Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 กรกฎาคม 2553, 06:06:40

   


หน้า: 1 [2] 3  ทั้งหมด
ผู้เขียน หัวข้อ: วรรคทองในวรรณคดีไทย ใครชอบบทไหนบ้าง  (อ่าน 5434 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


ปิง
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*****


กระทู้: 655

สมาชิกลำดับที่ 1618


« ตอบ #10 เมื่อ: 10 กันยายน 2552, 11:11:12 »

ปากหนึ่งว่าโอ้เจ้าขวัญเนตร
บิตุเรศจะม้วยสังขาร์
ขอฝากฝังแก้วเนตรเกษรา
จงวันทาระเด่นมนตรี

ปากสองร้องว่าพิเภกเอ๋ย
กระไรเลยช่างมาฆ่าพี่
ขอฝากนางดาราเทวี
กับสาวศรีนักสนมกำนัลใน

ปากสามสั่งความพระสมุท
ขอฝากบุษมาลีศรีใส
โอ้พราหมณ์มัจฉายาใจ
หวังจะได้ฝากผีบิดร

ปากสี่ว่าโอ้องคต
โอรสจงจำคำสอน
ตั้งใจภักดีพระสี่กร
อย่าคิดว่าภูธรเป็นสามี

ปากห้าร้องว่านางเงือกน้ำ
จงฟังคำนับถือพระฤๅษี
อุตส่าห์รักษาครรภ์เทวี
แม่จะได้เป็นศรีจรกา

ปากหกว่าเจ้าตะเภาทอง
ทั้งสองอย่าคิดริษยา
อันองค์อุณากรรณกับสียะตรา
จงนึกว่าพี่น้องท้องเดียวกัน

ปากเจ็ดเสร็จสั่งจะสังขาร์
ชีวาพี่จะม้วยอาสัญ
ไปยื่นด้ามให้กับโจรใจฉกรรจ์
เลื่อมไลวรรณไยเป็นเช่นนี้

ปากแปดวอนว่าทรงยศ
พระรถจงช่วยเผาผี
แม่จะเขียนมนต์เรียกมฤคี
ไว้กับคิรีให้ลูกยา

ปากเก้าเฝ้าสั่งพระอุณรุท
ทรงภุชเมียจะม้วยสังขาร์
น้องรักจักถวายบังคมลา
กลับไปอยู่คูหาในวารี

ปากสิบเสร็จคำที่ร่ำสั่ง
สิ้นกำลังด้วยพิษศรศรี
พราหมณ์ก็กลายกายาเป็นนารี
สิ้นชีวีอยู่ในไพรวัน



จากอุณรุทร้อยเรื่อง ของคุณสุวรรณครับ
บันทึกการเข้า




เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเทศไทยคือสายเลือด
รักผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อภัย ไม่เห็นแก่ตัว

ปิง
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*****


กระทู้: 655

สมาชิกลำดับที่ 1618


« ตอบ #11 เมื่อ: 10 กันยายน 2552, 11:11:04 »

  นึกถึงกลอนบทนี้ของที่รัตนกวีศรีสุนทรโวหาที่พรรณารักแรกพบของผีเสื้อสมุทร ที่หลงไหลในรูปรสกลิ่นเสียงของพระอภัยมณีแล้ว ก็ร้องอ๋อที่ว่าทำไมวันรุ่นหญิง หรือแม้บางทีก็มีวัยไม้ใกล้ฝั่งไปหลงใหลศิลปินอย่างไม่คำนึงถึง
จารีตประเพณี คงจะเป็นเชื้อสายนางผีเสื้อสมุทรนี่เอง แล้วเหล่าศิลปินที่มีโอกาสเชยชมสตรีเหล่านั้นก็คงจะนึกแบบนี้ 

๏ พระฟังคำจำจิตพิศวาส. . . . . . . . .ฝืนอารมณ์สมพาสทั้งโศกเศร้า
การโลกีย์ดีชั่วย่อมมัวเมา. . . . . . . . . เหมือนอดข้าวกินมันกันเสบียง
เกิดกุลาคว้าว่าวปักเป้าติด. . . . . . . . กระแซะชิดขากบกระทบเหนียง
กุลาส่ายย้ายหนีตีแก้เอียง. . . . . . . . .ปักเป้าเหวี่ยงยักแผละกระแซะชิด
กุลาโคลงไม่สู้คล่องกะพร่องกะแพร่ง. .ปักเป้าแทงตละที่ไม่มีผิด
จะแก้ไขก็ไม่หลุดสุดความคิด. . . . . .ประกบติดตกผางลงกลางดิน
สมพาสยักษ์รักร่วมภิรมย์สม. . . . . . .เหมือนเด็ดดอกหญ้าดมพอได้กลิ่น
เป็นนิสัยในภพธรณินทร์. . . . . . . . ไม่สุดสิ้นสิ่งเสน่ห์ประเวณีฯ
[/color]
บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเทศไทยคือสายเลือด
รักผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อภัย ไม่เห็นแก่ตัว

เก๋
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 2,432

สมาชิกลำดับที่ 9

“ฉันดีใจ ที่ฉันเป็นฉัน”


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 10 กันยายน 2552, 12:12:01 »

ชอบกลอนอันนี้เลย  ที่พระฤๅษีสอนสุดสาคร ค่ะ

แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ ...มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด

ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด...ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน

มนุษย์นี้ที่รักอยู่สองสถาน...บิดามารดารักมักเป็นผล

ที่พึ่งหนึ่งพึ่งได้แต่กายตน...เกิดเป็นคนคิดเห็นจึงเจรจา

แม้ใครรักรักมั่งชังชังตอบ...ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา

รู้สิ่งไรไม่สู้รู้วิชา...รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
บันทึกการเข้า

ทะเลสีดำ
คนบ้านเดียวกัน
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
*****


กระทู้: 1,646

สมาชิกลำดับที่ 69

" บอกไม่ถูกเลยว่ารู้สึก"


« ตอบ #13 เมื่อ: 10 กันยายน 2552, 17:05:14 »

นิราศเมืองแกลง (คัดมาบางตอน)

๏ ถึงยามสองล่องลำนาวาเลื่อน
ถึงวัดแจ้งแสงจันทร์จำรัสเรือง
เป็นห่วงหนึ่งถึงชนกที่ปกเกล้า
ทั้งจากแดนแสนห่วงดวงกานดา
ถึงสามปลื้มพี่นี้ร่ำปล้ำแต่ทุกข์
ขออารักษ์หลักประเทศนิเวศน์วัง
ขอฝากน้องสองรามารดาด้วย
ตัวข้าบาทจะนิราศออกแรมไพร
ถึงสำเพ็งเก๋งตั้งริมฝั่งน้ำ
มีซุ้มซอกตรอกนางเจ้าประจาน
โอ้ธานีศรีอยุธยาเอ๋ย
จะลำบากยากแค้นไปแดนดง

๏ ถึงทับนางวางเวงฤทัยวับ
นางชาวนาก็ไม่น่าจะชื่นใจ
อันนางในนคราถึงทาสี
โอ้พลัดพรากจากบุรินแล้วสิ้นงาม
ถึงบางพลีมีเรือนอารามพระ
เป็นเลนลุ่มลึกเหลวเพียงเอวพุง
ดูเรือแพแออัดอยู่ยัดเยียด
แจวตะกูดเกะกะปะกระเชียง
โอ้เรือเราคราวเข้าไปติดแห้ง
นั่งพยุงตุ้งก่านัยน์ตาลาย
น้อยกับพุ่มหนุ่มตะกอถ่อกระหนาบ
นายแสงร้องรั้งไว้ไม่ได้การ
สงสารแสงแข็งข้อไม่ท้อถอย
ถ้วยชามกลิ้งฉิ่งฉ่างเสียงกร่างโกรง

แลทะเลแล้วก็ให้อาลัยนุช
จนอุทัยไตรตรัสจำรัสตา
ดูเรือแพแต่ละลำล้วนโปะโหละ
บ้างลุยเลนล้วงปูดูโซเซ
อันนารีที่ยังสาวพวกชาวบ้าน
ดูแคล่วคล่องล่องแล่นแฉลบลอย
อันพวกเขาชาวประโมงไม่โหย่งหยิบ
จะได้กินข้าวเช้าก็ราวเพล
จึงมั่งคั่งตั้งบ้านในการบาป
จะปลูกเรือนก็มิได้ใส่ปั้นลม
โอ้ดูเรือนเหมือนอกเราไร้คู่
หรือต้องสาปบาปหลังยังติดตาม
จะรักใครเขาก็ไม่เมตตาตอบ
เอ็นดูเขาเฝ้านึกนิยมเชย
พลางรำพึงถึงทางที่กลางเถื่อน
มีมิตรชายท้ายย่านเป็นบ้านไทย





พอดวงเดือนดั้นเมฆขึ้นเหลืองเหลือง
แลชำเลืองเหลียวหลังหลั่งน้ำตา
จะแสนเศร้าครวญคอยละห้อยหา
โอ้อุรารุ่มร้อนอ่อนกำลัง
สุดจะปลุกใจปลื้มให้ลืมหลัง
เทพทั้งเมืองฟ้าสุราลัย
เอ็นดูช่วยปกครองให้ผ่องใส
ให้พ้นภัยคลาดแคล้วอย่าแพ้วพาน
แพประจำจอดเรียงเคียงขนาน
ยังสำราญร้องขับไม่หลับลง
นึกจะเชยก็ได้ชมสมประสงค์
เอาพุ่มพงเพิงเขาเป็นเหย้าเรือน ฯ


เห็นแต่ทับชาวนาอยู่อาศัย
คราบขี้ไคลคร่ำคร่าดังทาคราม
ดีกว่านางทั้งนี้สักสองสาม
ยิ่งคิดความขวัญหายเสียดายกรุง
ดูระกะดาษทางไปกลางทุ่ง
ต้องลากจุงจ้างควายอยู่รายเรียง
เข้าเบียดเสียดแทรกกันสนั่นเสียง
บ้างทุ่มเถียงโดนดุนกันวุ่นวาย
เห็นนายแสงผู้เป็นใหญ่ก็ใจหาย
เห็นวุ่นวายสับสนก็ลนลาน
เสียงสวบสาบแทรกไปด้วยใจหาญ
เอาถ่อกรานโดยกลัวจนตัวโกง
พุ่มกับน้อยแทรกกลางเสียงผางโผง
นาวาโคลงโคลนเลอะตลอดแคม

ไม่สร่างสุดโศกสิ้นถวิลหา
เห็นเคหาเรียงรายริมชายทะเล
พวกเจ๊กจีนกินโต๊ะเสียงโหลเหล
สมคะเนใส่ข้องเที่ยวมองคอย
ถีบกระดานถือตะกร้าเที่ยวหาหอย
เอาขาห้อยทำเป็นหางไปกลางเลน
ล้วนตีนถีบปากกัดขัดเขมร
ดูจัดเจนโลดโผนในโคลนตม
แต่ต้องสาปเคหาให้สาสม
ใครขืนทำก็ระทมด้วยเพลิงลาม
ผู้ใดดูจึงไม่ออกเอี่ยมสนาม
ผู้หญิงงามจึงไม่มีปรานีเลย
สมประกอบได้แต่สอดกอดเขนย
โอ้ใจเอ๋ยจะเป็นกรรมนั้นร่ำไป
จึงคล้อยเคลื่อนนาวาเข้าอาศัย
สำนักในคูหาขุนจ่าเมือง
บันทึกการเข้า

ปิง
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*****


กระทู้: 655

สมาชิกลำดับที่ 1618


« ตอบ #14 เมื่อ: 13 กันยายน 2552, 10:10:22 »

จากขุนช้างขุนแผน

นิจจาเจ้าวันทองน้องพี่อา
พี่จำหน้าเนื้อน้องได้ทุกแห่ง
นิจจาใจช่างกระไรมาแปลกแปลง
เอามือคลำแล้วยังแคลงอยู่คลับคล้าย

เจ้าลืมนอนซ่อนพุ่มกระทุ่มต่ำ
เด็ดใบบอนช้อนน้ำที่ไร่ฝ้าย
พี่เคี้ยวหมากเจ้าอยากพี่ยังคาย
แขนซ้ายคอดแล้วเพราะหนุนนอน

เจ้ามาได้ผัวดีมีทรัพย์มาก
จึงลืมเลือนเพื่อนยากแต่เก่าก่อน
หลงเชิงชุนช้างช่างชะอ้อน
กอดท่อนซุงสักสำคัญคน



บทนี้เป็นโวหารตัดพ้อต่อว่าที่เฉียบคมมาก
เป็นที่จดจำกันมามากที่สุดบทหนึ่งในขุนช้างขุนแผน
ฝีพระโอษฐ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ยอดเยี่ยมจริงๆ

คำว่า เจ้าเคี้ยวหมากพี่อยากเจ้ายังคาย
แสดงความโรแมนติคกันสุดๆ คือคายชานหมากให้กัน
สมัยนี้คงกินไม่ลงก็จริง
แต่สมัยก่อน  แม่ทัพที่จะออกไปรบ จะรับชานหมากพระราชทาน
ไปเคี้ยวเป็นขวัญกำลังใจ
ถือกันว่าเป็นการพระราชทานด้วยความไว้วางพระทัยสูงสุด
บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเทศไทยคือสายเลือด
รักผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อภัย ไม่เห็นแก่ตัว

ปิง
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*****


กระทู้: 655

สมาชิกลำดับที่ 1618


« ตอบ #15 เมื่อ: 22 กันยายน 2552, 21:09:14 »

สารนี้นุชแนบไว้..........ในหมอน
อย่าแม่อย่าควรเอา........อ่านเหล้น
ยามนอนนาฎก์เอานอน...เป็นเพื่อน
คืนค่ำฤๅได้เว้น............ว่างใด

กำศรวลศรีปราชญ์
บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเทศไทยคือสายเลือด
รักผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อภัย ไม่เห็นแก่ตัว

ปิง
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*****


กระทู้: 655

สมาชิกลำดับที่ 1618


« ตอบ #16 เมื่อ: 22 กันยายน 2552, 21:09:18 »

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง 
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ
วรรคนี้อ่านแล้วชอบมากๆ จากนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ครับ
(นิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ได้ชื่อว่าป็นนิราศที่สั้นที่สุดแต่ไพเราะที่สุดครับ)
บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเทศไทยคือสายเลือด
รักผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อภัย ไม่เห็นแก่ตัว

ปิง
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*****


กระทู้: 655

สมาชิกลำดับที่ 1618


« ตอบ #17 เมื่อ: 21 ตุลาคม 2552, 07:07:08 »

 

แช่มชื่นรื่นร่มพนมพนัส
สิ้นวิบัติไพรีไม่มีข้อง
อิงแอบแนบเนื้อนวลละออง
หนุนแต่ขอนไม้รองสำราญใจ

ไร้ฟูกถูกเนื้อวันทองอ่อน
เหมือนนอนเตียงทองอันผ่องใส
เพลินฟังวังเวงเพลงเรไร
พิณพาทย์ไพรกล่อมขับสำหรับดง

เมื่อสิ้นแสงเทียนประทีปส่อง
ก็ผ่องแสงจันทร์กระจ่างสว่างส่ง
บุปผาชาติสาดเกสรขจรลง
บุษบงเบิกแบ่งสะบัดบาน

เรณูนวลหวนหอมมารวยริน
ประพายพัดประทินกลิ่นหวาน
เฉื่อยฉิวปลิวรสสุมามาลย์
ประสารสอดกอดหลับระงับไป

จากขุนช้างขุนแผนตอนขุนแผนลุแก่โทษ
บันทึกการเข้า

เพียงไม่สั่งสมความคิดไร้แก่นสาร ใจก็ว่างอย่างถาวร
ตถตา - เช่นนั้นเอง
พระเจ้าอยู่หัวคือหัวใจ
ประเทศไทยคือสายเลือด
รักผู้อื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้อภัย ไม่เห็นแก่ตัว

nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
*****


กระทู้: 1,378

สมาชิกลำดับที่ 24


« ตอบ #18 เมื่อ: 21 ตุลาคม 2552, 07:07:48 »


ใดใดในโลกล้วน    อนิจจัง
คงแต่บาปบุญยัง    เที่ยงแท้
คือเงาติดตัวตรัง     ตรึงแน่น อยู่นา
ตามแต่บาปบุญแล้    ก่อเกื้อ รักษา”


-ลิลิตพระลอ-

บันทึกการเข้า

vent
คนบ้านเดียวกัน
ผู้ช่วยผู้จัดการ
*****


กระทู้: 105

สมาชิกลำดับที่ 2864


« ตอบ #19 เมื่อ: 21 ตุลาคม 2552, 08:08:15 »

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง 
มีคันโพงผูกสายไว้ปลายเสา
โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา
ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย
ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ
สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย
ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย
ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป
ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก
สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน
ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป
แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ
วรรคนี้อ่านแล้วชอบมากๆ จากนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ครับ
(นิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ได้ชื่อว่าป็นนิราศที่สั้นที่สุดแต่ไพเราะที่สุดครับ)

ชอบบทเดียวกับเลยครับ
บันทึกการเข้า

หน้า: 1 [2] 3  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: