Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 กรกฎาคม 2553, 07:07:44

   


หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
ผู้เขียน หัวข้อ: ชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา  (อ่าน 2161 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


sinchai
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: ชาย
กระทู้: 15

สมาชิกลำดับที่ 2455

"ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำ"


« เมื่อ: 13 สิงหาคม 2552, 14:02:07 »

สวัสดีครับ... ท่านพ่อแม่พี่น้องทั้งหลาย
วันนี้ผมขอแนะนำตัว
"ชมรมชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา"[/color]ให้ทุกท่านได้รู้จักครั
บันทึกการเข้า




sinchai
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: ชาย
กระทู้: 15

สมาชิกลำดับที่ 2455

"ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำ"


« ตอบ #1 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2552, 14:02:39 »

ธรรมนูญชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา
พุทธศักราช 2550

หมวดที่ 1
บททั่วไป
มาตรา 1   ธรรมนูญนี้เรียกว่า ธรรมนูญ ว่าด้วย ชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา  พ.ศ. 2550
มาตรา 2    ในธรรมนูญนี้
   ชมรม    หมายถึง    ชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา
   ประธาน    หมายถึง    ประธานชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา
   สมาชิก    หมายถึง    สมาชิกชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา
   ที่ปรึกษา   หมายถึง    ที่ปรึกษาชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา
   คณะกรรมการ    หมายถึง    คณะกรรมการบริหารชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน
               จังหวัดสงขลา
       กลุ่มหรือพรรค    หมายถึง    กลุ่มหรือพรรค ของสมาชิกชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลาที่รวมตัวกันขึ้นเพื่อสมัครเข้ารับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารชมรมชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา

หมวดที่ 2
ชื่อที่ตั้งและเครื่องหมายชมรม
มาตรา 3   ชมรมนี้ให้ชื่อว่า "ชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา " มีชื่อย่อว่า "ชนชอ.สข."       หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า "Northern - Northeastern People Club of Songkhla, Thailand"
   มีชื่อย่อว่า ?NNEPS"
มาตรา 4    เครื่องหมายของชมรมคือ





   ประกอบด้วย ธงชาติไทย  กล่องข้าวเหนียว  มือประสานกันระหว่างชาวเหนือกับชาวอีสาน  วงกลมล้อมรอบด้วยรวงข้าวเหนียว  หมายถึง  การร่วมรักสมัครสมานสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
มาตรา 5     สำนักงานใหญ่ของชมรมเป็นศูนย์กลางในการปฎิบัติงานต่าง ๆ อยู่ในการกำกับดูแลของเลขานุการชมรม  โดยมีประธาน และมีผู้ช่วยเหลือ 2 คน  เป็นผู้รับผิดชอบ และถ้าหากจะมีการย้ายที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของชมรมให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารชมรมโดยมติเห็นชอบไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการบริหารชมรม

หมวดที่ 3
วัตถุประสงค์
มาตรา 6    ชมรมนี้มีวัตถุประสงค์ ดังนี้
6.1    เพื่อให้เกิดความรักความสามัคคีในหมู่พี่น้องชาวเหนือและชาวอิสาน
6.2    เพื่อช่วยเหลือเอื้ออาทรซึ่งกันและกันทั้งในยามตกทุกข์ได้ยากและในยามที่มีความสุข
6.3    เพื่อส่งเสริมให้มีความมั่นคงและประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ
6.4    เพื่อทำนุบำรุงศาสนา และศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของชาวเหนือและชาวอิสาน
6.5    เพื่อธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

หมวดที่ 4
สมาชิกชมรม สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
มาตรา 7    สมาชิกชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา ได้แก่
   7.1   สมาชิกสามัญ  คือ สมาชิกที่เป็นชาวเหนือและชาวอิสาน ที่ประกอบอาชีพอยู่ในเขตจังหวัดสงขลา และได้สมัครลงทะเบียนเป็นสมาชิกอย่างถูกต้อง
   7.2   สมาชิกวิสามัญ  คือ สมาชิกชาวไทยทุกคนที่ประกอบอาชีพอยู่ในเขตจังหวัดสงขลา และได้สมัครลงทะเบียนเป็นสมาชิกอย่างถูกต้อง

มาตรา 8    สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
    8.1    ให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามธรรมนูญ
    8.2    เข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ชมรมจัดให้มีขึ้น
   8.3   มีสิทธิแสดงความคิดเห็น และวิจารณ์ตามแนวทางแห่งประชาธิปไตย หรือข้อเสนอแนะแก่ชมรม
   8.4   เข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการ โดยมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นคําแนะนําเมื่อได้รับอนุญาตจากประธานในที่ประชุม
   8.5   มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้ง
   8.6   เฉพาะสมาชิกสามัญเท่านั้น ที่มีสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการบริหารชมรม ตามธรรมนูญนี้
   8.7   สมาชิกไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมดมีสิทธิ์เข้าชื่อร้องขอต่อคณะกรรมการบริหารชมรมให้มีการพิจารณา เพื่อขอประชามติจากสมาชิก ในเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ที่สมาชิกโดยส่วนรวมพึงได้รับจากชมรม
      การตัดสิน
      8.7.1    กรณีที่มีผู้มาลงประชามติไม่ถึงร้อยละ 60 ของสมาชิกทั้ง หมดให้ถือว่าคําร้องนั้นไม่ได้รับการพิจารณา
      8.7.2   กรณีที่มีผู้มาลงประชามติเกินร้อยละ 60 ของสมาชิกให้ถือคะแนนข้างมาก ซึ่งต้องเกินร้อยละ 50 ของสมาชิกที่ มาลงประชามติในคราวนั้น

หมวดที่ 5
คณะกรรมการบริหารชมรมและที่ปรึกษาชมรม

มาตรา 9     ให้คณะกรรมการบริหารชมรม  เป็นหลักในการบริหารชมรมโดยการเลือกจากสมาชิกสามัญซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ จำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคนแต่ไม่เกินสามสิบเจ็ดคน  ประกอบด้วย
      1. ประธาน
      2. รองประธานชมรมฝ่ายชาวเหนือ
      3.  รองประธานชมรมฝ่ายชาวอิสาน
      4. เลขานุการชมรม
      5. เหรัญญิกชมรม
      6. ประชาสัมพันธ์
      7. กรรมการบริหารอื่น ๆ

มาตรา 10    ให้คณะกรรมการบริหารอยู่ในตำแหน่งคราวละ 2 ปี หรือจนกว่าจะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่ที่จะจัดให้มีขึ้นภายใน 30 วัน


หมวดที่ 6
สมาชิกภาพการเริ่มต้นและการสิ้นสุด

มาตรา 11    การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชมรม
11.1   ให้ประธานมีอํานาจแต่งตั้งคณะกรรมการเลือกตั้งชุดหนึ่งขึ้นเพื่อดําเนินการเลือกตั้งให้เป็นตามหมวดที่ 5 ของธรรมนูญนี้
11.2   ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะเป็นกรรมการบริหารชมรมตามที่กําหนดในมาตราที่ 12
มาตรา 12    ผู้ที่ดํารงตําแหน่งกรรมการบริหารชมรมจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้
   12.1   เป็นสมาชิกสามัญของชมรม
   12.2   ต้องไม่ใช่สมาชิกที่อยู่ระหว่างการมีคดีความ หรือศาลตัดสินรอลงอาญาในขณะที่สมัครรับเลือกตั้งแต่ละตําแหน่ง
   12.3   ต้องไม่ใช่สมาชิกที่มีความประพฤติเสียหาย โดยเคยต้องคำพิพากษา
   12.4   ต้องพักอาศัยและทำงานอยู่ในเขตจังหวัดสงขลา
   12.5   ต้องไม่ดํารงตําแหน่งในคณะกรรมการบริหารชมรมมากกว่า 1 ตําแหน่ง ในวาระเดียวกัน
   12.6   เฉพาะตําแหน่งที่ 1 และ 5 ผู้สมัครจักต้องเป็นสมาชิกที่มีสำเนาทะเบียนบ้านอยู่ในเขตจังหวัดสงขลา ในขณะที่สมัครรับเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 6 เดือน
มาตรา 13    สมาชิกภาพของคณะกรรมการบริหารชมรมแต่ละตําแหน่งสิ้นสุดลงเมื่อ
    13.1       ออกตามวาระ วาระละ 2 ปี
    13.2       ตาย
    13.3       ลาออก
          13.3.1   การลาออกของประธานชมรม ต้องได้รับการเห็นชอบจากคณะกรรมการเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 จึงจะเป็นผลในการลาออก
          13.3.2   การลาออกของกรรมการบริหารชมรมตําแหน่งอื่น ๆ ต้องได้รับอนุมัติจากประธาน และที่ประชุมมีมติรับทราบ
    13.4    คณะกรรมการบริหารชมรมไม่ตํ่ากว่า 2 ใน 3 มีมติให้ออกจาก ตําแหน่ง
    13.5    มีมติให้พ้นจากตําแหน่งโดยวิธีตามมาตราที่ 8.7
    13.6    ไม่มีคุณสมบัติตามมาตราที่ 12 ข้อใดข้อหนึ่ง
 มาตรา 14    ถ้าประธานพ้นจากตําแหน่งตามมาตรา 13 ให้ถือว่าคณะกรรมการบริหารชมรมพ้นจากตําแหน่ง ด้วยทั้งชุด
 มาตรา 15   ถ้าคณะกรรมการบริหารชมรมพ้นจากตําแหน่งเกินกี่งหนึ่งของคณะกรรมการบริหารชมรม ให้ถือว่าคณะกรรมการบริหารชมรมพ้นจากตําแหน่งทั้งชุด



หมวดที่ 7
การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชมรม
มาตรา 16    การเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชมรม ตามมาตรา 9  เฉพาะตําแหน่งลำดับที่ 1 จะต้องเลือกจากสมาชิกชมรมโดยสมาชิกที่เช้าร่วมประชุมทั้งหมด
มาตรา 17    ให้คณะกรรมการบริหารชมรมชุดปัจจุบันส่งมอบงานต่อคณะกรรมการบริหารชมรมชุดใหม่ให้เสร็จสิ้นภายใน 45 วัน นับตั้งแต่วันประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารชุดใหม่
มาตรา 18    ในกรณีที่คณะกรรมการบริหารชมรมพ้นจากตําแหน่งก่อนหมดวาระ ให้ประธานแต่งตั้งผู้ดําเนินการชุดหนึ่ง ทําหน้าที่แทนคณะกรรมการบริหารชมรมชุดเดิม จนกว่าคณะกรรมการบริหารชมรม ชุดใหม่จะเข้ารับหน้าที่ และให้ผู้ดําเนินการที่ได้รับแต่งตั้งนั้น จัดให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารชมรมชุดใหม่ ให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการบริหารชมรมชุดเดิมพ้นจากตําแหน่ง
มาตรา 19    วาระการทํางานของคณะกรรมการบริหารชมรมชุดใหม่ตามมาตราที่ 23 ให้มีเพียงวาระเท่าที่เหลือของกรรมการบริหารชมรมชุดเดิมเท่านั้น
มาตรา 20    ในกรณีที่กรรมการตําแหน่งใดไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นการชั่วคราว คณะกรรมการบริหารชมรมมีอํานาจแต่งตั้งผู้รักษาการปฏิบัติหน้าที่แทน

หมวดที่ 8
อํานาจและหน้าที่ของกรรมการบริหารชมรม
มาตรา 21    คณะกรรมการบริหารชมรม มีอํานาจหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกันดังนี้
    21.1   พิจารณาวางแผนนโยบายในการดําเนินงานของให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของชมรม ที่ระบุไว้ในมาตรา 6 ของธรรมนูญนี้
   21.2    พิจารณาจัดสรรควบคุมและรับผิดชอบในการใช้จ่ายเงินของชมรมให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกเป็นส่วนรวมให้มากที่สุด และพิจารณาจัดสรรเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการช่วยเหลือแก่สมาชิกที่ได้รับความเดือดร้อน  และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับชมรม
   21.3     พิจารณาจัดตั้งหน่วยงานต่าง ๆ ในชมรม และกลุ่มสมาชิก
   21.4      วางระเบียบข้อบังคับ ข้อปฏิบัติ ข้อเสนอแนะ การทํางาน ภายในชมรมที่ไม่ขัดแย้งต่อธรรมนูญนี้ และกฎหมายบ้านเมือง
    21.5   มีอํานาจเรียกประชุมสมาชิกเพื่อชี้แจงเรื่องต่าง ๆ
   21.6   มีสิทธิ์แต่งตั้งสมาชิกเป็นอนุกรรมการ เพื่อดําเนินการในกิจการที่อยู่ในขอบข่าย งานกิจกรรมของชมรมความจําเป็นและเหมาะสม


มาตรา 22     คณะกรรมการบริหารชมรมแต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่ดังนี้

   ประธาน มีอํานาจหน้าที่ ดังนี้
      1.   เป็นผู้แทนของชมรม และเป็นผู้ดูแลและรับผิดชอบในการดําเนินงานของชมรมให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการบริหารชมรม
      2.   เป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารชมรม และเป็นประธานในที่ประชุม
      3.   เป็นผู้เรียกประชุมใหญ่ของชมรม  ตามความเห็นของคณะกรรมการบริหารชมรม และเป็นประธานของที่ประชุม
      4.   เป็นผู้ลงนามประกาศของชมรม  กฎระเบียบ  มติของชมรม คำสั่งของชมรม และคำสั่งแต่งตั้งให้รองประธานคณะกรรมการบริหารชมรมปฏิบัติหน้าที่แทนเมื่อไม่อยู่ หรืออยู่แต่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
      5.   รับผิดชอบการเงินของชมรมร่วมกับเหรัญญิก และ/หรือกรรมการอื่น ๆ ที่ได้รับมอบหมาย

   รองประธานฝ่ายชาวเหนือ มีอํานาจและหน้าที่ดังนี้
      1.   ประสานงานกับสมาชิก และองค์กรอื่น ๆ
      2.   มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบตามที่ประธานหรือคณะกรรมการบริหารชมรมมอบหมาย
      3.   ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานเมื่อได้รับมอบหมาย และ/หรือ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

   รองประธานฝ่ายชาวอิสาน มีอํานาจและหน้าที่ดังนี้
      1.   ประสานงานกับสมาชิก และองค์กรอื่น ๆ
      2.   มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบตามที่ประธานหรือคณะกรรมการบริหารชมรมมอบหมาย
      3.   ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานเมื่อได้รับมอบหมาย และ/หรือ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
 
   เลขานุการ มีอํานาจและหน้าที่ดังนี้
      1.    เป็นผู้ตรวจสอบ และกำกับดูแลกิจการทั้งปวงของชมรมตามที่คณะกรรมการบริหารชมรมมอบหมาย  และให้รับผิดชอบในกิจการที่ประธานมอบหมายให้ปฏิบัติ
      2.   จัดเตรียมติดต่อออกหนังสือเชิญวาระการประชุม และเอกสารประกอบการประชุมของคณะกรรมการบริหารชมรม และจดบันทึกรายงานการประชุม
      3.   รับ-ส่งและโต้ตอบหนังสือของชมรม
      4.    เป็นผู้เสนอรายงานต่อคณะกรรมการบริหารชมรม
      5.    เป็นเลขานุการของที่ประชุมคณะกรรมการบริหารชมรม
      6.    เป็นผู้กำกับดูแลการเก็บรวบรวมเอกสาร และข้อมูลต่าง ๆ ของชมรมในสำนักงานใหญ่ ของชมรม

   เหรัญญิก มีอํานาจและหน้าที่ดังนี้
      1.   มีหน้าที่ในการจัดทําบัญชีงบการเงิน ควบคุมรายรับ-รายจ่าย บัญชีทรัพย์สิน  หนี้สิน  และงบการเงินของชมรม
      2.   รับผิดชอบจัดทําบัญชีงบประมาณการรับ-จ่าย เสนอคณะกรรมการบริหารชมรม
      3.   ควบคุมรับผิดชอบการเงินให้เป็นไปตามระเบียบการเงินของชมรม และพร้อมที่จะเสนอฐานะการเงินของชมรมต่อที่ ประชุมคณะกรรมการบริหารชมรม
        4.   เสนอแนะวิธีการระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการเงิน เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่สุด

   ประชาสัมพันธ์ มีอํานาจและหน้าที่ดังนี้
      1.    แถลงมติที่ประชุมของชมรม และแถลงกิจกรรมต่าง ๆ ของชมรม
      2.    ประชาสัมพันธ์งานของชมรม  ตามที่คณะกรรมการบริหารชมรมมอบหมาย

   กรรมการบริหารอื่น ๆ
      มีอำนาจหน้าที่ตามที่ประธาน หรือคณะกรรมการบริหารชมรมมอบหมาย

หมวดที่ 9
การประชุม
มาตรา 23    ประธานเป็นผู้เรียกประชุม หรือโดยเลขานุการซึ่งได้รับมอบหมายจากประธาน
มาตรา 24    คณะกรรมการบริหารชมรมอย่างน้อย 1 ใน 4 เข้าเสนอชื่อให้ประธานเรียก ประชุมคณะกรรมการบริหารชมรมในกรณีพิเศษได้
มาตรา 25    ในการประชุมต้องมีคณะกรรมการบริหารชมรมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งเข้าร่วมประชุม จึงจะครบองค์ประชุม
มาตรา 26    ในกรณีที่กรรมการบริหารชมรมเข้าร่วมประชุมไม่ครบองค์ประชุมให้เรียกประชุม อีกครั้งหนึ่งหลังจากการประชุมครั้งแรกไม่น้อย 2 วัน ในการประชุมครั้งหลังแม้ว่าคณะกรรมการบริหารชมรมเข้าร่วมประชุมไม่ถึงกึ่งหนึ่งก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม
มาตรา 27    การลงมติให้ถือเอาเสียงข้างมากขององค์ประชุมเป็นการชี้ขาด ถ้าคะแนนเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
มาตรา 28   กรรมการคนใดไม่เข้าประชุมอาจมอบหมายเป็นลายลักษณ์อักษร ให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งเข้าประชุมแทน แต่ไม่มีสิทธิในการออกเสียง
มาตรา 29   ในการประชุมทุกครั้งให้เลขานุการเป็นผู้บันทึกการประชุมไว้เป็นหลักฐาน และเสนอที่ประชุมในครั้งต่อไป เมื่อที่ประชุมรับรองการประชุมนั้นแล้ว ให้ประธานและเลขานุการ
   ลงนามกํากับไว้
มาตรา 30    คณะกรรมการบริหารชมรม มีสิทธิ์ยับยั้งกิจกรรมที่ กลุ่ม/พรรค อาจนำมาซึ่งความเสียหายของชมรมได้ ในกรณีเช่นนี้ ในกรณีที่ไม่สามารถหาข้อสรุปจากการประชุมร่วมได้ให้ขอมติจากสมาชิกชมรมทั้งชมรม โดยถือเอาเสียงข้างมากซึ่งอาจจะต้องเกินร้อยละ 50 ของสมาชิกชมรมทั้งหมด เมื่อดําเนินการแล้วนําเสนอต่อคณะบริหารชมรมอีกครั้งหนึ่ง
มาตรา 31    ให้จัดการประชุมสามัญของคณะกรรมการบริหารชมรมสองเดือนต่อหนึ่งครั้ง

หมวดที่ 10
การเงินของชมรม
มาตรา 32    รายได้ของชมรมได้จาก
    32.1       เงินสนับสนุนกิจกรรมจากสมาชิก
   32.2       เงินที่บุคคล หรือหน่วยงาน หรือองค์กรอื่นบริจาคให้
   32.3       เงินรายได้ที่เหลือจากการใช้จ่ายในปีก่อน
   32.4      เงินรายได้จากกิจกรรมพิเศษที่ชมรมจัดขึ้นเพื่อหารายได้ โดยให้กําหนดวัตถุประสงค์
         ในการใช้จ่าย
32.5   เงินรายได้อื่น ๆ
มาตรา 33   เงินรายได้ของชมรมจะต้องนำฝากไว้กับธนาคารเท่านั้น การเปิดบัญชีธนาคารให้ใช้ชื่อบัญชีที่เป็นบัญชีร่วมกันในรายชื่อของคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งร่วมกันสามตำแหน่ง คือ  ประธาน  เลขานุการ และเหรัญญิก และกำหนดให้ผู้ที่มีอำนาจในการเบิกถอนเงินได้ อย่างน้อย 2 ใน 3  คือ  ประธาน และเลขานุการ  หรือ ประธาน และเหรัญญิก โดยจะต้องลงชื่อเบิกเงิน เท่านั้น
มาตรา 34    การใช้จ่ายเงินตามมาตรา 32 ของคณะกรรมการบริหารชมรมในแต่ละตําแหน่งต้องไม่เกินงบที่ได้รับอนุมัติ การจ่ายเงินเพื่อกิจการใด ๆ ต้องนําใบเบิกรวมทั้งหลักฐานการจ่ายเงินต่าง ๆ เช่น ใบเสร็จรับเงินเสนอต่อเหรัญญิก หรือประธาน
มาตรา 35    การจ่ายเงินเพื่อกิจการพิเศษใด ๆ ที่นอกเหนืองบประมาณต้องขออนุญาตจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารชมรมทุกครั้ง
มาตรา 36    การจ่ายเงินของชมรมในกรณีเร่งด่วนซึ่งไม่สามารถเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารชมรม จะทําได้ก็ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากประธานเท่านั้น ทั้งนี้วงเงินดังกล่าวต้องไม่เกิน 3,000.- บาท หลังจากนั้นให้ประธานนําเสนอที่ประชุมคราวต่อไป

มาตรา 37    ชมรมจะเสนอให้มีการยุบเลิกหรือสิ้นสุดได้ด้วยคะแนน เสียงสนับสนุนไม่น้อยกว่า 2 ใน 3
   ของคณะกรรมการบริหารชมรมแล้วให้ประธานลงนามประกาศยุบเลิกหรือสิ้นสุด
มาตรา 38    กรณีสิ้นสุดสภาพของกลุ่มให้โอนทรัพย์สินทั้งหมดของกลุ่มแก่โรงเรียนหรือชุมชนที่ต้องการเพื่อจัดการต่อไป

หมวดที่ 11
ที่ปรึกษาชมรม
มาตรา 39   ให้มีที่ปรึกษาชมรม  ตามที่คณะกรรมการบริหารชมรมเห็นสมควร  ที่ปรึกษาประกอบด้วย สมาชิกชมรม และผู้มีอาวุโส  ผู้ทรงคุณวุฒิ  ผู้มีประสบการณ์และผู้มีอุปการคุณ  เพื่อการสนับสนุนทางด้านกิจกรรมต่าง ๆ แก่ชมรม
มาตรา 40     ที่ปรึกษาฃมรมอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระของคณะกรรมการบริหารชมรม เว้นแต่ลาออกหรือ
   ถึงแก่กรรม
มาตรา 41     ที่ปรึกษาชมรมมีหน้าที่ดังนี้
      1.    เสนอแนวหรือการให้คำปรึกษาใด ๆ เป็นการกระทำเพื่ออุดมการณ์ของชมรม
      2.    ที่ปรึกษาชมรมจะจัดให้มีการประชุม หรือหารือภายในชมรมย่อมกระทำได้ภายใต้การสนับสนุนจากประธาน และ/หรือเลขานุการชมรมจะต้องทราบด้วย

หมวดที่ 12
ความรับผิดชอบของชมรมต่อสมาชิก
มาตรา 42     ความรับผิดชอบของชมรมต่อสมาชิก
      1.    ชมรมจะจัดการส่งเสริม สถานภาพของสมาชิกชมรมให้มีสมรรถภาพต่อการดำรงชีวิตของตนและครอบครัว
      2.    ชมรมจะดำเนินการทางการเป็นอยู่ของสมาชิกอย่างจริงจังเพื่อให้ชมรมก้าวไปสู่การมีบทบาททางการประกอบอาชีพ  เพื่อความเจริญและสันติสุขของปวงสมาชิกทุก ๆ คน
      3.    ชมรมจะช่วยสนับสนุนส่งเสริมเพื่อเพิ่มคุณภาพแห่งชีวิตให้แก่สมาชิก  ด้วยการให้ความรู้ในวิชาชีพต่าง ๆ ตามความเหมาะสม
      4.    ชมรมมีหน้าที่รับเรื่องราวร้องทุกข์  และให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิกชมรมที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมตามกรอบแห่งกฏหมาย
      5.    ชมรมจะส่งเสริมและให้การอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและจัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้สมาชิกเพื่อประกอบอาชีพต่อไป


หมวดที่ 13
การแก้ไข เพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงธรรมนูญ

มาตรา 43    คณะกรรมการบริหารชมรมมีอํานาจเสนอแก้ไขเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนแปลงธรรมนูญนี้ ซึ่งจะทําได้เมื่อได้รับความเห็นชอบโดยคะแนนเสียง 2 ใน 3 ของ คณะกรรมการบริหารชมรม และให้บังคับใช้ต่อเมื่อได้ประกาศให้สมาชิกได้รับทราบแล้ว


         ประกาศ ณ วันที่   24  กุมภาพันธ์  พุทธศักราช 2550


                  (นายสุรพล  สัมฤทธิ์)
         ประธานชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา ชุดที่ 3
บันทึกการเข้า

sinchai
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: ชาย
กระทู้: 15

สมาชิกลำดับที่ 2455

"ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำ"


« ตอบ #2 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2552, 14:02:40 »

ชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา ได้รวมตัวกันจัดตั้ง "ชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา"  ตั้งแต่วันเสาร์ที่  22  พฤศจิกายน  2546 เป็นต้นมา สถานที่ตั้งทำการชมรม ณ ปัจจุบัน ตั้งอยู่ที่บ้านเลขที่ 35/6 ถ.ทุ่งเสา 2 ซ.6 ต.หาดใหญ่  อ.หาดใหญ่  จ.สงขลา 90110

"ชมรมชาวเหนือและชาวอิสาน จังหวัดสงขลา" มีวัตถุประสงค์ ดังนี้

6.1    เพื่อให้เกิดความรักความสามัคคีในหมู่พี่น้องชาวเหนือและชาวอิสาน

6.2    เพื่อช่วยเหลือเอื้ออาทรซึ่งกันและกันทั้งในยามตกทุกข์ได้ยากและในยามที่มีความสุข

6.3    เพื่อส่งเสริมให้มีความมั่นคงและประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ

6.4    เพื่อทำนุบำรุงศาสนา และศิลปวัฒนธรรมที่ดีงามของชาวเหนือและชาวอิสาน

6.5    เพื่อธำรงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
บันทึกการเข้า

sinchai
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: ชาย
กระทู้: 15

สมาชิกลำดับที่ 2455

"ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำ"


« ตอบ #3 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2552, 14:02:22 »

ชาวเหนือ-อีสาน จัดงานสงกรานต์ที่หาดใหญ่ระลึกบ้านเกิด

by Focus Team @09-04-2551 14.27 ( IP : 61...71 ) | Tags : ข่าวเด่นประจำวัน

ศูนย์ข่าวหาดใหญ่ ? ประชาชนชาวภาคอีสาน และภาคเหนือที่มาทำมาหากินใน อ.หาดใหญ่ เตรียมจัดงานม่วนอกม่วนใจ๋ รับขวัญปีใหม่ไทย ในวันที่ 13 เมษายน เพื่อระลึกถึงบรรยากาศที่บ้านเกิด

      เทศกาลสงกรานต์ของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในปีนี้เริ่มมีสีสันมากขึ้นเมื่อหลายองค์กรร่วมกันจัดกิจกรรมเพื่อสร้างสีสันและต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชมรมชาวเหนือและชาวอีสานใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ร่วมกันจัดงานเทศกาลสงกรานต์ ม่วนอกม่วนใจ๋ รับขวัญปีใหม่ไทย ในวันที่ 13 เมษายน ในย่านถนนทุ่งเสา ในเขตเทศบาลนครหาดใหญ่ ซึ่งเป็นชุมชนที่มีชาวเหนือและชาวอีสานเข้ามาทำงานและพักอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก

      โดยจะมีกิจกรรมทางประเพณีวัฒนธรรมล้านนาและภาคอีสาน ทั้งการรดน้ำดำหัว และบายสีสู่ขวัญ รวมทั้งการทำบุญในวันสงกรานต์ ทั้งนี้ เนื่องจากมีชาวเหนือและชาวอีสานจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงได้จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อระลึกถึงประเพณีของบ้านเกิดเพราะหลายคนได้มาลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวอยู่ในย่านถนนทุ่งเสา อ.หาดใหญ่ โดยบางส่วนแต่งงานอยู่กินกับชาวมาเลเซียซึ่งจะพาสามีมาร่วมประเพณีในครั้งนี้ด้วย

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 9 เมษายน 2551 12:24 น
บันทึกการเข้า

sinchai
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: ชาย
กระทู้: 15

สมาชิกลำดับที่ 2455

"ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำ"


« ตอบ #4 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2552, 14:02:51 »

ข่าว สันติภาพ รามสูต สงขลา / ชาวเหนืออีสานในจ.สงขลา จัดงานบุญประเพณีตานก๋วยสลาก
   
ที่วัดคลองเรียน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ชมรมชาวเหนือและชาวอีสานใน จ.สงขลา ร่วมกับเทศบาลนครหาดใหญ่ จัดงานบุญประเพณีตานก๋วยสลาก ประจำปี 2551 ซึ่งเป็นงานบุญที่ชาวเหนือและอีสานได้ยึดถือและปฏิบัติกันมาช้านาน สืบทอดมาจนถึงลูกหลาน โดยชาวเหนือได้เปรียบงานตานก๋วยสลากว่าคล้ายกันกับงานบุญเดือนสิบ ของชาวภาคใต้ ซึ่งรูปแบบของการจัดงานจะแตกต่างกันออกไป แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือ การมุ่งที่จะตอบแทน คุณความดีของบรรพบุรุษ ที่ล่วงลับไปแล้ว และเป็นการแสดงออกซึ่งกตเวทิตา โดยงานบุญประเพณีตานก๋วยสลากที่จัดขึ้นในครั้งนี้มีพุทธศาสนิกชนทั้งชาวเหนือและชาวอีสานที่อยู่ในจ.สงขลา รวมถึงประชาชนทั่วไปเข้าร่วมนับพันคน ท่ามกลางบรรยากาศที่สนุกสนานและอบอุ่นเนื่องจากเป็นการรวมตัวของชาวเหนือและชาวอีสานครั้งใหญ่ที่สุดในรอบปี

เทศบาลนครหาดใหญ่ จัดงานบุญประเพณีตานก๋วยสลาก ประจำปี 2551

ขอเชิญเที่ยวงานบุญประเพณีตาลก๋วยสลากประจำปี 2551 โดยนายไพร  พัฒโน นายกเทศมลตรีนครหาดใหญ่ร่วมกับชมรมชาวเหนือ และชาวอีสานจังหวัดสงขลา จัดงานบุญประเพณีตาลก๋วยสลากประจำปี 2551 ซึ่งถือว่าเป็นงานบุญที่พี่น้องชาวเหนือได้ยึดถือและปฏิบัติกันมาแต่ช้านาน สืบทอดมาจนถึงลูกหลาน โดยกำหนดการ ในวันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2551 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป ณ วัดคลองเรียน ถ.ศรีภูวนาถ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

เมื่อ: 16:25:17 17 กันยายน 2551
บันทึกการเข้า

sinchai
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: ชาย
กระทู้: 15

สมาชิกลำดับที่ 2455

"ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำ"


« ตอบ #5 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2552, 14:02:57 »

ปีใหม่เมืองเชียงใหม่

เทศกาลสงกรานต์นี้ ชาวล้านนาเรียกว่า ปเวณีใหม่หรือปาเวณีใหม่ (อ่านว่า "ป๋าเวนีปี๋ใหม่") ซึ่งมีความหมาย ตรงกับคำว่า "ประเพณีสงกรานต์" ในช่วงเทศกาล 5 วันนี้ ชาวล้านนาจะหยุดงานทั้งสิ้น เพื่อเฉลิมฉลองทั้งในแง่ศาสนาและพิธีกรรม
ประเพณีสงกรานต์ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมไทย และจัดเป็นงานเด่นพิเศษสุดงานหนึ่ง ของชาวเหนือโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเชียงใหม่ งานประเพณีนี้ได้รับการสืบทอดกันมา ตั้งแต่โบราณกาล จนถึงปัจจุบัน เป็นงานที่รู้จักและเล่าลือกันตลอดทุกทิศทั่วไทยและในต่างแดน ในลักษณะเป็นที่ชื่นชม และสรรเสริญยิ่ง

วันปีใหม่มีประเพณีอย่างไร

วันที่ 13 เมษายน เป็นวันสงกรานต์หรือวันสังขารล่อง หมายถึง การก้าวล่วงของพระอาทิตย์ จาก ราศีมีน สู่ราศีเมษ ในวันนี้จะมีพิธี

- ไล่สังขารด้วยการยิงปืน จุดประทัดกันตลอดคืน (ตั้งแต่เลยเวลา 14.00 น. ของวันที่ 13 เมษายนไปจนสว่าง)
- ประเพณีปัดกวาดเสนาสนะ บ้านช่อง โดยนำเสื้อผ้าออกไปซัก ประเพณีสระเกล้าดำหัว เพื่อไล่เคราะห์เสนียดจัญไรของปีเก่าให้ออกไป ประเพณีการรดน้ำเพื่อความสนุกสนาน ประชาชนเล่นน้ำ กันทั่วไป ประเพณีสรงน้ำพระพุทธรูป ทำความสะอาดวัดวาอาราม

วันที่ 14 เมษายน วันเนาหรือวันเน่า จะมีประเพณีปฏิบัติดังนี้
1. แต่งดาตระเตรียมอาหารหวานคาวทุกบ้าน วันนี้ประชาชนจะออกซื้อของจับจ่ายตลาดจึงแออัดยัดเยียด จึงเรียกว่ากาดหมั้ว
2. ตอนเย็นนำอาหารไปทำทานแก่พ่อแม่ ครูบาอาจารย์
3. หนุ่มสาว เฒ่า แก่ จะพากันขนทรายเข้าวัดเพื่อก่อเจดีย์พระทราย
4. ประเพณีการละเล่นต่างๆ เช่น ตะกร้อ ม้าจกคอก (ลาวกระทบไม้) และเล่นมะกอน(มอญซ่อนผ้า)

วันที่ 15 เมษายน คือ วัดพระญาวันหรือเถลิงศก มีกิจกรรม ดังนี้
1. ตอนเช้านำเอาอาหารไปถวายพระสงฆ์ในวัดเพื่อความสุขสวัสดิ์และอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพชน
2. ตอนกลางวันนำธุงหรือตุงไปปักพระเจดีย์ทรายและไปฟังพระสวดมนต์ ถวายเจดีย์พระทราย
3. สรงน้ำพระพุทธรูปและดำหัว เจ้าอาวาสในวัดของตน
4. มีพิธีดำหัวพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง
5. การรดน้ำ เล่นน้ำ เป็นไปตลอดวัน

วันที่ 16 เมษายน เรียกว่า วันปากปี วันนี้จะมีกิจกรรมดังนี้
1. แกงขนุน ยำขนุน ทุกบ้าน ด้วยหวังใจว่าจะช่วยค้ำจุนอุดหนุนให้มีความสุขตลอดปี
2. ไปดำหัวพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ผู้ใหญ่
3. ทำพิธีขึ้นท้าวทั้ง 4 อัญเชิญมาคุ้มครองให้เกิดความสุขสวัสดี
4. นิมนต์พระสงฆ์มาเทศน์ที่บ้าน คัมภีร์เทศน์ คือ สารากริวิชชทสูตร โลกวุฒิ สังคหะโลก เป็นต้น เพื่อให้เกิดความสวัสดีแก่บ้านเรือน
5. การเดินทางไปดำหัวพระสงฆ์ผู้ใหญ่ หรือปูชนีสถานสำคัญที่อยู่ห่างไกล

ศาสตราจารย์มณี พยอมยงค์
http://www.lannaworld.com/cgi/lannaboard/reply_topic.php?id=917
--------------------------------------------------------


บันทึกการเข้า

sinchai
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: ชาย
กระทู้: 15

สมาชิกลำดับที่ 2455

"ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำ"


« ตอบ #6 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2552, 14:02:53 »

เทศกาลสงกรานต์นี้ชาวล้านนาเรียกว่า ปเวณีปีใหม่หรือปาเวณีปีใหม่ (อ่าน"ป๋าเวนีปี๋ใหม่") ในช่วงเทศกาลนี้ซึ่งกินเวลา ๕ วัน ประชาชนจะหยุดงานทั้งสิ้นเพื่อเฉลิมฉลองวาระนี้ทั้งในแง่ศาสนาและพิธีกรรมโดยตลอด เทศกาลสงกรานต์ตามปฏิทินโหราศาสตร์ของชาวล้านนานั้น จะถือเอาวันที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีมีนเข้าสู่ราศีเมษเป็น วันสังกรานต์ล่อง หรือวันมหาสงกรานต์ ซึ่งจะไม่ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน ตามประกาศของทางการเสมอไป (แต่ปัจจุบันนี้จะยึดตามประกาศของทางการ) เทศกาลนี้จะมีวันต่าง ๆ และมีพิธีกรรมและการละเล่นหลายอย่างที่ เกี่ยวข้องกัน ดังนี้
 
วันสังกรานต์ล่อง คือวันมหาสงกรานต์ ซึ่งออกเสียงแบบล้านนาว่า "สัง-ขาน" นี้คือวันที่พระอาทิตย์โคจรไปสุดราศีมีนจะย่างเข้าสู่ราศีเมษ ตามความเชื่อแบบล้านนากล่าวกันว่าในตอนเช้ามืดของวันนี้ "ปู่สังกรานต์" หรือ "ย่าสังกรานต์"จะนุ่งห่มเสื้อผ้าสีแดงสยายผมล่องแพไปตามลำน้ำ ปู่หรือย่าสังกรานต์นี้จะนำเอาสิ่งซึ่งไม่พึงปรารถนาตามตัวมาด้วย จึงต้องมีการยิงปืนจุดประทัดหรือทำให้เกิดเสียงดังต่าง ๆ นัยว่าเป็น "การไล่สังกรานต์" และถือกันว่าปืนที่ใช้ยิงขับปู่หรือย่าสังกรานต์นั้นจะมีความขลังมาก ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันนี้จะมีการปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด มีการซักเสื้อผ้า เก็บกวาดและเผาขยะมูลฝอยต่าง ๆ มีการดำหัวหรือสระผมเป็นกรณีพิเศษ คือเมื่อสระผมแล้วก็จะต้องเงยหน้าไปตามทิศที่กำหนดไว้และทัดดอกไม้ที่เป็นนามของปีของแต่ละปี นุ่งห่มเป็นเสื้อผ้าใหม่ ฝ่ายพ่อบ้านก็จะนำเอาพระพุทธรูปพระเครื่องหรือเครื่องรางของขลังต่างๆ มาชำระหรือสรงด้วยน้ำอบน้ำหอมหรือ เปลี่ยนดอกไม้บูชาพระในแจกันใหม่ด้วย
ในวันสังกรานต์ล่องนี้ ตามประเพณีโบราณแล้ว กษัตริย์แห่งล้านนาจะต้องทำพิธีสรงน้ำตามทิศที่ โหรหลวงคำณวนไว้ และจะลงไปทำพิธีลอยเคราะห์ในแม่น้ำเช่น ในแม่น้ำปิง แม่น้ำวัง เป็นต้น ในวันนี้บางท่านก็จะเรียกลูกหลานมาพร้อมกล่าวคำมงคลแล้วใช้น้ำส้มป่อยลูบศีรษะตัวเองหรือลูกหลานทุกคน และบางท่านจะให้ ลูกหลานเอาฟักเขียวหรือฟักทองไปปลูกและใช้มูลควายตากแห้งเป็นปุ๋ยโดยบอกเด็กว่าปู่ย่าสังกรานต์พึงใจที่ได้เห็น ลูกหลานปลูกฟัก บ้างว่า ผู้ที่ปลูกฟักนั้นก็จะมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดด้วย สำหรับในเมืองใหญ่เช่นเชียงใหม่ นิยมจัดขบวนแห่พระพุทธรูปสำคัญประจำเมืองเช่นพระพุทธสิหิงค์และพระเสตังคมณี ไปตามถนนสายต่าง ๆ แล้วนำไปประดิษฐานไว้เพื่อให้ประชาชนได้เข้านมัสการสรงน้ำพระพุทธรูปดังกล่าวด้วย
 
วันเนา วันเนาว์ หรือ วันเน่า ในแง่ของโหราศาสตร์แล้ว วันนี้ควรจะเรียกว่า วันเนา เพราะเป็นวันที่พระอาทิตย์โคจรอยู่ระหว่างราศีมีนและราศีเมษ อันเป็นวันที่ถัดจากวันสังกรานต์ล่อง แต่ในการออกเสียงแล้วทั่วไปมักเรียก"วันเน่า" ทำให้เกิดความคิดที่ห้ามการกระทำสิ่งที่ไม่เป็นมงคล โดยเฉพาะห้ามการด่าทอทะเลาะวิวาทกัน กล่าวกันว่าผู้ใดที่ด่าทอผู้อื่นในวันนี้แล้ว ปากของผู้นั้นจะเน่า และหากวิวาทกันในวันนี้ บุคคลผู้นั้นจะอัปมงคลไปตลอดปี ส่วนผู้ประสงค์จะปลูกเรือนด้วยไม้ไผ่ ก็ให้รีบตัดในวันนี้ เพราะเชื่อกันว่าไม้จะ"เน่า"และไม่มีมอดหรือปลวกมากินไม้ดังกล่าว วันเนานี้จะเป็นวันเตรียมงาน ชาวบ้านจะพากันไปซื้อของเพื่อกินและใช้ในวันพญาวัน เมื่อถึงตอนบ่ายจะมีการขนทรายเข้าวัด กองรวมกันทำเป็น การขนทรายเข้าวัดนี้ถือว่าเป็นการนำทรายมาทดแทนส่วนที่ติดเท้าของตนออกจากวัดซึ่งเสมอกับได้ลักของจากวัด วันเนานี้อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วันดา เพราะเป็นวันที่ ดา หรือจัดเตรียม สิ่งของต่างๆ จะใช้ทำบุญนั่นเอง
 
วันพญาวัน เป็นวันเถลิงศกเริ่มต้นจุลศักราชใหม่ วันนี้เป็นวันที่มีการทำบุญทางศาสนาดัง ตั้งแต่เวลา เช้าตรู่ผู้คนจะนำเอาสำรับอาหารหวานคาวต่าง ๆ ไปทำบุญถวายพระตามวัด ทานขันเข้า (อ่าน"ตานขันเข้า") เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษหรือญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้วด้วย บางคนอาจนำสำรับอาหารไปมอบให้แก่บิดามารดา ปู่ย่า ตายาย ผู้เฒ่าผู้แก่หรือผู้ที่ตนเคารพนับถือ เรียกว่า ทานขันเข้าฅนเถ้าฅนแก่
จากนั้นจะนำทุงหรือธงซึ่งได้เตรียมไว้ไปปักบนเจดีย์ทราย ทั้งนี้ มีคติว่าการทานทุง นั้นมีอานิสงส์ สามารถช่วยให้ผู้ตายที่มีบาปหนักถึงตกนรกนั้นสามารถพ้นจากขุมนรกได้ จากนั้นก็มีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ในวันพญาวันนี้ บางท่านอาจจะเตรียมไม้ง่ามไปถวายสำหรับค้ำต้นโพ ถือคติว่าเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการจะช่วยกันค้ำจุนพระศาสนาให้ยืนยาวต่อไป และจะมีการสรงน้ำทั้งพระพุทธรูป สถูปเจดีย์รวมทั้งสรงน้ำพระภิกษุสงฆ์ด้วย ในตอนบ่ายจะมีการไป ดำหัวหรือไปคารวะผู้เฒ่าผู้แก่บิดามารดา ญาติพี่น้องผู้อาวุโสหรือผู้มีบุญคุณหรือผู้ที่เคารพนับถือ เพื่อเป็นการขอขมาและผู้ใหญ่ก็จะให้พร
 
วันปากปี ในวันนี้ ศรัทธาที่ไม่ไปที่วัดก็ จะไปเตรียมสถานที่ เพื่อทำบุญใจบ้าน คือบริเวณที่ตั้งของ เสาใจบ้านหรือสะดือบ้านบ้างเรียก แปลงบ้าน หรือส่งเคราะห์บ้าน บริเวณหอเสื้อบ้าน (อารักษ์หมู่บ้าน) ที่วัดตอนเช้าจะมีการทำพิธีปูชาเข้าลดเคราะห์ ปูชาเข้ายกเคราะห์ ปูชาเคราะห์ปีใหม่ ปูชาสระพระเคราะห์ เป็นต้น เชื่อว่าผู้ที่บูชาดังว่าในวันปากปี จะได้รับความคุ้มครองไปตลอดปี และชาวบ้านบางคนจะพากันไปดำหัววัด คือไปทำพิธีคารวะเจ้าอาวาสวัดที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ด้วย
วันในลำดับที่ ๕ ของเทศกาลนี้คือ วันปากเดือน ซึ่งถือเป็นวันเริ่มต้นของเดือนใหม่ ในวันนี้นิยมมีการส่งเคราะห์ต่าง ๆ ตามแบบที่นิยมนับถือกันมาแต่โบราณ การส่งเคราะห์ที่ว่านี้มีหลายอย่าง เช่น ส่งชน, ส่งแถน, ส่งเคราะห์นรา เป็นต้น ส่วนการดำหัวนั้นก็จะดำเนินต่อไปจนครบตามต้องการ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้มีการละเล่นที่สนุกสนานหลายอย่าง เช่น เล่นหมากบ้าหรือการเล่นสะบ้า เล่นหมากคอนหรือการเล่นโยนลูกช่วง เป็นต้น แต่การเล่นที่สนุกที่สุกและมีเพียงช่วงเดียวในรอบปี คือ เล่นหดน้ำ ปีใหม่ หรือการเล่นรดน้ำในเทศกาลขึ้นปีใหม่นั่นเอง

http://www.lannaworld.com/believe/newyear.htm


------------------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า

sinchai
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: ชาย
กระทู้: 15

สมาชิกลำดับที่ 2455

"ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำ"


« ตอบ #7 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2552, 14:02:52 »

นี่คือหน้าคัดลอก ของ http://www.tccnc.org/songkran_2.html ที่ G o o g l e ได้สร้างเอาไว้ เมื่อ 19 ธ.ค. 2006 10:54:37 GMT.

ประเพณีสงกรานต์ ในท้องถิ่นแต่ละภาค

           ?สงกรานต์? เป็นประเพณีที่งดงาม อ่อนโยน เอื้ออาทรและเต็มไปด้วยบรรยากาศของความกตัญญู ความเคารพซึ่งกันและกัน เป็นประเพณีที่ให้ความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ในสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นความเป็นไทยได้อย่างชัดเจนโดยใช้น้ำเป็นสื่อเชื่อมความสัมพันธ์ เช่น การสรงน้ำพระพุทธรูปหรือพระสงฆ์ การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ การเล่นสาดน้ำระหว่างหนุ่มสาว ฯลฯ ถือเป็นประเพณีที่คนไทยยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่โบราณจนปัจจุบันว่าเป็นการส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่
           แม้ว่า ?วันสงกรานต์? จะถือเป็นวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ดังที่กล่าวข้างต้น แต่กิจกรรมที่ปฏิบัติในวันนี้จะต่างไปจากปีใหม่สากลคือวันที่ ๑ มกราคมหลายประการ ในขณะเดียวกันแต่ละภาคก็จะมีกิจกรรมที่เหมือนและผิดแผกแตกต่างกันออกไปอีก ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนบธรรมเนียม ความเชื่อ วิถีชีวิต ตลอดจนภูมิปัญญาของท้องถิ่นนั้นๆ อย่างไรก็ดี ด้วยกระแสการส่งเสริมการท่องเที่ยวและความต้องการผลด้านเศรษฐกิจ ทำให้ปัจจุบันประเพณีสงกรานต์ในหลายท้องที่จะมีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันมากขึ้น โดยเฉพาะตามจังหวัดใหญ่ๆ เช่น การจัดขบวนแห่ การประกวดเทพีสงกรานต์ การเล่นสาดน้ำ เป็นต้น
           สำหรับกิจกรรมหลักๆที่ยังมีการถือปฏิบัติกันอยู่ในแต่ละภาค ซึ่งแม้จะผิดเพี้ยนเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ก็ยังมีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่พอสรุปได้ ดังนี้
           ภาคเหนือ ซึ่งบางคนอาจจะติดเรียกว่า ล้านนา นั้น กล่าวได้ว่า ?สงกรานต์? เป็นประเพณีที่มีความสำคัญต่อประชาชนทุกครัวเรือนเลยทีเดียว โดยเขาจะเรียก วันที่ ๑๓ เมษายน ว่า ?วันสังขานต์ล่อง? หมายถึงวันที่ปีเก่าผ่านไป บ้างก็ว่าหมายถึงวันที่สังขารร่างกายแก่ไปอีกปี จะเป็นวันทำความสะอาด โดยตอนเช้าจะมีการยิงปืนหรือจุดประทัดเพื่อขับไล่เสนียดจัญไร จากนั้นก็จะมีการทำความสะอาดบ้านเรือน ชำระล้างร่างกาย และแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าใหม่เพื่อต้อนรับปีใหม่ ส่วนวันที่ ๑๔ เมษายน เรียกว่า ?วันเนา? หรือ ?วันดา? จะเป็นวันเตรียมงานต่างๆ ถือเป็นวันมงคลที่ต้องทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่พูดสิ่งอัปมงคล และจะมีการเตรียมเครื่องสังฆทานรวมทั้งอาหารที่จะไปทำบุญและแจกญาติพี่น้องเพื่อนบ้านเรือนเคียงในวันรุ่งขึ้น ตอนบ่ายมีการขนทรายเข้าวัดไปก่อเจดีย์ทราย ตามความเชื่อที่ว่าเป็นการชดเชยทรายที่ติดเท้าเราออกมาจากวัดในช่วงเวลาที่ผ่านมาไม่ว่าจะเจตนาหรือไม่ก็ตาม วันที่ ๑๕ เมษายน เรียกว่า ?วันพญาวัน? หรือ ?วันเถลิงศก? ถือเป็นวันเริ่มต้นปีใหม่และเป็นวันสำคัญยิ่ง เป็นวันที่ชาวบ้านจะทำบุญประกอบกุศล เลี้ยงพระฟังธรรม อุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ล่วงลับ สรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ นำไม้ไปค้ำต้นโพธิ์ รดน้ำดำหัวขอพรผู้ใหญ่ ซึ่งหมายถึงญาติผู้ใหญ่ ผู้อาวุโสในหมู่บ้านหรือในเมือง ครูบาอาจารย์หรือผู้บังคับบัญชา คำว่า ?ดำหัว? ปกติแปลว่า ?สระผม? แต่ในทางประเพณีสงกรานต์หมายถึงการไปแสดงความคารพ ขออโหสิกรรมที่อาจจะล่วงเกินในเวลาที่ผ่านมา และขอพรจากท่าน โดยมีดอกไม้ธูปเทียน และน้ำหอมที่เรียกว่า ?น้ำขมิ้นส้มป่อย? (ประกอบด้วยน้ำสะอาด ผสมดอกไม้แห้งเช่น สารภีหรือดอกคำฝอยและฝักส้มป่อยเผาไฟ) พร้อมทั้งนำของไปมอบให้ผู้ใหญ่ เช่น ผักผลไม้ เสื้อผ้า อาหาร ฯลฯ เมื่อผู้ใหญ่กล่าวอโหสิกรรม และอวยพรแล้ว ท่านจะใช้มือจุ่มน้ำขมิ้นส้มป่อยลูบศีรษะตนเอง ส่วนเด็กและหนุ่มๆสาวๆก็จะรดน้ำกันเอง ซึ่งปกติจะทำกันอย่างนุ่มนวล สุภาพและจะกล่าวขออนุญาตกันก่อน
           นอกจากกิจกรรมดังกล่าวแล้ว หลายแห่งยังมีการละเล่นรื่นเริงสนุกสนาน มีมหรสพการแสดง และบางแห่งก็ยังมีการจัดประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่นเสริมไปด้วย เช่น การประกวดกลองมองเซิง กลองสะบัดชัย กลองปู่เจ่ กีฬาพื้นเมือง กาดหมั้ว (ตลาด) เป็นต้น
           ภาคอีสานหรือตะวันออกเฉียงเหนือ ประเพณีสงกรานต์ในภาคนี้จะจัดกิจกรรม ๓ วันบ้าง ๕ วันบ้างหรืออาจจะ ๗ วัน ก็แล้วแต่ท้องถิ่นกำหนด โดยวันแรกจะตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายนเป็นต้นไป กิจกรรมที่จัดจะคล้ายกับทางเหนือ โดยมีกิจกรรมหลักๆคือ สรงน้ำพระพุทธรูป ซึ่งส่วนใหญ่จะทำอยู่วันเดียว โดยมากจังหวัดจะจัดขบวนแห่ขึ้น ประกอบด้วยพระพุทธรูปและบริวารอื่นๆ เมื่อแห่เสร็จก็จะมีการสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ตามลำดับ เช่น จังหวัดหนองคายที่มีการแห่และสรงน้ำหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปสำคัญของจังหวัดอันเป็นที่เคารพสักการะของชาวไทยและชาวลาว จากนั้นก็มักมีการ ทำบุญอัฐิบรรพบุรุษ ที่เรียกว่า สักอนิจจา ในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ คนอีสานที่ไปทำมาหากินหรือตั้งถิ่นฐานอยู่ต่างถิ่น มักจะเดินทางกลับภูมิลำเนาในวันสงกรานต์เพื่อรวมญาติ และทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้บรรพชนผู้ล่วงลับไปแล้ว นอกจากนี้ก็มีการปล่อยสัตว์ ปล่อยนก ปล่อยปลา ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการปล่อยพันธุ์ปลาลงในแม่น้ำโขง แม่น้ำชี และแม่น้ำมูลซึ่งเป็นถือเป็นแม่น้ำสายสำคัญทางภาคนี้ ส่วนกิจกรรมอื่นๆก็มีการรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ การแสดง และการละเล่นต่างๆตามประเพณีท้องถิ่น ด้านคนหนุ่มคนสาวและเด็กๆก็จะเล่นสาดน้ำกันด้วยความสนุกสนานเชื่อมสัมพันธ์กันและกัน โดยก่อนวันสงกรานต์ จะมีการทำความสะอาดบ้าน การเตรียมอาหารและทุกสิ่งไว้ให้พร้อม เพื่อจะได้งดการทำภารกิจต่างๆในช่วงสงกรานต์ซึ่งถือเป็นวันเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ทุกคนรอคอย
           ภาคใต้ ชาวใต้จะเรียก ?วันสงกรานต์? ว่า ?ประเพณีวันว่าง? ในวันนี้ทุกบ้านเรือนและทุกคนจะถือว่าเป็น วันละวางทั้งกายและใจ จากภารกิจต่างๆที่เคยทำมาปกติ ซึ่งตามประเพณีจะจัดกิจกรรม ๓ วันคือวันที่ ๑๓ ,๑๔ และ ๑๕ เมษายนของทุกปี โดยก่อนจะถึงวันว่างหรือวันตรุษสงกรานต์ ชาวใต้จะมีการเตรียมตัว เช่น เริ่มทำความสะอาดบ้านเรือน เตรียมข้าวของทำบุญ เตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่ ฯลฯ จากนั้นจะมีการทำบุญตักบาตร ปล่อยนกปล่อยปลา การสรงน้ำพระ การก่อเจดีย์ทราย และการเล่นสาดน้ำเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ ในสมัยก่อนแต่ละหมู่บ้านจะมีคณะเพลงบอกออกไปตระเวนร้องตามชุมชนหรือหมู่บ้านโดยจะมีการร้องเป็นตำนานสงกรานต์ หรือเพลงอื่นๆตามที่เจ้าของบ้านร้องขอ
           อนึ่ง ทางภาคใต้ยังมีประเพณีที่เรียกว่า ?ประเพณีสระหัววันว่าง? แก่ภิกษุหรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่ประชาชนเคารพนับถือมาก โดยจะสร้าง ?เบญจา?(แท่นที่มีเพดาน) ขึ้นประดับด้วยลายแทงหยวก ใต้ยอดเบญจาจะมีหัวพญานาคพ่นน้ำออกมาคล้ายฝน ต่อจากหัวพญานาคจะต่อเป็นท่อยาวคล้ายเป็นตัวพญานาค โดยทางปลายหางจะมีท่อน้ำต่อจากส่วนที่ทำแบบท้องลำเรือ เพื่อให้ญาติมิตรเทน้ำปรุงที่เจือน้ำหอมโรยด้วยกลีบกุหลาบ มะลิหรือเครื่องประทิ่นต่างๆลงตามท้องเรือ ให้ น้ำไหลผ่านท่อตามลำตัวพญานาค แล้วออกจากปากพญานาคเสมือนพญานาคพ่นน้ำใส่ภิกษุหรือผู้เฒ่าผู้แก่ที่นั่งอยู่บนเบญจาจนตัวเปียก จากนั้นจึงพาท่านไปเปลี่ยนเครื่องนุ่งห่มใหม่ที่เตรียมมา การที่ไม่รดน้ำที่ตัวหรือมือท่านโดยตรง ก็ด้วยถือว่าผู้น้อยไม่ควรจะละลาบละล้วงไปรุมล้อม คร่อมตัวผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้หญิงไม่ควรถูกตัวพระภิกษุ ส่วนที่ทำเป็นพญานาคพ่นน้ำก็เพราะถือว่าพญานาคเป็นผู้ให้น้ำแก่มวลมนุษย์ สัตว์ พืช และให้ความร่มเย็นเป็นสุข
           ภาคกลาง ประเพณีสงกรานต์ในภาคกลางจะมีกิจกรรมหลักๆคล้ายภาคอื่นๆเช่นกันคือ การทำความสะอาดบ้านเรือน การทำบุญตักบาตร การทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษ การสรงน้ำพระพุทธรูปและพระสงฆ์ การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ การเล่นการละเล่นพื้นบ้าน การจัดประกวดเทพีสงกรานต์ การจัดขบวนแห่ การขนทรายเข้าวัดและก่อพระเจดีย์ทราย เป็นต้น หลายจังหวัดได้จัดกิจกรรมอย่างยิ่งใหญ่จนเป็นที่กล่าวขวัญและรอคอยของนักท่องเที่ยว เช่น สงกรานต์ที่พระประแดง จ.สมุทรปราการ ที่เรียกกันว่า ?สงกรานต์ปากลัด? ที่มีขบวนแห่ที่งดงามและแปลกตา ด้วยเป็นสงกรานต์ของชาวไทยเชื้อสายมอญ
           ในกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่จะมีกิจกรรมในบริเวณถนนราชดำเนิน และท้องสนามหลวง ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมักจะจัดขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่อลังการของแต่ละจังหวัดที่มีการแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่นอย่างน่าชม แต่ที่ขึ้นชื่อมากที่สุดขณะนี้คือ ถนนข้าวสาร บางลำพู อันเป็นที่ชุมนุมของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมไปถึงนักร้อง นักแสดงที่มีชื่อเสียงต่างก็ไปรวมตัว เล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน ณ ที่นั่น

           โดยภาพรวมแล้ว เราจะเห็นได้ว่าประเพณีสงกรานต์ที่จัดขึ้นไม่ว่าจะเป็นภาคไหน จังหวัดใด นอกจากจะมีการการละเล่นต่างๆ รวมถึงเล่นสาดน้ำอันกลายเป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดของประเพณีสงกรานต์แล้ว ยังมีกิจกรรมที่แฝงด้วยสาระ คุณค่าและความหมายต่อครอบครัว ชุมชน สังคมและศาสนา ทั้งในด้านความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี บรรพชน และผู้อาวุโส รวมถึงการสร้างความสมัครสมานสามัคคีในหมู่เหล่า และการเอื้ออาทรต่อธรรมชาติ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันการจัดประเพณีสงกรานต์ในหลายพื้นที่กลับไปเน้นเรื่องรูปแบบและความสนุกสนาน เช่น เรื่องการประกวดเทพีหรือการเล่นสาดน้ำ จนละเลยสาระสำคัญไปอย่างน่าเป็นห่วง อีกทั้งมีการเล่นสาดน้ำกันสารพัดวิธีที่หลากหลายไปด้วยความก้าวร้าว รุนแรง และหยาบคาย มุ่งเอาแต่ความสนุก คึกคะนองเป็นที่ตั้ง โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่น จนเป็นเหตุให้คุณค่าของประเพณีนี้เสื่อมลงไปอย่างน่าเสียดาย คงจะยังไม่สายเกินไป หาพวกเราชาวไทยจะช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนนี้ให้หันเข้ามาสู่ความถูกต้องและดีงามเสียใหม่ เพื่อรักษาประเพณีที่งดงามของเราให้สืบทอดต่อเนื่องไปสู่อนุชนรุ่นหลังในอนาคตได้อย่างไม่อายตัวเราเองและชาวต่างประเทศ


โดยฝ่ายประชาสัมพันธ์
และ งานเทคโนโลยีสารสนเทศ

สภาวัฒนธรรมไทยแห่งแคลิฟอร์เนียภาคเหนือ
310 Poplar Ave. San Bruno Ca 94066 Tel. (650) 615-9688
www.Tccnc.org   
Web Master : Tccnc_sf@yahoo.com

-----------------------------------------------------
บันทึกการเข้า

sinchai
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: ชาย
กระทู้: 15

สมาชิกลำดับที่ 2455

"ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำ"


« ตอบ #8 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2552, 14:02:46 »

สงกรานต์ เป็นประเพณีของคนไทยที่ยึดถือปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นเวลานาน อันที่จริงไม่ใช่เฉพาะคนไทยในประเทศไทยเท่านั้น ที่ถือว่าประเพณีสงกรานต์มีความสำคัญ คนที่พูดภาษาตระกูลไท ก็ยึดถือปฏิบัติเช่นเดียวกัน เช่น ประเทศลาว คนไทยใหญ่ในประเทศพม่าที่ชายแดนติดกับภาคเหนือของไทย คนจีนที่พูดภาษาตระกูลไท ในแค้วนยูนนาน เป็นต้น

สงกรานต์ เป็นคำที่ชาวบ้านทั่วไปนิยมใช้ แต่คำเต็ม ๆ คือ ตรุษสงกรานต์ ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียด ดังนี้

     ตรุษ แปลว่า ตัด หรือ ขาด หมายถึง ตัดปี ขาดปี หรือสิ้นปี ดังนั้น ตรุษ จึงหมายถึงพิธีแสดงความยินดีที่ปีเก่าผ่านไป การมีชีวิตรอดมาตลอดปีได้ ก็มีการแสดงความยินดี คนไทยแต่ก่อนนับเดือน เมษายน เป็นเดือนสิ้นปี และเริ่มปีใหม่ พิธีทำบุญวันตรุษ จะทำ 3 วัน คือ เมื่อถึงเดือน 4 วันแรม 14 ค่ำ แรม 15 ค่ำ และวันขึ้น 1 ค่ำ ของเดือน 5 จะมีการนิมนต์พระมาสวด และมีการทำบุญ ถวายอาหารและขอพรจากพระ เพื่อเป็นสวัสดิมงคล สันนิฐานว่าคนไทยรับนับถือพุทธศาสนา เลยทำแบบอย่างพิธีทำบุญวันตรุษตามแบบอย่างของลังกามาด้วย

     ส่วน สงกรานต์ แปลว่า การย้ายที่ หรือ เคลื่อนที่ หมายถึง พระอาทิตย์ย้ายที่หรือเคลื่อนเข้าสู่ราศีใหม่ ซึ่งก็หมายถึง การขึ้นปีใหม่นั่นเอง คนจึงแสดงความยินดีที่มีชีวิตยืนยาวย่างเข้าสู่ปีใหม่ จึงต้อนรับปีใหม่ วันปีใหม่จะเป็นวันที่ 13, 14, และ 15 เมษายนของทุกปี

     วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เรียกว่า วันเนา และวันที่ 15 เรียกว่า วันเถลิงศก ทางภาคเหนือ เรียกต่างกันไปบ้าง แต่ก็เข้าใจง่ายดี ดังนี้ วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันสังขารล่อง คงหมายถึง ร่ายกาย จิต วิญญาณเก่า ๆ ของปีเก่ากำลังผ่านพ้นไป วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเน่า ส่วนวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า วันพญาวัน ซึ่งก็หมายถึงวันสำคัญวันแรกของปีใหม่นั่นเอง

เรื่องของสงกรานต์ มีตำนานปรากฏในจารึกวัดพระเชตุพน กล่าวถึงมูลเหตุแห่งสงกรานต์ สรุปได้ว่า

     มีเศรษฐีคนหนึ่งถูกนักเลงสุราใกล้บ้านที่มีลูกหน้าตาหมดจด 2 คน มากล่าวหาหยาบคายว่า ร่ำรวยก็สู้เขาไม่ได้ แม้ยากจนก็ยังมีลูกสืบสกุล ตายแล้วก็สูญเปล่า เศรษฐีจึงไปบนบานศาลกล่าวที่ต้นไทร ริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นวันสงกรานต์ พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลเทวบุตรมาปฏิสนธิในครรภ์ภรรยาเศรษฐี เมื่อคลอดมา ชื่อ ธรรมบาลกุมาร บิดาปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรนั้น ธรรมบาลเฉลียวฉลาด เรียนจบไตรเพท เมื่ออายุ 7 ขวบ และรู้ภาษานกด้วย ท้าวกบิลพรหมจึงมาทดลองความรู้ โดยถามปัญหา 3 ข้อ ถ้าตอบได้ จะตัดศีรษะบูชา คือ
เช้าราศีอยู่ที่ไหน
เที่ยงราศีอยู่ที่ไหน
ค่ำราศีอยู่ที่ไหน

ภายใน 7 วันจะมาฟังคำตอบ ธรรมบากลุมาร คิดไม่ออก ถึงวันที่ 6 จึงแอบหนีจากปราสาทไปหลบอยู่ใต้ต้นตาลใหญ่ 2 ต้น ซึ่งพญาอินทรีผัวเมียทำรังอยู่บนนั้น

     ตอนค่ำนางนกอินทรีถามผัวว่า พรุ่งนี้จะได้อาหารที่ไหนกิน ผัวตอบว่า จะได้กินศพธรรมบาลกุมาร เพราะจะแพ้ตอบปัญหากบิลพรหมไม่ได้ จะถูกตัดหัว เมื่อนางนกอินทรีถามปัญหาว่าอย่างไร และคำตอบว่าอย่างไร พญาอินทรีเฉลยปัญหาให้เมียฟังว่า
ตอนเช้าราศีอยู่ที่หน้า มนุษย์จึงเอาน้ำล้างหน้าตอนเช้า
ราศีอยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมมาปะพรมที่อก
ราศีอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงล้างเท้าก่อนนอน

     ธรรมบาลได้ฟังนกอินทรีผัวเมียสนทนาจึงกลับมาประสาท พอวันรุ่งขึ้นกบิลพรหมก็มาถามปัญหา ธรรมบาลก็ตอบตามที่ได้ยินจากพ่อนกอินทรี กบิลพรหมแพ้จึงต้องตัดศีรษะตามสัญญา แต่ศีรษะของกบิลพรหมมีฤทธิ์อำนาจมาก ถ้าตกถึงพื้น จะเกิดไฟไหม้ทั่วโลก ถ้าทิ้งบนอากาศฝนจะแล้ง ถ้าโยนลงน้ำ มหาสมุทรจะเหือดแห้งไปทันที จึงให้ธิดาทั้งเจ็ดเอาพานมารับศีรษะไว้ แห่รอบเขาพระสุเมรุ แล้วเชิญไปไว้ในมณฑปในถ้ำคันธธุลี เขาไกรลาส เมื่อครบ 365 วันหรือ 1 ปี นางทั้งเจ็ดจัดเวรกันมาเชิญศีรษะกบิลพรหมออกมาแห่รอบเขาพระสุเมรุ โดยกำหนดว่า วันที่ 13 เดือนเมษายน คือวันมหาสงกรานต์ ตรงกับวันใด ธิดาประจำวันนั้นก็จะป็นผู้อัญเชิญพาน ดังนี้
วันอาทิตย์ นางสงกรานต์ชื่อ ทุงษะ
วันจันทร์ นางสงกรานต์ชื่อ โคราค
วันอังคาร นางสงกรานต์ชื่อ รากษส
วันพุธ นางสงกรานต์ชื่อ มัณฑา
วันพฤหัสบดี นางสงกรานต์ชื่อ กิริณี
วันศุกร์ นางสงกรานต์ชื่อ กิมิทา
วันเสาร์ นางสงกรานต์ชื่อ มโหทร

     สงกรานต์เป็นประเพณีที่ชาวไทยทั่วประเทศปฏิบัติสืบต่อเป็นประเพณีมาช้านาน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน จนถึงวันที่ 15 เมษายน ชาวบ้านจะทำบุญตักบาตร ปล่อยนก ปล่อยปลา และสรงน้ำพระทั้งพระพุทธรูป และพระสงฆ์ แล้วก็จะรดน้ำ มีการเล่นสาดน้ำและเล่นกีฬาพื้นบ้าน

     ประเพณีปล่อยปลาถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเดือนเมษายน เป็นหน้าแล้ง อากาศร้อนมาก น้ำแห้งขอด ปลาก็จะไปรวมกันอยู่ตามแหล่งน้ำเล็ก ๆ หากน้ำแห้งก็จะตาย เป็นเหยื่อของนก กา หรือสัตว์อื่น คนเห็นก็เมตตา นำไปปล่อยในแม่น้ำ พอถึงฤดูฝนปลาที่รอดตายก็กลับมาแพร่พันธุ์เป็นอาหารของคนได้อีก

สงกรานต์ที่เชียงใหม่

     ประเพณีสงกรานต์ ภาคเหนือและภาคอีสานมีการเล่นสงกรานต์ สาดน้ำกันทั่วทุกหมู่บ้าน ถึงกับมีการหยุดงานเล่นสงกรานต์ บางแห่งหยุดงานถึง 7 วันเลยทีเดียว ประเพณีสงกรานต์ที่มีชื่อเสียงที่สุด สนุกที่สุด และมีคนจากที่อื่นของประเทศไทย รวมทั้งชาวต่างประเทศมาร่วมงานสงกรานต์มากที่สุด คือ สงกรานต์ที่เชียงใหม่ ชาวเมืองเชียงใหม่จะปฏิบัติ ดังนี้

วันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันสังขานต์ล่อง จะเป็นวันทำความสะอาดบ้านเรือน

วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเนาว์ ชาวบ้านเรียกว่า วันเน่า วันนี้ชาวบ้านจะนำอาหารไปถวายพระ เลี้ยงอาหารญาติมิตร เป็นวันขึ้นต้นปีใหม่ จะถือว่าต้องไม่ทำอะไรชั่วร้าย ไม่พูดจาหยาบคาย ด่าทอคนอื่น

วันที่ 15 เมษายน เป็นวัน พญาวัน ถือเป็นวันดีที่สุด จะทำบุญตักบาตรกันอย่างเต็มที มีการจัดขบวนไปรดน้ำสงฆ์ ไปรดน้ำผู้ใหญ่ ขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุข

     จุดเด่นของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ทำให้คนอยากไปเล่นสงกรานต์ เพราะเชียงใหม่มีคูน้ำล้อมรอบเมืองเก่า คนทุกสารทิศจะไปชุมนุมที่คูน้ำรอบเมืองเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน และที่สำคัญ คือ วัดต่าง ๆ จะอัญเชิญพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดจัดขบวนแห่ยาวเหยียด เช่น ขบวนพระสิงห์ ขบวนพระแก้วขาว เป็นต้น พระพุทธรูปมีอายุ 700 ถึง 1,000 ปี เข้าขบวนแห่ผ่านกลางเมืองมาให้คนได้ทำพิธีสรงน้ำพระด้วยน้ำหอม สงกรานต์เชียงใหม่ทุกปีคนแน่นทั้งเมือง เรียกว่า ปิดเมืองเชียงใหม่เล่นสงกรานต์ตลอด 3 วันเลยทีเดียว

นำลงวันที่ 12 เม.ย 2543
http://www.thaifolk.com/Doc/songkran.htm

-----------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า

sinchai
เจ้าหน้าที่
**


เพศ: ชาย
กระทู้: 15

สมาชิกลำดับที่ 2455

"ในดำย่อมมีขาว ในขาวย่อมมีดำ"


« ตอบ #9 เมื่อ: 13 สิงหาคม 2552, 14:02:12 »

นี่คือหน้าคัดลอก ของ http://content.kapook.com/content/publish/article_23562.shtml ที่ G o o g l e ได้สร้างเอาไว้ เมื่อ 3 ก.พ. 2007 09:57:04 GMT.

ประเพณีสงกรานต์


ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย ซึ่งยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่โบราณ และเป็นวัฒนธรรมประจำชาติที่งดงามฝังลึกอยู่ในชีวิตของคนคำว่า ?สงกรานต์? มาจากภาษาสันสฤต แปลว่า ผ่านหรือเคลื่อนย้าย หมายถึง การเคลื่อนไทยมาช้านาน การย้ายของพระอาทิตย์เข้าไปจักรราศีใดราศีหนึ่ง จะเป็นราศีใดก็ได้ แต่ความหมายที่คนไทยทั่วไปใช้ หมายเฉพาะวันและเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษในเดือนเมษายนเท่านั้น


ตำนานเกี่ยวกับกำเนิดวันสงกรานต์

กล่าวไว้ว่า ก่อนพุทธกาลมีเศรษฐีครอบครัวหนึ่ง อายุเลยวัยกลางคนก็ยังไร้ทายาทสืบสกุล ซึ่งทำให้ท่านเศรษฐีทุกข์ใจเป็นอันมาก ข้างรั้วบ้านเศรษฐีมีครอบครัวหนึ่ง หัวหน้าครอบครัวเป็นนักเลงสุรา ถ้าวันไหนร่ำสุราสุดขีด ก็จะพูดเสียงดังแสดงวาจาเยาะเย้ยเศรษฐีสบประมาทในความมีทรัพย์มาก


แต่ไร้ทายาทสืบสมบัติเสมอ วันหนึ่งเศรษฐีจึงถามว่ามีความขุ่นเคืองอะไรจึงแสดงอาการเยาะเย้ยและสบประมาท เฒ่านักดื่มจึงตอบ ถึงท่านมั่งมีสมบัติมากก็จริง แต่เป็นคนมีบาปกรรมท่านจึงไม่มีบุตร ตายไปแล้วสมบัติก็ตกเป็นของผู้อื่นหมด สู้เราไม่ได้ถึงแม้จะยากจนแต่ก็มีบุตรคอยดูแลรักษายามเจ็บไข้ และรักษาทรัพย์สมบัติเมื่อเราสิ้นใจ

นับแต่นั้นมา เศรษฐียิ่งมีความเสียใจ จึงพยายามไปบวงสรวงพระอาทิตย์และพระจันทร์ เพียรพยายามตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร ทำเช่นนี้เป็นเวลาติดต่อกันถึงสามปี ก็ไม่ได้บุตรดังที่ตนปรารถนาจนวันหนึ่งเป็นวันนักขัตฤกษ์สงกรานต์ ท่านเศรษฐีก็พาข้าทาสบริวารของตนมาที่โคนต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่ง ที่อยู่บนฝั่งแม่น้ำที่อาศัยของนกทั้งหลาย ท่านเศรษฐีให้บริวารล้างข้าวสารด้วยน้ำสะอาดถึง 7 ครั้ง

แล้วจึงหุงข้าวสารนั้น เมื่อสุกแล้วยกขึ้นบูชาพระไทร เทพเหล่านั้นเกิดความสงสาร จึงขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์ ทูลขอบุตรแก่เศรษฐี พระอินทร์จึงบัญชาให้เทพบุตรองค์หนึ่งชื่อ ?ธรรมบาล? ลงมาเกิดในครรภ์ของภรรยาเศรษฐี เมื่อครบกำหนดภรรยาเศรษฐีก็คลอดบุตรเป็นชาย เศรษฐีจึงตั้งชื่อว่า ธรรมบาลกุมาร เพื่อตอบสนองพระคุณเทพเทวา เศรษฐีจึงสร้างปราสาทสูง 7 ชั้น ถวายเทพต้นไทร


เมื่อธรรมบาลกุมารเจริญวัยขึ้น เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉียบแหลม รอบรู้ และวัยเพียง 7 ขวบก็เรียนจบไตรเพท ยังมีเทพองค์หนึ่งชื่อ ได้ยินกิตติศัพท์ทางสติปัญญาอันยอดเยี่ยมของเด็กน้อย จึงคิดทดลองภูมิปัญญาโดยการเอาชีวิตเป็นเดิมพันจึงถามปัญหา 3 ข้อ ถ้ากุมารน้อยแก้ปัญหาทั้ง 3 ข้อได้ กบิลพรหมจะตัดศีรษะของตนบูชา ถ้าธรรมบาลแก้ไม่ได้ ก็จะต้องเสียหัวเพื่อยอมรับความพ่ายแพ้ ปัญหานั้นมีว่า

1. ตอนเช้าราศีคนอยู่แห่งใด
2. ตอนเที่ยงราศีของคนอยู่แห่งใด
3. ตอนค่ำราศีของคนอยู่แห่งใด

เมื่อได้ฟังปัญหาแล้ว ธรรมบาลไม่อาจทราบคำตอบในทันทีได้ จึงผลัดวันตอบปัญหาไปอีก 7 วัน ครั้นเวลาล่วงจากนั้นไป 6 วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังคิดหาคำตอบปัญหานั้นไม่ได้ จึงหลบออกจากปราสาทหนีเข้าป่า และไปนอนพักเอาแรงใต้ต้นตาล

ขณะนั้นบนต้นตาลมีนกอินทรีคู่หนึ่งอาศัยอยู่ นางนกถามสามีว่า ?พรุ่งนี้เราจะไปหาอาหารที่ไหน? นกสามีก็ตอบว่า ?พรุ่งนี้เราไม่ต้องบินไปไกล เพราะจะได้กินเนื้อธรรมบาลกุมาร ซึ่งจะถูกท้าวกบิลพรหมตัดหัว เนื่องจากแก้ปัญหาไม่ได้? นางนกถามว่า ?ปัญหานั้นว่าอย่างไร? นกสามีตอบว่า ปัญหามีอยู่ 3 ข้อ และหมายถึง


ข้อหนึ่ง ตอนเช้าราศีของมนุษย์อยู่ที่หน้า คนจึงต้องล้างหน้าทุกๆ เช้า
ข้อสอง ตอนเที่ยงราศีคนอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องเอาเครื่องหอมประพรมที่อก
ข้อสาม ตอนค่ำราศีคนอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้าก่อนเข้านอน

ธรรมบาลกุมาร ได้ยินการไขปัญหาของนกอินทรี และจำจนขึ้นใจ ทั้งนี้เพราะธรรมบาลรู้ภาษานก จึงกลับสู่ปราสาทอันเป็นที่อยู่แห่งตน รุ่งขึ้นเป็นวันครบกำหนดแก้ปัญหา ท้าวกบิลพรหมมาฟังคำตอบ ธรรมบาลกุมารกล่าวแก้ปัญหาตามที่นกอินทรีคุยกันทุกประการ ท้าวกบิลพรหมจึงเรียกธิดาทั้ง 7 ของตนอันเป็นบริจาริกาคือหญิงรับใช้ของพระอินทร์มาพร้อมกัน


แล้วบอกว่าตนจะตัดเศียรบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าเอาศีรษะพ่อวางไว้บนแผ่นดินก็จะลุกไหม้ไปทั้งโลก ถ้าจะโยนขึ้นไปบนอากาศ อากาศจะแห้งแล้งฟ้าฝนจะหายไปสิ้น ถ้าทิ้งลงไปในมหาสมุทร น้ำในมหาสมุทรจะแห้งแล้งไปเช่นกัน จึงสั่งให้นางทั้ง 7 คน เอาพานมารองรับศีรษะ แล้วจึงตัดศรีษะส่งให้นางทุงษธิดาคนโต นางทุงษจึงเอาพานรับเศียรบิดาไว้แล้วแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ 60 นาที

แล้วอัญเชิญไปไว้ในมณฑปถ้ำคันธุรลี เขาไกรลาส บูชาด้วยเครื่องทิพย์ พระเวสสุกรรมก็เนรมิตโรงประดับด้วยแก้ว 7 ประการ ชื่อภควดี ให้เป็นที่ประชุมเทวดา เทวดาทั้งปวงก็เอาเถาฉมูนวดลงมาล้างในสระอโนดาต 7 ครั้ง แล้วก็แจกกันเสวยทุกๆ องค์ ครั้นครบ 365 วัน โลกสมมุติว่าเป็นหนึ่งปีเป็นสงกรานต์ ธิดา 7 องค์ ของเท้ากบิลพรหมก็ผลัดเวรกันมาเชิญพระเศียรของพระบิดาออกแห่ประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุทุกปี แล้วจึงกลับไปเทวโลก



ข้อมูลจาก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

--------------------------------------------------------
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: