกันในแนวของ
 อริยสัจ ..

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
ที่มาจาก.. โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม ๒








 9 
 เมื่อ: 24 เมษายน, 2560, 05:16:47 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"การรักษาศีล
 ต้องรักษาให้จริงจัง หมั่นเพียร
 เหมือนแท่นหินศิลาใหญ่
 โดนแดด โดนฝน โดนลม
 ก็ไม่หวั่นไหว ให้ตั้งมั่น
เหมือนแท่นศิลา
 ที่เป็นที่มาของคำว่า ศีล"

-:-ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย-:-



"เวลามันหลง ระลึกได้ขึ้นมา ให้รู้สึกตัว
 เวลามันโกรธ ระลึกได้ขึ้นมา ให้รู้สึกตัว
 เวลามันทุกข์ ระลึกได้ขึ้นมา ให้รู้สึกตัว
 เวลามันกลัว ระลึกได้ขึ้นมา ให้รู้สึกตัว
รู้สึกตัวระลึกได้ อย่างนี้คือ การปฎิบัติธรรม"

หลวงพ่อคำเขียน สุวัณโณ






" ถ้าโยม ไม่เจริญกรรมฐาน รับรอง ๑๐,๐๐๐ % จะให้อภัยใครไม่ได้

ผูกพยาบาทตลอดเวลา ถ้าท่านไม่มีกรรมฐานแล้ว ท่านจะให้อภัยได้ยาก อโหสิกรรมกันได้ยาก มีแต่ผูกใจโกรธ ผูกพยาบาท

ถึงท่านคนนั้น จะบริจาคทาน สร้างวัดกี่วัดก็ตาม ก็ยังให้อภัยทานไม่ได้

 ท่านต้องมีจิตใจสูงในกรรมฐาน ต้องมีสติปัฏฐานกำหนดจิต รู้หนอๆ รู้ว่าเราโกรธเขา รู้หนอๆ อย่าโกรธเขาเลย ให้อภัยเขาเถอะ

มันด่าเรา กำหนดต่อไป ด่าเรายังโกรธ ก็โกรธหนอๆๆ อ๋อบัดนี้ข้าพเจ้า ไม่โกรธแล้ว ข้าพเจ้ามีกรรมฐาน ข้าพเจ้าจะไม่ขอโกรธท่าน

เรียกว่า " อ โ ห สิ ก ร ร ม " ก ร ร ม นั้นจะ ไ ม่ ต่ อ ใ ห้ ยื ด ย า ว เรียกว่า ตัดให้สั้น เหมือน รถหมดน้ำมัน ไม่วิ่งอีกแล้ว กรรมไม่ต่อกรรมอีกแล้ว เรียกว่า อโหสิกรรม นี่แหละ กรรมฐาน จึง แก้กรรมได้

เจริญกรรมฐาน อโหสิกรรมได้ จะได้ไม่มีกรรมเวรกันไปในชาติหน้า เราจึงนิยมการลากรรมฐาน ขออโหสิกรรม ขอขมาลาโทษพระรัตนตรัย อาจจะ เจตนาไม่ดี คิดไม่ดี อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นบาปเป็นกรรมทั้งสิ้น

จึงต้องให้อภัยทาน ให้อภัยโทษเรียกอย่างหนึ่งว่า " อโหสิกรรม " จะไม่เอาเวรกรรมกันต่อไปอีก กรรมสิ้นกันเสียทีนับแต่บัดนี้คือการเจริญพระกรรมฐาน

คนที่ เ จ ริ ญ ส ติ ไ ด้เขาจะให้อภัยทุกประการนี่ ขอฝากไว้ "

พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม)
หนังสือกฎแห่งกรรม วิปัสสนา สื่อวิญญาณตอนที่ ๙ หน้าที่ ๖๕-๖๖







"..ทำไม่ต้องทำวันเกิด ทำวันอื่นไม่เป็นบุญหรือ
 คิดอยากจะทำบุญเมื่อไร ก็ให้รีบทำวันนั้น

อย่าไปรอวันเกิด กว่าจะถึงวันเกิด
 เราอาจจะถึงวันตายนั่นแหละ.."

 โอวาทธรรม..
องค์ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก







"...ทานก็จะต้องบำเพ็ญด้วยตนเอง ศีลก็จะต้องรักษาด้วยตนเอง ภาวนาก็ต้องทำด้วยตนเอง จึงจะเป็นผู้รู้ผู้เห็น..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อทอง จนฺทสิริ







"...คนที่จิตยังไม่สูงเต็มที่ เมื่อใครเขาด่าว่าอะไรก็มักเก็บไปคิด คนเราโดยมากสำคัญตนว่าเป็นคนฉลาด แต่ชอบกลืนกินอารมณ์ที่ชั่ว

อารมณ์ชั่วเปรียบเหมือนกับเศษอาหารที่เขาคายออกแล้ว ถ้าเป็นคนอดอยากยากจนจริงๆ จำเป็นจะต้องขอเขากิน ก็ควรกลืนกินแต่อารมณ์ที่ดี เปรียบเหมือนอาหารที่ไม่เป็นเศษของใคร..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์ท่านพ่อลี ธมฺมธโร



 10 
 เมื่อ: 23 เมษายน, 2560, 05:46:08 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

...ทำไม..ยิ่งทำบุญ ปฏิบัติธรรม ทำสมาธิก็เหมือน ยิ่งทุกข์ ???

โยม : หลวงปู่ครับ ทำไมผมยิ่งทำบุญ ยิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งทำสมาธิก็เหมือน ยิ่งทุกข์เหลือเ กินครับ ทั้งปัญหาครอบครัว ปัญหาสุขภาพ ปัญหาการเงิน ไม่รู้อะไรประดังประเดเข้ามาตลอด ครับผมหลวงปู่

หลวงปู่ : เวลาคุณทำบุญ เวลาคุณปฏิบัติ มันกระทบกับเงิน ทองหรือเวลาปกติ ของคุณหรือเปล่า

 โยม : เปล่าครับผม เวลาผมทำบุญผมก็ ไม่ได้ลำบาก เงินทองก็เป็นส่วนเหลือจากการเก็บการดูแลครอบครัวแล้ว การปฏิบัติของผม ก็กระทำโดยไม่กระทบกระเทือนใคร พ่อแม่ พี่น้องลูกเมียก็อนุโมทนา แต่มันก็มีปัญหาเรื่องอื่น ๆ เข้ามาไม่ขาด

หลวงปู่ : คุณ เวลาคุณปฏิบัติคุณก็ต้องการพระนิพพานใช่หรือเปล่า นิพพานก็ต้องหนีโลก ต้องเบื่อโลก ถ้ามันไม่มีปัญหาเข้ามาคุณจะหนีโลกได้อย่างไร ถ้าคุณยังหวังสุขในโลกนี้ นิพพานของคุณก็เป็นนิพพานหลอกตัวเองหล่ะสิ

โลกเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุด " ปัญหาที่เข้ามาคือ บทเรียน มารทั้งหลายคือครูของเรา เมื่อคุณปฏิบัติสูงๆ ขึ้นไป ปัญหามันก็จะสูงขึ้นไปด้วย "

ปัญญาคุณแค่อนุบาล ปัญหามันก็อนุบาล บทเรียนก็อนุบาล ครูก็ครูสอนอนุบาล....แต่เมื่อคุณเรียนปริญญา ปัญญาระดับปริญญา ปัญหามันก็ต้องปริญญา บทเรียนก็บทเรียนปริญญา ครูก็ครูสอนปริญญา

คุณเรียนปริญา จะเอาข้อสอบเด็กน้อยอนุบาล มาสอบคุณ มันจะสมกับภูมิปัญญาคุณหรือปฏิบัติเพื่อแสวงหาปัญญา

เมื่อปัญญาเราสูงขึ้น ปัญหามันก็สูงขึ้น บทเรียนมันก็ยากขึ้น มารมันก็เก่งขึ้น คุณสอบตกจะหาว่า ครูออกข้อสอบยาก หรือ หรือจะโทษว่าตนเองเตรียมตัวสอบไม่ดี

คุณเอ้ยโลกมันสอนเรา บางทีก็สนุกสำราญ บางทีก็เศร้าโศก บางทีก็ทารุณโหดร้าย คุณต้องได้เรียน ทุกบท คุณจะบอกว่า ไม่ชอบวิชานี้ไม่เรียนมันไม่ได้ เราชอบสุขเราเกลียดทุกข์ แต่เราก็ต้องเรียนทั้งสองอย่าง

เมื่อคุณผ่านการ สอบหนึ่งครั้ง คุณก็จะพัฒนาไปอีกขั้น บทเรียนบางบทมันอาจจะแพงไปสักหน่อย ต้องแลกมาด้วยเงินทอง อวัยวะหรือแม้แต่ชีวิต

แต่คุณอย่าลืมนะ...
 " ....วิชาดีราคามันต้องแพง โลกสอนให้คุณรู้จักโลกในทุกรูปแบบ ทุกรสชาติ คุณจะได้เบื่อโลก หน่ายโลกอย่างแท้จริง " นิพพานของคุณก็จะเป็นนิพพานจริงๆ

....... " อย่าพึ่งลาออกจากโรงเรียนกลางคันก็แล้วกัน
 คุณเชื่อเถอะว่า ถนนเส้นนี้ผู้ปฏิบัติล้วนผ่านมาแล้วทุกคน
 ท่านเหล่านั้นก็ เคยทุกข์อย่างคุณท่าน ยังผ่านไปได้ "

....ให้เชื่อมั่นในคุณพระพุทธเจ้า
 พระธรรมคำสั่งสอนและพระอริยะสงฆ์ที่ท่านผ่านไปก่อน
 ให้เชื่อว่าท่าน เหล่านั้นไม่หลอกเราแน่ เข้าใจนะ

..หลวงปู่หา สุภโร..




...ให้รู้จักว่า
"วิธีทิ้งร่างกายทำอย่างไร"
ร่างกายนี้เป็นเหมือนบ้าน
 ที่เราอยู่อาศัยชั่วคราว
.
 ...ไม่ใช่เป็น "ตัวเรา" นะ
 เราเป็นเพียงผู้อาศัยอยู่
 สักวันหนึ่งพวกเราทุกคน
 ก็ต้องทิ้งบ้านหลังนี้เหมือนกัน
.
 ...และวิธีที่จะทิ้งคือ "ทำใจให้สงบ"
พุทโธๆ ไป อย่าไปรัก
 อย่าไปหวง อย่าไปเสียดาย
 คิดว่าเป็นของที่เรายืมเขามา
 เดี๋ยวเจ้าของเขาจะมาเอาคืนไป
 ก็คืนเขาไป ..
 .
 ..."เราไม่ได้เป็นร่างกาย"
เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องกลัวนะ
"เราไม่ได้ตายไปกับร่างกาย"
 ..........................................
 .
คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมบทเขา 23 / 10 / 2557
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี





"บุญที่เกิดจากการช่วยเหลือผู้อื่น รับใช้ผู้อื่น"

บุญที่เกิดจากการช่วยเหลือ รับใช้ผู้อื่น ถ้าเราไม่มีเงินทองแต่เรามีความรู้ความสามารถ หรือเราไม่ชอบใช้เงินทองทำบุญ เช่นบางคนก็มาบริการถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ต ไม่ได้ซื้อข้าวของเองแต่มีคนอื่นเขาซื้อข้าวของมาให้ ซื้อเครื่องหมายเครื่องมือมาให้ แต่เรามีเวลา มีเวลาที่จะมาถ่ายทอด มีความรู้ที่จะมาถ่ายทอดสดได้

คนที่มีเงินเขาไม่มีเวลาเขาไม่มีความรู้ความสามารถเขาก็ให้ในส่วนที่เขาทำได้ เขามีเงินเขาก็ให้เงินสนับสนุน อันนี้ก็เป็นทาน ส่วนผู้ที่มาทำให้เกิดการถ่ายทอดสดนี้ได้ก็เรียกว่าเป็นการรับใช้ผู้อื่นหรือช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือให้ผู้ที่อยู่ทางบ้านได้มีโอกาสได้ฟังเทศน์ฟังธรรม ซึ่งเป็นบุญที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าเขาได้ฟังเทศน์ฟังธรรมแล้วเขาก็จะได้รู้ว่าเขาต้องทำบุญอย่างไรบ้าง แล้วพอเขาได้ทำเขาก็จะได้หลุดพ้นกัน อันนี้ก็เรียกว่าการทำบุญด้วยการช่วยเหลือผู้อื่นรับใช้ผู้อื่น

จะทำอย่างอื่นก็ได้ รับใช้พาคนแก่มาวัดก็ได้คนแก่อยากจะมาวัดมาไม่ได้ด้วยตัวเองเราก็ช่วยพามาทำบุญมาฟังเทศน์ฟังธรรม หรืออยู่วัดเห็นสถานที่สกปรก เช่น ห้องน้ำสกปรกก็ช่วยกันทำความสะอาด เห็นขยะก็ช่วยกันเก็บ อันนี้ก็เรียกว่าเป็นการรับใช้ผู้อื่นช่วยเหลือผู้อื่น ทำแล้วก็จะมีความสุขใจ เราอาจจะไม่มีทรัพย์ไม่มีเงินทองที่จะถวายสร้างโน่นสร้างนี่ แต่เรามีมือมีไม้มีตามีหูเห็นอะไรมันสกปรกเห็นอะไรมันไม่เรียบร้อยเราก็ช่วยกันเก็บช่วยกันกวาด อันนี้ก็เรียกว่าเราก็ได้ทำบุญเหมือนกัน เป็นความสุขจากการรับใช้ช่วยเหลือผู้อื่น.

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๐

"บุญ"

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





"อัตตนา โจทยัตตานัง
 จงเตือนตน ด้วยตนเอง
 กล่าวโทษความผิดของตน ไว้เสมอ
 อย่าไปสนใจ ความผิดของคนอื่น
 ถ้าเราดีแล้ว ก็ไม่เห็นว่าใครเลว
ถ้าเรายังเห็นว่าคนอื่นเลว
 ก็แสดงว่าเรา ก็ยังเลวเช่นกัน"

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน(หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)




"เมื่อทำแต่กรรมดีเรื่อยๆ ไป
 จนเคยชินแล้ว กรรมชั่ว
 มันจะละไปเอง โดยไม่รู้ตัว"

หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี






"...คำว่าเข้าถึงธรรม คือเรารู้ธรรมเห็นธรรม คำว่ารู้ธรรมเห็นธรรมไม่ใช่คิดเอาเอง จิตต้องเข้าถึงอย่างแท้จริง จิตเกิดศรัทธา คำว่าศรัทธามันลืมความเหน็ดเหนื่อย มีแต่ความขยันความตั้งใจ จิตเข้าถึงธรรมมันเป็นอย่างนั้น มีแต่จะดูดดื่มอยู่เรื่อยๆ ถึงเช้าวันจันทร์แล้วก็ยังไม่อยากกลับบ้าน ยังอยากปฏิบัติอยู่อย่างนั้น นี้เขาเรียกว่าถึงธรรม

ถ้าจิตไม่เข้าถึงธรรมแท้จริง มันจะอยู่ที่กาลเวลา กำหนดเอาไว้ว่าวันจันทร์จะกลับบ้าน พอเช้าวันอาทิตย์นี่กำหนดแล้ว อยากจะกลับ บ้านแล้ว นี่มันต่างกันระหว่างจิตเข้าถึงธรรมกับไม่เข้าถึงธรรม ทำอย่างไรมันจึงจะเข้าถึงธรรม มันถึงจะดูดดื่มไม่เหน็ดไม่เหนื่อยมีแต่ความสุขความสบาย นี้ถ้าเราตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ไม อินทสิริ





"...ให้ระลึกถึงโทษของความโกรธ ว่าความโกรธนั้นให้โทษประการต่าง ๆ หาคุณมิได้เลย ผู้ไม่โกรธตอบ ผู้โกรธตนก่อน ผู้นั้นได้ชื่อว่า ชนะสงครามที่ชนะได้ยาก..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อพุธ ฐานิโย







"...ผลความดี มิใช่มี อยู่ที่ทรัพย์

คนคำนับ ให้ของขวัญ กล่าวสรรเสริญ

ผลความดี อยู่ที่ใจ ฝึกให้เจริญ

 หมั่นดำเนิน ทางสายกลาง ไปทางพุทธ..."

โอวาทธรรมคำกลอน..
องค์หลวงปู่บุญกู้ อนุวฑฺฒโน






พุทธานุภาพ

ครั้งหนึ่งหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ และหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ได้มาพักบำเพ็ญธรรมอยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในระหว่างการเดินธุดงค์กรรมฐาน

ครั้นพอรุ่งเช้าท่านก็ออกบิณฑบาตได้อาหารมาพอประมาณ ขณะเดินกลับจากบิณฑบาตนั้น หลวงปู่พรหมท่านได้ผ่านบริเวณวัดร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งมีพระพุทธรูปเก่าๆ แตกหักพังตกเกลื่อนเต็มไปหมด ท่านจึงนั่งลงแล้วถวายการสักการะนมัสการ

 แต่ภายในจิตใจของท่านนั้น ได้รำพึงขึ้นว่า..

“พระพุทธรูปเหล่านี้ไม่มีใครเหลียวแลและซ่อมแซมกันเลย ทิ้งระเกระกะอยู่เต็มไปหมด พระพุทธรูปเหล่านี้สิ้นความศักดิ์สิทธิ์แล้วละหรืออย่างไร”

ขณะที่หลวงปู่พรหมท่านกำลังรำพึงในใจอยู่นั้น ก็เกิดความอัศจรรย์ขึ้น...แผ่นดินสะทือนเลื่อนลั่น กระดิ่งเก่าๆ ที่แขวนอยู่ชายโบสถ์หลังเก่านั้นถูกแรงสะเทือนดังเกรียวกราวขึ้น จนหลวงปู่พรหมต้องเข้ายึดเสาศาลาไว้เพราะกลัวแผ่นดินจะถล่ม

หลวงปู่พรหมท่านได้กำหนดรู้ด้วยวาระจิต และเห็นเป็นประจักษ์แก่ตัวของท่านเองว่า...ความอัศจรรย์ครั้งนี้ไม่ใช่แผ่นดินไหวแน่ แต่เป็นด้วยพุทธานุภาพของพระพุทธรูปที่หักพังเหล่านั้น ท่านแสดงให้เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นมีจริงๆ ไม่ควรประมาทในสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นวัตถุบูชาชั้นสูงย่อมมีเทวดาปกปักรักษาอยู่เสมอ

เมื่อหลวงปู่พรหม จิรปุญฺโญ ท่านเห็นเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์นี้แล้ว บังเกิดปีติขนพองสยองเกล้า ท่านจึงนั่งลงกราบขอขมาลาโทษต่อพระพุทธรูปเหล่านั้น บัดนี้หลวงปู่พรหมมีความเชื่อมั่นในพุทธานุภาพขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่ง ท่านจึงมีความมานะพยายามที่จะบำเพ็ญธรรมขั้นสูงต่อไปโดยไม่หยุดยั้ง

ที่มา:หนังสือชีวประวัติของพระอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ






"...จิตที่มีความใสสะอาดบริสุทธิ์ประภัสสรไม่อาจปรากฏได้เลย คือจิตของผู้ที่ยังเกลือกใกล้กิเลสมากหลาย กิเลสยังมาปกคลุมหุ้มห่อจิตอยู่หนาแน่นมาก มากทั้งโลภะ มากทั้งโทสะ มากทั้งโมหะ

ผู้มีจิตเช่นนี้ ย่อมเป็นเหตุแห่งความเดือดร้อนนานาประการ ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น จิตเช่นนั้น จึงเป็นที่น่ารังเกียจ..."

พระโอวาทธรรมคำสอน..
องค์สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวัฑฺฒโน)






"...คำว่า "ธรรม" แปลตามศัพท์ว่า ทรงไว้ คือดำรงอยู่ เฉพาะในที่นี้ท่านว่าหมายถึง สัจจะ คือความจริงที่เป็นความจริง ไม่ใช่ของเท็จของปลอม ย่อมทรงหรือดำรงความจริงอยู่เสมอ ความจริงที่แน่แท้ ย่อมมีลักษณะเป็นธรรม คือทรงหรือดำรงอยู่นั่นเอง

และคำว่า สัจจะ ที่แปลว่าความจริง ก็แปลตามศัพท์ว่า สภาพที่มีอยู่ และเป็นอยู่ อันสิ่งที่มีอยู่ และเป็นอยู่ได้ ก็ต้องเป็นสิ่งที่ทรงตัว หรือดำรงตัวอยู่ได้ เหมือนอย่างชีวิต ทรงชีวิต หรือมีชีวิตก็หมายถึง ยังเป็นอยู่ยังไม่ตาย ก็เช่นเดียวกัน

ฉะนั้น ธรรมจึงได้แก่ความจริง เรียกควบกันเป็นศัพท์ว่า "สัจธรรม" พระพุทธเจ้าตรัสรู้พระธรรม คือตรัสรู้ความจริง..."

พระโอวาทธรรมคำสอน..
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก(เจริญ สุวัฑฺฒโน)

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10