Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
17 ตุลาคม, 2560, 07:15:34

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 5 hours ago 
เริ่มโดย ยามเฝ้าบอร์ด - กระทู้ล่าสุด โดย ยามเฝ้าบอร์ด
แบงก์ชาติเปิดดาวน์โหลดหนังสือรวมธนบัตรรัชกาลที่ 9 กว่า 30 แบบตลอดรัชกาล

เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงได้จัดทำ หนังสือธนบัตรรัชกาลที่ 9 เอกลักษณ์แห่งองค์พระมหากษัตริย์และความเป็นไทย ซึ่งได้รวบรวมภาพธนบัตรพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ออกใช้หมุนเวียนและธนบัตรที่ระลึกในโอกาสต่างๆ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2491 รวม 9 แบบ พร้อมให้ทุกท่านดาวน์โหลดได้ทั้งในรูปแบบ e-book และ ไฟล์ PDF​​​

ดาวน์โหลดแบบ E-Book : https://goo.gl/NRk3Kj

ดาวน์โหลดแบบ PDF : https://goo.gl/pspkVN

(ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์)

ข้อมูลจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย


 2 
 เมื่อ: 10 hours ago 
เริ่มโดย ยามเฝ้าบอร์ด - กระทู้ล่าสุด โดย ยามเฝ้าบอร์ด
เมื่อวานเป็นวันทอดกฐิน พอมาวันนี้ศรัทธาญาติโยมก็อยากจะทราบว่า จตุปัจจัยเมื่อวานนี้ยอดได้เท่าไร เกือบทุกแห่งทุกหนก็เป็นอย่างนั้น หลวงพ่อเองก็ไม่ได้มุ่งหมายมุ่งมั่นเรื่องยอดปัจจัย แต่เมื่อวานช่องเจ็ดก็มาสัมภาษณ์หลวงพ่อว่า ถ้าได้จตุปัจจัยมาแล้วหลวงพ่อจะทำอย่างไร

หลวงพ่อก็ว่าเมื่อปีที่แล้ววันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๙ ฝนตกไม่ขาดสาย น้ำก็ทะลักในเขตอำเภอนายูงมาทำกำแพงในวัดล้มไปร้อยกว่าเมตร ถนนก็ขาด สะพานก็ขาด พระก็แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเอาไม้ไผ่ไปปัก เอาสังกะสีเอากระเบื้องมาปิดช่องกำแพงไม่ให้สัตว์ป่าออกไปข้างนอก เพราะถ้าสัตว์ออกไป ไปเจอบางคนเขาก็ว่าสัตว์ออกจากวัดไปแล้วฆ่าไม่บาป เราก็สงสารมันก็เลยกันไว้ไม่ให้ออกไป ก็มีการใช้เงินทำกำแพงทำสะพานไป แต่ยังไม่ได้ทำถนน พอมาคราวนี้ได้จตุปัจจัยมาก็คงจะนำมาทำถนน และซ่อมสิ่งปลูกสร้างที่ทรุดโทรมไป ถ้ามีเงินเหลือก็คงนำไปร่วมสมทบทุนเจดีย์ขององค์หลวงตาตามที่หลวงพ่อเคยประกาศไว้ว่าทางกลุ่มวัดป่านาคำน้อยจะหาทุนมาสมทบเจดีย์หลวงตาห้าสิบล้านบาท

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
พระธรรมเทศนาเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๐

 3 
 เมื่อ: 20 hours ago 
เริ่มโดย ยามเฝ้าบอร์ด - กระทู้ล่าสุด โดย ยามเฝ้าบอร์ด
วิธีแก้วิปลาส

อาจารย์ผู้สอนก็ดี ลูกศิษย์ผู้เจริญภาวนาก็ดี เมื่อเข้าใจวิถีจิตที่เข้าเป็นฌานแล้ว จงระวังอุปกิเลส ๑๐ จะเกิดขึ้น ถ้าจิตเข้าถึงฌานแล้ว อุปกิเลสไม่ทั้งหมดก็อย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องเกิดขึ้นสำหรับนิสัยของบางคน แต่บางคนก็ไม่มีเลย ถ้ามันเกิดขึ้นเราควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

๑. เมื่ออุปกิเลสเกิดขึ้นแล้ว พึงทำความรู้เท่าว่า นี่เป็นอุปกิเลส เป็นอุปสรรคแก่วิปัสสนาปัญญา และอุปกิเลสนี้เกิดจากฌาน หาใช่อริยมรรคไม่ ถึงแม้วิปัสสนาญาณ ๙ แปดข้อเบื้องต้นก็เช่นเดียวกัน อย่าได้น้อมจิตส่งไปตาม ด้วยเข้าใจว่าเป็นของจริงของแท้ พึงเข้าใจว่านั่นเป็นแต่เพียงภาพอันเกิดจากมโนสังขาร คือจิตปรุงแต่งขึ้นด้วยอำนาจของฌานเท่านั้น

พึงหยิบยกเอาพระไตรลักษณญาณขึ้นมาตัดสินว่า อุปกิเลสทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะฌาน ฌานก็เป็นโลกิยะ อุปกิเลสก็เป็นโลกิยะ โลกิยะทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวรนั้นแหละเป็นทุกข์ เพราะทนต่อความเที่ยงแท้ถาวรไม่ได้ แล้วก็แตกสลายดับไปตามสภาพของมันเอง ซึ่งไม่มีใครจะมีอำนาจห้ามปรามไม่ให้มันเป็นเช่นนั้นได้ ซึ่งเรียกว่า อนัตตา

เมื่อยกเอาพระไตรลักษณญาณขึ้นมาตัดสิน ถ้าจิตเกิดปัญญาน้อมลงเห็นตามพระไตรลักษณะแล้ว จิตก็จะถอนออกจากอุปาทานที่เข้าไปยึดอุปกิเลสนั้น แล้วจะเกิดปัญญาญาณเดินตามทางอริยมรรคได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้าแก้อย่างนั้นด้วยตนเองไม่ได้ผล คนอื่นช่วยแก้ก็ไม่สำเร็จ เพราะผู้เป็นได้หลงเข้าไปยึดมั่นสำคัญเอาเป็นจริงเป็นจังเสียแล้ว บางทีจนทำให้ซึมเซ่อมึนงงไปหมดก็ดี จึงควรใช้วิธีที่ ๓ ซึ่งเป็นวิธีสุดท้าย

๒. เมื่อรู้เท่าทันและเห็นโทษอย่างนั้นแล้ว จงคอยระวังจิตอย่าให้จิตน้อมเข้าสู่ความสุขเอกัคคตารวมเป็นหนึ่งได้ และอย่ายึดเอาอารมณ์ใดๆ อันเป็นความสุขภายในของใจ แล้วจงเปลี่ยนอิริยาบถ ๔ ให้เสมอ อย่ารวมอินทรีย์อันเป็นเหตุจะให้จิตรวม แต่ให้มีการงานทำเพื่อให้มันลืมอารมณ์ความสุขสงบเสีย

แต่ถ้าจิตรวมลงไปจนเกิดวิปลาสขึ้นแล้ว จิตเข้าไปยึดถือจนแน่นแฟ้นจนสำคัญตัวว่าเป็นผู้วิเศษไปต่างๆนานา มีทิฐิถือรั้นไม่ยอมฟังเสียงใครๆ ทั้งหมด เมื่อถึงขั้นนี้แล้วก็ยากที่จะแก้ตัวเองได้  ถึงแม้อาจารย์หากไม่ชำนาญรู้จักปมด้อยของศิษย์ หรือไม่เคยผ่านเช่นนั้นมาก่อนแล้ว ก็ยากที่จะแก้ได้

๓. วิธีสุดท้าย คือใช้วิธีขู่ขนาบให้กลัวหรือให้เกิดความโกรธอย่างสุดขีด เอาจนตั้งตัวไม่ติดยิ่งดี แต่ให้ระวังอย่าให้หนีได้ ถ้าหนีไปแล้วจะไม่มีหนทางแก้ไขเลย เมื่อหายจากวิปลาสแล้วจึงทำความเข้าใจกันใหม่ วิธีสุดท้ายนี้ โดยมากมักใช้กับผู้ที่ติดในภาพนิมิตได้ผลดีเลิศ

ผู้ที่หลงติดในภาพนิมิต มีหัวรุนแรงกว่าความเห็นวิปลาส ฉะนั้น วิธีแก้จึงไม่ค่อยผิดแผกกันนัก

โดย พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (เทสก์ เทสรังสี) วัดหินหมากเป้ง จ.หนองคาย)

 4 
 เมื่อ: 16 ตุลาคม, 2560, 05:02:19 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"ให้ระลึกรู้ว่า
 เมื่อมีเหตุ ก็ต้องมีผล
 ทำเหตุลงไปแล้ว ไม่ได้รับผล
 มันไม่มีหรอก ในโลกนี้

 เหตุดี ก็ต้องได้รับผลดี
 เหตุชั่ว ก็ต้องได้รับผลชั่ว
 มันจะสูญหายไปไม่มี"

-:- หลวงปู่ขาว อนาลโย -:-



คนเราจะดีต้องอาศัยการฝึกฝน การอดทน ลำบากไปก่อน...
คนเรามิใช่อยู่เฉยๆ แล้วจะดี ต้องฝึกฝน ต้องอดทนศึกษาเล่าเรียน ทนความลำบากไปก่อน มันถึงจะสุขทีหลัง ถ้าสุขก่อน มันก็จะมาทุกข์ทีหลัง...

หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธมฺโม
 วัดป่าแก้วชุมพล อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร




อย่าไปอยู่ใกล้พระอรหันต์นาน"

“อย่าไปอยู่ใกล้พระอรหันต์นาน” เป็นอีกหนึ่งโอวาทคำเตือนสั่งสอนที่
#หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ #วัดสะแก จ.พระนครศรีอยุธยา
 ได้เมตตาตักเตือนศิษย์ของท่าน

ซึ่งแน่นอนว่าใคร ๆ ฟังประโยคนี้แล้วมักจะรู้สึกขัดๆ เพราะ #คนส่วนใหญ่มักเชื่อว่าอยู่ใกล้พระอรหันต์หรือพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนาน ๆ ก็น่าจะยิ่งดีสิ จะได้ใกล้ชิดแหล่งบุญ ใกล้ชิดแหล่งธรรมะ ใครอยู่ใกล้ชิดท่านถือว่ามีบุญมาก อย่างนี้เป็นต้น
 แต่ความละเอียดรอบคอบของหลวงปู่ท่านมีมากกว่าเรามาก ท่านจึงมองเห็นจุดที่เรามองไม่เห็นหรือมองข้าม

เราลืมตระหนักว่าที่ ๆ เป็น “เนื้อนาบุญ” อันเยี่ยมก็ย่อมเป็น “เนื้อนาบาป” ไปพร้อมกันด้วย

ดังที่ #พระพุทธองค์ตรัสรับรองว่าการล่วงเกินพระอริยเจ้านั้นเป็นกรรมหนัก

ตัวอย่างเช่น #นางขุชชุตตรา ที่อดีตชาติเคยเอ่ยปากให้พระภิกษุณีที่มาเยี่ยมที่บ้าน ส่งตระกร้า (เครื่องสำอาง) ให้
 กรรมนี้ทำให้นางขุชชุตตราต้องเกิดเป็นชนชั้นทาสอยู่หลายภพชาติ ฯลฯ นี่กรรมที่ดูเล็กน้อย (ในสายตาของเรา ๆ) ยังส่งผลถึงเพียงนี้

ดังนั้น หลวงปู่ท่านจึงเมตตาปกป้องลูกศิษย์ท่านไม่ให้ได้บาป โดยให้มีความละเอียดลออในเรื่องเหล่านี้ ขนาดว่าการเอ่ยปากให้ครูบาอาจารย์หยิบซอง (เพื่อจะใส่ปัจจัยทำบุญ) หลวงปู่ก็ยังให้หลีกเลี่ยงเลย

หลวงปู่ดู่ท่านจึงสอนไม่ให้อยู่ใกล้พระอรหันต์นาน เพราะโดยธรรมชาติของจิตที่ขาดปัญญา

#หากมีโอกาสได้ใกล้ชิดครูบาอาจารย์นานๆแล้ว ก็มักเกิดความยึดมั่นถือมั่นว่าเราเป็นศิษย์ใกล้ชิดหรือศิษย์ก้นกุฏิ สามารถพูดหยอกล้อ พูดไหว้วานให้ท่านหยิบโน่นทำนี่ให้ หรือถึงขนาดหยิบฉวยของในกุฏิท่าน (ซึ่งถือเป็นของสงฆ์) ได้ตามอำเภอใจ

#ในสมัยหลวงปู่มีชีวิต ก็เคยมีศิษย์ทำนองนี้ให้ได้เห็น ซึ่งบางครั้งนอกจากจะหยิบพระหรือวัตถุมงคลที่ท่านทำเอาไว้แจกกำนั่งสมาธิออกไปจากกุฏิโดยพละการแล้ว หนักเข้าก็หยิบแจกคนโน้นคนนี้ตามชอบใจ แล้วค่อยมาบอกกล่าวหลวงปู่ในภายหลัง (เข้าทำนองแจ้งเพื่อทราบ มิใช่กราบเรียนขออนุญาต)

ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันมิให้คนใกล้ตัวท่านต้องสะสมบาปโดยไม่รู้ตัว หากหลวงปู่ท่านสอนได้ท่านก็จะสอน หากสอนไม่ได้เพราะการทำตัวเป็นชาล้นถ้วย ไม่ฟังคำตักเตือนของใคร ๆ หลวงปู่ท่านก็จำต้องเอ่ยปากให้ออกไปเสียจากวัดสะแก

คำว่า “อย่าไปอยู่ใกล้พระอรหันต์นาน” เป็นโอวาทที่หลวงปู่มอบให้เพื่อไม่ให้พวกเราขาดทุนกำไร

ไปวัด ไปกราบ ไปสนทนากับครูบาอาจารย์ ก็ให้ได้บุญล้วน ๆ อย่าได้มีบาปกลับบ้านไปเลย น้อยหนึ่งก็อย่าให้มี
 นอกจากนี้ ยังถือเป็นจุดที่เอาไปต่อยอดให้เรามีความละเอียดลออกับเรื่องอื่น ๆ ให้สมกับว่าเป็นบัณทิตย่อมฝึกตน คือฝึกกายวาจาจิตให้ละเอียดสุขุมประณีตยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ให้ตระหนักว่าสิ่งใดเป็นกุศล สิ่งใดเป็นอกุศล สิ่งใดควร สิ่งใดไม่ควร ถ้าเป็นศิษย์ก็ทำตัวเป็นศิษย์ใหม่อยู่เสมอ ไม่ลามปามหรือตีตัวเสมอ

#ถ้าเป็นพระก็ทำตัวเป็นพระนวกะ (พระบวชใหม่) อยู่เสมอ เพราะธรรมชาติของพระบวชใหม่มักมีความสำรวมระวัง กลัวจะผิดศีลข้อนั้นข้อนี้

#ไม่ควรทำตัวแก่วัด แก่ครูบาอาจารย์ เพราะจะทำให้ขาดความสำรวมระวัง เอาครูบาอาจารย์เป็นเพื่อนเล่น กล้าพูดสวนและวานใช้ครูบาอาจารย์ หรือหยิบฉวยของ ๆ ท่านไปโดยพละการ

#เห็นชัดขึ้นว่าจิตสงบเป็นอย่างไร จิตฟุ้งเป็นอย่างไร จิตมีกำลังเป็นอย่างไร จิตขาดกำลังเป็นอย่างไร จิตเกิดธรรมสังเวชเป็นอย่างไร จิตเพลิดเพลินในอารมณ์เป็นอย่างไร ฯลฯ เมื่อมีดีในตัวแล้วก็ยังอุตส่าห์ปิดไว้ ไม่เปิดอวดใคร ๆ วางตัวอย่างที่หลวงปู่สอนว่าอย่าเที่ยวเปิดฝาหม้อแกง ไม่อย่างนั้นแกงจะไม่หอม
 เมื่อเห็นความเพียรและพัฒนาการหรือความก้าวหน้าในธรรมของน้อง ๆ ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นในรูปความเพียรที่สม่ำเสมอ (ขี้เกียจก็ทำ ขยันก็ทำ)

การมีหลักคิดที่สอดคล้องกับธรรม มีวินิจฉัยได้ว่าอะไรใช่ทางหรือไม่ใช่ทาง ไม่หยุดอยู่เพียงเรื่องวัตถุมงคลหรือการรู้การเห็นนิมิตต่าง ๆ ที่สำคัญ

#ไม่ยึดติดตัวบุคคลหรือครูบาอาจารย์จนมองข้ามคุณธรรมของครูบาอาจารย์ท่านอื่น ๆ

ดังนั้น การเข้าวัดก่อนหลังจึงไม่สำคัญเท่าชั่วโมงบินของความอุตสาหะฝึกหัดดัดกายวาจาจิตของตนเอง
 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปฏิบัติตามคำสอนของหลวงปู่ให้เกิดสาระประโยชน์จนได้ธรรมเป็นที่พึ่งแก่ตนเอง
 รวมทั้งการวางตัวอย่างผู้ใหม่ ผู้มีความนอบน้อมและสำรวมระวังอยู่เสมอ

การฝึกตนให้เป็นผู้มีความผู้อ่อนน้อมถ่อมตน มีสัมมาคารวะต่อธรรมและต่อครูบาอาจารย์อย่างเสมอต้นเสมอปลาย

#ตามโอวาทหลวงปู่ดู่ที่ว่า
“อย่าไปอยู่ใกล้พระอรหันต์นาน”




พระพุทธองค์
 ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
 ก็เพราะทรงชนะกิเลส คือ
 ละกิเลส ตัดกิเลส ฆ่ากิเลส
 ประหารกิเลสได้โดยเด็ดขาดนั่นเอง
ต้องดับกิเลสได้
 จึงจะถึงพระนิพพาน
 เพราะฉะนั้น จึงได้ตอบปัญหานี้
 โดยเทศนาโวหารว่ากิเลสดี.
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร)





"...น้ำลายในปาก ถ้าหากว่าเรายังไม่บ้วนออกมานี่ เราอมไว้ เราไม่รังเกียจและแถมกลืนได้ แต่พอบ้วนออกมาแล้ว เป็นอย่างไร มือไม่กล้าแตะ น้ำลายของใคร น้ำลายของเราเอง ระยำ..! อยู่ในปากสะอาด พอออกมาดันสกปรกเสียได้ ใช่ไหม

อาหารที่จะกินเข้าไป เราเลือกแล้วเลือกอีก ถ้าไม่ดี ไม่ชอบใจไม่กิน พอถ่ายออกมาเป็นอุจจาระ ไม่เอาเสียแล้ว ฮึ! ความจริงไม่น่าจะเปลือง เราเลือกกินแต่ของดี ถ่ายแล้วก็เก็บมันไว้ หิวแล้วก็กินใหม่ คงไม่เป็นเรื่องนะ นี่! เป็นอันว่าร่างกายของคนเรา ถ้าพิจารณากันไป มันสกปรกกันก่อนตาย..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

- ที่มา..คัดจากหนังสือโอวาทหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม. ๒ หน้า. ๑๑๙




"...เมื่อศีลบริสุทธิ์แล้ว สมาธิความตั้งมั่นก็จะมีมา แล้วให้ปลุกปัญญา ปัญญาก็จักเกิดมีขึ้นได้ คือ ให้หมั่นรําลึกถึงตัวตนอยู่เสมอว่า บ่ใช่ตัว บ่ใช่ตน จนเห็นแจ้งด้วยปัญญาของตน จึงเป็น สมุจเฉทปหาน กิเลสหมดแล้วจึงเป็นวิมุตติ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวลได้..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย



 5 
 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2560, 20:01:02 
เริ่มโดย ยามเฝ้าบอร์ด - กระทู้ล่าสุด โดย ยามเฝ้าบอร์ด
ไอ้เรื่องดี เรื่องชั่ว เรื่องบุญ เรื่องบาป เรื่องอะไร มันยังไม่ทำให้จิตใจเกลี้ยงถึงที่สุดอย่างนี้ บุญก็จะไปล้างบาป พอล้างบาปเสร็จแล้ว แล้วมันก็เกลี้ยง ไอ้บุญมันก็เลิกไป มันได้ความเกลี้ยงมาแทน เหมือนตัวเราสกปรกเราก็หาน้ำอาบ พออาบสะอาดแล้วมันก็ไม่ต้องการได้น้ำอีก มันก็ได้ตัวเนื้อที่เกลี้ยงอันผล นี้คือผลอันแท้จริงที่จะมีธรรมะหรือมีศาสนา ดังนั้นก็ให้พยายาม อย่างน้อยก็ได้รู้จักสิ่งนี้ โดยเปรียบเหมือนกับว่าได้ชิมแกงสักจิบหนึ่งเท่านั้น ก็ยังดีกว่าเปล่าซะเลย เพราะมันได้รู้ว่ารสชาติมันเป็นอย่างไร มันก็จะเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงโดยจิตใจกล้าหาญ มันไม่กลัวตาย ไม่กลัว ไม่กลัวทุกอย่าง
ถ้าคนที่รู้จักความว่างแล้วจะไม่กลัวทุกอย่าง ถ้ารู้จักแต่บุญกุศล มันก็กลัวว่าบุญกุศลจะหมด แล้วเป็นห่วงวิตกกังวลบุญกุศลจะหมด ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาสักนิดหนึ่งก็คิดว่า ทำไมบุญไม่ช่วย ไม่ได้อย่างที่เราต้องการ ไม่ได้สนุกสนาน เอร็ดอร่อย ตามที่เราต้องการ มันไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นเรื่องของ อวิชชา ความไม่รู้บางอย่างอยู่นั่นเอง
ก็ขอให้รู้จักว่าเราจะรู้สึกเป็นสุขที่สุดต่อเมื่อ จิตของเราว่าง จากความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู ไม่มีความรู้สึกว่าตัวกูของกูเมื่อไหร่เมื่อนั้นเป็นสบายที่สุด ก็ไปเปรียบเทียบเองก็แล้วกัน เวลาเรานอน นอนหลับไม่ฝัน มันไม่มีตัวกูของกูรบกวนมันก็สบาย ถ้านอนหลับแล้วยังฝันอยู่ วิตกกังวลอยู่มันก็ไม่สบาย เพราะเป็นตัวกูของกูยังรบกวนอยู่เสมอ
เวลาไหนก็ตามใจมันเผอิญมันบังเอิญรู้สึกสบายใจที่สุด ก็สังเกตดูให้ดีว่าเวลานั้นไม่มีความรู้สึกประเภทไอ้ที่เป็นตัวกูของกูมันรบกวน นี่ขอให้เข้าใจสิ่งนี้กันทุกคนแล้วสิ่งนี้ที่จะทำให้เป็นสุขที่สุด คือไม่หวังไม่อยาก ไม่ทะเยอทะยานอะไรที่สุดก็เป็นบุญจริงๆ คือล้างบาปได้ บุญที่มันเผาไป มันงมงายไปก็มี ไอ้บุญงมงายมันจะทำให้หิว หิวเป็นเปรตอยู่เรื่อยทั้งที่ว่ามีบุญ มีบุญ มันก็ต้องการบุญไม่รู้จักอิ่มจักพอ มันเสมือนความหวังในการที่จะถูกลอตเตอรี่ หิวเป็นเปรตอยู่เรื่อย มันไม่ใช่ว่ามีแล้วหยุดความพอใจได้แล้วนั้น เรามาเอาผลสุดท้ายของบุญที่เรียกว่า เกลี้ยง หรือว่าง หรือสงบเย็นให้มันดีกว่า
พุทธทาสภิกขุ
ที่มา : บรรยายธรรม ปี พ.ศ. ๒๕๑๖
#จดหมายเหตุพุทธทาส 9115160613000

 6 
 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2560, 19:14:02 
เริ่มโดย ยามเฝ้าบอร์ด - กระทู้ล่าสุด โดย ยามเฝ้าบอร์ด
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดา เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้ จึงปรารถนาบุตรเกิดในสกุล ฐานะ ๕ ประการเป็นไฉน คือ

บุตรที่เราเลี้ยงมาแล้วจักเลี้ยงตอบแทน ๑
จักทำกิจแทนเรา ๑
วงศ์สกุลจักดำรงอยู่ได้นาน ๑
บุตรจักปกครองทรัพย์มรดก ๑
เมื่อเราตายไปแล้ว บุตรจักบำเพ็ญทักษิณาทานให้ ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดา เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้แล จึงปรารถนาบุตรเกิดในสกุล ฯ

มารดาบิดาผู้ฉลาด เล็งเห็นฐานะ ๕ ประการจึงปรารถนาบุตรด้วยหวังว่า บุตรที่เราเลี้ยงมาแล้ว จักเลี้ยงตอบเรา จักทำกิจแทนเรา วงศ์สกุลจักดำรงอยู่ได้นาน บุตรจักปกครองทรัพย์มรดก และเมื่อเราตายไปแล้ว บุตรจักบำเพ็ญทักษิณาทานให้ มารดาบิดาผู้ฉลาดเล็งเห็นฐานะเหล่านี้ จึงปรารถนาบุตร

ฉะนั้นบุตรผู้เป็นสัปบุรุษ ผู้สงบ มีกตัญญูกตเวทีเมื่อระลึกถึงบุรพคุณของท่าน จึงเลี้ยงมารดาบิดา ทำกิจแทนท่าน เชื่อฟังโอวาท เลี้ยงสนองพระคุณท่าน สมดังที่ท่านเป็นบุรพการี ดำรงวงศ์สกุล บุตรผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีลย่อมเป็นที่สรรเสริญทั่วไป ฯ

ปุตตสูตร
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔

 7 
 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2560, 19:13:41 
เริ่มโดย ยามเฝ้าบอร์ด - กระทู้ล่าสุด โดย ยามเฝ้าบอร์ด
ถ้าบุคคลพึงรู้ว่าตนเป็นที่รัก ไม่พึงประกอบด้วยบาป เพราะว่าความสุขนั้นไม่เป็นผลที่บุคคลผู้ทำชั่วจะพึงได้โดยง่าย ฯ

เมื่อบุคคลถูกมรณะครอบงำ ละทิ้งภพมนุษย์ไปอยู่ ก็อะไรเป็นสมบัติของเขา และเขาย่อมพาเอาอะไรไปได้ อนึ่งอะไรเล่าจะติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตนไป ฉะนั้น ฯ

ผู้ที่มาเกิดแล้วจำจะต้องตายในโลกนี้ ย่อมทำกรรมอันใดไว้ คือเป็นบุญและเป็นบาปทั้งสองประการ บุญและบาปนั้นแลเป็นสมบัติของเขา และเขาจะพาเอาบุญและบาปนั้นไป (สู่ปรโลก)

อนึ่ง บุญและบาปนั้นย่อมเป็นของติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตนไป ฉะนั้น ฯ
 
เพราะฉะนั้น บุคคลพึงทำกัลยาณกรรมสะสมไว้เป็นสมบัติในปรโลก (เพราะว่า) บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก ฯ

ปิยสูตรที่ ๔

 8 
 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2560, 19:13:19 
เริ่มโดย ยามเฝ้าบอร์ด - กระทู้ล่าสุด โดย ยามเฝ้าบอร์ด
ถูกแล้วๆ มหาบพิตร ก็ชนบางพวกย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่รักษาตน
ถึงแม้ชนพวกนั้นจะมีพลช้าง พลม้า พลรถ หรือพลเดินเท้า คอยรักษา ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้นก็ชื่อว่าไม่รักษาตน

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่าการรักษาเช่นนั้นเป็นการรักษาภายนอก มิใช่เป็นการรักษาภายใน ฉะนั้น ชนพวกนั้นจึงชื่อว่าไม่รักษาตน

ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน
ถึงแม้ชนพวกนั้นจะไม่มีพลช้าง พลม้า พลรถหรือพลเดินเท้า คอยรักษา ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้นก็ชื่อว่ารักษาตน

ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่าการรักษาเช่นนั้นเป็นการรักษาภายใน มิใช่เป็นการรักษาภายนอก ฉะนั้น ชนพวกนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน ฯ

พระผู้มีพระภาคผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้
จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
 
การสำรวมด้วยกายเป็นการดี การสำรวมด้วยวาจาเป็นการดี
การสำรวมด้วยใจเป็นการดี การสำรวมในที่ทั้งปวงเป็นการดี
บุคคลสำรวมในที่ทั้งปวงแล้วมีความละอายต่อบาป เรากล่าวว่าเป็นผู้รักษาตน ฯ

อัตตรักขิตสูตรที่ ๕
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗

 9 
 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2560, 19:11:52 
เริ่มโดย ยามเฝ้าบอร์ด - กระทู้ล่าสุด โดย ยามเฝ้าบอร์ด
ถ้าบุคคลพึงรู้ว่าตนเป็นที่รัก ไม่พึงประกอบด้วยบาป เพราะว่าความสุขนั้นไม่เป็นผลที่บุคคลผู้ทำชั่วจะพึงได้โดยง่าย ฯ

เมื่อบุคคลถูกมรณะครอบงำ ละทิ้งภพมนุษย์ไปอยู่ ก็อะไรเป็นสมบัติของเขา และเขาย่อมพาเอาอะไรไปได้ อนึ่งอะไรเล่าจะติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตนไป ฉะนั้น ฯ

ผู้ที่มาเกิดแล้วจำจะต้องตายในโลกนี้ ย่อมทำกรรมอันใดไว้ คือเป็นบุญและเป็นบาปทั้งสองประการ บุญและบาปนั้นแลเป็นสมบัติของเขา และเขาจะพาเอาบุญและบาปนั้นไป (สู่ปรโลก)

อนึ่ง บุญและบาปนั้นย่อมเป็นของติดตามเขาไปประดุจเงาติดตามตนไป ฉะนั้น ฯ
 
เพราะฉะนั้น บุคคลพึงทำกัลยาณกรรมสะสมไว้เป็นสมบัติในปรโลก (เพราะว่า) บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก ฯ

ปิยสูตรที่ ๔

 10 
 เมื่อ: 15 ตุลาคม, 2560, 19:05:47 
เริ่มโดย ยามเฝ้าบอร์ด - กระทู้ล่าสุด โดย ยามเฝ้าบอร์ด
วันนี้เราบ่นว่ายุ่งยาก เราบ่นว่าลำบาก บ่นว่าไม่มีโอกาส วันหน้าเราก็จำต้องบ่นอีกต่อไป ผู้จะมาปลดเปลื้องความยุ่งเหยิงขัดข้องหรือโอกาสเวล่ำเวลาให้เรานั้น ไม่มีใครจะสามารถมาเปลื้องให้ได้ เพราะใครก็ต้องเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิงขัดข้องด้วยกันทั่วทั้งโลกอันนี้ เราอยู่ในบ้านคนเดียวมีกายอันเดียว ไม่เกี่ยวข้องกับใครก็บ่นอยู่ภายในบ้านคนเดียว วุ่นวายอยู่คนเดียว คนอื่นบ้านอื่นเข้าใจว่าไม่ยุ่งยากเหมือนกับเรา เราก็จะเห็นว่าในโลกนี้หรือในแผ่นดินอันนี้มีแต่เราคนเดียวเป็นผู้รับเคราะห์กรรม ความยุ่งยากความทุกข์ก็จะมีแต่เราคนเดียว ความยุ่งเหยิงใด ๆ ก็จะมีแต่เรารับเสียคนเดียว
.
โปรดได้เปิดประตูบ้านออกไปมองดูคนภายนอก จะเห็นคนอื่นที่เป็นทุกข์เช่นเราหรือยิ่งกว่าเราอีกเป็นคนที่สอง เดินออกนอกบ้านไปก็ยิ่งจะเห็นคนที่สาม ที่สี่เป็นลำดับ ยิ่งเดินออกไปไกล ก็ยิ่งจะเห็นคนเป็นจำนวนมากซึ่งเต็มไปด้วยความยุ่งยากเช่นเดียวกับเรา เราเป็นอย่างไร เขาก็เป็นเช่นนั้น ความทุกข์ความยุ่งเหยิงทั้งมวล เราลองไปถามเขาดูว่า มีความทุกข์ความยุ่งเหยิงเช่นเดียวกับเราหรือไม่ โอกาสเวลาเขาจะมีหรือไม่ หรือไม่มีเฉพาะเรา ก็จะทราบได้ทันทีว่าคนในโลกนี้ สัตว์ในโลกนี้ไม่มีใครจะอยู่เหนือความทุกข์ความยุ่งเหยิงไปได้ แม้โอกาสและความสะดวกขัดข้องก็อยู่กับคนเรา ซึ่งจะให้โอกาสและความขัดข้องแก่ตนโดยทางใดเท่านั้น นอกจากตัวเราเองจะฝ่าฝืนตัวเราเพื่อทางเจริญแห่งโภคทรัพย์และสมบัติภายในใจแล้ว ไม่มีทางอื่นจะทำได้
.
แม้พระพุทธเจ้า ถ้าจะรอโอกาส รอวาสนา รอเวล่ำเวลา รอการงานให้เบาบางลงไปเสียก่อนจึงจะออกบำเพ็ญสมณธรรมแล้ว ป่านนี้พระองค์จะไม่ปรากฏเป็นศาสดาของโลก ให้เราทั้งหลายได้กราบไหว้เคารพนับถือเลย แต่พระองค์เป็นศาสดาได้ ก็เนื่องจากพระองค์เห็นว่าความไม่มีโอกาสก็ดี ความยุ่งยากก็ดี ก็คือพระองค์ผู้เดียว ความหิวกระหายทั้งหลายมีอยู่ในธาตุในขันธ์ของพระองค์ พระองค์จะต้องรับประทานอาหาร ผู้ใดจะมารับประทานแทนพระพุทธเจ้าไม่ได้ แม้กิเลสอาสวะที่มีอยู่ภายในใจของท่าน ก็เป็นภาระจะทรงทำหน้าที่ถอดถอนออกจนไม่มีอะไรเหลือ ผลที่ทรงได้รับจากความเพียรไม่ท้อถอย จึงปรากฏเป็นมหัศจรรย์ไปทั่วโลกธาตุประหนึ่งโลกธาตุหวั่นไหว

..................................................................

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๐๕
"เนื้อนาบุญ"

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10