Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
20 กรกฎาคม, 2562, 10:04:20

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 4 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
เรานั่งสมาธิอย่างนี้ เราก็พักผ่อนสมอง
 มีความสุขในการหายใจเข้าหายใจออก
 มันจะคิดอะไรก็เรื่องของมัน
 เราพักผ่อนสมองอย่ามายุ่ง
 เวลาเรานั่งรถไปอย่างนี้ คนเขาขับรถให้เรา
 เราก็พักผ่อนสมอง
 ความคิดที่เกิดจากใจสบายสมองไม่เครียดมันจะดี
 โยมมาหาหลวงพ่อบ่อยๆ โยมก็จะดีขึ้นนะ

 พระอาจารย์กัณหา สุขกาโม
 วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม อ.วังน้ำเขียว นครราชสีมา





คนทั่วไปมีแต่จะแย่งกันฉลาดภายนอก
แย่งกันเก่งภายนอก แย่งกันเอาชนะภายนอก
กลายเป็นกิเลสฉลาด กิเลสเก่ง กิเลสชนะไปเสียหมด
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ทำให้ก่อภพก่อชาติไม่สิ้นสุด
พระธรรมท่านสอนว่าชนะข้างในประเสริฐกว่า

“ยิ่งโง่ ยิ่งยอมแพ้ ยิ่งชนะกิเลสตัวเอง ยิ่งใกล้พระนิพพาน”

โอวาทธรรม 
พระอาจารย์คม อภิวโร
วัดป่าธรรมคีรี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา





“มนุษย์เหมือนกัน
แต่มนุษย์มีระดับยิ่งหย่อนกว่ากัน
เป็นเพราะข้อปฏิบัติ การกระทำ”

-พระภาวนาวิสุทธิญาณเถร (แบน ธนากโร)
วัดดอยธรรมเจดีย์ สกลนคร






อริยทรัพย์เป็นทรัพย์อันประเสริฐอยู่ภายในจิตใจ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก เพราะไม่มีผู้ใดแย่งชิงได้  ไม่สูญหายไปด้วยภัยอันตรายใดๆ ทำให้ใจไม่อ้างว้างยากจน เป็นทุนสร้างทรัพย์ภายนอกได้ด้วย..

พระราชญาณวิสุทธิโสภณ
วัดศรีอภัยวัน จังหวัดเลย





ผลจากการพากเพียรในการบำเพ็ญภาวนา คำว่าสงสัยในวาสนาของตนในการบวชนี้ก็ได้หมดสิ้นไปจากจิตจากใจได้ ดังที่หลวงปู่ได้เล่าว่า
   ..ช่วงพักภาวนาอยู่ที่บ้านทุ่งเชือก พระเณรจะพูดคุยปรึกษากันในตอนเย็นเท่านั้น มีวันหนึ่งครูบาโทนได้ถามเราว่า "..ทำไมจึงเกิดความกระสันอยากสึก.."
    เราตอบว่า..ผมสงสัยวาสนา..
    ท่านก็ถามกลับคืนมาว่า..วาสนามันคืออะไรหรือ..
    เราก็ให้คำตอบท่านไม่ได้
ท่านก็เฉลยว่า "..วาสนามันไม่ใช่การกระทำหรอกหรือ มันไม่มีก็ทำให้มันมีได้ มันมีน้อยก็ทำให้มันมากได้.."
    พอท่านพูดขึ้นมาอย่างนี้แล้ว มันก็เข้ากันได้กับความเพียรที่เราได้ต่อสู้กับกิเลสมา มันก็ถึงใจดี
    ใจที่คิดจะสึกได้หมดตั้งแต่ปี ๒๔๙๖ หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกเลย..

 
 ธรรมประวัติหลวงปู่บุญมา คัมภีรธัมโม





อสุภะอสุภังปฏิกูลโสโครกนี้เป็นยาระงับดับราคะตัณหา ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ความฟุ้งซ่านรำคาญเกี่ยวกับโลกสงสารได้เป็นอย่างดี ยาขนานนี้เหมาะสมกับโรคประเภทที่มันหยาบโลน ชอบวิ่งเต้นเผ่นกระโดดเข้าบ้านเข้าเมือง เข้ารูปนั้นเข้าเสียงนี้ เข้าสถานที่นั่นสถานที่นี่อยู่ไม่หยุดไม่ถอย ยิ่งกว่าสุนัขคะนองในฤดูหมาเป็นบ้า เพราะความเห็นว่าเป็นของสวยของงาม เห็นว่าเป็นของที่น่ารื่นเริงบันเทิง เห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าชมชอบน่ารักใคร่ชอบใจน่าเพลิดเพลิน ราวกับจะไม่มีป่าช้าอยู่ในสิ่งนั้นๆ ในสถานที่นั้นๆ และกับตัวเองเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องเหยียบเบรกห้ามล้อและย้อนจิตเข้ามาพิจารณาอสุภะอสุภังในกายเรากายเขาเพื่อแก้โรคร้ายชนิดนี้

​การพิจารณาอสุภะคือความไม่สวยงาม ภายในร่างกายเราหรือร่างกายเขาเป็นสำคัญมาก ให้เห็นเป็นสิ่งที่น่าเบื่อหน่ายคลายความกำหนัดยินดีความรักใคร่ทั้งหลาย นั้นเป็นความถูกต้องสำหรับแก้ราคะตัณหา เป็นความเหมาะสมสำหรับผู้จะบรรเทาและแก้กิเลสประเภททำคนให้เป็นบ้าสดๆ ร้อนๆ ไปโดยลำดับ ย่อมพิจารณาได้ทั้งข้างในข้างนอกไม่ขัดกัน

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
คัดจากหนังสือ "เข้าสู่แดนอวกาศของจิตของธรรม"





“...ความเหนื่อยล้า เป็นอุปสรรคสำหรับคนเดินทางไกล
แต่การเดินทางไกลหรือหลงทาง
ย่อมดีกว่าเดินทางผิดหรือมีจิตตั้งไว้ผิด
เพราะการคบหากับคนที่ไม่ดี

คนที่พอจะดีได้กลับกลายเป็นคนชั่วไปเสียนี่
เปรียบเหมือนทางที่รกรุงรังเต็มไปด้วยขยะมูลฝอย
แม้จะเป็นทางตรง จะถือว่าเป็นทางที่ดีก็ไม่ได้

ส่วนผู้ที่คบหากับกัลยาณมิตร มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
ย่อมดียิ่งขึ้นๆ เหมือนทางป่าที่รกรุงรังด้วยต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาไม่ร้อน
แม้จะเป็นทางอ้อม ก็ถือว่าเป็นทางที่ดีได้”

ท่านพ่อลี ธมฺมธโร





เรื่อง​ "ผู้ใดตามดูจิต​ ผู้นั้นจะพ้นบ่วงมาร"

(คติธรรม หลวงพ่อชา สุภัทโท)​
(วัดหนองป่าพง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี)

“จิตของคนตามธรรมชาตินั้น ไม่มีความดีใจ เสียใจ ที่มีความดีใจเสียใจนั้น ไม่ใช่จิต แต่เป็นอารมณ์ที่มาหลอกลวง จิตก็หลงไปตามอารมณ์โดยไม่รู้ตัว แล้วก็เป็นสุขเป็นทุกข์ไปตามอารมณ์​ ผู้ใดตามดูจิต ผู้นั้นจะพ้นบ่วงมาร การกระทำจิตให้สงบนั้น​ อย่าพึ่งเข้าใจว่ามาทำวันเดียวหรือสองสามวัน มันจะสงบได้
ต้องพยายามทำเรื่อยๆ ไป ให้เห็นความสงบเกิดขึ้นมา​ ต้องพยายามทำให้มาก ทำบ่อยๆ ยืนเดินนั่ง นอน ต้องมีสติอยู่เสมอ”

 2 
 เมื่อ: 18 hours ago 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.





750. A Black Heart in White Hell / 2015 (หัวใจสีดำในนรกสีขาว) : มันคือหนังในจักรวาลเเห่งความวิปริตของ Dustin Mills หายากระดับต้นๆของโลก!

#หนังเรื่องนี้เเนะนำลิ้งดูเข้ามาโดย (Credit-เครดิตคุณ : 刘博剑 )

ก่อนหน้านั้น….   เอาจริงๆเราแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้เลย รู้เพียงมันเป็นหนังสายโหดของ Director: Dustin Mills (ก็คนที่กำกับหนังวิปริตในตระกูล Her Name Was Torment นั่นเเหล่ะ) เราไม่รู้เรื่องย่อ เพราะไม่มีสมาชิกท่านไหนในเว็บ IMDB (ณ ตอนนั้น)รีวิวไว้ รู้ว่ามันมาจากอเมริกา มีความยาว 33 นาที เป็นหนังจากดินเเดนลับเเลที่ช่างมืดแปดด้านเสียงจริงๆในการรีวิว จวบจนเราได้รับลิ้งตัวเต็มของมันมารับชมจนจบ ปริศนาต่างๆจึงค่อยๆกระจ่างออกทีละเล็กละน้อย....

A Black Heart in White Hell / 2015 หนังสยองขวัญสายโหด-วิปริต โดย Director: Dustin Mills เรื่องนี้เป็นหนังภาพขาว-ดำ ที่นำเสนอเนื้อหาสุดโต่งทางความคิดเอามากๆ หนังบอกเล่าเรื่องราวของหญิงสาวนางหนึ่ง Reagan Root หลังจากนางถ่ายหนักในห้องน้ำเสร็จ นางก็ลงอ่าง แช่น้ำอย่างสบายอุรา แล้วหยิบปืนสั้นขึ้นมาจ่อที่ขมับ จัดการระเบิดหัวตัวเองจนกระจุย….   

ภาพนับต่อจากนี้เป็นต้นไป คือสิ่งผิดบาปที่นางเคยกระทำไว้ เป็นวินาทีก่อนชีวีสิ้นสูญ หายไปจากโลกใบนี้ตลอดกาล....

“ค้อนถูกหยิบขึ้นมาในมือแล้วกำแบบแนบแน่น กระหน่ำทุบลงไปที่ใบหน้าของใครคนหนึ่งจนโลหิตแลสมองกระจายเกลื่อนพื้น  มีดทำครัวถูกนำมาหั่นคอของชายอีกคนจนขาดสะบั้นลงเพื่อให้มันมีความสุขแบบสุดๆ ภาพหลอนหรือภาพจริง เมื่อซากตัวอ่อนของทารกน้อยกำลังล่องลอยสูงขึ้นไป เรื่อยๆ….”

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
เป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญสายโหด-วิปริตอีกตัวที่หางานตัว Full ฉบับหลุดกองเซ็นเซอร์มารับชมได้ยากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งในโลกใบนี้ แม้นหนังมีความยาวเพียง 33 นาที แต่เรากลับพบว่า ผู้กำกับสามารถนำเสนอหนังเรื่องนี้ได้แบบชาญฉลาดเเละน่าติดตามยิ่งนัก มันป่วยทางจิต โดยเฉพาะฉากช่วงแรกๆในหนังที่นักแสดงหญิงต้องแก้ผ้าออกทั้งหมด ทั้งตัว เพื่อเข้าฉาก (เห็นไปจนถึงไหนต่อไหน  เอ้อ….)  หายากขนาดนี้ มีนักดูหนังสยองขวัญสายแข็งน้อยคนนักในโลกที่เคยรับชมมันด้วย  ฉะนั้นสมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะหางานตัวเต็มของมันมารับชมให้ได้ให้จบสักครั้งหนึ่งในชีวิตก่อนตาย  ยิ่งหนังค่อนไปทางสนุกด้วยแล้ว เอาไปเลย 10 / 10 คะแนนครับผ๊ม #คุณค่าที่คุณคู่ควร!

 

 3 
 เมื่อ: 19 กรกฎาคม, 2562, 04:40:37 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"หาบดีกว่าคอน นอนดีกว่านั่ง 

หมานอนไม่หมุนหัวฟ้าผ่า "

แปลว่า"คนเราเวลาจะพดูจาปราศัยกัน ถ้าหากเขาพูดมาแรงๆหรือว่าจะเป็นการกระทบเบียดเบียน
หรือจะพูดอะไรต่างๆนาๆที่อาจจะเป็นถ้อยคำที่ไม่ค่อยสุภาพมากนัก หรือเวลาจะคุยเรื่องการงานอะไรก็แล้วแต่ ให้เรา "หาบ"ไว้ หมายถึง ให้เราตามน้ำเขาไป ไม่ให้คำพูดของเรานั้น ไปพูดตัดบท หรือกระทบกระเทือนผู้อื่น ให้เราพูดคล้อยตามผู้นั้นไป ดีกว่าเราจะต้องมานั่งทะเราะ และเป็นทุกข์เสียปล่าวประโยชน์ จึงเป็นที่มาของคำว่า
"หาบ ดีกว่า คอน นอนดีกว่านั่ง หมานอนไม่เวียนหัว ฟ้าผ่า

โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่บาครูจารย์
หลวงปู่ลี ตาณังกโร
วัดป่าหัวตลุก อำเภอลาดยาว จังหวัดนครรสวรรค์





"ธรรมะไม่ใช่เครื่องมือไปเถียงทะเลาะกัน
ใครเก่งกว่า ใครเหนือกว่า ใครแน่กว่า
ยิ่งเถียงมากอัตตายิ่งฟุ้งมาก
ต่างฝ่ายยิ่งห่างไกลความพ้นทุกข์

สัญญาความจำที่ไปขโมยปัญญาผู้อื่นมา
ถ้าใช้ปฏิบัติแก้กิเลสตนเองย่อมเกิดประโยชน์
หากนำไปใช้โต้วาทีกันจะเกิดโทษ

ได้ประทีปมาควรใช้ส่องแสงสว่างนำทาง
ไม่ใช่นำไปใช้จุดไฟเผาทำร้ายทำลายกัน
สิ่งใดมีคุณอนันต์ สิ่งนั้นก็มีโทษมหันต์..."

โอวาทธรรม

พระอาจารย์คม อภิวโร
วัดป่าธรรมคีรี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา








* หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ท่านกล่าวไว้ว่า .....

"กรรมเวรใครทำลงไปแล้ว ผู้กระทำกรรมนั้นแหละย่อมได้รับผลด้วยตนเอง คนอื่นจะมารับแทนไม่ได้ หรือคนอื่นจะถ่ายทอดให้ก็ไม่ได้เหมือนกัน

คนส่วนมาเข้าใจผิดในหลักพระพุทธศาสนาอยู่มากทีเดียว เมื่อคนได้ทำกรรมเวรไว้ด้วยเจตนาอันแรงกล้า จนเป็นเหตุให้ได้จองกรรมจองเวรกันแล้ว ภายหลังมาระลึกได้ว่าตนได้กระทำกรรมเวรมาก แล้วคิดอยากถ่ายถอนกรรมเวรนั้นให้หมดไปเสีย เมื่อได้ทำบุญก็อุทิศบุญนั้นไปให้เจ้ากรรมนายเวร เพื่อให้บุญนั้นไปถึงผู้กระทำกรรมเวรแก่เรา เพื่อว่าผู้นั้นเห็นบุญของเราแล้วจะได้ใจอ่อน จะได้อโหสิกรรมให้แก่เรา

ความเป็นจริงแล้ว ในพุทธศาสนานี้ ไม่มีอย่างนี้

มีแต่สอนว่า ใครทำกรรมเวรอันใดไว้แล้ว ผู้กระทำกรรมเวรนั้นย่อมได้รับผลกรรมนั้นด้วยตนเอง

กรรม เวร เป็นนามธรรม ไม่มีตัวตน เกิดจากเจตนาของคน เมื่อเกิดแล้วจะเอาไปเก็บไว้ที่ไหน นอกจากใจของคนเป็นผู้เก็บไว้ด้วยการระลึกถึงเท่านั้น เจ้ากรรมนายเวรคือ ตัวของเราเอง เมื่อเอาสติ คือ เจ้ากรรมนายเวร ควบคุมจิตใจของตนไว้ ไม่ให้ทำกรรมทำเวร นั้นแหละเป็นเจ้ากรรมนายเวรที่แท้จริง"

โอวาทธรรม หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี





พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ว่า..
เจตนาหังภิกขเว สีลังปะทามิ..
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเราตถาคตตรัสว่าเจตนาเป็นตัวศีล นั้นก็คือ จิตใจนั้นเองที่มีเจตนา ไม่ใช่ร่างกายไม่ใช่วาจา เจตนามาจากจิตใจ เรียกว่าศีลจะบริบูรณ์ได้ก็โดยอาศัยซึ่งตัวเจตนานั้น งดเว้นสิ่งที่มันผิดจากข้อศีลธรรมที่เราได้สมาทานเอาไว้ เรียกว่าตั้งอยู่ในศีล

ศีล 5 นี้สามารถทำให้บุคคลบรรลุโสดาบันได้ ในสมัยครั้งพุทธกาลก็มีสามีภรรยาเป็นพระโสดาบันบุคคลทั้งคู่ ก็อยู่กันได้ทั้งคู่ด้วยศีล 5

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป






พุทธศาสนามีความสำคัญกับประเทศชาติ...หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว ชาติไทยก็มีพระเกจิอาจารย์ที่ท่านมีของขลังเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจคน จนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมเด็จโต ซึ่งท่านเป็นพระของพระเจ้าแผ่นดิน ท่านก็ยังมีของขลัง ...จนกระทั่งพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นพระป่ากรรมฐานปฏิบัติตนตามแนวทางคำสอนพระพุทธเจ้าอย่างเคร่งครัด ท่านใช้เวลา ๔๐ ปี ในการภาวนาจนบรรลุธรรมขั้นสูงสุดเป็นพระอรหันต์ มีพระสงฆ์และฆราวาสเป็นลูกศิษย์จำนวนมาก...การบรรลุธรรมจนถึงพระอรหันต์นี่ยากมาก เทียบกับการจบปริญญาเอก ถ้าได้โสดาบันก็เทียบเท่าปริญญาโท พวกเราเอาแค่ระดับสมาธิ (ขณิกะ อุปจาระ อัปปนา) ปริญญาตรีให้ได้ก่อน...

บางช่วงบางตอนจากธรรมเทศนาของ

หลวงปู่ทิวา อาภากโร
ในวันอาสาฬหบูชา  ๑๖ ก.ค.๒๕๖๒
ณ สวนปทุมภาวนา มูลนิธิพัฒนาจิต จ.ปทุมธานี








ถ้าหากคนเรามองดูเห็นความตายอยู่ใกล้ตนแล้ว ก็จะรีบขวนขวายสร้างคุณงามความดี
ให้เกิดให้มีขึ้นแก่ตนเองได้ ถ้าบุคคลไม่เจริญมรณานุสติกรรมฐานไม่ระลึกถึงความตายในวัน
หนึ่งวันหนึ่ง ไม่รู้ว่าตนเองจะตายในวันใดวันหนึ่งแล้วก็ย่อมเป็นคนประมาท เป็นคนที่หลง
ระเริงเพลิดเพลินอยู่ว่า ชีวิตของเรานี้จะอยู่ได้ยืนยาวนาน ไปหลายวันหลายเดือนหลายปี
ก็จะมีความประมาท

โอวาทธรรม:องค์หลวงเปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก(บ้านปง) จังหวัดเชียงใหม่







สตินั้นให้มีทุกเวลา ดังที่ท่านแสดงไว้แล้วว่า สติ สพฺพตฺถ ปตฺถิยา สติจำต้องปรารถนาในที่ทั้งปวง ในธรรมทุกขั้น สตินี้ปล่อยไม่ได้เลย ตั้งแต่พื้นๆ ที่เราเริ่มตั้งสติ จนกระทั่งสติสุดท้ายคือ มหาสติมหาปัญญา สตินี้จะติดแนบเข้าไปจนเป็นความละเอียดลออ ถึงขั้นมหาสติมหาปัญญา จากการบำรุงรักษาสืบต่อกันไม่หยุดไม่ถอยนี้แล

ท่านทั้งหลายต้องการมรรคผลนิพพาน อย่ามองไปที่อื่นที่ใด ให้นอกเหนือไปจากจุดหมายที่แสดงไว้เวลานี้ ในเบื้องต้นให้ตั้งคำบริกรรมให้ดี แล้วมีสติกำกับ เคลื่อนไหวไปไหน สติกับคำบริกรรมอย่าให้เคลื่อน ให้มีความรู้สึกตัว หากเรามีความเคลื่อนไหวกับกิจการงานใด ก็ให้มีสติ ถ้าไม่บริกรรม ก็ให้มีสติรับรู้อยู่นั้น เรียกว่า เป็นสัมปชัญญะ แต่ส่วนมากของท่านผู้ปฏิบัติจริงๆ แล้ว จะประกอบการงานใดๆ ก็ตาม คำบริกรรมจะติดแนบอยู่กับใจตลอดไป นี่เป็นความเหมาะสมมาก

เทศน์อบรมพระวันเข้าพรรษา ณ วัดป่าบ้านตาด
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เมื่อค่ำวันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗






เป้าหมายของการภาวนา

ไม่ใช่​เพื่อกำจัดความคิด.. เสียทั้งหมด

แต่เพื่อระงับ​ความคิดที่เป็นโทษ.. ต่อจิตใจเท่านั้น

พระอาจารย์​ชย​สาโร​ ภิกขุ​ ที่พ​ำ​นัก​สงฆ์​บ้านไร่​ท่อสี






ถ้าจิตของตนสงบลงแล้ว
 ให้หยุดบริกรรมเสียอีก
 ให้กำหนดเอาตัวสำคัญทีเดียว คือ “ จิต “
 เมื่อกำหนดจิตให้มั่นอยู่ที่ความรู้
 เพ่งรวมลงทั้งหมดทีเดียว
 พิจารณาไตรลักษณ์ คือ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา
 จนจิตมีความสลดสังเวช
 เป็นเหตุให้จิตสงบรวมลงเข้าสู่ภวังค์
 คือ ภพของจิต ที่เป็นกามภพบ้าง รูปภพบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง
 จิตที่เข้าสู่ภวังค์นั้นมีอาการวุบวับค่อยๆเบาๆบ้าง
 เป็นขณะๆแล้วกลับออกบ้าง
 เข้าไปตั้งแล้วอยู่ภายในบ้าง
 มีความรู้บ้าง ลืมบ้าง
 ถ้าสติอ่อนจักลืมตัวบ้าง ไปปรากฏนิมิต
 บางทีก็ยึดถือเอานิมิตที่เกิดบ้าง
 บางทีลืมกายตนเองบ้าง
 บางทีลืมคำบริกรรมภาวนาไปบ้าง
 ถ้าจิตเป็นเช่นนั้นจักกลายเป็นโมหสมาธิ หรือมิจฉาสมาธิ
 และเป็นมิจฉาวิมุตติบ้าง คือสมาธิหลง สมาธิผิด
 พ้นผิดเหตุนั้นเมื่อจิตเป็นสมถะ
 ถึงตอนนี้จึงให้ความรู้ตัวอยู่เสมอ
 อย่าลืมกายลืมจิต
 โดยมากถ้าจิตเข้าสู่ภวังค์บางขณะนั้นมักลืมตัว
 และมักปรากฏนิมิตต่างๆ
 บางทีก็เกิดอยากเห็นอยากดู
 เมื่อสิ่งที่น่าปรารถนาเกิดขึ้นแล้ว
 ก็ยึดถือเอา เกิดความพอใจ
 ทำให้จิตลอยไปต่างๆ
 เลยไม่พบสมาธิที่ดีที่แน่วแน่แกล้วกล้ามีปัญญา
 เพราะนิมิตมากีดกันเสีย
 ไม่เกิดวิปัสสนาปัญญาได้
 ฉะนั้นจึงให้ปล่อยวางไปเสีย
 คือตั้งจิตไว้มิให้หวั่นไหวไปด้วยอาการต่างๆ
 ท่านพ่อลี ธมฺมธโร








 4 
 เมื่อ: 18 กรกฎาคม, 2562, 12:42:49 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




749. คือโคตรหนังวิปริตที่หาต้นฉบับรับชมได้ยากที่สุดในโลก!  Madness of Many / 2013 (กำเนิด-ตั้งอยู่-ทรมาน-เเลสิ้นสูญ)

#หนังเรื่องนี้เเนะนำลิ้งดูเข้ามาโดย (Credit-เครดิตคุณ  :  刘博剑 )

“เพราะนี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต ความวิปริต โศกเศร้าโศกาอาดูร ทรมานแบบสุดขั้วหัวใจ สิ้นหวัง และความตายอันเเสนสุขของหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อวิกตอเรีย….”

ก่อนอื่นต้องขอยอมรับว่าผมพยายามตามหาตัวเต็มของหนังเรื่องนี้อยู่นานมากๆ นานราว 2-3 ปี หายังไงก็หาไม่เจอ จนเมื่อไม่นานมานี้เองเพื่อนสมาชิกเพจ Facebook ท่านหนึ่งชื่อคุณ 刘博剑 แอบสะกิดเข้ามาว่า เจอลิ้งดูตัวเต็มของเจ้า Madness of Many / 2013 แล้ว โดยมีการซ่อนเอาไว้ในเว็บเก็บไฟล์หนังแห่งหนึ่ง ที่ปกติไม่สามารถสืบค้นด้วยกูเกิ้ลเจอง่ายๆ ไม่พอ คุณ 刘博剑 แอบเเนบลิ้งของ Madness of Many / 2013 ตัวเต็มฉบับหลุดกองเซ็นเซอร์ฝากมาให้ด้วย (ถึงตรงนี้ ขอขอบพระคุณอีกครั้งครับผม)

Madness of Many / 2013 (กำเนิด-ตั้งอยู่-ทรมาน-เเลสิ้นสูญ) เรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญสายพันธุ์ของ “หนังต้องห้าม” อย่างแท้จริง หนังโหดวิปริตแบบสุดขั้วจากประเทศเดนมาร์ก ผลงานการกำกับของ Director: Kasper Juhl

โดย Madness of Many / 2013 นำเสนอเรื่องราวออกเป็น 4 บท แต่ผสานจนแทบเป็นเนื้อเดียวกัน ไล่ตั้งแต่ Chapter 1 : Birth(การกำเนิด), Chapter 2 : Between Two Kingdoms(ระหว่างสองดินแดนมิคสัญญี), Chapter 3 : The Darkness Within(ความมืดบอดและความทรมานจากภายใน), และ Final Chapter : Rebirth(บทแห่งความสิ้นสูญ)

(ขอนำเสนอแบบภาพรวมนะเออ….)  ช่วงแรก หนังจะบอกเล่าเรื่องราวส่วนตัวของผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อ “วิกตอเรีย” (Victoria : นำเเสดงโดย Ellen Abrahamson) บทบรรยายอธิบายไปเรื่อยๆว่านางถูกทารุณกรรมทั้งทางกาย ทางจิตใจ รวมถึงถูกทารุณกรรมทางเพศโดยคนในครอบครัวของนางเอง  โดยเฉพาะคุณพ่อของนางที่ลงมือทารุณกรรมเธอทุกเช้าเย็น วิกตอเรียสาวน้อยที่กำลังเริงรื่นอยู่ท่ามกลางหิมะขาวโพลนก็เล่าต่อว่า เธอถูกทารุณกรรมทุกวัน จวบจนอายุได้ 23 ปี เธอก็ตัดสินใจหนีออกจากครอบครัว หนีออกจากบ้านหลังนั้น หันหลังให้มันตลอดกาล….

หลังหนีออกจากบ้านสำเร็จวิกตอเรียก็เดินทางไปเรื่อยอย่างไร้จุดมุ่งหมายในชีวิต จวบจนได้ไปเจอกับเพื่อนคนหนึ่ง(ในหนังไม่ได้ระบุ หรือเผยโฉมหน้าว่าเพื่อนคนนั้นคือใคร) เพื่อนคนนี้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างกับเธอ ที่พัก อาหาร เหล้า โค้ก ร่วมร้องเพลงด้วยกัน จวบจนความบ้าคลั่งต่างๆได้ถาโถมเข้ามา มากขึ้นทุกขณะ....

ภาพใน Chapter ถัดๆไป คนดูจะได้เห็นความวิปริตแบบสุดขั้วที่ถาโถมเข้าใส่สาววิกตอเรียอย่างบ้าคลั่งไม่บันยะบันยัง มันเป็นเรื่องราวของหญิงสาว, แมงดานรก, เหล้า, ยาเสพติด, การขายตัว, ความรุนแรง และความวิปลาสชนิดนรกอเวจียังต้องสะพรึงขนหัว....

“ว่ากันว่า พญามัจจุราชไร้นามจะพากันทอดน่อง ย่างกรายเข้ามา เสียงโซ่ตรวนดังก้องกึกขุมนรก ยาถูกฉีดเข้าไปในอาหาร แล้วบังคับให้ใครคนหนึ่งกินมันลงไปในลำคอ นัยน์ตาของสตรีผู้หนึ่งถูกควักออกให้สตรีในโซ่ตรวนอีกหนึ่งได้ขบเคี้ยวแลกลืนกินอย่างอร่อย ขวานในกำมือของปีศาจถูกกระหน่ำลงที่ลำคอหญิงสาวจนขาดสะบั้น หญิงสาวอีกนางกำลังบ้าคลั่งตรงโถส้วม นางเริ่มล้วงมือลงไปในลำคอ แล้วสำรอกออกมาอย่างสนุกสนาน ปีศาจสองตนเริ่มใช้มีดผ่าท้องของสตรี นางเริ่มแผดเสียงร้อง เจ็บปวด ทรมาน อวัยวะต่างๆกระจุยออกมานอกเนื้อหนังเกลื่อนพื้น หญิงสาวเริ่มมีรอยยิ้ม เป็นสุข เดินย่าง กลางท้องทุ่ง สวยงาม ราวสวรรค์….”

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
ไม่รู้สึกเเปลกใจเเต่ประการใดที่หนังออกเผยเเพร่ตั้งเเต่ปี 2013 เเต่กว่าจะหางานต้นฉบับของมัน(ตัวหลุดกองเซ็นเซอร์)ได้ก็ปาเข้าไปปี 2019 ล่ะ สมควรได้เรต 20+ ทุกประการ(ถ้ามีใครกล้าซื้อหนังเรื่องนี้เข้ามาขายในไทย สงสัยกองเซ็นเซอร์คงทำงานกันชนิดมือฉีก!)

หลังจากดูมันจบ ใช่ครับ....คล้ายเรากำลังดูหนังในแนวทางของ “หนังทดลอง” (Experimental Film) แต่เป็นการถ่ายทำหนังสยองขวัญในแนวทางของหนังทดลองที่โคตรจะสวยสดงดงามและตราตรึงในหัวใจยิ่งนัก เพราะทุกภาพ ทุกช็อตของการถ่ายทำ Director: Kasper Juhl สร้างมันออกมาได้อย่างประณีตสุดๆ หนังมีส่วนของการเล่าเรื่องในช่วงแรกๆแบบ Realistic หลังจากปูพื้นถึงวิถีชีวิตของสาววิกตอเรียไปได้สักพัก ผู้กำกับก็ลากคนดูมาตรงหน้า จากนั้นก็ถีบลงบ่อโคลนลาวา ให้จิตใต้สำนึกของทุกคนดำดิ่งลงสู่ห้องหับแห่งนรกอเวจีในแบบ Surrealism ชนิดสุดโคตร กระเเทกอะดรีนาลีนในสมองให้หลั่งพรั่งพรู ซึ่งมันรุนแรง บ้าคลั่ง ทรมานหัวจิตหัวใจ กระหน่ำจนแทบปางตาย ดวงวิญญาณแทบสิ้นสูญ จวบจนสาวเจ้าได้พานพบกับท้องทุ่งอันแสนสวยงาม….  “เพราะนี่คือเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิต ความวิปริต โศกเศร้าโศกาอาดูร ทรมานแบบสุดขั้วหัวใจ สิ้นหวัง และความตายอันเเสนสุขของหญิงสาวคนหนึ่งที่ชื่อวิกตอเรีย….” ใช่ มันเป็นเฉกเช่นนั้นจริงๆ....

หนังดีงามมากๆ โหด วิปริต สนุกมากมาย ให้ 10 / 10 คะแนนเลยจ้า สำหรับนักดูหนังสยองขวัญสายแข็งต้องหามันมาเสพฯให้จบสักครั้งก่อนตายนะเออ เพราะนี่คือ…. #คุณค่าที่คุณคู่ควร!

*อนึ่ง หนังตัวหลุดกองเซ็นเซอร์มีความยาวทั้งเรื่องคือ 73 นาที นำเเสดงโดย  Ellen Abrahamson, Alexandra Alegren, และ Dinna Ophelia Hæklund

















 

 5 
 เมื่อ: 18 กรกฎาคม, 2562, 09:08:30 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




748. Beneath Us / 2019 (บ้านสาบสูญ)

หนังสยองขวัญในเรต 18+ จากอเมริกา ผลงานการกำกับของ Director: Max Pachman บทหนังโดย  Mark Mavrothalasitis โครงเรื่องหลักใน Beneath Us หนังนำเสนอเกี่ยวกับชะตากรรมของผู้อพยพชายชาวเม็กซิโก 4 คนที่เข้ามาหางานทำในอเมริกาเเล้วถูกสองสามีภรรยาสุดโหด-โรคจิตจ้างมาทำงานเเล้วทรมาน-กักขังไว้ภายในรั้วบ้าน


 6 
 เมื่อ: 18 กรกฎาคม, 2562, 04:38:02 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
“ในพรรษานี้เป็นความเข้มงวดกวดขันให้ต่างกันกับนอกพรรษามันถึงถูกต้อง ตามที่ท่านพูดไว้แล้วว่าไม่เข้าพรรษานี้พระเพ่นพ่านๆ เหยียบคันไร่คันนาเขาจนเขาได้บ่น ต่อมาจึงให้เข้าพรรษาในพรรษาสามเดือนนี้ไม่ให้พระออกไปที่ไหน ให้ประกอบความพากเพียรอยู่ตามสถานที่ของตน เป็นอย่างนั้นนะ

จึงได้มีเข้าพรรษา แต่ก่อนไม่มีเข้าพรรษา ข้อตำหนิติเตียนของเขาพระพุทธเจ้าก็นำมาพิจารณา จึงว่าในพรรษาไม่ให้ออกไปไหน เวลานี้เป็นเวลาที่เข้าพรรษา เป็นเวลาที่เข้มงวดกวดขันในทางความพากความเพียร ไปไหนไม่ไปไหนกับอยู่ในพรรษานี้เป็นเวลาที่จะได้เข้มงวดกวดขันในทางความพากเพียร ความพากเพียรเพื่อจะระงับดับความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมภายในจิตนี้เป็นสำคัญมาก จิตใจนี้ดีดดิ้นมากทีเดียว ไม่มีอะไรจะดีดจะดิ้นยิ่งกว่าใจ ใจนี้ดีดดิ้นมาก จึงต้องใช้ความเพียรคือสติครอบมันอยู่เสมอ ถ้าสติดีความเพียรก็ก้าวเดิน ถ้าสติขาดเป็นวรรคเป็นตอนไปนี้ความเพียรก็หยุดๆ ยั้งๆ ไม่ค่อยก้าวเดิน ถ้ามีสติระมัดระวังอยู่ตลอดเวลาเป็นที่แน่ใจได้ว่าผู้นั้นตั้งตัวได้แน่นอน เราเคยดำเนินมาแล้ว

เรื่องสติจึงยกให้เป็นอันดับหนึ่งในการประกอบความเพียร จะเป็นที่ธรรมดาก็ตาม เป็นเวลาที่เดินจงกรมนั่งสมาธิก็ตาม สตินี้เป็นสำคัญมากทีเดียว ถ้าขาดสติเมื่อไรก็ขาดความเพียร ถ้าสติติดแนบกันอยู่แล้วความเพียรก็ก้าวเดิน นี่สำคัญให้จำเอาไว้ทุกคน ตั้งสติไม่ใช่ตั้งธรรมดานะ ผู้ที่จะเร่งรัดให้ถึงมรรคถึงผลจริงๆ สติกับจิตนี้ไม่จากกันละ ขาดเมื่อไรก็เป็นว่าขาดความพากความเพียร ตั้งสติปั๊บตั้งแต่ตื่นนอนไม่ให้เผลอกันเลย อยู่อย่างนั้นละ เพราะไม่มีงานอื่นใดทำ มีแต่งานภาวนาเพื่อจะดูละครลิงซึ่งมันมีอยู่ในจิต เอาธรรมะตีเข้าไปๆ จิตก็สงบได้”
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระสงฆ์ ณ วัดป่าบ้านตาด
เนื่องในวันอธิษฐานเข้าพรรษา
เมื่อเย็นวันที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๕๒





สันตุสสโกวาท วันเข้าพรรษา
"สร้างบุญ สร้างกุศล เข้าพรรษา"

ควรปฏิบัติตนอย่างไรในพรรษา
มิใช่ว่าพรรษาหนึ่งผ่านไปๆ เราได้ทำอะไรบ้าง
เป็นเครื่องอุ่นใจ เป็นที่พึ่งทางด้านจิตใจ
เราควรจะคิดแล้วนะ ในพรรษานี้
ข้าพเจ้าตั้งจิตอธิฐาน คือความตั้งใจมั่น
ในพรรษานี้ ข้าพเจ้าจะไหว้พระทุกวัน สวดมนต์ทุกวันไม่ให้ขาด
ก่อนนอนแล้วก็ตื่นมาก่อนที่จะไปทำงานเราก็ไหว้พระอีก
อะระหังฯ สวากขาโตฯ สุปะฏิปันโนฯ นะโมตัสสะฯ
จากนั้นก็แผ่เมตตาในใจอีก ข้าพเจ้าจงเป็นสุข ผู้อื่นจงเป็นสุข
ข้าพเจ้าต้องการความสุขอย่างไร ผู้อื่น สัตว์อื่น วิญญาณอื่น
ทุกดวงใจ ขอให้มีความสุขอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ
อย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนา ทุกท่านด้วยเทอญ
มากกว่านั้นอีก บางคนก็ตั้งจิตอธิฐานอีก
ข้าพเจ้าจะงดบุหรี่ให้เด็ดขาดในพรรษานี้
หรือข้าพเจ้าจะงดสุรา ของมึนเมา ข้าพเจ้าจะงดทั้งหมด
ข้าพเจ้าจะรักษาศีล ๕ ตลอดไตรมาส ๓ เดือน
หรือ รักษาศีล ๕ หรือ รักษาอุโบสถ ศีล ๘ ทุกวันพระ
หรือข้าพเจ้าจะใส่บาตรทุกวันไม่ให้ขาดในพรรษานี้
แต่บางคนก็ว่า พระไม่ผ่านหน้าบ้านก็มี นอนตื่นสายก็มี
เอาเถอะเราจะทำบุญใส่บาตรทุกวันในพรรษา
เราก็ตั้งกระปุกขึ้นมา แล้วก็เขียนไว้เลย
เราจะใส่บาตรที่ไหน วัดไหนที่เรารักเคารพ เลื่อมใสนะ
จากนั้นเราก็วันนี้จะใส่บาตรอะไร เช่นใส่กล้วยน้ำว้า
ใบหนึ่งกี่บาท เราก็รู้แล้วกล้วยน้ำว้าราคาเท่าไหร่ ก็หย่อนลงไป
พอออกพรรษาแล้ว มีเงินเท่าไหร่ในกระปุก
เราก็เอาปัจจัยนั้นล่ะ
ไปถวายวัดที่เราตั้งใจ ตั้งความปรารถนาไว้
และข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิทีนี้ เราก็ไหว้พระเสร็จแล้ว
หามุมสงบซ่ะ แล้วก็ไปนั่งภาวนา ๕ นาทีก็ได้ ๑๐ นาที ๒๐ นาที
พุทโธ พุทโธ พุทโธ ดูใจของตนเองนะ
ทำให้จิตใจของเรานิ่ง จิตใจเราสบาย
นั้นล่ะเป็นการพักผ่อนทางด้านจิตใจ
นี้ล่ะล้วนแต่เป็นบุญเป็นกุศล
ถ้าหากว่าพวกเราใฝ่ในการสร้างบุญสร้างกุศลนะ
แต่ถ้าหากพวกเราไม่ได้ใส่ใจ วันคืนเดือนปีผ่านไปๆ
ก็ไม่ได้สร้างบุญสร้างกุศล
อันนี้ก็คือการสร้างบุญสร้างกุศลในพรรษา

โดย หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา "เตรียมตัวเราก่อนเข้าพรรษา"
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐




หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ในสมัยที่ท่านยังเป็นฆราวาสนั้นท่านเป็นคนตรงไปตรงมา ยอมหักไม่ยอมงอ เมื่ออายุครบอุปสมบทได้ ๒ ปี ท่านก็มีความคิดจะบวชทดแทนคุณบุพการี และหวังว่าจะสึกออกมาแต่งงานกับคนรัก ที่ชื่อว่าแป้ง

ซึ่งก่อนจะบวชนั้นมีคนสบประมาทไว้ด้วย ว่าอาจอยู่ได้ไม่ครบพรรษา พ่อแม่ของท่านได้นำไปฝากไว้กับ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ ศิษย์อาวุโสท่านหนึ่งของพระอาจารย์มั่น ท่านได้จำพรรษาที่วัดทรายงาม ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี แม้หลวงปู่เจี๊ยะตั้งใจว่าบวชเพียงไม่นาน ก็จะสึกออกมาใช้ชีวิตฆราวาส แต่ก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มที่ ซึ่งปรากฏว่าท่านได้ซาบซึ้งในรสพระธรรมยิ่งนัก

“เมื่อภาวนาจิตลงได้อย่างนั้นแล้ว สมบัติใดๆ ในโลกที่เขานิยมว่ามีค่ามาก จะเอามากองให้เท่าภูเขาเลากา ไม่ได้มีความหมายเลย ธรรมสมบัติที่ปรากฏเมื่อคืนนี้ เป็นธรรมสมบัติเหนือรัตนะเงินทองโดยประการทั้งปวง อัศจรรย์ในธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นที่ยิ่ง จิตไม่เกี่ยวเกาะด้วยกามคุณเลย"

จนที่สุดท่านก็ตัดสินใจว่าจะไม่ลาสิกขา ทั้งที่เดิมเคยสัญญากับคนรักว่าจะบวชเพียงพรรษาเดียว แล้วจะสึกไปแต่งงานด้วย

“อยู่มาวันหนึ่งเดินออกบิณฑบาต เจอคนที่เราเคยรักมาใส่บาตร
เราจึงบอกสาวคนที่เรารักนั้นไปว่า “แป้งเอ๊ย...ต่อแต่นี้ไปเราจะไม่สึกแล้วนะ”
จริงๆ แล้วถ้าจะพูดกันให้ชัดๆ ต้องพูดว่า
“แป้งเอ๊ย...เราไม่โง่แล้วนะ ไม่ไปเป็นขี้ข้าราคะตัณหาของใครอีกแล้ว”
ถ้าพูดอย่างนั้นกลัวเขาจะเสียใจ…”

ท่านได้เล่าถึงชีวิตของสาวแป้งว่าในที่สุดก็แต่งงานไปกับชายคนหนึ่ง ใช้ชีวิต และตายไปในที่สุด

“...นั้นเห็นไหมเขาไม่ได้อันใดเลย ซึ่งอันนี้แต่ก่อนเป็นสิ่งที่เรารัก

ชีวิตที่ไม่ได้พบกัลยาณมิตรมันก็ตายเปล่าไปอย่างนั้น แต่อันนี้เราจะไปพูดกับคนอื่นไม่ได้ บางทีเขาไม่เข้าใจ เพราะเขาไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องอรรถธรรม...”

ชีวิตของผู้ปฏิบัติธรรมที่มีครูบาอาจารย์และเพื่อนสหธรรมิก นับเป็นชีวิตที่มีค่า
ชีวิตที่ได้ลิ้มรสอมฤตธรรม อันพ้นแล้วจากกิเลสตัณหาทั้งปวง นับเป็นชีวิตที่มีความสุขไม่มีสิ่งใดเปรียบปาน ในเรื่องความรักและกิเลสตัณหาต่างๆ นี้

หลวงปู่เจี๊ยะได้กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า

พระพุทธเจ้าท่านตรัสสอนไว้ถูกที่สุดว่า
“ผู้ใดขยี้กามราคะ ตัณหา อันเป็นเหมือนเปือกตมได้
ขยี้หนามคือกามราคะ ตัณหาไปเสียได้ ผู้นั้นนับได้ว่าเป็นผู้หมดโมหะ
ไม่สะทกสะท้านในนินทา สรรเสริญ ทุกข์หรือสุข
ถ้าใครปฏิบัติได้มันก็เป็นอย่างนั้น”

หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท







ไม่จำเป็นต้องหอบสังขารนี้ไปที่ใหน
ถ้าตั้งใจจริงแล้วนั่งอยู่ที่ใหน ธรรมก็เกิดที่ตรงนั้น
นอนอยู่ที่ใหน ยืนอยู่ที่ใหน เดินอยู่ที่ใหน ธรรมก็เกิดที่ตรงนั้นแล

โอวาทธรรม:พระคุณเจ้าองค์หลวงปู่ดูลย์ อตุโล





"เพิ่มพูนบุญกุศลบารมีให้แก่กล้า
ต้องเคารพในสัจจะ คิดจะทำอะไรที่เป็นความดี
ทำตามที่คิด ให้กิจการงานสำเร็จลุล่วงตามที่ตั้งใจจริงๆ
บุญกุศลก็มากขึ้นได้"

โอวาทธรรม:องค์หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ






“ปัจจุบันเอาแต่การทำทานเป็นใหญ่
เลยลืมการรักษาศีลปฏิบัติ ยิ่งภาวนา ยิ่งไม่เอา

เราไม่ภาวนา จิตเราจะได้ถึงธรรมได้อย่างไร
จะถึงมรรคผลได้อย่างไร มันจะไปแก้
ความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ยังไง

เพราะมันอยู่ภายใน การทำบุญภายนอก
เดี๋ยวเดียวก็จบ”

พระอาจารย์โสภา สมโณ





"ทุกคนมีอดีต
แต่อย่าไปทุกข์กับอดีต
ทุกข์ไป มันก็แก้ไม่ได้
ของมันผ่านไปแล้ว
ไม่มีประโยชน์
อดีตที่ผิดพลาดที่เสียหาย
มันทำให้เรามีวันนี้ มีเดี๋ยวนี้
จะไปแก้มันทำไม "

หลวงปู่หา สุภโร





"มรณสติ ช่วยเตือนให้เราเห็นคุณค่า
ของสิ่งที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน
 
เราไม่ค่อยเห็นคุณค่าของวันนี้ หรือวันพรุ่งนี้
เพราะเราคิดว่า เรายังจะมีเวลาอยู่ได้อีกหลายปี
แต่ถ้าเรารู้ว่าเราต้องตายคืนนี้ แต่ละนาที
ที่ยังมีชีวิตอยู่ จะกลายเป็นสิ่งมีค่าทันที
เราจะไม่ปล่อยให้ผ่านเลยไป โดยเปล่าประโยชน์
หรือไร้สาระ

คนที่เป็นมะเร็งแล้วรู้ว่า จะมีเวลาอยู่ในโลกนี้
ได้อีกไม่กี่เดือน จะรู้สึกเลยว่าแต่ละวันมีความหมายมาก”

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล





"จุดมุ่งหมายของการสวดมนต์
คือ ทำใจของเรา ให้มีที่อยู่อาศัย
คนเราที่ทุกข์ใจไม่หยุดยั้ง เพราะใจไม่มีที่พึ่ง

ถ้ามีบทสวดมนต์เป็นที่พึ่ง เวลาทุกข์
มันจะไปสวดมนต์ของมันเอง
แล้วมันก็ลืมทุกข์ ลืมยากไปได้"

 หลวงพ่อพุธ  ฐานิโย





“ประโยชน์ที่สำคัญที่สุด
ของการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์
แล้วได้พบพระพุทธศาสนา
ได้ยินได้ฟังแล้ว ก็คือ การปฏิบัติตาม
ถ้าเราไม่ปฏิบัติ มันก็ไม่มีประโยชน์”

 ครูบาเจ้าพรหมา พรหมจักโก





“จำไว้นะ ถ้าไม่มีใครคบ
จงเลือกเดินคนเดียว

ถ้าคบคนพาล คนโกง หลงกามคุณ
ถ้าสติเราไม่พอ อีกไม่นาน
เราจะซึมซับสิ่งเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว

ถ้าไม่มีคนที่มีศีลธรรมรอบตัวเลย
จงเลือกเดินคนเดียว และมี 'สติ' เป็นเพื่อน”

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน




"คนฉลาด ก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจ
ให้กับการสร้างทรัพย์ภายใน
คนโง่ ก็จะทุ่มเทชีวิตจิตใจ
ให้กับการสร้างทรัพย์ภายนอก

เพราะคนโง่ ไม่รู้ว่าตายไปแล้ว
ต้องไปเกิดใหม่
แต่คนฉลาด รู้ว่าตายไปแล้ว
ต้องไปเกิดใหม่อีก

เพราะตายแต่เพียงร่างกาย
ใจไม่ได้ตายไปกับร่างกาย
นี่คือคำสอนของคนฉลาด
คือ พระพุทธเจ้า”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต





"การทำตนที่ชั่วให้เป็นตนที่ดีได้ เป็นกุศลที่สูงสุด"

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ







“ถ้าเราทำดี พูดดี คนอื่นเขาว่าเราทำไม่ดี
ก็ไม่เป็นไร เมื่อเราทำดีแล้ว คนอื่นว่าไม่ดี
มันเป็นเรื่องของเขา เราอย่าไปทิ้งความดีของเรา
ความดีมันอยู่ที่ตัวเรา ไม่ใช่คนอื่น
อย่าลืมว่า กรรมใคร ก็เป็นของคนนั้น
อย่ายึดมั่น และอย่าจับตาดูผู้อื่น”

 หลวงปู่ชา สุภัทโท




"บุคคลไม่ควรเศร้าโศก อาลัยอาวรณ์
ถึงสิ่งนอกกายทั้งหลาย ที่มันผ่านพ้นไปแล้ว
มันหมดไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้น
มันได้ทำหน้าที่ของมัน อย่างถูกต้อง
โดยสมบูรณ์ที่สุดแล้ว

หลวงปู่ดูลย์ อตุโล




"อันความหวังนั้น หวังด้วยกันทุกคน
แต่สิ่งที่จะมาสนองความหวังนั้น
ขึ้นอยู่กับการประพฤติปฏิบัติของตน
เป็นสำคัญ

เราอย่าให้มีความหวังอยู่ภายในใจ
อยู่อย่างเดียว ต้องสร้างเหตุอันดี
ที่จะเป็นเครื่องสนองตอบแทน
ความหวังนั้นด้วย"

หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน





"ไปเดือดร้อนอะไรกับคนนินทา
ใครนินทา เราไม่ได้ยิน ไม่ใส่ใจก็สบาย
คนนินทาน่ะ เป็นยาชูกำลังที่จะเตือนตัวเอง
เขาติดีกว่าเขาชม จะได้รู้ตัว
ถ้าเราเป็นอย่างนั้น จะได้ปรับปรุง
เราจะไปโกรธเขาทำไม ถ้าไปโกรธเขา
ก็เรียกว่าเราแพ้ตัวเอง"

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร






 7 
 เมื่อ: 17 กรกฎาคม, 2562, 12:48:38 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




747. Zombiepura / 2018 (ซากดิบกัดกระซวกโหดกลางสิงคโปร์)

“ถึงเป็นผีซอมบี้ก็รักชาติ  เสียงบรรเลงเพลงชาติสิงคโปร์ดัง  พวกเรายืนตรง!”

“ผ่อนคลายกันบ้างกับหนังซอมบี้ฉบับ โหด-มันส์-ฮา เห็นว่าหนังถ่ายทำในประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงอย่างสิงคโปร์ เลยขอกดเอามาลองชมเสียสักหน่อย เเถมไม่ค่อยมีใครพูดถึงมันมากนัก หลังดูจบพบว่า หนังสนุกดี เลยเอามาแนะนำครับ”


Zombiepura / 2018 เป็นหนังสยองขวัญสาย  Horror- Comedy จากประเทศสิงคโปร์ ผลงานการกำกับของ Director: Jacen Tan หนังบอกเล่าเรื่องราวและโฟกัสลงมาที่พลทหารลาดตระเวนนายหนึ่ง ที่จู่ๆกลางดึกระหว่างทำหน้าที่ลาดตระเวรรอบค่ายทหารตามปกติ ก็ดันปวดขี้ เลยวิ่งเข้าป่าข้างทางแล้วลงมือระเบิดถังขี้อย่างเมามันส์ ปรากฏตรงป่ารกทึบเบื้องหลัง(ตรงจุดทิ้งระเบิด)ดันมีใครก็ไม่รู้ติดเชื้อซอมบี้ชนิดรุนแรง เดินโซซัดโซเซเเละก็วิ่งเข้ามากัดตูดของพลทหารดวงซวยเข้าอย่างจังเบอร์ นอกจากนั้นมันยังพยายามกัดตามซอกคอ และร่างกายของพลทหารจนเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส

รุ่งเช้าพลทหารได้รับการนำตัวส่งอาคารพยาบาลภายในค่ายทหารกองหนุนแห่งหนึ่ง ปรากฏระหว่างที่เจ้าหน้าที่ทหารพยาบาลชายกำลังทำ CPR(กระบวนการกู้ชีวิต)แบบปากดูดปากแล้วปั้มหัวใจ ปรากฏอิพลทหารลาดตระเวนดันฟื้นขึ้นกลายเป็นซอมบี้ มันกัดลิ้นของเจ้าหน้าที่ทหารพยาบาลชายจนกระจุย แล้วแพร่เชื้อซอมบี้จนกระจายไปทั่วทั้งค่ายทหารชนิดกฎอัยการศึกภายในค่ายก็คุ้มกะลาหัวบรรดาทหารไม่ได้ จนทหารกลุ่มหนึ่งพยายามหนีตายโดยการแอบซ่อนตัวอยู่ภายในห้องจ่ายยาของอาคารพยาบาลอย่างเงียบๆ และปรึกษากันว่าจะทำอย่างไรให้มีชีวิตอยู่จนรอดถึงรุ่งเช้าวันพรุ่งนี้….

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
ถามว่าหนังสนุกไหม  ตอบเลยว่า “สนุกเข้าขั้น” แถมมันยังได้คะแนนโหวต 6.6 / 10 คะแนนจากเว็บ IMDB อีกด้วย  ก็นะ….หนังออกแนว Horror- Comedy เลยมีทั้งฉากโหด(โหดจริงๆ เลือดสาดกระจาย) ผสานมุกขำๆ ตลกๆอย่างลงตัว ถึงเราไม่ค่อยได้เห็นหนังแนวซอมบี้โผล่ออกมาจากประเทศสิงคโปร์เสียเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ยอมรับเลยว่า “หนังสร้างออกมาได้ดูดีพอตัว”  ว่างๆจากการเสพฯหนังโหดเรต 20+ ก็เอาเรื่องนี้มาล้างตาเสียหน่อยก็ดีนะเออ  ความสนุกเอาไป 7.8 / 10 คะแนนครับ

 

 8 
 เมื่อ: 17 กรกฎาคม, 2562, 12:47:06 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




746. Shopping Tour / 2012 (มากินคนรัสเซียกันดีกว่า!)

Shopping Tour / 2012 หรือ Shoping-tur / 2012 (ชื่อในแบบ Original Title) เรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญแนวแปลกๆจากประเทศรัสเซีย ผลงานการกำกับของ Director: Mikhail Brashinskiy หนังบอกเล่าเรื่องราวของชาวรัสเซียกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินทางขึ้นเหนือไปท่องเที่ยว-ช้อปปิ้งในดินแดนแถบภูมิภาคสแกนดิเนเวียในประเทศฟินแลนด์ หนังถ่ายทำโดยเล่ามุมมองผ่านโหมดถ่าย VDO ของกล้องโทรศัพท์มือถือของเด็กวัยรุ่นชายชาวรัสเซียคนหนึ่งและมารดาที่แวะช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกภายในศูนย์การค้าในย่านชานเมือง Kotka ประเทศฟินแลนด์ แล้วดันเกิดปรากฏการณ์ประหลาดแพร่ระบาดในประเทศนี้เข้าพอดี ปรากฏการณ์ประหลาดดังกล่าวเล่าลือกันว่า คนฟินแลนด์ทุกคนจะรับกลิ่นกายของชาวรัสเซีย และเกิดอาการคลุ้มคลั่ง ไล่ล่ากระซวกเนื้อสดของคนรัสเซียมากินเป็นอาหาร ทุกคนจะบ้าคลั่งไปหมดจนไม่เหลือเค้าโครงความเป็นมนุษย์ให้ได้เห็นอีกต่อไป

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
โครงสร้างของหนังเรื่องนี้ดูแปลกๆ ไม่ค่อยเข้าใจในกรณีที่ผู้กำกับสร้างให้คนฟินแลนด์จงเกลียดจงชังคนรัสเซียกันทั้งประเทศ ถึงกับไล่ฆ่าไล่กินคนรัสเซียทุกคนที่เข้ามาเที่ยวในฟินแลนด์ (กรณีนี้เป็นผลพวงมาจากการทำสงครามสู้รบกันของสองชาตินี้รึเปล่าก็ไม่แน่ใจ?) หนังมีความยาว 70 นาทีเองนะ พูดถึงความสนุก ก็พอสมควรนะครับ คู่แม่ลูกและคนรัสเซียในคณะทัวร์ในรถบัสจอดแวะช้อปปิ้งสินค้าราคาถูกในศูนย์การค้าย่านชานเมือง Kotka ประเทศฟินแลนด์ แล้วโดนคนฟินแลนด์ที่จู่ๆก็เกิดอาการบ้าไล่กินเอาดื้อๆ ไม่เว้นแม้แต่เด็กอายุ 5 ขวบที่ดมกลิ่นคนรัสเซียเสร็จก็เกิดบ้าวิ่งไล่งับขาอาคันตุกะผุ้มาเยือนอย่างเอาตาย นอกจากนี้หนังแปลกตาเพราะมุมมองทุกมุมมาจากกล้องมือถือ ความสนุกให้ผ่าน เอาไป 7.8 / 10 คะแนนจ้า

 

 9 
 เมื่อ: 17 กรกฎาคม, 2562, 12:45:08 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




745. The Nightshifter / 2018 (คุยกับผีในห้องผ่าศพ!)

“ศพคนตายที่ตัวเอกผ่าในห้องเก็บศพเนี่ยสมจริงโคตร ใครจิตอ่อนมีสิทธิ์ลมจับเอาได้เลย....”

หนังใช้ชื่อว่า The Nightshifter / 2018 หรือ Morto Não Fala / 2018 (ชื่อฉบับ Original Title) คือหนังสยองขวัญสายจิตจากประเทศบราซิล ผลงานการกำกับของ Director: Dennison Ramalho โดยหนังได้ Cláudia Jouvin รับหน้าที่คุมกอง Writers

ภายใน The Nightshifter หนังนำเสนอเรื่องราวและวิถีชีวิตของชายคนหนึ่ง Stênio (รับบทโดย Daniel de Oliveira) เจ้าหน้าที่ผ่าศพภายในโกดังห้องเก็บศพ กับชีวิตที่ดูเรียบง่าย ธรรมดาคล้ายเจ้าหน้าที่ผ่าพิสูจน์ศพในหน่วยงานราชการทั่วไป แต่ขอบอกว่าชายคนนี้ไม่ธรรมดาตรงที่เขามีความสามารถพิเศษคือ Stênio สามารถพูดคุยกับดวงวิญญาณที่ติดมากับซากศพได้คล้ายเขาเป็นล่าม-ร่างทรงระหว่างคนเป็นกับคนตาย(คล้ายกับคุณริว จิตสัมผัส, คุณเจน ญาณทิพย์ / ในรายการคนอวดผี) สมาชิกของแก๊งค์ค้ายาเสพติดศพแล้วศพเล่าที่ฆ่ากันตายแบบโหดๆในบราซิลล้วนถูกส่งตรงมายังห้องผ่าศพที่ Stênio ทำงาน เขาก็แอบคุยกับศพไปเรื่อย(แบบไม่ให้มีใครในห้องผ่าศพสังเกตเห็น) ว่าคุณผีมีอะไรให้ช่วยเหลือเป็นครั้งสุดท้ายไหม จะให้โทรบอกภรรยาว่าคุณตายแล้วนะ แต่คุณยังรักเธอและครอบครัวเป็นครั้งสุดท้ายไหม?

ก็ดูว่า Stênio จะมีความสุขในหน้าที่การงานผ่าศพแล้วคุยกับผีไปเรื่อยๆ จวบจนอยู่มาคืนหนึ่งมีศพของหัวหน้าแก๊งค์ค้ายาสองสามีภรรยาถูกส่งมาที่นี่ แล้วปรากฏว่าพ่อหนุ่ม Stênio ของเราดันไปทำผิดกฎของการพูดคุยติดต่อสื่อสารกับดวงวิญญาณเข้าอย่างจังเบอร์ เลยทำให้ผีภรรยาของหัวหน้าแก๊งค์ค้ายาไม่พอใจ ตามาทวงชีวิตของ Stênio และครอบครัวที่บ้านของเขาอย่างสุดสยดสยองพองขนหัว…. (Stênio เจอผีอันธพาลเข้าให้เเล้ว 555+)

****** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน
ขอยอมรับว่าทีมเอฟเฟคในหนังเรื่องนี้สร้างสภาพของศพคนตายออกมาได้สมจริงมาก นอกจากนี้อวัยวะที่ตัวเอกอย่าง Stênio ต้องผ่าหั่นออกเป็นชิ้นๆก็ยังดูสมจริงว่ามันคืออวัยวะศพอย่างชนิดสุดขนหัวลุก หนังเรื่องนี้มีดีตรงงานเอฟเฟคศพเเละชิ้นส่วนศพจริงๆครับ โดยช่วงหลังของหนังพอเข้าสู่เรื่องราวของการไล่ล่าระหว่างผีภรรยาหัวหน้าแก๊งค์ค้ายากับครอบครัวของตัวเอก หนังกลับสร้างความหลอนให้แก่คนดูประหนึ่งกำลังเสพหนังผีชั้นดี เพราะจังหวะการหลอกของผี และจังหวะตุ้งแช่ทำออกมาได้น่าสนใจ  เสียดายนิดตรงหนังเดินเรื่องมาไม่สุดสักทาง จะโหด-ดิบก็ไม่สุด จะเป็นหนังผีที่หลอน-ตุ้งแช่ ก็ไม่สุด  กระนั้นก็ตาม สำหรับคนรักหนังสยองขวัญแนวสืบคดีจากศพ มีผีออกมาหลอนให้หัวใจวาบๆเป็นระยะน่าจะพอใจกับงานตัวนี้ของผู้กำกับ Dennison Ramalho อยู่ไม่น้อย หนังดีในระดับที่ OK แต่ก็นั่นแหล่ะ เสียดายที่มันไปไม่สุดสักทาง  ให้ 7.5 / 10 คะแนนครับ

 


#กระทู้นี้สปอยล์ : The Nightshifter / 2018 (คุยกับผีในห้องผ่าศพ!) โดยคุณ : รัฐวิทย์ ล้ำเลิศธนัญชัย

เนื่องจากงานต้นฉบับของหนังเรื่องนี้พากย์ภาษาบราซิล(ฝังซับอังกฤษ) เเละตัวหนังมีบทสนทนาที่เยอะมากๆ หลายคนดูจบอาจเกิดอาการ งง จับต้นชนปลายไปต่อไม่ถูก วันนี้เพื่อนสมาชิกเพจคุณ รัฐวิทย์ ล้ำเลิศธนัญชัย เลยอาสานั่งเเปลซับ สรุปเนื้อหาเเบบละเอียดมาให้เพื่อนๆอ่านกันครับ ขอขอบพระคุณคุณ รัฐวิทย์ ล้ำเลิศธนัญชัย มากๆที่สละเวลามานั่งเล่าให้ฟังครับ....

(*สรุปเนื้อหา+บทสปอยล์ โดยคุณ รัฐวิทย์ ล้ำเลิศธนัญชัย)

ยาวมากนะขอรับแอดฯ 555

เปิดเรื่องด้วยการโฟกัสไปที่ Stenio พระเอกของเราทำงานเป็นผู้ช่วยในห้องดับจิต อยู่ที่เมือง โดยพระเอกมีความสามารถพิเศษคือสื่อสารกับศพคนตายได้ โดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าทำได้อย่างไร แต่ตัวเองรับรู้ได้

โดยศพแรกที่เข้ามาเป็นศพที่เกิดจากเหตุการณ์ตะลุมบอนระหว่างแฟนบอลทีมพัลไมรัส กับโครินเธียนส์ ในบราซิล ซึ่งศพแรก Mr. Valdeci ไม่ยอมรับว่าตนเองตายไปแล้วในตอนแรก แต่เมื่อรู้แน่ว่าตนตายแล้ว จึงอ้อนวอนให้พระเอกโทรไปแจ้งกับภรรยา เพราะไม่อยากให้ภรรยาเข้าใจผิดว่าตนเองหนีหายไปไหน

โดยพระเอกก่อนกลับบ้านได้แวะไปร้านของชำของ Jaime เพื่อแวะดื่มหลังเลิกงาน โดยตนเองขอเซ็นไว้ก่อนเพราะเงินยังไม่ออก ซึ่ง Jaime ก็ยอมให้อีกแก้ว ฉากนี้จะเห็น Jaime บ่น Lara ลูกสาวตนเองว่ามาทำงานสาย ซึ่ง Lara อธิบายว่าตนเองไปเยี่ยมแม่ที่โรงพยาบาล(แม่นอนโคม่า ไม่รู้ตัวอยู่) ทุก ๆ วัน แต่วันนี้รถติดเลยมาสาย ซึ่ง Lara เห็นว่าไม่จำเป็นต้องไปทุกวัน เพราะแม่ Lara ไม่รู้เรื่องหรอกว่าเธอไปเยี่ยม เพราะโคม่าอยู่

ตัว Stenio มีภรรยา (Odete) กับลูกสาว (Cica) และลูกชาย (Edson) อย่างละคน จะเห็นว่าหนังแสดงให้เห็นว่าภรรยาเขาไม่มีความสุขนัก ด้วยการเป็นคนขี้บ่น อย่างฉากที่ลูกสาวเกาหัวให้พระเอก ตัวภรรยาก็มาขัดว่าเหม็นกลิ่นสาปซึ่งติดตัว Stenio มาจากที่ทำงาน แถมยังไล่ให้ลูกสาวไปล้างมือด้วย

ฉากต่อมาจะเห็นว่าพระเอกพยายามขอมีอะไรกับเมีย ขณะที่เธอร้องเพลงคลอไปตามเสียงจากโทรทัศน์ (ซึ่งเพลงนี้จะโผล่มาอีกหลายช๊อตในหนังให้รู้ว่าเป็น Odete โผล่มาแล้วนะ) แต่เมียบ่ายเบี่ยงอ้างว่าไม่มีอารมณ์

ศพที่สองชื่อว่า Sujo โดยจากการสนทนา พระเอกบอกว่ารู้ว่าศพนี้เป็นพวกแก๊งมาเฟียยาเสพติด โดยสังเกตจากรอยสักที่ท่อนแขน Sujo เล่าให้เขาฟังว่า เขาถูกตำรวจยิงตาย เพราะถูกทรยศจากคนในแก๊งเป็นสายแจ้งข่าวให้กับแก๊งคู่อริของตน จึงขอร้องให้ Stenio ไปบอกพี่ชายตนเองว่าใครเป็นสายให้แก๊งคู่อริ เพื่อให้แก้แค้นให้ตน แต่ Stenio ปฏิเสธไป โดยบอกว่าหากตนเองบอกเรื่องระหว่างที่ตนคุยกับศพออกไปให้คนอื่นรู้ ตนเองจะถูกนำเรื่องโชคร้ายต่าง ๆ มาสู่ตน

Sujo จึงเล่าเรื่องที่เขาและพี่ชาย Jonas เคยฆ่าพ่อตัวเองที่ชอบซ้อมแม่บ่อย ๆ ด้วยการแทงที่หน้าอก 3 แผล แล้วนำศพไปทิ้งที่สะพานแถว ๆ Registo โดยมีแค่เขาและพี่ชายและพระเจ้าเท่านั้นที่รู้ และพระเจ้าไม่เคยให้อภัยคนที่ฆ่าครอบครัวตัวเอง (สังเกตได้จากเรื่องจริงที่คนบราซิลคลั่งไคล้เรื่องศาสนามาก  ๆ โดยยึดมั่นในพระเจ้ากับแทบทุกคน โดยในเรื่องเราจะได้ยินเสียงจากโทรทัศน์ ซึ่งเป็นเสียงของพวกเจ้าลัทธิทางศาสนาคริสต์ ซึ่งกล่าวถึงวิญญาณ ปีศาจชั่วร้าย รวมทั้งมีฉากที่ทำพิธีไล่ปีศาจด้วย)

ฉากต่อมาเราจะเห็นว่า Stenio ทะเลาะกับ Odete เรื่องโซฟา ซึ่งเขาไม่ชอบใจและไม่อยากให้เอาเข้าบ้าน แต่ Odete อ้างว่าตนเองได้เงินวางดาวน์โซฟาจากการทำงานพิเศษให้ร้านของชำของ Jaime แต่ Stenio เถียงว่าตนเองต้องหาเลี้ยงครอบครัวรวมทั้งจ่ายค่าเช่าบ้าน แถมสุดท้ายเขาต้องจ่ายค่างวดเองอยู่ดี แสดงให้เห็นว่า Stenio มีปัญหาการเงินด้วย

Sara ไปที่รพ.เพื่อเยี่ยมแม่แต่พบว่าแม่ถูกย้ายไปห้องไอซียู หมอบอกเธอว่าแม่ของเธอมีอาการหัวใจวายเฉียบพลัน แต่ตอนนี้พ้นขีดอันตรายแล้ว

ฉากต่อมาคนขับรถพยาบาลและคู่หู นำศพใหม่เข้ามายังห้องดับจิต Stenio นอนบนเตียงที่ใช้วางศพ แต่พวกเขาแกล้ง Stenio ด้วยการวางศพที่แก้ผ้า หันของดีซึ่งมีขนาดมหึมาโชว์ให้ Stenio สะดุ้งตื่นมาเห็น ซึ่งทำให้สองฝ่ายด่าทอไปมา ก่อนที่ทั้งสองจะออกไป

ศพนี้ชื่อ Vila Gustavo ที่ถูกแทงตาย เป็นคนรู้จักกันละแวกบ้าน Stenio ซึ่งเป็นพวกชอบตีท้ายครัวชาวบ้าน โดย Gustavo เผยให้พระเอกรู้ว่าเมียของเขา เป็นพวกร่าน สวมเขาให้กับ Stenio โดยเป็นชู้กับ Jaime เจ้าของร้านของชำ Stenio จึงผลุนผลันออกจากห้องดับจิตเพื่อไปที่ร้านของ Jaime ทันที

โดย Stenio แกล้งทำเป็นเงินไม่พอจ่ายแล้วขอเชื่อเหล้า แต่ ให้ Stenio วางอะไรเป็นหลักประกันบ้าง เพราะค้างจ่ายไว้มากพอแล้ว Stenio จึงได้เอาโทรศัพท์วางไว้เป็นประกัน

จากนั้นตอนกลางคืนจึงแอบดูเห็น Odete ขึ้นรถไปกับ Jaime และจูบกัน จึงโมโหต่อยกำแพงจนแตก รุ่งเช้าเมื่อกลับบ้านจึงหมดอาลัยอยาก โดยขณะเถียงเรื่องแย่งทีวีกันกับ Odete แล้วเห็นข่าวทีวีเรื่องแก๊งค้ายาเสพติดของ Gilvan Barreiro เปิดศึกยิงถล่มกับแก๊งของ Jonas Cravo พี่ชายของ Sujo เขาจึงวางแผนจะยืมมือ Jonas เพื่อกำจัดศัตรูหัวใจ Jaime เสีย
Odete ไปหา Jaime ที่ร้านชำ เพื่อนัดคุยกันที่ Jaime ไม่รับโทรศัพท์เธอ ซึ่ง Jaime รังเกียจลูกๆ ของ Odete ดังจะเห็นจากฉากต่อมาที่ทั้งคู่มีอะไรกัน แต่เขาไม่เสร็จเพราะเห็นรอยสักชื่อลูก ๆ บนหน้าอกของเธอ

ตัดไปที่แก๊ง Stenio ทำทีว่าเคยเป็นเพื่อนในคุกของ Sujo และตนเองรู้ว่าใครเป็นต้นเหตุที่ขาย Sujo ให้กับแก๊งคู่อริ ซึ่ง Steino บอกว่า Jaime เป็นสายให้อีกแก๊ง โดย Jonas ไม่เชื่อนัก แต่ Stenio บอกว่าตนเป็นเหมือนพี่น้องอีกคนของ Sujo แถมยังบอกเรื่องที่ Jonas กับ Sujo แทงพ่อตนเองสามแผลจนตายแล้วเอาศพไปทิ้งที่สะพาน Jonas จึงเชื่อพร้อมรับปากจะจัดการให้เรียบร้อย

ฉากต่อมาเราจะเห็น Vila Gustavo บอกพระเอกว่า เขาซวยแล้วทีนี้ ที่เอาเรื่องความลับของคนตายไปเปิดเผย โดยกล่าวว่าเขาถูกหมายหัวแล้ว Stenio ตกใจจึงรีบปิดฝาโลงเพื่อนตนลงทันที

Jaime มีอะไรกับ Odete แต่ไม่เสร็จเพราะเห็นรอยสักชื่อลูกของเธอ จากนั้นจึงไปส่ง โดยจอดรถคุยกันว่าอยากยุติความสัมพันธ์แล้ว เพราะสงสัยว่า Stenio นั้นรู้เรื่องระหว่างทั้งคู่แล้ว แต่ Odete ไม่ยอม โดยขอร้องให้เขาอย่าทิ้งเธอ ระหว่างกำลังคุยนั้น Jonas พาลูกน้องเอาตัว Jaime ออกมาจากรถ พร้อมกับฆ่าเขาด้วยการเอามีดปาดคอ ตัว Odete ตกใจและเสียใจมาจึงข่มขู่พวกค้ายาว่าได้ยินชื่อหัวหน้า Jonas แล้ว จะไปบอกตำรวจ พวกแก๊งต้องถูกจับแน่นอน

ทีนี้ตัวสายตำรวจที่เป็นลูกน้องเลยยิงเมียพระเอกทิ้ง แล้วบอกให้ลูกพี่รีบหนีไป จริง ๆ ไอ้คนที่ชื่อ Dentinho คนที่ยิงเมียพระเอกตายแหละที่เป็นสาย แต่พระเอกไม่สน แค่อยากแก้แค้นชู้ เพียงแต่ไม่คิดว่าชู้จะพาเมียตัวเองไปด้วย

ฉากต่อมานี่หลอนดี ศพในห้องดับจิต เปิดประตูช่องเก็บศพออกมาหลอก Stenio เหมือนเตือนและขู่เขาไปในตัว

Stenio กลับบ้านแล้วพบว่า Odete กับ Jaime ถูกฆ่าตายแล้ว นางบอกให้เขาพาลูกออกไปให้พ้นที่เกิดเหตุ เพราะไม่อยากให้ลูกชายเห็นสภาพตนเป็นศพแบบนี้

Stenio ไปดูศพเมียแล้วพูดจาเยาะเย้ยเมียตัวเอง ว่ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เขาแค่ไม่รู้ว่าเธอจะอยู่กับ Jaime ในที่เกิดเหตุด้วย Odete แค้นมาจึงบอกว่าไม่มีทางให้อภัยเขาเรื่องนี้ แต่ Stenio บอกเธอไม่ให้อภัยเขา แต่เขา ให้อภัยเธอ เขายังรักเธออยู่ โดยสุดท้ายเธอต้องเป็นของเขาคนเดียว แล้วเอาแหวนที่เตรียมมาใส่เข้าที่นิ้วศพเมียตัวเอง โดยมีแหวนเป็นพลอย 5 เม็ด แทนตัวอักษร 5 ตัวแทนชื่อเมียตัวเองที่ชื่อ Odete

Stenio กลับมาทุบโซฟาทิ้งด้วยความโมโห แถมลูกชายก็กลายเป็นเด็กมีปัญหาไปขโมยของในซุปเปอร์มาเก็ต ตำรวจจึงพาตัวมาส่ง

ฉากต่อมา Stenio ไปที่เกิดเหตุพร้อมหัวหน้าเพื่อพิสูจน์ศพสองศพ ซึ่งก็คือศพของ Dentinho และ Jonas ซึ่ง Jonas บอกเขาว่าถูกฆ่าตายโดย Odete ซึ่งจริง ๆ แล้วคนที่ตายคนแรกควรจะเป็น Stenio มากกว่าจะเป็นพวกเขาเอง และ Odete โกรธมาก ๆ คนที่จะซวยต่อไปคือ Stenio แน่ ๆ โดยนอกจากนั้นยังพบว่าในปากของศพ Dentinho มีหนังกำพร้าจากหน้าอกของ Odete ที่มีรอยสักชื่อลูกอยู่ในนั้น

Edson Cica เด็กทั้งสองเจอกับเรื่องแปลก ๆ ในบ้าน จึงหนีไปอาศัยนอนกับ Lara จากนั้น Lara บอกว่าตนเองรู้เรื่องพ่อของตนกับ Odete จากกลิ่นน้ำหอมของ Odete ที่ติดเสื้อผ้าพ่อของเธอ แต่หลังจากเขาตาย ทิ้งหนี้สินไว้ให้เธอมากมาย เธอไม่มีปัญญาหาใช้ อาจต้องออกไปหางานทำ เขาจึงเสนองานพี่เลี้ยงดูแลลูก ๆ ของเขาให้กับ Lara

เกิดเหตุดินถล่มมีคนตายมากมายล้นห้องดับจิตไปหมด ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่สามารถ ตรวจศพคนตายได้ทัน แถมมีศพเข้ามาใหม่ไม่หยุด อีกทั้งเสียงคนตายทั้งหลายที่เขาได้ยินทำให้เขาสติแตก ก่อนจะพบว่าตนเองนอนอยู่ในช่องเก็บศพได้อย่างไรไม่รู้ตัว เพื่อนร่วมงานจึงบอกว่าอาจเกิดจากความเครียดของเขาไม่ว่าจะเรื่องเมียที่ตายไปและเรื่องงานที่กดดัน จึงอาจทำอะไรไปไม่รู้ตัว ควรพักผ่อนให้มาก ๆ อย่าฟุ้งซ่าน

Lara พบเหตุการณ์แปลก ๆ ขณะดูข่าวการทำพิธีไล่ผีในโทรทัศน์ พร้อมกับพบว่า Cica ละเมอเอาลิปสติกเขียนบนเพดานเต็มไปหมดว่าแกมันน่าขยะแขยง

หัวหน้าของ Stenio พบว่าศพที่ถูกฆ่าหั่นศพมีสิ่งผิดปรกติ นั่นคือกระดูกสันหลังของศพหายไป แต่ Stenio เอารูปถ่ายในกล้องให้หัวหน้าดูว่าก่อนหน้านี้ศพไม่ได้เป็นแบบนี้ หัวหน้าเขากล่าวว่า Stenio ต้องหาชิ้นส่วนศพกลับมาให้ได้เพราะเป็นความรรับผิดชอบของเขา
Stenio คุยกับ Lara เรื่องที่ Cica เอาลิปสติกเขียนเพดานว่าไม่น่าเป็นไปได้ด้วยฝีมือของเด็ก แต่เขาก็ขอโทษเธอที่กล่าวหาว่าอาจะเป็นเธอเองที่เป็นคนทำ ซึ่งเธอก็ไม่ได้ถือโทษโกรธอะไรเขา Stenio เอาแหวนที่ให้ศพเมียแล้วกลับมาเองขว้างทิ้งไป แล้วไปที่หลุมศพเพื่อบอกสัปเหร่อว่ามีอะไรผิดปรกติ อาจมีคนจงใจกลั่นแกล้งเขา ทีแรกสัปเหร่อไม่อนุญาต แต่เพราะสงสารจึงบอกเขาให้กลับมาขุดศพดูเองในตอนกลางคืน เพราะสัปเหร่อไม่อยากยุ่งเรื่องนี้เพราะผิดกฎหมาย

กลางดึก Cica แอบออกมาหาแล้วพบกับแหวนที่พ่อขว้างทิ้งไป Stenio ขุดหลุมศพ Odete ออกดู พบว่าแหวนที่ศพหายไป ก่อนจะโดนวิญญาณ Odete เอาพลั่วตีเข้าที่หัว ก่อนจะฝังเอาไว้ในหลุม แต่เขาหนีออกมาได้ แต่หมดแรงสลบเหมือดไป

สัปเหร่อและตำรวจจับเขาไปไว้ที่รพ. ก่อนจะปล่อยตัวในตอนเช้า Stenio กลับเข้าบ้านก่อนจะเถียงกับลูกชายตนเอง ซึ่งผิดหวังที่พ่อถูกตำรวจจับทั้งที่ดุด่าว่ากล่าวตนตอนขโมยของว่าไม่รักดี Stenio พยายามเข้าหาลูกชาย แต่กลับถูกวิญญาณ Odete ผลัก Edson กระเด็นไปให้ดูเหมือนเขาทำร้ายลูกชายตัวเอง

ด้วยความอยากทำดีเพื่อเอาใจลูก ๆ Stenio จึงจัดงานวันเกิดให้ Edson แต่เด็ก ๆ บอกว่ายังไม่ถึงวันเกิดของ Edson เลย แต่เขาก็บอกลูก ๆ ว่าอยากจัดล่วงหน้า เพื่อให้อะไร ๆ ดีขึ้นและอยากให้ลูก ๆ มีความสุข

ในงานวันเกิด Edson เขาซื้อสกู๊ตเตอร์ถีบให้ลูกชาย แต่เมื่อเปิดกล่องของขวัญมาดูกลับพบว่าเป็นกระดูกสันหลังของศพที่ถูกหั่นศพอยู่ในกล่องแทน ทำให้ Edson ตกใจและเสียใจมาก โดยที่เขาเองพยายามบอกทุกคนว่าเขาไม่รู้เรื่องว่าใครเป็นคนแกล้งเขา

Stenio รู้สึกเครียดจึงไปถามขอซื้อยากล่อมประสาทจากเพื่อนร่วมงาน แต่ถูกปฏิเสธพร้อมบอกว่าเขาควรเลิกทำงานที่นี่ได้แล้ว

กลางดึกคืนนั้นเขาถูกวิญญาณ Odete ตามเล่นงานอีกครั้ง จนโดนเชือกที่ขึงไว้ในห้องนั่งเล่น บาดเลือดอาบไปทั่วตัว และบอกว่าทั้งหมดเป็นฝีมือของ Odete แต่ Lara บอกว่าเป็นเพราะความเครียดของเขาเอง อย่าคิดมากไปเอง

ที่รพ.ในห้องดับจิต Odete เสนอให้ Stenio ฆ่า Lara เสียเพื่อลบล้างความผิดของเขา เธอต้องการให้ Stenio ฆ่า Lara เพื่อเอาเลือดล้างเลือด และให้ลูก ๆ เห็นว่าพ่อเป็นฆาตกร ถึงแม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าเองก็ตาม แต่ก็เป็นต้นเหตุ จึงหวังให้ลูกเห็นพ่อตัวเองเป็นฆาตกรเพื่อล้างแค้น Stenio
 
Lara เสนอให้ Stenio ไปหานักบวชกับเธอเพื่อช่วยเขา แต่ Stenio ไม่เห็นด้วย เขาจึงขอร้องให้ Lara พาเด็ก ๆ ไปอยู่บ้านของเธอซักพัก

ที่บ้านของ Lara วิญญาณของ Odete หลอก Cica หมายจะทำร้ายเธอด้วยการลากเข้าไปเตาอบแล้วเปิดแก๊ส แต่ Sara และ Edson ตามมาช่วยได้ทันพร้อมพาเธอกลับไปหา Stenio ที่บ้าน

Lara ได้รับแจ้งจากทางรพ. ว่าแม่ของเธอเสียชีวิตแล้ว เขาและเธอจึงไปที่รพ.เพื่อรับศพ แม่ Sara ที่ตายแล้วเลยบอกให้พระเอก เอาของส่วนตัวของเมียทั้งหมดไปทำลายเสีย แล้วอย่ามายุ่งกับลูกสาวเธอ เพราะเธอไม่อยากให้ Lara ถูกคำสาปของ Odete ตามพระเอกไปด้วย

Stenio รื้อข้าวของของ Odete ออกมาเผาทั้งหมด วิญญาณเธอกรีดร้องอย่างโกรธแค้นเขามาก จะเห็นได้ว่าไฟที่เผาพยายามโหมใส่พระเอกแต่สุดท้ายก็เผาไหม้ไปจนหมด

Lara ไปที่บ้าน Stenio แล้วพบแหวนที่ Cica ตามไปเก็บเอามาได้ อยู่ที่คอของตุ๊กตา เธอเห็นจึงเก็บเอามาใส่เอง Stenio กลับมาบ้านพบว่า Lara หายตัวไป
รัฐวิทย์ ล้ำเลิศธนัญชัย
ต่อมีคนพบศพ Lara จึงนำมาส่งที่รพ. แต่ทว่าเธอฟื้นขึ้นมาในห้องดับจิต หัวหน้าเขาอธิบายว่าเรื่องตายแล้วฟื้นของเธอเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ Lara ที่ฟื้นมากลายเป็นมีอาการซึมเศร้าไม่พูดจา เขาจึงพาเธอไปพักที่บ้านของเขา

Stenio กลับไปทำงานที่ห้องดับจิต แต่ Lara โทรหาเขาเพื่อขอร้องให้เขากลับไปที่บ้านด่วน เธอรู้สึกกลัว แต่เมื่อกลับมากลับพบว่าเธอยั่วยวนพยายามที่จะมีเซ็กซ์กับเขาแทน จึงพากันไปที่ห้องนอนก่อนที่ Lara ที่ถูก Odete เข้าสิงพยายามจะทำร้ายเขาและบังคับให้เขาฆ่าเธอทิ้งเสีย Stenio ต่อสู้กับ Lara โดยวิญญาณได้บังคับให้ Lara  ทำร้ายลูก ๆ ของเธอ ก่อนที่ Lara จะถูก Stenio ใช้มีดปักมือเธอไว้กับประตูห้องนอน ก่อนพาลูก ๆ หนีไปซ่อนในห้องใต้ดิน

Lara ตามลงไปแล้วเกิดการต่อสู้อีกครั้ง เด็ก ๆ รับรู้ได้ว่า Lara ถูกวิญญาณของแม่เข้าสิง Stenio ต่อสู้กับ Lara  ก่อนจะเห็นว่าเธอใส่แหวนนั้น เขาจึงแย่งแหวนมาจากเธอสำเร็จ ก่อนที่จะยอมรับกับทุกคนว่าเขาแม้ไม่ได้ฆ่า Odete แต่ทว่ากลับเป็นคนบงการคนอื่นให้ไปฆ่า Jaime แต่ Odete ต้องมาตายไปด้วย

เขาตัดสินยอมที่จะจบเรื่องนี้ด้วยตนเอง โดยเอาแหวนนั้นออกไปพ้นจากบ้าน พร้อมเดินก่อนจะค่อย ๆ ออกวิ่งไปตามถนน ก่อนที่วิญญาณของผีแต่ละตนในเรื่อง จะเดินและวิ่งตามเขาไปทุกตัว

หนังจบแบบปลายเปิดให้เราคิดได้ว่า Stenio เอาแหวนไปเพื่อไปมอบตัวตำรวจในภายหลังหรืออาจจะยอมตายตามเองเพื่อชดเชยในสิ่งที่ทำผิดไปแล้วก็เป็นได้

(*สรุปเนื้อหา+บทสปอยล์ โดยคุณ รัฐวิทย์ ล้ำเลิศธนัญชัย)

 10 
 เมื่อ: 17 กรกฎาคม, 2562, 06:12:49 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
วิธีการบรรลุธรรมได้เร็วที่สุด ..

.
โยม ; หลวงปู่ครับผมทำอย่างไรจะบรรลุธรรมได้เร็วที่สุด

หลวงปู่ ; ก็ละความอยากบรรลุธรรมของคุณสิ ได้เร็วที่สุด คุณละได้เร็วเท่าไหร่คุณก็จะบรรลุธรรมได้เร็วเท่านั้น

โยม ; ไม่ใช่ครับผมหลวงปู่ ผมหมายถึงว่า ในการปฏิบัติธรรม วิธีการปฏิบัติของสายใดเป็นวิธีลัดให้เราบรรลุธรรมได้ง่ายๆและเร็วที่สุด

หลวงปู่ ; เออ ก็อย่างนั้น แล้วคุณจะรีบไปไหนหล่ะ หรือทุกวันนี้คุณรีบไม่พอ เดินทางก็รีบ ทำมาหากินก็รีบ รีบไปหมด การปฏิบัติธรรมก็รีบ คุณดูนี่ (แล้วท่านก็ยกมือข้างซ้ายท่านขึ้นมา กางนิ้วมือทั้ง ห้านิ้วออก แล้วก็เริ่มโบกเร็วๆ) คุณว่าตอนนี้มีกี่นิ้ว

โยม ; เห็นไม่ชัดครับผม หลวงปู่ต้องโบกข้าๆครับผม ผมถึงจะเห็น

หลวงปู่ ; นั้นๆ นี่ไงหล่ะ ขนาดคุณยังอยากให้หลวงปู่โบกมือช้าๆเลย โบกมือเร็วๆไม่เห็นนิ้วมือใช่ไหม โบกช้าๆมันจึงจะเห็นชัด การปฏิบัติธรรมหน่ะคุณเอ้ย มันไม่มีอะไรเร็วได้ดอก รีบทำ รีบทำ มันไม่เห็นปัญญานะ ถึงเห็นมันก็ไม่แจ้ง ต้องค่อยๆทำ ค่อยๆเป็นค่อยๆไป แต่อย่าหยุด เดินทุกวัน ทำทุกวัน ภาวนาทุกวัน ขี้เกียจขี้คร้านก็ทำ ขยันหมั่นเพียรก็ต้องทำ อย่าหยุด ค่อยเป็นค่อยไป พวกคุณใช้ชีวิตแบบเร่งๆรีบๆจนเคยตัว เลยคิดว่าการพ้นทุกข์นั้นก็รีบได้ ยิ่งพวกคุณอยาก พวกคุณรีบ ยิ่งพวกคุณปฏิบัติสุกเอาเผากิน ธรรมมะก็ยิ่งจะหนีห่างพวกคุณออกไปไกลเรื่อยๆ ค่อยๆคิด ค่อยๆทำ สังเกตุไปทุกระยะ ตั้งสติอย่าขาด อย่าวาดอนาคต อย่าผูกอดีต อย่าอยาก การปฏิบัติธรรมให้เหมือนการเอามือกำนกตัวน้อยๆ กำแรงนกก็ตาย กำเบานกก็บินหนี กำให้มันพอดี อย่าเบาอย่าแรง อย่าเร่งอย่ารีบ อย่าอยากมุงหลังคาทั้งๆที่ยังไม่ตั้งเสายังไม่เทพื้นเทคาน ทานเป็นเหตุชำระกิเลสอย่างหยาบมีศีลเป็นผล ศีลเป็นเหตุชำระกิเลสอย่างกลางมีสมาธิเป็นผล สมาธิเป็นเหตุชำระกิเลสอย่างละเอียดมีปัญญาเป็นผล ปัญญาเป็นเหตุรู้รอบในกองสังขารทั้งปวงมีวิมุติความหลุดพ้นเป็นผล ทำไปตามขั้นตามตอน อย่าอยากอย่าเร่งอย่ารีบ ถ้ามันบ่มให้สุกได้อย่างกล้วย อย่างมะม่วง มันก็ดีหน่ะสิแต่ในความเป็นจริงมันทำไม่ได้ ไม่มีใครลัดได้ดอก ดูความยาก ดูความลำบากของการปฏิบัตินะ มันจะได้ละอยาก ละความห่วงในโลก อันนั้นหล่ะคุณจะได้ไวไว เข้าใจนะ

หลวงปู่หา สุภโร



บางคนให้ทานได้อย่างเดียว แต่เป็นทาน
ขั้นสูง ให้ด้วยใจบริสุทธิ์ ให้ด้วยจิตว่าง
โดยไม่หวังอะไรตอบแทน

บางคนเจริญสติภาวนา ได้ในขั้นต้น ทำทาน
ไม่เป็น รักษาศีลได้บ้างไม่ได้บ้าง คนมีหลาย
จำพวก หลายจริต เราไม่รู้ว่าใครเป็นใคร
แต่เรารู้ว่าเราเป็นเรา

เราเป็นเราในที่นี้ คือ เราอยากมีความสงบสุข
ความสงบสุข สบายใจ ก็ไม่ได้เกิดที่ไหนได้เลย
นอกจากที่ใจ จะทำให้ใจมันเย็นได้ ก็ต้องรู้จัก
ปล่อยวาง ละ รู้จักให้อภัยกัน

อย่างเช่น เมื่อถูกยุงกัด แทนที่จะตบมัน
เพราะโกรธที่มาทำให้เราเจ็บ คนที่ให้ทาน
เป็นก็น้อมนำว่า ยุงมันหิว ให้มันกินเลือด
นิดเดียว ยอมทนเจ็บ อภัยให้มัน คือรู้จักให้
อภัยทานแบบคนทำทานเป็น คนที่รักษาศีล
เป็น เค้าก็จะรู้ว่า ถ้าตบมันเป็นปาณาติปาต
เค้าก็จะไม่ทำ คนที่เจริญสติเป็น อาจจะให้
อภัยได้โดยการน้อมนำว่า เรามีจิตที่เจริญ
แล้ว ย่อมมีความยับยั้ง มีความเมตตาต่อสัตว์
ที่ไม่มีโอกาสได้เจริญสติ อภัยทานให้ เหล่านี้
เป็นการชำระความโกรธ ด้วยธรรมข้ออภัยทาน

เมื่อเห็นคนที่ให้ทานไม่เป็น เช่น วิทยาทาน
ไม่ยอมสอนการบ้านเพื่อน ทั้งๆที่ไม่ได้เสีย
อะไรเลย คนที่ทำทานเป็นก็ควรมีอภัยทาน
ให้อภัยเค้า เพราะถ้าเค้ารู้จักให้ทาน เค้าคง
ไม่ทำแบบนี้ เราก็สอนซะเองเลย

เมื่อคนที่ทำทานเป็น พูดเรื่องศีล แต่พูดถูกๆ
ผิดๆ เพราะเขาเพิ่งจะหัดรักษาศีล คนที่รักษา
เป็นแล้ว ย่อมมีความเมตตาว่า เราจะไม่โต้ตอบ
ด้วยคำพูดที่ส่อเสียด เพราะเราเป็นผู้ที่รักษาศีล
เป็นแล้ว ย่อมให้อภัยแก่ผู้ที่รักษาศีลไม่เป็น
จะช่วยเมตตา แนะนำตามภูมิของเรา

คนที่เจริญสติเป็นแล้ว เห็นความไม่พอใจ
เกิดได้แล้ว สามารถระงับความไม่พอใจที่เกิด
ขึ้น หากมีผู้ใดแสดงออกทาง กาย วาจา ใจ
ให้ความไม่พอใจเกิดขึ้น เราจะระงับใจว่า
เพราะเขาไม่มีสติ เจริญสติไม่เป็น ไม่สามารถ
ยับยั้งการพูด การแสดงออก ไม่สามารถดูแล
จิตใจตัวเองได้ เราย่อมให้อภัยทานแก่ผู้ที่
ปฏิบัติได้น้อยกว่าด้วยความเมตตา ผู้มีสติ
ปัญญามากกว่า ย่อมหาความสงบสุขให้แก่
ใจ ด้วยอภัยทาน

ดังนั้นผู้ที่มีปัญญาแล้ว ย่อมอย่าให้ความโกรธ
อย่าให้กิเลสควบคุมจิตใจ หากมีการพลั้งเผลอ
เราก็ให้อภัยตัวเอง ยกโทษให้ตัวเอง เอาความ
ผิดครั้งนี้ไปปรับปรุง ด้วยว่ากำลังสติยังน้อย
ไม่ต่อเนื่อง รู้จักดูแลไม่ให้จิตเจือด้วยความ
ทุกข์ ด้วยกิเลส โดยอภัยทาน

หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก จ.เชียงใหม่



ก่อนที่จะพูดอะไร ให้ถามตัวเองว่า ที่จะพูดนี้จำเป็นหรือเปล่า
ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าพูด นี่เป็นขั้นต้นของการอบรมใจ
เพราะถ้าเราควบคุมปากตัวเองไมได้ เราจะควบคุมใจได้อย่างไร

ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก





ผู้ติเตียนโสดาบัน
คนติเตียนพระโสดาบัน ต้องไปนรก
ปุถุชนอายุ ๑๐๐ปี ติเตียนเด็กหญิง
ที่เป็นโสดาบัน ต้องไปนรก

พระโสดาบัน
ประเสิรฐกว่า กษัตริย์
ประเสิรฐกว่า จักรพรรดิธิราช
ประเสิรฐกว่า เทวดาบนสวรรค์
ประเสิรฐกว่า ผู้เป็นใหญ่ใน ๓โลก
พระองค์ตรัสไว้อย่างนั้น
ปุถุชนตกนรกได้ โสดาบันไม่มีตกต่ำ
มีแต่สูงขึ้นไป สูงขึ้นไปเรื่อยๆ

พระโสดาบัน เห็นความดีเป็นตน
มีความรักใคร่ในศีลในวินัย
เหมือนสิ่งเหล่านี้เป็นตน
การพูด พูความจริง
เหมือนกับสิ่งนี้เป็นเรา เป็นตนรู้สึกว่า
ถ้าพูดไม่จริง เสียหายมาก
รักโลกุตรธรรมชื่อว่า
เห็นตนเป็นธรรม เห็นธรรมเป็นตน

คนจะเอามรรคผล ศีลต้องบริบูรณ์
ศีลเป็นกำลังหลักจะได้โสดาบัน
ศีลเป็นกำลังหลัก สมาธิ และ
ปัญญาเป็นกำลัง เป็นเครื่องสนับสนุน

พระพุทธเจ้า เมื่อสำเร็จแล้ว ใคร่ครวญว่า
เราจะอาศัยใครเป็นที่พึ่งที่เคารพอยู่
เราประเสริฐสุด ให้มีโลกุตรธรรม
เป็นที่เคารพเถิด

คำสอนพระอริยสงฆ์เจ้า หลวงปู่เจือ สุภโร
บันทึกการแสดงธรรมเมื่อ ปี๒๕๕๓
/คณะผู้จัดทำ สานุศิษย์หลวงปู่เจือ สุภโร




วิธีใช้หนี้พ่อแม่ (หลวงพ่อจรัญฯ)

1. จงสร้างความดีให้กับตัวเอง และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก ฯ

2. ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ ฯ

3. ผู้ใดก็ตาม ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรมล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษ ฯ

4. ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

5. บางคนลืมพ่อลืมแม่ อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไรก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ

6. คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้..คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆ น้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า ฯ  นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้…ให้… ให้….ฯลฯ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณ นั่นคือหนี้บุญคุณของบิดามารดา

ตัวอย่าง

“หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง” เด็กประถม 4 พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบันเป็นดอกเตอร์อยู่อเมริกา หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้ บอกวันเกิด หนูซื้อขนม 2 ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา 2 ห่อ ให้แม่ก่อน 1 ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก 1 ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง...พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วงสร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้เลย พ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด

7. ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล ฯ

8. ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี ฯ

9. ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา..พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้าง ฯ

10. ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี 2 ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ 7 วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว ฯ

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10