Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
26 ตุลาคม, 2557, 02:37:50

   

ผู้เขียน หัวข้อ: เครื่องแต่งกายโขนละคร  (อ่าน 17002 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1]
nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


กระทู้: 1,920
สมาชิกลำดับที่ 24


| |

« เมื่อ: 08 กุมภาพันธ์, 2552, 20:57:34 »

 


          เครื่องแต่งกายโขนนั้น ท่านผู้รู้เล่าว่าแต่เดิมได้มาจากเครื่องแต่งกายของผู้เล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ ในพระราชพิธีอินทราภิเษก การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ในพระราชพิธีอินทราภิเษกคือ การเล่นกวนน้ำอมฤต พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชนิพนธ์เล่าเรื่องกวนน้ำอมฤตไว้เป็นเรื่องย่อ ๆ ในหนังสือ "บ่อเกิดแห่งรามเกียรติ์" ว่า


          "เทวดาและอสูรอยากจะใคร่อยู่คง พ้นจากความตาย จึงชวนกันกวนเกษียรสมุทรทำน้ำอมฤต เอาเขามนทรคีรีเป็นไม้กวน เอาพญาวาสุกรีเป็นเชือก พญาวาสุกรีพ่นพิษเป็นไฟพากันได้ความเดือดร้อน พระนารายณ์เชิญให้พระอิศวรเสวยพิษเพื่อดับความร้อน พระอิศวรก็เสวยพิษเข้าไป (พระศอจึงเป็นสีนิลเพราะพิษไหม้) เทวดาและอสูรชักเขามนทรคีรีหมุนกวนไปอีก จนเขาทะลุลงไปใต้โลก พระนารายณ์จึงอวตารเป็นเต่าไปรองรับเขามนทรคีรีไว้มิให้ทะลุเลยไปได้อีก การกวนจึงกระทำต่อไปได้สะดวก เทวดากับอสูรทำสงครามกันชิงน้ำอมฤต พระนารายณ์ฉวยน้ำอมฤตไปเสียพ้นจากฝั่งเกษียรสมุทรแล้ว พวกอสูรมิได้มีโอกาสกินน้ำอมฤตก็ตายในที่รบเป็นอันมาก เทวดาจึงได้เป็นใหญ่ในสวรรค์"


          การเล่นชักนาคดึกดำบรรพ์ จะต้องสร้างรูปจำลองภูเขามนครีรที่สนามกลางแจ้ง ทำตัวพญานาคพันรอบ ๆ ภูเขานั้น แล้วมีผู้แต่งกายเป็นอสูร เทวดา พาลี สุครีพ วานรบริวาร ตลอดจนเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระอินทร์ เป็นต้น การแต่งกายของผู้ที่เล่นชักนาคดึกดำบรรพ์นี่เอง ที่ผู้แสดงโขนนำมาใช้เป็นเครื่องแต่งกายในเวลาแสดงโขน


          ส่วนการแต่งกายของผู้แสดงละครในสมัยโบราณ ปรากฎตามหลักฐานว่าแต่งอย่างคนสามัญ แต่จัดแต่งให้รัดกุมขึ้นเพื่อทำบทได้สะดวก สำหรับเรื่องตัวละครแต่งกายแบบสามัญชนนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าว่า ละครพม่าที่เมืองร่างกุ้งที่พระองค์เคยเสด็จไปทอดพระเนตรก็แต่งกายเป็นคนสามัญ ไม่ได้ใช้เครื่องแต่งตัวแปลกกว่าปกติแต่อย่างใด บะครไทยในสมัยโบราณแต่งตัวเป็นแบบคนธรรมดาดังกล่าวแล้ว นอกจากเวลาจะทำบทเป็นผู้หญิงก็ห่มผ้าสไบเฉียง หรือถ้าจะให้ทราบว่าเป็นยักษ์ลิงก็เขียนหน้า หรือสวมหน้ากาก เครื่องแต่งกายของละครที่เรียกว่าแบบยืนเครื่องอย่างที่แสดงกันในปัจจุบันนี้เป็นของที่คิดประดิษฐ์ขึ้นภายหลัง โดยประดิษฐ์เครื่องแต่งตัวชุดนายโรงหรือตัวพระขึ้นก่อน ประกอบด้วยสนับเพลา ผ้านุ่งกรองคอ ทับทรวง สังวาล และเครื่องสวมศีรษะที่เรียกว่าเทริด การแต่งกายของตัวนายโรงไม่สวมเสื้อ ละครโรงหนึ่ง ๆ จะมีตัวละครแต่งกายแบบนี้อยู่เพียงคนเดียวคือตัวนายโรง ดังนั้นจึงเรียกตัวละครที่เป็นนายโรงว่า "ตัวยืนเครื่อง"


          ต่อมาได้ประดิษฐ์เครื่องแต่งกายละครขึ้นเป็น 2 อย่าง คือ แต่งตัวยืนเครื่องหรือที่เรียกกันว่าแต่งพระอย่างหนึ่ง กับแต่งนางอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นแบบฉบับของเครื่องแต่งกายโขนละครที่ใช้สืบมาจนถึงสมัยปัจจุบัน เครื่องแต่งกายที่ประดิษฐ์ขึ้นนี้มีการแก้ไขตัวยืนเครื่องหรือตัวพระให้ผิดไปจากเดิมบ้าง กล่าวคือแต่เดิมตัวนายโรงสวมสนับเพลากรอมถึงข้อเท้า เปลี่ยนมานุ่งให้เชิงอยู่เพียงแค่น่อง ผ้านุ่งที่เคยนุ่งแบบหยักรั้งก็ลดเชิงลงมาถึงหัวเข่า และเพิ่มเครื่องแต่งกายขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งคือ เสื้อแขนยาว ส่วนเครื่องแต่งกายตัวนางนุ่งผ้าจีบกรอมถึงน่อง และห่มผ้าแถบลายทอง สะพักสองบ่าพาดชายไว้ข้างหลัง ให้ชายผ้าเสมอน่อง การแต่งกายของตัวพระนั้นจะเป็นตัวเอกหรือตัวรองก็แต่งยืนเครื่องทั้งนั้น ผิดกันแต่เครื่องประดับศีรษะ ท้าวพญามหากษัตริย์ใส่ชฎา ตัวเสนาอำมาตย์ใช้แต่ผ้าโพกศีรษะ การแต่งกายของตัวนางก็ต่างกันที่เครื่องสวมศีรษะเช่นเดียวกัน เครื่องละครที่คิดขึ้นใหม่นี้ แต่เดิมเป็นแบบของหลวง ต่อมาพวกละครข้างนอกลอกเลียนแบบอย่างไปแต่งบ้าง เพราะปรากฎว่าในสมัยแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เจ้านายและข้าราชการที่รวบรวมผู้คนฝึกหัดโขนละครขึ้น คิดแบบอย่างสร้างเครื่องแต่งกายโขนละครคล้ายคลึงกับเครื่องต้นเครื่องทรง จึงโปรดให้ตราพระราชกำหนดห้ามพวกโขนละครแต่งกายแบบยืนเครื่องที่มีมงกุฎ ชฎา ชายไหวชายแครง กรรเจียกจร ดอกไม้ นุ่งโจงไว้หางหงส์ ต้องอย่างเครื่องต้นเครื่องทรง และทรงกำหนดให้ตัวละครแต่งแบบนุ่งผ้าตีปีก สำหรับตัวนางให้สวมรัดเกล้า แต่อย่ามีกรรเจียกจรและดอกไม้ทัด สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ทรงมีลายพระหัตถ์ประทานหม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขา ดิศกุล เมื่อวันที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2480 ความว่า


          "ยังมีอีกสิ่งหนึ่งคือ จรหู เข้าใจว่า เกี่ยวกับมงกุฎและชฎา แต่เปล่าเลย ที่แท้คือ ดอกไม้ทัดและอุบะห้อยหูเท่านั้น กนกตัวบนคือ ดอกไม้ทัด ใต้ลงมานั้นคือ พวงอุบะ เป็นดอกไม้ทัดกับอุบะ ดอกไม้ทองแล้วพวกละครยังไม่รู้โหน่เหน่ เอาดอกไม้ทัดกับอุบะดอกไม้สดแขวนแซมกับดอกไม้ทองเข้าไปอีก เห็นได้ว่าการทัดและห้อยอุบะดอกไม้สดนั้น เป็นวิธีเก่าแก่มาทีเดียว"


          ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้มีการประดิษฐ์เครื่องสวมศีรษะขึ้นใช้แทนผ้าโพก สำหรับตัวละครหลวงแต่งเรียกว่าปันจุเหร็จ และให้ใช้เฉพาะตัวอิเหนาตอนปลอมเป็นปันหยีและบุษบาที่ปลอมเป็นอุณากรรณ ซึ่งเป็นโจรป่าทั้งสองคน (คำว่าปันจุเหร็จ แปลว่าโจรป่า) ต่อมาจึงได้อนุญาตให้ตัวละครอื่น ๆ ใช้ปันจุเหร็ดได้ เช่น ไกรทอง และขุนแผน เป็นต้น สำหรับเครื่องประดับศีรษะสตรีที่ประดิษฐ์ขึ้นในรัชกาลนี้คือ กระบังหน้า


          ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ได้มีผู้คิดประดิษฐ์รัดเกล้ายอดขึ้นใช้เฉพาะละครหลวง และห้ามตัวละครภายนอกนำไปใช้ จนกระทั่งรัชกาลที่ 5เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ จึงทรงเลิกการห้ามปรามเป็นอันว่าตัวโขนละครทั้งหลายแต่งกายกันได้ตามใจชอบ และได้มีการดัดแปลงแก้ไขเครื่องแต่งกายกันเรื่อยมา โดยเฉพาะเครื่องแต่งกายละครในสมัยที่เกิดมีละครพันทาง แสดงเรื่องของชาวต่างชาติ เช่น จีนพม่า มอญ ลาว เขมร ฯลฯ การแต่งกายของตัวละครพันทาง จะแต่งตามแบบเครื่องแต่งกายของชนชาติที่นำเรื่องมาแสดงละคร


          ได้กล่าวแล้วในตอนต้นว่า แต่เดิมเครื่องแต่งกายของตัวนายโรงหรือตัวพระนั้น มิได้สวมเสื้อ เพิ่งจะมาสวมเสื้อแขนยาวในภายหลังพร้อมการปรับปรุงเครื่องแต่งกายของตัวนาง ต่อมาการสวมเสื้อของตัวละครที่แสดงเป็นตัวพระ นิยมสวมแขนสั้น มีกนกที่ปลายแขน แต่ตัวโขนก็ยังคงสวมเสื้อแขนยาวมีอินทรธนูอยู่บนบ่าทั้งสองข้างเช่นเดิม การสวมเสื้อแขนยาวของตัวโขนนั้น นอกจากจะสวมให้ครบตามแบบของเครื่องแต่งกายยืนเครื่องพระแล้ว สีของเสื้อที่สวมยังเป็นการบ่งบอกถึงสีผิวของตัวโขนตัวนั้น ๆ อีกด้วย เช่น ทศกัณฐ์ พระราม กุมภกรรณ อินทรชิต พระอินทร์ มีผิวกายสีเขียวตามพงศ์ในเรื่องรามเกียรติ์ ก็สวมเสื้อสีเขียว ยักษ์หรือลิงที่มีผิวกายสีใดก็สวมเสื้อสีนั้น


          ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทรงปรับปรุงเสื้อของตัวโขนฝ่ายยักษ์ให้มีลำตัวสีหนึ่งและแขนอีกสีหนึ่ง มีความหมายว่าสีของแขนเสื้อคือ สีผิวของตัวโขน ส่วนสีของลำตัวคือสีเกราะที่สวมใส่ในเวลาออกศึก สีของผ้าที่ใช้ทำตัวเสื้อมักจะเป็นสีที่ตัดกับสีแขนเสื้อ เช่น ทศกัณฐ์ แขนเสื้อเป็นสีเขียวตามสีกาย ตัวเสื้อที่สมมติเป็นเกราะมักจะเป็นสีแดง หรือแขนเสื้อสีแดง ซึ่งสมมติเป็นสีผิวของยักษ์ที่มีกายสีแดง ตัวเสื้อที่เป็นเกราะก็จะใช้สีเขียว


          การแสดงโขนในสมัยรัชกาลที่ 6 ตัวโขนสวมเกราะแบบที่เป็นตัวเสื้อสีหนึ่ง และแขนสีหนึ่ง ซึ่งตัวเสื้อนั้นสมมติเป็นเกราะดังที่ได้กล่าวมาแล้ว นอกจากนี้ยังมีเกราะอีกแบบหนึ่งคือ เกราะที่เป็นสายคาดรอบอก เช่น ทศกัณฐ์ตอนที่แต่งกายสวยงาม มีผ้าห้อยไหล่และถือพัดด้ามจิ๋ว ซึ่งเป็นเครื่องแต่งตัว ในตอนลงสวนจะไปเกี้ยวนางสีดาก็ยังมีเกราะคาดรอบอกอยู่ด้วย เรื่องทศกัณฐ์มีเกราะคาดรอบอกนี้ บางท่านอ้างว่าที่จริงเป็นเครื่องประดับปิดรอยงาช้างที่พระอิศวรทรงขว้างปักอกทศกัณฐ์ แล้วพระวิศวกรรมเลื่อยงาส่วนที่ยื่นออกมาในรูปแบบของเกราะรัดรอบอก ด้วยเหตุนี้เครื่องแต่งตัวทศกัณฐ์จึงต้องมีเกราะรัดรอบอกเป็นประจำ ส่วนตัวโขนอื่น ๆ มิได้เคร่งครัดในเรื่องต้องสวมเกราะแต่อย่างใด ในการแสดงโขนแต่ละครั้งไม่ว่าจะเป็นศึกภุมภกรรณ ศึกอินทรชิต หรือศึกยักษ์ต่างเมืองคือญาติสนิทมิตรสหายของทศกัณฐ์ บรรดาพญายักษ์เหล่านั้นก็มิได้สวมเกราะออกรบ เพราะถือว่าไม่มีความจำเป็น ส่วนพระรามนั้นตามเรื่องรามเกียรติ์ จะต้องสวมเกราะออกรบเป็นประจำ ทั้งนี้เพราะว่าเกราะที่พระรามสวมนั้น เป็นเกราะของพระอิศวรที่ทรงเนรมิตขึ้นเมื่อคราวเสด็จไปปราบอสูรตรีบูรำ เกี่ยวกับเกราะของพระอิศวรนี้ มีบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชว่า
 
          "ตรัสแล้วเอากำลังพรหเมศ ประสมเดชพระองค์อันแกล้วกล้า เป็นเกราะเพชรอลงกตรจนา ศักดาล้ำเลิศธาตรี"

          หลังจากพระอิศวรปราบอสูรตรีบูรำแล้ว ก็โปรดประทานเกราะที่ทรงสวมใส่ในวันนั้นให้แก่พระอัคตะดาบส เพื่อเก็บรักษาไว้ถวายแก่พระราม เพื่อสวมใส่ไปทำสงครามกับพวกยักษ์ ความตอนนี้ในบทพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 1 มีว่า
 
         "เกราะแก้วนั้นมอบแก่ดาบส พระอัคตะทรงพรตฌานกล้า คอยพระหริรักษ์จักรา จะอวตารลงมาปราบยักษ์ ให้ถวายพระองค์ทรงครุฑ สำหรับกันอาวุธปรปักษ์"

         ถ้าจะยึดถือตามเรื่องรามเกียรติ์บทพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1 ดังที่ยกตัวอย่างมานี้ พระรามก็จะต้องสวมเกราะทุกครั้งที่ออกรบ แต่ในการแสดงโขน พระรามจะไม่ได้สวมเกราะออกรบ นอกจากศึกมังกรกัณฐ์เท่านั้นที่พระรามสวมเกราะออกรบ ทั้งนี้เพราะเรื่องราวในตอนนี้มังกรกัณฐ์จะต้องแผลงศรถูกเกราะของพระรามขาด ดังนั้นในการแสดงโขนชุดศึกมังกรกัณฐ์ ผู้จัดเครื่องโขนจะจัดเกราะให้ตัวพระรามแต่ง คนแต่งเครื่องที่แต่เดิมเรียกว่า "ลูกคู่" ก็จะเย็บเกราะติดรอบอกพระราม ทางด้านที่เป็นรอยต่อก็จะเย็บด้วยด้ายเพียงเส้นเดียว เพื่อจะให้ขาดออกจากกันได้ง่าย ๆ เวลาแสดงเมื่อมังกรกัณฐ์ทำท่าแผลงศรไปยังพระราม ตัวตลกก็จะถือลูกศรออกมาทำท่ารบกับพระราม แล้วแทงลูกศรไปที่เกราะพระราม พระรามก็จะช่วยให้เกราะขาดโดยสะดวก ด้วยการใช้มือดึงด้ายที่เย็บไว้ให้เกราะขาดออกจากกัน


         ปัจจุบันนี้การแสดงโขนมิได้เคร่งครัดที่จะต้องให้ตัวโขนที่เป็นพญายักษ์เวลาออกรบต้องสวมเกราะ นอกจากทศกัณฐ์และพระรามในตอนรบกับมังกรกัณฐ์เท่านั้น ทั้งนี้เห็นจะเป็นเพราะผู้ประดิษฐ์เครื่องแต่งกายโขนคงจะพิจารณาเห็นว่าเกราะมิได้เป็นสิ่งจำเป็นในการที่จะต้องนำมาแต่งให้ตัวโขนทุกตัว เพราะจะทำให้ราคาจัดสร้างเครื่องแต่งตัวโขนเพิ่มขึ้นไปอีก


          เครื่องแต่งกายของผู้แสดงโขน นอกจากจะเน้นที่สีเสื้อตามลักษณะสีของตัวละครตามพงศ์ในเรื่องรามเกียรติ์ว่า ทศกัณฐ์สีเขียว พระรามสีเขียว พระลักษณ์สีเหลือง แสดงอาทิตย์สีแดง ฯลฯ แล้วยังมีสีของผ้านุ่งอีกด้วย ผ้านุ่งของผู้แสดงโขนนั้น ผู้จัดเครื่องแต่งกายโขนจะจัดสีของผ้านุ่งให้ตัดกับสีเสื้อ เช่น เสื้อสีเขียวให้นุ่งผ้าสีแดง เสื้อสีแดงให้นุ่งผ้าสีเขียว เป็นต้น แต่มีตัวโขนอยู่ตัวหนึ่งที่สวมเสื้อขาวและนุ่งผ้าขาวคือ หนุมาน การแสดงโขนของคณะเอกชนทั่วไปนิยมให้หนุมานแต่งกายด้วยการนุ่งผ้าสีขาว เข้าใจว่าจะได้แลดูเป็นสีขาวไปทั้งตัว สมกับที่พงศ์ในเรื่องรามเกียรติกล่าวว่าหนุมานเป็นลิงเผือก แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชวิจารณ์ว่า ถ้าให้หนุมานนุ่งผ้าขาวก็เปรียบเหมือนเป็นลิงแก้ผ้า ดังนั้นจึงโปรดให้หนุมานนุ่งผ้ายกสีแดง การแสดงโขนของกรมศิลปากรก็ให้หนุมานนุ่งผ้ายกสีแดงสืบมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ส่วนคณะโขนเอกชนทั่วไปหลายคณะยังนิยมให้หนุมานนุ่งผ้าสีขาวอยู่ตามเดิม แต่มีบางคณะที่ปรับปรุงตามแบบอย่างของกรมศิลปากรให้หนุมานนุ่งผ้ายกสีแดง



          เครื่องแต่งกายโขนละคร นอกจากเสื้อผ้าอาภรณ์แล้ว ยังมีเครื่องประดับศีรษะที่เรียกว่า "ศิราภรณ์" อีกด้วย สำหรับดขนนั้นแต่เดิมผู้แสดงเป็นยักษ์ พระ ลิง จะสวมหัวโขนปิดหน้าทั้งหมด เว้นแต่ตัวนางที่สวมศิราภรณ์คือ มงกุฎ รัดเกล้า และกระบังหน้า เมื่อโขนนำเอาศิลปะการแสดงละครในคือการร้องเพลง การจับระบำรำฟ้อนเข้ามาผสมในการแสดงโขน เกิดเป็นการแสดงโขนโรงในขึ้นมา ผู้แสดงโขนเป็นตัวพระและเทพเจ้าต่าง ๆ จึงเปลี่ยนมาสวมชฎาแทนการสวมหัวโขนตามแบบเดิม สำหรับตัวนางที่เป็นมนุษย์และนางฟ้ากำหนดให้สวมมงกุฎ ตัวนางยักษ์สวมรัดเกล้า ถ้าเป็นนางยักษ์สูงศักดิ์สวมรัดเกล้ายอด นางยักษ์ที่มีศักดิ์รองลงมาสวมรัดเกล้าเปลว นางกำนัลสวมกระบังหน้า


          ส่วนการแสดงละครทั้งละครนอกและละครใน สวมเครื่องประดับศีรษะเหมือนกันคือ ผู้แสดงเป็นตัวพระสวมชฎา และปันจุเหร็จ ตัวนางที่มีศักดิ์สูงสวมรัดเกล้ายอด ตัวนางที่มีศักดิ์รองลงมาสวมรัดเกล้าเปลว และนางกำนัลสวมกระบังหน้า


          สำหรับเครื่องประดับศีรษะของผู้แสดงละครพันทาง จะสวมศิราภรณ์เลียนแบบเครื่องประดับศีรษะของชนชาติที่นำเรื่องมาแสดงละคร เช่น สวมเครื่องประดับศีรษะแบบจีน แบบพม่า แบบลาว ฯลฯ เป็นต้น





ที่มา  [url=http://www.ku.ac.th]www.ku.ac.th[/url]
บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: