Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
28 มีนาคม, 2560, 01:16:45

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 4 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee

สำคัญที่ความปรุงของจิต ปรุงขึ้นมาแล้วสัญญาจะหมายทันที เหมือนว่าสังขารนี้ปรุงขึ้นมายื่นให้สัญญา สัญญาเป็นผู้รับช่วงแล้วตีความหมายออกไปในแง่ต่างๆ จนไม่มีสิ้นสุดนั่นแหละที่เราหลง เราหลงความสำคัญมั่นหมายของตัวเอง หลง “เงา”ของตัวเอง ที่ออกวาดภาพไปเป็นเรื่องต่าง ๆ เพลินอยู่ทั้งวันทั้งคืน เพลินเพราะอะไร? โศกเพราะอะไร?

เพลินก็ดี โศกก็ดี เพราะ “เงา” ของจิตที่แสดงตัวออกเป็นเรื่องเป็นราว เรื่องนั้น เรื่องนี้ เรื่องอดีต เรื่องอนาคต ที่เคยผ่านมาแล้วก็ดี ที่ยังไม่มาถึงก็ดี ยังไม่มีก็ดี มีแต่เรื่องของจิต ออกวาดภาพหลอกตัวเองทั้งสิ้น เราอยู่ด้วยความคิดความปรุง ความวาดภาพต่างๆ ของตัวเอง เพลินและโศกด้วยความคิดปรุง ด้วยความวาดภาพของตัวเองทั้งนั้น ในวันเวลาหนึ่งๆ ไม่มีเวลาว่างจากการวาดมโนภาพหลอกกวนตัวเองเลย ปราชญ์ท่านรู้ทันกลมารยาของขันธ์ท่านจึงไม่หลง

เวลา “สติปัญญา” หยั่งลงไปจริงๆ แล้ว ย่อมทราบได้ในขณะนั้น ปกติจิตเป็นอย่างนั้นจริงๆ ดังคนไม่เคยภาวนา พอเริ่มภาวนาก็ส่งจิตออกไปนอกลู่นอกทาง ไม่มีหลักยึด เช่น คำบริกรรม มี “พุทโธ” เป็นต้น นั่งอยู่นี่ บางทีตาเหม่อมองอะไรก็ไม่รู้ แต่จิตนั้นคิดและวาดภาพร้อยแปดพรรณนาไม่จบสิ้นลงได้ ใจก็หลงเพลินไปตามนั้น หรือเหม่อไปตามอารมณ์ของตัวที่ปรุงแต่งขึ้นมา หลงอารมณ์ของตัวเองนั้นแล มากกว่าจะตั้งใจภาวนา ฉะนั้นจิตจึงหาความสงบได้ยาก เพราะไม่มีสติควบคุมงานภาวนาพอให้จิตสงบได้บ้าง

เมื่อได้ใช้สติปัญญาในด้านสมาธิ ในด้านปัญญานี้แล้ว ถึงจะทราบชัดว่า อาการเหล่านั้นเป็นอาการที่ออกไปจากจิตแล้วหลอกจิต ผู้ไม่มีสติปัญญาทันกับเหตุการณ์ หรือทันกับสภาพเหล่านั้นใจให้มีความลุ่มหลงไปตาม จนหาความสงบเย็นใจไม่ได้ ทั้งที่ความมุ่งหมายเดิมตั้งใจภาวนาเพื่อใจสงบ อารมณ์เครื่องหลอกนั้นๆ จึงทำให้เกิดความดีใจ เสียใจ เกิดความรัก ความชัง เกิดความโกรธ ความหงุดหงิดอยู่ไม่ถอย ไม่ว่าผู้ภาวนา หรือผู้ไม่สนใจภาวนาเลย ทั้งนี้เพราะผู้ภาวนาก็ไม่ตั้งสติรักษาใจตัวเอง ผลจึงเป็นบ้าไปตามอารมณ์พอๆ กัน นี้ขรัวตาบัวเคยเป็นมาแล้ว ไม่แกล้งคุยอวดบ้าของตัวกับท่านผู้ใด

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๙






"คนเราเวลานั่งภาวนา
 กว่าใจจะสงบได้
 ก็ต้องใช้เวลานาน
 แต่พอจะออกจากที่นั่ง ก็ทิ้งเลย

 อย่างนี้เรียกว่า
 เวลาขึ้นบ้าน ก็ขึ้นบันใด
 เวลาลง ก็กระโดดลงหน้าต่าง"

-:-ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก-:-






ประการที่สาม เวลาพิจารณาร่างกาย บางทีจิตมีความสัมผัสกับเวทนาก็แยกไปพิจารณาเรื่อง “เวทนา” อีก แล้วแต่จริตของจิต เวลาจะแยกไปพิจารณาเวทนา ใจมันก็ส่งเข้ามาหากายอีกเช่นเดียวกัน เพราะกายกับเวทนาเกี่ยวโยงกัน ที่จำต้องพิจารณาประสานกันไปในขณะเดียวกัน ตามแต่ถนัดในโอกาสใด เวทนาใด และอาการของกายใด พิจารณาเวทนา คำว่า “ทุกข์” ก็สักแต่ว่าทุกข์มันดู มันกำหนด มันซักซ้อม มันปล่อยวางอยู่ตรงนั้นแล้วก็ย้อนเข้ามาหากาย กายก็เป็นกาย เวทนาก็เป็นเวทนา แล้วย้อนเข้ามาหาจิต จิตก็เป็นจิต พิจารณาทดสอบหาความจริง ทั้งกาย ทั้งเวทนา ทั้งจิต ซึ่งเป็นตัวการทั้งสามนั่นแล จนเป็นที่เข้าใจเป็นชิ้นเป็นอัน ว่าต่างอันก็เป็นความจริงด้วยกัน

เมื่อ “จิต” ถอยออกมาจาก “กาย” และ “เวทนา” เสีย กาย กับ เวทนา ก็ไม่ปรากฏ ปรากฏแต่ความรู้ล้วน ๆ เมื่อกระแสจิต “แย็บ” ออกไปรู้ เวทนาก็ปรากฏเป็นเวทนาขึ้นมา อาการนั้นๆ ก็เป็นเครื่องส่อให้เห็นว่าอาการใดที่จะปรากฏ ก็เพราะความรู้อันนี้ไปให้ความหมายสิ่งนั้นว่าเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้

ถ้าจะคิดไปในทางผูกมัดว่า “ตนเอง” คือ ไปในทาง “สมุทัย” ก็ต้องอาศัยความหมายนี้พาไป พายึดพาถือ พาไปสำคัญมั่นหมายต่างๆ ถ้าเป็นไปในทางปัญญาก็อาศัย “ปัญญา” ซึ่งเป็นกระแสของจิตนี่เอง ใช้พิจารณาไตร่ตรองจนเห็นชัดด้วยปัญญาแล้ว ถอนตัวเข้ามาอย่างมีเหตุมีผลเต็มตัว ไม่ใช่ถอยเข้ามาหาแบบขี้เกียจอ่อนแอ หรือแบบยอมแพ้ ชนิดหมอบราบคาบหญ้าหาทางต่อสู้ไม่ได้

พ่อแม่ครูอาจารย์หลวงปู่ใหญ่พระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมฆราวาส ณ วัดป่าบ้านตาด
 เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๑๙




“..ถ้าความเพียรของเรากล้า มันเผาได้หมดทุกอย่าง เผากิเลสได้หมด เผาความโลภ ความโกรธ ความหลง ออกจากหัวใจของสัตว์โลก เผาได้หมดทุกอย่าง ในร่างกายของเรานี้อะไรจะมาขวางไม่ได้ จะมาปิดบังไม่ได้..”
หลวงตาสรวง สิริปุญโญ





"..บวชมาเป็นพระป่าพระกัมมัฏฐานเวลาเจ็บป่วยมาหมอเขาเอาไปสนตะพายผูกแขนผูกขาติดกับเตียงโรงพยาบาลเหมือนวัวเหมือนควาย หลวงตาเป็นหยังมาห้ามเอาไปโรงพยาบาลเด็ดขาดมันเสียชื่อพระกัมมัฏฐานตายยุใสให้เผายุหั่น.."
โอวาทธรรมเมื่อยามอาพาธของหลวงตาสรวง สิริปุญฺโญ





กำหนดลงไป พุทโธๆๆ
 พอกำหนดลงไป เสียงเสือก็ไม่ได้ยิน
 เสียงช้างก็ไม่ได้ยิน เสียงอะไรก็ไม่ได้ยิน
 จิตมันเข้าไปข้างในพุ้น
 เข้าไปอยู่ในอาการ 32 ข้างในพุ้น
มองโครงกระดูกเจ้าของอยู่ข้างในพุ้น

หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ





เรื่องเล่าของพ่อแม่ครูอาจารย์ถึงพ่อแม่ครูอาจารย์
 หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ วัดศรีฐานใน จ.ยโสธร ได้เล่าให้สานุศิษย์ของท่านฟังว่า ท่าน(หมายถึงหลวงปู่สรวง)ได้อดอาหารทำความเพียรอยู่ถึง ๒๘ วัน ในวันที่ ๒๘ ท่านได้มรณภาพไปเป็นเวลา ๓ ชั่วโมง ปรากฏว่าตัวท่านเองขึ้นไปโผล่อยู่บนสวรรค์ มองลงมาข้างล่างก็เห็นนรกขุมต่างๆ เหล่าสัตว์นรกกำลังเสวยวิบากกรรมที่ตนกระทำมา ท่านเล่าต่อว่าบนสวรรค์นั้นเหล่าเทวบุตรเทวดามีแต่คนสวยๆงามๆ ยิ่งขึ้นสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไปเท่าไรเทวดายิ่งสวยงามมากขึ้นเท่านั้น เมื่อขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นหนึ่งท่านก็เห็นวิมานหลังหนึ่งใหญ่โตมาก เป็นวิมานที่สร้างด้วยทองคำ ประดับประดาด้วยแก้วและเพชรนิลจินดาต่างๆเต็มไปหมด หลวงปู่สรวงจึงถามเทวดาว่าวิมานใหญ่โตนี้เป็นของใคร เทวดาจึงชี้มือลงมาให้ท่านดูที่โลกมนุษย์ ปรากฏว่าบริเวณนั้นคือบ้านขามเฒ่า จ.นครพนม ก็เห็นชายผู้หนึ่งชื่อพรหมา รังษี เป็นกำนันตำบลนั้น เทวดาบอกว่าวิมานนี้เป็นของนายพรหมา รังษี ท่านจึงถามเทวดาต่อว่าเหตุใดนายพรหมา จึงได้วิมานใหญ่โตนี้ ก็ได้ความว่า สมัยที่หลวงปู่ศรี มหาวีโร ออกธุดงค์อยู่แถวบ้านขามเฒ่า ในเขตจ.นครพนม ได้มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธาท่านเป็นจำนวนมาก กำนันพรหมา รังษี พร้อมด้วยชาวบ้านจึงได้ช่วยกันสร้างศาลาปฏิบัติธรรมถวายท่าน ด้วยอานิสงค์ที่สร้างศาลาถวายหลวงปู่ศรี มหาวีโร ซึ่งเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนี้ทำให้กำนันพรหมา รังษี ได้วิมานใหญ่โตหลังนี้บนสวรรค์.........

#บันทึกโดย ท่านอาจารย์อภิภัสร์ ปาสานะเก อาจารย์ประจำคณะนิติศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี



 2 
 เมื่อ: 26 มีนาคม, 2560, 05:54:52 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"อย่าเป็นศิษย์นอกคอก หัวล้านนอกครู ครูบาอาจารย์สอนอะไรท่านก็ย่อมพิจารณาแล้ว ธรรมทั้งหลายที่มาสอนเราท่านก็ต้องเอาชีวิตเข้าแลกมา พวกเราซิสบาย ไม่ต้องลำบากอะไรเลย ท่านเอามาป้อนให้ถึงปาก ยังไม่อยากจะเอากันเลย"
ท่านพ่อเฟื่อง โชติโก




"การปฏิบัติถึงคราวเด็ดมันต้องเด็ด ถึงคราวเฉียบขาดต้องเฉียบขาดมันเป็นไปตามจังหวะหรือตามเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับจิตนี่เองแหละ ถึงคราวจะอนุโลมก็ต้องอนุโลมถึงคราวจะผ่อนสั้นผ่อนยาวไปตามเหตุตามกาลตามธาตุตาขันธ์ก็มี ถึงคราวหมุนติ้วไปตามอรรถตามธรรมโดยถ่ายเดียวก็มี เวลาจำเป็น ใจซึ่งควรจะเด็ดเดี่ยวต้องเด็ดเดี่ยวจนเห็นดำเห็นแดงกันอะไรจะสลายก็สลายไปเถอะแต่จิตกับธรรมจะสลายกันไม่ได้ การปฏิบัติเป็นอย่างนั้น เราจะเอาแบบเดียวมาใช้นั้นไม่ได้เพราะธรรมไม่ใช่แบบเดียวกิเลสไม่ใช่ประเภทเดียวประเภทที่ควรจะลงกันอย่างหนักก็มี ประเภทที่ควรจะผ่อนผันสั้นยาวไปตามบ้างก็มี"
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน






"เรื่องของคนอื่น
 พยายามอย่าให้เข้ามาที่จิตใจเรา
 ถ้าไม่ระวัง ก็จะยุ่งแต่เรื่องของคนอื่น
 ไปเรื่อยๆ หาเรื่องอยู่อย่างนั้น
 เอาเรื่องโน้น เรื่องนี้มาเป็นเรื่องของเรา
 ไปหมด มีแต่ยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ
 ทั้งวัน อารมณ์มาก จิตไม่ปกติ ไม่สบาย
 ทั้งวันๆ ก็หมดแรง"

-:-หลวงปู่ชา สุภัทโท-:-





"หากยามใดท้อถอย เหนื่อยหน่ายต่อการปฏิบัติก็ให้ระลึกถึงภัยข้างหน้าที่จะมีมาต้องตระหนักว่าขณะนี้เรายังอยู่ในมรสุมอยู่ท่ามกลางคลื่น ภัยนั้นมีอยู่รอบด้านเอาไว้ให้ถึงฝั่งเสียก่อน อย่ามัวเที่ยวเก็บ เที่ยวชมดอกไม้มืดค่ำแล้ว เดี๋ยวจะหาทางออกไม่พบ"
หลวงปู่สุวัจน์ สุวโจ







"...เหนื่อยทางธรรมเพื่อหาทางออก ยังมีวันสิ้นสุด แต่เหนื่อยหาทางโลกไม่มีวันสิ้นสุด

เกิดมาแล้วก็ตายไป ความสุขที่ได้เพียงเล็กน้อย บนโลกนี้ เมื่อเทียบกับทุกข์ ไม่คุ้มค่ากับที่ได้รับในแต่ละชาติ..."

โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงพ่อทูล ขิปปปัญโญ






"เราทำความดี แต่ว่าผลสนองให้กับเราเป็นปัจจัย แห่งความเร่าร้อน นั่นก็ถือว่าเราใช้หนี้กรรมเขาไป ชาตินี้เราไม่ได้ทำเขา ชาติก่อนเราคงทำเขา เมื่อเขาจะมารับผลของเขาคืน ก็คืนให้เขาไปตาม
 อัธยาศัย ใครเขาจะด่า เราก็ เฉย ยิ้ม เพราะเราได้ มีโอกาสใช้หนี้แล้ว ใครเขาจะนินทา เราก็ ยิ้ม ใครเขาจะกลั่นแกล้งก็ช่าง ตั้งหน้าตั้งตาทำความดี"
ธรรมโอวาทหลวงพ่อพระราชพรหมยาน







#เรื่องเล่าของพ่อแม่ครูอาจารย์ถึงพ่อแม่ครูอาจารย์
 หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ วัดศรีฐานใน จ.ยโสธร ได้เล่าให้สานุศิษย์ของท่านฟังว่า ท่าน(หมายถึงหลวงปู่สรวง)ได้อดอาหารทำความเพียรอยู่ถึง ๒๘ วัน ในวันที่ ๒๘ ท่านได้มรณภาพไปเป็นเวลา ๓ ชั่วโมง ปรากฏว่าตัวท่านเองขึ้นไปโผล่อยู่บนสวรรค์ มองลงมาข้างล่างก็เห็นนรกขุมต่างๆ เหล่าสัตว์นรกกำลังเสวยวิบากกรรมที่ตนกระทำมา ท่านเล่าต่อว่าบนสวรรค์นั้นเหล่าเทวบุตรเทวดามีแต่คนสวยๆงามๆ ยิ่งขึ้นสวรรค์ชั้นที่สูงขึ้นไปเท่าไรเทวดายิ่งสวยงามมากขึ้นเท่านั้น เมื่อขึ้นไปถึงสวรรค์ชั้นหนึ่งท่านก็เห็นวิมานหลังหนึ่งใหญ่โตมาก เป็นวิมานที่สร้างด้วยทองคำ ประดับประดาด้วยแก้วและเพชรนิลจินดาต่างๆเต็มไปหมด หลวงปู่สรวงจึงถามเทวดาว่าวิมานใหญ่โตนี้เป็นของใคร เทวดาจึงชี้มือลงมาให้ท่านดูที่โลกมนุษย์ ปรากฏว่าบริเวณนั้นคือบ้านขามเฒ่า จ.นครพนม ก็เห็นชายผู้หนึ่งชื่อพรหมา รังษี เป็นกำนันตำบลนั้น เทวดาบอกว่าวิมานนี้เป็นของนายพรหมา รังษี ท่านจึงถามเทวดาต่อว่าเหตุใดนายพรหมา จึงได้วิมานใหญ่โตนี้ ก็ได้ความว่า สมัยที่หลวงปู่ศรี มหาวีโร ออกธุดงค์อยู่แถวบ้านขามเฒ่า ในเขตจ.นครพนม ได้มีประชาชนเลื่อมใสศรัทธาท่านเป็นจำนวนมาก กำนันพรหมา รังษี พร้อมด้วยชาวบ้านจึงได้ช่วยกันสร้างศาลาปฏิบัติธรรมถวายท่าน ด้วยอานิสงค์ที่สร้างศาลาถวายหลวงปู่ศรี มหาวีโร ซึ่งเป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนี้ทำให้กำนันพรหมา รังษี ได้วิมานใหญ่โตหลังนี้บนสวรรค์.........

#บันทึกโดย ท่านอาจารย์อภิภัสร์ ปาสานะเก อาจารย์ประจำคณะนิติศาตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี







ความตายไม่มีใครรอ
 ต่างคนต่างรอ มันจะรออย่างไร
 ดินน้ำลมไฟ มันแตกดับเมื่อไร ใครเล่าจะรู้
 ต่างคนต่างไปในวันสุดท้าย
 หญิงชายทุกชีวิต หาผิดกันไม่
รูปํ ชีรติ มจฺจานํ นามโคตฺตํ นฺ ชีรติ
 จากไปแต่เพียงร่างกาย แต่คุณงามความดียังอยู่

หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ
 วัดศรีฐานใน อ.ป่าติ้ว ยโสธร


 3 
 เมื่อ: 25 มีนาคม, 2560, 05:46:56 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"...อย่าอยู่เพื่อความสนุก..."
 +++++++++++++++++++++++++
 ......ควรที่จะมีการบอกกล่าวครูบาอาจารย์ต้นสังกัดให้รับทราบไว้ อยากจะทำอะไรทำตามพละการ อยู่ตรงไหนไปตามชอบใจ ยังมองไม่เห็นทางที่จะเป็นไปได้ ยังมองไม่เห็นทางที่จะเป็นไปได้ ในที่สุด..สุดฤทธิ์เจ้าของ มันเหมือนกับปลา..ปลาค้อเดินไปๆ พอมันเดินไปไม่ถูกทาง พอมันหมดเมือกแล้วมันก็ตาย เพราะมันไม่มีทางไป ผู้ที่ออกนอกธรรมนอกวินัยก็เหมือนกัน เดินไปด้วยอำนาจของทิฏฐิมานะ หมดฤทธิ์ไม่มีทางไปก็กลับไปหาแม่ออก (ผู้หญิง) เท่านั้นล่ะ...ทางไป พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้เพื่อความปลอดภัย เดี๋ยวนี้มีการออกนอกลู่นอกทาง เอาแต่ใจๆ ไม่เคารพต่อธรรมต่อวินัยมีมาก ใครจะไปยังไง ใครจะทำยังไง ถ้าเกิดว่าหวังความก้าวหน้า หวังความเจริญในชีวิต การบวชการเรียน ให้ทำตามหลักธรรม หลักวินัย ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าวางไว้เพื่อความปลอดภัยแก่นักบวช
+++++++++++++++++++++++++++
 ......ธรรมวินัยบางสิ่งบางอย่าง กิเลสมันไม่อาจจะรับได้ เพราะกิเลสของเรามันหยาบมาก ถ้าหากว่ากิเลสของใครหยาบขนาดนี้มีแต่เพียงที่จะทำลายเจ้าของเท่านั้น ใครจะอวดเก่งเพียงใดแค่ไหนก็ช่าง ถ้าหากไม่เคารพธรรมวินัยก็เท่ากับฆ่าเจ้าของโดยตรง ทำไมถึงจะไม่เคารพต่ออุปัชฌาย์อาจารย์ เคารพแต่ทิฏฐิมานะของเจ้าของ อย่างนี้แล้วจะไปแสวงหาอุปัชฌาย์อาจารย์ทำไม จะไปบวชทำไม ไม่ต้องไปบวชมัน ไม่บวชมันก็มีกิเลสตัณหา… ออกพรรษาแล้วก็ไปเที่ยวไปเตร่แสวงหาที่วิเวกเจริญจิตภาวนาได้ชั่วครั้งชั่วคราว กลับมาหาครูบาอาจารย์จำพรรษาต่อ จะจำพรรษาที่ไหนก็ปรึกษาหารือขอความเห็นจากท่าน ท่านเห็นเหมาะเห็นควรอย่างไร ท่านสนับสนุน อนุโมทนา อันนั้นเป็นมงคลแก่เรา เอาแต่ใจๆ เหมือนกับ ปลาค้อ ปลาช่อน มันหมดเมือกแล้วก็ตายกลางโคก ตายอย่างหมดเมือก ธรรมวินัยเป็นของมีค่า
+++++++++++++++++++++++++++
 .......เห็นความสงบของใจ ก็เห็นธรรม ความสงบของใจนั้น คือ ธรรมที่อยู่ของใจ ใจได้รับความร่มเย็นเป็นสุข อยู่ที่ไหนก็ช่างให้มีความร่มเย็น เป็นสุข มีความระมัดระวัง เพื่อความสงบของใจ เรียกว่าเราเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ก็คือปฏิบัติเพื่อความร่มเย็นเป็นสุขแก่ใจนั่นเอง ใจจะร่มเย็นเป็นสุขได้ เพราะใจปล่อยวางอารมณ์ที่จะมาทำให้ใจอุ่นร้อน ใจไม่กระโดดไปหาอารมณ์อย่างที่ชาวโลกเค้าเป็นกัน ใจมีความพอใจอยู่ในความสงบของใจ ใจมีความสำรวมอยู่ในความสงบ อยู่ที่ไหนอยู่เพื่อการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อย่าอยู่เพื่อความสนุก รื่นเริง เพลิดเพลิน หาเรื่องอะไรต่อมิอะไร มาเป็นเครื่องอยู่ เครื่องเล่น หาการไปโน่นไปนี่ เป็นการเที่ยวเตร่ที่ไม่จำเป็น เป็นเครื่องอยู่ในลักษณะนั้น ไม่ใช่ลักษณะของผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ จะมีแต่ความเดือดร้อนวุ่นวาย อยู่ตามวัด ในป่า ในถ้ำ สงบวิเวกขนาดไหน แต่ความไม่สงบของใจมันแผดเผาเจ้าของเอง หาความสงบมิได้ เหมือนกับสุนัขมีบาดมีแผลเน่า หนอนมันเจาะมันกิน หรือสุนัขขี้เรื้อน ถึงแม้ว่าจะนอนในปราสาทราชวังสถานที่รื่นรมย์สักขนาดไหน ก็หาความสุขไม่ได้ ลักษณะจิตใจที่วุ่นวายเป็นอย่างนั้น ถ้าเราไม่ต้องการอย่างนั้น ต้องทำเราให้ถูกต้องตามหลักศาสนธรรมของพระพุทธเจ้า ให้หลีกเร้นๆ อยู่ตามลำพัง เดินจงกรม นั่งสมาธิ พิจารณาความเกิด แก่ เจ็บ ตาย พิจารณาอาหารปฏิกูลตามความเป็นจริง พิจารณาทุกสิ่งทุกอย่างให้เห็นชัดตามความเป็นจริง แล้วใจก็จะสว่างกระจ่างแจ้งขึ้นมา นี่ก็เพราะมีความพยายามหลีกเร้น อยู่ตามลำพัง อยู่อย่างสงบระงับ กาย วาจา ใจ อยู่อย่างสงบระงับ ถ้าใจหาความร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้ ใครมาเกี่ยวข้องกับเรา ก็ไม่ได้ประโยชน์จากการเกี่ยวข้องกับเรา เพราะอะไร เพราะใจเราหาความร่มเย็นเป็นสุขไม่ได้ เพราะขาดข้อปฏิบัติ ขาดความพากความเพียร ในเมื่อไม่ต้องการอยู่อย่างสุนัขมีแผล มันก็ต้องอยู่อย่างสุนัขมีแผล ให้หนอนมันเจาะ มันไช เราทั้งหลายอย่าพากันปรารถนาไปในลักษณะนั้น
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
 .........วันหนึ่งๆนี่ต้องทำให้ใจเราสงบได้ทุกวัน…นี่ ไม่สงบกลางวัน ก็ให้สงบกลางคืน จะสงบเวลาไหน ก็ให้สงบให้ได้อย่างน้อยวันละครั้ง เมื่อสงบได้วันละครั้งๆอย่างนี้ ใจของเราจะพอในความสงบ ไม่พอใจอยู่อย่างที่โลกเค้าต้องการกัน พูดถึงความสงบวันละครั้งๆเป็นอย่างน้อยนี้ จะไม่ให้ขาดเลย ความสงบจะต้องทำขึ้นให้ได้ ตั้งเป้าหมายไว้อย่างนี้ เราก็มีความเพียรความพยายาม เพราะเรามีเป้าหมาย ถ้าหากว่าไม่มีเป้าหมายเลย กิเลสมันก็เป็นไปตามเรื่องของกิเลส ไม่มีจุดหมายปลายทางอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านทรงตั้งไว้ ในที่สุดชีวิตการบวชก็เป็นหมัน….วันหนึ่งๆ ต้องพิจารณาอาหารปฏิกูลให้ชัด ให้เห็นเป็นของปฏิกูลตามธรรมชาติอย่างที่เค้าเป็นจริงๆ….อยู่ที่ไหนๆ อย่าอยู่อย่างปล่อยให้วันหนึ่งๆผ่านไปๆ ไม่มีความพากความเพียร อยู่ในลักษณะที่ทำลายเวลา อยู่ในลักษณะที่ฆ่าเวลาให้หมดไป ด้วยการทำอะไรต่อมิอะไรก็ไม่รู้ ตามแต่กิเลสมันจะมาชักมาจูงไป อย่าให้เป็นอย่างนั้น ต้องแก้ไขเราอยู่เสมอให้ถูกต้องตามหลักศาสนธรรม อย่าไปแก้ไขหลักศาสนธรรมของพระพุทธเจ้าให้ถูกต้องกับกิเลสเรา ถึงว่าผู้ที่จำพรรษาอยู่ ผู้ที่จะอยู่ผู้เดียวตามลำพัง ยังเป็นพระเล็กพระน้อยอันนั้นไม่เห็นด้วยนะ จึงว่าให้เข้าใจไว้ว่าไม่เห็นด้วย จึงว่าอย่าเอาทิฏฐิมานะ อย่าเอากิเลสเจ้าของมามีความสำคัญกว่าธรรมของพระพุทธเจ้า…
++++++++++++++++++++++++
ธรรมเทศนา พระอาจารย์แบน ธนากโร
 วัดดอยธรรมเจดีย์ สกลนคร







กัลยาณมิตตตา ความมีมิตรสหายที่ดีงาม

การคบมิตรเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรเลือกเฟ้นด้วยดี
 แม้อาหารในถ้วยในจานซึ่งเป็นสิ่งสำเร็จรูปมาเรียบร้อยแล้ว
 ผู้รับประทานยังต้องเลือกเฟ้นทุกครั้งที่รับประทาน
เพราะในอาหารย่อมมีทั้งกระดูกทั้งก้าง
 ซึ่งเป็นภัยต่อร่างกายปะปนอยู่ และอาหารบางชนิดยังแสลงต่อโรค
 จำต้องสังเกตด้วยดี ไม่เช่นนั้นอาจเป็นภัยต่อร่างกาย

บาปมิตรยิ่งเป็นภัยอย่างร้ายแรง ถ้าคบด้วยความสะเพร่า
 ไม่ใช้ความสังเกตและเลือกเฟ้น
 ถ้าเป็นกัลยาณมิตรก็เป็นคุณอย่างมากมาย
 พึ่งได้ทั้งคราวเป็นคราวตาย ไม่ยอมทอดทิ้ง
 สุขก็สุขด้วย ทุกข์ก็ทุกข์ด้วย
 เมื่อมีกิจจำเป็นก็ช่วยเหลือได้เต็มไม้เต็มมือ
 ไม่กลัวความสิ้นเปลืองใด ๆ ทั้งสิ้น
 ขอแต่เพื่อนผู้จำเป็นหรือจนมุมรอดพ้นออกมากได้
 จึงจะเป็นที่พอใจ นี่คือเพื่อนผู้พึ่งเป็นพึ่งตายจริง ๆ
 ควรคบตลอดกาล

.....................................................................

หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
 เทศน์อบรมคณะผู้จัดพิมพ์ “ทางร่มเย็น”
ณ บ้านในซอยสมประสงค์ ๓ ถนนเพชรบุรี พระนคร
 เมื่อวันที่ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๗
"อุบายวิธีสอนตน"







"ความสุขที่ดีกว่า"

ถาม : ทุกวันนี้ผมจะนึกถึงแต่ภาพพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตื่นนอน พยายามให้จิตมันจำภาพพระองค์ท่าน ระหว่างวันผมก็พยายามจับลมหายใจเข้าออกให้ได้มากที่สุด มีสติ ยึดศีล ๕ มั่นคง และภาวนาแทบทุกวันครับ ผมพยายามปฏิบัติมาตลอดเกือบปีแล้วครับ และตั้งใจว่าจะทำตลอดไปจนชั่วชีวิต แบบนี้ผมมุ่งหวังนิพพานได้หรือไม่ครับ

พระอาจารย์ : ได้ มีโอกาสถ้าเราทำไป แต่ต้องให้มันเกิดผล ผลก็คือเวลาเรานั่งสมาธิ จิตต้องรวมให้ได้ ถ้าจิตยังไม่รวมนี้มันยังจะไม่เกิดผลมากพอที่จะทำให้เราไปบวชได้ แต่ถ้าเรานั่งสมาธิแล้วจิตรวมแล้ว เราจะพบกับความสุขที่ดีกว่าความสุขที่เราได้จากการไปทำอะไรต่างๆ มันก็จะทำให้เราไม่อยากจะทำอะไรต่างๆ ทำให้เราอยากจะนั่งสมาธิอย่างเดียว แล้วก็จะไปบวช ถ้าเราไปบวชแล้วเดี๋ยวเราก็ได้นิพพานเอง

ตอนนี้พยายามตั้งเป้าไปที่การทำใจให้รวมให้ได้ ทำใจให้สงบ ให้สักแต่ว่ารู้ เป็นหนึ่งให้ได้ ถ้านั่งไปแล้วไม่รวม ก็ถือว่ายังไม่ได้ผล ต้องพยายามนั่งให้มันรวมให้ได้ นั่งให้นานๆ มันถึงจะรวมได้เวลาเจ็บก็อย่าไปลุกมัน เวลาเจ็บก็พยายาม พุทโธ พุทโธไป เดี๋ยวมันผ่านความเจ็บแล้ว เดี๋ยวมันก็รวมเข้าสู่ความสงบได้.

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๐

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต







" คนเราส่วนมาก ถ้าอยู่เป็นสุขสบาย มีกินมีใช้ ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน ไม่จนตรอกจนมุมชอบจะประมาท ไม่แสวงหาทีพึ่ง เวลาถึงคราวจนตรอกจนมุม จึงจะหาที่พึ่ง ปรกติส่วนมากจะเป็นอย่างนั้น มันจะไม่่ค่อยทัน ..

ให้เราเตรียมตัวเอาไว้ก่อน พึ่งทาน พึ่งศีล พึ่งพุทโธ ธัมโม สังโฆ แหละใจจะได้มีที่เกาะ อย่างทานอย่างศีลนี้ ถ้าเราได้ทำไว้แล้ว ระลึกได้เมื่อไหร่จะเย็นใจ ไม่เหมือนทำความชั่ว ซึ่งคิดแล้วเศร้าใจไม่สบาย ..

ถึงเราจะภาวนาไม่เป็น แต่ถ้าว่าเราได้ให้ทานเอาไว้ รักษาศีลของเราให้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะศีลห้า ใจเราก็ไม่เดือดร้อน ถ้าไม่มีอะไรเสียเลย ถึงคราวจำเป็นมาจจะไม่มีที่เกาะเหมือนว่าเชือกขาด แล้วแต่ลมจะพาไป "

____________________

โอวาทธรรมคำสอน :
หลวงปู่อุ่นหล้า ฐิตธีมโม

#จากหนังสือ สนฺติธมฺโมอนุสรณ์
 พระสกล สันติธัมโม วัดศรีสว่าง
 อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร







"อย่าพากันประมาท
 เมื่อเรามีโอกาส และเวลา
 คุณงามความดีใดๆ ในโลก
 พอจะสามารถ และมองเห็น
 เราก็ควรจะต้องรีบขวนขวาย
พยายามทำความดีนั้นเสียโดยเร็ว
 ถ้าความตายเกิดขึ้นเดี๋ยวนี้
 เราจะไปเอาอะไร ไม่มีอะไรสักอย่าง"

-:-ท่านพ่อลี ธมฺมธโร-:-








"ถ้าผลบุญ ผลบาป ไม่มีจริง
 แล้วจะมีคนร่ำรวย มียศถาบรรดาศักดิ์
 และมีคนทุกข์ยาก กระจอกงอกง่อย
 ขี้ทูดกุดถัง ได้อย่างไร"

 -:-หลวงปู่ฝั้น อาจาโร-:-






.."การทำบุญให้ทาน การรักษาศีล
 การฟังเทศน์ธรรม ภาวนารักษาใจของตน การเจริญพรหมวิหาร
..การเคารพกราบไหว้บูชา..".

.."ทุกอย่างกว่าจะปรากฏผลานิสงส์
ต้องละเอียดหนักหนา"..

..อย่าด่วนเกินไป..
 ..อย่าอยากเกินไป..
 ..จะสุกเอาเผากินมิได้..

.."ทุกอย่างมันต้องควรแก่ธรรม
 ธรรมนั้นต้องเหมาะต้องควรแก่ตนของตน"..

.."อันใดใจหยาบต้องรู้
 อันใดใจละเอียดก็ให้รู้"..


 4 
 เมื่อ: 24 มีนาคม, 2560, 21:29:57 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
ลูกนกหัวขวานหลังบ้าน

เป็นลูกนกที่เกิดปีนี้ พ.ศ.2560 กำลังหัดบิน ขนยังไม่เต็ม หงอนยังไม่ชัด รอดูต่อไปว่าจะเหลือกี่ตัว แต่มากกว่าปีที่แล้ว เพราะยังมีอาหารตามธรรมชาติให้มันกิน












 5 
 เมื่อ: 24 มีนาคม, 2560, 21:18:18 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
บันทึกของเมื่อวาน 23 มีนาคม 2560

ตื่นมาตีห้ากว่าๆแต่ก่อนที่นาฬิกาปลุกที่ตั้งไว้ตีห้าครึ่งจะดัง รู้สึกได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ ที่ตื่นก่อนนาฬิกาปลุก

วันนี้พาพ่อไปตรวจสุขภาพที่ โรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี ออกจากบ้านตอนหกโมง ถึงโรงพยาบาลประมาณหกโมงครึ่ง ยื่นบัตร รับบัตรคิวเจาะเลือด ได้คิวที่ 54

โอ้ ... แล้วคิวที่ 1 นี่ต้องมาตั้งแต่กี่โมง

ได้คิวแล้ว มานั่งรอเรียกชื่อที่หน้าห้องเจาะเลือด คนมากมายเหลือเกิน ที่นั่งไม่พอ คงเป็นเพราะ หนึ่งคนไข้ จะมีญาติมาด้วย ทำให้คนที่มาใช้บริการดูมากทุกวัน การดูแลของเจ้าหน้าที่ จึงต้องบริการทั้งคนไข้และญาติ แต่ก็แบ่งปันที่นั่งกันไปตามความเหมาะสม ที่นั่งจัดไว้สำหรับ ผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ญาติที่มาด้วยก็ยืนรอ

พ่อได้คิวที่ 54 ตอนแรกคิดว่าจะต้องรอนาน แต่ไม่เลย แปดโมงเริ่มเปิดให้เข้าห้อง เรียกตามคิว ครั้งละหกคน มีเจ้าหน้าที่รออยู่ด้านในพร้อมทุกช่อง จัดทางเข้าออกไว้ชัดเจน ทำให้พ่อได้เข้าไปเจาะเลือด ก่อนเก้าโมง และทำได้รวดเร็วดีมาก

เสร็จจากเจาะเลือด ไปห้องเอ๊กซเรย์ ยื่นเอกสาร รับบัตรคิว เรียกเร็วมาก บอกลำดับและห้องชัดเจน เจ้าหน้าที่ดูจะมีใจรักในงานบริการ บรรยากาศในการติดต่อ การรอรับบริการจึงดูสบายๆ ไม่อึดอัด รับเอกสารเสร็จแล้ว ออกไปรอหน้าห้องด้านนอก พ่อไปรอที่ห้องเบอร์ห้า ไม่ต้องเปลี่ยนชุด ใช้เวลา สิบนาทีก็เสร็จเรียบร้อย

วันนี้เจอโชคชัย พาแม่ยายมาตรวจเบาหวาน โชคซื้อข้าวเหนียวหมูปิ้งมาฝากกับกาแฟคาราบาวแดง พ่อไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อคืนเพราะต้องเจาะเลือด พอเสร็จตรงนี้เลยให้พ่อกินหมูปิ้งรองท้องไปก่อน ส่วนกาแฟผมจัดการเอง

เสร็จจากห้องเอ๊กซเรย์ เดินต่อไปห้องตรวจคลื่นหัวใจ แต่หลงทางไปไม่ถูก ต้องถามเจ้าหน้าที่ ที่เดินไปมาอยู่แถวๆนั้น ก็ได้รับคำตอบที่ดี ยิ้มแย้ม ดูมีใจที่จะบริการ ตอนแรกน้องเขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอยู่ตรงไหน แต่ก็เข้าไปถามคนที่รู้ให้ แล้วกลับมาพาไปเดินดูเส้นทาง บอกตรงไปทางนี้ เลี้ยวซ้ายตรงนั้น อย่างละเอียด

ขอบคุณมากๆ

มาถึงหน้าห้องตรวจคลื่นหัวใจ เจอพยาบาลยืนอยู่หน้าห้อง สอบถามรายละเอียด ว่าต้องทำอย่างไรบ้าง พยาบาลถามว่าไปตรงไหนมาแล้วบ้าง ขอดูเอกสาร พอเห็นว่าครบ ก็บอกว่า เข้าห้องเลย ไม่ต้องรอ คิวว่างพอดี

สรุปว่า พ่อใช้เวลาในการเจาะเลือด เอ๊กซเรย์ ตรวจคลื่นหัวใจ เสร็จภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง มาตรฐานการให้บริการอยู่ในระดับที่ดีเลย

เสร็จจากโรงพยาบาล พาพ่อไปกินข้าวหมูแดงร้านประจำในเมืองแล้วกลับบ้านมาพักผ่อน ตอนเย็นจะไปหาหมออีกครั้งที่คลีนิคนอกเวลา หลังสี่โมงเย็น พ่อพักผ่อน ผมออกจากบ้านมาจ่ายค่าน้ำประปา แวะจับโปเกม่อนนิดหน่อย วันนี้มีอีเวนท์พิเศษ มีตัวหายากออกมาให้จับเยอะมาก

บ่ายสามครึ่งออกจากบ้าน มาถึงโรงพยาบาลสี่โมง นั่งรอหมออยู่หน้าห้อง วัดความดันตามปกติ เจออาจารย์โกมล มาหาหมอด้วย ป่วยเป็นไข้หวัด พ่อได้คิวที่ 4 เพราะไปยื่นบัตรรับคิวไว้ตั้งแต่ช่วงเช้า ห้าโมงกว่าๆก็เสร็จเรียบร้อย มารับยา แล้วก็เสร็จตั้งแต่หกโมงนิดๆ

ก่อนกลับบ้านพาพ่อไปกินข้าวต้ม ในเมือง พ่ออยากกินปลาสลิดทอด กินข้าวกันเสร็จก็กลับบ้าน เมื่อคืนผมนอนเร็วมาก คงเป็นเพราะตื่นเช้า และไม่ได้นอนกลางวัน

 6 
 เมื่อ: 24 มีนาคม, 2560, 21:17:13 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
ผมอาจจะรักคนนี้ ... ไม่ชอบคนนั้น
คุณอาจจะรักคนนั้น ... ไม่ชอบคนนี้
ผมอาจจะรักข้างนี้ ... ไม่ชอบข้างนั้น
คุณอาจจะรักข้างนั้น ... ไม่ชอบข้างนี้

ผมอาจจะรักนิกายนี้ ... ไม่ชอบนิกายนั้น
คุณอาจจะรักนิกายนั้น ... ไม่ชอบนิกายนี้
ผมอาจจะรักพรรคนี้ ... ไม่ชอบพรรคนั้น
คุณอาจจะรักพรรคนั้น ... ไม่ชอบพรรคนี้

ผมอาจจะรักอาชีพนี้ ... ไม่ชอบอาชีพนั้น
คุณอาจจะรักอาชีพนั้น ... ไม่ชอบอาชีพนี้
ทุกวันนี้ผมเลือกที่จะไม่พูดถึง คนนั้น คนนี้
เรื่องนี้ และเรื่องนั้น ที่จะทำให้เราขัดแย้งกัน

เพราะว่า ... ผมรักคุณ

 7 
 เมื่อ: 24 มีนาคม, 2560, 21:16:05 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
ชีวิตของคนเรามันไม่มีอะไรแน่นอนทั้งหมด อีกสักวันหนึ่งก็จะต้องตายจากกัน ถึงจะรัก จะเกลียด โกรธขนาดไหนก็เถอะ อีกสักวันหนึ่งก็ไปคนละทิศคนละทาง ไปตามบุญกรรมของแต่ละคน เกิดภพหน้า ชาติหน้า ก็ลืมหลง เกิดขึ้นมาเสาะแสวงหาอีก หลงกันอีก เป็นวัฏฏะวน ไม่มีที่สิ้นสุด วกวนไป วกวนมาอยู่อย่างนี้ เหมือนกับมดแดงไต่ขอบกระด้งวนไปวนมา วนมาวนไป

พระอาจารย์อินทร์ถวาย สันตุสสโก วัดป่านาคำน้อย จังหวัดอุดรธานี

 8 
 เมื่อ: 24 มีนาคม, 2560, 21:14:38 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
บันทึกของเมื่อวาน 22 มีนาคม 2560

ตื่นนอน ตอนตีสี่ครึ่ง .. ตื่นมาทำไมก็ไม่รู้ นั่งเล่นโทรศัพท์แล้วนอนต่อ ตื่นมาอีกทีเกือบแปดโมง เดินเข้าไปในสวน ให้อาหารปลาในห้วย เก็บทางมะพร้าวที่หล่นลงมาตอนลมแรง ช่วงที่ฝนทำท่าว่าจะตกหนัก แต่ก็ไม่ตก

ลงมากินข้าว วันนี้มีผัดเครื่องแกงลูกชิ้น ปลาอินทรีย์เค็มยังเหลืออยู่อีกนิดหน่อย จัดการคลุกรวมกัน กินอร่อยดี อิ่มแล้วจัดของ เข้าสวน ไปตัดหญ้า แต่งกิ่งต้นมังคุด

ส่วนตรงนี้มีมังคุดตายจากตอนแล้งปีที่แล้วหลายต้น บางต้นก็แห้งเฉพาะส่วนยอด ต้องปีนขึ้นไปเลื่อยเอาส่วนที่ตายออก เพื่อให้แตกกิ่งขึ้นมาใหม่ ปีนี้ต้องดูแลให้ต้นรอดไปก่อน เรื่องลูกคงไม่หวัง

ตัดหญ้าลุยเข้าไปจนถึงกอไผ่ด้านบน ปีนี้คงต้องเอาออก มันร่มมาก ทำให้ต้นไม้อื่นไม่โต ถ้าเคลียร์พื้นที่ตรงนี้ได้ จะปลูกมะพร้าวได้อีกหลายสิบต้น และน่าจะใส่มังคุด หรือทุเรียนได้อีกหลายต้น แต่ต้องคิดเรื่องระบบน้ำเพิ่มเติม ... เอาไว้ค่อยว่ากัน ทำไปทีละขั้นตอน แค่เรื่องเอาไผ่ออกให้หมด ก็ใช้เวลาเป็นเดือนแล้ว

เสร็จจากบนสวนลงมาตอนบ่ายโมงกว่า พ่อเดินมาคุยเรื่องจะไปโรงพยาบาลพรุ่งนี้ นัดกันไว้หกโมงเช้า จะได้ไปรอรับบัตรคิวตั้งแต่ช่วงเช้าๆเลย

บ่ายสอง ออกจากบ้านมาเซนทรัล มาจ่ายค่านั่น นี่ นู่น ตามประสาคนมีภาระ ขากลับมาแวะปั๊ม ปตท. ซื้อน้ำ มาเตรียมไว้ พร้อมๆกับตียิม เก็บเหรียญ จับโปเกม่อน ยิมเลเวล 9 ใช้เวลาตี เกือบหนึ่งชั่วโมง

กลับเข้าบ้าน นอนอ่านหนังสือ หลับไปอีกรอบ ตื่นมาหกโมงเย็น อากาศยังร้อนมาก เดินเล่นรอบบ้าน ไม่มีความรู้สึกอยากทำอะไร หิวอีกรอบ เลยจัดมาม่าต้มยำกุ้ง บิ๊กแพค ใส่ไข่กับหมูสับไปอีกหนึ่งซอง

สองทุ่มเข้ามานอน พยายามหลับให้ได้ พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า ตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตีห้าครึ่ง แต่ก็ไม่ง่วง เปิดยูทูป บทสวดเจ้าแม่กวนอิม ฟังไปเรื่อยๆ จนหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้

 9 
 เมื่อ: 24 มีนาคม, 2560, 21:12:51 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
ศาลกรมหลวงชุมพร อำเภอสวี จังหวัดชุมพร


 10 
 เมื่อ: 24 มีนาคม, 2560, 21:10:53 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
บันทึกของเมื่อวาน 21 มีนาคม 2560

ตื่นเช้า ยังไม่ทันจะทำอะไร แม่เอาขนมจีนกับก๋วยจั๊บมาให้ ทำให้วันนี้มีเวลาเข้าสวนเร็วขึ้น ไม่ต้องทำกับข้าวมื้อเช้า เดินเอาอาหารให้ปลาตามลำห้วย ยังมีปลาอยู่เป็นปกติ ยังไม่มีใครแอบมาจับ ก่อนจะลงมาเปลี่ยนชุด แบกเครื่องตัดหญ้าขึ้นไปอีกรอบ

ช่วงนี้ของทุกปี ผมจะเจอปัญหาภัยแล้งและภัยลัก ภัยแล้งปีนี้ดูท่าว่าจะไม่น่ากลัว แต่ภัยลักยังไม่ลดลงซักเท่าไหร่ ปีที่แล้วชุดสัปรดที่ผมซื้อแขนงมาจากกุยบุรี เกือบๆสามสิบกอ เอาไปปลูกไว้ที่บนสวนด้านที่ติดกับรั้วโรงเรียน ไม่ได้กินเลย มีคนมาช่วยเก็บตลอด

แต่ปีนี้แปลก สัปรดยังพอเหลือให้ได้กิน อาจจะเพราะยังมีน้อย รอดหูรอดตาโจรมาได้ แต่ก็ต้องรอดูกันต่อไป เพราะชุดใหม่กำลังจะเริ่มเก็บได้ ทำสวนต้องทำใจ เรื่องขโมยเป็นเรื่องปกติ ทำอะไรมากก็ไม่ได้ หาว่าทำเกินกว่าเหตุ ของแค่นี้เอง หวงอะไรนักหนา

ลองมาทำตั้งแต่ปลูก ดูแล ลงทุนใส่ปุ๋ยดูสิ แล้วจะรู้ว่า เวลาได้ผลผลิตแล้วโดนขโมยมันเจ็บปวดแค่ไหน

เมื่อสามสี่วันก่อนผมถ่ายภาพเหยี่ยวที่ตายอยู่บนยอดไม้มาให้ดู แล้วบอกว่าไม่แน่ใจว่ามันเป็นอะไรตาย วันนี้ผมว่ามันโดนยิงแน่ๆ

ช่วงหลังๆผมตัดหญ้าอยู่อีกด้านนึงของสวน ไม่ได้เดินมาฝั่งนี้ซักเท่าไหร่ ที่ถ่ายเหยี่ยวก็ซูมมาจากที่ไกลๆ แต่วันนี้ผมเดินมาดูมะนาว ที่ปลูกไว้แถวๆที่เหยี่ยวตายนั่นละครับ ว่าจะเก็บมากินซักหน่อย ปรากฏว่าหายเรียบ สิบกว่าลูก

คงเป็นพวกที่ตามเหยี่ยวมา แล้วเอาตัวเหยี่ยวลงมาไม่ได้เพราะมันห้อยติดอยู่บนยอดไม้สูงมาก ไหนๆก็มาถึงที่นี่แล้ว เอามะนาวติดมือไปด้วยเลยดีกว่า เวรกรรมจริงๆ

วันนี้พ่อขึ้นมาบนสวนด้วย ขับซาเล้งขนน้ำหมักมาให้สองถัง รอให้ตัดหญ้าเสร็จจะรดน้ำหมัก ซึ่งก็ไม่น่าจะเกินสัปดาห์นี้ ผมจะเร่งให้แปลงนี้เสร็จก่อนวันอาทิตย์ เพราะมีนัดไปทุ่งสง งานวันสถาปนาการรถไฟ 120 ปี

เสร็จงานในส่วนที่ตั้งใจไว้ กลับมาบ้าน ออกไปซื้อชาเย็นมากิน เป็นร้านชาพะยอมแถวบ้าน เอามาฝากพ่อกับแม่คนละถุงด้วย อาบน้ำ กินข้าวกับปลาอินทรีย์เค็ม ที่ซื้อมาเมื่อวาน พักผ่อน อ่านหนังสือต่อจากเมื่อวาน แล้วหลับไปงีบนึง ตื่นมาเกือบๆทุ่ม ตั้งใจว่าจะออกไปกินน้ำชา ขนมปังปิ้งริมน้ำ คลายร้อนก่อนนอนซักแก้ว

ออกจากบ้านไปนิดหน่อยฝนตก เปลี่ยนแผนเป็นซื้อเส้นหมี่น้ำมากินที่บ้านแทน พอขับรถกลับเกือบถึงบ้าน ฝนหยุด ไม่มีวี่แววของฝนเลย สรุปว่าฝนตกเกือบทุกที่ ยกเว้นบ้านผมจริงๆด้วย

นั่งกินก๋วยเตี๋ยว ลงรูปนิดหน่อย นอนดูยูทูป หลับไปตอนไหนไม่รู้ แต่ไม่น่าจะเกินเที่ยงคืน

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10