Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้

ภาคใต้ => พัทลุง => ข้อความที่เริ่มโดย: BAY ที่ 13 กันยายน, 2554, 12:27:01



หัวข้อ: ประวัติของ พระยาทุกขราษฏ์ (ช่วย) จังหวัดพัทลุง
เริ่มหัวข้อโดย: BAY ที่ 13 กันยายน, 2554, 12:27:01
(http://www.siamsouth.com/phattalung/2_3/1.jpg)

ประวัติ

พระยาทุกขราษฏร์ (ช่วย) เดิมชื่อ “ช่วย” เป็นต้นตระกูล “สัจจะบุตร” และศรีสัจจัง”ไม่ปรากฏหลักฐานนามบิดามารดา ตลอดจนปีที่เกิดและปีที่เสียชีวิต แต่พอจะสันนิษฐานได้ว่า น่าจะเกิดประมาณตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา และเสียชีวิตปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เป็นชาวบ้านน้ำเลือด หมู่ที่ ๕ ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง

ผลงาน

ชีวิตในร่มกาสาวพัตร พระยาทุกขราษฏร์ (ช่วย) ได้เรียน นโม ก ข ขอมไทย และบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดควนปรง วัดใกล้บ้าน จนกระทั่งมีอายุได้ ๒๐ ปี ก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดเขาอ้อ ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง แล้วได้สมัครเป็นศิษย์ พระอาจารย์ทอง วัดเขาอ้อ พระผู้มีความเชื่ยวชาญทางไสยศาสตร์ เป็นที่เลื่องลือไปทั่วภาคใต้ พระยาทุกขราษฏร์(ช่วย) มีความสามารถ ในการศึกษาเล่าเรียน และการปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนาควบคู่กับการศึกษาวิชาทางไสยศาตร์ของสำนักวัด เขาอ้อ จนได้รับการแต่งตั้ง เป็น”พระมหาช่วย” เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั่วไป จึงได้รับการนิมนต์ไปเป็นเจ้าอธิการวัดป่าเลไลย์ วัดเก่าแก่ หลังจากที่ พระยาคางเหล็ก(ขุน) ได้ย้ายเมือพัทลุงไปตั้งที่บ้านโคกลุง ตำบลลำปำ

ในปี พ.ศ.๒๓๑๕ และมีเวลาในการสั่งสมคุณงามความดี จนเป็นที่เคารพกราบไหว้บูชาด้วยความศรัทธาของชาวบ้าน ทั้งคงจะมีความสนิทสนมกันมากขึ้นกับเจ้าเมือง ทั้งนี้เพราะวัดป่าเลไลย์ อยู่ไม่ไกลกันมากนักกับเมือง ที่วัดนี้เองที่พระมหาช่วยได้สร้างวีรกรรมที่ควรแก่การยกย่องเชิดชูเกียรติ ประวัติ และเป็นแบบอย่างแก่ อนุชนสืบไปโดยปลุกมหาชนชาวพัทลุง เป็นกำลังเข้าต่อต้านพม่าที่จะยกมาตีหัวเมืองพัทลุงใน “สงครามเก้าทัพ ” พ.ศ. ๒๓๒๘ ที่พม่ายกพลมาทุกทิศทุกทางเพื่อต้องการยืดเมืองไทยให้ได้

เมื่อเสด็จศึกพม่าแล้ว พระยาพัทลุงคางเหล็ก (ขุน) ได้เข้ากราบทูลความดี ความชอบในวีรกรรมขอพระมหาช่วยต่อสมเด็จกรม พระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ที่เมืองสงขลา สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท จึงให้สึกออกจากบรรพชิต แล้วทรงพระ กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็น “พระยาทุกขราษฏร์” ผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง โดยมีตำแหน่ง “พระยา” เท่าเทียม กับเจ้าเมือง เนื่องจากได้สร้าง วีรกรรมเพื่อปกป้องแผ่นดินมาตุภูมิไว้ด้วยชีวิต ด้วยคุณงามความดีนี้เองทางจังหวัดพัทลุงจึงได้เอาชื่อของท่าน ไปตั้งเป็นชื่อถนนสายหนึ่ง ชื่อ “ถนนช่วยทุกขราษฏร์” และในปี พ.ศ.๒๕๓๗ จังหวัดพัทลุงร่วมด้วยส่วนราชการ องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน พ่อค้าประชาชน ทุกสาขาอาชีพ ได้พร้อมกันจัดสร้างอนุสาวรีย์พระยาทุกขราษฏร์ (ช่วย)ประดิษฐานไว้ที่สามแยกบานท่ามิหรำ ในเขตเทศบาลเมืองพัทลุง


หัวข้อ: Re: ประวัติของ พระยาทุกขราษฏ์ (ช่วย) จังหวัดพัทลุง
เริ่มหัวข้อโดย: นภดล มณีวัต ที่ 02 ตุลาคม, 2554, 08:44:41
พระยาทุกขราษฎร์ (ช่วย)

ที่มา http://www.phatthalung.go.th

พระยาทุกขราษฎร์ เดิมชื่อ ช่วย เป็นบุตรคนที่ 2 ในจำนวนบุตร 3 คนของขุนศรีสัจจัง เกิดที่บ้านน้ำเลือด ตำบลท่ามิหรำ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง สำหรับวันเดือนปีเกิดไม่ปราบกฎหลักฐานแต่ประการใด แต่สันนิษฐานว่าคงเกิดในราว พ.ศ. 2282 สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ในแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ (พ.ศ.2275 - 2301)

พระยาทุกขราษฎร์ เมื่ออายุได้ 13 ปี บิดามารดาได้นำฝากเรียนหนังสือกับท่านสมภารวัดควนปรง ซึ่งเป็นวัดใกล้บ้าน ด้วยนิสัยรักการศึกษาค้นคว้าหาความรู้มาแต่เด็ก จึงได้บรรพชาในปีนั้น และเข้าศึกษาภาษาไทยขั้นอ่านเขียน และพระธรรมวินัยตามแบบฉบับค่านิจม

เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้อุปสมบทที่วัดเขาอ้อ ตำบลมะกอกเหนือ อำเภอควนขนุน ซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงด้านไสยศาสตร์ เป็นที่นิยมของชาวเมืองต่างส่งบุตรหลานเข้าเรียนที่วัดนี้เป็นประจำ เชื่อกันว่าพระมหาช่วยได้ศึกษาด้านไสยศาสตร์กับพระอาจารย์จอมทอง ที่วัดเขาอ้อ

ความสามารถที่ปรากฎเมื่อเป็นสามเณร

เล่าสืบกันมาว่า สามเณรช่วยสามารถสอบบาลีผ่านได้เป็น “พระมหา” ตั้งแต่เป็นสามเณร ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนักตามหัวเมือง ในขณะที่จำพรรษาที่จัดเขาอ้อ ท่านได้ศึกษาวิชาไสยศาสตร์อย่างจริงจัง สามารถปฏิบัติได้จนเป็นที่ยอมรับของพระอาจารย์และบรรดาศิษย์ร่วมสำนักเดียวกัน ที่พอเสนอรายชื่อเท่าที่ทราบดังนี้

หลวงพ่อศรีธรรม์ วัดนาท่าม อำเภอเมืองตรัง
ท่านสมภารบัวชาติ (ทราบว่าอยู่จังหวัดชุมพร)
ท่านสมภารบัวราม วัดโดนคลาน ปัจจุบันยังคงมีอัฐิของท่านเก็บรักษาไว้ทางด้านทิศเหนือพระอุโบสถ ยังเป็นที่เคารพนับถือในความศักดิ์สิทธิ์ ปรากฎเป็นที่ทราบกันทั่วไปของชาวบ้านปันแต

ประมาณปี พ.ศ.2315 เมืองพัทลุงย้ายที่ตั้งเมืองจากเขาชัยบุรีไปตั้งใหม่ที่บ้านโคกลุง ตำบลลำปำ อำเภอเมืองพัทลุง โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาพัทลุง (ขุนคางเหล็ก) เป็นเจ้าเมือง ท่านผู้นี้นเดิมนับถือศาสนาอิสลาม แต่ต่อมาได้เปลี่ยนนับถือศาสนาพุทธ ในช่วงนั้นพระมหาช่วยได้รับนิมนต์มาเป็นสมภารที่วัดป่าลิไลยก์ ประมาณว่าท่านอายุได้ประมาณ 33 ปี และวัดนี้เป็นสำนักสอนภาษาบาลี บรรดาลูกศิษย์ที่เคารพนับถือด้านไสยศาสตร์ก็มาฝากเนื้อฝากตัวมากมาย เช่นเดิม จนปรากฎชื่อแพร่หลายควบคู่ทั้งบาลและไสยศาสตร์ ความสัมพันธ์ด้านส่วนตัวของเจ้าเมืองพัทลุงคงจะสนิทสนมมากขึ้นเพราะเป็นวัดใกล้จวนเจ้าเมือง

เป็นพระอธิการอยู่ที่วัดป่าลิไลย ตำบลลำปำ มีชีวิตอยูในสมัยรัชกาลที่ 1 จากพงศาวดารไทยรบพม่า “กองทัพพม่าลงไปรวมกันอยู่ที่เมืองนครศรีธรรมราช ด้วยเกงหวุ่นแมงยีประสงค์จะไปตีเมืองพัทลุง และเมืองสงขลาต่อไปที่เมืองพัทลุง พระยาแก้วโกรพ ผู้ว่าราชการเมืองและกรมการเมืองรู้ว่าเมืองนครศรีธรรมราชเสียแก่ข้าศึกก็หลบหนีเอาตัวรอด

ครั้งนั้นมีพระภิกษุองค์หนึ่งเป็นอธิการอยูในวัดเมืองพัทลุง ชื่อพระมหาช่วย พวกชาวเมืองนับถือว่าเป็นผู้มีวิชาอาคม พระมหาช่วยชักชวนชาวเมืองพัทลุงให้ต่อสู้ข้าศึก รักษาเมือง ทำตะกรุดและผ้าประเจียดมงคลแจกจ่ายเป็นอันมาก กรมการและพวกนายบ้านจึงพาราษฎรมาสมัครเป็นศิษย์พระมหาช่วยมากขึ้นทุกที จนรวบรวมกันได้สัก 1,000 เศษ หาเครื่องศาสตราวุธได้ครบมือกันแล้ว ก็เชิญพระมหาช่วยผู้อาจารย์ขึ้นคานหามยกเป็นกระบวนทัพมาจากเมืองพัทลุง แล้วเลือกหาชัยภูมิที่ตั้งค่ายสกัดอยู่ในทางที่พม่าจะยกลงไปเมืองนครศรีธรรมราช

ฝ่ายพม่ายังไม่ยกลงไปจากเมืองพัทลุง ได้ข่าวว่ากองทัพกรุงเทพยกลงไปจากทางข้างเหนือ เกงหวุ่นแมงยี แม่ทัพพม่าจึงให้เนยโยคงนะรัดนายทัพหน้า คุมพลยกกลับขึ้นมาตีกองทัพกรุง ฯ เกงหวุ่นแมงยียกตามมาข้างหลัง กองทัพพม่ามาปะทะทัพไทยที่ตั้งอยู่ ณ เมืองไชยา พม่ายังไม่ทันตั้งค่าย ไทยก็ยกเข้าล้อมพม่าไว้”

เมื่อเสร็จศึกพม่าแล้วพระมหาช่วยสมัครลาสิกขาบทออกรับราชการ กรมพระราชวังบวรฯ ทรงให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ ตำแหน่งในกรมการเมืองพัทลุง

พระยาทุกขราษฎร์ จึงเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของจังหวัดพัทลุง ทางจังหวัดพัทลุงและเทศบาลเมืองพัทลุง จึงได้ดำริจัดสร้างอนุสาวรีย์พระยาทุกขราษฎร์ขึ้น เป็นประติมากรรมลอยตัวทองเหลืองรมดำ ขนาดเท่าครึ่ง มีประติมากรรมนูนต่ำ 2 ชิ้น ดำเนินการวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พุทธศักราช 2536 โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ณ บริเวณสามแยกท่ามิหรำ ก่อสร้างด้วยเงินบริจาคและงบประมาณสนับสนุนของจังหวัดพัทลุง