
หากมีการตั้งคำถามว่า คนไทยทุกระดับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการทั้งปวง และองค์กรอิสระต่าง ๆ มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ทุกคนทุกฝ่ายต่างมีคำตอบตรงกันว่า ต่างมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้ โดยเฉพาะความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
แต่ถ้าถามต่อไปก็ถามว่า ? ได้มีการปฏิบัติตน ปฏิบัติต่อพระองค์ สมกับที่ทุกคนทุกฝ่ายมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเพียงใด? เป็นเรื่องที่ยากจะตอบเพราะเป็นเรื่องของการแสดงออกของแต่ละบุคคลแต่ละองค์กร ในแต่ละโอกาส แต่ละเรื่อง แต่ละสถานการณ์
ความสำนึกในวโรกาสสำคัญ รัชมังคลาภิเษกสมโภชน์ รัฐบาลจะจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบการขึ้นครองราชย์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาสต่าง ๆ อย่างยิ่งใหญ่ แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นต่อองค์พระมหากษัตริย์ เป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ไปด้วยพิธีการอันยิ่งใหญ่และการพัฒนาอื่น ๆ ถวายเป็นราชสักการะ ดังเช่น การเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อ พ. ศ. 2539 นอกจากพิธีกรรมทางศาสนาแล้วส่วนราชการต่าง ๆ และภาคเอกชนได้ดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ถวายมากมาย
ก. ระยะยาว มี 2 หน่วยราชการอิสระ 14 กระทรวง/ ทบวง และ 7 หน่วยงานเอกชนในประเทศ จัดทำโครงการขนาดใหญ่ มีระยะเวลาดำเนินงานเกินกว่า 1 ปี ขึ้นไปถึง 260 โครงการ ใช้งบประมาณถึง 88,469 ล้านกว่าบาท
ข. ระยะสั้น 340 โครงการจาก 3 หน่วยราชการ 15 กระทรวง/ ทบวง 35 หน่วยงานเอกชนในประเทศ 4 หน่วยงานเอกชนต่างประเทศ
โครงการ เฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งระยะยาว ระยะสั้น มีรายละเอียดดังนี้
โครงการด้านการซ่อมสร้างถาวรวัตถุและสิ่งสาธารณประโยชน์ ระยะยาว 78 โครงการ/ กิจกรรม จาก 34 หน่วยงาน 14 จังหวัด มูลค่า 32,452 ล้านบาท ระยะสั้น 63 โครงการ/ กิจกรรม จาก 20 หน่วยงาน 26 จังหวัด
โครงการด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคม และจิตใจ ระยะยาว 92 โครงการ/ กิจกรรม จาก 52 หน่วยงาน 13 จังหวัด มูลค่า 44,259 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 98 โครงการ/ กิจกรรม จาก 55 หน่วยงาน 17 จังหวัด
โครงการด้านการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ระยะยาว 38 โครงการ/ กิจกรรม จาก 21 หน่วยงาน 12 จังหวัด มูลค่า 3,717 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 51 โครงการ/ กิจกรรม จาก 24 หน่วยงาน 16 จังหวัด
โครงการด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ระยะยาว 13 โครงการ/ กิจกรรม จาก 11 หน่วยงาน มูลค่า 7,519 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 13 โครงการ/ กิจกรรม จาก 11 หน่วยงาน 1 จังหวัด
โครงการด้านส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรม ระยะยาว 26 โครงการ/ กิจกรรม จาก 14 หน่วยงาน 4 จังหวัด มูลค่า 361 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 58 โครงการ/ กิจกรรม จาก 38 หน่วยงาน 4 จังหวัด
โครงการด้านแสดงนิทรรศการและการประกวด ระยะยาว 8 โครงการ/ กิจกรรม จาก 7 หน่วยงาน 11 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 34 โครงการ/ กิจกรรม จาก 30 หน่วยงาน
โครงการด้านเอกสารสิ่งพิมพ์และของที่ระลึก ระยะยาว 5 โครงการ/ กิจกรรม จาก 5 หน่วยงาน มูลค่า 147 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 23 โครงการ/ กิจกรรม จาก 20 หน่วยงาน
ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันความจงรักภักดีและการแสดงออกของคนไทยในวโรกาสสำคัญ เช่น ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี
วันเฉลิมพระชนมพรรษา
วันที่ 5 ธันวาคม ทุกปี เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่คนไทยทุกคนตั้งหน้ารอคอย เพื่อจะร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลและรอรับพระราชทานกระแสพระราชดำรัสต่าง ๆ
วันที่ 4 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันที่คนไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งองคมนตรี รัฐบาล ฝ่ายค้าน ศาลต่าง ๆ ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน องค์กร มูลนิธิ และประชาชนได้เฝ้า ถวายพระพรอย่างเนืองแน่นในสวนดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต และประชาชนทั่วไปทั้งประเทศต่างเฝ้าชมพระบารมีทางโทรทัศน์ เป็นวันที่พระองค์เสด็จมารับการถวายพระพรชัยมงคล และเป็นวันที่จะพระราชทาน พระราชดำริ พระบรมราโชวาท และพระราชาธิบายในเรื่องต่าง ๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา ปี พ . ศ. 2540 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอธิบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเพิ่มเติมในปี พ. ศ. 2541 ดังมีสาระสำคัญบางประการว่า
"? พอมีพอกิน ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี? ประเทศไทยสมัยก่อนนี้ พอมีพอกิน มาสมัยนี้อิสระ ไม่มีพอมีพอกิน จึงจะต้องเป็นนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ?"
ทรงเปรียบเทียบคำว่า พอเพียง กับคำว่า Self-Sufficiency ว่า "?Self-Sufficiency นั้น หมายความว่า ผลิตอะไร มี พอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง? เป็นไปตามที่เค้าเรียกว่ายืนบนขาของตัวเอง??
คนส่วนมากมักเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของเกษตรกรในชนบทเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว ผู้ประกอบอาชีพอื่น เช่น พ่อค้า ข้าราชการ และพนักงานบริษัทต่าง ๆ สามารถนำแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง ไปประยุกต์ใช้ได้
?? แต่ว่าพอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือ คำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอใจในความต้องการมันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนผู้อื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้ อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง? ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่าความพอประมาณและความมีเหตุผล?"
เศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ยกมาเสนอไว้ที่แสดงว่าความเข้าใจในเรื่องนี้ของคนไทยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุก ๆ ฝ่าย ตั้งแต่รัฐบาลลงมาถึงประชาชน มีไม่มากนัก การรับฟังพระราชดำรัสก็ดี พระราชาธิบายก็ดี หรือพระบรมราโชวาทก็ดี ยังติดอยู่กับความภาคภูมิใจในรูปแบบพิธีการที่ได้มีโอกาสสูงสุดในชีวิตที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่มิได้นำเนื้อหาสาระมาพิจารณาดำเนินการต่อไปให้สมกับที่เปล่งวาจาว่า? รู้สึก ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ? หรือ ? มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นอย่างยิ่ง?
พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงชี้แนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ให้กับรัฐบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการแทบทุกหมู่เหล่า ในวโรกาสต่าง ๆ กัน และทรงปรารถนาจะเห็นการปฏิบัติตามข้อแนะนำและห่วงใยของพระองค์อย่างแท้จริงถึงกับทรงรับสั่งว่า ถ้าทุกคนช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ทรงย้ำ ? พอควร พออยู่ พอกิน มีความสงบ? ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรมีคุณค่าอย่างที่สุดตลอดไป?
สิ่งที่รัฐบาล รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ ข้าราชการและภิกษุสงฆ์ จะต้องร่วมกันให้คำตอบว่า องค์กรของท่านได้ปฏิบัติต่อพระราชดำริ พระบรมราโชวาทต่าง ๆ ของพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยความทุ่มเทจริงจังเพียงใด
ความสำนึกในการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือคำปฏิญาณ การถวายสัตย์ปฏิญาณ คือ การถวายคำมั่นสัญญาต่อพระมหากษัตริย์ ที่จะทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตน ดังนี้
องคมนตรี ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ว่า
" ข้าพระพุทธเจ้า ( ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ "
สมาชิกรัฐสภา ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาของตน ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
" ข้าพเจ้า ( ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"
เหตุผลที่ต้องปฏิญาณตนทุกครั้งก่อนเข้ารับหน้าที่ก็เพราะ สมาชิกสภาทั้งสองต้องปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติในนามของพระมหากษัตริย์ เป็นการสัญญาไว้กับปวงชนชาวไทยว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทุกคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนทั้ง 3 ประการ
ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและตามคำปฏิญาณที่จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมักจะเกิดปัญหาที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องปฏิบัติตามมติพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ในการลงมติเรื่องต่าง ๆ หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ต้องกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้นต้องพิจารณาด้วยตนเองอีกชั้นหนึ่งว่า มตินั้น ๆ เป็นการรักษาประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ เช่น เมื่อมีการอภิปรายรัฐมนตรีกรณีทุจริต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ชอบที่จะพิจารณาข้อมูลด้วยความละเอียดรอบคอบ ถ้าเห็นว่าข้อมูลหลักฐานพอเชื่อถือได้ก็ไม่จำต้องลงมติอุ้มรัฐมนตรีนั้นตามมติพรรค โดยมีรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 47 วรรค 3 ให้ความคุ้มครองไว้
ในการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร หรือ วุฒิสภาก็ยังไม่เป็นไปโดยอิสระ กลับผูกพันอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล ซึ่งแยกออกไปจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแล้ว กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรยังยึดถือหลักปฏิบัติแต่เดิมมา ถ้าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ต้องส่งให้รัฐบาลพิจารณาก่อน ส่วนร่างกฎหมายอื่น แม้จะเป็นกฎหมายที่ประชาชนร่วมกันลงชื่อมาถึง 50,000 คน หรือที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอได้เองก็ยังต้องฟังคำสั่ง Whip ของรัฐบาล ถ้า Whip ไม่ให้นำขึ้นพิจารณา สภาผู้แทนราษฎรก็พิจารณาไม่ได้ กฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดจึงเป็นร่างกฎหมายของรัฐบาลเท่านั้น ยังไม่ปรากฏมีกฎหมายใดที่สภาผู้แทนราษฎรได้ริเริ่มพิจารณาด้วยตนเองเลย ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ก็ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
คณะรัฐมนตรี ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ว่า
" ข้าพระพุทธเจ้า ( ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"
สัตย์ปฏิญาณที่รัฐมนตรีได้ถวายต่อพระมหากษัตริย์ข้างต้น คือ คำมั่นสัญญาเป็นปฐมบทก่อนเข้ารับหน้าที่ในการใช้อำนาจบริหารแทนพระมหากษัตริย์อันแสดงถึงความเป็นรัฐบาลและรัฐมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณทุกครั้ง ก็ทรงพระราชทานโอวาทให้รัฐมนตรีทุกคนรักษาคำสัตย์ปฏิญาณที่เปล่งออกมา เพื่อจะได้เกิดความเจริญก้าวหน้าทั้งแก่ตนเองและราชการ
คำสัตย์ปฏิญาณเช่นนี้ มิได้กำหนดไว้เพียงเพื่อเป็นแบบพิธีการก่อนเข้าทำหน้าที่อย่างแน่นอน หากรัฐมนตรีทุกคนได้น้อมเอาคำปฏิญาณที่ตนเปล่งออกมาด้วยวาจาของตนเองและใส่เกล้าฯ มาเป็นหลักปฏิบัติอย่างจริงจัง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นก็ยากที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สามารถป้องกันปราบปรามได้โดยง่าย ปัจจุบันการป้องกันปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นต่าง ๆ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว แม้จะไม่ใช่หน้าที่ของคณะรัฐมนตรีโดยตรง แต่ความรับผิดชอบก็ยังอยู่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ก็ยังไม่พ้นความรับผิดชอบเพราะเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของตนเอง
ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ การแยกหน้าที่การป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นไปเป็นของหน่วยงานอิสระ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งกำลังเกิดความพิกลพิการในองคาพยพ ของตัวคณะกรรมการเองบ้าง ตัวผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเองบ้าง ก็ทำให้คดีผู้ทุจริตคอร์รัปชั่นค้างและทำท่าจะหมดอายุความไปเป็นจำนวนมากประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินกระทำได้ไม่ทั่วถึง ( ตรวจองค์การบริหารส่วนตำบล ได้ปีละประมาณ 200 ? 300 แห่ง จากเกือบ 7,000 อบต.) จึงเท่ากับว่า ใครจะทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างไรก็กระทำได้โดยแทบจะไม่มีการแก้ไขจับกุมมาลงโทษ ได้ส่งผลสะท้อนทางอ้อมมาถึงรัฐบาลว่าไม่ป้องกันปราบปรามปัญหานี้อย่างจริงจัง จริงใจ
ศาล ศาลทุกศาลตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร ล้วนพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย ในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น ผู้พิพากษาและตุลาการของทุกศาลต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ว่า
" ข้าพระพุทธเจ้า ( ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่ง ราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ"
นอกจากคำสัตย์ปฏิญาณที่ต้องถวายไว้แล้ว ตุลาการทุกศาลยังเป็นผู้วินิจฉัยคดีความต่างๆในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในการพิจารณาวินิจฉัยคดีความต่างๆตุลาการทุกคนทุกศาลจำเป็นจะต้องคำนึงถึงคำสัตย์ปฏิญาณและพระปรมาภิไธยของพระเจ้าอยู่หัวฯ มิใช่วินิจฉัยพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่านั้น พระบรมราโชวาท พระปฐมบรมราชโองการ พระราชปรารภ พระราชดำริต่างๆในฐานะทรงเป็นประมุขของชาติผู้พระราชทานอำนาจตุลาการมาให้ท่านทั้งหลายเป็นผู้ใช้อำนาจแทนพระองค์ และในฐานะธรรมิกราชาผู้มีจริยาวัตร วัตรปฏิบัติและพระราชดำริอันงดงามเพื่อประเทศชาติประชาชนของพระองค์ ที่ทรงเน้นย้ำให้ทุกคนตั้งมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ความเที่ยงธรรมและอื่นๆเป็นสิ่งที่ตุลาการทุกคนจะต้องหันมายึดไว้เป็นหลักในการวินิจฉัยพิพากษาคดีต่างๆ
ศาลที่สมควรยกมากล่าวถึงเป็นพิเศษ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งขึ้นใหม่พร้อมกับศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ. ศ. 2540 เป็นศาลที่มีอำนาจพิเศษในการวินิจฉัยตีความกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีอำนาจวินิจฉัยความขัดแย้งระหว่างองค์กร รับอุทธรณ์การขับออกซึ่งสมาชิกพรรคการเมือง วินิจฉัยกรณีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน นั่นคือ การชี้เป็นชี้ตายทางการเมืองต่อนักการเมืองต่าง ๆ ผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงถูกเพ่งเล็งและเฝ้ามองจากสังคมอย่างใกล้ชิดในการวินิจฉัยแต่ละคดีว่าเป็นไปด้วยความรอบคอบ สุจริต เที่ยงธรรม และเป็นบรรทัดฐานที่จะให้องค์กรทางการเมืองต่าง ๆ ถือเป็นหลักปฏิบัติเพียงใด เพราะคำวินิจฉัยของศาลนี้ถือเป็นเด็ดขาดและผูกพันกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและองค์กรอื่น ๆ ของรัฐ
คดีตัวอย่างที่เกิดความสับสนแก่ผู้ปฏิบัติคือ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ( คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา) ไม่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติ กฎหมาย ทำให้ผู้ปฏิบัติและประชาชนสงสัยว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงใช้ พระราชอำนาจแต่งตั้ง จนมีพระบรมราชโองการไปแล้วเป็นเวลาเกือบ 2 ปี มิเป็นการลบล้าง พระบรมราชโองการหรือ ประกอบกับกฎหมายก็มิได้กำหนดให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินผู้นี้มิได้ลาออกให้พ้นจากตำแหน่งภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ก็เกิดปัญหา และมีการตรวจพบว่าระเบียบการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย ก็ยิ่งมีข้อสงสัยในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น และยังไม่มีผู้ใดสามารถหาข้อสรุปที่ถูกต้องในคดีนี้ได้ต่อไป ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องระมัดระวังและต้องป้องกันมิให้สังคมมีความคลางแคลงใจว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลเช่นเดียวกับที่สังคมยังมีความคลางแคลงใจต่อองค์กรอิสระอื่น ๆ
รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า องค์กรทางการเมือง ผู้เป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตยทั้งสามฝ่ายต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ แสดงการให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าพระพักตร์ของพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงมีกระแสพระราชดำรัส ให้ปฏิบัติตามคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้เปล่งวาจาออกมาเสมอ และจะทรงเน้นย้ำในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ หากผู้ทำหน้าที่ในองค์กรทั้งสาม ตระหนักและปฏิบัติตนตามคำสัตย์ปฏิญาณอย่างเคร่งครัด กำชับตรวจตราสอดส่องให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของตนปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างแท้จริงโดยใกล้ชิด ย่อมเป็นการกระทำที่มีคุณค่ายิ่งกว่าคำพูดที่เปล่งออกมาจากปากว่า เป็นผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บ้านเมืองจะไม่เกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นและเกิดความเจริญก้าวหน้า
ความสำนึกในการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คนไทยถือพระบรมราชโองการเป็นสิ่งเหนือเกล้าเหนือชีวิตมาแต่โบราณกาล จะถวายความเคารพเชื่อถือพระบรมราชโองการ แม้เพียงได้ยินหรือเห็นพระบรมราชโองการก็เหมือนเห็นองค์พระมหากษัตริย์ จึงต้องทุ่มเทกำลังกายกำลังความคิดทำงานหรือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งสนองพระบรมราชโองการนั้น ๆ อย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถ
ปัจจุบันมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีคนไทยบางคนมองพระบรมราชโองการเป็นเพียงกลไกอย่างหนึ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าเรื่องใดต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ผู้ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเองก็มิได้ระลึกในเหตุและผลที่ต้องมีการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่อย่างใด ถือเป็นหน้าที่และเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ในการบังคับใช้กฎหมายและอื่น ๆ
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการมีเหตุและผล ดังต่อไปนี้
1. การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นการรับรองพระปรมาภิไธยว่าเป็นพระปรมาภิไธยอันแท้จริงของพระมหากษัตริย์
2. ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คือ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งให้เป็นผู้ถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย โดยผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ต้อง
- รับผิดชอบในความถูกต้องของกระบวนการคิด พิจารณา หรือรูปแบบพิธี ในเรื่องที่ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยว่าถูกต้องตามกระบวนการนั้น ๆ แล้ว เช่น กฎหมายต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาแล้ว ฯลฯ
- รับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อความที่ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระ ปรมาภิไธย
มีกฎหมายบางฉบับ รัฐสภาได้เห็นชอบโดยมีข้อความบางอย่างไม่ถูกต้อง ขัดและแย้งกันเอง ประธานรัฐสภาสมัยหนึ่งมีความเห็นว่า จะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย หากทรงไม่เห็นด้วยก็จะทรงยับยั้งร่างกฎหมายฉบับนั้นด้วยพระองค์เอง ซึ่งความเห็นเช่นนี้ได้รับการคัดค้านจากบุคคลทั่วไปเป็นอันมาก ที่ทราบว่าข้อความในกฎหมายนั้นไม่ถูกต้องย่อมเป็นการไม่เหมาะสมที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ในที่สุดด้วยกระแสกดดันจากสังคมและผู้เกี่ยวข้อง รัฐสภาจึงให้มีการพิจารณาทบทวนแก้ไขใหม่ให้ถูกต้องสมบูรณ์ แล้วนำกลับขึ้นทูลเกล้าฯ เสนอเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย
ความถูกต้อง เป็นปัญหาที่คนรุ่นใหม่พยายามจะจำกัดลงไว้เฉพาะความถูกต้องของข้อความในเอกสาร ที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาอย่างถูกต้องตามขั้นตอนของรัฐสภาแล้วเป็นเพียงความถูกต้องตามกระบวนการและแบบพิธีโดยไม่ต้อง รับผิดชอบต่อเนื้อหาสาระ กรณีเช่น กฎหมายของรัฐบาลชุดก่อนที่พ้นหน้าที่ไปแล้ว รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีผู้มาใหม่ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นต้น กรณีเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นวิธีการคิดที่ถูกต้อง คนไทยต้องถวายความถูกต้องที่ ถูกต้องทั้งทางกฎหมาย ข้อเท็จจริง จารีต วัฒนธรรม ประเพณี ของเราเอง แม้ว่ารัฐสภาจะผ่านการให้ความเห็นชอบในร่างกฎหมายของรัฐบาลชุดเก่าไปแล้ว ก็ควรจะให้รัฐบาลชุดใหม่ได้พิจารณาทบทวน ถ้าไม่สอดคล้องกับนโยบายของชุดใหม่ก็ควรที่จะมีสิทธินำมาพิจารณาถวายคำแนะนำใหม่ได้
- รับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์ ในเรื่องที่ได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการไปแล้ว ในฐานะของผู้ถวายคำแนะนำ
กรณีที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการสรรหาไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย โดยประธานวุฒิสภาเป็นผู้ถวายคำแนะนำให้ทรงแต่งตั้งและเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ย่อมเป็นหน้าที่ของประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่งที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการถวายคำแนะนำครั้งนั้น แม้จะเปลี่ยนตัวผู้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาแล้วก็ตาม วุฒิสภาในฐานะองค์กรถวายคำแนะนำต้องตรวจสอบหาข้อยุติในสถานภาพของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินให้จบสิ้นก่อน จึงจะดำเนินการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ หากคิดแต่เพียงว่า การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินครั้งหลังสุดนี้ถูกต้องตามกระบวนการ รูปแบบพิธีที่กฎหมายกำหนดแล้ว โดยมิคำนึงถึงข้อเท็จจริง ประเพณีและวัฒนธรรมการปกครองของไทยตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญฯ วุฒิสภาก็จะเป็นผู้ล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์เสียเอง จริงอยู่แม้จะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดโทษกรณีเช่นนี้ไว้ แต่ก็ยังจะต้องได้รับบทลงโทษทางสังคมที่เป็นความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์