Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ธรรมะ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
21 ตุลาคม, 2557, 12:22:36

   

ผู้เขียน หัวข้อ: การปลูกผักไร้ดินแบบไฮโดรโพนิคส์  (อ่าน 139512 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 3 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้






หน้า: [1] 2 3 4  ทั้งหมด
มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,501
สมาชิกลำดับที่ 6
จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ



| |

« เมื่อ: 06 ตุลาคม, 2551, 22:09:43 »

           
การปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิคส์เข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อประมาณ 10 ปีมาแล้ว โดยชาวไต้หวัน นำเข้ามาแนะนำให้ผู้ประกอบการคนไทยทำเป็นการค้าที่เรียกว่า "ผักลอยฟ้า"

ไฮโดรโพนิคส์ เข้ามามีบทบาทเพื่อแก้ปัญหาของการปลูกพืชในดิน ซึ่งมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและวัชพืช รวมทั้งเชื้อโรคพืชที่อาศัยอยู่ในดิน ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในผลผลิตเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคและตัวเกษตรกรผู้ปลูก นอกจากนี้การปลูกพืชในดินยังต้องใช้น้ำมาก   ถ้าปราศจากแหล่งน้ำก็ก่อให้เกิดปัญหาในการเพาะปลูกอีกการปลูกพืชในดินต้องมีการเตรียมดิน ปรับสภาพดิน และต้องใช้ปุ๋ยเคมีสูตรต่าง ๆ ตามอายุพืช "ไฮโดรโพนิคส์" จึงเป็นระบบการปลูกพืชที่เข้ามาแก้ปัญหาดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไฮโดรโพนิคส์ก็เหมาะสมสำหรับพืชบางชนิดเท่านั้น ไฮโดรโพนิคส์ เป็นการปลูกพืชไร้ดิน ในรูปแบบของการปลูกพืชให้รากพืชแช่อยู่ในน้ำ หรือสารละลายธาตุอาหารพืช ซึ่งคุณสุภาพร รัตนะรัต บอกว่า การปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหารพืชมีหลายวิธี แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน วิธีที่ง่ายและสะดวก เป็นที่นิยมกันมี 2 วิธี คือ

วิธีการปลูกพืชไร้ดิน

- การปลูกพืชในสารละลายแบบไม่ไหลเวียน เป็นการปลูกแบบให้รากแช่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารที่มีเครื่องพ่นอากาศ เป่าอากาศลงในสารละลายนั้น การปลูกในระบบนี้เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายมาก เหมาะสำหรับปลูกในครัวเรือน เป็นงานอดิเรก หรือเป็นงานทดลองภาชนะที่ปลูกอาจจะเป็นภาชนะเดี่ยวหรือเป็นกระบะรวม การปลูกในภาชนะเดี่ยวมีข้อดี คือ ไม่ต้องเสี่ยงกับความเสียหายทั้งหมด ในกรณีที่มีโรคติดมากับรากพืชที่ปลูก ความเสียหายจะเกิดเฉพาะต้นที่เป็นโรคเท่านั้นและการเคลื่อนย้ายภาชนะปลูกสามารถทำได้ง่าย แต่มีข้อเสียคือ อาจต้องสิ้นเปลืองแรงงานมากกว่า
- การปลูกในสารละลายแบบไหลเวียน (Nutrient Flow Tecnnique หรือ NFT) เป็นวิธีให้รากแช่อยู่ในสารละลายที่ไหลเวียนภายในภาชนะปลูกรวม โดยใช้ปั๊มทำการผลักดันให้สารละลายเกิดการไหลเวียน มี 2 แบบ คือ แบบสารละลายไหลผ่านรากพืชเป็นแผ่นฟิล์มบาง ๆ ตามความลาดชันของรางปลูก (Nutrient Flow Tecnnique) และระบบสารละลายไหลผ่านรากพืชอย่างต่อเนื่อง (Natrient Flow Tecnnique) การปลูกในระบบนี้ สารละลายธาตุอาหารที่ไหลผ่านรากพืชจะไหลลงสู่ถังภาชนะบรรจุ แล้วถูกสูบด้วยปั้มน้ำขึ้นมาให้พืชได้ใช้ใหม่ โดยวิธีนี้จะสามารถใช้ประโยชน์จากสารละลายธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ การนำสารละลายธาตุอาหารกลับมาใช้ใหม่ จึงเป็นวิธีที่ประหยัด และไม่เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จากสารละลายเหลือใช้ แต่ข้อเสียของระบบนี้คือ ถ้าเกิดโรคที่ติดมากับรากพืช จะทำให้แพร่กระจายได้มากและรวดเร็ว จากการที่รากแช้อยู่ในสารละลายเดียวกัน ซึ่งยากที่จะกำจัด หรือรักษาให้หายได้ การแพร่ระบาดของโรคอย่างรุนแรงทำความเสียหายแก่พืชที่ปลูกไว้ทั้งหมด

การปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิคส์

โดยเฉพาะพืชผักจะต้องปลูกในโรงเรือนมุ้งตาข่าย ภาชนะปลูกส่วนใหญ่จะเป็นกระบะ สำหรับใส่น้ำสารละลายธาตุอาหารพืช มีแผ่นโฟมปิดบนกระบะแผ่นโฟมจะเจาะเป็นช่อง ๆ สำหรับวางต้นกล้าให้รากลงไปแช่ในสารละลาย ปัจจุบันมีการพัฒนาภาชนะปลูกให้ทันสมัยขึ้น ประหยัดเนื้อที่และประหยัดน้ำมากขึ้น โดยการทำเป็นรางน้ำแทนกระบะนอกจากนี้ยังต้องมีเครื่องปั๊มอากาศ สำหรับปั๊มอากาศเข้าไปในภาชนะปลูกพืชให้ออกซิเจนแก่รากพืช เพื่อพืชใช้ในการดูดซึมอาหาร

สำหรับธาตุอาหารที่พืชต้องการในการเจริญเติบโต มี 16 ชนิด ได้แก่ คาร์บอน ออกซิเจน ไฮโดรเจน ไนโตรเจน แคลเซียม แมกนีเซียมฟอสฟอรัส โปตัสเซียม กำมะถัน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส โมลิบดินัม สังกะสี คลอรีน และโบรอน นอกจากนี้อาจจะมีธาตุอาหารอื่นๆ บ้าง เช่น อะลูเนียม แกลเลียม ซิลิกอน ไอโดดีน ซีลีเนียม และโซเดียม แต่จากการวิเคราะห์พบว่า ธาตุอาหารที่พืชต้องการมากคือ คาร์บอน
และออกซิเจน ทั้ง 2 ชนิดรวมกันประมาณ 90% ของธาตุอาหารพืชทั้งหมด ที่เหลือเป็นไฮโดรเจน ไนโตรเจน และอื่น ๆ คุณสุภาพร รัตนะรัต กล่าวถึงข้อดี และข้อจำกัดของการปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิคส์ โดยเฉพาะพืชผักไว้ดังนี้

ข้อดี คือ
* ให้ผลผลิตที่สะอาด ถูกอนามัย ปลอดภัยจากสารพิษ เนื่องจากปลูกในโรงเรือนที่มีมุ้งตาข่ายปิดมิดชิดจึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช
* พืชเจริญเติบโตและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เร็วกว่าการปลูกในดิน เนื่องจากพืชได้รับธาตุอาหารต่างๆ ครบถ้วนในสัดส่วนที่พอเหมาะและตลอดเวลาที่พืชต้องการ ทำให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและรสชาติดี
* พืชที่ปลูกอยู่รอดมากขึ้น และให้ผลผลิตสูง เพราะสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆ ที่ให้แก่พืชได้ดีกว่าปลูกในดิน ลดความเสี่ยงจากสภาพดินฟ้าอากาศไม่แน่นอน เช่น น้ำท่วม ฝนแล้ง
* ใช้พื้นที่น้อย เพราะปลูกพืชได้หนาแน่นกว่าปลูกในดิน และปลูกต่อได้ทันทีหลังจากเก็บเกี่ยวพืชชุดแรกแล้ว จึงสามารถปลูกได้หลายครั้งต่อปี
* ประหยัดค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัชพืช
* ทดแทนการปลูกพืชในดินที่มีปัญหา เช่น ดินเค็ม ดินกรด ดินด่าง ดินที่ไม่เหมาะสมสำหรับปลูกพืช เช่น ดินลูกรัง ดินที่มีน้ำท่วมขังบ่อยครั้ง
* เหมาะสำหรับปลูกในสถานที่ที่มีพื้นผิวดินสำหรับปลูกพืชน้อย เช่น ระเบียงบ้าน หรือ คอนโดมีเนียม
* ปลูกได้ตลอดปี ไม่ต้องรอฤดูกาล สามารถเลือกปลูกพืชในช่วงที่มีราคาแพง ทำให้ผลผลิตได้ราคาดีขึ้น
* ใช้แรงงานในการดูแลน้อย

ข้อจำกัด คือ
ลงทุนสูงในระยะแรก และต้องมีปัจจัยในการปลูกพืชในระบบนี้ คือ ไฟฟ้า น้ำ และธาตุอาหารที่พืชต้องการในรูปของสารเคมีอย่างไรก็ตาม การปลูกพืชในระบบไฮโดรโพนิคส์ ในปัจจุบันเป็นที่นิยมกันมากสำหรับปลูกผักอนามัย และวิธีการปลูก วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ก็มีการพัฒนาให้สะดวกและทันสมัยมากขึ้น ตลาดของผักอนามัยในปัจจุบัน เริ่มมีผู้หันมานิยมบริโภคมากขึ้น การวางจำหน่ายผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโพนิคส์ ปัจจุบันจะบรรจุถุงทั้งต้น โดยไม่ตัดรากและบางรายภาชนะปลูกที่ใช้พยุงต้นซึ่งเป็นกระถางพลาสติกโปร่ง ขนาดเล็กๆ ยังมีติดที่โคนต้นเป็นการยืนยันว่าเป็นผักที่ปลูกในระบบไฮโดรโพนิคส์จริง ๆ ปราศจากสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงแน่นอน

* ไม่มีโรคและแมลงศัตรูพืช
* ไม่ต้องใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช* ประหยัดน้ำและสารละลายธาตุอาหารพืช
* พืชโตเร็ว เก็บเกี่ยวได้เร็ว และให้ผลผลิตสูง
* สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูกได้ ทั้งนี้มีตัวเลขยืนยัน ดังนี้
   
สามารถลดการใช้น้ำได้ 98%
สามารถลดปริมาณปุ๋ยเคมี ได้ 95%
สามารถลดปริมาณสารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชได้ 99%
สามารถเพิ่มผลผลิตในแต่ละรอบการเพาะปลูกได้ 45%
ได้ผลผลิตที่สะอาด




   
บันทึกการเข้า




chaiyan mongkonkan
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 1
สมาชิกลำดับที่ 1018


| |

« ตอบ #1 เมื่อ: 28 กุมภาพันธ์, 2552, 00:21:35 »

การปลูกผักแบบนี้ใช้ทุนประมาณเท่าไร
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #2 เมื่อ: 28 กุมภาพันธ์, 2552, 00:33:16 »

ผมว่าขึ้นอยู่กับ ปริมาณที่ผลิต รวมทั้งอุปกรณ์ด้วยนะครับว่าจะใช้วัสดุในการปลูกแบบไหนด้วยครับ

ที่นี่ลงทุนหลักล้านนะครับเพื่อผลผลิตที่ไม่มากเท่าไหร่

?สวนผักน้ำ? เสิร์ฟสุขภาพอิ่มเพื่อคนเมือง  

 

ป้ายหน้าร้าน
 
 
       นับถึง วันนี้ร้าน ?สวนผักน้ำ? เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้รักสุขภาพ ด้วยเสน่ห์ภายในร้านจะมีแปลงผักไฮโดรโพนิคส์ (Hydroponics) ปลูกเป็นแนวเรียงรายไว้บริการลูกค้าได้ทันที ผักที่นำมาทำเมนูจึงรับประกันได้ถึงความสดสะอาด โดยผู้อยู่เบื้องหลังร้านนี้ คือ พีระพล เผ่าทองสุข และภรรยา ซึ่งแรงบันดาลใจ แค่อยากปลูกผักชนิดนี้ไว้กินเอง พร้อมแบ่งปันคนรอบข้างได้รับในสิ่งดีเพื่อสุขภาพเช่นกัน 
 
       ร้าน ?สวนผักน้ำ? อยู่ที่ถนนสุคนธสวัสดิ์ มีพื้นที่รวม 1 ไร่ ส่วนใหญ่จะใช้ทำแปลงผักไฮโดรโพนิคส์ ขณะที่ตัวร้านขนาดกะทะรัด มีเพียง 6-7 โต๊ะเท่านั้น นับอายุตั้งแต่จุดเริ่มต้นกว่า 10 ปีที่แล้ว
       
       พีระพล เผ่าทองสุข เล่าว่า ส่วนตัวทั้งเขาและภรรยากินผักไฮโดรโพนิคส์มาก่อนอยู่แล้ว ซึ่งเวลานั้น ผักชนิดนี้ยังเป็นของใหม่สำหรับคนไทย ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 700 บาท ประกอบกับมีโอกาสเห็นวิธีปลูกในต่างประเทศ พบว่าไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความเอาใจใส่ จึงเกิดแรงบันดาลใจ จะทำสวนเพื่อปลูกกินเองและแบ่งให้คนใกล้ชิด ไม่ได้คิดจะทำเชิงธุรกิจแต่อย่างใด โดยควักเงินส่วนตัวกว่า 3 ล้านบาท ทำตามสิ่งที่ตั้งใจไว้

 
 
แปลงผักไฮโดรโพนิคส์ ในร้าน  
 
 
       ?พอเกิดความคิดอยากทำ ผมก็ทำเลย ไม่ได้คิดว่าทำแล้วจะไปขายใคร หรือคุ้มค่าไหม เพราะเราแค่อยากเรียนรู้ เพื่อมีสวนผักของตัวเอง ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ ผมมีเพื่อนสนิทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ประกอบกับมีนักวิชาการเป็นที่ปรึกษา รวมถึง ไปดูงานในต่างประเทศ แต่โดยสรุปแล้ว สิ่งสำคัญที่สุด คือการเรียนรู้ด้วยตัวเองจากประสบการณ์ตรง และเชื่อในข้อเท็จจริง ซึ่งหาไม่ได้ในตำรา คนที่เรื่องจบปริญญาโทมาโดยตรงก็ไม่สามารถทำได้? พีระพล เผย

 
 
       สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่ใช้สั่งจากประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยคัดเลือกมา 8 สายพันธุ์ที่เหมาะจะปลูกในประเทศไทย เช่น เรดคอรัล กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ผักกาดคอส เป็นต้น กว่าจะสำเร็จได้ตามต้องการใช้เวลานับปีทีเดียว ผลผลิตที่ได้นอกจากกินเอง และแบ่งปันคนใกล้ชิดแล้ว จะบรรจุใส่ซอง พร้อมน้ำสลัดสูตรทำขึ้นเอง ขายแค่ชุดละ 30 บาท ที่หน้าสวน และศูนย์อาหารในองค์กรที่พีระพลทำงานประจำอยู่ ซึ่งไม่ได้คาดหวังกำไรเช่นกัน แค่มีแนวคิดอยากให้คนอื่นๆ ได้กินผักคุณภาพดี ในราคาไม่แพง

 
 
ภายในร้าน มีโต๊ะนั่งไม่กี่ตัว
 
       ?ช่วงแรก ต่อวันขายได้แค่ 10-50 ซอง ถ้าผมคิดทำในเชิงธุรกิจไม่มีทางอยู่ได้ ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในสวน ก็เอาเงินเดือนประจำมาโปะ แต่หลังจากวางขายสักระยะ โดยเราไม่เคยไปโฆษณาอะไรเลย ยอดขายก็เพิ่มมาขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้ง มีร้านอาหารต่างๆ ขอสั่งซื้อวัตถุดิบผักเข้ามา? เจ้าของร้าน ระบุ
       
       ไม่แค่นั้น จากกระแสบอกต่อ และกระแสรักสุขภาพ ทำให้มีคนทั่วสารทิศ เดินทางมาขอชิมผักไฮโดรโพนิคส์ถึงขนาดต้องเข้าคิวรอ จนเจ้าของธุรกิจทั้งสองต้องยอมทำตามเสียงเรียกร้อง เปิดเป็นร้านอาหาร เมื่อประมาณ 6-7 ปีที่แล้ว เพื่อบริการทุกคนได้ทั่วถึง ซึ่งเมนูในร้าน ก็เป็นเมนูที่ทำกินเองบ่อยๆ อยู่แล้ว เช่น จำพวกพาสต้า และสลัดผัดราดหน้าต่างๆ รวมประมาณ 10 รายการ ประกอบกับน้ำผลไม้ อย่างผักเขียวปั่น , บีทรูท-เสาวรส เป็นต้น ซึ่งราคาเทียบแล้วยังถูกร้านอาหารดังๆ ทั่วไป ขณะที่คุณภาพความสดใหม่เหนือชั้นกว่ามาก

 
 
เมนูสลัด
 
 
       เสน่ห์ของร้าน ?สวนผักน้ำ? ที่ใครมาก็ต้องประทับใจ คือ แปลงผักไฮโดรโพนิคส์ที่ปลูกเป็นแนวเรียงรายภายในร้าน จะเก็บผักสดๆ ทุกเช้า ไว้พร้อมบริการทันที ซึ่งกลุ่มลูกค้ามีตั้งแต่เด็กวัยรุ่นถึงผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่จะเป็นขาประจำที่ใส่ใจเลือกสินค้าคุณภาพให้แก่ตัวเอง
       
       พีระพล เผยว่า ปัจจุบัน ต่อวันมีปริมาณใช้ผักกว่า 70 กิโลกรัม ส่วนยอดขายแบบซองกว่า 300 ซองต่อวัน มีเงินหมุนเวียนในร้าน 4-5 แสนบาทต่อเดือน ซึ่งจริงๆ แล้ว ความต้องการของตลาดมีมากกว่านี้ แต่เนื่องจากวัตถุประสงค์หลักจริงๆ ไม่ได้มุ่งหวังกำไรตัวเงินเป็นอันดับหนึ่ง จึงไม่คิดจะขยายหรือลงทุนเพิ่มเติม เพื่อให้กำไรงอกเงยมากขึ้น เพราะกำไรที่แท้จริงสำหรับเขา คือ ได้เห็นลูกค้ามีความสุขเมื่อได้ชิมผักคุณภาพดี
       
 
 
บรรจุซอง
 
       ?ทุกวันนี้ ผมพยายามบีบไม่ให้มันโตจนเกินไป ขอแค่รับผิดชอบส่งร้านอาหารที่จำเป็นต้องใช้ผักของเราจริงๆ กับบริการลูกค้าที่ตั้งใจมากินที่ร้านให้เพียงพอเท่านั้น ถ้ามียอดสั่งจากรายใหญ่ๆ ผมจะปฏิเสธเลย เพราะผมกับภรรยามีกันแค่สองคน ลูกก็ไม่มี เงินมีมากเกินไปก็ไม่รู้จะใช้อะไร ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ผมจึงเน้นดำเนินชีวิตให้สมดุล อยู่บนทางสายกลาง มีกิน มีใช้พอประมาณ ไม่โลภ กำไรที่ได้ส่วนหนึ่งก็ไปทำบุญ ส่วนความสำเร็จในวันนี้ ก็ถือเป็นตำนานชีวิตที่ผมและภรรยาจะเก็บไว้เป็นความภาคภูมิใจส่วนตัวตลอดไป? พีระพล กล่าวทิ้งท้าย
 
 
 
บันทึกการเข้า

Natnarak
หัวหน้างาน
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 789
สมาชิกลำดับที่ 17
อย่ายอมแพ้โดยที่ไม่ได้ต่อสู้


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #3 เมื่อ: 28 กุมภาพันธ์, 2552, 04:08:43 »

น่าสนใจมากๆๆ..เดียวๆๆจะลองทำดู..
บันทึกการเข้า

ชีวิตมันอย่างนี้ แค่นี้ เท่านี้เพื่อนเอย.

จะแปลกตรงไหนที่ใครจะมองอย่างไร

ไม่แปลกตรงไหนที่ใครจะคิดอย่างไร

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #4 เมื่อ: 27 กรกฎาคม, 2552, 21:35:23 »

ปัจจุบันคนไทยหันมาใส่ใจในเรื่องของการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพกันมาก "ผักปลอดสารพิษ" จึงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย

เพื่อเป็นการช่วยเหลือเพิ่มช่องทางทำกิน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) จึงคิดพัฒนาต้นแบบชุดปลูกผักไร้ดินระบบไฮโดรโปนิกส์ขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำไปปลูกได้ง่ายที่บ้าน โดยใช้ต้นทุนเพียง 199 บาท สามารถเก็บเกี่ยวได้ใน 45 วัน

น.ส.รุจิรา สุริยา นักวิจัยสถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.สุวรรณภูมิ อธิบายงานวิจัยชิ้นนี้ว่า ได้ทดลองกับการปลูกผักสลัดต่างประเทศ พบว่าผักมีการเจริญเติบโตปกติในสารละลายอาหารที่ได้ผ่านการทดลองมาแล้ว นอกจากนี้ทีมวิจัยยังได้คิดค้นสูตรธาตุอาหารที่เหมาะกับพืชผักแต่ละชนิด เพื่อใช้ในการปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์อีกด้วย

น.ส.รุจิราเล่าว่า การปลูกผักโดยไม่ใช้ดินนี้เป็นเทคโนโลยีที่เคยมีมาก่อนแล้ว เพราะปัจจุบันกระแสการหันมาใส่ใจในสุขภาพของคนไทยมีมากขึ้น ผักปลอดสารพิษ ผักกางมุ้ง และผักไฮโดรโปนิกส์ จึงเป็นทางเลือกใหม่ของผู้บริโภคที่กำลังได้รับความนิยมขึ้นเป็นลำดับ นอกจากจะปลอดภัยจากสารพิษตกค้างแล้ว สีสันยังดูน่ารับประทาน และรสชาติดีอีกด้วย
 


นอกจากนั้นสถาบันวิจัยยังได้จัดทำโครงการคลินิกเทคโนโลยีเพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการปลูกพืชไม่ใช้ดินให้แก่เกษตรกรและผู้ที่สนใจให้สามารถนำไปปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายเป็นอาชีพได้

การปลูกพืชไม่ใช้ดินจึงเหมาะสมกับผู้ที่มีพื้นที่เพาะปลูกน้อย เช่น อาศัยในหมู่บ้านจัดสรร อพาร์ตเมนต์หรือห้องเช่าต่างๆ

ในช่วงที่ผ่านมาสถาบันวิจัยและพัฒนาได้นำเทคโนโลยีการปลูกพืชไม่ใช้ดินไปร่วมจัดแสดงและสาธิตออกหน่วยเคลื่อนที่ร่วมกับจ.พระนครศรีอยุธยาเป็นประจำทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง

และได้นำผลงานร่วมแสดงและให้บริการความรู้ในงาน "ราชมงคลสุวรรณภูมิแฟร์" ครั้งที่ 1 พบว่ามีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก และต้องการให้สถาบันวิจัยและพัฒนาจัดอบรมการปลูกพืชไม่ใช้ดินให้

ที่ผ่านมาสถาบันวิจัยและพัฒนาได้อบรมการปลูกพืชไร้ดินไปแล้ว 2 รุ่นด้วยกัน และยังเป็นหลักสูตรหนึ่งของโครงการ ต้นกล้าอาชีพอีกด้วย

ด้านนางไสว เทศพันธ์ ผู้ดำเนินโครงการเปิดเผยว่า สำหรับผักที่นำมาปลูกด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์ ส่วนใหญ่จะเป็น ผักกวางตุ้ง และผักคะน้า เนื่องจากเป็นผักที่ใช้เวลาในการปลูกสั้น คือ ใช้เวลาปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 40-45 วันเท่านั้น ก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว

สำหรับวิธีการปลูก 1.นำฟองน้ำสำหรับเพาะบรรจุใส่ถาดเพาะ แล้วรดน้ำให้ชุ่มก่อนนำไปเพาะ 2.ใช้ไม้ปลายแหลมจุ่มน้ำแล้วนำไปแตะกับเมล็ดพันธุ์ใส่ในฟองน้ำ 2-3 เมล็ด 3.นำผ้ามาคลุมถาดเพาะไว้ รดน้ำทั้งเช้าและเย็นเป็นระยะเวลา 3 วัน เมล็ดก็จะงอก

4.หลังจากนั้นให้นำผ้าคลุมถาดเพาะออกและนำไปอนุบาลในโรงเรือนอนุบาลต้นกล้า เป็นระยะเวลา 4 วัน ก็จะได้ต้นกล้าที่พร้อมปลูก หากไม่มีโรงเรือนให้นำมุ้งมากางแทนได้เช่นกัน 5.นำต้นกล้าที่เตรียมไว้ย้ายลงแปลงปลูก (ควรย้ายต้นกล้าในตอนเย็น) โดยให้สอดต้นกล้าเข้าทางด้านหลังของแผ่นปลูกอย่างระมัดระวัง

6.หลังปลูกหนึ่งวันให้เติมสารละลายธาตุอาหารตามความต้องการของพืชแต่ละชนิด พร้อมทั้งดูแลระบบน้ำตลอดอายุการเก็บเกี่ยว 7.ก่อนเก็บเกี่ยว 4-5 วันให้งดเติมสารละลายธาตุอาหารแต่ให้เติมน้ำเปล่าแทนเพื่อเป็นการลดความเข้มข้นของสารละลายธาตุอาหาร (อายุการเก็บเกี่ยวขึ้นอยู่กับชนิดของพืช)

ข้อดีของการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์คือ สามารถปลูกได้ทุกพื้นที่ และยังปลูกได้ในปริมาณมากในพื้นที่น้อย ใช้เวลาเก็บเกี่ยวสั้น โรคและแมลงน้อย ธาตุอาหารถูกนำไปใช้อย่างสูงสุด ลดการใช้แรงงานคน

สำหรับคนที่สนใจอยากได้ชุดปลูกผักไร้ดินระบบไฮโดรโปนิกส์ หรือข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อไปได้ที่ สถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.สุวรรณภูมิ ศูนย์หันตรา โทรศัพท์ 0-3532-3620, 0-3524-2554 ต่อ 6401

เป็นอีกหนึ่งงานวิจัยเพื่อสังคมจากสถาบันการศึกษา
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 17,979
สมาชิกลำดับที่ 2
คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์

| |

« ตอบ #5 เมื่อ: 27 กรกฎาคม, 2552, 22:02:12 »

ผักไร้ดินเมืองจันท์

หากเอ่ยถึงจังหวัด จันทบุรี คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามไม่ว่าจะเป็น น้ำตก ทะเล และภูเขา ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมองไปที่ภาพ เกษตรกรชาวสวน และ ผลไม้นานาพันธุ์ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัด อาทิ เงาะ ทุเรียน มังคุด ฯลฯ ซึ่งการทำสวนผลไม้ถือเป็น อาชีพหลัก ที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่นี่เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามบนพื้นที่ที่ถือว่ามีความอุดมสมบูรณ์ใช่ว่าจะมีเพียงการทำสวนผลไม้เท่านั้น โดยที่ ?บางกะจะไฮโดรโพนิกส์ฟาร์ม? เลขที่ 65 หมู่ 4 ต.บางกะจะ อ.เมือง จ.จันทบุรี ติดกับวัดพลับ วัดโบราณแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของเมืองจันท์ มีการทำ ฟาร์มผักไฮโดรโพนิกส์  (พืชไร้ดิน) แห่งแรกของที่นี่ ผู้บุกเบิกคือ นายวีระ นามพระจันทร์ หรือที่ชาวจันท์เรียกกันติดปากว่า ?ปลัดวีระ?
   
ที่มาที่ไปการทำฟาร์มผักบนดินแดนที่ได้ชื่อว่าเมืองผลไม้ คุณวีระ เปิดเผยว่า ตนรับราชการมา 25 ปี เป็นปลัดอำเภอมาหลายแห่ง กระทั่งปี 45 เป็นปลัดจังหวัดจันทบุรี ขณะรับราชการได้ ช่วยเหลือ ชาวสวนเรื่องปัญหาผลไม้ราคาตกมาโดยตลอด แต่เนื่องจาก ปัจจัยบางอย่าง ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือชาวสวนได้อย่างเต็มที่ กระทั่งจุดเปลี่ยนในชีวิตเกิดขึ้นช่วงปี 47 เออร์ลี่ฯจากงาน อยู่บ้านว่าง ๆ เลย ลองปลูกผักไฮโดรโพนิกส์ กินในครอบครัว ซึ่งไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย แต่ด้วยความที่เป็นเด็กต่างจังหวัด เคยช่วยพ่อแม่ทำสวนมาก่อนจึงพอมีพื้นฐานอยู่บ้าง
   
นักปกครองที่ผันตัวเองมาเป็นชาวสวน กล่าวต่อว่า คำว่า Hydroponics มาจากการรวมคำในภาษากรีก คือ Hydro หมายถึง ?น้ำ? และ Ponics หมายถึง ?งาน? เมื่อนำสองคำมารวมกันจะเป็น ?Water Working? หมายถึงการ ทำงานที่มีสารละลายธาตุอาหารผ่านรากพืช โดยไม่ใช้ดิน ซึ่งต้องควบคุมอุณหภูมิของสารละลายธาตุอาหารพืชให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตให้ดี ผักที่ปลูกจึงมีความปลอดภัยสูง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคที่รักสุขภาพ วิธีทำไม่ได้ยากเย็น ก่อนอื่นจัดหาอุปกรณ์เฉพาะ อาทิ  โฟม ถาดรอง โครงเหล็ก (โรงเรือน) ปรับแต่งได้ มุ้งกันแมลง และปั๊มน้ำ เมื่อได้ทุกอย่างแล้ว เริ่มต้นนำ ฟองน้ำ สำหรับเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมา รดน้ำให้ชุ่ม หยอดเมล็ดพันธุ์ลงไปในฟองน้ำไม่ต้องให้ลึกมากนัก รดน้ำให้ชุ่มทุกวัน หาวัสดุปิด ไม่ให้โดนแสง 3 วัน วันที่ 4 เปิดให้ฟองน้ำโดนแสง ซึ่งเราจะเห็นเมล็ดพันธุ์ที่เพาะไว้ งอก ขึ้นมาจากหลุม จากนั้นให้น้ำไม่เกิน 2 วันก็สามารถนำไปปลูกต่อในโรงเรือน โดยนำไปใส่ในหลุมโฟมซึ่งมีถาดรองน้ำ ก่อนเปิดระบบปั๊ม น้ำวน ผ่านรากตลอดเวลา พร้อม กางมุ้ง ป้องกันแมลง ทั้งนี้ผักทั่วไปจะใช้เวลาปลูกไม่เกิน 30 วันก็จะได้ผลผลิต
   
ข้อดี ของการปลูกผักวิธีนี้ คือสามารถปลูกได้ ตลอดทั้งปี อีกทั้งช่วงฤดูฝนน้ำจะ ท่วม บางพื้นที่ส่งผลให้ผักที่ปลูกกับดินได้รับความเสียหาย ขณะที่ผักไฮโดรโพนิกส์ ไม่ได้รับผลกระทบ ควบคุมปุ๋ยได้ต่างจากระบบปลูกดิน ทำราคาได้ดีกว่าผักทั่ว ๆ ไป และที่สำคัญควบคุมการใช้จ่ายในการผลิตได้ชัดเจน ทั้งนี้ที่ผ่านมามีผู้สนใจ ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการการเกษตรฯ นักศึกษา เกษตรกร เดินทางมาดูงานที่ฟาร์มฯ เป็นจำนวนมาก โดยทางฟาร์มฯยินดีให้ความรู้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด.

ศุภฤกษ์  วิเชียรปัญญา
บันทึกการเข้า

choke d
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 1
สมาชิกลำดับที่ 3457


| |

« ตอบ #6 เมื่อ: 05 พฤศจิกายน, 2552, 16:42:43 »

 
บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2 3 4  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: