Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
24 มิถุนายน, 2560, 00:27:50

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 20 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
ปกิณกะธรรม 10
 ....................................

• ช่วยผู้อื่นต้องมีกำลังมากพอ

 ทุกวันที่ตื่นขึ้นมา เราต้องคิดว่าจะทำอะไรดีๆ ให้คนที่เรารัก สิ่งดีๆที่ทำให้ได้ ก็คือการทำให้เขาเข้าถึงหลักธรรมให้ได้ ดังนั้น เราเองต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อน ต้องทำดีก่อน เมื่อเราทำดีแล้ว เราก็จะสามารถสร้างสิ่งที่ดีให้คนที่เรารักได้ เราเริ่มจากการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ ก่อน เวลาปฏิบัติ เราต้องติดตามดูว่าทำไมเราจึงรักษาศีลไม่ได้ ติดขัดอะไรให้แก้ไป ทำไมเราเจริญปัญญาไม่ได้ แล้วจะได้หาทางปรับปรุงวิธีการใหม่ให้เหมาะสม

คนที่จะช่วยผู้อื่น ต้องมีกำลังมากพอ ไม่เช่นนั้นจะช่วยไม่ได้ ให้ดูตัวอย่างพระโพธิสัตว์นกคุ่ม ขณะเป็นลูกนกยังเล็กอยู่ ไม่มีกำลังจะดับไฟได้ จึงใช้วิธีทำสัจกิริยา (ด้วยคุณความดีคุณแห่งศีลที่ท่านได้สะสมมานาน) ขอให้ไฟเลี่ยงไป จึงไม่เกิดอันตราย (อ้างถึง หนังสือนิทานชาดก เล่มที่ ๑ โดยพระมหาสุนทร สุนฺทรธมฺโม (เสนาซุย))

• การปฏิบัติธรรมของสตรี

ผู้หญิงให้ศึกษาสิกขาบทพระธรรมวินัยของภิกษุณีเป็นแนวทางแบบอย่าง ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนไว้แล้ว ทำด้วยศรัทธาไปก่อน ทำตามกำลังเพื่อเพิ่มกำลัง เพิ่มอินทรีย์ ๕ เพื่อไปสู่พระอริยสัจ ๔ และมรรคมีองค์ ๘ ให้เจริญสติให้มาก ให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ว่านอนสอนง่าย ไม่ดื้อดึง ไม่สอนภิกษุ ไม่ว่าภิกษุ ต้องลดทิฐิมานะลงไปเรื่อยๆ จนไม่มี คนเขาว่าก็ฟังได้ คนเขาชมก็ฟังได้ ต้องไม่มีตัวตน ผู้หญิงที่ปฏิบัติธรรมควรอยู่กันเป็นหมู่คณะ จึงจะเกื้อกูลกันให้การปฏิบัติธรรมก้าวหน้าไปได้

พระอาจารย์บัณฑิต สุปณฺฑิโต







นักรบ นักหลบ นักหลีก

นักรบ มีโอกาสที่จะชนะข้าศึกได้
 นักหลบ มองไม่เห็นทางที่จะชนะข้าศึกได้เลย
 นักบวช ต้องสมัครเป็นนักรบ นักบวชก็คือ นักรบ เป็นนักหลบไม่ได้

 เข้ามาในวงการสถาบันของนักบวช ก็คือ เข้ามาในวงการนักรบนั่นเอง ถ้าเรารบในที่นี้ ไม่ใช่มุ่งชนะผู้อื่นผู้ใด มุ่งชนะเราเอง นักบวช นับตั้งแต่พระพุทธเจ้า พระสาวกของพระพุทธเจ้าเป็นนักรบทั้งนั้น มุ่งในการที่จะรบกับกิเลสเจ้าของนั่นเอง รบกับตนเอง รบกับกิเลสตนเอง เพราะภายในจิตในใจมีแต่สิ่งที่เป็นข้าศึกอยู่มาก

นักบวช ก็คือ นักรบ ที่ชนะข้าศึกที่กวนบ้านกวนเมือง กวนจิต กวนใจ ไม่ให้จิตใจมีโอกาสได้พักผ่อน สงบ ร่มเย็น เพราะข้าศึกมันกวนอยู่เสมอ ข้าศึกที่กวนจิตกวนใจนี้ นักรบมีโอกาสที่จะชนะได้ ถ้าหากเป็นนักหลบ มีแต่ที่จะแพ้ ปราชัยอย่างเดียว เพราะไม่มีโอกาสที่จะประหารข้าศึก มันมีแต่หลบ มีแต่แพ้ มีแต่ยกธงขาว ข้าศึกมันกวนจิต กวนใจ และมันกวนเสมอ ข้าศึกที่เค้ารบกันยังมีการพักรบ พักผ่อน และบางที่พักเป็นหลายๆวัน เป็นเดือนก็มี

แต่ข้าศึกที่มันรบที่มันกวนจิตกวนใจนี้ มันไม่มีเวลาพักผ่อน ตั้งแต่เช้าตื่นขึ้นมา บางทีมันกวนตั้งแต่เวลาตื่น นอนตื่นมาเมื่อไร มันกวนเมื่อนั้น สารพัด อาวุธที่มันจะเอามาประหัตประหารจิตใจ สิ่งที่เราชนะ สิ่งที่เราทำ ข้าศึกมันเอา สิ่งที่เรารัก สิ่งที่เราชัง นี่ล่ะมาเป็นอาวุธที่จะประหัตประหารจิตใจของเราอยู่เป็นประจำ

นักบวชนักรบ จะต้องมีอาวุธ คือ “ธรรม”
นักบวชนักรบ จะต้องมีอาวุธ คือ “สติ”

สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม นักบวชจะต้องมีอาวุธ คือ ศีล ธรรมชาติ ศีล สมาธิ สติเป็น ธรรมาวุธ ที่ประหารข้าศึก คือ กิเลส ที่กวนใจ กิเลสมี อย่าง หยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ธรรมะ-อาวุธ ที่จะมาประหัตประหารกิเลส ก็มีอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด มองไปก็ไม่เห็น เพราะกิเลสมันอยู่ภายในจิต ในใจเรานี้

ธรรมเทศนา (บางส่วน)
พระอาจารย์ แบน ธนากโร
 วัดดอยธรรมเจดีย์ สกลนคร








วิธี เดินจงกรม ภาวนา

การเดินจงกรม ให้สติกับใจอยู่กับการเดิน อย่าให้ใจลอยไปคิดถึงคนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ ให้อยู่กับเท้าก็ได้ เช่นเดินไปก็ดูเท้า เท้าซ้าย เท้าขวา เวลาก้าวเท้าซ้ายก็ว่าซ้าย เวลาก้าวเท้าขวาก็ว่าขวา เดินธรรมดาๆ ไม่ต้องหัดเดิน ให้เดินแบบที่คนเดินเป็นแล้ว ไม่ต้องหัดเดิน ยก ก้าว วาง หนอ อันนี้มันไม่จำเป็น ให้เดินตามธรรมดา

เดินจงกรมให้เดินในท่าสำรวม เอามือไขว้ใว้ข้างหน้า อย่าเอามือไชว้ใว้ข้างหลัง มือไชว้ใว้ข้างหลังนี้เป็นท่าขุนนาง ไม่บูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

การเดินจงกรม ถือว่าเป็นการปฏิบัติบูชา บูชา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต้องมีท่ากิริยาที่อ่อนน้อม สำรวม เวลาเดิน มือขวาทับมือซ้ายใว้ข้างหน้า สายตาก็ทอดข้างล่าง มองไปข้างหน้า อย่าหันไปทางซ้าย อย่าหันไปทางขวา อย่าไปมองบนท้องฟ้าดวงดาว ดูอะไรต่างๆ นั่นแสดงอาการใจลอย ให้ใจอยู่ที่เท้าที่เราเดิน หรือจะใช้คำบริกรรม พุทโธ ก็สติกับใจอยู่กับคำบริกรรม พุทโธ พุทโธ ไป แต่ก็ยังต้องดูเท้าอยู่ดี เพราะถ้าไม่ดู เจองูข้างหน้าก็อาจเดินไปเหยียบมันเข้า

ครูบาอาจารย์ท่านว่า การเดินจงกรมในป่า จะทำให้มีสติดี มันจะไม่ทำให้ใจลอยง่าย ถ้าเดินในที่ปลอดภัย มันจะไม่ดูที่เท้า มันจะไปดูที่โน่นที่นี่ เห็นโน่นเห็นนี่ไป แล้วใจก็ปรุงแต่งไป แทนที่ใจจะว่าง ใจจะสงบ ก็เลยไม่ว่างไม่สงบ

การเดินจงกรมต้องพยายามให้มีอะไรคอยกำกับใจ ควบคุมใจ เช่นการเฝ้าดูเท้าที่เราเดิน หรือคำบริกรรม พุทโธ พุทโธ ไป แต่การเดินจงกรมไม่สามารถทำให้จิตสงบเป็นสมาธิได้ คือจะทำให้ไม่ฟุ้งซ่าน ทำให้ใจว่างได้ แต่ไม่ถึงกับ จิตรวม ถ้าอยากจะให้จิตรวม ก็ต้องไปนั่งสมาธิต่อ พอใจรู้สึกเย็น สบาย เบา ก็ไปนั่งหลับตาภาวนา แทนที่จะดูเท้า ก็ดูลมหายใจแทน ดูลมหายใจเข้า เหมือนกับเราดูเท้า หายใจเข้า หายใจออก พุทโธ พุทโธ ไป เอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ข้อสำคุญอย่าให้ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เวลานั่งสมาธิเกิดมีอะไรมาให้รับรู้ก็อย่าไปสนใจ ให้อยู่กับพุทโธ อยู่กับลมหายใจ แล้วใจจะสงบต่อไป

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 ธรรมะบนเขา ณ จุลศาลา เขตปฏิบัติธรรมเขาชีโอน
 วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี
 วันที่ 20 มิถุนายน 2560








"แผ่เมตตา"

ถาม : สวดมนต์อย่างเดียวแต่ไม่ได้นั่งสมาธิ แล้วสวดแผ่เมตตาให้คนที่ล่วงลับไปแล้วเขาจะได้รับบุญไหมคะ

พระอาจารย์ : ไม่ได้หรอก เพราะบุญยังไม่เกิด มันยังไม่ได้ผลจากการสวดมนต์นั่งสมาธิ จิตยังไม่เป็นสมาธิ สองพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้อุทิศบุญด้วยการนั่งสมาธิ ท่านสอนให้เราอุทิศบุญด้วยการทำทาน ถ้าอยากจะทำทานก็อย่างที่ญาติโยมนี้ ซื้อข้าวซื้อของมาถวายพระแล้วก็อุทิศบุญได้เลย ง่ายกว่า ง่ายกว่ามานั่งสมาธิ แล้วนั่งก็ยังไม่สงบอยู่ดี จิตยังไม่รวม รวมแล้วก็ไม่รู้ว่าอุทิศได้หรือเปล่า เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้อุทิศแบบนี้ ท่านสอนให้เราอุทิศด้วยการทำทาน ฉะนั้นถ้าอยากอุทิศบุญก็ต้องทำทาน ถ้าต้องการจะแผ่เมตตาก็ต้องไปแผ่ตอนที่เราพบปะกัน ไม่ใช่นั่งคนเดียวแล้วไปแผ่ นั่งคนเดียวแล้วไปแผ่ ขอให้ท่านมีความสุขนะ แล้วพอมาเจอหน้ากันก็ด่ากันทะเลาะกัน จะแผ่เมตตาต้องแผ่ตอนที่เราพบกัน ที่เราสวดนั้นไม่ได้เป็นการแผ่ เป็นการสวดสอนใจ สอนให้เรารู้จักวิธีแผ่ว่าเราก็ต้องมีความเมตตาต่อกัน แล้วเวลาเราเจอกันเราจะได้แผ่เมตตาเป็น แต่ตอนที่เราอยู่คนเดียวไม่ได้แผ่เพราะไม่มีใครมารับความเมตตาจากเรา เราต้องแผ่ตอนที่เราเจอกัน เนี่ย อย่างตอนนี้ญาติโยมมาหาที่นี่ก็มาแผ่เมตตา เอาข้าวของมาให้พระสงฆ์องค์เจ้า ก็มีความปรารถนาให้พระสงฆ์องค์เจ้าอยู่อย่างสุขอย่างสบาย ก็เป็นความเมตตาอย่างหนึ่ง หรือถ้าทะเลาะกันก็ให้อภัยกัน อย่าทะเลาะวิวาทกัน อย่าอาฆาตพยาบาทจองเวรจองกรรม นี่ก็เป็นการแผ่เมตตา หรือทำอะไรก็อย่าไปทำร้ายกัน ทำงานแข่งขันกันก็แข่งกันด้วยกฎกติกาด้วยความเป็นสุภาพบุรุษสุภาพสตรี ทำไปตามกฎกติกา แพ้ชนะก็แพ้ชนะตามกฎกติกาไป ไม่ใช่เล่นกันแบบทำร้ายกัน ตัดแข้งตัดขากันอะไรอย่างนี้ ขัดแข้งขัดขากัน อันนี้ก็ไม่ใช่เป็นความเมตตา.

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







"...สงบแต่ปาก ใจไม่สงบก็ไม่ได้ ต้องให้ใจสงบ ใจสงบก็คือว่าเมื่อฟุ้งซ่านรั่วไหลไปที่อื่น ก็ให้คอยระวัง นึกน้อมสอนใจของตัวเองด้วยว่า ความเกิดเป็นทุกข์ เกิดมาแล้ว เป็นทุกข์อย่างนี้แหละ จะไปเอาสุขที่ไหนในโลก ที่ไหนมันก็ทุกข์เท่าๆ กัน เอาสิ่งเหล่านี้ มาเตือนใจตัวเอง..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร







"...คุณของเมตตาคือความเย็น เมตตามีที่ใดความเย็นมีที่นั้น ผู้มีเมตตาเป็นผู้มีความเย็นสำหรับเผื่อแผ่ และผู้ยอมรับเมตตาก็จักได้รับความเย็นไว้ด้วย

ผู้มีเมตตา หรือผู้ให้เมตตาเป็นผู้เย็น เพราะไม่มุ่งร้ายผู้ใด มุ่งแต่ดี มีแต่ปรารถนาให้เป็นสุข เมื่อความไม่มุ่งร้ายมีอยู่ ความไม่ร้อนก็ย่อมมีอยู่เป็นธรรมดา

ความปรารถนาด้วยจริงใจให้ผู้อื่นเป็นสุข ก็เท่ากับปรารถนาให้ตัวเองเป็นสุข จะให้ผลเป็นคุณแก่ตนเองก่อน เช่นเดียวกับการมุ่งร้ายต่อผู้อื่น ก็จะให้ผลเป็นโทษแก่ตนเองก่อน

 จึงควรมีสติรู้ตัว ว่ามีความมุ่งร้ายหรือปรารถนาดี จะทำให้ผู้อื่นมีสุขอย่างไร..."

พระโอวาทธรรมคำสอน..
องค์สมเด็จพระญาณสังวร(เจริญ สุวัฑฺฒโน)
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
 พระองค์ที่๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์







คำสอนหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง
 วิธีจูงจิตผู้ป่วยใกล้ตาย..."ถ้าป่วยใหม่ๆ อาตมาแนะนำให้ทำดังนี้คือ
 ๑) ให้นำพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร
 พร้อมอาหารและของใช้ที่จำเป็น นำไป
 ให้ผู้ป่วยเห็นและให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า
 "ของทั้งหมดนี้ขอถวายเป็นสังฆทานแก่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเพื่ออุทิศส่วนกุศลผลบุญทั้งหมดนี้ให้เจ้ากรรมนายเวรของผู้ป่วยได้โมทนาและอโหสิกรรมให้ผู้ป่วยด้วย"

แล้วญาติก็นำของทั้งหมดไปถวายพระเป็นสังฆทาน จิตใจของผู้ป่วยจะได้สบายเพราะได้เห็นพระพุทธรูปและได้ทำบุญ

๒) ถ้าจะให้ดีขึ้นไปอีก ก็ควรนำเงินจะมากหรือน้อยตามแต่ศรัทธาให้ผู้ป่วยถือไว้และให้ตั้งจิตอธิษฐานว่า

"เงินจำนวนนี้ขอถวายชำระหนี้สงฆ์
 ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเคยไปหยิบหรือนำของสงฆ์มาโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม"

๓) ในระหว่างที่นอนป่วยอยู่
 ควรนำพระพุทธรูปมาตั้งไว้ให้ผู้ป่วยได้มองเห็น อย่าไปตั้งไว้ในที่ผู้ป่วยเห็นไม่ถนัด ผู้ป่วยลืมตาขึ้นมาเมื่อใดก็จะเห็นพระทันที จิตของผู้ป่วยจะได้จับอยู่ที่พระใจจะสบายช่วยให้คลายจากทุกขเวทนาได้บ้างและถ้าตายเมื่อใดก็จะไม่ลงนรก

๔) ถ้าป่วยมากมีทุกขเวทนามาก ควรแนะนำสั้นๆ ให้นึกถึงพระพุทธเจ้าหรืออย่างใดอย่างหนึ่งดีกว่าถ้าไปแนะนำยาวๆ จะเกิดอาการกลุ้ม

๕) ถ้าต้องการให้ผู้ป่วยตายแล้วไปพระนิพพาน ให้นึกภาวนาว่า "นิพพานัง สุขัง"ถ้าคิดว่าป้องกันไม่ให้ลงนรก
 ก็ให้ภาวนาว่า "พุทโธ" ให้บอกสั้นๆ อย่าบอกยาว

๖) ถ้าผู้ป่วยภาวนาไม่ไหว ก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ให้นึกถึงพระไว้หรือจะนึกถึงพระสงฆ์ก็ได้อย่าไปแนะนำยาวๆ เพราะเวลานั้นทุกขเวทนามากจะทำให้กลุ้ม ดีไม่ดีจิตใจเขาดีอยู่แล้ว ถ้าแนะนำไม่ดี พูดมากไปเขาจะกลุ้ม จะทำให้ลงนรกไป
 ให้ดูตาคนป่วย ถ้าตาลอยๆ ตาปรือๆ
 อย่าไปพูดมากฉะนั้น การแนะนำคนป่วยก่อนตาย ต้องระมัดระวัง
 ให้ดี..."

จาก : หนังสือ ตายไม่สูญ...แล้วไปไหน
 โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน







บรรดาธรรมทั้งหลาย ล้วนมีใจเป็นผู้นำใจสำคัญที่สุดใจเป็นผู้รังสรรค์ หากใจเศร้าหมอง ไม่ว่าพูดหรือทำทุกข์ย่อมตามติด ประหนึ่งล้อเกวียนหมุนเวียนตามรอยเท้าโค บรรดาธรรมทั้งหลาย ล้วนมีใจเป็นผู้นำใจสำคัญที่สุด ใจเป็นผู้รังสรรค์ หากใจผ่องใสไม่ว่าจะพูดหรือทำ สุขย่อมติดตัวประหนึ่งเงาตามตน ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก มันถูกต้องอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด
โอวาทธรรม ..หลวงพ่อชา สุภัทโท







"อุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ความสำคัญว่านั้นเป็นเรานี้เป็นของเรา นั้นเป็นของสวยของงาม มันจะจางลงไป ๆ ความจริงนี้จะเด่นขึ้นๆ ความจริงก็คืออะไร ก็ตามความเป็นจริงแล้วไม่ได้งามอะไรนี่ กิเลสมันหลอกเราต่างหาก เราโง่เราก็ติด เพราะเรายังไม่มีเครื่องต่อสู้หรือเครื่องชะล้าง ก็ไม่เห็นความจริง เมื่อเราชะเราล้างด้วยปัญญาหลายครั้งหลายหน ก็เห็นเป็นความจริงขึ้นมา นี่ปัญญาปรากฏขึ้นแล้วที่นี่ อ๋อ ปัญญาในตำรานั้นคือชื่อ ส่วนองค์ของปัญญาแท้เป็นอย่างนี้ เอ้า ปัญญาขั้นใดปรากฏขึ้นในตัวของเรานี้เป็น สนฺทิฏฺฐิโก ประกาศกังวานอยู่ภายในตัวนี้ ปัญญาขั้นนี้สามารถแก้กิเลสประเภทนั้นได้ ปัญญาขั้นนั้นแก้กิเลสประเภทนั้น ปัญญาขั้นนั้นแก้ประเภทนั้น เพราะมันแก้ไปโดยลำดับ

ทีนี้ก็มาคำนวณย้อนหลัง อ๋อ ปัญญาขั้นนี้แก้อย่างนั้นๆ ปัญญาขั้นนั้นแก้อย่างนั้น ไปข้างหน้ามีแต่ชุลมุนวุ่นวายฟัดกันไปไม่หยุดยั้ง จนกระทั่งกิเลสพังลงไปๆ ปัญญาแจ่มขึ้นมาๆ นั่นปัญญาก็เห็นที่ใจของเรานี่ จนกระทั่งปัญญามีความเกรียงไกร ก้าวเข้าสู่มหาสติมหาปัญญา ก้าวเข้าสู่ภาวนามยปัญญา ซึ่งเป็นธรรมชาติที่หมุนตัวโดยอัตโนมัติ เช่นเดียวกับกิเลสที่มันมีอำนาจมาแต่ก่อน มันเคยหมุนตัวของมันทำงานของมัน สั่งสมตัวของมันอยู่บนหัวใจของเรานั้นแล"


หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๓๒

 2 
 เมื่อ: 22 มิถุนายน, 2560, 07:46:29 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

"อยู่ก็ให้เหมือนอยู่คนเดียว แม้จะมีเพื่อนฝูงมากขนาดไหนก็ให้ทำความรู้สึกตัวอยู่กับความเพียร ประหนึ่งว่าเป็นคนคนเดียว สองกับความเพียรเท่านั้น ให้หมุนกันอยู่อย่างนั้นนั่นแหละเหมาะ ขอให้ใจนี้ได้หลุดพ้นไปเถอะ เป็นยังไงแดนอัศจรรย์ ตั้งแต่เกิดมาเราไม่เคยเห็น ได้ยินแต่ท่านพูดให้ฟัง ธรรมท่านแสดงไว้แต่ไม่เคยปรากฏในหัวใจเราเลย เราก็เอาความแน่นอนไม่ได้ เมื่อเจอเข้าอย่างจังๆ แล้ว ดังพระสาวกท่านตรัสรู้หรือบรรลุธรรมตามพระพุทธเจ้าเท่านั้น หมอบราบเลยด้วยการยอมรับพระพุทธเจ้า เพราะความบริสุทธิ์ความหลุดพ้นจากทุกข์นั้นเป็นอันเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องทูลถามพระพุทธเจ้า นั่นเป็นผู้หมดห่วงหมดใยหมดภาระกังวลทุกสิ่งทุกอย่าง หมดโดยสิ้นเชิงก็คือผู้สิ้นจากกิเลส สิ้นแล้วรู้แล้วประจักษ์อยู่ในปัจจุบันนั้น นี่แหละผลแห่งการประพฤติปฏิบัติธรรม"


หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๓





อดีตชาติของหลวงปู่ เคยเกิดเป็นไส้เดือน หลวงปู่เน้นหนักเรื่องการรักษาศีล ภาวนา อันเป็นเครื่องถอดถอนกิเลส เพราะหลวงปู่รู้แจ้งเห็นจริงแล้ว จึงบอกให้ลูกศิษย์ประพฤติปฏิบัติ แสดงออกแต่ละบทแต่ละบาทไม่สะทกสะท้านพูดอย่างอาจหาญ หลวงปู่ท่านเคยเล่าว่า ครั้งหนึ่งท่านเคยเป็นไส้เดือนเพราะไปล้อมรั้วสวนแล้วล้ำเอาที่ดินเขาแค่ไม่ถึงศอก ตายไปตกนรกพอหมดกรรมจากนรกขึ้นมา ต้องมาใช้เศษผลกรรม จึงได้มาเกิดเป็นไส้เดือนตรงที่เอาที่ดินของเขานั้นเอง จนหมดเศษกรรม...ประวัติหลวงปู่คำตา ทีปังกโร
 วัดป่าภูคันจ้อง บ้านคำด้วง ต.คำด้วง อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี





เรื่องเปรต (หลวงปู่แหวน สุจิณโณ...•เมื่อครั้งที่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ บวชได้ไม่กี่พรรษา และมีวาสนาถวายตัวเป็นศิษย์ของท่าน พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต ท่านได้รับคำสั่งสอนแนะนำในข้อธรรมต่างๆ อย่างกระจ่างแจ้ง ทำการเจริญภาวนากระทำความเพียรก้าวหน้าไปอีกหลายระดับ เป็นกำลังใจให้เกิดความวิริยะมานะที่จะสะบั้นสายใยแห่งกิเลสจนกว่าจะหมดสิ้น ในภพชาตินี้ ขณะจำพรรษาอยธู่กับพระอาจารย์มั่นที่บ้านนาหมีนายูง อำเภอน้ำโสน อุดรธานี

.
ท่านพระอาจารย์มั่นได้บอกเล่าให้ ฟังว่า ใกล้ฝั่งแม่น้ำโขงมีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง ที่ถ้ำนั้นมีเปรตตนหนึ่งสิงสู่อยู่ไม่ยอมไปไหน หากหลวงปู่แหวนไปบำเพ็ญเพียรที่ใดนั้นก็ให้ถามเปรตดูสิว่าชาติก่อนกระทำกรรม อะไรไว้ถึงได้มาเกิดเป็นเปรต

.
การที่ท่านพระอาจารย์มั่น กล่าวเช่นนี้ อาจจะมีเจตนาต้องการให้ศิษย์ผู้อ่อนพรรษาได้เรียนรู้สภาวธรรมด้วยการสัมผัส ตามความเป็นจริงโดยตัวเองก็ได้ เมือหลวงปู่แหวนน้อมรับคำบอกเล่าเช่นนั้นท่านจึงเดินทางไปที่ถ้ำดังกล่าว เพียงรูปเดียว ณ. ที่ถ้ำนี้เป็นสถานที่ร่มรื่นสงบสงัด เหมาะสมที่จะเจริญภาวนาอย่างยิ่ง ภายในถ้ำสะอาดสะอ้าน ด้านนอกปากถ้ำเป็นพื้นที่ราบเรียบพอจะใช้เป็นทางเดินจงกรมได้ ครั้นถึงเวลาเย็น เมื่อทำวัตรสวดมนต์แล้วท่านก็เข้าที่ภาวนาภายในถ้ำ ได้รับผลตามประสงค์ไม่มีอุปสรรค ตราบทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น คืนแรกผ่านไปด้วยดี คืนที่สองไม่มีสิ่งผิดปกติ กระทั่งคืนทีสามรูปเงาของเปรตจึงเริ่มปรากฎ โดยแสดงกายมืดดำ และมีความสูงใหญ่ น่าพรั่นพรึง ยืนปักหลักขวางหน้าถ้ำ หลวงปู่แหวนเห็นเปรตแล้วก็มิได้หวาดหวั่นแต่ประการใด เพียงแต่แผ่เมตตาให้ด้วยจิตกุศลเต็มเปี่ยม ปรารถนาจะให้พลังแห่งความเมตตาผ่อนคลายความทุกข์ซึ่งสุมรุมเปรตตนดังกล่าว อยู่ จากนั้นก็กำหนดจิตถามเปรตไปว่า "ชาติก่อนเคยทำกรรมอะไรไว้ถึงได้มาเป็นเปรต"

.
เปรตตนนั้นเงียบเฉยไม่ตอบ และอันตรธานหายไป หลายคืนต่อมาปรากฎว่าเปรตตนเดิมาแสดงร่างร้ายให้หลวงปู่แหวนเห็นทุกคืนใน ลักษณะคืนแรก คือมายืนตระหง่านเงียบงันด้วยร่างอันสูงใหญ่ทะมึนดำ ประหนึ่งต้องการข่มขวัญให้พระธุดงค์กรรมฐานเกิดความหวาดกลัว ทว่าหลวงปู่แหวนมีจิตที่มั่นคงแน่วแน่อยู่ในธรรม ฉะนั้นท่านจึงตัดขาดไปจากความพรั่นพรึงทั้งปวงหมดสิ้น

.
 ........กระทั่งคืนหนึ่งเปรตมาปรากฎร่างให้หลวงปู่แหวนเห็นอีก เมื่อท่านแผ่เมตตาให้แล้ว กำหนดจิตสอบถามเช่นครั้งก่อนๆ คราวนี้เปรตยอมพูดติดต่อด้วย โดยเล่าให้หลวงปู่แหวนฟังว่า

.
ชาติ ก่อนเมื่อเป็นมนุษย์เพศชายตนเป็นนักเลงไก่ชน ลุ่มหลงในการชนไก่ ซึ่งมีเดิมพันมาใช้จ่ายอย่างสำราญ คราวใดไก่ชนของตนพ่ายแพ้เสียเงินเดิมพันไปตนก็จะถูกโทสะครอบงำจัดการฆ่าไก่ ตัวที่ชนแพ้ และหากไก่ชนตัวใดสู้จนได้รับบาเจ็บหนัก หรือพิการ ตนก็จะฆ่าเอมากินหมดเช่นกัน ได้กระทำกรรมชั่วนี้เป็นอาจิณตั้งแต่หนุ่มยันแก่ ครั้นอายุมากก็ล้มป่วย มีอาการเจ็บปวดแสนสาหัสจนสิ้นใจตาย ตายแล้วยังต้องไปรับกรรมในนรกเป็นเวลานานจนประมาณมิได้ ครั้นพ้นจากนรกจึงมาผุดเป็นเปรต

.
หลวงปู่แหวนจึงถามว่า "เหตุใดไม่ไปผุดไปเกิดเสียที ทำไมต้องมาเป็นเปรตเฝ้าถ้ำ เฝ้าป่า ให้ลำบากทุกข์ยากเช่นนี้" เปรตตอบว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะยังห่วงเรื่องอาหารที่ได้เสพ เนื่องจากชาวบ้านที่อยู่ย่านนี้ นำหมูเห็ดเป็ดไก่ มาเซ่นสังเวยทุกครั้งที่เข้ามาตัดไม้และหาของป่า หากไปอยู่ที่อื่นกลัวจะอดอยาก เปรตยังเล่าต่อว่า หากชาวบ้านไม่เซ่นสังเวย ตนก็จะกระทำให้เจ็บไข้ได้ป่วย ชาวบ้านจึงกลัวตนมาก หลวงปู่แหวนได้เทศนาชี้ทางให้เปรตผละจากที่อยู่อาศัยนี้ไปเสียเถิด เพราะถ้าจิตหลุดจากความยึดมั่นถือมั่นได้เมื่อใด ตนเองก็จะมีโอกาสไปเกิดใหม่ตามกระแสกรรมของตน มิเช่นนั้นก็ต้องจ่อมจมอยู่ก้บถ้ำแห่งนี้ เพราะความยึดมั่นยึดเหนี่ยวฉุดรั้งไว้ และถ้าสิงอยู่ถ้ำแห่งนี้ด้วยความหวงแหนสถานที่คอยหวาดระแวงว่าจะมีผู้อื่นมา แย่งถ้ำนี้ไปเปรตย่อมแสดงตัวให้ผู้พบเห็นหวาดกลัวเพื่อให้หนีไปเสีย

.
หากมีพระธุดงค์รูปอื่นจาริกผ่านมา เปรตแสดงตัวเจตนาขับไล่เช่นที่เคยทำมา พระธุดงค์มีจิตเข้มแข็ง และมีสติมั่นคงย่อมไม่เกิดผลร้ายอะไร แต่หากพระธุดงค์จิตไม่แก่กล้า หวาดกลัวจนไร้สติ ย่อมเป็นผลให้เสียจริต หรืออาจถึงมรณภาพ บาปเวรก็จะตกแก่เปรต กลายเป็นอกุศลกรรมถมทับซับซ้อนจนไม่อาจพบกับทางสว่างได้อีก เปรตรับฟังด้วยความสงบ แต่ยังไม่สามารภกระทำตามคำเทศนาของหลวงปู่แหวนได้ ท่านเห็นว่าเปรตยังมีมิจฉาทิฐิมั่นคงท่านก็ต้องวางตนอยู่ในอุเบกขา เมื่อเจริญภาวนาครบกำหนดตามที่ได้กำหนดเจตนาเอาไว้แล้ว หลวงปู่แหวนจึงจาริกลับมากราบเรียนถวายรายงานต่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ณ บ้านนาหมีนายูง ซึ่งท่านพระอาจารย์มั่น ก็ไม่ได้กล่าวว่ากะไร
 .
ภายหลังเมื่อพระอาจารย์มั่นมีโอกาสผ่านได้เมตตาโปรดเปรตตนนั้น และเปรตตนนั้นก็หลุดพ้นไปจากถ้ำได้ในที่สุด









หลวงตามหาบัว...ท่านกล่าวไว้ ในธรรมนี้น่าสลดสังเวชเอามากมายนะ ท่านบอกว่า คนเหมือนสัตว์ สัตว์เหมือนคน ไม่มีอะไรผิดแปลกต่างกันเลยในความรู้สึก เพราะไม่มีใครมีจิตใจสูง จิตที่เป็นธรรมเรียกว่าจิตใจสูงไม่มี เป็นแบบเดียวกันหมด แล้วจมลงๆ พระพุทธเจ้ากว่าจะมาตรัสรู้องค์หนึ่งๆ นี้นานแสนนานนะ ไม่ใช่ธรรมดา ที่ท่านเรียกว่าพุทธันดร ระหว่างพระพุทธเจ้าองค์นี้กับองค์นี้จะมาตรัสรู้นี้ ห่างกันมากมาย นี่เรียกว่า "พุทธันดร" แปลว่าระหว่างแห่งพระพุทธเจ้าที่จะมาตรัสรู้สืบต่อกันนี้ห่าง

นี่ละตรงนี้เอง ที่สัตว์ทั้งหลายได้รับความทุกข์ความทรมาน ใครมีกรรมหนักกรรมหนาสาโหดก็จะมาโดนเอาตรงนี้ๆ ถ้าผู้ที่มีคุณงามความดีก็ไปอยู่สวรรค์ไม่ได้มาทุกข์ทรมานกับสิ่งเหล่านี้ อำนาจแห่งความดีพาคนไปสู่ทางดีไปอยู่สวรรค์ ไม่ได้มายุ่ง มาทุกข์อย่างนี้ เขาตกนรกเราก็อยู่สวรรค์เสีย คนบุญไปอยู่บนสวรรค์ คนบาปไปอยู่ในนรก ความจริงก็เป็นอย่างนั้น ทีนี้พอถึงกาลเวลาที่ควรจะเคลื่อนก็เคลื่อนออกมาหาความเป็นสิริมงคลพอดี เช่นพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา เหมาะแล้วมาสร้างบารมีเพิ่มเข้าๆ ดีไม่ดีก็ได้บรรลุธรรมสุดขีดเสีย ในพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ผู้ที่ยังไม่ได้ ก็สร้างบารมีไป สูงขึ้นไปเรื่อยๆ
...หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

 3 
 เมื่อ: 21 มิถุนายน, 2560, 06:34:08 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
ถาม: หนูอยากรู้ว่าถ้าคิดไม่ดีกับคุณพ่อคุณแม่ เราควรทำอย่างไรดีเจ้าคะ ?

ตอบ: ขอให้ทราบว่าทุกคนเคยคิดไม่ดีกับคุณพ่อคุณแม่ ไม่มีใครหรอกที่ไม่เคยคิดไม่ดี แต่สำคัญที่ว่า เราจะคิดต่อหรือไม่ ความคิดมีสองอย่าง คือความคิดที่ผุดขึ้นมา และเมื่อรู้ตัวแล้วก็ปล่อยมันไป ความคิดอย่างนี้ไม่เป็นบาปกรรม เราห้ามไม่อยู่หรอก แต่ที่เราควรจะระวังคือ เมื่อความคิดผุดขึ้นมาแล้ว เราก็คิดต่อๆๆๆ ไปอีก ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ อย่างนี้เป็นบาป

ฉะนั้นต้องพยายามไม่ให้เป็นเช่นนั้น บางทีเราน้อยใจ เสียใจ หรือไม่พอใจบ้าง ความคิดความรู้สึกมันเกิดขึ้นของมันเอง พอรู้ตัวว่าความคิดอย่างนี้ไม่ดี ไม่คิดต่อดีกว่า ก็ให้ปล่อยวาง นี่คือวิธีการที่เราควรทำแต่เราอย่าไปคิดว่าเราเป็นเด็กไม่ดี เป็นลูกไม่ดี เพราะคิดไม่ดีกับคุณพ่อคุณแม่

ความคิดมันเกิดขึ้นได้เหมือนเราเปิดประตู เราไม่รู้ว่าใครจะเดินเข้ามา คนดีก็เดินเข้ามาได้ จิตใจของเราก็เหมือนกัน อารมณ์ใดๆก็เข้ามาได้ทั้งนั้น สำคัญแต่ว่าเรายินดีต้อนรับหรือไม่ ถ้าเราไม่ยินดีต้อนรับ มันก็อยู่ไม่นานหรอก มันก็จะไปเอง

พระอาจารย์ชยสาโร
 สถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี จ.นครราชสีมา
--------------------------------------------------------------------------------
คัดลอกจากหนังสือ หนูอยากรู้ หน้า ๙๙






ผู้ที่จะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ ต้องเป็นผู้มีภูมิธรรมสมควรจะเป็นมนุษย์ เช่นเดียวกับตึก ห้าง ร้านใหญ่ๆ ที่มีราคาแพงๆ ทัพพสัมภาระเครื่องจะปลูกสร้างควรจะเป็นตึกเป็นห้างต้องเพียงพอ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นกระต๊อบไป จะเรียกว่าตึกว่าห้างว่าร้านไม่ได้ เขาจะเรียกเพียงกระต๊อบเท่านั้น ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทัพพสัมภาระคือคุณงามความดีที่เราบำเพ็ญมา สมควรจะเป็นมนุษย์ได้นั้นแลจึงจะอุบัติขึ้นมาเป็นมนุษย์ได้ ถ้าหากว่าภูมิไม่สามารถเช่นนั้นก็กลายเป็นกระต๊อบไป ที่เรียกว่ากำเนิดของสัตว์ประเภทต่างๆ นั้นเทียบเหมือนกระต๊อบเพราะไม่ค่อยมีความหมายอะไรนัก ไปที่ไหนก็มองเห็นกันทั่วๆ ไป ไม่เป็นที่สะดุดตาสะดุดใจ

ดังที่เราเดินผ่านมาเห็นกระต๊อบนาเขาเป็นอย่างไรบ้าง เป็นที่สะดุดตาเราว่าเป็นของที่มีคุณค่าน่าต้องการไหม ไม่มีใครต้องการและไม่มีใครสะดุดตาสะดุดใจ แต่ไปเห็นห้างร้านใหญ่ๆ ที่มีความแน่นหนามั่นคงความสวยงามมาก จะมีความรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าใจท่านใจเราจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ฉะนั้นความเป็นมนุษย์จึงมีความแปลกต่างจากสัตว์อยู่มากมาย ยิ่งเรารักษาระดับความเป็นมนุษย์ของเราไว้ได้แล้ว เรายิ่งจะเลื่อนฐานะจากความเป็นมนุษย์นี้ไปอีกเป็นชั้นๆ มนุสฺสามนุสฺโส มนุสฺสเปโต มนุสฺสเทโว นั่นมนุษย์มีหลายประเภท ถ้าเราไม่สามารถจะรักษาระดับความเป็นมนุษย์ของเราไว้ได้ด้วยความประพฤติเหลวแหลก ก็กลายเป็นมนุสฺสเปโต มนุสฺสาติรัจฉานในร่างแห่งมนุษย์

คือกายเป็นมนุษย์จริงแล แต่ใจนั้นกลายเป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นเปรตเป็นผีไปเสีย ทำความเดือดร้อนแก่บ้านเมือง ไปที่ไหนชาวบ้านเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ประเภทนั้นเขาเรียกว่ามนุษย์ที่เป็นผี หรือว่าเป็นเปรตเป็นผีในร่างแห่งมนุษย์ ไม่รู้บุญรู้บาป ไม่รู้ดีรู้ชั่ว กลายเป็นสัตว์เดรัจฉานไปในร่างแห่งมนุษย์ นี่ถ้าไม่สามารถประคับประคองระดับของมนุษย์ ด้วยความประพฤติอันดีงามให้สมกับภูมิมนุษย์ไว้ได้ จะกลายลงไปเป็นเช่นนั้น

ถ้าสามารถประพฤติปฏิบัติ ปรับปรุงแก้ไขตนให้อยู่ในระดับของมนุษย์ได้ และให้ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น ก็กลายเป็น มนุสฺสเทโว คือกายเป็นมนุษย์แต่ใจมีอรรถมีธรรม มีความเมตตาสงสาร รู้จักท่านรู้จักเรา รู้จักบุญคุณต่อท่านผู้มีคุณ รู้จักวิธีปฏิบัติต่อตัวว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ไม่ทำเอาตามความอยากที่ฉุดลากให้พาเป็นไป แต่ทำตามเหตุผล เมื่อสิ่งใดถูกแล้วพยายามทำสิ่งนั้น จะยากลำบากไม่เป็นของสำคัญ แต่จะทำให้ได้ตามหลักกฎเกณฑ์ที่เหตุผลชี้บอกไว้ หรือเป็นคนมีความรักความดีเสมอ รักศีลรักธรรม รักตัวก็ชื่อว่ารักธรรม

เพราะการบำเพ็ญทุกอย่างในบรรดาคุณงามความดีทั้งหลาย จะต้องบำเพ็ญเพื่อตัวทั้งนั้น ส่วนที่มีมากขึ้นหรือคนอื่นจะได้รับผลประโยชน์จากเรานั้นเป็นผลที่พลอยได้ คนที่มีใจเป็นศีลเป็นธรรมมีหิริโอตตัปปะ ละอายต่อบาปต่อกรรม ต่อความชั่วช้าลามก มีความห้าวหาญรื่นเริงบันเทิง เชื่อเลื่อมใสต่อคุณงามความดี ต่อบุญต่อกรรม คนประเภทนี้แลเป็นเทพภายในใจ ในร่างแห่งมนุษย์นี้แล เลื่อนขึ้นไปเป็นลำดับ ถ้าสามารถประพฤติปฏิบัติตนให้ยิ่งขึ้นไปยิ่งกว่านั้นจนสำเร็จเป็นมรรคผลนิพพานขึ้นมา ก็กลายเป็นวิสุทธิเทพขึ้นไปเป็นชั้นๆ ถึงขั้นพระอรหันต์เรียกว่าวิสุทธิเทพ เป็นผู้หมดจดภายในจิตใจโดยสิ้นเชิง ผู้นั้นแลจะอยู่ที่ไหนก็เป็นผู้ประเสริฐในร่างแห่งมนุษย์นี้แล

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมฆราวาส ณ. วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๑๑







"ยอมรับ ไม่ได้หมายความว่า ยอมแพ้
 ยอมแพ้ หมายถึงการเอาแต่ตีโพยตีพาย
 หมกมุ่นกลุ้มใจว่า ไม่ยุติธรรมเลย
 ทำไมต้องเป็นฉัน หรือท้อแท้สิ้นหวัง

 คิดแบบนี้ ทำให้เราไม่เห็นทางออก
 หรือไม่คิดจะหาทางออก
 ทำให้ไม่ยอมมองไปข้างหน้า

แต่พอเราเริ่มรับความจริงว่า
 นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราแล้ว
 เราก็จะเลิกบ่น หรือกลุ้มอกกลุ้มใจ

แต่จะมาดูว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร
 เราจะจัดการปัญหาอย่างไร
 อันนี้ทำให้เรามองไปข้างหน้าได้"

-:- พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล -:-







"มีสติรู้ตัว รู้ลมหายใจเข้าออก
 มีสติพิจารณา ในความเป็นธรรมชาติ
 ที่มีเห็นอยู่รอบๆ ตัวเรานี้ ล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง
 เกิดมีขึ้นแล้ว ต้องมีการเปลี่ยนแปลงไป
 ไม่หยุดนิ่ง แล้วก็ดับหาย ตายจากไป

ไม่เราจากสิ่งนั้นไปก่อน
 สิ่งนั้นก็จากเราไปก่อน
 ไม่มีใครจะยึดเหนี่ยวรั้งสิ่งใดไว้ได้
 เป็นธรรมชาติที่เลื่อนไหล
 ไปอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมดา
 อย่ายึดถือไว้ เป็นความทุกข์"

-:-หลวงพ่อประสิทธิ์ ปุญญมากโร-:-







"..อย่าไปเอาผิด เอาถูก เอาทุกข์ เอาโทษกับผู้อื่น ให้เอาผิด เอาถูก เอาทุกข์ เอาโทษกับจิตใจของตัวเอง.."

"..ทำจิตของเราให้ดีซะ.. เรื่องอะไรต่างๆ มันก็ดีไปหมด.."

"..ต้องดูภายใน ชำระใจที่โทษที่เสีย.."

หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมวโร

 4 
 เมื่อ: 20 มิถุนายน, 2560, 05:25:47 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"ถ้าเอาเปรียบเขาไม่ได้ ก็ว่าไม่ถูก
 ถ้าจูงจมูกได้ทุกที ก็ว่าดีเหลือเกิน"

-:- ท่านพุทธทาสภิกขุ -:-






"บุคคล ไม่ควรเศร้าโศกอาลัยอาวรณ์
 ถึงสิ่งนอกกายทั้งหลาย ที่มันผ่านพ้นไปแล้ว
 มันหมดไปแล้ว เพราะสิ่งเหล่านั้น
 มันได้ทำหน้าที่ของมัน อย่างถูกต้อง
 โดยสมบูรณ์ที่สุดแล้ว"

-:-หลวงปู่ดูลย์ อตุโล-:-







"คนดีแต่ละคน มีคุณค่ามากกว่าเงิน
 เป็นก่ายกอง และเห็นคุณค่า
 แห่งความดีของตน ที่จะทำต่อไป
 มากกว่าเงิน แม้จะจน ก็ยอมจน
 ขอแต่ให้ตัวดี และโลกมีความสุข"

 -:- หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต -:-






เมื่อเกิด ก็เกิดมาเพื่อตาย
 ทำไมจึงอยากเกิด
 ความเกิดขึ้น คือความทุกข์
 ความอยาก คือสิ่งทำให้ทุกข์.
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
 (จันทร์ สิริจนฺโท)






ผู้มีปัญญาย่อมทำตนให้ดีได้.
จงนำตัวออกจากสิ่งต่างๆที่ไม่ถูกต้อง ด้วยปัญญา.
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
(จันทร์ สิริจนฺโท)





“ต่อไป พวกท่านทั้งหลายนี่ จะสามารถต่อยอด มันจะมีสักคนหนึ่ง ที่ทะลุยอด สามารถที่จะ วางแผนต่อหลวงพ่อได้ มันก็จะต้องมี เพราะว่า ไม่จำเป็น ต้องเป็นพระ ไม่จำเป็น ต้องเป็นเณร เป็นพระ เป็นญาติโยม ก็สามารถบรรลุได้
 ธรรมะในชั้นนี้ ทำให้เกิดสติปัญญา เขาเรียกว่า ตัวผู้รู้ ตัวผู้รู้นี่ มันจะต้องมีต้นเหตุ เหมือนอย่างกับเรา จะกินข้าวอย่างนี้ มันมีต้นเหตุหิว เหมือนเราจะสร้างบ้านอย่างนี้ มันมีต้นเหตุ ฝนตกแดดออก
 หรือว่า เราจะนุ่งผ้าอย่างนี้ ต้นเหตุ อยู่ที่ความละอาย ต้นเหตุมันมี แล้วผู้รู้ ก็เหมือนกัน มันจะต้องมีต้นเหตุ ต้นเหตุมันอยู่ตรงไหน ถ้าเราจับต้นเหตุได้แล้ว ปลายเหตุไม่สำคัญ”
พระธรรมมงคลญาณ (พระอาจารย์หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)







หลวงปู่สิม พุทธาจาโร•

"..ให้มีสติ สมาธิ ตั้งใจให้มั่น รวมจิตรวมใจให้มาอยู่ภายใน ไม่ให้ไปตามอาการภายนอก..

..จิตใจคนเราอยู่ภายในหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ ให้อยู่ภายในนี้แหละ ไม่ต้องคิดไปที่อื่น..

..ถ้ามันจากนี้ไป ก็บ่มีที่สิ้นที่สุด เอาอะไรไม่ได้ #คิดไกลออกไปก็ยิ่งหลงเท่านั้น #เอาให้ใกล้เข้ามา ให้มาทำความรู้สึกที่นี้ มาภาวนาที่จิตใจดวงที่มีความรู้อยู่.."








"..ความคิดปรุงแต่งขึ้นมา อย่าไปรังเกียจมัน อย่าไปรำคาญมัน ถ้าเรากำหนดสติตามรู้ไปทุกระยะ เราจะรู้ความจริงของธรรมะ.."

หลวงปู่พุธ ฐานิโย







ทำดีก่อนตาย

“คนเราประมาทในบุญเล็กน้อย เมื่อตายไปแล้ว จะมาทำบุญกุศลน่ะ มันยากนัก ยากยังไง กายก็ไม่เหมือนกายมนุษย์ จะมาพูดกับมนุษย์ก็ไม่ได้ จะมาใส่บาตรทำบุญก็ไม่ได้ อย่างดีก็เพียงมายืนคอยอนุโมทนาเท่านั้น ถ้าใครตาดีก็เห็น ใครตาไม่ดีก็ไม่พบพาน ถ้าใครมีภูมิรู้ในทางจิต ก็พอจะแนะนำสั่งสอนกันบ้าง ถ้าไม่มีคนเช่นนั้น เทวดาก็ไม่มีหนทางที่จะบำเพ็ญคุณงามความดีต่อได้เลย นี่มันเป็นอย่างนี้

ฉะนั้น จึงอย่าพากันประมาท เมื่อเรามีโอกาสและเวลา คุณงามความดีใดๆ ในโลกพอจะสามารถและมองเห็น เราก็ควรจะต้องรีบขวนขวาย พยายามทำความดีนั้นเสียโดยเร็ว ถ้าความตายเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้เราจะไปเอาอะไร ไม่มีอะไรสักอย่าง อย่างดีที่สุดก็จะได้แค่ห่อข้าวตากของตนที่ทำไว้แล้วนั่นแหละ คือความดีที่เราสร้างสมมาแต่ก่อน แล้วก็มาระลึกขึ้นความดีนั้นก็จะไปช่วยบำรุงน้ำใจของเรา อำนวยผลให้บุคคลผู้นั้นไปในทางสุคติ โลกสวรรค์ ถ้าใครได้มีนิสัย ได้อบรมในทางจิต หรือในทางสมาธิให้แก่กล้าก็สามารถบำเพ็ญให้ตนพ้นไปจากโลกียวิสัย ทำใจของตนให้ก้าวขึ้นไปสู่โลกุตรธรรมได้

ฉะนั้น พวกเราที่ยังไม่เกิดความดีอย่างสมใจนึกก็ดี อย่าประมาท ผู้ทำความดีได้ยังไม่สมใจอย่างนึกก็อย่าประมาท ก็ควรจะถือว่าสิ่งที่เราทำลงไปนั้น เป็นทรัพย์ของเรา ทรัพย์ของเรานี้ เป็นเครื่องป้องกันชีวิตของเรามิให้ตกไปในฝ่ายต่ำ แม้อยู่ในโลกนี้เราก็อาศัยความดีคือธรรมะนี้ เป็นผู้บงการชีวิต ถ้าเราดับจิตไปจากโลกนี้ ความดีก็จะต้องติดตามตนไปเหมือนกับเงาของบุคคลย่อมตามตนไปทุกเมื่อฉะนั้น”

(หลวงปู่ลี ธัมมธโร วัดอโศการาม)







...เพราะความจริงก็คือ
 ร่างกายนี้เป็นของชั่วคราว
 เกิดมาแล้วต้องแก่ ต้องเจ็บ
 และต้องตาย ไปในที่สุด

...แต่"ใจ"นี้ ที่มาเกิด
 ที่มาครอบครองร่างกายนี้
"ไม่ได้ตายไปกับร่างกาย"

...แต่ต้อง"ทุกข์"
ไปกับความ หลง
 กับความ อยาก
 กับความ ผูกพัน
 กับความ ยึดติดกับร่างกาย
 และสิ่งต่างๆที่หามาได้

คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมะบนเขา13/6/2558
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี








..=>คำสอนหลวงพ่อเรื่อง "ตัดความโกรธด้วยการยอมรับนับถือกฎธรรมดา"<=..

.. ความโกรธเป็นไฟเผาผลาญให้เกิด
 ความเร่าร้อน อารมณ์ไม่เป็นสุข ความ
 โกรธเกิดมากกับบุคคลใด ใครโกรธมาก
ก็เป็นคนมักโกรธ จะเห็นได้ว่าบุคคลนั้น
 มีหน้าตาไม่สวย เพราะอารมณ์เศร้าหมอง

อีกประการหนึ่งจะแก่ง่าย "ให้ตัดความ
 โกรธด้วยการพอใจในกฎธรรมดา" ให้
 ถือว่าธรรมดาคนที่เกิดมาในโลกนี้ทุกคน
 ทุกคนต้องการความดีทั้งหมด เขาจะพูดก็ดี
 เขาจะทำก็ดี เขาจะคิดก็ดี

ที่พูด ที่ทำ ที่คิดนี่เขานึกว่า เขาทำดี
 พูดดี คิดดี แต่ว่ามันเป็นการบังเอิญอย่าง
 ยิ่ง ไปคิดชั่ว ทำชั่ว พูดชั่วเข้า ทั้งนี้ตัวเขา
 เองยังไม่รู้ว่าเป็นความชั่ว เพราะอะไร
"เพราะกฎของกรรม"

กฎของกรรมในเบื้องต้นที่ทำมาแล้ว
 ในกาลก่อนมาสนองใจ ให้มีความเข้าใจ
 เห็นผิดเป็นถูก ถูกเป็นผิด ทำความชั่วเป็น
 ความดี ฉะนั้นกฎของกรรมอย่างนี้ ใน
 ชาตินี้เขาก็ไม่มีความสุข

เพราะมีแต่คนเกลียด ตายจากความ
 เป็นคนไปแล้ว ก็ไปลงอบายภูมิ เป็นสัตว์
 นรกบ้าง เป็นเปรตบ้าง เป็นอสุรกายบ้าง
 เป็นสัตว์เดรัจฉานบ้าง

เมื่อเราเห็นคนประเภทนี้เขา เราเกิด
 ความสงสาร เมตตา คือมีความรัก ความ
 กรุณา มีความสงสาร คิดว่าในชาตินี้ เขา
 หาความสุขไม่ได้แล้ว ชาติต่อไปเขามี
 ความทุกข์มากยิ่งขึ้นไป เราก็ไม่ควรไป
 โกรธตอบ ..

(พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
ที่มาจาก.. โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม ๔









จากหนังสือ หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม
 เรื่องตัดกรรม

ผู้ถาม :: "หลวงพ่อ ตัดกรรมได้ไหมคะ…?"
หลวงพ่อ :: "ตัดกรรมนี่มันตัดไม่ได้หรอก กรรมที่เป็นกุศลก็ตัดไม่ได้ กรรมที่เป็นอกุศลก็ตัดไม่ได้ นี่พูดตามพระพุทธเจ้านะ
แต่ว่าที่เราทำดีนี่ คือ สร้างกรรมดีที่เป็นกุศลมากขึ้น หนีกรรมที่เป็นอกุศล คือ กรรมที่เป็นอกุศลมันมีอยู่ แต่เราสร้างกรรมดีที่เป็นกุศล กรรมที่เป็นอกุศลก็ตามช้าลง เราฝึกวิ่งหนีให้มันเร็วเข้า ใช่ไหม…
ผู้ถาม :: "อย่างนี้ก็ไม่มีทางหมดบาปน่ะซิคะ…?"
หลวงพ่อ :: "การจะทำให้หมดบาปน่ะไม่มีทางหรอก ในทางพระพุทธศาสนามีอยู่ทางเดียวคือ ทำบุญหนีบาป ใช้กำลังบุญให้สูงขึ้น ความชั่วที่มันเป็นบาปกรรมอยู่มันก็ตามทันยากหน่อย ใช่ไหม…"
แต่ถ้าเป็นพระโสดาบันก็สบาย ตัดกรรมจริงๆ แต่ว่าเศษของกรรมยังมีอยู่บ้าง แต่กรรมก็ไม่สามารถจะดึงให้เราลงนรก เป็นเปรตเป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานได้
 แต่ถ้ามาเป็นมนุษย์ ถ้าเรามีโทษปาณาติบาต มันก็ทำให้เราป่วยบ้าง
 ถ้ามีโทษอทินนาทานอยู่ ก็ทำให้ของหาย ไฟไหม้ ขโมยลัก น้ำท่วม ลมพัด
 ถ้าเราเคยมีโทษกาเมสุมิจฉาจาร คนใต้บังคับบัญชาเราก็หัวดื้อไม่เชื่อฟัง
 ถ้าเราเคยมีโทษมุสาวาทพูดโกหกเขา เราพูดอะไรก็ไม่มีใครเชื่อ
 ถ้ากินเหล้าเมายามาก่อน ก็เป็นโรคประสาทบ้าง เป็นคนบ้าบ้าง มันก็แค่นี้
 แต่ว่าถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว มันไม่ถึงบ้าแค่มึนๆ ไปหน่อย นี่เป็นโทษจากเศษของกรรม"
ผู้ถาม :: "ถ้าสร้างพระพุทธรูปปางนิพพาน จะหนีกรรมได้ไหมคะ"
หลวงพ่อ :: "หนีกรรมได้ เป็นการสร้างกำลังความดีให้สูงเข้าไว้"
ผู้ถาม :: "ยังงั้นเราก็สร้างพระมาก ๆ ซิคะ...?"
หลวงพ่อ :: "ประเดี๋ยววัดไม่มีที่เก็บอีก มีกรรมอีก ต้องไปสร้างตึกให้พระอยู่อีก เอาไหม...?"
ผู้ถาม :: (หัวเราะ)
หลวงพ่อ :: "สร้างพระมาก ๆ เป็นพุทธบูชา เป็นพุทธานุสติไม่ดีเรอะ...ในกรรมฐาน ๔๐ กอง ท่านบอกว่า กำลังพุทธานุสตินี่เป็นเหตุให้เข้าถึงนิพพานได้ง่ายที่สุดง่ายกว่ากองอื่นที่สุด และรวดเร็วกว่าอย่างอื่น"

 5 
 เมื่อ: 19 มิถุนายน, 2560, 04:59:05 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"อย่าให้การปฏิบัติธรรมของเรา
 เป็นการปฏิบัติแบบ กินแอสไพริน
 ไม่เช่นนั้น จะสงบได้เพียงชั่วคราว"

-:-พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล-:-




การฝึกหัดนิสัยเพื่อเป็นคนมีสติอันเคยชิน จำต้องอาศัยการงาน เป็นเครื่องฝึกหัด ทั้งนี้ ถ้ามีสติจดจ่อกับงานที่ทำ ชื่อว่ามีความเพียรไม่ขาดวรรคขาดตอน การฝึกหัดนิสัยของผู้ใคร่ต่อธรรมชั้นสูง จึงควรเริ่มและรีบเร่งฝึกหัดสติไปกับงานทุกประเภทแต่ต้นมือ...
โอวาทธรรม....หลวงตามหาบัว. ญาณสัมปันโน






"...ชีวิตเรา ไม่ว่าจะยืนยาวแค่ไหน สักวันหนึ่งก็ต้องสิ้นสุด ความตาย เป็นสิ่งที่เราหลีกหนีไม่พ้น นี้คือความแน่นอนที่ต้องบังเกิดขึ้น แต่น่าแปลก ที่ผู้คนเป็นอันมาก ไม่ค่อยนึกถึงเรื่องนี้เท่าไร

หลายคนมีชีวิตราวกับลืมไปว่า ตัวเองจะต้องตายเอาแต่เที่ยวเตร่สนุกสนาน ราวกับว่าความสนุกสนานจะช่วยตนเองได้ ในวาระสุดท้ายของชีวิต

หลายคน ง่วนกับการสะสมทรัพย์สมบัติราวกับว่า จะสามารถเอามันไปได้ หลังตายไปแล้ว..."

โอวาทธรรมคำสอน..
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล






"...ราคะตัณหานี้หนักหน่วงมากนะ ไม่มีอะไรที่จะเหนือราคะตัณหานี้ไปได้ โลกธาตุที่ออกฤทธิ์ออกเดชอยู่ทุกวันนี้ ทำสัตว์ให้ล่มให้จมมา แต่ไม่มีความเข็ดความหลาบ ก็คือราคะตัณหานี้เอง จะเป็นตัวไหนไป พอรู้ตัวนี้แล้วมันเปิดโล่งออกไปหมดเลย มันจะไปติดอะไรเพียงเท่านี้ เรื่องที่มันวุ่นวี่วุ่นวายหนักที่สุดหน่วงที่สุด ถ่วงจิตใจที่สุด คือเรื่องกามกิเลสนี้เอง..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

 6 
 เมื่อ: 18 มิถุนายน, 2560, 05:38:14 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"..ทำการงานทุกอย่างให้มีสติ และยอมรับความจริง ว่าทุกสิ่งในโลก ล้วนไม่จีรังยั่งยืน ยึดถือหรือไม่ยึดถือ.. ก็ไม่ได้อะไร ทางโลกนั้นไปยึดถือเรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ มันก็เหมือนกับไปไล่จับลูกนกลูกกา เสียเวลาเปล่า แล้วเอ็งจะเอาอะไร.?. มีสาระอะไรในโลกนี้ให้เอ็งเอาอีกล่ะ.?."
หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร
 วัดถ้ำยายปริก




"ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเราไม่รู้ เราก็ต้องติดอยู่กับสิ่งที่ไม่รู้ ยิ่งสิ่งที่ไม่รู้ ถ้าเรารู้แล้ว เราก็ออกห่างไปได้ อยู่กันได้ เหมือนบุคคลรู้กันนี่แหละ เมื่อรู้กันแล้ว เวลาจะกลับบ้านใครบ้างมันก็ไปได้ เวลาไปหากันก็มี ความสมานสามัคคีกันเป็นกายสามัคคีได้ เวลาหนีจากกันก็หนีได้ ก็เรียกว่าคนรู้เหมือนกับน้ำอยู่บนใบบัว น้ำมันก็อยู่กับใบบัวแต่ก็ไม่ติดใบบัวเราเคยเห็นไหมใบบัวใหญ่ๆ น้ำมันค้างอยู่บนใบบัวแล้วมันติดใบบัวไหม ถ้าเราไปเอียงใบบัวน้ำก็ตกออกจากใบบัวทันที จะไม่มีติดอยู่กับใบบัว

ฉันใดก็ดี ถ้าหากเรามีความพอใจ เราหลงเพลิดเพลินแล้ว เรายึดมั่นว่ามีความสุขแล้ว เราก็รู้ทันทีว่า เดี่ยวนี้จิตของเรากำลังอยู่ในราคะ ตั้งอยู่ในราคะ ความกำหนัด ความยินดี เราควรที่จะรู้อย่างนั้นทันที ถ้าเมื่อเรารู้แล้ว เราก็ควรที่จะปล่อยว่าง ว่าอันนี้เป็นราคะเกิดขึ้นมา ถ้าหากเรายึดมั่นถือมั่น ทุกข์จะตามมาหาเรา เพราะเราติดอยู่กับสิ่งนั้น"

____________________

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป







"..ถ้าเอ็งยอมรับความจริงนะ.. เอ็งจะไม่กระวนกระวาย เพราะความจริงนั้น..คือเหตุปัจจัย เห-ตุปัจจโย ทุกสิ่งล้วนเกิดจากเหตุปัจจัย.. เพราะเหตุอย่างนี้ จึงเกิดผลอย่างนี้..

ก็ถ้าเอ็งเคยทำบาปทำกรรมไว้ มันจะต้องไปตกนรกหมกไหม้ หรือต้องไปเป็นเปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน มันก็ต้องไปอย่างนั้น ดิ้นรนหนีไปก็เท่านั้น กระวนกระวายไปก็ไม่มีประโยชน์

แต่ก็นั่นแหละ.. เอ็งต้องไม่ลืมว่า.. ในเมื่อเหตุอย่างนี้ ทำให้เกิดผลอย่างนี้ รู้แล้วจะนั่งงอมืองอเท้าหรือ ก็ทำเหตุใหม่ให้ดีสิ ผลร้ายมันจะได้บรรเทาเบาบาง แค่นั้นเอง

จึงว่าความกังวลถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วนั้นไม่มีประโยชน์ การใช้สติพินิจพิจารณาถึงสิ่งทีอยู่ตรงหน้า คือปัจจุบัน ทำกิจประกอบด้วยสติปัญญานั่นแหละมันจะค่อยดีค่อยเป็นขึ้นมา แค่นั้นเอง..!!"

--
หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร
 วัดถ้ำยายปริก








"..หลวงพ่อแนะนำธรรมะให้เอ็งตลอดมา ว่าทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องสมมติ มีเกิดมีดับเป็นธรรมดา ไม่ใช่จะอยู่ถาวรอย่างนั้นเสียที่ไหน แล้วจะมีอะไรที่เอ็งควรจะเข้าไปยึดไปถือ ไปครอบครอง..

แต่เอ็งกลับไปยึดเอาความทุกข์ ซึ่งเป็นสภาวะธรรมอย่างหนึ่งที่ไม่ใช่ตัวตนอะไร เป็นแต่เพียงความรู้สึกในใจ เอ็งไปแบกมันไว้.. ก็โง่เต็มทน

เพราะอะไรรู้ไหม.?. ก็เพราะว่าความทุกข์มันก็อยู่ของมัน มันไม่ได้ขอร้องให้เราไปแบกมันไว้นะ เราต่างหากที่เสนอหน้าเข้าไปหามันเอง

 และก็เท่ากับว่า.. เอ็งลืมสิ่งที่หลวงพ่อแนะนำมาทั้งหมด .."

--
หลวงพ่อประสิทธิ์ ถาวโร
 วัดถ้ำยายปริก








" ให้พากันสอดส่องมองดูจิตของตนเองเป็นผู้มีสติ ความระลึกได้ สัมปชัญญะ ความรู้ตัว ดูจิตของตนเองอยู่ทุกขณะว่ามันมีพยาบาทมั้ย ถ้ามันมีพยาบาทก็ตั้งเมตตาขึ้นมีความรักไคร่ขึ้น ตั้งกรุณาความสงสารเพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย อยากให้มีความสุขเสมอกัน เรามีความสุขก็อยากให้เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายมีความสุขเสมอกัน เมื่อนั้นแหละ

หากจิตใจของพวกเราท่านทั้งหลายหายจากความพยาบาทอาฆาตจองเวรกันแล้ว เป็นผู้มีความเมตตากันอยู่ เรียกว่า อัพยาปาทะสังกัปโป ความดำริคลายความพยาบาทออกจากจิตใจให้สิ้นไปมีแต่ความเมตตาตั้งอยู่ จิตก็จะนิ่งอยู่มีความสุขเกิดขึ้นได้ "

__________________

#โอวาทธรรมคำสอน

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
 วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่







" ถ้าหากเรามีความพอใจ หลงเพลิดเพลินแล้ว เรายึดมั่นว่ามีความสุขแล้ว เราก็รู้ทันทีว่าเดี๋ยวนี้จิตของเรากำลังอยู่ในราคะความกำหนัด ความยินดี เราควรที่จะรู้อย่างนั้นทันที เมื่อเรารู้แล้วเราก็ควรที่จะปล่อยวาง ถ้าหากเรายึดมั่นถือมั่น ทุกข์จะตามมาหาเรา "

______________________

พระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป
 วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่








 คนถามว่านรก สวรรคฺมีจริงหรือ !!

" ให้เชื่อพระพุทธเจ้า ถึงยังไงก็เถอะ ถ้ามันไม่สัมผัสด้วยเจ้าของ เขาว่ามันไม่ขาดสงสัย เพราะตัวสงสัยเป็นวิจิกิจฉา เป็นกิเลสตัวหนึ่ง ก่อนจะหมดขั้นสงสัยต้องผ่านขั้นโสดาบันไปก่อนสิหมดสงสัย ทีแรกก็ทำไปตามทางที่ดี เชื่อร้อยเปอเซนต์ พอได้ผลปรากฎเรื่องใจ เราเห็นประจักษ์ว่าเป็นของเราจริง ๆ มันค่อยแน่นขึ้น ศรัทธาก็เพิ่มขึ้นกว่าเก่าเพราะความหนักแน่น เห็นใจคือเห็นธรรม

ธรรมมันก็มีหลายขั้นนี่นา ขั้นต้นก็โลกิยธรรม ต่อไปก็โลกุตรธรรม กัลยาธรรม ธรรมอันงานขึ้นก่อน ปุถุชนมีธรรมอันงาม จากนั้นก็เป็นอริยธรรม ไม่กล้าทำบาปแล้วด้วยกาย เวลาพูดก็ไม่กล้าพูดผิดเพราะอาย การทำสิ่งที่ผิดเพราะกลัวบาป อันนี้เรียกว่าธรรมเข้าถึงตัว เพราะตัวธรรมจริงๆ เป็นตัวใจ ตัวใจมาผสมกันเข้าอยู่ส่วนกลางเรียกว่าใจ การรักษาใจคือการรักษาธรรม รักษาพระศาสนา รักษาตัวเอง เสริมสร้างตัวเอง ให้แข็งแกร่ง ที่แรกก็ให้พึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ พอได้ทราบว่าพระพุทธเจ้าทำอย่างไร พระธรรมสอนอย่างไร พระสงฆ์สอนอย่างไร พอไปทำตามมันได้รู้ได้เห็นได้เป็นของตัวเอง รู้ชัดเจน พึ่งตัวเองได้แล้ว อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ธรรมของพระพุทธเจ้าสอนให้รู้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่สักแต่ทำไปตามเขา เบื้องต้นคือน้อมใจเชื่อ เชื่อด้วยศรัทธา ปัญญา ความคิด ให้พยายามทำเข้า ทำได้จริงก็คือ ผล "

__________________

หลวงปู่บุญมี ปริปุญโณ






" เราเป็นลูกชาวพุทธ อย่าปล่อยอย่าวางธรรมจนเกินไป ตื่นขึ้นมาวันหนึ่งจนกระทั่งหลับ ไม่มีพุทโธ หรือธัมโม หรือสังโฆ ติดใจบ้าง นี่มันเหลือประมาณนะ แม้้ไม่ได้เพียง ๕ นาที ก่อนจะหลับนอนก็ยังดี "

_____________________

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน






ขณะนี้เด็กอยู่ที่วัด ๓๐๐ คน เมื่อคืนให้โอวาทไปแล้ว บอกหนูก่อนไปโรงเรียนไหว้ครูลัก ครูจำ ครูแนะ ครูนำ ครูพร่ำ ครูสอน พบคนแก่ให้เลี่ยงทาง พบพระนมัสการนะหนูนะ หนูดูเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ราชบุตร ราชธิดา กราบที่เท้าบนสนามหญ้า ๓ ครั้ง มันเป็นภาพที่ซึ้งใจ สอนเด็กมาจนทุกวันนี้ นี่ได้จากครูบาอาจารย์ท่านสอนอาตมา

ธรรม..คำสอน..พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
คัดลอกจาก..หนังสือกฏแห่งกรรม ธรรมปฏิบัติ เล่ม 8








"มนุษย์ผู้ใดถือศีล ๕ ได้มั่นเที่ยงแล้ว
 ผู้นั้น ได้เป็นอุบาสก อุบาสิกา
 ในพุทธศาสนา เป็นผู้มีปัญญา
 เกิดมามิเสียชาติ เป็นผู้ฉลาด
 นำความสุขมาใส่ตัว
ประเสริฐกว่าทรัพย์สมบัติ ทั้งหลาย
 ที่มีอยู่ในโลกนี้ทั้งมวล"

-:-ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย-:-







"วันเวลาที่หมดสิ้นไป
 โดยไม่ได้ทำอะไรที่เป็นคุณค่า
 เป็นประโยชน์แก่ตนเองบ้าง
 ในชีวิตที่เกิดมาในโลก
 และได้พบพุทธศาสนานี้
ช่างเป็นชีวิต ที่น่าเสียดายยิ่งนัก

เวลาแม้นเพียงหนึ่งนาทีที่
 ผ่านเลยไปนั้น แม้ว่าจะทุ่มเงิน
 จำนวนมหาศาลสักสิบล้าน ร้อยล้าน
 ก็ไม่สามารถซื้อคืนกลับมาได้

ฉะนั้น สิ่งที่น่าเสียดายในโลกนี้
 จะมีอะไรน่าเสียดายเท่ากับ
 ปล่อยให้วันเวลาผ่านเลยไป
 โดยเปล่าประโยชน์
 แม้นว่าจะเพียงแค่นาทีเดียว"

-:-หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร-:-








"บัณฑิต ผู้มีความฉลาด
 ย่อมไม่ดูหมิ่นบาปบุญ
 แม้เพียงเล็กน้อย
 บาปนิดหน่อย ก็ไม่ทำ
 บุญนิดหน่อย ก็ย่อมทำ"

 -:-หลวงพ่อพุธ ฐานิโย-:-






“ไปวัดนั้นว่าเป็นอย่างนั้น ไปวัดนี้ว่าเป็นอย่างนี้ ไปดูพระองค์นั้นเป็นอย่างนั้น พระองค์นี้เป็นอย่างนี้ ตัวเองเป็นอย่างไรไม่คิดบ้างเลย มันได้ประโยชน์อะไร ไปหาดูแต่นอกๆ ไม่สนใจดูตัวเอง เท้าสะดุดรากไม้ หัวตอ อยู่ตลอดเวลา จนล้มลุกคลุกคลาน ไม่ดูเท้าที่สะดุด ดูแต่ต้นไม้ภูเขา ดินฟ้าอากาศโน่น อวกาศโน่น แต่หัวตอ ที่จะให้โดนสะดุดหัวแม่เท้าอยู่ ไม่สนใจดู ความผิดมันอยู่กับเจ้าของ ไม่ได้อยู่ที่รากไม้หัวตอ จึงควรดูเจ้าของ มากกว่าดูสิ่งอื่นใด”

โอวาทธรรมคำสอน..องค์หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปัณโณ

 7 
 เมื่อ: 17 มิถุนายน, 2560, 09:22:35 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
" ผู้มีปัญญา เห็นค่าของตนที่ฝึกแล้ว
 ย่อมยินดีที่จะเผชิญความยาก
 ความยากแม้มากมายเพียงไรก็ตาม
 ย่อมให้ผลเป็นความมีค่าแห่งจิตใจตน
 เป็นความมีค่าแห่งตนเอง
เป็นผลที่คุ้มกับความยากลำบากที่ต้องต่อสู้
 เพื่อให้การฝึกตนเป็นไปด้วยดี
 มีผลสำเร็จสมดังความมุ่งมาดปรารถนา
 บัณฑิตหรือคนดีมีปัญญา
 ย่อมกล้า ย่อมพร้อมที่จะรับความยากทั้งหลาย
 เพียงเพื่อได้มีโอกาสฝึกตน "
 .
--- พระคติธรรม สมเด็จพระญาณสังวร
 สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก





เกิดแก่เจ็บตายไม่เว้นแม้แต่ครูบาอาจารย์พระเถระผู้ใหญ่ หลวงพ่อที่พูดอยู่นี่ก็เหมือนกัน เดินตามกันไปเรื่อย ๆ แต่ไม่รู้ว่าวันไหน พวกเราคณะศรัทธาญาติโยมที่นั่งฟังหลวงพ่อก็เหมือนกัน ก็เดินตามกันไปเรื่อย ๆ บางคนอาจจะแซงคิวครูบาอาจารย์ก็ได้
 ถ้าตามคิวก็คือตามอายุใช่ไหม แต่ลูกหลานบางคนก็มีแซงคิวครูบาอาจารย์ แซงคิวปู่ย่าตายายก็มีมากต่อมาก เพราะฉะนั้น ให้พวกเราท่านทั้งหลาย อย่าตั้งอยู่ในความประมาท เราอาจจะแซงคิวผู้อื่นเขาก็ได้ แล้วเงินในกระเป๋ามีไหม พอเราแซงคิวเขามาได้ เงินในกระเป๋าก็แห้ง เดินโต๋ ๆ เต๋ ๆ ไปหาขอใครในเมืองผีมันยากนะ ถ้าไม่สร้างไปจากตนเองในเมืองมนุษย์
โอวาทธรรม...หลวงพ่ออินทร์ถวาย สนฺตุสฺสโก






"..เรื่องของการภาวนา เป็นการยาก ยากเพราะนานๆครั้ง ยังค่อยมาทำ
 ใจยังไม่อยากทำ ไม่พอใจทำ ไม่ตั้งใจทำ ไม่ใส่ใจทำ ไม่สม่ำเสมอ พอจะทำก็ทำไม่ได้ แล้วก็รำคาญตัวเอง ใส่โทษตัวเอง ว่าตัวกูนี้ เจริญภาวนาไม่ได้หรอก
 ก็เลยเลิก.ไม่ทำ มันต้องอดทนพากเพียร อย่างขนาดหนักจึงจะกุมจิตกุมใจ ของตนเองได้ อันนี้อะไร ๆ ก็ยังมากเต็มหัวใจโลภอยากได้มีอยู่ หลงมัวเมามีอยู่ โทสะร้ายก็ยังมีอยู่ ผู้ข้าฯนะเกิดมาแล้ว
 ๔๐๐ ล้านกว่าชีวิต ผ่านพระพุทธเจ้า
 มาแล้ว ๓๐๐ ล้านกว่าพระองค์ นี่วันนี้ยังต้องนั่งภาวนาอยู่ขี้คร้านไม่ได้ ทำไปตามเรื่องของตน..
" โอวาทธรรมหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ





โจรคนหนึ่งได้หลบหนีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองมาอาศัยหลบซ่อนตัวอยู่ เขาคอยสังเกตดูคนมากหน้าหลายตาที่หลั่งไหลเข้านมัสการหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ และเป็นพระที่ชาวบ้านเคารพนับถือมาก เมื่อมีผู้คนมากันมาก ๆ เช่นนี้จอมโจรใจเหี้ยมก็คิดว่า อย่างไรเสียหลวงปู่อ่อนคงจะมีเงินทองมาก เพราะพวกชาวบ้านต้องมาทำบุญกับท่าน

จอมโจรใจโหดคิดได้ดังนี้ ก็ได้เตรียมอาวุธคิดจะทำร้ายท่าน จอมโจรไปดักซุ่มคอยจะทำร้ายหลวงปู่อ่อนที่กฏิ

ในคืนหนึ่งจอมโจรคอยสังเกตเห็นว่าท่านหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ จะต้องลงมาจากกุฏิ แล้วท่านก็มานั่งหลับตาอยู่เพียงลำพัง หรือมิเช่นนั้น หลวงปู่อ่อนจะต้องลงมาเดินไปมา ก้มหน้าลงดินเหมือนกับว่า กำลังมองหาสิ่งของตกหายอย่างนั้นแหละ

โจรใจโหดคนนี้หารู้ไม่ว่า นั่นพระธุดงคกรรมฐาน กำลังเร่งความเพียรภาวนา และเดินจงกรมเพื่อกำหนดสติสู่ทางบรรลุธรรมมันไม่ได้สนใจอะไรทั้งสิ้น มันรู้เพียงอย่างเดียวว่า "ต้องการสมบัติจากพระ ต้องการเงินทองจากพระ"

มันจึงย่องขึ้นไปบนกุฏิ เพราะความอดรนทนไม่ไหว เมื่อย่องขึ้นไปสายตาก็พบกับห้องว่างเปล่า มีเพียงกลดกางอยู่อย่างเดียว โจรก็เข้าใจว่า หลวงปู่อ่อนคงจะซ่อนทรัพย์สมบัติไว้ในกลด จึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้กลด

จอมโจรกระหยิ่มใจมาก คิดในใจว่า คราวนี้คงจะต้องรวยแน่ๆสมบัติคงจะมากมาย พระสงฆ์องค์เจ้าจะไปใช้อะไรมาก เงินทอง อาหารเหลือเฟือ ชาวบ้านนำมาถวายทุกวัน เงินทองไม่จำเป็นต้องใช้อะไร เราจะเอาไปให้หมด คิดได้ดังนั้นแล้ว จอมโจรก็จับชายมุ้งกลดค่อย ๆ เลิกกลดขึ้น

ทันใดนั้นความตระหนกตกใจเข้ามาแทนที่ ส่วนความกระหยิ่มย่ามใจพลันหายไปสิ้น จอมโจรตกใจสุดขีด ตัวชาไปหมด เพราะสิ่งที่กลิ้งออกมาจากกลดนั้น เป็นหัวกะโหลกผี !

จอมโจรเห็นอย่างชัดเจนว่ากะโหลกผีแน่นอน อย่างอื่นไม่เห็นมีอะไรอีกเลย ทำไมจึงต้องเป็นเช่นนั้น จอมโจรใจชั่วถอยออกมาทั้งโกรธ ทั้งตกใจ ระคนกัน ตกใจก็เพราะหัวกะโหลกที่กลิ้งออกมา ที่โกรธนั้นก็เพราะผิดหวังอย่างแรง เมื่อสมบัติที่คิดว่ามีมากมาย กลับว่างเปล่าเสียได้...เอ๊ะ...อะไรกันนี่

จอมโจรจึงลงมาดักรออยู่หน้ากุฏิของท่านอีกครั้ง ในใจของมันก็ยังเข้าใจว่าหลวงปู่อ่อนไม่อยู่ในกลด ไม่อยู่บนกุฏิ ก็ต้องเข้าหมู่บ้านไปแสดงธรรมแน่ ๆ

ความมานะพยายามที่จะทำร้ายพระสงฆ์องค์เจ้าของคนจิตใจบอดมิดเช่นมันยังดำเนินไปเรื่อย ๆ แทนที่จะเกรงกลัว เพราะกะโหลกมาเตือนในการกระทำของมัน ก็หาได้สำนึกไม่ มันนั่งรอตั้งแต่หัวค่ำ จนดึกดื่นใกล้จะสว่างเสียให้ได้

ทันทีนั้นมันก็เห็นหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ห่มผ้าเป็นปริมณฑลกำลังเดินลงมาจากกุฏิ

เอ๊ะอะไรกันนี่! ก็เรานั่งเฝ้าท่านอยู่ตั้งแต่หัวค่ำจนใกล้รุ่งแล้วและที่บนกุฏิท่านก็ไม่อยู่ จู่ ๆ ท่านกลับเดินลงมายังลานข้างล่าง น่าแปลกใจเหลือเกิน แต่ความอยากได้ความโลภยังมีอยู่ ยกอาวุธทีไร ร่างหายทุกที

ฝ่ายทางหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ท่านก็รู้การมาของโจรใจชั่วคนนี้ เพราะท่านมิได้ไปไหน ก็ท่านนั่งภาวนาอยู่ในกลดนั่นเอง ก็เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ เดินจงกรมไปตามปกติของท่าน

ท่านมิได้สนใจกับโจรเลยแม้แต่น้อย ท่านเดินจงกรมไปจนสุดทาง แล้วก็เดินกลับมาอยู่อย่างนั้น จอมโจรไม่เข้าใจการกระทำของหลวงปู่ท่าน เพราะเห็นท่านเดินไปเดินมาอยู่เช่นนั้น มันจึงค่อย ๆ ย่องเข้าไปใกล้ๆ ท่าน พอท่านหันหลังเดินกลับไปทางเก่า

มันก็ยกอาวุธขึ้นที่จะทำร้าย เป็นที่น่าอัศจรรย์ แสดงปาฏิหาริย์ ร่างของหลวงปู่อ่อนค่อยเลือนลางหายไป

จอมโจรก็พยายามที่จะทำร้ายท่านหลายครั้งหลายหน ครั้นพอเห็นร่างของท่าน จอมโจรชั่วก็เงื้ออาวุธจะทำร้าย ร่างก็เลือนหายไป ๆ เป็นอยู่อย่างนี้ จนที่สุดจอมโจรร้ายเหน็ดเหนื่อย เพราะเวียนตามที่จะฆ่าท่านหลวงปู่อ่อน ญาณสิริหลายเที่ยว จึงทรุดกายลงนั่งอย่างอ่อนกำลังเต็มทน

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ได้ใช้อำนาจอภิญญาอันเร้นลับภายในของท่าน เพื่อทรมานโจรร้ายคนนี้ ท่านบังคับจิตใจของจอมโจรร้ายให้อ่อนลงจนพอควรแล้ว หลวงปู่อ่อน จึงได้เรียกชื่อของโจรร้ายอย่างถูกต้องและให้เข้าไปหาท่าน

ประโยคแรกที่ท่านเรียก จอมโจรต้องตกใจตัวสั่นหันไปทางเสียงบนกุฏิ มันค่อย ๆ คลานไปหาอย่างคนที่จิตใจเลื่อนลอย พอไปถึงหลวงปู่อ่อนท่านพูดขึ้นว่า

"อาตมานั้น เป็นคนรวยจริง แต่รวยธรรมะ ส่วนทรัพย์สมบัตินั้น อาตมาไม่มีหรอก สมบัติของอาตมาก็มีผ้าที่ครองอยู่คือ ผ้า ๓ ผืน กับนี่ บาตรลูกเดียวเท่านั้น”

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ พูดจบก็หยิบบาตรส่งให้จอมโจรดู จอมโจรใจหายวาบ เพราะครั้งแรกตนเองเห็นอย่างชัดแจ้งว่าเป็นกะโหลกผี

จอมโจรผู้มีชนักติดตัวคนนั้น มองดูบาตรที่อยู่ในมือ ของหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ด้วยหัวใจเลื่อนลอย พยายามทบทวนการกระทำของตนอยู่พักหนึ่ง ก็บังเกิดความละอายใจที่ตนคิดร้ายก่อกรรมทำชั่วไว้ในครั้งนี้

จอมโจรสำนึกผิดกลับจิตใจด้วยการ ก้มลงกราบแทบเท้าสารภาพความผิดแก่หลวงปู่อ่อนและได้ให้สัจจะกับหลวงปู่อ่อนว่า

"ท่านพระอาจารย์ครับ กระผมเป็นคนบาปที่คิดไม่ดีกับพระอาจารย์ บัดนี้ตาสว่าง ใจสว่างได้แล้ว กระผมจะขอให้สัจจะ ณ บัดนี้ว่า กระผมจะขอเลิกจากการเป็นโจรคนพาล จะขอกลับตนเป็นคนดีหากินอย่างสุจริต ไม่ขอก่อกรรมอีกต่อไปและขอท่านพระอาจารย์โปรดอโหสิกรรม ยกโทษให้แก่กระผมด้วยเถิด”

หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ ยิ้มรับด้วยความเมตตายิ่ง ท่านได้พูดกับโจรกลับใจพร้อมกับกล่าวตักเตือนดุจบิดาตักเตือนบุตร ด้วยความอ่อนโยนว่า

"เธอได้สำนึกผิด เพราะความหลงผิดของเธอได้แล้วนั้น นับได้ว่า เธอยังเป็นบุคคลที่มีบุญมีวาสนาอยู่บ้าง เราจะขออวยพรให้เธอจงสำเร็จผลดังตั้งใจไว้นะเธอจงจำไว้นะ ผู้มีธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่กับจิตใจอยู่กับตัว ดีกว่ามีทรัพย์สมบัติอื่น ๆ ในโลก"
หลวงปู่อ่อน ญาณสิริ
 วัดป่านิโครธาราม จังหวัดอุดรธานี





ผู้มีปัญญา ย่อมทำตนให้ดีได้.
ผู้สำรวมแล้ว ย่อมรู้จักความวุ่นวายของผู้อื่น.
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
(จันทร์ สิริจนฺโท)







สิ่งที่ปิดบังลี้ลับไม่ให้รู้ให้เห็นก็ไม่ใช่สิ่งใดที่ไหน ได้เคยพูดอยู่เสมอ มีแต่กิเลสทั้งนั้นที่ปิดบังไว้ ไม่ใช่กาล ไม่ใช่สถานที่ ไม่ใช่เวล่ำเวลา ไม่ใช่บุคคล ไม่ใช่สิ่งใดมาปิดกั้นจิตใจไม่ให้บรรลุมรรคผลนิพพาน มีกิเลสอย่างเดียวเท่านั้น จะมีกี่แขนงก็รวมชื่อว่ากิเลส เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะตัณหาอะไร มันเป็นเรื่องของกิเลสแตกแขนงออกไป

เหมือนกับต้นไม้ที่แตกกิ่งแตกก้านแตกแขนงออกไป ออกจากไม้ต้นเดียวนั่นแหละกิเลสก็ออกจากใจดวงเดียว รากฐานของกิเลสแท้ท่านเรียกว่า อวิชชา มันตั้งรากตั้งฐานอยู่ภายในใจนั่นแล และครอบงำจิตใจไว้ แล้วก็แตกแขนงออกไปเป็นกิ่งเป็นก้านสาขาดอกใบไม่มีประมาณ ดังธรรมท่านว่า กิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดอะไรเหล่านี้ มันเป็นกิ่งก้านสาขาของกิเลสอวิชชานั่นแล

เพราะฉะนั้น การพิจารณาจึงต้องพิจารณาตามกระแสของจิตที่เกี่ยวพันกันกับกิเลส ซึ่งทำให้ลุ่มหลงในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส เครื่องสัมผัสต่างๆ พิจารณาคลี่คลายโดยทางปัญญาจะถอดถอนได้ กิเลสผูกมัดจิตใจ กิเลสทำให้มืด กิเลสทำให้โง่ ตัวกิเลสเองมันไม่ได้โง่ มันฉลาด แต่เวลามันมาครอบครองใจเรา เราก็เป็นคนโง่ไม่ทันกลมายาของมัน เพราะฉะนั้น จึงต้องอาศัยหลักธรรมมีสติปัญญาเป็นต้น ซึ่งเป็นเครื่องมือที่กิเลสกลัว นำมาขับไล่ปราบปราม

นักบวชต้องเป็นผู้มีความอดทน ตามหลักของนักบวชเป็นอย่างนั้น มีความขยันหมั่นเพียรก็คือนักบวช ชอบคิดอ่านไตร่ตรองก็คือนักบวช ความไม่ลืมเนื้อลืมตัวก็คือนักบวช ความเอาจริงเอาจังในสิ่งที่ชอบธรรมทั้งหลายก็คือนักบวช นักบวชต้องเอาจริงเอาจังทุกงาน ไม่ว่างานภายนอกงานภายใน มีสติคอยกำกับรักษาใจเป็นประจำ มีปัญญาคอยพิจารณาไตร่ตรองเลือกเฟ้น สอดส่องดูว่าอันใดผิดอันใดถูก ปัญญาแนบนำอยู่เสมอ

ทุกข์ก็ทน คำว่าทุกข์มันไม่ใช่ทุกข์เพราะความเพียรเท่านั้น มันทุกข์เพราะการฝืนกับกิเลสเป็นสำคัญ ความขี้เกียจก็คือเรื่องของกิเลส ความอ่อนแอคือเรื่องของกิเลส เราฝืนความอ่อนแอ เราฝืนความเกียจคร้านซึ่งเป็นเรื่องของกิเลสด้วยความขยันหมั่นเพียร ด้วยความเอาจริงเอาจังจึงเป็นทุกข์ ความเป็นทุกข์ที่ปรากฏอยู่นี้ไม่ใช่เป็นทุกข์เพราะอะไร เป็นทุกข์เพราะความต่อสู้กับกิเลส ถ้าเรายังเห็นว่าความต่อสู้กับกิเลสเป็นเรื่องความทุกข์แล้ว ก็ไม่มีทางต่อสู้กับกิเลสได้ และไม่มีวันชนะกิเลสไปได้เลยแม้ตัวเดียว

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๑






"ความผ่องใส
 หรือความเศร้าหมองของใจ
 มิได้เกิดแต่อะไรอื่น
 แต่เกิดจากความคิดของตนเอง

 ใจขุ่นมัวเศร้าหมองเมื่อไร
 อย่าไปโทษคนอื่นว่าเป็นเหตุ
 โทษความคิดของตัวเอง
 และเปลี่ยนความคิดทันที"

-:- สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ-:-







"ทำให้ได้ดี เท่าเขาเสียก่อน
 จึงค่อยมาวิพากษ์วิจารณ์ มึงไม่ใช่เขา
 ไม่อยู่ในสถานการณ์เหมือนเขา
 อย่าพึ่งด่วนสรุป ว่าเขาไม่ดี"

 -:- หลวงปู่อ่อนสา สุขกาโร -:-







“จริตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน มีมากบ้าง น้อยบ้างต่างกัน เป็นเรื่องของสัตว์โลกที่เกิดมา ได้สร้างความดีไว้ที่ต่างกัน ทุกคนจึงต้องเป็นตามกรรมนั้นๆ จริตของคนเราที่เกิดมาในโลก มี ๖ ประการ คือ ราคะจริต เป็นผู้ที่รักสวยรักงาม เป็นเจ้าเรือน โทสะจริต เป็นผู้มักโกรธง่าย ผูกโกรธไว้เป็นเจ้าเรือน โมหะจริต เป็นผู้หลงงมงาย มืดมน วิตกจริต เป็นผู้ไม่แน่นอน ตกลงใจไม่ได้ สัทธาจริต เป็นผู้มักเชื่อง่าย ถือมงคลตื่นข่าว และพุทธะจริต เป็นผู้ใช้ปัญญาตรึกตรองมาก จริตทั้ง ๖ ประการ เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องรู้และหมั่นพิจารณาเนืองๆ ว่า ตนนั้นตกอยู่ในจริตข้อใด หรือจริตข้อใด เป็นเจ้าเรือน เมื่อรู้แล้ว จงกำหนดจิตของตน ให้แน่วแน่ละจริตนั้นๆ เสีย ทำบ่อยๆ จนจิตสงบ เยือกเย็น ได้ชื่อว่า เป็นผู้ละกิเลส ตัณหา อุปาทานที่เกิดขึ้นได้”

โอวาทธรรม:องค์หลวงปู่อ่ำ ธัมมกาโม








"เลือกวิธีที่ชอบ"

ถาม : ระหว่างดูลมหายใจ หรือบริกรรมว่าพุทโธ หรือบริกรรมว่าตายตาย อย่างไหนจะทำให้จิตรวมได้เร็วกว่ากันครับ

พระอาจารย์ : ลองดูสิ แต่ละคนมันไม่เหมือนกัน จริตของคนไม่เหมือนกัน เหมือนกับอาหารที่เรากินนี้ กินแล้วอิ่มเหมือนกัน แต่บางคนกินง่ายกินยาก ถ้าไปกินของที่เราไม่ชอบนี้ กว่าจะอิ่มมันฝืนมันต้องคอยยัดเข้าไป แต่ถ้าของที่เราชอบนี้ไม่ต้องยัด มันดูดเข้าไปเลย ก็เหมือนกัน วิธีนั่งสมาธิแต่ละคนก็มีวิธีที่ชอบหรือไม่ชอบ ฉะนั้นเราเลือกวิธีที่ชอบ ถ้าเราชอบตาย ก็ตายตายตายตายตายไป คนที่ไม่ชอบตายไปท่องตายมันก็ไม่ไหว มันก็เครียดขึ้นมา ฉะนั้นมันแล้วแต่จริต บางคนก็พุทโธ บางคนก็ตาย แล้วแต่ความเหมาะสม บางคนก็ดูลมหายใจเข้าออก คนเรามีจริตไม่เหมือนกัน การสร้างสติก็เหมือนกับอาหารมีหลายชนิด บางคนก็ชอบก๋วยเตี๋ยว บางคนก็ชอบข้าวผัด บางคนก็ชอบอะไรเคเอฟซี บางคนก็ชอบแมคโดนัลด์ ถึงมีร้านอาหารหลายๆ ชนิดขึ้นมา แต่กินแล้วมันเหมือนกันไหม มันก็อิ่มเหมือนกันใช่ไหม ก็เท่านั้นแหละ.

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







คนเรานั้น หากไม่สามารถก้าวข้ามความเป็นปุถุชน
 สู่พระโสดาบัน ท่านว่ายังไม่ปลอดภัย จากการตก
 ไปสู่อบายภูมิ และการตกอบายภูมิ อาจใช้เวลานาน
 แสนนาน กว่าจะได้คิวกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง
 เพราะฉะนั้น พึงอย่าประมาทในการทำ ความดี...

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี...





ทำทานแล้วตั้งจิตอธิษฐาน..
ขอให้ชาติหน้าได้เกิดเป็นเทวดา เป็นนางฟ้า
 ขอให้ทำมาค้าขึ้น ขอให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี

ทำทานร้อยบาท.. แต่ขอให้ร่ำรวยนับล้าน
ขอให้ถูกกินแบ่งรัฐบาล สลากกินรวบ
 ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติสวรรค์

หากชาติก่อน.. ไม่เคยได้ทำบุญใส่บาตร
 ฝากสวรรค์เอาไว้ อยู่ๆมาขอเบิกในชาตินี้
 จะมีที่ไหนมาให้
 การทำทานด้วยความโลภเช่นนี้..
ย่อมไม่ได้บุญอะไรเลย

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
(เจริญ สุวฑฺฒโน)

 8 
 เมื่อ: 16 มิถุนายน, 2560, 17:28:15 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




516. มันคือหนึ่งในเทพหนังโหดที่หางานตัวต้นฉบับดูได้ยากที่สุดเรื่องหนึ่งในโลกใบนี้  :  Absolutio / 2013

ชื่อของมันคือ Absolutio หรือ Absolutio - Erlösung im Blut / 2013 หนังสยองขวัญสายเทพหนังโหดจากเยอรมันโดย Director: Philip Lilienschwarz : ซึ่งได้ Patrick Manzecchi มาช่วยเกลาบทให้มันจิตเเบบสุดขีด

ใน Absolutio / 2013 หนังโฟกัสลงไปที่นักบวชนอกรีตคนหนึ่งชื่อ Jesaja (รับบทโดย Stefan Vancura) ชายวัยกลางคนผู้ต้องการชำระบาปกรรมให้เเก่เพื่อนมนุษย์บาปหนาทุกคนบนโลกใบนี้

มันเริ่มจากช่วงเวลาที่ Jesaja ได้เห็นมารดาของตนตายลงอย่างชวนทุกข์เวทนาในอดีต เขาเริ่มสังเกตอะไรบางอย่างได้ว่า "นั่นคือหนทางเเห่งหารหลุดพ้นที่เเท้จริงของผู้มีบาปหนา"  Jesaja จึงเริ่มสะสมอาวุธ เครื่องลางของขลังในลัทธินอกรีต ใช่...เขาต้องมีห้องลับใต้ดินสำหรับลงทัณฑ์เหยื่อ เพื่อส่งมันขึ้นสวรรค์เเละลงนรก พระเจ้าจะต้องชื่นชมในสิ่งที่เขากระทำเป็นเเน่   ไม่นาน Jesaja ก็เริ่มออกสำรวจ-สังเกตผู้คนว่าใครบ้างที่เข้าข่ายคนบาปหนา จากนั้นจึงลักพาตัวนำพวกมันกลับมายังห้องลับใต้ดิน เเล้วทำการเชือดเหยื่อเพื่อบูชากางเขนศักดิ์สิทธิ์-บูชาพระเป็นเจ้าที่เขาศรัทธาอย่างเปี่ยมล้นด้วยการ... "บดขยี้ร่างของเหยื่อทุกคนออกเป็นชิ้นชิ้น!"  อนึ่ง หลังจากที่ Jesaja เริ่มฆ่า เขาก็เริ่มติดใจในศรัทธาอันวิปริตของตน ประจวบกับห้วงเวลานี้เองที่ทางการเริ่มส่งนักสืบเข้าสางคดีคนหายภายในเมืองเเห่งนี้ รวมทั้งผู้ไล่ล่าอีกกลุ่มที่ต้องการล้างเเค้นจากผลการกระทำของเขาก็กำลังมาเยือนอาณาบริเวณของผู้ล่าเจ้าถิ่นด้วยเช่นกัน....

ฉากโหดอันเป็นที่กล่าวขวัญจากหนังเรื่องนี้
ถ้าไม่นับฉากที่นักบวชนอกรีต Jesaja จับเหยื่อมาตัดนิ้วด้วยกรรไกรเหล็ก, ใช้มีดเเซะลูกตาจนหลุดออกมาทั้งยวง, หั่นข้อเท้าของเหยื่อให้เดินไม่ได้, กรีดศีรษะของเหยื่อด้วยของมีคมเเล้วกระชากหนังหัวเหยื่อทิ้ง (ขอให้ลืมฉากพวกนี้ซะเพราะ...เรามีฉากในตำนานอันเป็นที่กล่าวขวัญจาก Absolutio / 2013 มานำเสนอ) นั่นก็คือ "ฉากสาวไส้ใส่เครื่องหมุนโบราณ" คือฉากที่นักบวชนอกรีตจับลุงเเก่ๆคนหนึ่งมามัดตัวติดเก้าอี้ไว้ จากนั้นเขาก็ค่อยๆใช้มีดสั้นกรีดลงไปตรงบริเวณช่องท้องของเหยื่อเพียงเเผ่วเบา เเล้วก็...สาวไส้ของเหยื่อออกมา ช้าๆ เเล้วเกี่ยวไส้ของเหยื่อไว้กับเครื่องหมุนโบราณ จากนั้นก็ หมุน หมุน หมุน...จนไส้ทั้งยวงของเหยื่อถูกดึงออกมาจนหมดท้อง (ฉากนี้เหยื่อร้องโหยหวล เจ็บปวดเเบบสุดๆจนขาดใจตาย...)

**** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน 
เป็นหนังโหดจากเยอรมันที่หนังค่อยๆปรับความรุนเเรงเรียงจากน้อยไปหามาก 1-2-3-4- เเละ 5 (สูงสุด)  ช่วงเเรกคนดูอาจอยากหลับ เเต่ขอบอกว่าพอหนังเริ่มกลางเรื่องไปนิดๆ ฉากโหดหลายฉากจะค่อยๆถูกปล่อยออกมา  เรื่องนี้เป็นหนังโหดที่โหดเเบบจริงๆจังๆนะ ถึงจะไม่โหดวิปริตชวนเป็นลมอย่างงานรุ่นพี่ๆ เช่น เซอร์เบีย เเละสิงหาคลั่ง เเต่กระนั้นก็ดี Absolutio / 2013 กลับเป็นหนังโหดที่โหดเเบบเรียบๆ เหี้ยมอย่างมีชั้นเชิง เเละกลมกล่อมประหนึ่งกาเเฟเเก้วขมระหว่างวันทำงานที่ดูดีมิใช่น้อยเลย  ฉะนั้นการจะดูหนังเรื่องนี้ให้สนุก ขอคนดูอย่าตั้งความหวังกับมันเอาไว้ให้มากเกินไปเเล้วคุณจะดูหนังเรื่องนี้สนุกขึ้นอีกเป็นกอง ถ้าให้คะเเนนความสนุกก็ซัก 7.5 / 10 คะเเนนกำลังดีครับ (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆนะจ๊ะ)




































 












 9 
 เมื่อ: 16 มิถุนายน, 2560, 05:36:59 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
...ถ้าเราอยากจะ "มีแต่วันสุข ไม่มีวันทุกข์"
เราก็ต้องสอนใจให้ "รู้เฉยๆ"
ไม่ต้องไปวิพากษ์วิจารณ์ว่าดี หรือไม่ดี
.
 ...เขาจะดีก็เป็นเรื่องของเขา
เขาจะไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขา
 เขาไม่มีวันที่จะทำร้ายเราได้
 เขาไม่มีวันที่จะทำให้เราดีขึ้นมาได้
 เขาไม่มีวันที่จะทำให้เราเลวลงไปได้
.
 ...สิ่งที่จะทำให้เราเลวหรือดีขึ้นไป
 ก็คือ "อยู่ที่ตัวเราเอง" อยู่ที่ว่าเรา
 หยุด"ความวิพากษ์วิจารณ์" ได้หรือเปล่า
 หยุด "ความอยาก" ได้หรือเปล่า
.
 ...ถ้าเราหยุดได้ "เราก็จะดี เราก็จะสบาย"
ถ้าเราหยุดไม่ได้ "เราก็จะทุกข์ เราก็จะวุ่นวาย".
 ..................................................
 .
คัดลอกการแสดงธรรม
 ธรรมะบนเขา 20/7/2556
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี






"...วันนี้คนที่ไม่เคยมารู้จักหลวงพ่อ ก็มารู้จักก่อนเนอะ
 สำคัญของชีวิตของเราคือ การปฏิบัติธรรม ทำงานให้มีความสุข ปรับปรุงตัวเองให้มีความสุข
 ให้ครอบครัว ให้ประเทศมีความสุข
 เราทำงานมีความสุข คนอื่นก็ให้เค้ามีความสุขด้วย
 คนเรา เราอย่าไปมีความสุขคนเดียวเนอะ
 ภรรยาเราต้องมีความสุข ลูกเรา หลานเรา ประชาชนต้องมีความสุขไปพร้อมๆกัน
 เราพยายามพัฒนาการงานเราด้วย พัฒนาจิตใจเราไปด้วยพร้อมๆกัน
 เราทำไปเรื่อยๆให้มันเป็นนิสัย เป็นปฏิปทา
 เดี๋ยวมันก็ค่อยๆดีขึ้น
 หลวงพ่อมองดูแล้ว คนเกาหลีเค้าฝึกมาดีน่ะ
 เรามาพัฒนาให้มันดีขึ้นอีก
 ให้ทุกๆท่านก็เดินทางไปให้ปลอดภัย
 หลวงพ่อให้พระไปน่ะ ดีมากนะ
 เราเอาเป็นพระประจำตัวเรา
 เราเอาไปเลี่ยม แล้วก็ห้อยคอก็ได้
 ไหว้พระพร้อมกันนะ..."

หลวงพ่อกัณหา สุขกาโม
 วัดป่าทรัพย์ทวีธรรมาราม
 วันพุธที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๐





ศีลทั้งหลาย มีศีล ๕ เป็นเค้า ศีล ๕ เปรียบเหมือนแผ่นดิน
 ศีล ๘ เหมือนต้นกล้วย ต้นอ้อย ศีล ๒๒๗ เหมือนต้นข้าว
 เปรียบเหมือนนายเศรษฐี จะทำนาก็ดี จะปลูกต้นกล้วยก็ดี
 ต้นอ้อย ต้นข้าวทั้งหลายนี้ปลูกลงในแผ่นดิน
 ไม่มีดิน กล้วย อ้อย ทั้งหลายก็ตาย
 นี่แหละศีลทั้งหลายมีศีล ๕ เป็นเค้า (ต้น)
เมื่อได้ศีล ๕ แล้ว ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ก็ได้เค้า
 ศีล ๕ ก็เค้าขาของเราทุกคน เค้าแขนของเราทุกคน
 ศีล ๕ ก็หัวใจ ของเรานี้แหละ หัวใจนั้นคืออะไร?
การที่เราเกิดมานี้เรียกว่าผู้หญิงผู้ชายนี้ ก็เป็นเพียงแต่ขันธ์เท่านั้น
 ส่วนใจนั้นทำให้เป็นพระอรหันต์ได้
 เหตุนั้น ธรรมอรหันต์ ก็คือ ใจ นั่นแหละ
.
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม






"คนเราเมื่อเกิดความอยากขึ้น แสวงหาทุกสิ่งทุกอย่าง
 เมื่อเวลาความตายมาถึงแล้ว สิ่งที่หามาได้ อาศัยไม่ได้"

หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล






พอมีประโยชน์เขาก็คบ
 พอหมดประโยชน์เขาก็เลิกคบ

หลวงพ่อปฐม ธมฺมธีโร
 วัดป่าศรีวิลัย อำเภอส่องดาว
จังหวัดสกลนคร





“เรื่องของกรรม”
..ให้ถือเรื่องของกรรมนี้เป็นหลักใหญ่ไว้ เรื่องดีเรื่องไม่ดี เราได้รับความทุกข์ทรมาน หรือได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ ด้วยวิธีการอย่างไรก็ตาม ถ้าถือเรื่อกรรมกันง่าย ๆ ก็หมายความว่า เราเคยได้กระทำมาแต่ก่อน นี้ถือว่าเป็นผลซึ่งเราได้รับในปัจจุบัน หรือเขาทำให้เราก็ตาม หรือเราทำให้เขาก็ตาม ให้ถือหลักของกรรมนี้ไว้ เพื่อเป็นการแก้ไข แก้จริตนิสัย ไม่ให้เดือดร้อนวุ่นวายมาก ถ้าหากไม่มีเชื้อบ้างมันก็เกิดขึ้นได้ยาก ต้องมีเชื้ออยู่ไม่น้อยก็มาก ให้เข้าใจว่าอย่างนั้น แม้จะดิ้นรนวุ่นวายสักเท่าไหร่ก็ตาม ก็ต้องเป็นไปตามวาสนา ในเรื่องของกรรม ซึ่งเราได้กระทำมาก่อนทั้งนั้น..

หลวงปู่ศรี มหาวีโร
 เทศนา เรื่อง บุญเป็นชื่อแห่งความสุข






...พระพุทธเจ้าไม่สามารถ
"แก้กิเลสของเราได้ "
ครูบาอาจารย์ก็..แก้กิเลสเราไม่ได้
 ท่านมีแต่"คอยแนะนำวิธีแก้ให้กับเรา"
 .
 ...แต่ถ้าเรา
"ไม่เอามาแก้ ก็แก้ไม่ได้อยู่ดี"
จงมองว่า..ร่างกายเป็นเครื่องมือ
 ไว้สำหรับ "แก้ปัญหาของใจ"
 .
 ...ต้องมีร่างกายเพื่อจะ
"ได้ยินได้ฟังธรรมะ"
เมื่อได้ยินได้ฟังแล้วจะได้เอา
 ร่างกายมาทำงาน มาแก้กิเลส
 เดินจงกรม นั่งสมาธิ ต่อสู้กับกิเลส
.
 ...ต่อไปกิเลสตัณหาก็จะหมดไปๆ...
 ........................................
 .
คัดลอก กัณฑ์ที่ ๒๒๖
 ๑๒ / ๖ / ๒๕๔๘ (จุลธรรมนำใจ ๑)
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
 วัดญาณสังวรารามฯ ชลบุรี







"ชีวิตขรุขระเพราะกรรมเก่า"

" .. พื้นแผ่นดิน แม่น้ำ ภูเขา ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ คนเรามีปัญญาถมให้เป็นถนน ขุดให้เป็นแม่น้ำ ลำคลอง ทำสะพานข้ามแม่น้ำใหญ่ สร้างทำนบกั้นน้ำ ฉันใด "ความขรุขระของชีวิตเพราะกรรมเก่า ก็ฉันนั้น"

เหมือนความขรุขระของแผ่นดินตามธรรมชาติ "คนเราสามารถประกอบกรรมปัจจุบัน ปรับปรุงสกัดกั้นกรรมเก่า" เหมือนอย่างสร้างทำนบกั้นน้ำเป็นต้น เพราะคนเรามีปัญญา

"อันที่จริงทั้งความสุขทั้งความทุกข์เป็นอุทกภัยเหมือนกัน" ถ้ามีสิ่งที่เป็นเกาะเป็นที่พึ่งของใจดีแล้ว ก็ไม่เดือดร้อน "การทำใจก็คือ คนมีเกาะของใจดีที่ได้สร้างสมมาแล้วและกำลังสร้างสมอยู่"

"ผู้ที่ทำกรรมดีอยู่มากเสมอ ๆ จึงไม่ต้องกลัวกรรมชั่วในอดีต" หากจะมีกุศลของตนก็จะชูช่วยให้มีความสุขความเจริญสืบไป "ถ้าได้แผ่เมตตาจิตอยู่เนื่อง ๆ ก็จะระงับคู่เวรอดีตได้อีกด้วย" ระงับได้ตลอดถึงปัจจุบัน .. "

สมเด็จพระญาณสังวร
 สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙







“รู้จักตัวเอง”
..พระพุทธเจ้าท่านสอนตามหลักความจริงนะ ถ้าเราเชื่อหลักนี้แล้ว ให้เป็นผู้ยินดี ตามมีตามได้ ทำไปตามเรื่องของตัวเองนี้หละ วาสนาบารมีตัวเราก็แค่เราเห็นนี้หละ ปัญญาความเฉลียวฉลาดแค่ไหน ก็ใช้ไปตามนั้นหละ กำลังกาย กำลังทรัพย์ กำลังสติปัญญาเท่าไหน ก็ทำไปตามแบบของเรานี้หละ ถ้าไม่เกินตัว ไม่เกินส่วน ให้รู้จักพอดิบพอดี มันก็ไปง่าย จะไปคิดใหญ่ ๆ จนเกินตัว มันไปยาก อันนี้ต้องคำนึง ต้องรู้จักตัวเองนะ..

หลวงปู่ศรี มหาวีโร
 เทศนา เรื่อง บุญเป็นชื่อแห่งความสุข







"ความสุขที่คนไม่ค่อยได้สัมผัส"

ภายหลังสวดมนต์ทำวัตรเย็น หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ ได้ปรารภธรรมให้ฟังว่า

"น่าสงสารชาวโลกที่ไม่รู้จักความสุขจากการที่ใจสงบ จึงได้แต่แสวงหาความสุขทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางสัมผัส เหมือนคนเสียสติ ไม่ว่าจะหกล้ม หัวแตก ขาหัก ก็ยังพอใจ"

หลวงปู่ยังพูดตบท้ายให้ลูกศิษย์ ณ ที่นั้นต้องพากันนั่งก้มหน้าอีกว่า "ทีมานั่งสมาธิ เวทนาเกิดขึ้นหน่อย ทำเป็นจะตาย"
 ________________
บันทึกโดย "พอ"
๓ มีนาคม ๒๕๓๙
 วัดเมตตาฯ เมืองซานดิเอโก







อารมณ์แห่งธรรม คือ ความคิดความปรุงในคำบริกรรมนี้ แม้จะเป็นความปรุงเหมือนกันกับความคิดปรุงต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพราะกิเลสผลักดันให้คิดให้ปรุง แต่ความคิดปรุงประเภทนี้เป็นความคิดปรุงในแง่ธรรมเพื่อความสงบ ผิดกับความคิดปรุงธรรมดาของกิเลสพาให้ปรุงอยู่มาก กิเลสพาให้คิดปรุงนั้น เหมือนเราเอามือหรือเอาไม้ลงกวนน้ำที่มีตะกอนอยู่แล้ว แทนที่มันจะใสแต่กลับขุ่นมากขึ้นฉะนั้น แต่ถ้าเอาสารส้มลงกวนนั้นผิดกัน น้ำกลับใสขึ้นมา

นี่การนำอารมณ์เข้ามากวนใจ แทนที่ใจจะสงบ แต่กลับไม่สงบและกลับแสดงผลขึ้นมาให้เป็นความทุกข์ร้อนเสียอีก ถ้าเอาพุทโธเป็นต้น เข้าไปบริกรรมหรือแกว่งลงในจิต โดยบริกรรมพุทโธๆ แม้จะเป็นความคิดปรุงเหมือนกันก็ตาม แต่คำว่าบริกรรมนี้ซึ่งเปรียบเหมือนสารส้ม จึงทำให้ใจสงบเย็นลงไป

ท่านผู้สั่งสอนท่านมีเหตุมีผล เพราะท่านได้ดำเนินมาก่อนพวกเรา และรู้มาก่อนแล้วจึงได้นำมาสอนพวกเรา จึงไม่ใช่เป็นทางที่ผิด ความคิดปรุงเช่นนี้เรียกว่าเป็นฝ่ายมรรค เป็นฝ่ายระงับดับทุกข์ทั้งหลาย ความคิดปรุงตามธรรมดาของสามัญชนเราซึ่งไม่มีข้ออรรถข้อธรรมเข้าไปเกี่ยวข้อง ด้วยนั้น เป็นความคิดปรุงที่เป็นสมุทัยอันเป็นแดนผลิตทุกข์ขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นผลเดือดร้อน

ในขั้นแรกก็ให้ได้ทรงสมาธิสมบัติภายในใจ อย่าให้ใจว่างเปล่าจากสมบัติอันมีค่าตามลำดับ ต่อไปพิจารณาด้านปัญญา ฝึกหัดคิดอ่านไตร่ตรอง อะไรเข้ามาสัมผัสก็เทียบเคียงหาเหตุหาผล หาต้นหาปลายของมัน ไม่ปล่อยให้อารมณ์นั้นๆ มาคว้าเอาของดีไปกินเปล่าดังที่เคยเป็นอยู่เสมอ อารมณ์นั้นมีอยู่เกิดอยู่เสมอ เดี๋ยวก็มีเรื่องหนึ่งขึ้นมาสะดุดใจให้ได้คิดเป็นเงื่อนต่อไปอีก และเข้าใจในเงื่อนนั้นเข้าใจในเงื่อนนี้ แล้วปล่อยไปๆ นี่เป็นวาระที่จะตัดกิเลส ส่วนสมาธิเป็นเพียงควบคุมกิเลสเข้ามาสู่จุดรวมคือใจ ปัญญาเป็นผู้คลี่คลายขุดค้นหากิเลส และตัดฟันหรือทำลายทีละชิ้นละอันโดยลำดับลำดา

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมพระ ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๒๑







"บุคคลใด เป็นคนเลี้ยงง่าย
 มีกิจวัตรประจำวัน ที่เรียบง่าย
 ใจจะสบาย การปฏิบัติก็รวมใจ
 เป็นหนึ่งได้ง่าย ความวุ่นวายก็น้อยลง
 ความกังวลยึดติดจะไม่มี"

 -:-หลวงปู่ท่อน ญาณธโร-:-







"การอยู่ในโลกนี้
 เหมือนอยู่ในกองไฟ
 และเหมือนอยู่ในคุกตะราง
 ให้รีบเร่ง แสวงหาทางออกเสมอ
 อย่าได้นิ่งนอนใจ
และหลงยินดีเพลิดเพลินอยู่"

-:-ครูบาเจ้าพรหมา พรหมจกฺโก-:-





คนจริง ย่อมไม่ยุ่งเกี่ยวกับของเล่น
 คนชอบเล่น ย่อมไม่รู้จักความจริง.
พระอุบาลีคุณูปมาจารย์
(จันทร์ สิริจนฺโท)

 10 
 เมื่อ: 15 มิถุนายน, 2560, 17:44:49 
เริ่มโดย คุณาพร. - กระทู้ล่าสุด โดย คุณาพร.




515. เมื่อฆาตกรโรคจิตจอมชำเเหละ ปะทะ ผีดูดเลือด!! มันคือสงคราม...The Augusta Street Ripper / 2014

ดูเหมือนหนังไม่สนุก เเต่หลังจากดูจบ(ขอบอก) สนุกสุดๆ!! (สนุกเเบบ 20+)

The Augusta Street Ripper / 2014 หรือ The Augusta Street Ripper เรื่องนี้เป็นหนังสั้นสยองขวัญสาย Genres: Short | Horror | Thriller ความยาวประมาณ 20 นาทีจากบราซิล โดยผู้กำกับ Directors: Geisla Fernandes เเละ Felipe M. Guerra

หนังนำเสนอเเง่มุมของนักล่าสองคน

นักล่าคนเเรก....เป็นผีดูดเลือดสาวที่ชำนาญการหลอกล่อชายหนุ่มให้ร่วมขึ้นห้องหอของนาง จากนั้นจึงจิกหัวดูดเลือดจนหมดตัว

นักล่าคนต่อมา....เป็นฆาตกรโรคจิตที่ชำนาญการวางยานอนหลับเหยื่อ จากนั้นจึงจับเหยื่อสาวมาชำเรา-เเล้วชำเเหละร่างออกเป็นชิ้นๆ โดยฆาตกรโรคจิตรายนี้จะเสพความเจ็บปวดของเหยื่อเป็นอาหารสุดวิเศษในเเต่ละมื้อเพื่อเพิ่มพลังชีวิตให้กับตนเอง

คราวนี้....อะไรจะเกิดขึ้น เมื่อนักล่าทั้งสองคนออกล่าเหยื่อในอาณาเขตเดียวกัน!!

**** ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน  : เป็นหนังสั้นสยองขวัญเเนวๆผีดูดเลือด(สัญชาติบราซิล)ที่สนุกมากๆ หนังมีการดำเนินเรื่องที่รวดเร็ว ว่องไวตามฉบับหนังสั้น เเต่ขอบอกว่าโดนภาพรวมหนังเด็ดเเบบสุดๆ (หน้าพระเอกตอนพยายามหั่นเหยื่อโคตรโรคจิต) หนังมีฉากโหดๆ...เพียบ!! อาทิ ฉากใช้มีดเเทง-ทะลวงลำตัวเหยื่อ ฉากใช้ลวดหนามรัดเหยื่อจนเลือดกระฉูด ฉากใช้คีมหนีบหัวนมเเล้วกระชากจนหัวลมหลุด เเละฉากใช้สว่างเจาะต้นขา ใช้ตะปูตอกลงไปตรงบริเวณหัวเข่าของเหยื่อ เป็นอาทิ

แอบตลกตรงระหว่างหั่นเหยื่อ พระเอกเดินเปลือยกระเจี๊ยวห้อยโทงเทง! (555+)

ถ้าให้คะเเนน ผมให้ 9 / 10 คะเเนนครับ (หนังสนุกมากๆ เสียดายสั้นไปนิด / ความเห็นส่วนตัวนะเออ)






 

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10