Siamsouth.com สิ่งดีๆ เพื่อสังคมไทย
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
13 มีนาคม 2553, 02:02:26

   

 



หน้า: 1 [2] 3 4  ทั้งหมด
ผู้เขียน หัวข้อ: พุทธสุภาษิต - พุทธศาสนสุภาษิต  (อ่าน 7695 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 10,671

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #5 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 22:10:35 »

201   ผู้ใดเห็นศีล  ปัญญา  และสุตะ  ในตน,  ผู้นั้นย่อมประพฤติประโยชน์ตน และ ผู้อื่นทั้ง 2 ฝ่าย
202   ผู้ใดมีสติเฉพาะหน้า   เจริญเมตตาไม่มีประมาณ,    สังโยชน์ของผู้เห็นความสิ้นแห่งอุปธินั้นย่อมเบาบาง
203   ความปรารถนาลามก  ไม่ละอาย  ไม่เอื้อเฟื้อ  เพราะเหตุใด,     เขาย่อมสร้างบาป เพราะเหตุนั้น  เขาไปสู่อบายเพราะเหตุนั้น
204   ผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร   ไปสู่แว้นแคว้น ตำบล  หรือ เมืองหลวงใด ๆ ก็ตาม  ย่อมมีผู้บูชาในที่ทั้งปวง
205   ผู้มีปัญญาเหล่าใด ประกอบด้วยศึล    ยินดีในความสงบด้วยปัญญา ผู้มีปัญญาเหล่านั้น   เว้นไกลจากความชั่วแล้ว   ไม่ต้องเชื่อผู้อื่น
206   มารดาบิดา   ท่านว่าเป็นพรหม เป็นบูรพาจารย์  เป็นที่นับถือของบุตร  และเป็นผู้อนุเคราะห์บุตร
207   ผู้ใดมีความสัตย์  มีธรรม มีความไม่เบียดเบียน มีความสำรวม  และมีความข่มใจ ผู้นั้นแลชื่อว่าผู้มีปัญญา หมดมลทิน  เขาเรียกท่านว่า  เถระ
208   กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย  มีทุกข์มาก    บัณฑิตรู้ดังนี้แล้ว  ไม่ใยดีในกามแม้เป็นทิพย์
209   ผู้ไม่ระเริงในอารมณ์ที่ชอบใจ   ไม่ประกอบในความดูหมิ่น  เป็นผู้ละเอียดเฉียบแหลม   ย่อมไม่เชื่อง่าย  ไม่หน่ายแหนง
210   สมณะภายนอกไม่มี,  สังขารเที่ยงไม่มี,   ความหวั่นไหวของพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มี,  เหมือนรอยเท้าในอากาศ
211   ผู้มีสติย่อมหลีกออก   ท่านไม่ยินดีในที่อยู่   ท่านย่อมละที่อยู่ได้  ดุจหงส์ละเปือกตมไปฉะนั้น
212   พระอรหันต์ทั้งหลาย  อยู่ในที่ใด  คือบ้านก็ตาม  ป่าก็ตาม  ที่ลุ่มก็ตาม  ที่ดอนก็ตาม   ที่นั้นย่อมเป็นภูมิน่ารื่นรมย์
213   คนทรามปัญญาได้ยศแล้ว   ย่อมประพฤติแต่การอันไม่เกิดคุณค่าแก่ตน    ปฏิบัติแต่ในทางที่เบียดเบียน ทั้งตน และ คนอื่น
214   เหตุอย่างหนึ่ง  ทำให้คนหนึ่งได้รับการสรรเสริญ  เหตุอย่างเดียวกันนั้น  ทำให้อีกคนหนึ่งได้รับการนินทา
215   แผ่นดินนี้ ไม่อาจทำให้เรียบเสมอกันทั้งหมด  ได้ฉันใด   มนุษย์ทั้งหลายจะทำให้เหมือนกันหมดทุกคนก็ไม่ได้ฉันนั้น
216   ผู้ใด  วิญญูชนพิจารณาดูอยู่ทุกวัน ๆ  แล้วกล่าวสรรเสริญ ผู้นั้น ใครเล่าจะควรติเตียนเขาได้
217   คนที่ถูกนินทาอย่างเดียว  หรือ ได้รับการสรรเสริญอย่างเดียว ไม่เคยมีมา  แล้วจักไม่มีต่อไป   ถึงในขณะนี้ก็ไม่มี
218   คนจะชื่อว่าเป็นผู้ใหญ่  เพียงเพราะมีผมหงอกก็หาไม่    ถึงวัยของเขาจะหง่อม  ก็เรียกว่าแก่เปล่า
219   สิ่งเดียวกันนั่นแหละดีสำหรับคนหนึ่ง  แต่เสียสำหรับอีกคนหนึ่ง  เพราะฉะนั้นสิ่งใด ๆ มิใช่ว่าจะดีไปทั้งหมด  และ ก็มิใช่จะเสียไปทั้งหมด
220   บุคคล   รู้แจ้งธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว  จากผู้ใด  พึงนอบน้อมผู้นั้นโดยเคารพ  เหมือนพราหมณ์นับถือการบูชาไฟ ฉะนั้น
221   ผู้มีปัญญาเหล่าใด  ขวนขวายในฌาน  ยินดีในความสงบ   อันเกิดจากเนกขัมมะ  เทวดาทั้งหลายก็พอใจ   ต่อผู้มีปัญญา  ผู้รู้ดีแล้ว  และ ผู้มีสติเหล่านั้น
222   ผู้ประกอบตนในสิ่งที่ไม่ควรประกอบและไม่ประกอบตนในสิ่งที่ควรประกอบ ละประโยชน์เสียถือตามชอบใจ  ย่อมเป็นที่กระหยิ่มต่อผู้ประกอบตนเนืองๆ
223  ผู้ใดทำ ราคะ โทสะ มานะ และ มักขะ ให้ตกไป  เหมือนทำให้เมล็ดผักกาดตกจากปลายเหล็กแหลม, เราเรียกผู้นั้นว่าพราหมณ์
224   การบำเพ็ญประโยชน์โดยไม่ฉลาดในประโยชน์ จะนำความสุขมาให้ไม่ได้เลย  ผู้มีปัญญาทราม  ย่อมพร่าประโยชน์  ดุจลิงเฝ้าสวนฉะนั้น
225   บุคคลถึงความสำเร็จแล้ว(พระอรหันตผล)ไม่สะดุ้งปราศจากตัณหาไม่มีกิเลศเครื่องยั่วยวน  ตัดลูกศรอันจะนำไปสู่ภพได้แล้ว  ร่างกายนี้จึงชื่อว่ามีในที่สุด
226   กษัตริย์  พราหมณ์  แพศย์  ศูทร  จัณจาล   และ คนงานชั้นต่ำทั้งปวง  สงบเสงี่ยมแล้ว  ฝึกตนแล้ว  ก็ปรินิพพานเหมือนกันหมด
227   ผู้ดับกิเลสได้แล้วหมดความหวั่นไหวนั้นรู้ที่สุด ทั้ง 2 แล้ว  ย่อมไม่ติดในท่ามกลางด้วยปัญญา,เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นมหาบุรุษ  ผู้นั้นละตัณหาเครื่องเย็บร้อยใจในโลกนี้ได้แล้ว
228   ผู้ใดไม่มีความยึดถือว่าของเรา   ในนามรูปโดยประการทั้งปวง  และ ผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่,   ผู้นั้นแลท่านเรียกว่าภิกษุ
229   นรชนใดไม่เชื่อ (ตามเขาว่า)รู้จักพระนิพพานอันอะไร ๆ ทำไม่ได้ ตัดเงื่อนต่อได้มีโอกาสอันขจัดแล้ว และ คายความหวังแล้ว,  ผู้นั้นแล  เป็นบุรุษสูงสุด
230   ผู้ติดใจในการบริโภคกาม  ยินดีหมกมุ่นในกามทั้งหลาย  ย่อมไม่รู้สึกซึ่งความถลำตัว  เหมือนปลาถลันเข้าลอบที่เขาดักไว้ไม่รู้สึกตัว ฉะนั้น
231   ผู้ฉลาดหลักแหลมแสดงเหตุและไม่ใช้เหตุได้แจ่มแจ้งและคาดเห็นผลประจักษ์  ย่อมเปลี้องตน (จากทุกข์)  ได้ฉับพลัน อย่ากลัวเลย  เขาจักกลับมาได้
232   ภิกษุทั้งหลาย   เมื่อบุคคลระลึกถึงพระพุทธ  พระธรรม  และพระสงฆ์ อยู่อย่างนี้   ความกลัว  ความครั้นคร้าม ขนพองสยองเกล้าจักไม่มี
233   ผู้ใดละมานะ  มีตนตั้งมั่นดีแล้ว  มีใจดี  หลุดพ้นในที่ทั้งปวง   อยู่ในป่าคนเดียว  เป็นผู้ไม่ประมาท,    ผู้นั้นพึงข้ามฝั่งแห่งแดนมฤตยู
234  ผู้ใดรู้ธรรมของอสัตบุรุษ และ ของสัตบุรุษ  ทั้งภายในทั้งภายนอกมีเทวดา และ มนุษย์บูชาในโลกทั้งปวง  ผู้นั้นจึงล่วงข่ายคือเครื่องข้องได้ และ เป็นมุนี
235   ภิกษุไม่ควรหวั่นไหวเพราะนินทา  ได้รับสรรเสริญ ก็ไม่ควรเหิมใจ พึงบรรเทาความโลภกับความตระหนี่  ความโกรธ  และ ความส่อเสียดเสีย
236   คนบางจำพวกเหล่าใดไม่สำรวมในกาม  ยังไม่ปราศจากราคะ  เป็นผู้บริโภคกามในโลกนี้,  คนเหล่านั้นถูกตัณหาครอบงำ  ลอยไปตามกระแส (ตัณหา) ต้องเป็นผู้เข้าถึงชาติชราร่ำไป
237   โจรผู้มีความชั่วถูกเขาจับได้ซึ่งหน้า  ย่อมเดือนร้อนเพราะกรรมของตนฉันใดประชาชนผู้มีความชั่วละไปแล้วย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนในโลกหน้าฉันนั้น
238   บัณฑิตละราคะ  โทสะ  และ โมหะ ทำลายสังโยชน์ได้แล้ว  ย่อมไม่หวาดเสียวในการสิ้นชีวิต,  พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด  ฉะนั้น
239   เพราะนักปราชญ์มีสติตั้งมั่นในธรรมวินัยนี้  ไม่เสพกามและบาป  พึงละกามพร้อมทั้งทุกข์ได้  ท่านจึงกล่าวบุคคลนั้นว่า ผู้ไปทวนกระแส
240   บัณฑิตย่อมไม่ประพฤติกรรมชั่วเพราะเหตุแห่งสุขเพื่อตน,  สัตบุรุษอันทุกข์ถูกต้องแม้พลาดพลั้งไป  ก็ไม่ยอมละธรรม  เพราะฉันทาคติ  และ โทสาคติ
241   ผู้ฉลาดละเครื่องกั้นจิต 5 ประการ  กำจัดอุปกิเลสทั้งหมด ตัดรักและชังแล้ว  อันตัณหา และทิฏฐิอาศัยไม่ได้  พึงเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนนอแรดฉะนั้น
242   เราคิดค้นหาทุกทิศแล้วก็ไม่พบผู้อื่นซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตนในที่ไหน ๆ ,  ถึงผู้อื่นก็มีตนเป็นที่รักมากอย่างนี้  เพราะฉะนั้นผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
243   ผู้ไม่ละโมภ  ไม่อำพราง  ไม่กระหาย  ไม่ลบหลู่  ขจัดโมหะ  ดุจน้ำฝาดแล้ว ไม่มีความมุ่งหวัง  ครอบงำโลกทั้งหมด  ควรเที่ยวไปผู้เดียว  เหมือนนอแรด
244   ผู้ใดปราศจากการติดในกามทั้งปวงล่วงฌานอื่นได้แล้ว  อาศัยอากิญจัญญายตนฌาน น้อมใจไปในสัญญาวิโมกข์อันประเสริฐ  ผู้นั้นจะพึงอยู่ในอากิญจัญญานตนฌานนั้นไม่มีเสื่อม
245   เมื่อใดบัณฑิตรู้ว่าชรา และ มรณะเป็นทุกข์  กำหนดรู้ทุกข์  ซึ่งเป็นที่อาศัยแห่งปุถุขน  มีสติเพ่งพินิจอยู่  เมื่อนั้น  ย่อมไม่ประสบความยินดีที่ยิ่งกว่านั้น
246   คนใดมีท้องพร่อง  ย่อมทนความหิวได้  ผู้ฝึกตน  มีความเพียร  กินดื่มพอประมาณ  ไม่ทำบาป  เพราะอาหาร  ท่านเรียกคนนั้นแล  ว่าสมณะในโลก
247   ผู้มีปัญญานั้น  ย่อมเล็งเห็นกามคุณ เป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  และเป็นโรค,   ผู้เห็นอย่างนี้  ย่อมละความพอใจในกาม  อันเป็นทุกข์  เป็นภัยใหญ่ได้
248   บุคคลไม่ควรทำบาปซึ่งเป็นเครื่องกังวลในโลกทั้งปวง  ด้วยกาย วาจา  หรือด้วยใจ  มีสติสัมปชัญญะ  ละกามทั้งหลายได้แล้ว   ไม่ควรเสพทุกข์อันประกอบด้วยสิ่งที่ไร้ประโยชน์
249   ผู้ใดพิจารณาเห็นความยิ่งและหย่อนในโลกแล้ว ไม่มีความหวั่นไหวในอารมณ์ไหน ๆ ในโลก,  เรากล่าวว่า ผู้นั้นเป็นผู้สงบ  ไม่มีกิเลสดุจควันไฟ  ไม่มีทุกข์  ปราศจากตัณหา  ข้ามชาติชราได้
250   ผู้ติดในส่งที่ยึดถือว่าของเรา  ย่อมละความโศกเศร้า  ความรำพัน  และ ความตระหนี่ไม่ได้   เพราะฉะนั้น มุนีทั้งหลายผู้เห็นความปลอดภัย  จึงละความยึดถือไปได้
251   ผู้ใดระมัดระวังอินทรีย์เหล่านั้น  รู้จักอินทรีย์  6 ตั้งอยู่ในธรรมยินดีในความซื่อตรงและความอ่อนโยนล่วงกิเลสเครื่องข้องเสียได้ ละทุกข์ได้ทั้งหมด เที่ยวไป,  ผู้นั้นเป็นธีรชน  ย่อมไม่ติดในสิ่งที่เห็นแล้ว และได้ฟังแล้ว
252   ผู้ปราศจากราคะและกำจัดโทสะได้แล้วนั้นพึงเจริญเมตตาจิตไม่มีประมาณ  ผู้นั้นงดอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้วไม่ถูกติเตียนย่อมเข้าถึงสถานอันประเสริฐ
253   คนผู้ตื่นขึ้นแล้ว  ย่อมไม่เห็นอารมณ์ อันประจวบด้วยความฝันฉันใด   คนผู้อยู่  ย่อมไม่เห็นชน  อันตนรักทำกาละล่วงไปแล้วฉันนั้น
254   ผู้ใดมีจิตคุ้มครองแล้ว  ฟังคำสอนของพระชินเจ้า   ผู้นั้นชื่อว่าให้อาสวะทั้งปวงสิ้นไป  ทำให้แจ้งซึ่งอกุปปธรรม,   บรรลุความสงบอย่างยิ่ง  ไม่มีอาสวะ  ย่อมดับสนิท
255   เมื่อเกิดเหตุร้ายแรงย่อมต้องการคนกล้าหาญเมื่อเกิดข่าวตื่นเต้น   ย่อมต้องการคนหนักแน่นเมื่อมีข้าวน้ำบริบูรณ์   ย่อมต้องการคนที่รักเมื่อเกิดเรื่องราวลึกซึ้งย่อมต้องการบัณฑิต
256   ขุมกำลังของคนพาล  คือการจ้องหาโทษของคนอื่น   ขุมกำลังของบัณฑิต  คือการไตร่ตรองโดยพินิจ
257   ผู้ครองเรือนขยันดีข้อหนึ่ง  มีโภคทรัพย์แล้วแบ่งปัน  ดีข้อสองถึงทีได้ผลสมหมายไม่มัวเมา  ดีข้อสามถึงคราวสูญเสียประโยชน์ไม่หมดกำลังใจ  ดีครบสี่
258   คฤหัสถ์ชาวบ้าน เกียจคร้านไม่ดี     บรรพชิตไม่สำรวมไม่ดี     ผู้ครองแผ่นดินไม่ใคร่ครวญก่อนทำไม่ดี   บัณฑิตมักโกรธ ไม่ดี
259   คนนั่งนิ่ง  เขาก็นินทา    คนพูดมาก  เขาก็นินทา   แม้แต่คนพูดพอประมาณ  เขาก็นินทา  คนไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
260   ผู้ใดใช้ทรัพย์จำนวนพันประกอบพิธีบูชาทุกเดือนสม่ำเสมอ ตลอดเวลาร้อยปีการบูชานั้นจะมีค่ามากมายอะไรการยกบูชาบุคคลที่อบรมตนแล้วคนหนึ่งแม้เพียงครู่เดียวประเสริฐกว่า
261          มิใช่การประพฤติตนเป็นชีเปลือย  มิใช่การเกล้าผมทรงชฎา  มิใช่การบำเพ็ญตบะ   นอนในโคลนตม   มิใช้การอดอาหาร  มิใช่การนอนกับดิน  มิใช่การเอาฝุ่นทาตัว   มิใช่การตั้งท่านั่งดอก  ที่จะทำคนให้บริสุทธิ์ได้  ในเมื่อความสงสัยยังไม่สิ้น
262   ส่วนผู้ใด  ถึงจะตกแต่งกาย  สวมใส่อาภรณ์  แต่หากประพฤติชอบ  เป็นผู้สงบ  ฝึกอบรมตนแน่วแน่  เป็นผู้ประพฤติธรรมอันประเสริฐ  เลิกละการเบียดเบียนปวงสัตว์ทั้งหมดแล้ว   ผู้นั้นแล  จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์   เป็นสมณะ  หรือ เป็นภิกษุ  ก็ได้ทั้งสิ้น
บันทึกการเข้า

มีชีวิตครองเรือน คงทำเหมือนบรรพชิตมิได้ทั้งหมด แต่คฤหัสถ์ก็สามารถมีความสุขจากวิถีชีวิตที่ “ไม่รวย” ได้เช่นกัน

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 10,671

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 22:10:26 »

หมวดการศึกษา

263   ความมีปัญญา   ย่อมรู้ได้จากการสนทนา
264   บิดามารดาพึงให้บุตรเรียนศิลปวิทยา
265   สรรพวิทยา   ควรเรียนรู้ให้หมด
266   ปัญญา   ย่อมเกิดเพราะการฝึกฝน
267   ปัญญานั่นแหละ    ประเสริฐกว่าทรัพย์
268   ผู้ตั้งใจศึกษา   ย่อมได้ปัญญา
269   ปัญญา    เปรียบเสมือนเครื่องประดับแห่งตน
270   ปัญญา   เป็นแสงสว่างในโลก
271   คนโง่     มักตกอยู่ในอำนาจแห่งมาร
272   คนไม่พินิจพิจารณา    เป็นคนไม่มีปัญญา
273   แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา  นั้นไม่มี
274   คนย่อมเห็นแจ้งเนื้อความอย่างเด่นชัดด้วยปัญญา
275   คนย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา
276   คนไร้ปัญญา    ไม่มีความพินิจพิจารณา
277   ขึ้นชื่อว่าศิลปวิทยา     ดีทั้งนั้น
278   คนมีปัญญา    เมื่อถึงคราวตกทุกข์     ก็ยังหาสุขได้
279   คนเรียนน้อย   เจริญแต่เนื้อหนังมังสา
280   มีชีวิตอยู่ด้วยปัญญา     ปราชญ์กล่าวว่าประเสริฐสุด
281   คนเรียนน้อย    แก่เปล่า  เหมือนโคถึก
282   คนเรียนน้อย    ปัญญาย่อมไม่พัฒนา
283   ปัญญาเป็นเครื่องปกครองคน
284   พึงพินิจพิจารณาเรื่องราวโดยรอบคอบ
285   ผู้รู้จักประโยชน์แล้ว     ย่อมนำสุขมาให้
286   คนมีปัญญาประเสริฐกว่า  คนโง่ที่มียศ
287   ในหมู่มนุษย์     คนที่ประเสริฐ   คือคนที่ฝึกแล้ว
288   ความไม่รู้    เป็นมลทินร้ายที่สุด
289   เมื่ออ่อนปัญญา    ช่องทางวิบัติก็เกิดได้มหันต์
290   บัณฑิตไม่ศึกษา เพราะอยากได้ลาภ
291   คนไม่มีศิลปวิทยา     เป็นอยู่ยาก
292   สักวันหนึ่ง    ความรู้ที่เรียนมาจะให้ประโยชน์
293   คนมีปัญญา    ถึงไร้ทรัพย์    ก็ยังดำรงอยู่ได้
294   ปราชญ์กล่าวว่าปัญญา     ประเสริฐสุด
295   บรรดาความอิ่มทั้งหลาย    อิ่มปัญญาประเสริฐสุด
296   ปัญญาเป็นเครื่องตรวจสอบสิ่งที่ได้เรียนมา
297   คนเกียจคร้าน     ย่อมไม่พบทางแห่งปัญญา
298   สิ่งที่ควรศึกษา     ก็พึงศึกษาเถิด
299   บรรดาสิ่งที่งอกงามขึ้นมา      วิชาความรู้ประเสริฐสุด
300   ปัญญาช่วยให้รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์
301   ความรู้ที่เรียนมา    เป็นเครื่องพัฒนาปัญญา
302   การใฝ่ใจศึกษา    เป็นเครื่องพัฒนาความรู้
303   พึงเป็นคนชอบไตร่ถามเพื่อหาความรู้
304   บรรดาสิ่งที่โรยราร่วงหายทั้งหลาย        ความไม่รู้หมดไปได้เป็นดีที่สุด
305   คนมีปัญญาย่อมงอกงาม     ดังพืชในนาที่งอกงามด้วยน้ำฝน
306   อัสดร   อาชาไนย   สินธพ   กุญชร    และช้างหลวง       ฝึกดีแล้ว  ล้วนดีเลิศ     แต่คนฝึกตนแล้ว     ประเสริฐยิ่งกว่านั้น
307   ขึ้นชื่อว่าศิลปวิทยา      ไม่ว่าอย่างไหนๆให้ประโยชน์ได้ทั้งนั้น
308   คนที่สมบูรณ์ด้วยความรู้และความประพฤติ     เป็นผู้ประเสริฐสุดทั้งในหมู่มนุษย์และเทวดา
309   เล่าเรียนสำเร็จวิทยา   ก็ย่อมได้เกียรติ        แต่ฝึกอบรมด้วยจริยธรรมแล้วต่างหาก    จึงจะสบสันติสุข
310   คนเราถึงมีชาติกำเนิดต่ำ    แต่หากขยันหมั่นเพียรมีปัญญา      ประกอบด้วยอาจาระและศีล    ก็รุ่งเรืองได้เหมือนไฟถึงอยู่ในคืนมืด  ก็สว่างไสว
311   ความใฝ่เรียนสดับ  เป็นเครื่องพัฒนาความรู้ความรู้จากการเรียนสดับนั้นเป็นเครื่องพัฒนาปัญญาบุคคลที่อยู่ด้วยปัญญาก็รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์       ประโยชน์ที่รู้จักแล้วก็นำสุขมาให้
312   ถ้าไม่มีพุทธิปัญญา     แลมิได้ศึกษาระเบียบวินัย    คนทั้งหลายก็จะดำเนินชีวิต       เหมือนดังกระบือบอดในกลางป่า
313   อันความรู้ควรเรียนทุกอย่างไม่ว่าต่ำ  สูง  หรือปานกลางควรรู้ความหมายเข้าใจทั้งหมดแต่ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกอย่างวันหนึ่งจะถึงเวลาที่ความรู้นั้นจะนำมาซึ่งประโยชน์
314   คนมีปัญญา  แม้มีปัญหา  และถูกผูกมัดอยู่      พอพูดในเรื่องใดก็หลุดได้ในเรื่องนั้น
บันทึกการเข้า

มีชีวิตครองเรือน คงทำเหมือนบรรพชิตมิได้ทั้งหมด แต่คฤหัสถ์ก็สามารถมีความสุขจากวิถีชีวิตที่ “ไม่รวย” ได้เช่นกัน

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 10,671

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #7 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 22:10:51 »

หมวดวาจา

315   วาจาเช่นเดียวกับใจ
316   ไม่ควรเปล่งวาจาที่ชั่วเลย
317   คนพาลที่ยังไม่ถูกผูกมัด  แต่พอพูดในเรื่องใด   ก็ถูกผูกมัดในเรื่องนั้น
318   คนกล่าววาจาชั่วย่อมเดือดร้อน
319   ควรกล่าวแต่วาจาที่น่าพอใจ
320   คนโกรธมีวาจาหยาบ
321   คำสัตย์แลเป็นวาจาที่ไม่ตาย
322   คนพูดไม่จริง    ย่อมเข้าถึงนรก
323   ควรเปล่งวาจางาม
324 ควรเปล่งวาจาไพเราะ ที่มีประโยชน์
325   พูดดี   เป็นมงคลอย่างสูงสุด
326   พูดอย่างใด    ควรทำอย่างนั้น
327   ควรกล่าวแต่วาจาที่ไม่ยังตนให้เดือดร้อน
328   ในกาลไหนๆ    ก็ไม่ควรกล่าววาจาไม่น่าพอใจ
329   เปล่งวาจางามยังประโยชน์ให้สำเร็จ
330   ระมัดระวังวาจา    เป็นความดี
331   ความบริสุทธิ์พึงรู้ได้ด้วยถ้อยคำ
332   วาจาสุภาษิต  ย่อมมีผลแก่ผู้ปฎิบัติ     เหมือนดังดอกไม้งาม  ที่มีทั้งสีสวย   และกลิ่นอันหอม
333   คนเกิดมาชื่อว่ามีขวานเกิดติดปากมาด้วย    สำหรับให้คนพาลใช้ฟันตนเอง   ในเวลาพูดคำชั่ว
334   ไม่ควรพูดจนเกินกาล   ไม่ควรนิ่งเสมอไป      ควรกล่าววาจาที่ไม่ฟั่นเฝือ  ควรกล่าวให้พอดีๆ  เมื่อถึงเวลา
335   คนใดเมื่อถูกอ้างเป็นพยาน   เบิกความเท็จ     เพราะตนก็ด ีเพราะผู้อื่นก็ดี  เพราะทรัพย์ก็ดี พึงรู้ว่าผู้นั้นเป็นคนเลว
336   พึงเปล่งวาจางามเท่านั้น   ไม่พึงเปล่งวาจาชั่วเลย      การเปล่งวาจางามยังประโยชน์ให้สำเร็จ       คนเปล่งวาจาชั่วย่อมเดือดร้อน
337   คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย  นั่นเป็นธรรมเก่า   สัตบุรุษ  ทั้งหลายเป็นผู้ตั้งมั่นในคำสัตย์ที่เป็นอรรถ และเป็นธรรม
338   ไม่ควรพูดจนเกินกาล   ไม่ควรนิ่งเสมอไป       เมื่อถึงเวลาควรพูดพอประมาณ  ไม่ฟั่นเฝือ
339   คนเขลา   เมื่อกล่าวในเรื่องใดไม่ถูกผูก  ก็ติดในเรื่องนั่น            คนฉลาด  เมื่อกล่าวในเรื่องใด  แม้ถูกผูก   ก็หลุดในเรื่องนั่น
340   ผู้ใดไม่โกรธ  ไม่สะดุ้ง  ไม่โอ้อวด       ไม่รำคาญ  พูดด้วยปัญญา  ไม่ฟุ้งซ่าน       ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็นมุนี   มีวาจาสำรวมแล้ว
341   ควรกล่าววาจาที่น่ารักอันผู้ฟังยินดีเท่านั้น       เพราะคนดีไม่นำพาคำชั่วของผู้อื่น    คนดีจะกล่าวแต่คำไพเราะ
342   บุคคลพึงกล่าววาจา   ที่ไม่เป็นเหตุยังตนให้เดือดร้อน    และไม่เป็นเหตุเบียดเบียนผู้อื่น     วาจานั้นแล     เป็นสุภาษิต
343   ถ้ามีวาจาที่ประกอบด้วยข้อความแม้ตั้งพันซึ่งไม่เป็นประโยชน์แล้วข้อความที่เป็นประโยชน์เพียงบทเดียว ที่ฟังแล้วสงบระงับได้   ย่อมประเสริฐกว่า
344   จะทำสิ่งใดพึงพูดสิ่งนั้น   สิ่งใดไม่ทำไม่พึงพูดถึง      บัณฑิตย่อมจะหมายเอาได้ว่า   คนไม่ทำดีแต่พูด
345   บุคคลทำสิ่งใดควรพูดสิ่งนั้น    ไม่ทำสิ่งใดไม่ควรพูดสิ่งนั้น      บัณฑิตย่อมกำหนดรู้คนที่ไม่ทำ   ได้แต่พูด
346 พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด  ย่อมเป็นคำปลอดภัยเพื่อบรรลุพระนิพพานและเพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์      พระวาจานั้นแล    เป็นสูงสุดแห่งวาจาทั้งหลาย
347   ผู้ใดสรรเสริญคนควรติ   หรือติคนที่ควรสรรเสริญ     ผู้นั้นย่อมเก็บโทษของตนไว้ด้วยปาก     เขาไม่ได้สุขเพราะโทษแห่งปากนั้น
348   ผู้มีภูมิปัญญาย่อมไม่พูดพล่อยๆ     เพราะเหตุแห่งคนอื่นหรือตนเอง   ผู้นั้นย่อมมีผู้บูชา      ในท่ามกลางชุมชน   ภายหลังเขาย่อมไปสู่สุคติ
349   ผู้ใด   พึงกล่าวถ้อยคำอันไม่เป็นเหตุให้ใครๆ ขัดใจ   ไม่หยาบคาย     เป็นเครื่องให้รู้ความได้และเป็นคำจริง        เราเรียกผู้นั้นว่าเป็นพราหมณ์
บันทึกการเข้า

มีชีวิตครองเรือน คงทำเหมือนบรรพชิตมิได้ทั้งหมด แต่คฤหัสถ์ก็สามารถมีความสุขจากวิถีชีวิตที่ “ไม่รวย” ได้เช่นกัน

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 10,671

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #8 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 22:10:14 »

หมวดอดทน

350   ความอดทนเป็นตปะ (ตบะ)   ของผู้พากเพียร
351   ความอดทน     นำมาซึ่งประโยชน์สุข
352   ความอดทน    เป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์
353   ขันติคือความอดทน   เป็นตบะอย่างยิ่ง
354   ความอดทน    เป็นกำลังของนักพรต
355   ความอดทน      ห้ามไว้ได้ซึ่งความผลุนผลัน
356   สมณพราหมณ์    มีความอดทนเป็นกำลัง
357   ผู้มีความอดทน    ย่อมเป็นที่ชอบใจของบุคคลอื่น
358   ความอดทน   ย่อมตัดแห่งบาปทั้งสิ้น  ผู้มีขันติชื่อว่า        ย่อมขุดรากแห่งความติเตียนและการทะเลาะกันได้  เป็นต้น
359   ผู้มีความอดทนนับว่ามีเมตตา   มีลาภ  มียศ   และมีสุขเสมอ      ผู้มีความอดทน   ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
360   ผู้มีความอดทน     ชื่อว่านำประโยชน์มาให้ทั้งแก่ตนแก่ผู้อื่น,  ผู้มีความอดทน  ชื่อว่าเป็นผู้ขึ้นสู่ทางไปสวรรค์และไปนิพพาน
361   ผู้มีความอดทน   ชื่อว่าทำตามคำสอนของพระศาสดา,  และ ผู้มีความอดทน  ชื่อว่าบูชาพระชินเจ้าด้วยการบูชาอันยิ่งใหญ่
362   ความอดทนเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ความอดทนเป็นตบะของผู้พากเพียร ความอดทนเป็นกำลังของนักพรต ความอดทนนำประโยชน์สุขมาให้
363   ความอดทนเป็นประธาน  เป็นเหตุแห่งคุณ คือศีล และ สมาธิ, กุศลธรรมทั้งปวงย่อมเจริญ  เพราะความอดทนเท่านั้น
บันทึกการเข้า

มีชีวิตครองเรือน คงทำเหมือนบรรพชิตมิได้ทั้งหมด แต่คฤหัสถ์ก็สามารถมีความสุขจากวิถีชีวิตที่ “ไม่รวย” ได้เช่นกัน

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 10,671

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #9 เมื่อ: 05 เมษายน 2552, 22:10:52 »

364   หมวดความเพียร   อย่าปล่อยกาลเวลาให้ล่วงไปโดยเปล่าประโยชน์
365   หมวดความเพียร   คนไม่ประมาท  ไม่มีวันตายในกาลอันไม่ควรตาย
366   หมวดความเพียร   คนที่ผลัดวันประกันพรุ่งนี้  ย่อมเสื่อม   ยิ่งผลัดวันมะรืนนี้  ก็ยิ่งเสื่อม
367   หมวดความเพียร   ความไม่ประมาท  เป็นทางแห่งความไม่ตายในกาลยังควรไม่ตาย
368   หมวดความเพียร   คนไม่เกียจคร้าน   ย่อมพบแต่ความสุข
369   หมวดความเพียร   คนขยัน  พึงไม่ให้ประโยชน์ที่มาถึงแล้วผ่านไปโดยเปล่า
370   หมวดความเพียร   จงมีความพยายามในหน้าที่ของตน
371   หมวดความเพียร   ประโยชน์ย่อมไม่สำเร็จโดยชอบแก่ผู้ทำโดยเบื่อหน่าย
372   หมวดความเพียร   คนประมาท  เปรียบเสมือนคนตายแล้ว
373   หมวดความเพียร   ที่ควรช้า  จงช้า  ที่ควรเร่ง  จงเร่ง
374   หมวดความเพียร   ทำงานไม่คั่งค้าง  เป็นอุดมมงคล
375   หมวดความเพียร   ค่อย ๆ ตั้งตัว  เหมือนค่อย ๆ ก่อไฟจากกองน้อย
376   หมวดความเพียร   คนผลัดวันประกันพรุ่ง  มีแต่จะเกิดความเสื่อม
377   หมวดความเพียร   คนพ้นทุกข์ได้เพราะความเพียร
378   หมวดความเพียร   ค่อย ๆ เก็บรวบรวมทรัพย์  ดังปลวกก่อจอมปลวก
379   หมวดความเพียร   การงานใด ๆ ที่ย่อหย่อน  ย่อมไม่มีผลมาก
380   หมวดความเพียร   พึงป้องกันภัยที่ยังมาไม่ถึง
381   หมวดความเพียร   ไม่พึงหาทรัพย์ด้วยการคดโกง
382   หมวดความเพียร   จงทำงานให้สมกับอาหารที่บริโภค
383   หมวดความเพียร   ประโยชน์งามตรงที่ความพยายามสำเร็จ
384   หมวดความเพียร   ไม่พึงวิตกกังวลถึงอนาคต
385   หมวดความเพียร   พึงระแวงสงสัยสิ่งที่ควรระแวงสงสัย
386   หมวดความเพียร   ฤกษ์ยามและดวงดาว  จักช่วยอะไรได้
387   หมวดความเพียร   ความคืนผ่านไป ๆ บัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่
388   หมวดความเพียร   พึงบากบั่นทำการให้มั่นคง
389   หมวดความเพียร   อย่ารำพึงถึงความหลัง  อย่ามัวหวังถึงอนาคต
390   หมวดความเพียร   คนขยัน  ได้ความสงบใจ
391   หมวดความเพียร   อย่ามัวประมาทอยู่เลย
392   หมวดความเพียร   ไม่ควรให้แต่ละวันผ่านไปเปล่า
393   หมวดความเพียร   รีบทำความเพียรเสียแต่วันนี้
394   หมวดความเพียร   ถ้าจะทำ  ก็ควรทำให้จริง
395   หมวดความเพียร   ความประมาท  เป็นทางแห่งความตาย
396   หมวดความเพียร   บัณฑิต  ไม่ควรท้อแท้
397   หมวดความเพียร   โภคทรัพย์  มิใช่มีมาได้ด้วยเพียงคิดเอา
398   หมวดความเพียร   ไม่พึงหวนคำนึงถึงอดีต
399   หมวดความเพียร   พึงแสวงหาทรัพย์โดยทางชอบธรรม
400   หมวดความเพียร   ใครเล่ารู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง
401   หมวดความเพียร   คนที่พากเพียรไม่หยุด  เทวดาก็กีดกันไม่ได้
402   หมวดความเพียร   เกิดเป็นคน  ควรพยายามเรื่อยไป
403   หมวดความเพียร   คนประมาท  เสมือนคนตายแล้ว
404   หมวดความเพียร   คนขยัน  ย่อมหาทรัพย์ได้
405   หมวดความเพียร   ประโยชน์  เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง
406   หมวดความเพียร   เกิดเป็นคน  ควรมีความหวังเรื่อยไป
407   หมวดความเพียร   เมื่อต้องการความสุข  ไม่พึงสิ้นความหวัง
408   หมวดความเพียร   จงเตรียมการให้พร้อม  สำหรับอนาคต
409   หมวดความเพียร   ประโยชน์ย่อมสำเร็จโดยชอบแก่ผู้ทำโดยไม่เบื่อหน่าย
410   หมวดความเพียร   ผู้ไม่ประมาท ควรทำความเพียรให้แน่วแน่
411   หมวดความเพียร   คนมีกิจธุระ  ตั้งใจทำการงานให้เหมาะเจาะ  ย่อมหาทรัพย์ได้
412   หมวดความเพียร   ไม่พึงขวนขวายในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์
413   หมวดความเพียร   ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ  ประเสริฐกว่า
414   หมวดความเพียร   เมื่อทำหน้าที่ของลูกผู้ชายแล้ว    จังไม่ต้องเดือนร้อนใจในภายหลัง
415   หมวดความเพียร   คนขยันทั้งคืนทั้งวัน  จักไม่ซึมเซา   เรียกว่าแต่ละวันมีแต่นำโชค
416   หมวดความเพียร   เป็นคนควรพยายามเรื่อยไป  จนกว่าผลที่ปรารถนาจะสำเร็จ
417   หมวดความเพียร   รู้ว่าอะไรเป็นประโยชน์แก่ชีวิตตน  ก็ควรรีบลงมือทำ
418   หมวดความเพียร   พึงประกอบการค้าที่ชอบธรรม
419   หมวดความเพียร   ผู้ปรารถนาประโยชน์ด้วยวิธีการอันผิด  จะต้องเดือดร้อน
420   หมวดความเพียร   ทำเรื่อยไป  ไม่ท้อถอย  ผลที่ประสงค์จะสำเร็จสมหมาย
421   หมวดความเพียร   ประโยชน์คือตัวฤกษ์ของประโยชน์  ดวงดาวจักทำอะไรได้
422   หมวดความเพียร   ถ้ามัวล่าช้า  ทำกิจล้าหลัง    จะจมลงในห้วงอันตราย
423   หมวดความเพียร   จงทำประโยชน์ให้สำเร็จ  ด้วยความไม่ประมาท
424   หมวดความเพียร   อันความหวังในผล  ย่อมสำเร็จแก่ผู้ไม่ใจเร็วด่วนได้
425   หมวดความเพียร   คนฉลาดไม่ถูกเรื่อง   ถึงจะพยายามทำประโยชน์  ก็ไม่สัมฤทธิ์ผลให้เกิดสุข
426   หมวดความเพียร   การงานที่ทำโดยผลีผลาม ทำให้คนอ่อนปัญญาต้องเดือนร้อนภายหลัง
427   หมวดความเพียร   ประพฤติชอบเวลาใด  เวลานั้นชื่อว่าฤกษ์ดี มงคลดี  เช้าดี  รุ่งอรุณดี
428   หมวดความเพียร   เวลาแต่ละวัน  อย่าให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์  จะน้อยหรือมาก  ก็ให้ได้ประโยชน์อะไรบ้าง
429   หมวดความเพียร   เมื่อความบากบั่นมีอยู่  บัณฑิตพึงเว้นบาปในโลกนี้เสีย  เหมือนคนมีจักษุ  เว้นเดินทางอันไม่สะดวกเรียบร้อย
430   หมวดความเพียร   ผู้ไม่สำคัญความหนาว และ ความร้อนให้ยิ่งไปกว่าหญ้าบุรุษเมื่อทำกิจ  ย่อมไม่เสื่อมจากความสุข
431   หมวดความเพียร   ผู้ใดเกียจคร้าน  มีความเพียรเลว พึงเป็นอยู่ตั้งร้อยปี แต่ผู้ปรารถนาความเพียรมั่นคง  มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียว ประเสริฐกว่าผู้นั้น
432   หมวดความเพียร   ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรเอง  ตถาคตเป็นแต่ผู้บอก ผู้มีปกติเพ่งพินิจดำเนินไปแล้วจักพ้นจากเครื่องผูกของมาร
433   หมวดความเพียร   อริยมรรคย่อมบริสุทธิ์  เมื่อขับไล่ความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดขี้เกียจ  ความไม่ยินดี และ ความเมาอาหารนั้นได้ด้วยความเพียร
434   หมวดความเพียร   ผู้ขยันในหน้าที่การงาน  ไม่ประมาท เข้าใจจัดการงาน เลี้ยงชีวิตพอสมควร  จึงรักษาทรัพย์ที่หามาได้
435   หมวดความเพียร   คนมีปัญญา  ถึงเผชิญอยู่กับความทุกข์  ก็ไม่ยอมสิ้นหวังที่จะได้ประสบความสุข
436   หมวดความเพียร   ผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด  ย่อมตั้งตนได้  ด้วยต้นทุนแม้น้อย  เหมือนคนก่อไฟน้อยขึ้นฉะนั้น
437   หมวดความเพียร   ควรทำวันคืนไม่ให้เปล่าจากประโยชน์น้อยหรือมาก  เพราะวันคืนผ่านบุคคลใดไป  ชีวิตของบุคคลนั้น ย่อมพร่องจากประโยชน์นั้น
438   หมวดความเพียร   เตรียมกิจสำหรับอนาคตให้พร้อมไว้ก่อน  อย่าให้กิจนั้นบีบคั้นตัว  เมื่อถึงเวลาต้องทำเฉพาะหน้า
439   หมวดความเพียร   เมื่อได้เพียรพยายามแล้ว  ถึงจะตาย  ก็ชื่อว่าตายอย่างไม่มีใครติเตียน ไม่ว่าในหมู่ญาติ หมู่เทวดา  หรือว่าพระพรหมทั้งหลาย
440   หมวดความเพียร   สิ่งใดเป็นหน้าที่ กลับทอดทิ้งเสีย ไพล่ไปทำสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ คนเหล่านั้นมัวประมาทอยู่  ความหมักหมมภายในตัวเขา  ก็พอกพูนยิ่งขึ้น
441   หมวดความเพียร   เป็นคนควรหวังเรื่อยไป บัณฑิตไม่ควรท้อแท้  เราเห็นประจักษ์มากับตนเอง   เราปรารถนาอย่างใด  ก็ได้สมตามนั้น
442   หมวดความเพียร   ผู้ที่ทำการงานลวก ๆ โดยมิได้พิจารณาใคร่ครวญให้ดี  เอาแต่รีบร้อนพรวดพราดจะให้เสร็จ  การงานเหล่านั้น  ก็จะก่อความเดือนร้อนให้ เหมือนตักอาหารที่ยังร้อนใส่ปาก
443   หมวดความเพียร   ผู้ถึงพร้อมด้วยศีล  มีปัญญา  มีใจมั่นคงดีแล้วปรารภความเพียร  ตั้งตนไว้ในธรรม  ในกาลทุกเมื่อ  ย่อมข้ามโอฆะที่ข้ามได้ยาก
444   หมวดความเพียร   คนที่ไม่รู้จักประโยชน์ตนว่า  อะไรควรทำวันนี้  อะไรควรพรุ่งนี้  ใครตักเตือนก็โกรธ  เย่อหยิ่ง ถือดีว่า ฉันเก่ง  ฉันดี  คนอย่างนี้  เป็นที่ชอบใจของกาฬกิณี
445   หมวดความเพียร   ท่านทั้งหลายจงเห็นความเกียจคร้านว่าเป็นภัย  และ เห็นการปรารภความเพียรว่าปลอดภัย แล้วปรารภความเพียรเถิด  นี้เป็นพุทธานุศาสนี
446   หมวดความเพียร   คนใดไม่ว่าจะหนาวหรือร้อน  มีลมแดด เหลือบยุงก็ไม่หรั่น  ทนหิวทนกระหายได้ทั้งนั้น  ทำงานต่อเนื่องไปไม่ขาด  ทั้งคืนวัน  สิ่งที่เป็นประโยชน์มาถึงตามกาล  ก็ไม่ปล่อยให้สูญเสียไป  คนนั้นย่อมเป็นที่ชอบใจของสิริโชค  สิริโชคจะพักพึงอยู่กับเขา
447   หมวดความเพียร   มัวรำพึงถึงความหลัง  ก็มีแต่จะหดหาย  มัวหวังวันข้างหน้า  ก็มีแต่จะละลาย  อันใดยังไม่มาถึง  อันนั้นก็ยังไม่มี  รู้อย่างนี้แล้ว  เมื่อมีฉันทะเกิดขึ้น  คนฉลาดที่ไหนจะปล่อยให้หายไปเปล่า
448   หมวดความเพียร   ผู้ใดทำการโดยรู้ประมาณ  ทราบชัดถึงกำลังของตน  แล้วคิดการเตรียมไว้รอบคอบ  ทั้งโดยแบบแผนทางตำรา  ทั้งโดยการปรึกษาหารือ  และโดยถ้อยคำที่ใช้พูดอย่างดี  ผู้นั้นย่อมทำการสำเร็จ  มีชัยอย่างไพบูลย์
บันทึกการเข้า

มีชีวิตครองเรือน คงทำเหมือนบรรพชิตมิได้ทั้งหมด แต่คฤหัสถ์ก็สามารถมีความสุขจากวิถีชีวิตที่ “ไม่รวย” ได้เช่นกัน

หน้า: 1 [2] 3 4  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: