Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
25 กุมภาพันธ์, 2561, 14:44:52

   

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10
 1 
 เมื่อ: 8 hours ago 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"ถ้าโลกนี้ เต็มไปด้วยการขอโทษ
และการให้อภัยโทษแล้ว
จะไม่มีวิกฤตการณ์
เลวร้ายใดๆ เกิดขึ้นมาได้เลย
เป็นการสร้างสันติภาพ
ให้แก่โลกทั้งโลก
ด้วยการยึดถือหลักที่ว่า
ขอโทษ และ อดโทษ
ฉะนั้น ขอจงประพฤติปฏิบัติ
จนเป็นนิสัย และอบรมลูกเล็กเด็กแดง
ให้รู้จักขอโทษ และอดโทษ แก่กันและกัน
จนเป็นนิสัย"
-:- ท่านพุทธทาสภิกขุ -:-





"...พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเทศน์มีแต่เด็ดๆ นะ เอาไปปฏิบัติได้เลย ถ้าเราเอาไปใคร่ครวญ เอาไปเป็นคติตัวอย่าง เอาไปเป็นความพากความเพียร แต่ถ้าฟังแล้วไม่เอาไปพิจารณา ไม่เอาไปกำกับจิตใจตัวเอง มันก็ไม่เกิดผลนะ..."
"...ถ้าเราปฏิบัติจริงๆ เช่นการนั่งสมาธิตลอดรุ่ง มันก็จะรู้จะเห็นได้แน่นอน นี่ส่วนใหญ่นั่งนานไปเกิดทุกข์ เวทนาก็กลัวตาย ไม่เอาจริงจัง ทั้งที่มันก็เกิดตายมาหลายชาติแล้ว ครูบาอาจารย์ท่านก็เคยปฏิบัติ ก็ไม่เคยเห็นมีใครตายจริง มีแต่ได้รับผลคือความสงบรวมลงของใจ..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่ลี กุสลธโร



"...เมื่อเราเจริญสติ จิตก็จะเกิดจุดหักเลี้ยว เกิดจุดแยกขึ้นมา ถ้าเรามีสติรู้ทันใจของเราได้ฉับไว พอผัสสะเกิดขึ้น มีเวทนาเกิดตามมา สติก็มาทำงาน ชักนำจิตออกไปสู่ทางแยกใหม่ ไม่ใช่ไหลไปสู่ตัณหา อุปาทาน สติจะตัดหน้าตัณหาชักนำจิตไปสู่อีกทางหนึ่ง สู่อีกร่องหนึ่ง พอมีสติก็ไม่เกิดความยึดความอยากขึ้น แค่รู้เฉยๆ จิตจึงเป็นอุเบกขา เป็นกลาง ๆ เป็นปกติ ไม่ยึด ไม่อยาก ไม่ว่าอยากผลักไสหรือไขว่คว้า..."
โอวาทธรรมคำสอน..
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล



"...ธรรมข้อหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ลึกลับที่สุด
เป็นที่พึ่งถาวรแก่เราได้ ก็คือ
"อตฺตาหิ อตฺตโนนาโถ" พึ่งตนรู้ตน
แล้วก็จะรู้ในสิ่งทั่วไป
เพราะตนนั้นแหล่ะเป็นเหตุ
เป็นต้นเหตุของทุกสิ่ง..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท





โง่ไม่เป็น เป็นใหญ่ยาก.
โง่น่ารัก ฉลาดนักน่านับถือ เป็น “เสน่ห์ ”
แต่โง่น่าเกลียด ฉลาดน่าชัง เป็น “ยาพิษ ”.
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (อ้วน ติสฺโส)




หากผู้ใหญ่ทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีมีกิริยาวาจาสุภาพ
ถือระเบียบวินัยเคร่งครัด มีอัธยาศัยอารีอารอบ
ตั้งใจประกอบกิจศาสนา มีถือศีลห้า
รักษาศีลแปดตามกาลสมัยเป็นต้น
คนในครอบครัวนั้นจะพากันดำเนินตาม
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)




ทำการงานด้วยความขยันขันแข็ง
มีกำลังกายกำลังใจแข็งแรง ประพฤติกิริยาวาจาใจดีงาม
จนปรากฏเป็นผู้มีวิชาดี มีการงานดี
มีอนามัยดี มีจรรยาดี เป็นแบบฉบับประดับตัวให้สง่างาม.
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร)




 2 
 เมื่อ: 24 กุมภาพันธ์, 2561, 05:36:48 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนพวกเรา ท่านสอนให้แก้ไข แต่ไม่บังคับ ท่านสอนว่า ขี้เกียจไม่มี ถ้าใครมีขี้เกียจในตัวเองไม่มีดีเลย แม้การศึกษาหาความรู้หรือการทำมาหากินการอยู่การใช้ ถ้ามีก็หมด ถ้าแก้ตัวนี้ไม่ได้ทุกอย่างล้มละลายหมด แก้ตัวเดียวตัวนี้ แก้ความขี้เกียจมักง่าย ท่านจึงให้เอาพุทโธมาซักฟอก เพราะมันฝังลึก คำว่าขี้เกียจนี้มันมืดมิดปิดหมด ม้นอวิชชานะ พระป่าแปลแบบนี้ ความขี้เกียจตัวเดียวนี่มืดมิดปิดหมด แม้แต่การดำเนินชีวิตก็ไม่เจริญรุ่งเรือง แม้เรื่องภายในจิตใจจะไหว้พระสวดมนต์ก็ป้องกันปิดบังหมด นี่ อำนาจของกิเลสความขี้เกียจปิดบัง วันนี้ก็ไม่พูดอะไรมาก ให้แก้ไขจิตดวงเดียวเท่านั้น ให้ดูเจ้าของ เอาธรรมของพระพุทธเจ้าเข้ามาซักฟอกความขี้เกียจ อย่าลืมพุทโธ ไปที่ไหนก็พุทโธ เอาพุทโธเข้ามาซอกฟอกจิต
แต่อย่าตั้งความหวัง ถ้าตั้งความหวังมันจะผิดพลาด เพราะอำนาจซักฟอกยังไม่มีกำลังก็ยังไม่สามารถซักฟอกได้ อย่าไปบังคับ อย่าไปเค้นหา เอาพุทโธเข้ามาซักฟอกทุกวัน ๆ อยู่ที่ไหนวันใดก็พุทโธ พุทโธนี้จะซักฟอก จิตนี้จะค่อย ๆ คลายออกไป เป็นหลักธรรมชาติ พอมากขึ้นปุ้บก็สว่างจ้า อย่างที่ท่านพูดในธัมมจัก อาโลโก อุทะปาทิ สว่างโร่หมดเลย ในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรปิดบัง พระพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐอัศจรรย์ก็เพราะท่านชำระมลทินทั้งหลายที่หมักดองในจิตใจนี้ให้ออกไปหมด แล้วนำมาประกาศสวากขาตธรรมที่ท่านตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง
บรรดาลูกหลานที่เกิดขึ้นภายหลังก็ไม่ล้าสมัย ล้าสมัยที่สุดก็คือความขี้เกียจมักง่ายขี้โกรธขี้โลภ นี่ไม่ทำให้พวกเราเจริญรุ่งเรือง มีแต่ทำให้พวกเราเป็นมลทินเป็นโทษในจิตใจ ถ้าเราคิดใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้ในจิตใจ เราก็จะมีวันคลายออกไป พากันจำไว้ให้ดี กรุณานำไปประพฤติปฏิบัติ จะมีความเจริญรุ่งเรือง จำไว้ให้ดี บังคับฝังใจให้ได้ อย่างน้อยทุกวัน ๆ ก่อนนอน อย่าเพิ่งนอน ให้นั่งก่อน ว่าพุทโธอย่างน้อยเท่าอายุ นอนก็เป็นมงคล ฝันก็เป็นมงคล จิตซักฟอกจนเบาหวิว มันหนักเพราะขี้เกียจ ขี้โกรธ ขี้โลภ มันหนัก
พอมันหนักก็สร้างร่างกายให้เหี่ยวแห้งเร็ว แก่เร็ว ดูนางวิสาขาอายุ 120 ปี มีลูก 20 คน หลาน 20 คนเหลน 20 คน ไม่มีแก่เลย นางวิสาขาไปกราบพระพุทธเจ้า มีบริวาร 500 คน บอกลูกน้องไม่ให้ประดับแต่งเนื้อแต่งตัวเข้าวัด ทุกคนต้องปลดเครื่องแต่งตัวที่หรูหราออกหมด แล้วฟังเทศน์พระพุทธเจ้า ภิกษุปุถุชนก็สงสัย ไปถามพระพุทธเจ้าว่านางวิสาขาคือคนไหน เพราะงามเหมือนกันหมด พระพุทธเจ้าบอกให้ภิกษุสังเกตดู นางวิสาขา อายุ 120 ปี คนไหนลุกขึ้นเอามือค้ำเข่าก็คนนั้นแหละนางวิสาขา
ใครอยากงามไม่ต้องแต่งประดับประดาอะไรมาก แต่งศีลห้าเข้าไป ศีลห้าจะสร้างทั้งจิตทั้งร่างกายให้สมบูรณ์แบบหมด นางวิสาขาสร้างศีลห้าสองอสงไขยนะ ไม่ใช่วันเดียว ปรารถนาปรนนิบัติพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ จากนี้แล้วพระศรีอริยเมตไตรยมาตรัสรู้ นางวิสาขาก็ปรนนิบัติพระศรีอริยเมตไตรยแล้วก็บรรลุพระอรหันต์ไป ถ้าสร้างฐานศีลดีแล้ว แล้วสร้างพุทโธฟอกจิตให้สะอาด ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต้องปรับปรุงอะไรเลย แม้เงินทองกองสมบัติ การอยู่การกินการใช้สอย ตัวนี้จะเป็นทุนหนุนจิต เป็นหลักธรรมชาติ ท่านจึงกล่าวไว้ท้ายศีลว่า สีเลนะ สุคติงยันติ สีเลนะ โภคะสัมปทา เมื่อมีศีลแล้วก็มีโภคสมบัติ ใครยังไม่แก้ให้รีบแก้นะ จากนี้จะไปเป็นอะไรมองไม่เห็นกันนะ แล้วแต่กรรมของเจ้าของที่จะสร้างให้ตัวเองนะ กลับไปบอกลูกบอกหลาน ก่อนนอนอย่าลืมพุทโธ..."
โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่ทุย ฉันทกโร ณ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม
4 กุมภาพันธ์ 2561



"การเกิดขึ้นแห่งกุศลกรรม
เป็นการฉลองวันเกิด
ที่สมค่า อย่างแท้จริง"
-:- สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ -:-





พวกเราทั้งหลายไม่มีความสัตย์ความจริงต่อตัวเอง
จึงมิได้ประสบสุขอันแท้จริงเหมือนอย่างพระพุทธองค์
เราบอกกับตัวเองว่าอยากได้ความสุข
แต่เราก็โดดเข้าไปสู่กองไฟร้อนๆ เรารู้ว่าสิ่งนั้นๆ เป็นยาพิษ
แต่เราก็ดื่มมันเข้าไป นี่แหละเป็นการทรยศต่อตัวเอง
#คติธรรม
( ท่านพ่อลี ธัมมธโร )



วิธีการปิดอบาย
ถาม : ขอพระอาจารย์เมตตาครับ สืบเนื่องจากพระอาจารย์พูดเรื่องการสร้างเสนาสนะ ก็มีความเชื่อว่า สร้างเจดีย์แล้วจะได้กุศลแรง จะปิดอบายได้ ?
พระอาจารย์ : ไม่จริง คือ จะปิดอบายได้ ก็ต้องรักษาศีล ๕ ให้ได้ก่อน รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ก่อน ก็มีพระโสดาบันเท่านั้น ที่สามารถรักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ตลอดเวลาได้ ก็มีตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป
ถาม : อย่างนี้ที่เขาบอกว่า ไปอินเดีย (น่าจะหมายถึงไปสังเวชนียสถาน) จะปิดอบายได้ ๑ ชาติ ก็ไม่ใช่ซิครับ ?
พระอาจารย์ : เป็นเพียงก้าวแรกของการนำไปสู่การปิดอบาย คือการทำให้เกิดความศรัทธา เชื่อว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มีจริง เมื่อเชื่อแล้วก็จะเกิดศรัทธาที่จะศึกษา ที่จะปฏิบัติ พอศึกษาแล้วก็จะบรรลุเป็นพระอริยสงฆ์สาวกขึ้นมา ก็จะปิดอบายได้ ไม่ใช่ว่าเพียงแต่ไปอินเดียแล้วจะปิดได้ เหมือนมาที่นี่(ศาลาไม้บนเขาชีโอน) มาที่นี่แล้วต้องกลับไปปฏิบัติต่อ ถ้าปฏิบัติจนบรรลุเป็นพระโสดาบันก็จะปิดอบายได้
เพราะพระโสดาบันจะรักษาศีลยิ่งกว่าชีวิต ท่านไม่เสียดายชีวิต เพราะท่านเห็นว่า ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวท่าน ร่างกายนี้จะทำบาปหรือไม่ทำบาป มันก็ต้องตายอยู่ดี แต่ผู้ที่ทำบาป คือใจต้องไปใช้กรรมในอบายต่อไป ท่านเห็นชัด เหมือนกับเราเห็นว่าถ้าทำผิดกฎหมายนี้เราก็จะต้องติดคุกแน่นอน เราก็จะไม่กล้าทำกัน แต่คนสมัยนี้เขาเก่ง เขามีวิธีที่จะไม่ติดคุกได้ เขาเลยไม่กลัวกัน เลยกล้าทำกัน อันนั้นก็ช่วยไม่ได้
แต่อบายไม่มีวิธีกั้นได้ ถ้าทำบาปแล้วต้องไปแน่ๆ เงินก็ปิดไม่ได้ มีวิธีเดียวก็คือต้องไม่ทำบาปเท่านั้นเอง ต้องรักษาศีลให้ได้ และการจะรักษาศีลได้ เราต้องรู้ว่าร่างกายนี้ เราจะรักษามันยังไงก็รักษาไว้ไม่ได้ ยังไงมันก็ต้องตายอยู่ดี ดังนั้น การที่จะไปทำบาป เพื่อรักษาร่างกายก็เป็นการที่จะทำให้เราไปใช้กรรมในอบาย สู้ยอมปล่อยให้ร่างกายตายไปดีกว่า แล้วเราไม่ทำบาป เราก็จะได้ไม่ต้องไปให้กรรมในอบายต่อไป
อย่างพระโสดาบัน ท่านเห็นว่าร่างกายไม่ใช่ตัวของท่าน เห็นว่ามันจะต้องตาย ท่านก็เลยไม่ต้องไปรักษามัน เวลาอดข้าว อดอยากขาดแคลน ก็ไม่ไปลักขโมย เพื่อที่จะทำบาป เพื่อที่จะหาอาหาร หายามารักษาร่างกาย ถ้าจะหาก็หาโดยไม่ทำบาป ถ้าหาไม่ได้ก็ปล่อยให้มันตายไป รักษาก็ตายอยู่ดี ไม่รักษาก็ตายอยู่ดี ช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง แต่ทำบาปแล้วต้องไปใช้กรรมในอบาย ถ้าไม่ทำบาปก็ไม่ต้องไปใช้กรรมในอบาย.
เทศนาธรรมคำสอน..
องค์ท่านพระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
- ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๕๖



"...มนุษย์อยากสุขแต่ไม่รู้จักสุข อยากหนีทุกข์แต่ไม่รู้จักทุกข์ สุ่มสี่สุ่มห้าเดินคลำไปคลำมาในความมืด เอาความหวังในความสุขข้างหน้าเป็นที่ปลอบใจ
บางคนอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้ช่วยเนรมิตให้ความมืดกลายเป็นความสว่าง แต่พระพุทธศสนาสอนว่า โยม! มันสว่างอยู่แล้ว ไม่ต้องไปบนบานศาลกล่าวที่ไหนหรอก! ..มีสติ ลืมตา ก็จะเห็นเอง..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์ท่านพระอาจารย์ชยสาโร




"...คำว่า เจริญก้าวหน้าทางธรรม มิใช่เจริญด้วยยศศักดิ์เหมือนทางโลก หากหมายถึง ใจที่นิ่ง หนักแน่นมั่นคง คลายความยึดติดในโลก หากผู้ใดยังหลงในยศศักดิ์ ก็ชื่อว่าหลงตนและหลงโลก เพราะสิ่งนั้นเป็นของประจำโลก..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป




"...อย่าขึ้นทางต้น ลงทางปลาย ทำอะไรอย่ามักง่ายลัดขั้นตอน ละเลยจารีตที่ครูเคยสอนสั่ง ดังเราขึ้นต้นไม้จากโคน อย่ากระโจนลงจากยอด เพราะประมาทหลงตนเอง
เกิดเป็นคนอย่าหลงตน ไม่เสมอต้นเสมอปลาย อวดอุตริอยากเด่นดัง หรือหัวรั้นเกินครู จบไม่สวยสักราย..."
โอวาทธรรมคำสอน..
องค์หลวงปู่หงษ์ พรหมปัญโญ




"...กระบวนการดิ้นรนให้ได้สมอยาก
เรียกว่าภพ หรือกรรมภพ
เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดทุกข์
ทุกข์เพราะดิ้นรนให้ได้มา
หรือทุกข์เพราะผลักไสออกไป
ระหว่างที่ยังไม่ได้มาก็มีความขัดเคืองใจ
ระหว่างที่ผลักไสออกไปยังไม่สำเร็จ ก็มีความทุกข์..."
โอวาทธรรมคำสอน..
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล




"...ถ้าเราตั้งจิตอยู่บนตัวรู้ หรืออยู่บนฐานรู้ ก็สามารถกอบกู้ใจจากอารมณ์ได้ ตัวรู้นี้ก็คือรู้กาย รู้ลมหายใจ รู้อิริยาบถเคลื่อนไหว อันนี้เป็นเครื่องอยู่ เป็นเครื่องอาศัยของจิต
รู้ลมหายใจหรือรู้อิริยาบถที่เคลื่อนไหว เป็นเครื่องมือหรือเป็นหลังพิงก็ได้ ช่วยให้จิตเราไม่แส่ส่าย ไม่ซัดเซพเนจร หรือไม่ถูกอารมณ์ความคิดต่างๆ ดึงดูดพาไป
ถ้าเราไม่มีฐานรู้ หรือไม่มีกายเป็นเครื่องอยู่ เป็นหลังพิง จิตก็จะไม่มีที่ตั้ง จะไปโน่นไปนี่ แล้วแต่อารมณ์หรือความคิดต่างๆ จะพาไป มีด้วยสองสาเหตุคือ อยากครอบครองเพราะหลงใหลเคลิบเคลิ้มกับมัน หรืออยากผลักไสไล่ส่งมัน..."
โอวาทธรรมคำสอน..
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล



"...เวลาเราปฏิบัติธรรม เราทำเพื่อปล่อย ไม่ใช่ตั้งใจปล่อย แต่มันเกิดขึ้นเองเมื่อจิตรู้ว่ากำลังปรุงแต่ง พอจิตรู้ว่าเผลอปรุงแต่งก็หยุด ไม่ปรุงแต่งต่อไป ก็เลยวาง
ปัญหาของคนเราคือเรายึดเอาไว้โดยไม่รู้ตัว จะด้วยความชอบหรือความชัง จะด้วยความติดใจหรือขัดใจก็ตาม แต่พอมีสติรู้ทัน ก็ปล่อยวางได้..."
โอวาทธรรมคำสอน..
พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล



 3 
 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์, 2561, 11:18:16 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
มารู้จักพระพุทธศาสนากันให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา ข้อที่ ๑-๒๐

https://www.youtube.com/watch?v=qnj_Fw9fCxE&feature=youtu.be

วันที่ ๔ มิ.ย. ๒๕๓๑

มารู้จักพระพุทธศาสนากันให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา ข้อที่ ๒๑-๔๐

https://www.youtube.com/watch?v=rqISwA49c9A&feature=youtu.be

วันที่ ๑๑ มิ.ย. ๒๕๓๑

มารู้จักพระพุทธศาสนากันให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา ข้อที่ ๔๑-๖๐

https://www.youtube.com/watch?v=oqWjg59eLUs&feature=youtu.be

วันที่ ๑๘ มิ.ย. ๒๕๓๑

มารู้จักพระพุทธศาสนากันให้ยิ่งกว่าที่แล้วมา ข้อที่ ๖๑-๘๐

https://www.youtube.com/watch?v=n0BPuUMq31U&feature=youtu.be

วันที่ ๒๕ มิ.ย. ๒๕๓๑

 4 
 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์, 2561, 10:56:28 
เริ่มโดย ยามเฝ้าบอร์ด - กระทู้ล่าสุด โดย ยามเฝ้าบอร์ด
เคยมีคนถามคุณแม่ชีแก้วว่า การที่บวชเป็นชีกับไม่บวชเป็นชี การปฏิบัติธรรมแบบไหนดีกว่ากัน คุณแม่ชีแก้วท่านบอกว่า การปฏิบัติธรรมไม่ได้เลือกว่าขาวดำหรือใส่ชุดไหน ถ้าปฏิบัติจริงจังก็พ้นทุกข์ในวัฏสงสารถึงพระนิพพานได้ แต่คุณแม่ท่านก็ว่าบวชจะดีกว่า เพราะถ้าเราเป็นฆราวาสมาอยู่วัด บางทีใจก็ชะแว้บไป ไปตลาดบ้าง จะไปเยี่ยมคนนั้นคนนี้บ้าง เพราะใจมันออกไป แต่เป็นแม่ชียูนิฟอร์มแบบนี้ ปลงผมแล้ว ใส่ชุดขาวแล้ว จะไปทะเล่อทะล่าเหมือนฆราวาส เข้าตลาดก็ไม่ได้

ถ้าเป็นฆราวาสจะไปห้างสรรพสินค้าไปตลาดก็ได้ กิเลสมันพาออกไปเที่ยวว่าตรงนั้นก็จำเป็น ตรงนี้ก็สำคัญ ถ้าไม่ไปเขาจะว่าให้อย่างนู้นอย่างนี้ กิเลสมันหาทางออกทั้งนั้น แต่ถ้าเราเป็นนักพรตนักบวชเป็นแม่ชี เราจะไปเถลไถลอย่างนั้นมันต้องคิด มันมีเบรก เพราะฉะนั้นบวชเป็นแม่ชีจะมีโอกาสภาวนามากกว่า แต่ว่าถ้าเราไม่ได้บวชเป็นชี แต่เราตัดใจเข้มแข็ง ปฏิบัติธรรมมุ่งมั่น มันก็เดินไปได้ สมาธิและวิปัสสนามันก็เดินไปได้

หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
พระธรรมเทศนา “ไม้ไผ่สอนชี”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๕๙

 5 
 เมื่อ: 23 กุมภาพันธ์, 2561, 06:52:27 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"พระพุทธเจ้าท่านสั่งสอนพวกเรา ท่านสอนให้แก้ไข แต่ไม่บังคับ ท่านสอนว่า ขี้เกียจไม่มี ถ้าใครมีขี้เกียจในตัวเองไม่มีดีเลย แม้การศึกษาหาความรู้หรือการทำมาหากินการอยู่การใช้ ถ้ามีก็หมด ถ้าแก้ตัวนี้ไม่ได้ทุกอย่างล้มละลายหมด แก้ตัวเดียวตัวนี้ แก้ความขี้เกียจมักง่าย ท่านจึงให้เอาพุทโธมาซักฟอก เพราะมันฝังลึก คำว่าขี้เกียจนี้มันมืดมิดปิดหมด ม้นอวิชชานะ พระป่าแปลแบบนี้ ความขี้เกียจตัวเดียวนี่มืดมิดปิดหมด แม้แต่การดำเนินชีวิตก็ไม่เจริญรุ่งเรือง แม้เรื่องภายในจิตใจจะไหว้พระสวดมนต์ก็ป้องกันปิดบังหมด นี่ อำนาจของกิเลสความขี้เกียจปิดบัง วันนี้ก็ไม่พูดอะไรมาก ให้แก้ไขจิตดวงเดียวเท่านั้น ให้ดูเจ้าของ เอาธรรมของพระพุทธเจ้าเข้ามาซักฟอกความขี้เกียจ อย่าลืมพุทโธ ไปที่ไหนก็พุทโธ เอาพุทโธเข้ามาซอกฟอกจิต
แต่อย่าตั้งความหวัง ถ้าตั้งความหวังมันจะผิดพลาด เพราะอำนาจซักฟอกยังไม่มีกำลังก็ยังไม่สามารถซักฟอกได้ อย่าไปบังคับ อย่าไปเค้นหา เอาพุทโธเข้ามาซักฟอกทุกวัน ๆ อยู่ที่ไหนวันใดก็พุทโธ พุทโธนี้จะซักฟอก จิตนี้จะค่อย ๆ คลายออกไป เป็นหลักธรรมชาติ พอมากขึ้นปุ้บก็สว่างจ้า อย่างที่ท่านพูดในธัมมจัก อาโลโก อุทะปาทิ สว่างโร่หมดเลย ในสามแดนโลกธาตุนี้ไม่มีอะไรปิดบัง พระพุทธเจ้าเป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐอัศจรรย์ก็เพราะท่านชำระมลทินทั้งหลายที่หมักดองในจิตใจนี้ให้ออกไปหมด แล้วนำมาประกาศสวากขาตธรรมที่ท่านตรัสไว้ชอบแล้วทุกอย่าง
บรรดาลูกหลานที่เกิดขึ้นภายหลังก็ไม่ล้าสมัย ล้าสมัยที่สุดก็คือความขี้เกียจมักง่ายขี้โกรธขี้โลภ นี่ไม่ทำให้พวกเราเจริญรุ่งเรือง มีแต่ทำให้พวกเราเป็นมลทินเป็นโทษในจิตใจ ถ้าเราคิดใคร่ครวญสิ่งเหล่านี้ในจิตใจ เราก็จะมีวันคลายออกไป พากันจำไว้ให้ดี กรุณานำไปประพฤติปฏิบัติ จะมีความเจริญรุ่งเรือง จำไว้ให้ดี บังคับฝังใจให้ได้ อย่างน้อยทุกวัน ๆ ก่อนนอน อย่าเพิ่งนอน ให้นั่งก่อน ว่าพุทโธอย่างน้อยเท่าอายุ นอนก็เป็นมงคล ฝันก็เป็นมงคล จิตซักฟอกจนเบาหวิว มันหนักเพราะขี้เกียจ ขี้โกรธ ขี้โลภ มันหนัก
พอมันหนักก็สร้างร่างกายให้เหี่ยวแห้งเร็ว แก่เร็ว ดูนางวิสาขาอายุ 120 ปี มีลูก 20 คน หลาน 20 คนเหลน 20 คน ไม่มีแก่เลย นางวิสาขาไปกราบพระพุทธเจ้า มีบริวาร 500 คน บอกลูกน้องไม่ให้ประดับแต่งเนื้อแต่งตัวเข้าวัด ทุกคนต้องปลดเครื่องแต่งตัวที่หรูหราออกหมด แล้วฟังเทศน์พระพุทธเจ้า ภิกษุปุถุชนก็สงสัย ไปถามพระพุทธเจ้าว่านางวิสาขาคือคนไหน เพราะงามเหมือนกันหมด พระพุทธเจ้าบอกให้ภิกษุสังเกตดู นางวิสาขา อายุ 120 ปี คนไหนลุกขึ้นเอามือค้ำเข่าก็คนนั้นแหละนางวิสาขา
ใครอยากงามไม่ต้องแต่งประดับประดาอะไรมาก แต่งศีลห้าเข้าไป ศีลห้าจะสร้างทั้งจิตทั้งร่างกายให้สมบูรณ์แบบหมด นางวิสาขาสร้างศีลห้าสองอสงไขยนะ ไม่ใช่วันเดียว ปรารถนาปรนนิบัติพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ จากนี้แล้วพระศรีอริยเมตไตรยมาตรัสรู้ นางวิสาขาก็ปรนนิบัติพระศรีอริยเมตไตรยแล้วก็บรรลุพระอรหันต์ไป ถ้าสร้างฐานศีลดีแล้ว แล้วสร้างพุทโธฟอกจิตให้สะอาด ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต้องปรับปรุงอะไรเลย แม้เงินทองกองสมบัติ การอยู่การกินการใช้สอย ตัวนี้จะเป็นทุนหนุนจิต เป็นหลักธรรมชาติ ท่านจึงกล่าวไว้ท้ายศีลว่า สีเลนะ สุคติงยันติ สีเลนะ โภคะสัมปทา เมื่อมีศีลแล้วก็มีโภคสมบัติ ใครยังไม่แก้ให้รีบแก้นะ จากนี้จะไปเป็นอะไรมองไม่เห็นกันนะ แล้วแต่กรรมของเจ้าของที่จะสร้างให้ตัวเองนะ กลับไปบอกลูกบอกหลาน ก่อนนอนอย่าลืมพุทโธ..."
โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่ทุย ฉันทกโร ณ วัดป่าอัมพโรปัญญาวนาราม
4 กุมภาพันธ์ 2561




"อย่าพากันเล่นมากนะ ครูบาอาจารย์เหลือน้อยลงทุกทีแล้วนะฝ่ายปฏิบัติ สักหน่อยมันก็จะเป็นทางโลกไปหมดแล้วนะ อย่างหลวงปู่มั่นท่านได้ทำนายไว้แล้วนะเรื่องศาสนาว่า “วัดป่ามันจะกลายเป็นวัดบ้าน วัดบ้านจะกลายเป็นคนตาย คนตายจะกลายเป็นบ้า” ท่านทำนายไว้หมดแล้วนะ เดี๋ยวนี้ดูสิโลกมันร้อนมากนะ พอได้เข้าหาพระหาเจ้า พอได้เห็นครูบาอาจารย์ จิตใจมันก็สบาย ดูซิ คนได้เข้าหาครูบาอาจารย์ มันก็สบายเย็นใจ แค่เห็นวัดเท่านั้นแหละ เห็นกริยามารยาทของครูบาอาจารย์ จิตมันก็สงบสบาย ถ้าได้ออกไปทางโลก เดี๋ยวก็วิ่งกลับมาทางธรรมอีก เป็นอยู่อย่างนั้นสังเกตดูซิ ถ้าใจมันไม่ร้อน ไม่วิ่งกลับมาหรอก วุ่นวายมากนะสมัยนี้ ความเจริญกับความเสื่อมอยู่ด้วยกันนะ จะไปอะไรมากมาย แต่ขนาดครอบครัวก็แย่งชิงกันเป็นใหญ่ในบ้านแล้ว เรื่องเป็นเจ้าเป็นนายก็เหมือนกันนะ แย่งชิงเก้าอี้ เพื่อความเป็นใหญ่กันอยู่นั้นแหละ สักหน่อยก็ปลดออกจากตำแหน่ง สักหน่อยก็แต่งตั้งขึ้นใหม่อยู่อย่างนั้น โลกนี้คิดไปคิดมาแล้วที่ไหนมันมีความสุข ไม่เห็นมีความสุขนะ ถ้าคิดใคร่ครวญดูจริงๆ ให้ไปคิดอ่านใคร่ครวญ เข้าไปดูซิ..."
โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี




"วันเกิดเรา ก็คล้าย วันตายแม่
อุ้มท้องแก่ กว่าจะคลอด รอดหลุดพ้น
จากเด็กน้อย จนเติบใหญ่ ได้เป็นคน
เติบโตจน ถึงวันนี้ มีเพราะใคร
แม่เจ็บจวน ขาดใจ ในวันนั้น
กลับเป็นวัน ลูกฉลอง กันผ่องใส
ได้ชีวิตแล้ว ก็หลงเหลิง ระเริงใจ
ลืมผู้ให้ ชีวิต อนิจจา
ทำไมเรา เข้าใจว่า เป็นวันเกิด
เปลี่ยนเป็นวัน ผู้ให้กำเนิด จะดีกว่า
สิ่งอวยพร ที่สลอน หน้ากันมา
ควรจะมอบ ให้มารดา ผู้มีคุณ
เลิกจัดงาน วันเกิด กันเถิดเรา
ดีที่สุด ควรคุกเข่า กราบเท้าแม่
รำลึกถึง ผู้มีคุณ อบอุ่นแด
อย่ามัวแต่ จัดงาน ประจานตน"
-:- หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม -:-




"จงแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั่วไป
แม้ที่เป็นศัตรู คนที่ท่านรัก คนที่เขารักท่าน
ที่จริงไม่แปลกอะไรเลย ใครๆ ก็ทำได้
แต่ที่แปลก ทำได้ยาก และเป็นผลดีที่สุด
นั้นคือ ต้องรักคนที่เขาเกลียดท่านด้วย"
-:- ท่านเจ้าคุณพระยานรรัตนราชมานิต -:-




"ธรรมชาติของจิตใจ มันเข้าข้างตัวเอง
โบราณพูดว่า เรามักจะเห็นความผิด
ของคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดของตนเอง
เท่ารูเข็ม มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย
เราต้องระวัง ความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง
ให้มากๆ"
-:- หลวงปู่ชา สุภัทโท -:-





"ในเรื่องของกรรมนั้น
พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า
ถ้าเราไม่ทำกับเขา
เขาย่อมไม่ทำกับเรา
เพราะเรา
เคยได้เบียดเบียนเขาไว้ก่อน
เราจึงต้องได้รับผลแห่งกรรมนั้น
จากเขาบ้าง"
-:- ท่านพ่อลี ธมฺมธโร -:-

 6 
 เมื่อ: 22 กุมภาพันธ์, 2561, 20:20:37 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
ทุกข์นี้มันเหมือนไฟที่เผาร่างกาย ทุกข์ใจของเรานี้ มันทารุณรุนแรงกว่าไฟที่เผาร่างกายมากมายหลายร้อยเท่า แต่เรากลับมองไม่เห็นว่ามันเป็นภัยสำหรับเรา
เรากลับสร้างความทุกข์ให้กับเราอยู่เรื่อยๆ ทุกข์กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ มีใครมาบอกให้หยุดก็ไม่หยุดจะเอาแต่ใจของตนเอง อยากจะให้ได้สิ่งที่ตัวเองอยากได้ ถ้าไม่ได้ก็ทุกข์อย่างนี้ไปเรื่อยๆ นี่แหละคือ ความโง่เขลา เบาปัญญา อวิชา โมหะ ที่หลอกให้ใจผลิตความทุกข์เผาใจตนเองอยู่ตลอดเวลา เพราะไม่เจริญปัญญา ไม่พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่เห็นอริยสัจ ๔ เพราะไม่บำเพ็ญ ไม่เจริญสติ ไม่นั่งสมาธิ ไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล
อยากจะได้สิ่งต่างๆ ตามความอยากของตน ความอยากในกามตัณหา วิภวตัณหา วภตัณหาเท่านั้น แล้วก็ไปสร้างทุกข์ให้กับตนไม่พอ ยังไปสร้างทุกข์ให้กับคนอื่นด้วย ไปเบียดเบียนคนอื่น ไปรังแกคนอื่น อันนี้ก็เป็นเพราะว่า ไม่สนใจเรื่องบุญ เรื่องกุศล เรื่องของการทำทาน รักษาศีล ภาวนา สนใจเเต่เรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ สนใจความสุขทางตาหูตาลิ้นจมูกกาย ใจก็เลยผลิตแต่ไฟนรกมาเผาตัวเองอยู่โดยไม่รู้สึกตัว จะเผาไปเรื่อยๆ ไม่ใช่แต่ชาตินี้ชาติเดียว เผาแล้วนับไม่ถ้วน พระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ไม่รู้กี่พระองค์ ก็ผ่านมาแล้วไม่ได้รับประโยชน์จากพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเลย ก็ยังผลิตกามตัณหา วิภวตัณหา ภวตัณหา มาคอยเผาใจตนเอง และเผาอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ไม่ปฏิบัติ ไม่เร่งความเพียร ไม่ทำทาน ไม่รักษาศีล ไม่ภาวนา
และให้ทำตามขั้นตามลำดับไม่ให้ติดอยู่ขั้นใดขั้นหนึ่ง ทำทานแล้วก็ต้องก้าวเข้าสู่ขั้นศีล ขั้นศีลแล้วก็ต้องก้าวเข้าสู่ขั้นภาวนา อย่าไปคิดว่า ทำทานแล้วพอแล้วได้ทำบุญแล้ว อันนี้เป็นเสี้ยวหนึ่งของบุญ เสี้ยวใหญ่ยังไม่ได้ทำกัน เสี้ยวใหญ่ก็คือการภาวนา ต้องภาวนาต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะหลุดพ้น จนกว่าจะทำลายกิเลสตัณหาอุปทาน ความยึดมั่นถือมั่นทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้เท่านั้น ถึงเรียกได้ว่า ได้ทำบุญเต็มที่ในโลกนี้แล้ว.
ส่วนหนึ่งจากเทศนาธรรมะบนเขา
วันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๕๕๖
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต




..บางคนเกิดมาไม่รู้จักศาสนา เพราะชาติก่อนเขา
มีนิสัยมาจาก..สัตว์เดรัจฉาน
บางคนเกิดมาสร้างแต่..ความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น
เพราะชาติก่อนเขา มีนิสัยมาจาก..นรกมาเกิด
บางคนเกิดมา..รู้จักเสียสละ ทำบุญให้ทาน
รักษาศีลภาวนา เพราะชาติก่อนเขามีนิสัย
มาจาก..สวรรค์มาเกิด บางคน..เกิดมายากจน
เพราะชาติก่อนเขา..ไม่เคยคิดเสียสละทรัพย์สิน
เงินทองข้าวของ ทำบุญให้ทานแก่ผู้อื่น
กรรมจึงจำแนก..ความเป็นอยู่ของแต่ละคน
ให้มีความเป็นอยู่..ที่แตกต่างกันไปต่างๆนานา..
.............................................................................
โอวาทคติธรรมคำสอนพ่อแม่ครูอาจารย์
(หลวงปู่เปลี่ยน ปัญญาปทีโป)
....................................................




ถาม : กราบเรียนถามเป็นกรณีศึกษาค่ะ กรณีคุณป้าที่ทุบรถจอดขวางทางเข้าบ้านที่เป็นข่าวอยู่ ควรใช้ธรรมะข้อใดในการแก้ปัญหาคะ
พระอาจารย์ : อ๋อ ก็ใช้กรรมไง ถือว่ามันเป็นกรรมของเราที่จะต้องเจอเหตุการณ์อย่างงี้ ก็ปล่อยมันไป ใช้ความเมตตา ก็คิดว่า เอ้า เขาไม่มีที่จอดรถ เขาอยากจะมาจอดรถตรงนี้ก็ปล่อยเขาจอดไป เราก็หาวิธีแก้ปัญหาแบบที่ไม่มีเรื่องก็คือ ถ้าเราไม่อยากให้เขาจอด เราก็ไปสร้างอะไรกั้นไว้ก็ได้นี่ ไปเอาถังน้ำมงถังน้ำมันหรืออะไรไปวางไว้ แต่อย่าไปทำร้ายของผู้อื่นเขา ทำให้ของเขาเสียหาย.
สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต



การปล่อยวางความยึดมั่นในวัตถุและอารมณ์ต่าง ๆ
เป็นจุดมุ่งหมายของศาสนธรรมโดยแท้
แม้ธาตุขันธ์ยังต้องอาศัยสิ่งเหล่านั้นอยู่
ก็ไม่จำต้องยึดถือแบกหามเสียจนหนักอึ้งตลอดเวลา
จนหาความอิสระทางจิตใจไม่ได้
คนเราย่อมเป็นทุกข์กันตรงนี้
มิได้เป็นทุกข์เพราะความไม่มีกินมีใช้
แต่เป็นทุกข์เพราะมีมากน้อยเท่าไร
ก็ยึดมันอย่างเหนียวแน่นต่างหาก
ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าจะมีทางรู้และปล่อยวางภาระ
คือความยึดถือเหล่านี้ได้โดยลำดับและได้โดยเด็ดขาด
นอกนั้นแทบไม่มีและไม่มีทางปล่อยวางได้
นี่เป็นความจริงตามหลักธรรม
..........................................................
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
คัดจากหนังสือ คำถาม คำตอบปัญหาธรรม




ถาม: ที่จะเจริญสมาธิวิปัสสนาเป็น ๒ ทางใช่ไหม
บางคนบอกว่าเป็นทางสมถะ บางคนว่าเป็นวิปัสสนา หรือใช้สลับกันได้?
.
ตอบ: ขณะใดเราต้องการสงบ ขณะนั้นเราทำสมถะ
ขณะใดที่จะพิจารณาด้วยปัญญาให้เกิดอุบายแยกแยะ
ทดสอบทั้งภายนอกภายใน เรียกว่าวิปัสสนา
.
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
คัดจากหนังสือ ถามมา ตอบไป




จะบอกวิธีนั่งสมาธิให้ว่า
ทำไมพระพุทธเจ้าท่านจึงทรงนั่งขัดสมาธิ
ดูเผินๆ ก็ดูไม่สำคัญ จะนั่งอย่างไรก็ได้
แต่ถ้าจะนั่งเป็นชั่วโมงๆ ก็ควรจะนั่งขัดสมาธิบ้าง
เพราะทุกส่วนของร่างกายน้ำหนักลงเท่ากัน
เมื่อมีความปวดเจ็บก็จะปวดเจ็บไปทั่วๆ กัน
ไม่เจ็บปวดหนักในส่วนใดส่วนหนึ่ง นั่งนานๆ อาจเจ็บปวดมาก
เพราะการทำสมาธิภาวนา เป็นงานสำคัญมากสำหรับผู้มุ่งผลจริงจัง
การนั่งก็นานเป็นชั่วโมงๆ ถ้าจะมากังวลกับร่างกายมากนัก
ทางด้านจิตใจก็อ่อนแอแล้วแต่ทุกข์ทางกาย
เราต้องมุ่งไปที่จิตเป็นสำคัญ ให้จิตทำงานตามที่กำหนดไว้
และมีสติควบคุมในขณะทำสมาธิ
ไม่ใช่เที่ยวออกไปข้างนอกคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้
จิตที่มีสติบังคับเสมอจะอยู่กับตัว สงบ รู้ตัวได้ชัด
ยิ่งมีสติสืบต่อกันดีเพียงไร จิตก็ยิ่งเด่น
ดังนั้นต้องอย่าให้จิตวอกแวก
.
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
คัดจากหนังสือ ถามมา ตอบไป




พวกเราที่ได้เข้าวัดเข้าวานี่ ก็ถือว่ามีอุปนิสัย
พวกที่เอาหูไปนา เอาตาไปไร่ มีเต็มโลกไปหมดล่ะ
พวกไม่มีบาปมีบุญก็มีอยู่เต็ม
ให้รักษาสมบัติเก่าเรา อย่าให้มันเสื่อมไปทางอื่น...
ให้มันแจ้งเข้าๆ เร่งสร้างบารมี
เดี๋ยวถ้าเกิดใจเด็ดขึ้นมา ไปเลยเดี๋ยวนี้ก็ได้เช่นกันนะ
อย่าไปปราถนานะ เรื่องอื่นน่ะ มันช้า
.
หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
เทศน์เมื่อวันที่ ๒๖ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๘




"..ให้พากันภาวนานะ
อย่าลืมพุทโธทุกอิริยาบท
ทานบารมีก็ทำมาจนเป็นนิสัยแล้ว
พากันไปแสวงบุญ
นั่งรถไปทำบุญ ๘ วัด ๙ วัด
เป็นชั่วโมงๆ ยังสู้อานิสงส์
การนั่งสมาธิภาวนา
แม้เพียง๕นาทีไม่ได้นะ
ยิ่งถ้าจิตสงบ
ชั่วขณะช้างวีหูงูแลบลิ้น
ยิ่งมีอานิสงส์ผลบุญมากนะ
เปรียบเทียบกันไม่ได้เลยนะ
บุญมากนะการภาวนา
ให้พากันภาวนาให้มากๆ.."
หลวงพ่อโสภา สมโณ
๘ มิถุนายน ๒๕๕๗





"ความเมตตานี้ทำให้สัตว์ไม่อยากทำร้ายมนุษย์
แล้วทำอย่างไรถึงจะมีเมตตา
ก็การ ให้อภัย เป็นทานนี้ไง
ทำให้เกิด ความเมตตา
การให้อภัยไม่คิดอิจฉา ริษยา อาฆาตร้ายต่อผู้อื่น ใครทำไม่ดีกับเราก็พยายามปล่อยวางให้ได้ พยายามรักทุกคนให้เสมอกันให้ได้ ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง ทำแบบนี้เรื่อย ๆ ความเมตตาจะบังเกิดขึ้นเอง
คราวนี้ไปที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะถ้าเราไม่คิดร้ายใคร ใครก็ไม่คิดร้ายเราเช่นกัน..."
โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่กงมา จิรปุญฺโญ วัดดอยธรรมเจดีย์ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

 7 
 เมื่อ: 22 กุมภาพันธ์, 2561, 09:08:51 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
พระพุทธศาสนาทั้งกลม (ทั้งหมด ครบถ้วน)

https://www.youtube.com/watch?v=BqL5CfSKroc&feature=youtu.be

วันที่ ๑๔ พ.ค. ๒๕๓๑

อัสมิมานะ ภพ ชาติ เป็นสิ่งที่ต้องรู้จัก

https://www.youtube.com/watch?v=CJivpzqSrLA&feature=youtu.be

วันที่ ๒๑ พ.ค. ๒๕๓๑

ไม่มีอะไรที่ไม่เป็นไปตามกฏอิทัปปัจจยตา

https://www.youtube.com/watch?v=YqxT2epxuDg&feature=youtu.be

วันที่ ๒๘ พ.ค. ๒๕๓๑

 8 
 เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์, 2561, 19:05:12 
เริ่มโดย dhammadee - กระทู้ล่าสุด โดย dhammadee
"สมัยพุทธกาล โลกนี้สว่างจ้าไปด้วยพระธรรมและพระสงฆ์ ท่านชี้บอกทางพระธรรมแสงสว่างให้ โลกนี้เคยมืดมิดมาแต่ไหนแต่ไร พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้มา เหมือนนำแสงสว่างมา เห็นทางเดินชัดเจน ใครก้าวเดินตามท่านก็บรรลุไป ๆ อาศัยแสงสว่างนั้น และพอบรรลุธรรมแล้วก็เป็นแสงสว่างนำผู้อื่นไปได้อีก
หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าปรินิพพาน แสงสว่างดวงใหญ่ที่สุดก็ดับไป โลกก็ค่อยๆมืดเข้าแล้ว ถึงจะมีพระอรหันต์อยู่อีกหลายองค์ก็ตาม แต่ก็ค่อยๆนิพพานกันไปเรื่อยๆ จำนวนก็ลดลง แสงสว่างประจำโลกธาตุนี้ก็ลดลงไป ความมืดก็ค่อยๆครอบงำเข้ามาเหมือนเดิม
จนถึงปัจจุบันนี้ ท่านผู้จิตใจสว่างกระจ่างแจ้งมีสักเท่าไรกัน ค่อยๆจากไปเรื่อย จนกระทั่งดับสนิท พวกเรามีตาก็มองไม่เห็นทางชัดเจนเพราะปราศจากแสงสว่างแล้ว เดินไปก็ผิดบ้างถูกบ้าง จะให้ถูกร้อยเปอร์เซ็นแทบจะไม่มีเพราะไม่มีแสงสว่างนำทาง เป็นความสูญเสียของโลก
การดับขันธ์ของครูบาอาจารย์แต่ละองค์ เหมือนกับแสงสว่างที่เคยส่องนำทางวูบดับไป เราต้องมะงุมมะงาหลาคลำทางไป ถ้ายังอยากเดินก็ต้องลูบคลำไป จนกระทั่งมันมืดมิดเต็มที่แล้ว ไม่มีทางเลย เราจะเดินไปทางไหน ตามีก็เปล่าประโยชน์แล้ว ใจมี แต่ไม่มีผู้ชี้บอก ไม่มีผู้แนะนำ ก็ไม่รู้จะปฏิบัติยังไงต่อใจดวงนั้น ใจดวงนั้นก็ต้องก้าวผิดก้าวพลาดไปเรื่อย วกไปวนมาอยู่นั่น
การจากไปของท่านเหล่านี้เป็นความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ การดำเนินของพวกท่าน ปฏิปทาของพวกท่าน อีกหน่อยก็ค่อยๆสาบสูญลบเลือนไป นี่ยังทันได้เห็นตั้งหลายองค์พวกเรานี่ ชนรุ่นหลังจากนี้ไปอีกสักสิบยี่สิบปีแทบจะไม่ได้เห็นครูบาอาจารย์เหล่านี้ แล้วจะเอาอะไรเป็นกำลังใจ จะเอาอะไรเป็นแบบฉบับ เห็นในตำราก็ตามเถอะ หนังสือประวัติของท่าน องค์นั้นก็มีองค์นี้ก็มี แต่ไม่ได้เห็นตัวจริง ไม่ได้เห็นการประพฤติปฏิบัติของท่าน นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีการประพฤติปฏิบัติแบบนั้นได้จริงๆเหรอ แม้จะอ่านประวัติหลวงปู่มั่นก็ตาม แต่ถ้าไม่ได้เห็นครูบาอาจารย์เหล่านี้ล่ะ ไม่ได้เห็นหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ขาว ไม่ได้เห็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์เหล่านี้ เราจะระลึกได้หรือไม่ว่าหลวงปู่มั่นทำอย่างนั้นจริงๆหรือเปล่า
นี่ก็ยังดี ยังได้ร่องได้รอย แต่ร่องรอยเหล่านั้นก็ได้จางเต็มที่แล้ว ค่อยดับไปเรื่อย ดับไปเรื่อย แสงสว่างมอดลงไป มอดลงไป ร่องรอยที่เคยมีก็มีอยู่ แต่มองไม่เห็นเสียแล้ว ถ้ายังตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้มันก็ต้องวกไปวนมาอยู่อย่างนั้น..."
โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงพ่อวันชัย วิจิตฺโต วัดภูสังโฆ จ.อุดรธานี.





"ใจมีความสงบ อยู่ที่ใหนก็มีความสุข .ใจวุ่นวาย ใจมีความทุกข์ จะไปอยู่สถานที่ใหน ก็เอาใจที่วุ่นวาย ที่มีความทุกข์นั้นไปด้วย"
หลวงปู่แบน ธนากโร




ไม่อยากให้พระศาสนาหมดสิ้น พากันมั่นคงในข้อปฎิบัติ
พากันมั่นคงอยู่ในระเบียบวินัย เอาระเบียบ เอาวินัย เอามาเป็น
.
เอาตามใจชอบ เอาตามใจฉันชอบ มันก็ต้องไปอยู่นอกวัดพวกนี้ นอกศาสนาพวกนี้
เข้ามาอยู่ในวัด เข้ามาในชีวิต นักบวช ต้องมีระบบ ต้องมีระเบียบ
.
ระบบ ระเบียบ ใครเป็นคนวาง
พระพุทธเจ้าเป็นผู้ที่วางระเบียบเอาไว้
วางระเบียบทุกอย่าง นั่นคือวางพระศาสนา
.
หลวงปู่แบน ธนากโร
สะตินทริยัง
9 สค 47





"โดยธรรมชาติแต่ไหนแต่ไรแล้ว ความไม่ซื่อสัตย์เป็นภัยต่อโลก เป็นการทำลายเจ้าของ ในเมื่อทำลายเจ้าของแล้วก็ทำลายบุคคลอื่นด้วย คนไม่เบียดเบียนเจ้าของ คนไม่ทำลายเจ้าของคนนั้นก็เป็นคนดี จึงให้เป็นคนมีความพอ มีใจมั่นคง มีความสัตย์ซื่อ เห็นคุณค่าของความสัตย์ซื่อ ถ้าหากว่าคนเห็นความสัตย์ซื่อไม่มีความสำคัญ อันนั้นล่ะ เป็นการบั่นทอนเจ้าของเอง ในที่สุดอนาคตเจ้าของก็มืดมนอนธการ
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มีความซื่อสัตย์ คนไม่มีความซื่อสัตย์ก็คือคนที่ทำลายเจ้าของ เป็นคนที่น่ารังเกียจของคนอื่น ไม่มีใครต้องการคบค้าสมาคม เพราะสมาคมแล้วมันมีแต่จะเสียหาย สามีภรรยามีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพราะต่างมีความซื่อสัตย์ต่อกัน อยู่กันก็อย่างร่มเย็นเป็นสุข
ถ้าหากว่าไม่มีความซื่อสัตย์ต่อกันแล้ว จะแต่งกันอย่าว่าแต่จะให้ทองสักเท่าใด ต่อให้ทองสิบตันยี่สิบตันก็ช่างเถอะ มันไม่เกินสามปีหรอก เป็นไปข้างๆ คูๆ ไปนอกลู่นอกทาง ไปนอกศีลนอกธรรมล่ะ พังทั้งนั้น..."
โอวาทธรรมคำสอนพ่อแม่ครูบาอาจารย์หลวงปู่แบน ธนากโร วัดดอยธรรมเจดีย์ จ.สกลนคร




พระอรหันต์ไม่ได้ผุดมาจากไหน ก็มาจากหัวใจของปุถุชน
มาจาก ราคะ โทสะ โมหะ ถ้าหากใจของปุถุชนนั้น พยายามบากบั่น ฝึกปรือตนเอง ให้เดินตามมรรคาสัมมาปฏิบัติ พระอรหันต์ก็มาจากที่นั่น กลั่นกรองมาจากที่นั่น เหมือนดอกบัวมาจากขี้ตมขี้โคลนเน่าเน่าเหม็นเหม็น แต่พอพ้นน้ำ รับแสงอาทิตย์แย้มบานเต็มที่ มีสง่าราศีใครก็อยากได้อยากชม
โอวาทธรรมที่หลวงปู่ศรีได้สดับฟังมาจากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต




ยินดีในปัจจุบันคือปฏิบัติถูกทาง
บางท่านกล่าวว่า ข้าพเจ้าเบื่อชอบแล้ว หน่ายชอบแล้ว พ้นชอบแล้ว ในเรื่องอดีต อนาคตนี้ แต่ทุกวันนี้อาศัยอยู่แต่ในปัจจุบันเท่าน้ัน ดังนี้ก็มี แต่
ข้าพเจ้าผู้เขียนเข้าใจว่า ผู้ยินดีในปัจจุบัน แปลว่าเป็นผู้ปฎิบัติถูกทางเดินมรรคภาวนาถูกทาง แต่ยังมิได้หลุดพ้นถึงขั้นอรหันต์ เป็นเพียงเดินมรรคใดมรรคหนึ่งอยู่เท่านั้น และได้รับผลใดผลหนึ่งอยู่ในตัวเท่าน้้น ยังมิใช่อรหัตผล เป็นเพียงได้ดื่มปิติความอื่มใจที่พอใจในสมถะและวิปัสสนาในปัจจุบัน แล้วหลงยึดถึอเอาปัจจุบันเป็นพระนิพพาน
ปัจจุบันมิได้เป็นพระนิพพาน เป็นเพียงทางเดินเข้าสู่พระนิพพานเท่านั้นเอง ด้วยอำนาจมรรคสามัคคี มรรคสามัคคีกับศึล สมาธิ ปัญญา รวมพลกันในขณะเดียวกัน ไม่มีอันใดก่อนไม่มีอันใดหลัง ในชั้นติดอยู่ในปัจจุบันจิต ปัจจุบันธรรมนี้ มิใช่เดินทางถึงปลายทางแล้ว เป็นเพียงใช้คำว่ามีโทษอยู่ ก็มีความหมายอันเดียวกัน ผู้มีใจที่ไม่มีโทษแล้วจะระวังใจทำไม แต่เมื่อยังไม่ถึงพระอรหันต์ก็ต้องระวังใจอยู่ ถ้าไม่ระวัง มันก็ผิดจริงๆ ไม่น้อยก็มาก
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต





"เราเกิดมาเป็นมนุษย์นับว่าเป็นอัตภาพอันสูงสุด
อันจะทำประโยชน์ให้แก่โลก แก่ญาติ และแก่ตน
ธรรมทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่อื่น
อยู่ที่ตัวเรานี้ที่มีใจเป็นใหญ่ เป็นหัวหน้า
งานการทั้งหลายจะดีหรือจะชั่วล้วนสำเร็จอยู่ที่ใจ
จึงควรอบรมจิตใจให้มีสติให้ชำนิชำนาญ
ให้มีสัมปชัญญะประดับและประจำใจ
ให้รู้เท่าต่ออารมณ์ที่มันเกิดขึ้น
ให้เห็นความเกิด ตั้งอยู่ และความเสื่อมไป เป็นธรรมดา
ก็จะเกิดความเบื่อหน่าย หายหลง
ไม่เข้าไปยึดถือเอาก้อนกายทั้งก้อน
ว่าเป็นตัวเราของเรา
ติดสมมติว่าเป็นผู้หนุ่ม ผู้เฒ่า ผู้แก่ ซึ่งเป็นของสมมติ
จิตรู้เท่าอารมณ์ ปล่อยวางในขันธ์
ไม่ยึดอำนาจความโลภ ความโกรธ ความหลง
ปล่อยวางชำระล้างอย่าให้มันเข้ามาครอบงำ
จะมีความสุข เบิกบานใจ ใจหอม ใจไม่เน่า
ใจของผู้นั้นละอารมณ์ทั้งหลาย
จิตผ่องแผ้วตั้งมั่นเป็นสมาธิ
จิตสว่างไสวเป็นจิตสูง
ให้พากันทำเอาให้ได้ให้ถึง
อย่าให้เกิดมาแล้วไม่ได้อะไรดีสักอย่าง
เกิดมามีแต่แก่ไป ตายไป ทับแผ่นดิน
หาประโยชน์อันใดมิได้"
หลวงปู่ขาว อนาลโย
วัดถ้ำกลองเพล อ.เมืองหนองบัวลำภู จ.หนองบัวลำภู





จำไว้พุทโธ ธัมโม สังโฆ ทำอะไรๆ ก็พุทโธ
กลัวก็พุทโธ ใจไม่ดีก็พุทโธ ขี้เกียจก็พุทโธ
ท่านให้พิจารณามูลกรรมฐานก่อนม๊ดเวลาบวช พิจารณาเพราะเหตุใด
เพื่อไม่ให้หลงถือทิฐิมานะอหังการ ถือว่าเป็นตัวเป็นตน
เป็นสัตว์เป็นบุคคล เป็นเรา เป็นเขา มันจึงหลง
.
หลวงปู่ฝั้น อาจาโร




ทำแต่กาย ใจไม่ทำ มันก็ขาดทุน
เพราะฉะนั้นการปฏิบัติมันก็ต้องดูที่เล่ห์เหลี่ยม ดูใจของเรา
ใครจะพูดขนาดไหน มันก็ไม่เท่าใจเรา เราต้องดูเราเอง
ดูที่หัวใจลงไปในขณะที่บำเพ็ญอยู่นั้น
ใจมันไม่สงบเพราะใจไปคิดวุ่นวายสิ่งใด
อย่างนี้เราก็ต้องหาวิธีแก้ไข
อย่างที่เคยพูดอยู่บ่อยๆ แล้วว่าต้องใช้คำบริกรรม
เหมือนอย่างเราลอยคออยู่ในทะเล
เจอะท่อนไม้ได้อาศัยเกาะไปถึงฝั่งได้
ก็ไม่ถึงแก่ความตาย
.
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท




“ซักฟอกจิตใจ”
..ต้องอาศัยการเสียสละ ของที่ไม่ดี ออกหมดเสียก่อน จิตใจจึงจะบริสุทธิ์ คล้าย เสื้อผ้า ที่สกปรกโสมม ไปแปดเปื้อนสิ่งต่าง ๆ เมื่อเราจะย้อมให้ได้สีที่ต้องการ เราต้องซักฟอกให้สีเดิมเหล่านี้ มันออกหมดเสียก่อน เอาไปย้อมมันจึงติดดี ถ้าต้องการสีขาว สีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีอะไร ก็ทำไปได้ง่าย ต้องซักออกให้เรียบร้อยเสียก่อน ฉันใดก็ดี ร่างกายเรา ถ้าไม่สมบูรณ์ เป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์แล้ว จะเอาธรรมะขั้นละเอียดมาใส่ มันก็อย่างว่านั้นหละ คนเราก็เหมือนกัน มาซักฟอกจิตใจของเรานี้หละ ธรรมะทั้งหลายแหล่ ในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ ทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ก็มาฟอกจิตใจตัวนี้หละ คล้าย ๆ สบู่ ผงซักฟอก มาซักฟอกจิตใจนี้ ให้ขาวบริสุทธิ์..
หลวงปู่ศรี มหาวีโร
เทศนา เรื่อง ธรรมะเป็นของยอดเยี่ยม





ดูคนภาวนาน่ะดูง่าย มันไม่ค่อยสุงสิงกับใครหรอก
หากคนภาวนาไม่เป็นน่ะ เอาล่ะ...มีแต่สนุกสนานไปล่ะ
หยอกกัน...คนหยอกกัน มันก็ทะเลาะกันสิ...
เหมือนหมาน่ะ คนเราก็ไม่ต่างกันกับสัตว์นะ.
.............................................................
หลวงปู่ลี กุสลธโร วัดป่าภูผาแดง อ.หนองวัวซอ จ.อุดรธานี
เทศน์อบรมพระในพรรษา พุทธศักราช ๒๕๔๒





เรื่องความตายถึงระยะมันก็จะต้องไปตามหน้าที่ของเขา เกิดมาแล้วก็หมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องคล้ายๆกับว่าพระอาทิตย์พระจันทร์มันก็ขึ้นของมันเอง มันไม่ได้อ้อนวอนยาก เขาไปของเขาเอง แต่เขาไปหรือไม่ไปเขาไม่รับรู้
ลักษณะของร่างกายก็ทำนองเดียวกันมันเกิดขึ้นมาแล้วมันก็ค่อยไปตามเรื่องของมัน ผลสุดท้ายมันก็แตกดับไปเอง เรื่องธรรมดาธรรมชาติของเขาเป็นอย่างนั้น
หลวงปู่ศรี มหาวีโร
(พระเทพวิสุทธิมงคล)
วัดประชาคมวนาราม(ป่ากุง)
อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด




นิวรณ์แท้จริงมันก็มีอยู่กับตัวเราเสมอ
ถึงจะเรียนก็มี ไม่เรียนก็มี นิวรณ์นี้มันมีอำนาจ อิทธิพลมาก
เพราะเป็นเครื่องกลบเกลื่อนดวงจิตของเราไม่ให้ก้าวขึ้นสู่ความดีได้
เส้นทางของนิวรณ์ที่จะไหลมาสู่เรา ก็คือ สัญญาอดีต
อันได้แก่เรื่องราวต่างๆ ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งของเราของเขา
ซึ่งเป็นอดีตทั้งหมดเส้นหนึ่ง อีกเส้นหนึ่งคือ สัญญาอนาคต
นับแต่เรื่องที่คิดไปตั้งแต่วันพรุ่งนี้จนถึงวันตาย
ซึ่งเราอาจเดาอาจคิดไปด้วยความผิดพลาดทั้งหมดทั้ง ๒ ทาง
นี้เป็นเส้นทางที่ไหลมาจากนิวรณ์ทั้งสิ้น
ฉะนั้น เรื่องอดีต อนาคต ก็ต้องวางไว้ก่อน
ยกจิตของเราขึ้นสู่องค์ภาวนา คือ นึกถึงลมหายใจของลม
อันเป็นส่วนปัจจุบันของรูป ปัจจุบันของนาม ได้แก่ ตัวรู้
เมื่อเราทำได้เช่นนี้ จิตของเราก็จะเหมือนกับลูกโป่ง
ที่ลอยอยู่ในอากาศ เพียงตัดเชือกเส้นเดียวเท่านั้นเราก็จะหลุดได้
คือ เมื่อตัดสัญญาขาด จิตของเราก็จะเข้าไปสู่องค์ภาวนาได้ทันที
ใจก็ไม่มีอาการอึดอัด มีแต่ความโปร่งสบาย
.
ท่านพ่อลี ธมฺมธโร




"ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้แต่ชาติก่อน
ความสมหวังแห่ง ผู้นั้นไม่มี
ย่อมคลาดแคล้วแห่งสมบัติหลายประการ
ทำนาข้าวตาย ค้าขายขาดทุน หาคนค้ำจุนไม่ค่อยได้
คนนั้นป่วยไข้ ไปหาหมอก็ขัดข้องรักษาไม่ได้
ให้ตกอับทุกหน้าที่ ตกลงคนนั้น ต้องกอดเข่าเจ่าจุก
เพราะไม่ได้ทำบุญไว้แต่ชาติปางก่อน
ไม่ชวนให้ คนอื่นเมตตา...
ที่พวกเราได้พากันเกิดมาในโลกนี้ ล้วนมีชาติทุกข์
ชราทุกข์ พยาธิทุกข์ และมรณะทุกข์ ประจำชาติที่ เกิดมา...
เพราะฉะนั้น ขอคณะอุบาสก อุบาสิกา ทั้งหลาย
จงพากันให้ทาน รักษาศีล บำเพ็ญภาวนา
ให้เต็มไม้ เต็มมือ เพื่อความสุขในอนาคตข้างหน้า
เป็นอริยทรัพย์ที่ติดตามตนของเราไปได้..."
หลวงปู่หลุย จันทสาโร
วัดถ้ำผาบิ้ง ต.ทรายขาว อ.วังสะพุง จ.เลย




“ต้องสร้างสติขึ้นมาก่อน”
ถาม : เวลาเดินจงกรม นอกจากเจริญสติแล้ว เราสามารถจะพิจารณาธรรมได้ไหมคะ
พระอาจารย์ : ได้ เพียงแต่ว่ามันคนละขั้นกัน ขั้นแรกนี่เราต้องการสร้างสติขึ้นมาก่อน เพราะการสร้างสตินี้เหมือนกำลังหัดยืนอยู่ หัดยืนหัดเดินอยู่ การพิจารณานี้มันเหมือนกับกำลังหัดวิ่ง มันคนละขั้น มันข้ามขั้นตอน แล้วมันจะไม่ได้ผล เพราะมันจะล้ม มันจะพิจารณาได้คำสองคำ แล้วเดี๋ยวก็ไปคิดเรื่องกิเลสแล้ว ฉะนั้นสู้ฝึกสติให้ควบคุมไม่ให้มันคิดก่อนดีกว่า หยุดความคิดให้ได้ก่อน ถ้าเราหยุดความคิดได้แล้ว ทีนี้เวลาเราอยากให้มันคิดอะไร เราก็สั่งให้มันคิดได้ แล้วถ้ามันเกิดเถลไถล เราก็จะหยุดมันได้ แต่ถ้าเรายังหยุดความคิดไม่ได้ พอเราไปพิจารณาปัญญา ตอนต้นก็ปัญญา แล้วทำไปทำมาก็คิดไปทางกิเลสขึ้นมา ก็จะหยุดมันไม่ได้ ฉะนั้นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ ก็อย่าเพิ่งคิดทางปัญญา ฝึกสติหยุดความคิด แต่ปัญญาถ้ามีความจำเป็นอาจจะมีปัญหาทางใจเกิดขึ้นปัจจุบันทันด่วน ก็ใช้ปัญญาได้ เช่นโกรธใครยังงี้ ก็พิจารณาให้อภัยเขา แผ่เมตตาไป หรือถ้าเกิดกามารมณ์ขึ้นมา ก็พิจารณาอสุภะเสียตอนนั้นเลย เช่นกำลังคิดถึงแฟน ก็เอาเลย ดูตับไตไส้พุงดูอะไรไป ตอนนั้นก็ใช้ปัญญาได้ แต่ให้มันมีเหตุผล ถ้าไม่มีเหตุผลจำเป็นแล้วก็อย่าเพิ่งไปใช้มันดีกว่า.
สนทนาธรรมะบนเขา
วันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาต์โต




“ อย่าไปทำตามความอยาก”
ถ้าใจมีสมาธิแล้ว มีความสงบแล้ว มีอุเบกขาแล้ว จะกำจัดรัก ชัง กลัว หลงที่มีอยู่ในใจ ให้หายไปหมดได้ แล้วก็สามารถใช้ปัญญาสอนใจ เวลาอยาก ก็จะบอกว่าอย่าไปอยาก อยากแล้วทุกข์ อยากแล้วถ้าไม่ได้ก็ทุกข์ ถ้าได้แล้วเดี๋ยวก็อยากอีก เพราะสิ่งที่ได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็หมดความหมายไป หมดความสุขไป ก็อยากจะได้สิ่งใหม่ต่อไปอยากเท่าไหร่ก็ไม่มีวันพอ แล้วเวลาเสียสิ่งที่เราได้มาไป ก็เสียใจทุกข์ใจอีก
ดังนั้นอย่าไปทำตามความอยาก แล้วจะไม่ทุกข์กับอะไรต่อไป ร่างกายจะแก่ก็อย่าไปอยากให้มันไม่แก่ อย่าไปอยากให้มันไม่เจ็บ อย่าไปอยากให้มันไม่ตาย เวลามันจะแก่ก็ปล่อยให้มันแก่ไป ผมจะหงอกก็ปล่อยให้มันหงอกไป หนังจะเหี่ยวก็ปล่อยให้มันเหี่ยวไป ถึงเวลามันเจ็บก็รักษาไป รักษาได้ก็รักษาไป รักษาไม่ได้ก็อยู่กับมันไป จนกว่ามันจะตายไป ถึงเวลามันจะตายมันก็ต้องตาย ไม่มีใครห้ามได้ หมอเก่งขนาดไหน ยาวิเศษขนาดไหนก็ไม่สามารถยับยั้งความตายได้ แต่ถ้ามีสติ มีปัญญานี้ จะยับยั้งความทุกข์ใจได้ ใจจะไม่ทุกข์กับความแก่ กับความเจ็บ กับความตาย ไม่ว่าจะเป็นของใครก็ตาม ของเราเอง ของผู้อื่น ของคนที่เรารัก ถึงเวลาเขาไปเราก็เฉยๆไปเท่านั้นเอง เวลาเขาอยู่เราก็เฉยๆ เวลาคนที่เราเกลียดยังอยู่เราก็เฉย เราก็ไม่ไปมีความอยากให้เขาตาย เขาจะอยู่ก็อยู่ไป เดี๋ยวถึงเวลาเขาก็ตายเองไม่ต้องไปฆ่าเขาให้เสียเวลาเสียเงินเสียทองเปล่าๆ ถ้าเราอยากจะให้ใครตายก็ให้คิดอย่างนี้ เดี๋ยวเขาก็ตายเองแหละ เราไม่ต้องไปทำอะไร ไปฆ่าคนเดี๋ยวเราต้องติดคุกติดตะราง ไปถูกเขาฆ่าต่อ ถ้าเราเห็นว่าทุกคนต้องตาย เราก็ไม่ต้องทำอะไร ข้าศึกศัตรูถึงมันจะร้ายกาจขนาดไหน เดี๋ยวถึงเวลามันก็ตายกัน เห็นไหมฮิตเลอร์นี้มันตายรึเปล่า ถึงเวลามันจะตายมันก็ตายกันทั้งนั้น เราไม่ต้องไปทำอะไรมันหรอก ไม่ว่าใครทั้งนั้นในโลกนี้เกิดมาแล้วต้องตายกันไปหมด ไม่รู้จะไปทำสงครามป้องกันกันทำไม ก็ไปฆ่ากันอยู่ดี ทำสงครามเพื่อป้องกันความตาย ก็ไปฆ่ากันตายอยู่ดี สู้อยู่กันอย่างสงบดีกว่า มาฝึกสติทำใจให้สงบ มาสร้างความสุขแบบที่ไม่ต้องใช้ร่างกายดีกว่า ถ้าเรามีความสุขทางใจ ด้วยสติด้วยปัญญาแล้ว เราก็จะไม่ทุกข์กับเหตุการณ์ต่างๆ ไม่ทุกข์กับการเปลี่ยนแปลง การเสื่อมการดับของสิ่งต่างๆ.
สนทนาธรรมบนเขา
วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๑
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต




" บุญอยู่ที่ใจ แค่คิดจะทำบุญก็สุขใจ ทำความดีแล้ว ไม่ต้องหวังผลตอบแทน ทำความดีแล้ว ไม่ต้องให้ใครเห็น ทำความดีก็จารึกไว้ในใจแล้ว บุญคู่อยู่กับใจ ตายไปแล้ว ไม่ว่าไปอยู่ภพไหนๆ
บุญก็จะตามติดไปเป็นเพื่อน "
โอวาทธรรม:องค์หลวงปู่อ่ำ ธมฺมกาโม
วัดสันติวรญาณ จ.เพชรบูรณ์


 9 
 เมื่อ: 21 กุมภาพันธ์, 2561, 11:39:18 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
นิพพานสำหรับทุกคน

https://www.youtube.com/watch?v=OUTM1qlq4mA&feature=youtu.be

วันที่ ๒ เม.ย. ๒๕๓๑

วิธีการใช้อานาปานสติ ให้เป็นประโยชน์แก่กิจการบ้านเรือน

https://www.youtube.com/watch?v=Z7IbJWAB32U&feature=youtu.be

วันที่ ๓๐ เม.ย. ๒๕๓๑

การจัดการที่เหตุของสิ่งที่มีเหตุ(อย่าเอาไม้สั้นไปรันขี้)

https://www.youtube.com/watch?v=wN_Sfxb3FwQ&feature=youtu.be

วันที่ ๗ พ.ค. ๒๕๓๑

 10 
 เมื่อ: 20 กุมภาพันธ์, 2561, 10:46:04 
เริ่มโดย นภดล มณีวัต - กระทู้ล่าสุด โดย นภดล มณีวัต
การบำเพ็ญบุญปรารภอายุ

https://www.youtube.com/watch?v=OLvn7LCmpPg&feature=youtu.be

วันที่ ๑๒ มี.ค. ๒๕๓๑

อตัมมยตาประยุกต์

https://www.youtube.com/watch?v=nrO85hjum1w&feature=youtu.be

วันที่ ๑๙ มี.ค. ๒๕๓๑

อตัมมยตาใช้หย่าอะไรได้บ้าง

https://www.youtube.com/watch?v=-1FgrOKySZ8&feature=youtu.be

วันที่ ๒๖ มี.ค. ๒๕๓๑

หน้า: [1] 2 3 4 5 6 7 8 9 10