Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 มกราคม, 2562, 18:32:17

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 13 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
ตายแล้วฟื้นตื่นมาเล่า
...มีโยมมาจาก จ.ราชบุรี อ.ดำเนินสะดวก
 แกบอกฟังเสียงอาตมาในซีดี เสียงเหมือนคนป่วย ก็เลยรีบมากราบ กลัวอาตมาตายก่อน

 แกเล่าว่า แกถีบจักรยานไปเห็นคนหาปลา
 ข้างทาง กำลังจะจมน้ำ เนื่องจากตาข่ายพันขา

แกก็รีบลงไปช่วย ทันใดนั้น คนจมน้ำกลับดึงแขนแกลงน้ำไปด้วย!!

เนื่องจากคนกำลังจะตายมันจะขาดสติ
 ผลปรากฏว่า คนลงไปช่วยเป็นฝ่ายตาย!!

ส่วนไอ้คนจมน้ำกลับรอด ขึ้นบกไปบอก
 ญาติพี่น้อง เขาก็พากันมางมหาศพ

บ้างก็ร้องห่มร้องไห้ โดยแกบอก ขณะเขา
 งมหาศพ ตัวแกก็ยืนอยู่บนบกนั่นแหละ
 แต่พยายามเรียกอย่างไร เขาก็ไม่ได้ยิน

พอเจอศพก็นำกลับบ้าน สมัยนั้นเขาไม่ใช้
 ยาฉีดศพ โดยจะใช้ใบชาโรยโปะใว้ และ
 อาหารที่เขานำมาใว้ข้างโลง ไม่มีประโยชน์
 คือกินไม่ได้เลย

แต่ตอนจะอิ่ม อิ่มตอนพระสวดอุทิศบุญให้
 และในงานจะมี ยมฑูตนุ่งสีแดง ยมบาล
 สวมชุดเหลือง มาพาแกไป ใจก็ไม่อยากไป
 แต่ด้วยอำนาจบางอย่าง ทำให้เดินไปกับเขา

พอไปถึง เขาถามว่า ทำบุญอะไรมาบ้าง แกก็นึกไม่ออก จึงพยายามนึก ว่า เคยช่วยคนจมน้ำ

ยมบาลบอก อืมม ช่วยชีวิตคน ได้บุญมาก
 แต่พอถามไปสอบมา จึงทราบว่า เอามาผิดตัว!!

จึงจะพาไปส่งคืน แต่ก่อนจะส่งคืน เขาจะให้รางวัล โดยพาไปชมนรกสวรรค์ จากนั้นก็ไปสวรรค์ก่อน แต่ชั้นสูงๆขึ้นไม่ได้

เนื่องจากบุญไม่ถึง พอเสร็จจากสวรรค์มานรก
 ก็มาเห็นเขาทรมานสัตว์นรกต่างๆนาๆ

และ ที่น่าตกใจที่สุด แกเห็นเสาร์เหล็กใหญ่
 ราวเหล็กใหญ่ มีผ้าเหลืองพระพาดเต็มเสียจนราวเหล็กแอ่น!!!

แสดงว่า พระก็ตกนรกเยอะเหมือนกัน
 และก็พาแกกลับโลกมนุษย์

ขณะพระกำลังสวด วันที่ 4 แกรวบรวมกำลังดิ้น จนโลงคว่ำ!! พระและคน ต่างก็วิ่งกันกระเจิง
 มียายอายุ 70 วิ่งนำหน้าเพื่อน

จากนั้นแกก็ไม่กล้าที่จะทำบาปอีกเลย.....

(สาระธรรมจาก หลวงพ่อ สุรศักดิ์ เขมรังสี
 วัดมเหยงคณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา)



"ครูอาจารย์ดีๆ มีอยู่มากมายก็จริง
 แต่สำคัญที่เรา ต้องปฏิบัติให้จริง
 สอนตัวเองให้มากนั่นแหละ จึงจะดี"
หลวงปู่ดู่ พฺรหมฺปญฺโญ





 
"จงแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั่วไป
 แม้ที่เป็นศัตรู คนที่ท่านรัก คนที่เขารักท่าน
 ที่จริงไม่แปลกอะไรเลย ใครๆ ก็ทำได้

แต่ที่แปลก ทำได้ยาก และเป็นผลดีที่สุดนั้น
คือ ต้องรักคนที่เขาเกลียดท่านด้วย"

ท่านเจ้าคุณนรรัตนราชมานิต





 
"เมตตา ไม่ใช่ความรัก ในเบื้องต้นง่ายๆ
 เมตตา ก็คือความหวังดี
 เราจะรักคนที่เบียดเบียนคนอื่นยากมาก

แต่เราหวังดีอะไรกับเขาได้
คือ หวังให้เขาสำนึกตัว
 หวังให้เขาหยุดเบียดเบียนคนอื่น
 หวังให้เขากลับตัวเป็นคนดี

อย่างนี้คือ การแผ่เมตตากับคนไม่ดี

พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ





"คนที่ไวต่อความทุกข์ จะรู้สึกว่า
 ตัวเองเป็นคนโชคร้าย แต่แท้จริงแล้วนั่น
 เป็นเพราะเขาด้านชา ต่อสิ่งดีๆ
 ที่เข้ามาในชีวิตต่างหาก"

  พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล

 2 
 เมื่อ: 20 มกราคม, 2562, 05:09:05 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"พวกเราอย่าลืมนะ ไหว้พระ สวดมนต์ นั่งภาวนา
 อายุไม่ถึง ๑๐๐ ปี ต่างคนต่างกลับบ้านเก่า
 เมื่อแยกย้ายกันกลับบ้านเก่าแล้ว
 เรามีอะไรบ้างติดตัวไปบ้านเก่าของเรา"

  หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก




 ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันล้วนเป็นบุพกรรมที่ทำร่วมกันมาทั้งสิ้น....จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
 พระครูบาพ่อบุญชุ่ม ญาณสังวโร




อย่าหลงญาณ_หลงนิมิต_อย่าออกนอกกาย

สัญญาอารมณ์อันใดที่มันเกิดขึ้นมาเรียกว่าจะเป็นนิมิตก็ตาม ที่มันเกิดจากสมาธิแล้วก็ไปเห็นโน้นเห็นนี้ ก็ถือว่าเป็นของดีของวิเศษ ก็ว่าเป็นผู้รู้...เป็นผู้ปฏิบัติ (แหม่ บรรลุได้เร็วจัง) ที่ไหนได้...อันนั้นมันเป็นสัญญานอารมณ์ มันไม่ใช่สมาธิ ไม่ใช่ปัญญา อันนั้นมันเป็นสัญญา สัญญาก็คือ สัญานิจจา สัญญาไม่เที่ยง เมือมันไม่เที่ยงมันก็จะทำให้เกิดทุกข์ความทรมาน บังคับบัญชามันไม่ได้ เมือมันเกิดขึ้นมาแล้ว บางครั้ง บางคราว บางบุคคลที่มีอุปนิสัยดีหรืออกุศลจิตที่เคยสร้างสะสมอบรมมาเกี่ยวกับด้านจิตภาวนา ก็อาจจะทำให้เกิดเสียผู้เสียคนขึ้นมาได้...

...เพราะการทำสมาธิที่มันเป็นไปในลักษณะนั้น
 ก็เพราะว่าปฏิบัติไม่ถูกทางครูบาอาจารย์ที่ท่านสอน นี่น่ะสัญญาหนา อย่าไปเชื่อมันหนา ความรู้ความเห็นนิมิตต่างๆ นิมิตสัญญาใช่ไหม นิมิตสัญญามันเที่ยงหรือเปล่า พระพุทธเจ้าในสมัยที่ท่านแสดงพระธรรมจักร โปรดสาวกทั้งหลาย สัญญานิจจา สัญญานี้เที่ยงไม่เที่ยง (ไม่เที่ยงพระเจ้าค่ะ) สัญญาทุกขา สัญญานี้เป็นทุกข์หรือเป็นสุข (เป็นทุกข์พระเจ้าค่ะ) สัญญามันไม่ใช่ของดี สัญญาตัวนั้นท่านว่าเป็นอนิจจาเป็นของไม่เที่ยง เราจะต้องเข้าใจการปฏิบัติภาวนา อะไรเกิดขึ้นเราก็ต้องอนิจจาไว้ก่อน ถึงจิตเราสงบแล้วนิมิตไปเห็นโน้นเห็นนี้แล้วก็ตาม บังคับมันอย่าให้มันไปคล้อยตามเห็นตาม

...เรารู้ว่านี้จิตของเราออกไปสู่อารมณ์ภายนอกแล้ว เราก็ต้องดึงจิตเข้ามาสู่สมาธิ ดึงจิตเข้ามา เผลอแป๊บ..นั่นออกไปแล้ว เห็นแล้ว อยู่ข้างหน้าโน้น อยู่ด้านข้าง เราก็รู้นี้จิตของเราไปสู่ภายนอกแล้ว มันไม่ใช่ล่ะ มันเป็นสัญญาแล้ว มันเป็นสังขารแล้ว เป็นตัวปรุงตัวแต่งแล้วมันไม่ใช่ ดึงจิตกลับเข้ามาก็ไปตั้งอยู่ที่จิตอีก มันก็พยายามชักไปชักมาจนกว่ามันจะไม่ออกไป จนกว่ามันจะเข้ามาตั้งมั่นเป็นสมาธิแนบแน่น พอเราดึงมันได้ ใช้สติใช้สัมปัญชัญญะตามรู้ไม่ให้มันพลั้งเผลอ จนกว่ามันจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างจิตเป็น "เอกัคคตาลม" เหลือแต่จิตเหลือแต่ความรู้ล้วนๆทำไปไม่หยุดไม่ถอย จากนี้ไปจะทำไงต่ออีก?

...ทำเหมือนเดิม!! มันจะก้าวเข้าไปเรื่อยๆของมัน โดยที่ว่าไม่มีครูบาอาจารย์ไหนที่ว่า...ต้องทำเข้าไปแบบนั้นๆ ทำแบบนั้น อันนั้นมันไม่ใช่!! จะไปถามให้มันเป็นมันไม่ใช่!!

...การถามการชักนั่น ก็คือการเปิดทางให่สังขารมันปรุ่งแต่ง มันไม่ใช่ของจริง มันไม่ใช่รู้เองเห็นเอง จิตเข้าไปตรงไปๆไปตรงไหน อันนั้นมันเป็นหน้าที่ของตัวปัจจัตตัง จิตของใครของมัน จะรู้เองเห็นเองไม่ใช่ว่าเราจะไปถามเอาว่า จะทำแบบนั้นๆจะทำแบบนี้มันถูกไหมผิดไหม? "ถ้าจิตเราอยู่ในกายนี้ถูกทั้งนั้น!!
ถ้าออกจากกายผิดทั้งนั้น!! "การทำสมาธิแต่บางครั้งบางท่านบางองค์ ท่านก็ลึกเข้าไปเล่นอยู่ในฌานบ้างแต่ถ้าผู้ที่มีสติปัญญาทำได้ มันก็จะเกิดประโยชน์ ในเมือมีเพื่อนภิกษุที่มีกิริยาการเหมือนอน่างนั้น ก็จะได้ได้ให้ความรู้ ความฉลาด ความเข้าใจกับเขาได้

ถอดจากเทปพระธรรมเทศนาหลวงปู่วงศ์ สุภาจาโร
 วัดป่าแก้วเจริญธรรม บ.คำเจริญ ต.คูสะคาม อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร
(ทายาทธรรมหลวงปู่วัน_อุตตโม)

 3 
 เมื่อ: 19 มกราคม, 2562, 05:29:59 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"เราไม่ต้องคำนึงถึงอดีตอนาคต
 อดีตล่วงไปแล้ว ดีก็ดีมาแล้ว
 ชั่วก็ชั่วมาแล้ว อนาคตก็ยังมาไม่ถึง
 ทำปัจจุบันนี้ให้ดี อนาคตก็ต้องดี"

  หลวงปู่ฝั้น อาจาโร



 
"ความตาย กระชากเราไปได้ทุกวันเวลา
 เรารู้ได้อย่างไรว่า เรายังมีเวลา"
 พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ





"เมื่อเรามีโอกาส และเวลา
 คุณงามความดีใดๆ ในโลก
 พอจะสามารถ และมองเห็น
 เราก็ควรจะต้องรีบขวนขวาย
 พยายามทำความดีนั้นเสียโดยเร็ว
ถ้าความตายเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้
 เราจะไปเอาอะไร ไม่มีอะไรสักอย่าง"

 ท่านพ่อลี ธมฺมธโร




องค์หลวงปู่สงวน : เอ้าๆ หยิบ(โทรศัพท์)มาอัด นี่เป็นธรรมของหลวงปู่มั่นท่านนะ " สมบัติอะไร ไม่เท่าได้สมบัติ คือ #ใจ ใจเป็นที่ตั้งของสมบัติทั้งปวง "
หลวงปู่ท่านเมตตา อยากให้ลูกหลานได้รับทราบถึงข้อธรรม คติธรรมของพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ได้เคยสั่งสอนมา หลวงปู่สงวน ยุตตธัมโม (อายุ ๙๐ ปีพรรษาที่ ๗๑) วัดธุดงค์นิมิตร กาญจนบุรี





พระอาจารย์ทูล เล่าถึงอดีตชาติสมัยเกิดเป็นรุกขเทวดา

...ในสมัยหนึ่งกระผมเป็นหัวหน้าอุบาสกอุบาสิกาอยู่ในเมืองมนุษย์ ได้พาคณะศรัทธาทั้งหลายไปบำเพ็ญกุศลตามวัดต่างๆ และทำประโยชน์ในสาธารณกุศลทั่วไป มีวัดหนึ่งเป็นถ้ำใหญ่ มีพระเป็นจำนวนมาก กระผมได้พาหมู่คณะไปบำเพ็ญกุศลในวัดนี้เป็นประจำ และทำไปจนตราบเท่าอายุขัย เมื่อกระผมตายไป จงได้ไปเกิดเป็นรุกขเทพบุตร ได้ไปอาศัยตันรังใหญ่ต้นหนึ่งในป่าใหญ่แห่งนั้น กระผมสามารถเนรมิตให้ต้นรังใหญ่กลายเป็นปราสาทได้อย่างสวยงาม และได้เป็นใหญ่ในหมู่รุกขเทวดาทั้งหลาย ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วัน ๘ ค่ำ วัน ๑๔ หรือ ๑๕ ค่ำ กระผมจะพาหมู่เทวดาทั้งหลายไปบำเพ็ญกุศลตามวัดต่างๆ โดยจะออกเดินทางในช่วงตี ๓-๕ ก่อนที่มนุษย์เขาจะไปถึง สำหรับพาหนะที่ใช้เดินทางนั้นไม่เหมือนกัน บางกลุ่มเขาก็เนรมิตเป็นปราสาทนั่งอยู่ในนั้น แล้วพากันลอยไปเป็นกลุ่มๆ ดูแล้วสวยงามมาก ระดับความสูงที่ลอยไปนั้น สูงกว่าปลายไม้ไปไม่กี่เมตร บางกลุ่มก็แยกไปที่ต่างๆ ตามต้องการ แต่ใครจะไปที่ไหนต้องมารายงานตัวต่อกระผมทุกครั้งไป

...อีกงานหนึ่งเรียกว่างานรับเชิญ นั่นคืองานบุญกุศล พวกเทพเหล่านี้จะได้ไปในงานนี้บ่อยครั้งทีเดียว เพราะมนุษย์เวลาทำบุญได้อัญเชิญเทวดา คำอัญเชิญเทวดานั้น มีความหมายแปลว่าอย่างไรก็ให้ไปถามท่านนักปราชญ์เอาเอง และมีเทวดาอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า เคหเทวดา คือ เทวดาที่อาศัยอยู่ตามบ้านเรือนของมนุษย์ เทวดากลุ่มนี้ไม่ต้องเชิญเขาก็รู้หน้าที่กันเอง เพราะเขาถือว่าเป็นเจ้าของบ้านดูแลรักษาบ้านนั้นอยู่ เมื่อเจ้าของบ้านจะทำบุญเขาก็ส่งข่าวให้รุกขเทวดาให้มาร่วมบุญนี้เหมือนกัน บ้านที่เทวดากลุ่มนี้อยู่เจ้าของบ้านต้องมีคุณธรรม มีการบำเพ็ญกุศลอยู่เสมอ เช่น เทวดาที่อาศัยบ้านของโยมแม่ของพระโสณกุฏิกัณณะที่ร้องทำนองสรภัญญะให้พระพุทธเจ้าฟัง เมื่อร้องจบพระพุทธก็อนุโมทนาสาธุ เทวดาของโยมแม่ของพระโสณะ ก็ได้สาธุด้วยเช่นกัน ฉะนั้น รุกขเทวดา ภุมเทวดา หรือเคหเทวดา จึงได้เปรียบกว่าหมู่เทวดาชั้นสูง เพราะได้บำเพ็ญบารมีกับหมู่มนุษย์เป็นประจำ

...เมื่อเล่าเรื่องเทวดาทั้งหมดให้หลวงปู่(หลวงปู่ขาว อนาลโย)ฟัง หลวงปู่ก็ยอมรับว่าความจริงเป็นอย่างนั้น แล้วหลวงปู่ก็ได้อธิบายต่อไปว่า การเป็นเทวดาอยู่ในระดับต่ำนี้มีกำไร เพราะได้บำเพ็ญบุญกุศลร่วมกันกับหมู่มนุษย์มิได้ขาด ได้อนุโมทนาส่วนบุญที่มนุษย์ได้ทำแล้ว การไปอยู่บนสวรรค์ชั้นสูงๆ นั้นก็เหมือนอย่างที่ท่านว่านั้นแหละ ถึงจะไปอยู่ก็อยู่ได้ไม่ตลอด เมื่อบุญกุศลหมดเมื่อไรก็ต้องลงมาเกิดในเมืองมนุษย์อีก เพราะการทำบุญกุศลนั้นต้องกระทำอยู่ในเมืองมนุษย์นี้ ผู้จะเป็นพระพุทธเจ้าหรือพระอริยเจ้าทั้งหลาย ก็ต้องมาสร้างบารมีอยู่ที่เมืองมนุษย์นี้ทั้งนั้น
 ฉะนั้น เมืองมนุษย์นี้เป็นสถานที่สร้างบารมี ถ้าผู้มีความประมาทลืมตัว ก็เอาเมืองมนุษย์นี้เป็นสถานที่ทำบาปอีก น่าเสียดายที่เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วไม่ได้ทำประโยชน์ให้แก่ตัวเอง ส่วนใหญ่จะทำเพื่อเสียประโยชน์ให้ตัวเองทั้งนั้น คำว่าเสียประโยชน์นั้น คือเราทำในสิ่งที่ไม่ดีนั่นเอง เมื่อทำไปแล้วผลที่ไม่ดีก็ต้องได้รับเอง

................................
พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ
ที่มา อัตโนประวัติ พระอาจารย์ทูล ขิปฺปปญฺโญ
 วัดป่าบ้านค้อ ตำบนเขือน้ำ อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี


 4 
 เมื่อ: 18 มกราคม, 2562, 07:13:23 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"อย่าเสียดายที่ได้ให้ จงเสียใจที่หวงไว้ คนโง่กลัวจนจึงไม่ทำทาน คนฉลาดกลัวจนจึงรีบทำทาน"
ท่านพ่อลี ธัมมธโร




นั่งสมาธิเพื่อระงับกรรมเวรกันเสียที เมื่อเราเกิดมาแล้ว ชื่อว่านำเอากรรมมาเกิด ถ้ากรรมไม่นำมาเกิดเราก็คงไม่ได้เกิด

กรรม คือ ตัวจิตที่คิดดีคิดชั่ว หยาบและละเอียด นั้นเรียกว่ากรรม

เมื่อเกิดมาแล้ว เราก็ต้องอาศัยกรรมนั้นเป็นที่พึ่งอาศัย หรือ ต้องคิดนึก ต้องปรุงต้องแต่งในภาระกิจธุระการงานนั้นๆ เป็นเครื่องอยู่เครื่องอาศัย คนเราเกิดมายังไปไม่ถึงพระอรหันต์ ยังไม่สิ้นภพสิ้นชาติ ก็จะต้องอยู่อย่างนี้อยู่ตลอดเวลา

 ผู้มาพิจารณาเห็นโทษของกรรม ว่าเป็นของยาวนานหาที่สิ้นสุดไม่ได้ จึงประกอบแต่คุณงามความดี อันจะเป็นเหตุให้หมดกรรมหมดเวร เป็นต้นว่า ฝึกหัดจิตผู้คิดประทุษร้าย อาฆาตพยาบาท เบียดเบียนคนอื่นนั้น ฝึกหัดให้มีจิตเมตตากรุณาปราณี เผื่อแผ่แก่คนอื่น ทำจิตให้แช่มชื่นเบิกบานต่อสถานที่และบุคคลนั้นๆ นี่วิธีแก้กรรม แก้เวร

กรรมเวรเกิดที่จิตเศร้าหมอง ก็ต้องแก้ที่จิตให้ผ่องแผ้ว ไปแก้ที่อื่นมันไม่ถูก

ถ้าจะแก้กรรมเวรให้ถูกจุดตรงๆ แล้ว ต้องทำสมาธิ เพราะการทำสมาธิเป็นการฝึกหัดจิตโดยตรง คือผู้ก่อกรรมทำเวรนั่นเอง เมื่อเห็นความส่งส่ายเป็นตัวกรรมตัวเวรแล้ว ก็จะได้ตั้งสติควบคุมจิตให้อยู่ในความสงบ มีสติรู้อยู่อย่างเดียว ไม่ส่งส่ายออกไปแสวงหากรรมเวรแล้ว กรรมเวรของจิตก็จะสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้

ส่วนกรรมเวรอันติดตามวิบากร่างกายนั้น เมื่อแตกดับแล้วก็หมดกรรมเท่านั้น เพราะตัวการคือจิตไม่มีกรรมเวรอีกแล้ว เป็นวิธีแก้กรรมแก้เวรอย่างง่ายที่สุด และกระทัดรัดที่สุด

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


เรื่อง "ภูลังกา ดินแดนชาวลับแลบังบด"
ภูลังกาเป็นเทือกเขาห้าลูก เกาะกลุ่มกันอยู่ใกล้กับบึงโขงโหลงและภูวัว ท้องที่จังหวัดบึงกาฬ เดิมขึ้นอยู่กับจังหวัดหนองคาย แต่ในปัจจุบันเป็นพื้นที่ของอำเภอบึงโขงโหลง ใกล้กับอำเภอเซกา ภูลังกาเป็นตำนานอันลือเลื่องเกี่ยวพันกับศาสนาและคติความเชื่อปรัมปรา

ภูลังกามีความลี้ลับอาถรรพ์มาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน เป็นเรื่องพูดยากอธิบายยากเพราะเป็นเรื่องของนามธรรม ที่ทางวิทยาศาสตร์ก็พิสูจน์ไม่ได้ แต่ทั้งๆ ที่พิสูจน์ไม่ได้ คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันที่มีการศึกษาสูงๆ เป็นครู เป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และระดับศาสตราจารย์ ด็อกเตอร์จากต่างประเทศ จำนวนไม่น้อยก็ยอมรับว่า เรื่องความลึกลับนามธรรมเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ทางจิตที่ต้องรับฟังไว้เพื่อศึกษาพิจารณาค้นคว้าต่อไป จะปฏิเสธเสียเลยทีเดียวไม่ได้

หลวงปู่เสาร์ กตสีโล พระอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ผู้เป็นต้นแบบการปฏิบัติของพระป่า

ภูลังกา เป็นตำนานเรื่องพระเจ้าห้าพระองค์ นโมพุทธายะ และเป็นเมืองหลวงของชาวบังบดลับแล อันมีเมืองพญานาครวมอยู่ด้วย และยังเป็นสนามรบกับกองทัพกิเลส ที่กองทัพธรรมของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ส่งศิษยานุศิษย์ที่เป็นพระธุดงค์กรรมฐานทุกรุ่นทุกสมัย มารบราฆ่าฟันกับกิเลสตัณหาที่ภูลังกาไม่เคยเลิกรา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

พระกรรมฐานที่มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพเลื่อมใสของมหาชน ที่เคยไปบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ภูลังกามาแล้ว คือ หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล, หลวงปู่สิม พุทธาจาโร, ครูบาวัง ฐิติสาโร, พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย วัดเขาสุกิม, พระอาจารย์ชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง ,พระอาจารย์โง่น โสรโย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน, หลวงปู่คำพันธ์ โฆษปัญโญ, หลวงปู่ฝั้น อาจาโร และหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ฯลฯ

ตามตำนานพระเจ้าห้าพระองค์นั้น กล่าวว่า กาเผือกได้ตกไข่ ๕ ฟองที่ภูลังกา วันหนึ่งเกิดลมพายุใหญ่หอบเอาไข่ปลิวไปตามลม ไข่นั้นได้ตกกระจัดกระจายไปในสถานที่หลายแห่ง ต่อมาไข่นั้นได้ฟักออกมาเป็นพระกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมนพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า พระสมณโคตมพุทธเจ้า และองค์ต่อไปได้แก่ พระศรีอริยเมตไตรย ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคตอีกประมาณ ๗๕๐ ล้านปี เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ในภัทรกัปนี้ (ตัวเลข ๗๕๐ ล้านปีเป็นเพียงสันนิษฐานของปราชญ์ผู้รู้ อย่าได้ยึดเอาเป็นหลักฐานทางประวัติพุทธศาสนา)

และยังมีความพิสดารแถมท้ายอีกว่า กาทั้งหลายไม่กล้าบินผ่านไป จนต้องถูกอำนาจอาถรรพ์ลึกลับที่ภูลังกา เป็นพายุใหญ่พัดพากาตัวนั้นให้เซถลาปลิวว่อนไปทางป่าเซกา (เขตอำเภอเซกาในปัจจุบัน)

ภูลังกาในอดีตเมื่อ ๕๐ ปีก่อนโน้น เป็นดงหนาป่าทึบกว้างใหญ่ไพศาล ชุกชุมไปด้วยเสือสิงห์กระทิงแรด และโขลงช้างเถื่อน แต่ในปัจจุบันนี้ป่าใหญ่หายไปหมดสิ้น กลายเป็นทุ่งโล่งรกร้างและไร่นา จะพอมีป่าเหลืออยู่รอบๆ ภูลังกาบ้างเล็กน้อยพอเป็นยากระษัยเท่านั้น เห็นแล้วเศร้าใจ

รอบๆ ภูลังกามีวัดป่าตั้งอยู่ประมาณ ๑๐ วัด มีทั้งฝ่ายมหานิกายและธรรมยุต พระสงฆ์องค์เณรรูปใดถ้าบกพร่องในศีลพระวินัยแล้วจะอยู่ไม่ได้นาน ต้องมีอันเป็นไปเพราะพระภูมิหรือเจ้าที่เจ้าทางแรงมาก. หลวงปู่ตอง ถ้ำชัยมงคล ภูลังกา เล่าให้ฟังว่า มีพระธุดงค์ทรงเครื่องคณะหนึ่งมาจากทางขอนแก่น ขึ้นไปแสวงวิเวกอยู่บนภูลังกาใกล้กับถ้ำชัยมงคล เป็นพวกไม่รู้ประสีประสา มีวิทยุทรานซิสเตอร์ไปด้วย เปิดเพลงเปิดเทปกันดังลั่นสนุกสนาน ครองจีวรก็ไม่มีสังฆาฏิเพราะไม่ได้เอาสังฆาฏิมาด้วย หลวงปู่ตองเห็นแล้วได้แต่นึกในใจว่า “พระผีบ้าพวกนี้ ไม่ได้ฉันข้าวเช้าแน่ๆ พรุ่งนี้”

และแล้วก็เป็นจริง เสียงเพลงหมอลำซิ่งจากเทปทรานซิสเตอร์ดังลั่นสนั่นหวั่นไหวอยู่พักหนึ่งก็เงียบไป เปลี่ยนเป็นเสียงทะเลาะวิวาทกันเสียแล้ว ไม่รู้ทะเลาะกันเรื่องอะไร แล้วก็พากันหอบข้าวของเครื่องบริขารวิ่งลงจากภูลังกาไปคนละทิศละทาง วิ่งกันกระเจิดกระเจิงอย่างคนเสียสติ เข้าป่าเข้าดงหลงทางอยู่ในป่า ไม่ได้ฉันข้าวในวันต่อมา เป็นไปตามที่หลวงปู่ตองว่าไว้จริงๆ เพราะหลวงปู่ตองรู้ว่าเจ้าป่าเจ้าเขาที่ภูลังกาต้องเล่นงานพวกพระกำมะลอ เหยียบย่ำพระธรรมวินัยคณะนี้แน่ๆ เนื่องจากท่านมีประสบการณ์ นี่คือความเฮี้ยน ความอาถรรพ์ของภูลังกา

“ถ้าอยากจะรู้เรื่องพญานาค เรื่องเมืองลับแล เรื่องเหล็กไหล...ต้องไปหาหลวงปู่ตอง เวลานี้ภูลังกา ถ้ำชัยมงคล มีหลวงปู่ตองเฝ้าถ้ำอยู่กับเณรน้อยชื่อเณรเคน ตอนหลวงปู่ตองอายุ ราว ๖๖ ท่านยังแข็งแรงมีวิชาตัวเบาหรือลูกเบา ท่านแบกปูนหนักถุงละ ๒๕ กิโลกรัมขึ้นไปสร้างพระเจดีย์บนยอดภูลังกา วันละหลายเที่ยวสบายมาก อยากจะรู้เรื่องลึกลับ ผีสางเทวดา ปีศาจ ยักษ์มาร หรือเรื่องยาสมุนไพร ต้องถามหลวงปู่ตอง ถ้าเป็นพระกรรมฐานปฏิบัติธรรม มีศีลเสมอกัน ท่านถึงจะเล่าให้ฟัง เป็นฆราวาสญาติโยมชาวบ้าน ท่านจะปิดปากเงียบ ไม่ยอมพูดเรื่องนี้ ขืนพูดไปก็เป็นความผิด เข้าข่ายอวดอุตริมนุสธรรม ถูกปรับเป็นอาบัติ”

ในช่วงแรกที่หลวงปู่ตองออกบวช ท่านระลึกนึกถึงพระธุดงค์ที่ไปปฏิบัติกรรมฐานอยู่ในป่า แสวงหาความสงัดเงียบ บำเพ็ญเพียรจนได้พบกับความสุขในทางธรรมะ จึงอยากจะทำอย่างนั้นบ้าง เพื่อหาทางหลีกหนีพระเณรในวัดที่ย่อหย่อนธรรมวินัย ท่านได้เดินธุดงค์ไปที่ภูลังกาอยู่ห่างจากวัดไม่ไกลเท่าไรนัก โดยขึ้นทางด้านบ้านดงบัง อยู่ห่างจากถ้ำชัยมงคลออกไปไกลพอสมควร

บนภูลังกามีถ้ำมีเงื้อมผาให้เลือกเอาเป็นที่พักบำเพ็ญภาวนา มีลานหินกว้างเหมาะที่จะเดินจงกรม ดินฟ้าอากาศรื่นรมย์ กระแสลมพัดเย็นสบาย กลิ่นดอกไม้ป่าโชยชื่น บรรยากาศสัปปายะวิเวก เหมาะสำหรับปฏิบัติธรรมมาก เมื่อขึ้นมาอยู่บนภูลังกาแล้ว หลวงปู่ตองก็ปฏิบัติธรรมขั้นอุกฤษฏ์ ถือเคร่งในวัตรปฏิบัติธุดงค์ ๑๓ เหมือนพระป่าธุดงค์ทุกประการ นั่นคือ “กินน้อย...นอนน้อย”

กินน้อย คืออดอาหาร ฉันแต่น้ำลูบท้อง เป็นการทดสอบกำลังใจตัวเองว่าจะมีความทรหดอดทนขนาดไหน จะสร้างขันติบารมีได้ไหม กลัวเป็นลมตายเพราะอดข้าวไหม ? นอนน้อย คือจะนอนพักผ่อนเอาเฉพาะตอนกลางคืน ไม่นอนมากนอนเพียงคืนละ ๔ ชั่วโมงเท่านั้น เวลาส่วนใหญ่ใช้ไปในการเดินจงกรม สร้างวิริยะความเพียรและนั่งสมาธิ สงบกาย สงบจิต ให้จิตได้พักผ่อน เสพเสวยปิติสุขในวิหารธรรม อันปราศจากนิวรณ์ ๕

เมื่อนั่งสมาธิเสพสุขก็มักจะยึดติดเกิดเกียจคร้าน จึงต้องลุกขึ้นเดินจงกรม สร้างวิริยะความเพียรขับไล่ความเกียจคร้าน สรุปแล้วก็คือมีการเดินจงกรมและนั่งสมาธิสลับกันไปทั้งวันและเกือบทั้งคืน ผลของการทดลองอดอาหารปรากฏว่า สามารถอดได้หลายวัน ในวันแรกจะหิวมาก พอเข้าวันที่สองร่างกายจะปรับตัวเองได้ไม่หิว ฉันแต่น้ำ ตัวเบาสบาย ไม่ง่วงเหงาหาวนอนเลย เกิดความขยันหมั่นเพียรอย่างแปลกประหลาด ไม่อยากหลับนอนอยากจะเจริญภาวนาลูกเดียว ทั้งนี้ทั้งนั้นเกิดจากอำนาจสมาธิ มันมีปิติแรงมาก เป็นปิติในธรรม

และในช่วงนี้แหละที่ทำให้หลวงปู่ตองได้ประสบเข้ากับ “มิติเร้นลับ” กายและจิตของท่านที่เป็น “กายวิเวก จิตวิเวก” ได้เชื่อมโยงเข้าหา “โลกวิญญาณ” หรือโลกอันเป็นทิพย์ คือโลกของภูตผีปีศาจ ยักษ์ มาร นาค ครุฑ คนธรรพ์ หรือบังบดลับแล และเทพเจ้าเหล่าพรหมทั้งหลาย ภาษาของปรจิตวิทยาเขาเรียกว่า กระแสจิตที่เป็นสมาธิอันมั่นคงแน่วแน่ ได้กลายเป็นคลื่นจิตในระดับคลื่นเดียวกันกับกระแสจิตของโลกวิญญาณ สามารถรับและส่ง สื่อความหมายทั้งเสียงและภาพติดต่อกันได้


 พระอาจารย์วังหรือครูบาวัง เป็นพระป่านักปฏิบัติอีกรูปหนึ่งที่ใช้ภูลังกาเป็นที่ฟาดฟันกิเลศ ฝึกสมาธิจนเชี่ยวชาญในกสิณสมาบัติ สำเร็จวิชชาอภิจิตอิทธาภิสังขาร คือ “ฉฬภิญโญ” หรืออภิญญาฤทธิ์ เมื่อมาอยู่ที่ถ้ำชัยมงคลบนภูลังกา ท่านชอบอดอาหารครั้งละหลายๆ วัน ออกไปนั่งทำสมาธิวิปัสสนาที่ชะง่อนผาบนยอดภูลังกา ท้าทายมฤตยู พระเณรเถรชีศิษยานุศิษย์เห็นแล้วก็สยองใจหวาดเสียว พาลจะเป็นลมกลัวท่านจะตกเขาตาย หน้าผาแห่งนั้นสูงชันลึกลิ่ว มีกระแสลมบนพัดแรงน่ากลัว การนั่งอยู่ที่นั่นถ้าเผลอสติง่วงนอนสัปหงกวูบเดียว ก็จะหัวทิ่มดิ่งพสุธา ตกลงไปร่างแหลกเหลวตาย แต่พระอาจารย์วังสามารถนั่งอยู่ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง ทั้งวันทั้งคืนด้วยความปลอดภัย น่าอัศจรรย์ บ่งบอกถึงจิตใจอันกล้าหาญแข็งแกร่งปานเพชรผิดมนุษย์มนา ไม่รู้สึกหวาดกลัวต่อความตายเลยแม้แต่น้อย จิตใจชนิดนี้แหละเรียกว่า “อภิจิต” มีจิตตาภินิหาร สามารถแสดงฤทธิ์ได้ทุกรูปแบบเป็นที่น่าอัศจรรย์ พระป่าบำเพ็ญธุดงค์กรรมฐานศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ กันตสีโล และศิษย์ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต นั้นล้วนเก่งกล้าทางสมาธิได้ “ฌาน” กันเป็นส่วนมาก แต่ที่ได้ฌานสมาบัติแล้วได้ตาทิพย์หรือทิพย์จักษุญาณและอิทธิฤทธิ์ด้วยนั้นมีจำนวนน้อย ดังที่ ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด ได้กล่าวไว้ว่า

“จิตส่งออกรู้อะไรๆ ต่างๆ ด้วยอำนาจสมาธิหรือทิพยจักษุนั้นจะมีร้อยละ ๕ คนก็ทั้งยาก”

อันนี้เป็นการยืนยันว่า ถึงแม้บรรลุอัปปนาสมาธิ ได้ฌานสมาบัติแล้วก็ตาม มีจำนวนน้อยมากที่ได้อภิญญา ๕ ส่วนผู้ที่ได้อภิญญา ๕ นั้น จะต้องมี “ปุพเพกตปุญญตา” หรือความเป็นผู้มีบุญอันทำไว้แล้วในชาติปางก่อน มาส่งเสริมสนับสนุน จึงจะได้อภิญญาญาณ และที่ได้นั้นก็มีน้อยมากที่จะได้อภิญญา ๕ ครบทั้งห้าประการ ส่วนมากจะได้กันเพียงบางประการเท่านั้น

พระอาจารย์วัง ฐิติสาโร เป็นผู้มีวาสนาบารมีฌานลาภีบุคคล สำเร็จกสิณทั้งอิทธิวิธี (อิทธิฤทธิ์) และทิพยจักษุญาณเป็นที่แน่ชัด เพราะท่านติดต่อพูดจาปราศรัยกับพวกเทวดา พวกพรหม และภูตผีปีศาจ นาค คนธรรพ์ หรือลับแลได้สบายมาก แสดงถึงการรู้เห็นด้วยตาใน (ทิพยจักษุญาณ) ที่ท่านสามารถนั่งอยู่ที่ชะง่อนผาบนยอดเขาสูงได้ตลอดวันตลอดคืน ๒๔ ชั่วโมงรวดโดยไม่เผลอสติง่วงโงกพลัดตกลงไปถึงแก่มรณภาพนั้น บ่งบอกถึงการใช้ฤทธิ์อภิญญา (อิทธิวิธี) รวมถึงที่ท่านสามารถบังคับฝูงเสือโคร่งได้ ท่านใช้ฤทธิ์ทางเมตตาเจโตวิมุตติ

เหตุการณ์ประหลาดอันเกี่ยวเนื่องกับชาวลับแลบังบด เจ้าหนุ่มบวรหลานชายของพระอาจารย์วัง อยากจะบวชเป็นพระแต่อายุยังไม่ครบ พระอาจารย์วังให้นุ่งขาวห่มขาวถือศีล ๘ เป็นพ่อขาวฝึกปฏิบัติธรรมไปก่อน วันหนึ่งบวรไปแสวงหาต้นตาวในป่าภูลังกา จะเอาต้นตาวมาต้มแกงถวายพระเณรในตอนเช้า บวรได้หายตัวไปไม่กลับมาเลย พระเณรและพ่อขาวได้ออกตามหา จนกระทั่งมืดค่ำก็ไม่พบร่องรอยใดๆ

พระอาจารย์วังได้นั่งสมาธิดูก็ได้พบว่า บวรไปอยู่กับสาวงามชาวลับแล อยู่กินเป็นผัวเมียกันเสียแล้ว เป็นไปตามเหตุปัจจัย บุพพวาสนาเก่าหรือบุพเพสันนิวาสบันดาลให้มาเจอกันเพราะเป็นเนื้อคู่กัน

บ้านเมืองของชาวลับแลนั้นคล้ายเงาสะท้อนของบ้านเรือนมนุษย์ตามยุคสมัยในถิ่นนั้นๆ เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เพราะมีความเกี่ยวข้องผูกพันกันอย่างลึกลับตามกฎแห่งวิบากกรรม บ้านเรือนของชาวลับแลที่เห็นในสมาธินั้นเป็นบ้านใต้ถุนสูง หลังคามุงหญ้า และแฝกฝาบ้านทำด้วยไม้ไผ่หรือใบตองตึงและขัดแตะ พื้นบ้านปูไม้กระดานหยาบๆ หรือปูด้วยไม้ไผ่สับ ส่วนบ้านชาวลับแลผู้มีฐานะดีหรือคุณธรรมสูงเป็นตึกโบกปูน หลังคามุงกระเบื้อง บางหลังมุงด้วยไม้ ส่วนฝาบ้านเป็นไม้ประดิษฐ์เป็นตาตารางสี่เหลี่ยมและสามเหลี่ยมงามเรียบๆ

ที่เห็นนี้เป็นสมัยเมื่อ ๕๐-๖๐ ปีก่อนโน้น (สมัยโลกาภิวัฒน์อย่างปัจจุบัน บ้านเมืองชาวลับแลก็คงจะเจริญพัฒนาเช่นเดียวกันกับโลกมนุษย์เราล่ะกระมัง ?) ชาวลับแลในสมัยนั้น พวกผู้ชายส่วนมากจะนุ่งผ้าขาวม้าขัดเตี่ยวผืนเดียว เดินเท้าเปล่าไม่มีรองเท้า ไม่ใส่เสื้อ ส่วนผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่นมีผ้าคาดหน้าอกใช้แทนเสื้อเป็นส่วนมาก แต่สำหรับชาวลับแลที่มีฐานะดีหรือคุณธรรมสูงจะนุ่งห่มรัดกุมเรียบร้อยเหมือนอุบาสกอุบาสิกาในวันพระวันศีลอุโบสถ

บ้านเมืองชาวลับแลบังบด (ปักษ์ใต้เรียกคนธรรพ์) ไม่มีคนยากจน ไม่มีคนขอทาน ไม่มีหญิงโสเภณี ทุกคนมีอยู่มีกินสมฐานะ มีการทำไร่ไถนา มีสัตว์เลี้ยง วัว ควาย เป็ด ไก่ สุนัข หมู และวิหคนกกา เป็นสัตว์โอปปาติกะอบายภูมิตามกฎกรรมวิบากอันสลับซับซ้อนพิสดาร

ชาวลับแลมีคุณธรรมประจำหมู่เหล่า ถือศีล ๕ อย่างเคร่งครัด ภูตผีปีศาจทั้งหลายรักษาศีลไม่ได้ ทำให้ชาวลับแลเป็นผีพิเศษที่มีอำนาจเป็นที่ยำเกรงของภูตผีปีศาจทั้งหลาย ชาวลับแลที่เป็นนักพรตหรือฤๅษีจะนุ่งขาวห่มขาวเกล้าผมมวย เรียกตัวเองว่า คุรุฤๅษี หรือดาบส

หัวหน้าชาวลับแลได้บอกกับพระอาจารย์วังว่า เจ้าหนุ่มบวรมาอยู่เมืองลับแลถูกต้องตามจารีตประเพณีของเมืองลับแล จะกลับออกไปไม่ได้จะต้องดำเนินชีวิตเหมือนชาวลับแลทุกอย่าง หากทำผิดกฎจารีตประเพณีก็จะถูกขับไล่กลับเมืองมนุษย์ ฉะนั้น ในระหว่างนี้จะให้บวรกลับถ้ำชัยมงคลไม่ได้

พระอาจารย์วังเข้าใจกฎจารีตประเพณีนี้ ก็อับจนปัญญา ไม่รู้จะช่วยบวรได้อย่างไร จะอธิบายให้
 ญาติพี่น้องฟังเขาคงจะไม่เชื่อ เพราะเรื่องเมืองลับแลพิสูจน์ไม่ได้เลย ที่เล่าๆ กันมาก็เป็นเชิงนิยายปรัมปราเอาสาระไม่ได้ ญาติพี่น้องคงจะเชื่อว่าบวรตกเหวตาย หรือถูกเสือถูกงูเหลือมกินไปแล้วมากกว่า

หัวหน้าชาวลับแลได้บอกว่า พระอาจารย์อย่าได้คิดวิตกเป็นทุกข์ไปเลย ถ้าใครสงสัยเรื่องบวรไปอยู่เมืองลับแล ก็ให้คนนั้นมาที่ภูลังกานุ่งขาวถือศีล ๘ มานั่งสมาธิภาวนาอธิษฐานจิตขอเห็นเมืองลับแล อยากจะพบบวรก็จะได้พบสมความปรารถนาหายสงสัย โดยกระผมจะให้คนนำทางมารับเข้าเมืองลับแล ถ้าไม่กล้าเข้าไปในเมืองลับแล ก็ให้เลือกเอาวิธีออกไปยืนกลางแจ้งในเวลากลางวันหรือกลางคืนก็ได้ ร้องตะโกนดังๆ ว่า บวรอยู่ที่ไหน ? ก็จะมีเสียงของบวรตะโกนตอบออกมาจากเมืองลับแล จะซักถามอะไรก็ได้ แต่จะพบตัวบวรไม่ได้

พระอาจารย์วังได้เล่าเรื่องนี้ให้พระเณรฟัง ดังนั้น ในวันต่อมาพระอาจารย์โง่น โสรโย กับพระเณรและพ่อขาวได้พากันไปพิสูจน์ ออกไปยืนอยู่กลางแจ้งบนภูลังกาในเวลากลางวัน ร้องตะโกนเรียกหาบวร ก็ปรากฏอัศจรรย์ว่า มีเสียงของบวรตะโกนตอบมาจากดงไม้ในหุบเขา เมื่อซักถามต่างๆ บวรก็ตอบได้ถูกต้องชัดเจนว่าเป็นบวรจริงๆ ไม่ใช่คนอื่นแอบอ้างเป็นตัวบวรแต่อย่างใด

บวรได้บอกว่าเขาอยู่สบายดี มีความสุขกับเมียสาวชาวลับแล ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวลับแลเหมือนบ้านเมืองมนุษย์ทุกอย่าง ชาวลับแลไม่ใช่ภูตผี หากเป็นมนุษย์เผ่าหนึ่งที่หายตัวได้ กำบังตาได้ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้ ยกเว้นแต่ในกรณีที่ชาวลับแลอยากให้เราเห็นถึงจะเห็นได้

บวรยังได้บอกอีกว่าเขาพอใจจะอยู่ที่เมืองลับแล ไม่อยากกลับออกมาอยู่เมืองมนุษย์เลย ขออย่าได้เป็นห่วงเป็นใย ใครได้มาอยู่เมืองลับแลแล้วก็จะติดใจ เพราะมีความสุขกายสบายใจ เป็นแดนทิพยสุขมหัศจรรย์ อธิบายไม่ถูก ต้องมาเห็นเองถึงจะรู้ได้ด้วยตนเอง

อยู่มาไม่นานก็มีหนุ่มอีกคนชื่อ “สวัสดิ์” เป็นชาวอำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร มานุ่งขาวถือศีล ๘ ปฏิบัติธรรมอยู่กับพระอาจารย์วัง ที่ถ้ำชัยมงคลภูลังกา สวัสดิ์ถือเคร่งในการปฏิบัติเดินจงกรมและนั่งสมาธิเอาจริงเอาจังมาก มักจะเล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า เขาไปเที่ยวเมืองลับแลมาแล้ว ไปในตอนกลางคืน แต่ไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้
 อยู่ต่อมาไม่นาน สวัสดิ์ได้หายตัวไปโดยไม่บอกกล่าวใคร สิ่งของเครื่องใช้และบริขารธุดงค์ยังอยู่ครบที่ถ้ำ ไม่ได้เอาไปด้วย กระเป๋าใส่สตางค์ก็ไม่เอาไป พระอาจารย์วังได้บอกกับพระเณรและพ่อขาวศิษย์ทุกคนว่า สวัสดิ์ได้ไปจำศีลภาวนาอยู่ในเมืองลับแลแล้ว ชาวลับแลให้ความเคารพเลื่อมใส นักพรต ฤๅษี มุนี ในภพภูมินั้นเป็นผู้ชักชวนให้ไปอยู่ด้วย เมื่อปฏิบัติธรรมไปจนถึงที่สุด สวัสดิ์จะเป็น “ผู้สำเร็จ” คล้ายผู้สำเร็จปรอทหรือวิทยาธร กินผลไม้เป็นอาหาร หรือกินปราณวาโยธาตุ มีสภาพกึ่งมนุษย์กึ่งเทพยดา ไปไหนมาไหนตัวเบา เดินเท้าไม่ติดดิน เพียงแค่นึกอยากจะเหาะก็จะเหาะได้ทันทีด้วยอำนาจมหัศจรรย์ของ “ฌานสมาบัติ” บางทีก็เรียกว่า “สิทธาโยคี” เป็นโยคีมหัศจรรย์สำเร็จ “ไกวัลภูมิ” หรืออภิญญาฤทธิ์ ชอบไปๆ มาๆ อยู่ระหว่างพื้นพิภพโลกกับดวงอาทิตย์

(ปกิณกธรรม พระอาจารย์วัง ฐิติสาโร)




"คนที่ไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์นั้น
 ก็จะเห็นว่า สุขกับทุกข์นั้น
 มันคนละระดับ มันคนละราคากัน

ถ้าผู้รู้ทั้งหลายแล้ว ท่านจะเห็นว่า
สุขเวทนา กับทุกขเวทนา
 มันมีราคาเท่าๆ กัน"

หลวงปู่ชา สุภทฺโท






"คิดถึงก็เป็นทุกข์
 ระลึกถึงก็เป็นสุข"
 พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ




 5 
 เมื่อ: 17 มกราคม, 2562, 07:30:32 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"นั่นแหละมันทุกข์ เข้าใจไหม
 ทุกข์ทั้งนั้นแหละ เป็นผัวเมียกัน
 บอกรักกันๆ มันก็ดีแต่ตอนใหม่ๆ นั่นละ

กินข้าวเปล่า ใส่น้ำปลา
มันยังว่าอร่อยเลย พอนานไป
 ทีนี้ไม่อร่อยแล้ว

ทำมาแค่ไหน ก็ไม่อร่อยแล้ว
 เข้าใจไหม มันเบื่อ มันนาน"

 หลวงปู่จันทร์เรียน คุณวโร





“อย่าไปนึกว่าคนในโลก เขาจะรักเราทุกคน
 และก็จงอย่าไปคิดว่าคนในโลก เขาจะเกลียดเราทุกคน
 จงถือว่า รักหรือเกลียด ไม่มีความสำคัญ
 ความสำคัญมีอยู่ว่า เราระมัดระวังใจของเรา

 อย่าไปคบกับความชั่ว อย่ารับคำนินทา
 และก็อย่ารับคำสรรเสริญ ก็ให้ความดีนั้น
 ตกอยู่กับเขา ใครเขานินทาว่าร้ายเรา
 ก็ปล่อยให้ความเลวนั้น ตกอยู่กับเขาแต่ผู้เดียว”

 หลวงปู่ฤาษีลิงดำ





" จะภาวนาเก่งสักเพียงไหนก็ตามเถิด
 ถ้าไม่เห็นภัยในวัฏสงสาร ถ้าปฏิบัติเพื่อไม่พ้นทุกข์ในวัฏสงสารแล้วก็ มันก็เป็นโลกีย์ภาวนาทั้งนั้น
 มันก็เป็นโลกีย์เจตนาทั้งนั้น ไม่ใช่โลกุตระเจตนา”
 หลวงปู่หล้า เขมปัตโต





“ทรัพย์สินเงินทอง ที่เราหามาได้
 สุดท้าย ก็จากเราไปในวันที่เราหมดลมหายใจ

แต่บุญ ที่เรากระทำมา
 จะติดตามเราไป ทุกภพ ทุกชาติ”

 หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธัมโม




 6 
 เมื่อ: 16 มกราคม, 2562, 06:37:08 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"เรานี่ ก็เหมือนกันทุกคน
 มีดิน มีน้ำ มีไฟ มีลม ประกอบกันอยู่
 สมมุติชื่อให้ นายนั่น นางนี่ ตามเรื่อง
 เพื่อให้จำง่าย ใช้การงานง่าย

 แต่ความเป็นจริง ก็ไม่มีอะไร
 มีน้ำหนึ่ง ดินหนึ่ง ลมหนึ่ง ไฟหนึ่ง
 มาปรุงกันเข้า กลายเป็นรูป เรียกว่า คน"

 หลวงปู่ชา สุภัทโท





"ความทุกข์ของคน ประการหนึ่ง คือ
 ต้องการให้คนอื่น เป็นอย่างที่ตนเองคิด
 ขณะที่ตน ก็เป็นอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็นไม่ได้"
หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป






“ปีใหม่นี้ ใครๆ ก็อยากได้ของใหม่
 อยากได้ชีวิตใหม่ แต่ชีวิตใหม่ ไม่ได้เกิดจาก
 การที่เรามีโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่
 มีรถคันใหม่ มีบ้านหลังใหม่

 อันนั้น ไม่ได้ทำให้มีชีวิตใหม่อย่างแท้จริง
 จะมีชีวิตใหม่อย่างแท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อ
 เรามีคุณภาพจิตแบบใหม่

เริ่มต้นจากการเป็นมิตรกับตัวเอง
 รักตัวเองอย่างแท้จริง อยู่กับตัวเองได้

เมื่อเรามีความสุขในตัวเอง
 เราก็จะสามารถแบ่งปันความสุขให้กับผู้อื่นได้”

พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล




"คนที่เกื้อกูลกัน ถึงเป็นคนอื่น
 ก็นับเป็นเหมือนพี่น้อง
 คนที่เป็นพี่น้องกัน แต่ไม่เกื้อกูลกัน
 ก็เป็นเหมือนคนอื่น

 พยาธิ เกิดในตัวเราเองแท้ๆ
 ยังไม่มีประโยชน์เลย แต่ยา เกิดในป่า
 กลับมีประโยชน์มหาศาล"

 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย

 7 
 เมื่อ: 15 มกราคม, 2562, 07:19:33 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"ความดีเป็นสิ่งจำเป็น ที่จะต้องทำทุกวัน
 เหมือนกับลมหายใจเข้าออก
 ที่จำเป็นจะต้องหายใจ เช่น
 กราบพระทุกวัน สวดมนต์ทุกวัน
 สิ่งนี้จำเป็นเหมือนกับลมหายใจ
ถ้าเราไม่หายใจ เราก็ตาย
 ถ้าเราไม่ทำความดี เราก็ตายจากวัด"

 หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม





"คนที่จะรวยกันจริงๆ คือ คนพอ
 คนไหน ถ้ายังไม่พอ
 คนนั้น หาความรวยไม่ได้"

 หลวงปู่ปาน โสนันโท




"เมื่อรู้เท่าทันว่าคนอื่น หรืออีกฝ่ายหนึ่ง
 เขาขุ่นเคืองขึ้นมา แล้วเรามีสติระงับใจไว้เสีย
 ไม่เคืองตอบ จะได้ชื่อว่า เป็นผู้ทำประโยชน์
 ให้แก่ทั้งสองฝ่าย คือ ช่วยไว้ทั้งเขา และทั้งตัวเรา"

 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ( ป.อ.ปยุตฺโต )





 8 
 เมื่อ: 14 มกราคม, 2562, 05:13:39 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"เด็กที่ยังไม่รู้ว่าไฟร้อน
 ถ้าเชื่อคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ไว้ก่อน
 จะไม่เป็นการเชื่ออย่างงมงาย
 แต่จะเป็นการเชื่อ ที่ช่วยคุ้มครองรักษา
 เด็กเองมิให้ถูกไฟลวก ไฟไหม้พอง ฉันใด

 ผู้ที่ยังไม่เห็นถนัดชัดแจ้งด้วยตนเอง
 ในเรื่องกรรม และผลของกรรม
 ถ้าเชื่อที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนไว้ก่อน
 ก็จะไม่เป็นการเชื่ออย่างงมงาย

แต่จะเป็นการเชื่อ ที่ช่วยคุ้มครองรักษาผู้เชื่อเอง
 มิให้ได้รับผลร้ายจากการกระทำที่ไม่ดี
 แต่ให้ได้รับผลดี จากการทำดี ฉันนั้น”

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ







"สิ่งที่มันเป็นอดีต ก็ผ่านไปแล้ว
 ก็แก้ไขอะไรไม่ได้

สิ่งที่เป็นอนาคต ก็ยังไม่มาถึง
 เราก็อย่าได้ไปวิตกกังวล

 เราปฏิบัติหน้าที่ของเรา
 ในปัจจุบัน ให้ดีที่สุด"

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม







การยึดติดในพระไตรปิฎก
 หลงติดในครูบาอาจารย์
 ก็เป็นเครื่องกั้นขวางพระนิพพานได้เหมือนกัน
 หลง มันก็คือหลง.

 หลวงปู่หา สุภโร
 วัดสักกวัน (ภูกุ้มข้าว) จ.กาฬสินธ์




เรื่อง "มังสวิรัติ และการกินเจ"
อุบาสิกาคนหนึ่งมีวัยประมาณ ๖๐ กว่าปีแล้ว แกไปปฏิบัติอยู่วัดหินหมากเป้งเสมอๆ อยู่มาแกสมาทานมังสวิรัต แล้วชักชวนผู้เขียน (หลวงปู่เทสก์) ทำอย่างแกบ้าง ผู้เขียนบอกว่า เมื่อผู้เขียนทำอย่างนั้นแล้วเขาต้องตามปฏิบัติผู้เขียนนะ เพราะผู้เขียนหากินเองอย่างเขาไม่ได้ เขาได้ถามปัญหาว่า

ถาม : รับประทานมังสวิรัติ ผิดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหรือ ?

ตอบ : ปัญหานี้เป็นปัญหาโลกแตก จะต้องอธิบายกันมากจึงจะเข้าใจ คนเกิดมาในโลกนี้ทั้งหมด ล้วนแล้วแต่กินเลือดเนื้อของผู้อื่นทั้งสิ้น เดิมแต่อยู่ในครรภ์ของมารดาก็กินอาหารของมารดา ที่ซึมซาบเข้าไป หล่อเลี้ยงร่างกายจึงเติบโตขึ้นมาได้ คลอดออกมาแล้วจนเป็นหนุ่มเป็นสาวก็เช่นนั้นเหมือนกัน พึ่งมาปฏิวัติรับประทานมังสวิรัตเมื่อโตขึ้นมานี่เอง เรื่องนี้จึงเป็นความฝ่าฝืนความรู้สึกของคนส่วนมาก

เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าของเรายังมีพระชนม์ชีพอยู่ พระเทวทัตก็เคยเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาให้พระพุทธองค์
 ได้ทรงอนุมัติแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อพระองค์ไม่ทรงอนุญาต จึงได้ประกาศในท่ามกลางสงฆ์ว่า พระสงฆ์องค์ใดเห็นดีกับเราก็ไปกับเราภิกษุที่บวชใหม่ยังไม่รู้ธรรมวินัยจึงได้ติดตามพระเทวทัตไป นั่นก็โลกแตกครั้งหนึ่งล่ะ ผลที่สุดพระเทวทัตถึงแก่มรณภาพไป

พระภิกษุสงฆ์เหล่านั้นเห็นความอาฆาตของพระเทวทัตซึ่งมีต่อพระพุทธเจ้า จึงกลับเข้ามาหาพระพุทธเจ้าอีก ฉะนั้นพระภิกษุสงฆ์และพุทธบริษัททั้งหลาย จึงไม่ควรยกเอาคำนี้ขึ้นมากล่าวอ้างว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า มันจะเป็นเหตุให้สงฆ์แตกแยกกัน ส่วนฆราวาสนั้นก็ปล่อยเขาตามเรื่อง ถ้าหากรับประทานมังสวิรัตเฉพาะตน เพื่อทรมานตน เพราะจิตใจของตน มันชอบการทรมานอย่างนั้นก็สมควรอยู่

ถ้าอ้างว่ามังสวิรัตเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้เขียนก็ขอร้องเถิด มันจะกลายเป็นวังคศาสนาไป มิใช่สัตถุศาสนาคำสอนของพระพุทธเจ้าแท้จริงมังสวิรัตนี้ พระพุทธเจ้าของเราท่านก็รู้ดีเหมือนกันว่าคนในสมัยนั้นเขานิยมกันขนาดไหน และเขาปฏิบัติกันได้มากน้อยเพียงใด พระองค์จึงทรงบัญญัติให้ภิกษุฉันเนื้อได้ โดยปราศจากโทษ ๓ ประการ

๑. โดยไม่ได้ใช้ให้เขาฆ่ามาเพื่อตน
 ๒. โดยไม่ได้เห็นได้ยินเขาฆ่าเพื่อตน
 ๓. โดยไม่สงสัยเขาจะฆ่าเพื่อให้ตน
 เมื่อพ้นจากโทษ ๓ ประการนี้แล้วฉันได้

ถึงเราจะกินและไม่กิน ทั้งโลกนี้โดยส่วนมากเขาก็ฆ่ากันอยู่อย่างนั้น พระยังชีพเนื่องด้วยคนอื่น ถ้าไปในถิ่นที่เขารับประทานเนื้อ พระที่ฉันมังสวิรัตก็จะอยู่ด้วยกับเขามิได้ และคนที่จะฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า มิใช่มีแต่พวกมังสวิรัต มีทั้งมังสวิรัตและรับประทานเนื้อด้วย คนเหล่านั้นถ้าหากฟังคำสอน ของพระพุทธเจ้าเข้าใจดี แล้วก็จะไม่เป็นอุปสรรคแก่กันและกัน

สำหรับพระภิกษุพระวินัยสิกขาบทของพระยังมีมากที่ยังปฏิบัติไม่ครบถ้วน ไม่ควรเอาเรื่องเล็กๆ น้อยๆยกโทษซึ่งกันและกัน ผู้เขียนจะยกเรื่องพระคณาจารย์ฉันมังสวิรัตองค์หนึ่งมาเล่าสู่ให้ฟัง เมื่อราว ๔๐ กว่าปีมานี้เอง ทีแรกท่านก็ฉันตามธรรมดาๆ อย่างเราท่านทั้งหลายฉันกันอยู่อย่างนี้แหละ เมื่อพระโลกนารถเข้ามาเมืองไทยมีคุณนายคนหนึ่งไปเรียนกินเจกับพระโลกนารถแล้วทำถวายท่าน ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากหลาย ลูกศิษย์เหล่านั้นก็เลยทำตามพระองค์นั้น

ต่อมาท่านชักชวนหมู่เพื่อนให้ทำตาม เมื่อหมู่เพื่อนไม่ทำตามก็หาว่าย่อหย่อนต่อการปฏิบัติ ท่านก็เลยดีคนเดียว หมู่เพื่อนคบค้าสมาคมไม่ได้ ลูกศิษย์ลูกหาค่อยๆ หายไปๆ จะไปรุกขมูลทางไหนต้องให้พระล่วงหน้าไปก่อน บอกชาวบ้านว่าท่านอาจารย์ท่านฉันเจ ต้องจัดหาอาหารอย่างนั้นๆ เว้นอย่างนั้นๆ ท่านถึงจะฉันได้
 เวลาเข้าไปบิณฑบาตในบ้านที่เขาไม่รู้ เขาเอาห่อเนื้อมาใส่บาตรให้ ท่านก็จับเอาของเขาปาทิ้งเสีย ทีหลังเขาเลยพากันไม่ใส่บาตร เห็นท่านเดินมาเขาพากันมองหน้าท่านเป็นแถวเลย อย่างนี้เขาเรียกว่า ทำเกินควร ไม่สมแก่สมณะสารูปผู้สำรวมเลย เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว ก็ไม่มีใครปฏิบัติต่อ

(วิสัชนาธรรมโดย หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)

คัดมาบางส่วนจากหนังสือ “ปุจฉาวิสัชนาในประเทศ”
โดย พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)







"10 คำสอนของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม"

1. ความดีเป็นศัตรูของชีวิต ความดีต้องมีอุปสรรค เขามาร้าย อย่าร้ายตอบ เขาไม่ดีมา จงใช้ความดีเข้าไปแก้ไข คนตระหนี่ ให้ของที่ต้องใจ คนพูดเหลวไหล เอาความจริงใจ ไปสนทนา
2. จงอย่าหวั่นไหว จงทำใจให้ได้เมื่อมีทุกข์ คนที่ทำใจได้เพราะมีสติควบคุมใจได้ ถ้าผู้ใดเจริญสติวิปัสสนากรรมฐาน จิตมั่นคง ต้องช่วยตัวเองได้ ทำใจได้ จะไม่เสียใจ ไม่น้อยใจต่อบุคคลใด คนทำใจได้นั่นแหละ จะได้รับผลดี มีสติเป็นอาวุธของตนตลอดไป
3. คนโบราณท่านมีคติดี เวลาไปไหนมาไหนต้อง 1.นิ่งได้ 2.ทนได้ 3.รอได้ 4.ช้าได้ 5.ดีได้ คนสมัยนี้นิ่งไม่ได้ ปากไม่ดี ทนไม่ได้ อยู่ไม่ได้อีก รอก็ไม่ได้ ช้าก็ไม่ได้ จึงเอาดีกันไม่ค่อยจะได้ ในยุคสมัยใหม่ปัจจุบันนี้ สิ่งเหล่านี้มีความหมายมาก แต่ทุกคนไม่เคยคิด
4. ใครตั้งใจ “ทำดี” อย่าไปกังวลเรื่อง “ปากคน” เพราะต่อให้เรา “ดี” ขนาดไหน หากไม่ถูก “กิเลส” เขา เขาก็ไม่ชอบ ไม่เข้าใจ เขาก็ตำหนิ ดังนั้น ดี-ชั่ว ไม่ได้อยู่ที่เขาว่าเรา แต่อยู่ที่เราเองทั้งหมด เรารู้เราเองก็เพียงพอแล้ว
5. ชาวพุทธแท้ๆ ควรจะได้ดีมีสุขจากการนับถือศาสนาพุทธ โดยแก้ปัญหาที่เกิดด้วยอริยสัจ 4 ทุกข์เกิดแล้วหาสาเหตุของทุกข์ด้วยการกำหนดทุกข์หนอ มันทุกข์ตรงไหนหนอ บำเพ็ญจิตภาวนา สมาธิ ปัญญาจะบอกทุกข์เกิดขึ้นตรงนั้น ต้องแก้ตรงนั้น อย่าไปแก้ผิดจุด อย่าไปให้ผีให้เจ้ามาแก้ หรือเอาหมอดูมาแก้ มันไม่ถูกเรื่อง
6. ความอดทนเป็นสมบัติของนักต่อสู้ ความรู้เป็นสมบัติของนักปราชญ์ ความสามารถเป็นของนักประกอบกิจ ความสามารถทุกชนิดเป็นสมบัติของผู้ดี
7. วันไหนโยมถูกด่ามากวันนั้นเป็นมงคล วันไหนโดยถูกป้อยอเขาจะล้วงไส้เราโดยไม่รู้ตัว หลงเชื่อเราจะประมาท จะเสียท่าเสียทีต่อมารร้าย และที่เขามาป้อยอกับเรา ระวังให้ดี เขาไม่ได้รักเราจริง
8. สร้างบุญใช้สติ ไม่ต้องใช้สตางค์ พวกเราหาแต่สตางค์ ไม่หาสติกันเลย
9. คนเราจะทำอะไรได้ก็ช่วงมีชีวิตอยู่เท่านั้นเมื่อตายแล้วไม่สามารถจะทำความดีหรือความชั่วได้เลยฉะนั้นในช่วงที่มีชีวิตอยู่ควรที่จะทำความดีใช้ชีวิตให้เป็นสาระ จะต้องต่อสู้กับความไม่ดีงามทั้งหลายที่มีอยู่รอบตัวเรา
10. จงพอใจในชีวิตของตัวเอง โดยมิต้องไปเปรียบเทียบชีวิตของผู้อื่น (ข้อความสุดท้ายใน ส.ค.ส.2559 ที่หลวงพ่อจรัญ เขียนไว้ก่อนละสังขาร)

 9 
 เมื่อ: 13 มกราคม, 2562, 07:52:32 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"เราสร้างความดีกับใคร เราก็ดีใจ ถึงเขาไม่รู้ แต่เรารู้
 ในทำนองเดียวกัน เราทำความชั่ว ถึงเขาไม่รู้ แต่เรารู้"
 หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม





"วิ่งไล่ความสุขเท่าไร
 ก็ไม่ทันสักที

หยุดวุ่น หยุดฟุ้งเมื่อไร
 ความสุข ก็มาหาเราเอง"

 พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ







การแผ่เมตตาต้องมีทุกวัน เราจะ อะหัง สุขิโต โหมิ นิททุกโข โหมิ อะเวโร โหมิ ก็ได้ หรือ สัพเพ สัตตา สะทา โหนตุ อะเวรา สุขะชีวิโน ก็ได้ เมื่อพูดจบแล้วภาษาใจของเราต้องมีอีก นึกในใจว่า ข้าพเจ้าจงเป็นสุข ผู้อื่นจงเป็นสุข ข้าพเจ้าต้องการความสุขอย่างไร ผู้อื่น สัตว์อื่น วิญญาณอื่น ทั่วไตรโลกธาตุ ขอให้มีความสุขอย่างที่ข้าพเจ้าต้องการ อย่างที่ข้าพเจ้าปรารถนา ทุกๆดวงใจ ทุกๆวิญญาณ ด้วยเทอญ กล่าวออกมาจากใจจริงๆ นึกคำนี้ออกมาจากใจจริง

ข้าพเจ้าจะไม่ผูกพยายาทอาฆาตจองเวรกับใครๆทั้งหมดในพื้นปฐพีนี้ เพราะต่างคนต่างก็มีกรรมของใครของเรา เขาก็มีกรรมของเขา เราก็มีกรรมของเรา กรรมดีกรรมชั่วอยู่กับตัวของเรากับตัวของเขาทุกคน แบกกรรมดีกรรมชั่วของใครของเราอยู่แล้ว เราก็ให้อภัยทุกคน ที่ผ่านๆมาแล้วก็ถือว่าผ่านไป เราไม่ถือโทษโกรธเคืองให้กับเขา เขาจะมาถือโทษโกรธเคือง อันนั้นก็สุดแท้แต่ใจของเขา แต่เราก็ไม่ได้สนใจ
 ไม่ต่อล้อต่อเถียงตอแยกับเขาอีก เราจะอยู่แบบเป็นธรรม

 หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
 วัดป่านาคำน้อย อ.นายูง จ.อุดรธานี






สูเจ้าทุกคนนี้ ...
1.ไหว้พระเช้าเย็นได้ทำอยู่หรือ
2.เคารพบิดามารดาได้ทำอยู่หรือ บำรุงได้อยู่หรือ
3.ตอบแทนคนผู้มี่คุณ ได้ทำอยู่หรือ
4.ศีล5ได้ไหม วันพระ ศีล 8 ได้ไหม
5.ความดีเป็นอย่างใด ความชั่วเป็นอย่างใด
6.ได้ฝึกภาวนาไหมล่ะ
7.รู้จักไหมตนของตน เกิดมาแล้วต้องตาย

ตายแล้วเสาะหาเกิด เกิดแล้วอยากใหญ่ ศึกษาเล่าเรียน เป็นโลก เป็นสงสาร ได้ลูกได้หลาน แก่เฒ่าไม่ต้องการ ตายไม่อยากได้ จึงให้รู้จักตนเอง อย่าไปรู้แต่โลก ตัวเองไม่รู้ใช้ไม่ได้ ตั้งใจคิดอ่านแก้ไขตนเองทุกคน อยากได้บุญ ทำบุญ บุญพาไปดี อยากได้ทุกข์ ให้ทำความชั่ว ชั่วพาไปนรก อยากได้ธรรมะให้ปฏิบัติเอา

ธรรมะมีมาก ก็รู้จักตัวเองมาก
 ธรรมะมีน้อย ก็รู้จักน้อย
 ไม่มีธรรมะใดๆ ในใจ ก็อยู่ไปในโลกผู้ทุกข์นี้
 ตั้งใจของตนทุกคนเน้อ!
หลวงตาเฒ่าผู้นี้ บอกไว้แล้ว ให้สูเจ้าตั้งใจทำความดี

หลวงปู่จาม มหาปุญโญ

 10 
 เมื่อ: 12 มกราคม, 2562, 05:28:08 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"ลมปากมนุษย์ มันพอใจ มันก็ว่าให้ดี
 ที่ลมปากมนุษย์ มันไม่พอใจ มันก็ด่าให้ว่าให้
 อย่าไปเป็นทุกข์ เป็นร้อน ทำใจของเราให้วางเฉย
 พุทโธอยู่ในดวงใจ ให้จิตใจเย็นสบาย"

  หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร





"ความสุขกาย สบายจิต
 อยู่ที่ความพอเท่านั้น

สิ่งใด ที่เราพอแล้ว
 สิ่งนั้น ไม่นำความทุกข์
ความเดือดร้อนใจ มาให้เลย

ถ้าเราไม่พอในสิ่งใด
 ชื่อว่าเรายังจนอยู่ในสิ่งนั้น
 ความไม่พอนั่นแหละ
 ชื่อว่า เป็นคนจน"

 หลวงปู่จันทร์ สิริจนฺโท





“อาตมาได้มองเห็นลูกคลื่นวิ่งมากระทบกับหัวเรือเข้า แล้วก็แตกกระจายไป แล้วไม่นานลูกคลื่นก็กลิ้งกระทบหัวเรืออีก แล้วก็แตกกระจายไปอีก อยู่อย่างนั้นทั้งวัน จึงเกิดความคิดเป็นธรรมะขึ้นมาว่า

เรือที่นายช่างต่อดีแล้วย่อมแข็งแรง เมื่อถูกคลื่นกระทบแล้วไม่เสียหายฉันใด จิตของบุคคลใดเมื่อฝึกให้ดีแล้ว คลื่นของกิเลสกระทบเข้าย่อมไม่หวั่นไหว ก็ฉันนั้น

ฮธิบายว่า เมื่อบุคคลใดฝึกจิตนี้ให้มั่นอยู่ในศีล อยู่ในสมาธิ อยู่ในปัญญาเต็มที่แล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม ๘ ประการ ฉันนั้น คือ เมื่อมีลาภ มียศ มีสรรเสริญ และมีความสุขสบายใจ ก็ไม่เพลิดเพลินมัวเมาในลาภ เป็นต้น และเมื่อเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ถูกทุกข์ครอบงำกาย จิตก็ไม่หวั่นไหว คือไม่เศร้าโศกเสียใจ ทั้งนี้ก็เพราะมีปัญญาเห็นแล้วตามความจริงว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงแท้แน่นอนอะไรเลย มีเกิดขึ้นแล้วก็แปรปรวนแตกดับไปเป็นธรรมดา เหมือนกับเรือที่นายช่างต่อดีแล้ว ย่อมไม่หวั่นไหวต่อคลื่นฉันนั้น”

หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ






"จงปฏิบัติอย่างคนโง่ ไม่สำคัญว่าตนดี ถ้าติดดีขึ้นมาแล้ว มันแก้ยากกว่าติดชั่วเสียอีก "

...เจ้าตัวติดดีนี้ ก็จะทำให้เราเป็นชาล้นถ้วย ใคร ๆ เตือนก็ไม่ฟัง สำคัญว่าฉันเข้าวัดมาก่อน ฉันใกล้ชิดครูบาอาจารย์มากกว่า ฉันนั่งสมาธิเดินจงกรมมากกว่า ฉันรู้ข้อธรรมะมากกว่า แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้เป็นคนติดดีก็คือ ให้ยึดหลักที่พระ พุทธองค์และหลวงปู่ว่า

"จงคอยเตือนตนด้วยตนเอง" อยู่เสมอ ๆ ว่าเราปฏิบัติเพื่อละโลภ โกรธ หลง การจะให้ใคร ๆ มายกย่องว่าเราเก่ง เราดี อย่าให้มีในจิตใจ หากมันผุดขึ้นมา ก็ให้ละมันเสียด้วยการรู้เท่าทัน การมีการเป็น ไม่ใช่เป้าหมายมุ่งละกิเลส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตัวมานะที่ชอบเปรียบเทียบกับคนอื่น จับผิดคนอื่น ออกจากจิตใจ

บอกตัวเองว่าฉันจะ "ปฏิบัติอย่างคนโง่ ไม่สำคัญตนว่าดีแล้วรู้แล้ว" ตามที่หลวงปู่มั่นแนะนำ เช่นนี้แล้ว จึงจะพอมีทางให้ปฏิบัติ ไปได้ตลอดรอดฝั่ง ผ่านพ้นภาวะติดดี เพราะ ถ้าติดดีขึ้นมาแล้ว มันแก้ยากกว่าติดชั่วเสียอีก

..........
ธรรมคำสอน หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
(เล่าโดย หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10