Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 กรกฎาคม 2553, 07:07:32

   


หน้า: 1 [2]  ทั้งหมด
ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชอำนาจ  (อ่าน 4720 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #10 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 18:06:39 »



นิติราชประเพณี    
 
 นิติราชประเพณีทางการเมืองการปกครองของไทย มีมากมายและมีมานานช้า เป็นนิติราชประเพณีที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนที่ยังมิได้มีนักรัฐศาสตร์ผู้ใด มหาวิทยาลัยใดหยิบยกขึ้นมาพิจารณาว่า มีนิติราชประเพณีใดบ้างที่สามารถนำมาใช้อย่างเหมาะสมพอดีกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 7 ก็กล่าวไว้ว่า "ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" นั่นก็หมายความว่า ประเพณีการปกครองเป็นสิ่งที่มีอยู่จริงและต้องศึกษากำหนดให้ชัดเจน

ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทย เคยเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นและมีกรณีต่าง ๆ ที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์ก็ทรงใช้นิติราชประเพณีในอดีตที่มี มาปรับใช้อย่างแนบเนียนกลายเป็นวัฒนธรรมอำนาจอย่างหนึ่ง

วัฒนธรรมการคิดเรื่องอำนาจของยุโรป - สหรัฐอเมริกา จะเน้นที่หลักความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) แบบตัวใครตัวมัน ตั้งอยู่บนความเสมอภาค (Equality) ตามนิติธรรม (The Rule of Law) และมีการแบ่งแยกปริมณฑลแห่งอำนาจ (Separation of Spheres) ซึ่งแตกต่างกับวัฒนธรรมอำนาจของไทยที่มีมาแต่โบราณกาลซึ่งยึดหลักการใช้อำนาจด้วยธรรมะ ด้วยเมตตา และด้วยความสัมพันธ์ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน

วัฒนธรรมอำนาจแบบไทย ๆ เช่นนี้สามารถทำความเข้าใจร่วมกันได้จากนิติราชประเพณีที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์และคนไทย กล่าวคือ

ประการแรก คนไทยทั้งประเทศมีความสำนึกร่วมกันว่า พระมหากษัตริย์ของไทยเกือบทุกพระองค์เป็นประดุจบิดาที่คอยปกป้องคุ้มครองชีวิตของตนเอง ความรู้สึกเช่นนี้ยังฝังแน่นอยู่ในสายเลือดของคนไทย จนเกิดความผูกพันอันแน่นแฟ้นที่คนไทยจะขาดเสียซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มิได้ และคนไทยที่แท้จริงต่างปลงใจศรัทธามีความเชื่อมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์

พระวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยลาภพฤติยากร ได้แสดงปาฐกถาไว้ตอนหนึ่งว่า 
 
 
  "?ในวัฒนธรรมเดิมของคนไทยเรานั้น พระมหากษัตริย์มีหน้าที่ดุจพ่อเมือง เป็นผู้นำออกรบพุ่งในเวลามีศึกสงคราม ทั้งเป็นพ่อผู้ปกครอง เป็นทั้งตุลาการของราษฎรในเวลาปกติ ความสัมพันธ์ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชนเป็นไปอย่างสนิทสน   
 
 คำกล่าวนี้ยังคงใช้กับคนไทยได้ในสมัยปัจจุบัน

ประการที่สอง นิติราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจอย่างจำกัดต่อคนไทยในชาติ ดังเช่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์จะทรงตรากฎหมายมาใช้บังคับราษฎรต้องขอโทษกันแล้วขอโทษกันอีก ต้องชี้แจงแสดงเหตุผลอย่างละเอียดพิสดาร อ้างถึงความจำเป็นเพื่อประโยชน์สุขของราษฎร อ้างบาลีจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ที่มโนสาราจารย์ไปได้มาจากขอบจักรวาล มิได้ออกกฎหมายมาบังคับใช้ตามอำเภอใจ นอกจากนี้ยังทรงออกกฎมณเฑียรบาลมายับยั้งการใช้พระราชอำนาจของ พระองค์เอง ผิดกับวัฒนธรรมของตะวันตกที่ออกกฎหมายมาตามใจของผู้เป็นรัฐาธิปัตย์ ดังกรณีเมียซีซ่าสมัยกรุงโรมที่กล่าวไว้ว่า "Sic volo ; Sic jubeo , ut leges" เพราะฉันต้องการอย่างนี้ เพราะฉันชอบอย่างนี้ จงไปออกเป็นกฎหมาย หรือพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 กล่าวว่า "L'?tat, c'est moi" เรานี่แหละรัฐ

นิติราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงถือเอาราษฎรเป็นสำคัญเช่นนี้ ได้เป็นมรดกตกทอดกลายเป็นวัฒนธรรมประจำชาติ พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ได้ถือเป็นหลักการปกครองราษฎรโดยไม่ได้ทรงยึดมั่นและผูกขาดอยู่ในพระราชอำนาจเด็ดขาดที่พระมหากษัตริย์ทรงมีอยู่ กลับพยายามเตรียมการต่าง ๆ ให้ราษฎรได้มีส่วนในการใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 - 5 - 6 และ 7 แห่งราชวงศ์จักรี ต้องยอมรับว่า นิติราชประเพณีที่ถือเอาราษฎรเป็นสำคัญนี้ เป็นสิ่งที่มีอยู่เฉพาะในสถาบันพระมหากษัตริย์ของไทย

ประการที่สาม นิติราชประเพณีที่ถือเอาธรรมะเป็นเครื่องมือในการ ปกครองราษฎร ดังจะเห็นได้จาก ความมีใจกว้างขวางให้ราษฎรมีเสรีภาพในการเลือกนับถือศาสนา ความมีเมตตาแก่สรรพสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ และการให้อภัย การเอาชนะโดยธรรม การควบคุมตนเอง การเป็นที่พึ่งพิง การละอบายมุข การทำหน้าที่ทางสังคมด้วยความถูกต้องดีงามของแต่ละฝ่าย การตรวจสอบดูแลทุกข์สุขของราษฎร

ด้วยวัฒนธรรมนี้ พระมหากษัตริย์ของไทยทุกพระองค์จึงต้องทรงมีความรู้ ( ราชศาสตร์ - ธรรมศาสตร์ ศิลปวิทยาการต่าง ๆ ) ทรงเป็นคนดี ทรงอุทิศตนเพื่อผู้ใต้ ปกครองทุกหมู่เหล่าได้มีความสุข ทรงส่งเสริมธรรมะ คนดี สิ่งที่ถูกต้องดีงาม ทรงสร้างความร่มเย็นเป็นสุขและทรงห่วงใยใกล้ชิดประชาชน

ประการที่สี่ นิติราชประเพณีในการรักษาไว้ซึ่งเอกราชความเป็นไท - และคนไทยที่มั่นคงในพระพุทธศาสนา ปรากฏมาแล้วจากการสูญเสียเอกราชอธิปไตยในสมัยกรุงศรีอยุธยา 2 ครั้ง ที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชและสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้องพยายามกอบกู้เอกราชคืนมา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงทำศึกป้องกันประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ต้องยอมเสียดินแดนบางส่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตย ความเป็น เอกราชของชาติจากการคุกคามของจักรวรรดินิยม

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชผู้ทรงถูกบีบบังคับให้เข้ารีตนับถือคริสตศาสนาจากพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ก็ทรงใช้ปรีชาญาณเอาตัวรอดด้วยพระราชดำรัสว่า 
 
 
  "ขอบพระทัยพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสเป็นนักหนาที่มีความสนิทเสน่หาในข้าพเจ้า แต่การที่เปลี่ยนศาสนาที่เคยนับถือมา 2,229 ปีแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ก่อนอื่นขอให้บาทหลวงทำให้ราษฎรของข้าพเจ้าเข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ให้หมดเสียก่อน แล้วข้าพเจ้าจะเข้าตามภายหลัง อีกประการหนึ่งเล่าทรงประหลาดพระทัยเป็นหนักหนาว่า เหตุใดพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสจึงก้าวก่ายอำนาจของพระเจ้า เพราะการที่มีศาสนาต่าง ๆ ในโลกนั้น มิใช่ความประสงค์ของพระเจ้าดอกหรือ จึงมิได้บันดาลให้มี เพียงศาสนาเดียวในเวลานี้ พระเจ้าคงปรารถนาให้ข้าพเจ้านับถือพระพุทธศาสนาไปก่อน เพราะฉะนั้น จะรอคอยความกรุณาของพระองค์บันดาลให้นับถือ คริสตศาสนาในวันใด ก็จะเปลี่ยนไปนับถือคริสตศาสนาเมื่อนั้น จึงขอฝากชะตากรรมของข้าพเจ้าและกรุงศรีอยุธยาไว้ให้อยู่ในความบันดาลของพระเจ้าด้วย ขอพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสสหายของข้าพเจ้า อย่าได้น้อยพระทัยเลย"   
 
 ประการที่ห้า นิติราชประเพณีที่ปรากฏมาก็คือ พระมหากษัตริย์ทรงทำนุบำรุงประเทศชาติและประชาชน ยิ่งกว่าพระองค์เองและพระราชวงศ์ต้องเสด็จพระราชกรณียกิจการสงครามบ้าง ประพาสเยี่ยมเยียนราษฎรบ้าง เพื่อนำเอาความทุกข์ยากเดือดร้อนเข้ามาแก้ไข โดยเฉพาะพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันที่ทรงถือเอาราษฎรคือบุคคลที่สามารถเข้าเฝ้าอย่างใกล้ชิดกับพระองค์มากกว่าข้าราชการหรือบุคคลใด ๆ

ประการที่หก นับตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ได้เกิดมีนิติราชประเพณีใหม่ขึ้นมาในสถาบันพระมหากษัตริย์ที่จะต้องเป็นกลางทางการเมือง ปลอดจากการเมือง ปราศจากฝักฝ่าย พรรคการเมืองใดขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องเป็นรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทั้งสิ้น แม้รัฐบาลจากพรรคการเมืองต่าง ๆ ผลัดเปลี่ยนกันบริหารประเทศ ก็มิได้เกิดปัญหากับสถาบันพระมหากษัตริย์

นิติราชประเพณี ทั้ง 6 ประการที่กล่าวมานี้ จะเห็นได้ว่าไม่มีนิติราชประเพณีใดขัดหรือแย้งกับแนวความคิดอุดมการณ์ในการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่กลับสนับสนุน ส่งเสริมวัฒนธรรมการปกครองแบบไทย ๆ เราที่จะต้องปรับการใช้ อำนาจ สิทธิ และปัจเจกนิยม ให้สอดคล้องกับ ธรรมะ ความเมตตา และความสัมพันธ์ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน

วัฒนธรรมความคิดทางการปกครองของไทยปัจจุบันเริ่มมีอิทธิพลต่อการนำความคิดแบบตะวันตกในทฤษฎีเกี่ยวกับอำนาจเข้ามาใช้ จึงทำให้การปกครองของไทยมีปัญหา แม้จะแก้ระบบให้ดีอย่างใดต่อไปอีกก็จะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติเสมอ ดังเช่น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ดูแล้วดี แต่วันนี้สร้างปัญหาทำให้เกิด การเมืองรัฐสภาที่ผูกขาด ไม่สามารถตรวจสอบได้ สร้างความวิตกห่วงใยขึ้นในหมู่คนไทยว่าจะเกิดวิกฤติการณ์รัฐธรรมนูญขึ้นอีก ในที่สุดคนไทยก็คงต้องพึ่งพระบรมเดชานุภาพของพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ทรงแก้ไขเยียวยาให้ เหมือนวิกฤติการณ์ทุกครั้งที่ผ่านมา

ลองนำนิติราชประเพณีทั้ง 6 ประการอันเป็นพระราชจริยาวัตรอันงดงามของพระมหากษัตริย์ไทยมาพิจารณาอย่างละเอียดถ่องแท้และลึกซึ้งแล้วก็ต้องยอมรับว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยเป็นศูนย์รวมของความคิด จิตใจ และการบริหาร ปกครองบ้านเมืองอย่างแท้จริง หาใช่รัฐธรรมนูญหรือสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะ รัฐมนตรีหรือองค์กรอิสระต่าง ๆ แต่อย่างใด ความเป็นศูนย์รวมของความคิด จิตใจ การบริหารปกครองบ้านเมืองนี้เองทำให้เกิดมีพระราชอำนาจ และได้ทรงใช้พระราชอำนาจตามนิติราชประเพณีที่มิได้มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ขึ้น และที่ยังไม่มีผู้ใดรวบรวมไว้ให้เป็นหมวดหมู่เพื่อการศึกษาอย่างเป็นระบบ ผู้เขียนจึงพยายามประมวลรวบรวมไว้เป็นปฐมบท เพื่อจะมีผู้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมในโอกาสต่อ ๆ ไป
 
 
พระราชอำนาจที่จะทรงแก้ไขวิกฤติการณ์ของประเทศ 
 
วิกฤติการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศ ไม่อยู่ในความรับผิดชอบที่รัฐบาลจะเข้าไปแก้ไขเยียวยาได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นเรื่องที่เกิดความขัดแย้งระหว่างมหาชนกับรัฐบาลในขณะต่าง ๆ ดังกรณี เหตุการณ์เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2516 และเหตุการณ์พฤษภาคม 2535

ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 มหาชนได้รวมตัวกันเดินขบวนขับไล่จอมพลถนอม กิตติขจร พลเอกประภาส จารุเสถียร และพันเอกณรงค์ กิตติขจร เกิดการเข่นฆ่าระหว่างคนไทยด้วยกัน กฎหมายไม่อาจใช้บังคับได้ พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงใช้พระบารมี พระเมตตา พระปรีชาญาณ ตลอดจนอาศัยความจงรักภักดีของประชาชน เข้าแก้ไขสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อยลงได้ 
 
  พระองค์พระราชทานพระราชดำรัสกับทุกฝ่าย ว่า

"?ขอให้ทุกฝ่ายทุกคนจงระงับเหตุแห่งความรุนแรงด้วยการตั้งสติยับยั้ง เพื่อให้ชาติบ้านเมืองคืนสู่สภาพปกติโดยเร็ว"

ทรงตรัสกับฝ่ายรัฐบาล ว่า

"?ขอให้ทางฝ่ายรัฐบาลอย่าได้ทำร้ายแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนเป็นอันขาด ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะถูกยั่วโทสะอย่างไร และถึงแม้จะมีการทำร้ายตำรวจ ทหาร ก่อนด้วยมีด ไม้ หรือแม้แต่ระเบิดขวด ก็ขออย่าได้ทำร้ายตอบ?"   
 
 เมื่อการปะทะกันรุนแรงขึ้น ประชาชนต่างกรูเข้าไปในพระตำหนักจิตรลดารโหฐานเพื่อพึ่งพระบารมี พระองค์ทรงมีพระบรมราชโองการให้ทหารมหาดเล็กรักษา พระองค์ทุกคนถอดกระสุนปืนทั้งหมด ได้ทรงแนะนำให้นายกรัฐมนตรีขณะนั้นกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่ง จนเหตุร้ายผ่านไป ได้ทรงแต่งตั้ง นายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีและทรงแต่งตั้งสมัชชาแห่งชาติขึ้นเพื่อเลือกบุคคลมาทำหน้าที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติไปก่อน ด้วยเหตุผล
 
 
  "?โดยที่สถานการณ์ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ไว้วางใจและรากฐานการปกครองราชอาณาจักรก่อนที่จะประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ยังไม่มั่นคงพอที่จะวางพระราชหฤทัยได้ นอกจากนั้น ยังมีพระราชประสงค์ที่จะให้ประชาราษฎร์ได้เข้ามามีส่วนในการวางรากฐานการปกครอง เสียแต่การนั้น?"   
 
 ในช่วงเวลาเกิดวิกฤติการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535 ก็มีลักษณะคล้ายกับเหตุการณ์ตุลาคม 2516 มีการเดินขบวนขับไล่รัฐบาลของพลเอก สุจินดา คราประยูร จนเกิดการปะทะกันถึงขั้นสูญเสียชีวิต พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเรียกทั้งพลเอก สุจินดา คราประยูร และพลตรี จำลอง ศรีเมือง เข้าเฝ้าเพื่อทรงตักเตือนให้แก้ไขปัญหา ดังกระแสพระราช ดำรัส ว่า
 
 
  "?ปัญหาของวันนี้ไม่ใช่ปัญหาของการบัญญัติหรือแก้ไข รัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาทุกวันนี้ คือความปลอดภัย และขวัญของประชาชน ซึ่งเดี๋ยวนี้ประชาชนทั่วไปทุกแห่ง ทุกหน มีความหวาดระแวงว่าจะเกิดอันตราย มีความหวาดระแวงว่าประเทศชาติจะล่มจม โดยที่จะแก้ไขลำบาก? ถ้าหากว่าเราไม่ทำให้สถานการณ์อย่าง 3 วันที่ผ่านมานี้สิ้นสุดไปได้ ฉะนั้นก็ขอให้โดยเฉพาะสองท่าน คือพลเอกสุจินดา และพลตรีจำลอง ช่วยกันคิด คือหันหน้าเข้าหากัน ไม่ใช่เผชิญหน้ากัน เพราะว่าเป็นประเทศของเรา ไม่ใช่ประเทศของหนึ่งคน สองคน เป็นประเทศของทุกคน ต้องเข้าหากัน ไม่เผชิญหน้ากัน?เวลาคนเราเกิดความบ้าเลือด ปฏิบัติการรุนแรงต่อกัน มันลืมตัว ลงท้ายก็ไม่รู้ว่าตีกันเพราะอะไร แล้วก็จะแก้ปัญหาอะไร เพียงแต่ว่า จะต้องเอาชนะ แล้วก็ใครจะชนะ ไม่มีทางชนะ อันตรายทั้งนั้น มีแต่แพ้ คือต่างคนต่างแพ้ ผู้ที่เผชิญหน้าก็แพ้ แล้วก็ที่แพ้ที่สุดก็คือประเทศชาติ ประชาชนจะเป็นประชาชนทั้งประเทศไม่ใช่ประชาชนเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ถ้าสมมติว่า กรุงเทพมหานครเสียหาย ประเทศก็เสียหายไปทั้งหมด แล้วก็จะมีประโยชน์อะไร ที่จะทะนงตัวว่าชนะ เวลาอยู่บนกองสิ่งปรักหักพัง

ฉะนั้นจึงขอให้ทั้งสองท่านเข้ามา คือไม่เผชิญหน้า แต่ต้องหันหน้าเข้าหากัน และสองท่านนี้เท่ากับเป็นผู้แทนของฝ่ายต่างๆ คือ ไม่ใช่สองฝ่าย คือฝ่ายต่างๆ ที่เผชิญหน้ากันให้ช่วยกันแก้ปัญหาปัจจุบันนี้ คือความรุนแรงที่เกิดขึ้น แล้วก็เมื่อเยียวยาปัญหานี้ได้แล้ว จะมาพูดกัน ปรึกษากัน ว่าจะทำอย่างไรสำหรับให้ประเทศไทยได้มีการสร้างพัฒนาขึ้นมาได้ กลับมาคืนได้โดยดี อันนี้เป็นเหตุผลที่เรียกท่านทั้งสองมา และก็เชื่อว่าทั้งสองท่านก็เข้าใจว่าจะเป็นผู้ที่ได้สร้างประเทศจากสิ่งปรักหักพัง แล้วก็จะได้ผลใน   
 
 เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่คนไทยปะทะกันเองถึงขั้นต้องสูญเสียเลือดเนื้อทั้ง 2 ครั้งสงบลงได้เพราะพระบรมเดชานุภาพแห่งพระมหากษัตริย์ที่ได้สั่งสมความเชื่อมั่น ความเป็นประมุขที่แท้จริง ตามนิติราชประเพณี เมื่อมีเหตุการณ์เช่นนี้ กำลังจะเกิดหรือมีเค้าลางว่าจะเกิด ก็ทำให้คนไทยทุกคนยังคงคาดหวังว่าพระมหากษัตริย์จะทรงปกป้องคุ้มกันมิให้เกิดกับประชาชนและประเทศชาติได้
 
 
พระราชอำนาจที่จะทรงให้คำปรึกษาแนะนำ
 
 พระราชอำนาจนี้แยกได้เป็น 2 ระดับ คือ ระดับรัฐบาล กับ ระดับองค์กรและประชาชนทั่ว ๆ ไป ซึ่งไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญฉบับใด ๆ กำหนดไว้ แต่โดยนิติราชประเพณีที่พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติมาโดยตลอดทำให้เกิดพระราชอำนาจนี้ขึ้น และทรงใช้อำนาจนี้โดยชอบธรรม

ก. ระดับรัฐบาล
ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลทุกรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์เป็นไปด้วยความราบรื่นตลอดมา ทุกรัฐบาลต่างสำนึกว่าเป็น "รัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ" ใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี จึงมีเรื่องต้องถวายบังคมทูลถวายรายงานและขอรับพระราชทานคำปรึกษาแนะนำต่าง ๆ โดยการขอเข้าเฝ้าถวายรายงานและขอพระราชทานคำปรึกษาแนะนำ ซึ่งสามารถกระทำได้ตลอดเวลา บางครั้งก็อาจจะทรงมีพระราชดำริให้เข้าเฝ้าหรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ราชเลขาธิการเชิญพระราชกระแสไปแจ้งนายกรัฐมนตรีทราบ บางครั้งก็ทรงมีกระแสรับสั่งผ่านสื่อสารมวลชนในพระราชวโรกาสต่าง ๆ เช่น การแก้ไขปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ที่ทรงให้รัฐบาลพยายามใช้หลัก เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา หรือแม้แต่การเข้าเฝ้าอย่างไม่เป็นทางการในงาน ราชพิธี การตามเสด็จพระราชดำเนินไปต่างจังหวัดก็เป็นโอกาสที่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีต่าง ๆ เข้าเฝ้าถวายรายงานและพระราชทานคำปรึกษาแนะนำ

ตัวอย่างเช่น ในวาระทรงครองราชย์ครบ 25 ปี ใน พ.ศ. 2514 รัฐบาลจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์แด่พระองค์ท่าน ก็ทรงพระราชทานคำแนะนำให้สร้างถนนดีกว่า รัฐบาลก็ได้สร้างถนนรัชดาภิเษกเป็นถนนวงแหวนขึ้น เมื่อมีเหตุการณ์ผู้ก่อการร้ายต่างชาติยึดสถานทูตอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2514 พระองค์ได้พระราชทานคำแนะนำต่าง ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้รับใส่เกล้าฯ มาปฏิบัติ สามารถเจรจากับผู้ก่อการร้ายได้จนยอมปล่อยตัวประกัน ฯลฯ

ข. ระดับองค์กรและประชาชนทั่ว ๆ ไป

พระมหากษัตริย์ทรงใช้พระราชอำนาจพระราชทานคำแนะนำในเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งพระบรมราโชวาทให้แก่บุคคล คณะบุคคล ในวโรกาสต่าง ๆ อยู่เสมอ เช่น ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ทรงพระราชทานพระราชดำรัสถึงเรื่องสำคัญ ๆ ที่เป็นปัญหาของประเทศชาติ ทรงได้ให้ข้อพิจารณาแนวทางปฏิบัติที่เป็นคุณอเนกอนันต์ เช่น เรื่อง รู้รักสามัคคี ขาดทุนกำไร เศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน ในวาระต่าง ๆ ซึ่งองค์กรและบุคลากรเหล่านั้นต่างมีความปลื้มปีติยินดีที่ได้รับพระราชทานพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท

ข้อที่พึงสังเกตก็คือ องค์กร บุคคล กลุ่มบุคคล ข้าราชการต่าง ๆ จะนำกระแสพระราชดำรัส พระบรมราโชวาท คำแนะนำ ไปปฏิบัติมากน้อยเพียงใด ยังไม่มีการประเมินตรวจสอบ แต่ก็เชื่อว่ามีผู้นำไปปฏิบัติอยู่บ้างตามอัธยาศัย มิได้มีการบังคับ เป็นไปตามความสมัครใจ
 
 
พระราชอำนาจที่จะทรงตักเตือน
 
 ในฐานะที่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ ทรงใช้อำนาจนิติบัญญัติทางรัฐสภา อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี อำนาจตุลาการทางศาล หน่วยงานเหล่านี้พร้อมสถาบันต่าง ๆ ที่มีตามรัฐธรรมนูญ จะต้องปฏิบัติงานแทนพระองค์ พระมหากษัตริย์จึงทรงมีพระราชอำนาจที่จะให้คำตักเตือนในวโรกาสต่าง ๆ เช่น พระราชดำรัสในพิธีเปิดประชุมรัฐสภา ในสมัยประชุมแรกหลังการเลือกตั้ง จะทรงพระราชทานโอวาทตักเตือนในการปฏิบัติหน้าที่ หรือ พระราชดำรัสต่อคณะรัฐมนตรีในวันถวายสัตย์ปฏิญาณ รวมทั้งเมื่อผู้พิพากษาและตุลาการศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลทหาร ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ปราศจากอคติทั้งปวง ฯลฯ พระองค์ก็จะพระราชทานพระบรมราโชวาทเป็นการตักเตือนให้ปฏิบัติหน้าที่โดยคำนึงถึงความซื่อสัตย์สุจริตและการปฏิบัติตามคำกล่าวปฏิญาณอย่างเคร่งครัด 
 
 
พระราชอำนาจที่จะทรงพัฒนาและสนับสนุน
 
 ตามนิติราชประเพณีที่ถือว่าพระมหากษัตริย์จะทรงปฏิบัติต่อราษฎรประหนึ่งบิดาต่อบุตร ที่จะทรงบำรุงประเทศชาติและประชาชน จึงมีพระราชดำริในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ด้วยการจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามพระราชดำริต่าง ๆ บ้าง พระราชทานพระราชดำริให้รัฐบาลก่อสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บ้าง โครงการทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง ฯลฯ ซึ่งจะนำกล่าวในรายละเอียดในตอนที่ว่าด้วย พระบรมเดชานุภาพแห่งรัชกาลที่ 9 
 
 
พระราชอำนาจที่จะทรงปลดเปลื้องทุกข์ให้ราษฎร
 
 การถวายฎีการ้องทุกข์โดยตรงต่อพระมหากษัตริย์เป็นวัฒนธรรมและความเชื่อของคนไทยที่มีมาแต่สมัยสุโขทัย ผู้มีความทุกข์เดือดร้อนสามารถสั่นกระดิ่งร้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์ได้ ต่อมาในรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ใช้วิธีแขวนกลองไว้ที่หน้าประตูพระบรมมหาราชวัง และทรงออกประกาศระเบียบในการร้องทุกข์โดยเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาได้โดยตรงต่อพระองค์ ด้วยความเชื่อและธรรมเนียมปฏิบัติเช่นนี้ได้เป็นมรดกตกทอดมาถึงปัจจุบัน

พระราชอำนาจที่จะทรงปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่ราษฎร เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษได้นำเสนอไว้แล้ว จึงจะไม่นำมากล่าวซ้ำอีก แต่จะนำเสนอพระราชอำนาจที่จะทรงปลดเปลื้องทุกข์ทั่ว ๆ ไป ดังนี้

1. ทุกข์อันเกิดจากการกระทำผิดอื่นที่มิใช่ในคดีอาญา เช่น ผิดวินัย ผิดระเบียบปฏิบัติ ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หน่วยงานเจ้าของอำนาจที่ได้ลงโทษ ผู้ถวายฎีกาพิจารณาทบทวนให้ความเป็นธรรม

2. ทุกข์อันเกิดจากการกระทำของส่วนราชการ ก็จะทรงส่งเรื่องราวดังกล่าวไปยังส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบและแก้ไขปัญหา

3. ทุกข์ที่ขอพระราชทานความเป็นธรรม จะจัดส่งให้องค์กรที่มีอำนาจดำเนินการ หากเป็นการขอพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์จากพระองค์โดยตรง ก็จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตามความเหมาะสม หากเป็นปัญหาส่วนรวมก็จะทรงใช้วิธีการอื่น ๆ เช่น ขอพระราชทานน้ำ ก็จะทรงพระมหากรุณาธิคุณจัดสรรน้ำให้ด้วยการพัฒนาตามโครงการต่าง ๆ หรือทรงมีโครงการพระราชดำริขึ้น

สิ่งที่จะพระราชทานความช่วยเหลือบางเรื่องก็ไม่เกี่ยวกับพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เอง แต่ก็เป็นไปโดยพระบรมเดชานุเคราะห์ที่ต้องผ่านหน่วยงานต่าง ๆ ของราชการ ส่วนราชการนั้น ๆ ต้องน้อมรับพระราชอำนาจดำเนินการแก้ไขความทุกข์ความเดือดร้อนเหล่านั้น
 
สรุป
 
 พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามนิติราชประเพณีที่มีมาแต่โบราณนี้ แม้จะไม่มีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ก็ด้วยพระบรมเดชานุภาพ ความศรัทธา ความเลื่อมใสในองค์พระมหากษัตริย์ที่มีพระราชจริยาวัตร ให้ความคุ้มครองปกป้องดูแลประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด เมื่อทรงใช้พระราชอำนาจในการแก้ไขวิกฤติการณ์ของประเทศ จึงเกิดสัมฤทธิผลอย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่ง

ด้วยพระราชประสบการณ์ของพระมหากษัตริย์ที่มีต่อการบริหารราชการแผ่นดินของพระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ทำให้พระราชอำนาจที่จะทรงให้คำปรึกษาแนะนำก็ดี จะทรงตักเตือนรัฐบาล รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และประชาชนก็ดี รวมทั้งพระราชอำนาจที่จะทรงพัฒนาและสนับสนุน พระราชอำนาจที่จะทรงปลดเปลื้องความทุกข์ให้แก่ราษฎร เป็นไปด้วยคุณธรรม ด้วยความเมตตา และด้วยสัมพันธภาพที่ดียิ่งระหว่าง พระมหากษัตริย์ - รัฐบาล - ประชาชน มิได้เป็นไปในทางใช้ อำนาจ - สิทธิ ความเป็นปัจเจกชนนิยมแบบตะวันตกเสียทั้งหมด

มรดกทางการปกครองบ้านเมืองและวัฒนธรรมที่ดีงามเช่นนี้ ควรที่คนไทยทุกคน ทุกหมู่เหล่า รัฐบาล รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ จะต้องปรับปรุงท่าที วิธีการบริหารจัดการในการรับสนองพระบรมราชโองการต่าง ๆ พระราชดำริ และพระบรมราโชวาทเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนต่อไป
บันทึกการเข้า




คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #11 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 18:06:47 »



การศึกษาว่าพระมหากษัตริย์แต่ละพระองค์ในยุคปัจจุบัน จะทรงมีพระบรมเดชานุภาพอย่างไร มิได้ศึกษาจากความกล้าหาญ ความสามารถในการรบ การทำสงคราม หรือการแผ่ขยายพระราชอาณาจักรออกไปอย่างกว้างใหญ่ไพศาล เพราะพระราชสถานะได้เปลี่ยนไปจากพระมหากษัตริย์นักรบ มาเป็นพระมหากษัตริย์อันใกล้ชิด ดูแลปกป้องคุ้มครองประชาชนผ่านกลไกทางการเมืองต่าง ๆ ทั้ง คณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล และองค์กรอิสระต่าง ๆ ลงสู่ราษฎรผู้อยู่ห่างไกลทั้งในมหานคร ? เมือง ? และชนบท

 จากการศึกษาเช่นนี้ กล่าวได้ทันทีว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช รัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันทรงมีพระบรมเดชานุภาพแผ่ไพศาล ปกป้องคุ้มครองประเทศชาติและประชาชนให้ตั้งอยู่ในความมั่นคง ความเป็นปกติสุขและความเจริญก้าวหน้าอย่างหาที่เปรียบมิได้
  
พระปฐมบรมราชโองการ  
  
  เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ขณะมีพระชนมายุได้ 18 ปี 6 เดือน 4 วัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์ปัจจุบัน ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ. ศ. 2467 และด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร

 พระราชพิธีบรมราชาภิเษกได้มีขั้นตอนที่สำคัญคือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์เป็นเศวตพัสตร์ ทรงสะพักขาวขลิบทอง ประทับเหนือ ตั่งไม้อุทุมพรบนพระมณฑปพระกระยาสนาน สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ถวายน้ำพระพุทธมนต์ ทรงสรงมูรธาภิเษกด้วยน้ำที่เจือน้ำจากปัญจมหานทีในอินเดีย คือ แม่น้ำคงคา ยมนา อิรวดี สรภู มหิ และน้ำจากปัญจสุทธคงคาอันเป็นแม่น้ำสำคัญของไทยทั้ง 5 คือ แม่น้ำเจ้าพระยา เพชรบุรี ราชบุรี ป่าสัก บางปะกง และน้ำ 4 สระได้แก่ สระเกศ สระแก้ว สระคงคา และสระยมนา ในจังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเคยใช้เป็นน้ำสรงมาแต่โบราณ

 เมื่อทรงสรงมูรธาภิเษกแล้ว ทรงผลัดพระภูษาเป็นเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์สำหรับบรมราชาภิเษก เสด็จออกประทับพระที่นั่งอัฐทิศภายใต้สตปฎลเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ สมาชิกรัฐสภาถวายน้ำอภิเษก แทนราชบัณฑิต อันเป็นการดัดแปลงให้เหมาะสมแก่กาลสมัยว่าได้ทรงได้รับความยินยอมจากปวงชนและพราหมณ์ พิธีถวายน้ำเทพมนต์ เวียนจนครบ 8 ทิศ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศร ประธานวุฒิสภาถวายพระพรเป็นภาษามคธ นายเพียร ราชธรรมนิเทศ ประธานสภาผู้แทนราษฎรถวายพระพรเป็นภาษาไทย พระราชครูวามเทพมุนี ถวายนพปฎลเศวตฉัตร

 จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินสู่พระที่นั่งภัทรบิฐในพระที่นั่งไพศาลทักษิณองค์ เดิม พระราชครูวามเทพมุนีร่ายเวทเปิดศิวาลัยไกลาศแล้วทูลเกล้าฯ ถวายพระสุพรรณบัฏ จารึกพระปรมาภิไธยว่า ? พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร? ถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภคและพระแสงอัษฎาวุธ จากนั้นได้ถวายพระพรชัยมงคลด้วยภาษามคธ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีพระปฐมบรมราชโองการตอบเป็นภาษาไทยพระราชทานอารักขาแก่ประชาชนชาวไทยว่า ? เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม? พระราชครูวามเทพมุนีรับพระบรมราชโองการด้วยภาษามคธและภาษาไทยว่า ?ข้าพระพุทธเจ้าขอรับพระบรมราชโองการพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ประถมธรรมิกราชวาจา ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ? ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงหลั่งทักษิโณทกตั้ง พระราชสัตยาธิษฐานจะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ปกครองราชอาณาจักรไทยโดยทศพิธราชธรรมจรรยา เป็นอันที่สุดขั้นตอนสำคัญของพระราชพิธี

ในการปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนพระองค์ทรงเน้นเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ประเทศชาติและประชาชน ดังที่พระองค์ทรงตอบ คำถามในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง ? ขวัญของชาติ? ที่ฉายทางสถานีโทรทัศน์ บี. บี. ซี. ประเทศอังกฤษ ในช่วงเวลาประมาณปี 2526 ว่า  
 
  
  ?อันดับแรกคือ ความมั่นคง คือ ความมั่นคงของประชาชน ประชาชนไทยต้องต่อสู้เพื่อเสรีภาพ เพื่อเอกราช ฉะนั้นสิ่งที่สำคัญคือ จะต้องเป็นแม่ทัพที่ดี และหลังจากนั้นเมื่อประเทศสงบลงบ้างแล้ว ก็จึงมีความสงบเรียบร้อย มีกฎหมายและการบริหารราชการแผ่นดิน และต่อจากนั้นในขณะเดียวกันจะต้องมีอาหารพอกิน มีปัจจัยต่าง ๆ ที่เพียงพอแก่การมีบ้านที่ดี มีที่อยู่อาศัย อะไรทำนองนั้น เหล่านั้นเป็นสิ่งจำเป็น หลังจากนั้นจะต้องมีความเป็นระเบียบของสังคมกับสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับจิตใจ หมายความว่า เราต้องเป็นคนดีเพื่อจะได้ไม่เกิดความปั่นป่วน เพราะคนดีมักไม่ก่อเรื่องมากนัก เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีศาสนา แต่พระเจ้าแผ่นดินก็เป็นผู้นำทางศาสนาด้วย??  
  
 ตามกระแสพระราชดำรัสที่ได้อัญเชิญมาและภายใต้พระปฐมบรมราชโองการสามารถสรุปชี้ชัดให้เห็นว่า พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเน้นเป้าหมายสำคัญของชาติไทยไว้ที่ ความมั่นคงปลอดภัย และ ความเจริญก้าวหน้าของประเทศและประชาชน ในการจัดการให้บรรลุเป้าหมายสำคัญของชาติทั้ง 2 ประการ ก็จะทรงเน้นย้ำที่ ?จิตใจ? ของคนไทยเสมอ กล่าวคือ ทรงเน้นย้ำให้คนไทยและผู้เกี่ยวข้อง

1. ??ต้องปฏิบัติตนด้วยความเข้มแข็งที่สุด โดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น แล้วพยายามร่วมมือกัน ถ้าเห็นสิ่งใดที่ไม่ดีงามให้ช่วยกันปราบปราม หรือช่วยกัน แก้ไขด้วยความตั้งใจจริง??

2. มี ??ความเข้มแข็งของจิตใจ?จะทำให้เผ่าพันธุ์ชาติไทยยังคงอยู่ต่อไปด้วยความมั่นคง ด้วยความเจริญ และทุกคนจะได้รับความสุขความสบายทุกอย่าง แม้โลกของเราอยู่ในระยะที่ปั่นป่วนเท่าใด ความคิดต่าง ๆ จะผันแปรไปทางใดและมีการชักชวนให้แตกสามัคคีกันอย่างไรก็ตาม ชาติไทยก็ยังคงอยู่ได้ถ้ารักษาความเข้มแข็งและสามัคคี??

3. ??ประชาชนอยู่ในแผ่นดินจึงต้องมีหน้าที่ที่จะร่วมกันประกอบกรณียกิจเพื่อป้องกันรักษาแผ่นดินให้ดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไป??

4. ??ทำให้ประชาชนสามารถปกครองรักษาถิ่นฐานของตนเองได้โดยมีสวัสดิภาพและอิสรภาพเต็มที่ ในการนี้ทางราชการมีหน้าที่อันจำเป็นที่สุด ที่จะต้องพิทักษ์คุ้มครองให้มีความสงบและปลอดภัย ทั้งจะต้องช่วยเหลือ สนับสนุนโดยทางวิชาการ ทั้งด้าน เทคนิค และด้านเศรษฐกิจสังคม เพื่อให้เขาช่วยตัวเองและพัฒนาตัวเองได้ ในการอาชีพ การครองชีพและการอยู่ร่วมกันโดยสามัคคีธรรม??

 ฯลฯ

และพระองค์ทรงเน้นเรื่อง ? ความสงบสุขของประชาชนเป็นความสำคัญที่จะทำให้ประเทศมีความมั่นคงได้?

พระปฐมบรมราชโองการก็ดี เป้าหมายของชาติตามนัยที่พระองค์ทรงมีกระแสพระราชดำรัสในที่ต่าง ๆ ก็ดี และหลักปฏิบัติสำคัญ ๆ ข้างต้นก็ดี ล้วนเป็นสิ่งที่คน ไทยและรัฐบาลไทยในชุดหลัง ๆ นี้ ไม่ค่อยได้ศึกษาพิจารณานำมาใส่เกล้าฯ ปฏิบัติมากนัก ตรงกันข้ามกลับนำแนวความคิด หลักการ และ วิธีบริหารจัดการอันหลากหลายเข้ามา ทดลองใช้กับประเทศชาติ ผิดบ้างถูกบ้าง เกิดความเสียหายให้กับประเทศชาติและประชาชน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนไทยและรัฐบาลไทยยุคปัจจุบัน ควรจะกลับมาทบทวนพิจารณานำพระปฐมบรมราชโองการ พระราชดำริ พระราชดำรัส หรือพระบรมราโชวาทของพระองค์มาใช้อย่างจริงจัง ให้สมกับที่ทรงเป็นประมุขของชาติที่ทรงรักและห่วงใยในราษฎรของพระองค์
 
พระราชดำริ
  
  พระราชดำริของพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 มีมากมาย มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เกิดขึ้น 3,298 โครงการ ( นับถึงปี 2546) ทั้งด้านการเกษตร สิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ส่งเสริมอาชีพ พัฒนาแหล่งน้ำ คมนาคมสื่อสาร สวัสดิการสังคม และอื่น ๆ ที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพในทางความคิดและการดำเนินงาน เพื่อความชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อคนไทย รัฐบาลไทย จะขอประมวลแยกแยะให้เห็นถึงแนวความคิดในแต่ละสาขาการบริหารจัดการตามที่สามารถประมวลได้ดังนี้

1. ด้านความมั่นคง
แนวความคิดที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงในพระราชทัศนะของรัชกาลที่ 9 ทรงมองความมั่นคงของประเทศไทยว่า  
 
  
  ?ประเทศชาติประกอบด้วยผืนแผ่นดินกับประชาชน และผืนแผ่นดินนั้นเป็นที่เกิดที่อาศัย ที่อำนวยประโยชน์สุขความมั่นคงร่มเย็นแก่ประชาชน ให้สามารถรวมกันอยู่เป็นปึกแผ่นเป็นชาติได้?ด้วยเหตุนี้ประชาชนผู้อยู่ในแผ่นดิน จึงต้องมีหน้าที่ร่วมกันประกอบกรณียกิจ เพื่อป้องกันรักษาผืนแผ่นดินไว้ ให้ดำรงมั่งคงอยู่ตลอดไป ผู้เป็นทหารนั้นถือว่ามีหน้าที่ในการป้องรักษาประเทศโดยตรง ต้องรับผิดชอบและรักษาหน้าที่ไว้ด้วยชีวิต?    
  
  พระราชดำรินี้ต้องถือเป็นยุทธศาสตร์หลักของคนไทยและรัฐบาลไทยในการรักษาความมั่นคงของประเทศเลยทีเดียว และทรงเน้นย้ำความมั่นคงของชาติอยู่ที่ประชาชน
 
  
  ??การที่ประเทศชาติจะมีความมั่นคงได้ ก็ต้องอาศัยการช่วยเหลือให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข มีความก้าวหน้า ซึ่งการเกษตรและความรู้วิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวพันกับเกษตรศาสตร์จะสามารถช่วยให้บ้านเมืองมีความเป็นปึกแผ่นได้ เพราะสามารถจะช่วยเหลือประชาชนให้มีความเจริญได้?

?จุดหมายสำคัญของการรักษาความมั่นคงของบ้านเมืองนั้น อยู่ที่การทำให้ประชาชนสามารถปกครองรักษาถิ่นฐานของตนเองได้ โดยมีสวัสดิภาพและอิสรภาพเต็มที่ ในการนี้ทางราชการมีหน้าที่อันจำเป็นที่สุดที่จะต้องพิทักษ์คุ้มครองให้มีความสงบและปลอดภัย ทั้งจะต้องช่วยเหลือสนับสนุนโดยทางวิชาการ ทั้งด้านเทคนิคและด้านเศรษฐกิจสังคม เพื่อให้เขาช่วยตัวเองและพัฒนาตัวเองได้ในการอาชีพ การครองชีพ และการอยู่ร่วมกันโดยสามัคคีธรรม??  
  
2. ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน

แนวคิดเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ตามแนวพระราชดำริของ รัชกาลที่ 9 ที่สำคัญ มีดังนี้

1) การบริหารราชการแผ่นดินจะต้องยึดเอาความเจริญผาสุกและความ ตั้งมั่นของบ้านเมืองเป็นสำคัญ
 
  
  ?ความเจริญผาสุกและความตั้งมั่นของบ้านเมืองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่บุคคลพึงรำลึกถึงและพึงประสงค์ และความเจริญมั่นคงนั้นจะเกิดขึ้นมีได้ ก็ด้วยผู้บริหารทุกฝ่ายมุ่งกระทำการงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความตั้งใจจริง และด้วยความคิดพิจารณาโดยสติรอบคอบ ทั้งเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น??    
  
 2 )?? คณะรัฐมนตรีนี้ก็มีงานที่สำคัญที่สุด ความเป็นอยู่จะดีจะก้าวหน้าของประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนก็อยู่ที่การปฏิบัติของคณะรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่ เพราะคำว่า รัฐบาลก็หมายความว่าเป็นผู้ ที่รักษารัฐ ผู้ที่ทำนุบำรุงรัฐ รัฐนั้นคือประเทศชาติ ส่วนรวม หรือถ้าพูดถึงคณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีก็เป็นมนตรีในรัฐ มนตรีก็คือผู้ที่มีความสำคัญมีความรู้มีความตั้งใจที่จะทำงาน รัฐก็คือประเทศชาติส่วนกลางและมนตรีของรัฐนั้นก็เป็นผู้ใหญ่ของรัฐ เป็นผู้ที่สามารถที่จะใช้ความรู้และนำความรู้นั้นมาปฏิบัติ ทั้งหมดนี้นอกจากมีความตั้งใจมั่นแล้ว ก็มีความ ตั้งใจตามที่ได้ปฏิญาณว่าจะซื่อสัตย์สุจริต ซื่อสัตย์สุจริตนี้มีความสำคัญ เพราะถ้าหากว่าแต่ละคน มีความตั้งใจแล้ว แต่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต ก็ไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน จะเปะปะไปทางโน้นทีทางนี้ที ไม่มีทางที่จะสำเร็จในงานการใด ๆ ฉะนั้น การที่มีความซื่อสัตย์สุจริตนั้นมีความสำคัญอยู่ อันดับแรกก็คือ การให้รู้จักเป้าหมายของงาน คือความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ แต่ละคนก็มีหน้าที่ที่จะปฏิบัติในแต่ละแผนก ก็ต้องพยายามที่จะนำความรู้ที่มี ความสามารถที่มี และการที่ได้มาเป็นรัฐมนตรี เพื่อที่จะปฏิบัติงานนั้นเป็นผลสำเร็จในแต่ละแผนก นอกจากนั้นก็จะต้องมีความที่เรียกว่าสามัคคีหรือความร่วมมือซึ่งกันและกัน เพื่อที่จะให้บ้านเมืองมีความสำเร็จเรียบร้อย  
 
  
  ?? ผู้บริหารทุกฝ่าย มุ่งกระทำการงานด้วยความบริสุทธิ์ใจด้วยความตั้งใจจริงและด้วยความคิดพิจารณาโดยสติรอบคอบ ทั้งเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมยิ่งกว่าส่วนอื่น??
  
  
 3 )?? สมาชิกรัฐสภาคือผู้ได้รับมอบหมายจากปวงชน ให้มาปรึกษาหารือการดำเนินการปกครองประเทศให้เกิดประโยชน์สุขและความเจริญแก่ชาติบ้านเมืองมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ ดังนั้น การอภิปรายทั้งปวงจึงควรเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่าวมิใช่เพื่อสิ่งอื่น??

 4 ) ในทางตุลาการ

? ผู้ที่ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมจึงควรระมัดระวังให้มาก คือควรจะได้ทำความเข้าใจให้แน่ชัดว่ากฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความ ยุติธรรม เป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งในการรักษาและอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรมไม่ใช่รักษาตัวบทกฎหมายเอง และการรักษาความ ยุติธรรมในแผ่นดินก็มิได้วงแคบอยู่เพียงแต่ขอบเขตของกฎหมาย หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามความเป็นจริงด้วย?

 5 ) ?? ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ ทุกคนเป็นคนดี หากแต่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมืองและควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้?  
 
  
  แล้วการบริหารราชการแผ่นดินในปัจจุบันเป็นอย่างไร ???
  
  
3. ด้านการพัฒนาสร้างสรรค์ความเจริญ

ที่ทรงถือเป็นหลักการสำคัญว่า  
 
  
  ? การสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทุกอย่างนั้น ต้องเริ่มต้นที่การศึกษาพื้นฐานเดิมก่อน เมื่อได้ศึกษาทราบชัดถึงส่วนดีส่วนเสียแล้ว จึงรักษาส่วนที่ดีที่มีอยู่แล้วให้คงไว้ แล้วพยายามปรับปรุงสร้างเสริมด้วยหลักวิชา ด้วยความคิดพิจารณา อันประกอบด้วยเหตุผลและความสุจริตจริงใจ ให้ค่อยเจริญงอกงามมั่นคงบริบูรณ์ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ตามความเหมาะสม ตามกำลังความสามารถและตามกำลังเศรษฐกิจที่มีอยู่ การงานทุกสิ่งทุกอย่างในบ้านเมืองจึงจะเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงักหาไม่ความขัดข้องล่าช้าต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จะทำให้ต้องสิ้นเปลืองกำลังงาน กำลังสมอง กำลังเงินทองไปอย่างน่าเสียดาย โดยไม่มีโอกาสจะกู้กลับคืนมาได้?
  
แล้วโครงการพัฒนาต่าง ๆ เป็นดั่งนี้ฤา ???
  
  
บันทึกการเข้า

คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 18:06:12 »

4. ด้านการศึกษา

ทรงมีพระราชทัศนะในเรื่องการจัดการศึกษาว่า 
 
 
   ?? วัตถุประสงค์ของการศึกษานั้นคืออย่างไร กล่าวโดยรวบยอดก็คือ การทำให้บุคคลมีปัจจัยหรืออุปกรณ์สำหรับมีชีวิตอย่างครบถ้วนเพียงพอ ทั้งในส่วนวิชาการความรู้ ส่วนความคิดวินิจฉัย ส่วนจิตใจและคุณธรรมความประพฤติ ส่วนความขยันอดทนและความสามารถ ในอันที่จะนำความรู้ความคิดไปใช้ปฏิบัติงานด้วยตนเองให้ได้จริง ๆ เพื่อสามารถดำรงชีพอยู่ได้ด้วยความสุขความเจริญมั่นคงและสร้างสรรค์ประโยชน์ให้แก่สังคมและบ้านเมืองได้ตามควรแก่ฐานะด้วย??
     
 
  และทรงมุ่งให้ผู้มีการศึกษาได้ทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม
   
 
พระราชดำรัสและพระบรมราชาโชวาท
 
  เกือบ 60 ปี แห่งการเสวยราชสมบัติของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานกระแสพระราชดำรัสไว้มากมาย ที่ทรงแสดงความห่วงใยต่อปัญหาสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ทรงตักเตือนคนไทย รัฐบาลไทยในเรื่องการดำรงชีวิต ความซื่อสัตย์สุจริต ฯลฯ ดังตัวอย่างที่ได้อัญเชิญมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ คือ 
 
 
  ? การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือความพอมี พอกิน พอใช้ ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการและใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควรและปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้น โดยลำดับต่อไป หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นได้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ใช้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศและของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุล ในเรื่องต่าง ๆ ขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด?

ลองพิจารณาพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดแบบ CEO
 
  ?? ท่านจะต้องปกครอง คำว่า ปกครองนี้ก็หมาย ความว่า จัดการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและประชาชนมีความเรียบร้อย มีความสามารถที่จะดำเนินชีวิตดีอย่างดี เพื่อให้ดำเนินชีวิตอย่างนั้นจะต้องมีความรู้ในทั้งหลักวิชาต่าง ๆ ? ทั้งวิชาการปกครอง โดยหลักวิชาของรัฐศาสตร์ มีหลักวิชาของนิติศาสตร์ นอกจากนั้นก็มีหลักวิชาของการทำมาหากิน และหลักวิชาทางเศรษฐศาสตร์ 3 อย่างนี้ทิ้งไม่ได้ มีความรู้เก่งในทางรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ หรือ ก็แต่ละท่าน หรือแต่ละคนที่เป็นผู้มีความรู้ก็หากินได้ ทำมาหากินได้ หมายความว่า ทำงานและได้ค่าตอบแทน แต่ถ้าหากว่าท่านทำอยู่คนเดียว คือว่า ในด้านหลักวิชาเหล่านี้ก็จะต้องอาศัยผู้ที่มีความรู้ในด้านอื่น และด้านความรู้ที่สำคัญก็คือ เกษตรศาสตร์ ? เศรษฐศาสตร์??

?? ผู้ว่าฯ หมายความว่า ว่าราชการ ราชการก็เป็นการของราชา??

?? ท่านจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด CEO เมื่อ CEO ตามที่เข้าใจเป็นผู้ที่สั่งการทำอะไรทำให้ได้ผล แต่เขาใช้ CEO เพราะนึกถึงการค้า ผู้ที่เป็น CEO จะทำเงินได้สร้างบริษัท แต่ผู้ว่าราชการจังหวัด CEO ไม่ใช่ทำเงินสร้างบริษัท ทำความเจริญสำหรับพื้นที่ ท้องที่ และโดยเฉพาะประชาชนได้มีความก้าวหน้า มีกินมีความสามารถที่จะทำมาหากินได้ อันนี้พูดอย่างนี้ท่านก็คงรู้สึกตัวว่าเป็นโอวาทหนักเหมือนกัน ที่ท่านมีหน้าที่ที่จะทำให้ประชากรในท้องที่มีความเจริญพอที่จะรวยขึ้นได้??

?? อีกข้อหนึ่งของ CEO ข้อสุดท้ายคือประสานนั้นต้องประสานงานไม่ใช่ประสานงา โดยมากเอะอะอะไรก็ประสาน งา กัน แล้วก็มีการทุจริต ทำอย่างไรจึงจะปราบทุจริตได้ ปราบทุจริตจะว่าเป็นเรื่องของตำรวจ เรื่องของศาล เป็นเรื่องของพระไม่ใช่ เป็นเรื่องของผู้ว่า CEO อย่าให้ข้าราชการ ชั้นไหน ชั้นใด ข้าราชการหรือประชาชนมีการทุจริต ถ้ามีทุจริตแล้วบ้านเมืองพัง ที่เมืองไทยพังมาเพราะว่ามีทุจริต ? ตอนนี้ที่บอกว่าเศรษฐกิจกำลังขึ้น ทุจริตกำลังขึ้น ? 10 ปีเมืองไทยน่าจะเจริญ ทุจริตก็จะเจริญ เพราะฉะนั้นท่านต้องห้ามทุจริตไม่ให้ขึ้น แล้วท่านจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด CEO ที่มีประสิทธิภาพ? ผู้ว่าราชการจังหวัด CEO ต้องเป็น คนที่สุจริต ทุจริตไม่ได้ ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่ง ให้มีอันเป็น พูดอย่างนี้หยาบคาย แต่ว่าขอให้มีอันเป็น ถ้าไม่ทุจริต ถ้าสุจริตและมีความตั้งใจในธรรม ขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ถ้าอายุมากแล้วก็แข็งแรง แล้วสุจริตประเทศไทยจะรอดพ้นอันตรายอย่างมาก ??
   
 
 พระราชดำรัสในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา พุทธศักราช 2535 ( วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2535) 
 
 
  ?... คนไทย แม้จะมีนิสัยรักความสะดวกสบาย และ มักทำตามใจตัวกันเป็นปรกติ แต่ในส่วนลึก ก็เป็นคนมีเหตุผล มีวินัย มีใจจริงและความสำนึกในชาติบ้านเมืองอยู่ด้วยกันแทบทุกตัวคน เราจึงรวมกันอยู่ได้เหนียวแน่น มีชาติมีประเทศอันตั้งมั่นเป็นอิสรเสรีมาช้านาน ทั้งสามารถสร้าง สรรค์ความดีความเจริญต่าง ๆ ไว้เป็นสมบัติของชาติมากมาย ปัจจุบันนี้ รู้สึกว่าบ้านเมืองมีปัญหาและความขัดข้องเกิด ขึ้นไม่สร่างซาเกือบทุกวงการ เป็นเครื่องบ่งบอกชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้ว ที่ทุกคนทุกฝ่ายจะต้องลดความถือดีและการทำตามใจตัวลง แล้วหันมาหาเหตุผล ความถูกต้องและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมกันอย่างจริงจัง เพื่อกำจัดอคติ และสร้างเสริมความเมตตาสามัคคีในกันและกัน จักได้สามารถร่วมกันเร่งรัดปฏิบัติสรรพกิจการงานให้ประสานสอดคล้อง และปรองดองเกื้อกูลกัน ให้สัมฤทธิ์ประโยชน์สูงสุดในการธำรงรักษาอิสรภาพ อธิปไตย และความเป็นไทย ให้ยั่งยืน มั่นคงอยู่ตลอดไป??
   
 
 คุณวินี เชียงเถียร ได้ทำวิทยานิพนธ์เรื่อง วาทวิเคราะห์พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ( พ. ศ. 2493 - 2542) ไว้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ

พระราชดำรัสในช่วง พ . ศ. 2493 ? 2499 ทรงเน้นเรื่องคุณธรรม ความสามัคคี และความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ของการเมืองขณะนั้นที่มีการแย่งชิงอำนาจกัน

พระราชดำรัสในช่วง พ . ศ. 2500 ? 2516 สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ครองอำนาจจนถึง 14 ตุลาคม 2516 และถูกคอมมิวนิสต์แทรกซึมบ่อนทำลาย ทำให้ทรงเน้นเรื่องคุณธรรม ทรงกล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่เสด็จเยี่ยมเยียนประชาชนในภูมิภาคต่าง ๆ การต้อนรับพระราชอาคันตุกะ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศ และ ภัยคอมมิวนิสต์ ดังตัวอย่างพระราชดำรัสในวโรกาสวันขึ้นปีใหม่ พ . ศ. 2509 ว่า 
 
 
  ?... พร้อมกับที่บ้านเมืองของเรากำลังพัฒนาก้าวหน้าไปนี้ ก็มีเหตุการณ์อันน่าวิตกเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่งด้วย คือ ฝ่ายตรงข้ามได้แสดงเจตจำนงให้ทราบเป็นแน่ชัดว่า ประเทศไทยเป็นที่หมายที่เขาจะรุกราน และได้ลงมือทำการนั้นแล้ว ด้วยการโฆษณา ยุแหย่ ด้วยการแทรกซึม และด้วยวิธีการอันรุนแรง ในที่ที่เขาทำได้ทั่ว ๆ ไป เหตุการณ์ของโลก และของประเทศใกล้เคียงก็ยังตึงเครียดอยู่ จึงเป็นที่น่าห่วงใยว่า หากเราไม่สามารถป้องกันและปราบปรามการรุกรานที่กล่าวนั้น...?
   
 
 พระราชดำรัสในช่วง พ . ศ. 2516 - 2519 เป็นช่วงประชาธิปไตยหลังเผด็จการ ก็ยังทรงเน้นเรื่องคุณธรรมและ เรื่องของบ้านเมือง ดังตัวอย่าง พระราชดำรัสเมื่อปี พ . ศ. 2517 ว่า 
 
 
  ?... ขอให้ทุกคนมีความปรารถนาที่จะให้เมืองไทยพออยู่พอกิน ไม่ใช่ว่าจะรุ่งเรืองอย่างยอดแต่ว่ามีความพออยู่พอกิน มีความสงบ เปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ ถ้ารักษาความ พออยู่พอกินนี้ได้ เราก็จะยอดยิ่งยอดได้ ประเทศต่าง ๆ ในโลกนี้กำลังตก กำลังแย่กำลังยุ่ง เพราะแสวงหาความยิ่งยวดทั้งในอำนาจ ทั้งในความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ ทางอุตสาหกรรม ทางลัทธิ ฉะนั้นถ้าทุกท่าน?ช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกับดีพอสมควร ขอย้ำพอควร พออยู่พอกิน มีความสงบ ไม่ให้คนอื่นมาแย่งคุณสมบัตินี้จากเราไปได้ ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวร ที่จะมีคุณค่าอยู่ตลอดกาล...?
   
 
 พระราชดำรัสช่วง พ . ศ. 2519 ? 2531 ก็ยังทรงเน้นเรื่องคุณธรรม เน้นความสามัคคี การทำดีและเน้นการพัฒนา เน้นการแก้ปัญหาน้ำท่วม ธนาคารข้าวและธนาคารโคกระบือ การช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชน การพัฒนาชนบท

พระราชดำรัสในช่วง พ . ศ. 2531 ? 2542 ก็ยังทรงเน้นเรื่องคุณธรรม ความสามัคคี การละเว้นการทุจริต ความเพียร ความอดทน และเรื่องการพัฒนาประเทศ เน้นปัญหาน้ำท่วมและโครงการพระราชดำริต่าง ๆ
 
พระราชกรณียกิจและพระราชจริยาวัตร
 
 พระราชกรณียกิจและพระราชจริยาวัตรของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ตลอดช่วงเวลาครองราชย์ เกือบ 60 ปี มีมากมายเป็นที่ประจักษ์แก่คนไทยทั้งประเทศสุดที่จะนำมากล่าวให้ครบถ้วนสมบูรณ์ได้ ซึ่งทรงปฏิบัติ ? ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์? ทั้งพระราชกรณียกิจตามรัฐธรรมนูญ และการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ทรงร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนชาวไทยต้องทรงตรากตรำพระวรกาย เสด็จเยี่ยมเยียนประชาชนในถิ่นทุรกันดาร

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารีได้ทรงรับสั่งถึงพระราชจริยาวัตรในการทรงงานของพระเจ้าอยู่หัวฯไว้ ขอนำมาสรุปให้ทราบว่า

1. งานหลักของพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงกระทำอยู่ในเวลานี้คือ การพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญเท่าที่จะทำได้

2. พระองค์ต้องทรงทราบเสียก่อนว่าพื้นที่พัฒนานั้นในด้านภูมิศาสตร์เป็นอย่างไร มีปัจจัยในด้านต่าง ๆ อย่างไรบ้าง

3. เวลาเสด็จไปที่ไหน จะทรงขับรถด้วยพระองค์เองหรือพอจะเสด็จพระราชดำเนินได้ก็จะเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระองค์เอง เพื่อทรงสัมผัสกับพื้นที่นั้น ๆ เวลาเสด็จด้วยเฮลิคอปเตอร์ก็จะทรงถือโอกาสตรวจสอบและแก้ไขแผนที่ไปในตัว

4. นอกจากแผนที่ ทรงใช้ภาพถ่ายทางอากาศ เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง

5. เวลาประทับในเฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งจะทรงถ่ายภาพลงมาเป็นชุด หลาย ๆ ภาพต่อกัน ติดสก็อตเทป ติดกาวเข้าด้วยกันเป็นภาพถ่ายทางอากาศที่ใช้ในการพัฒนา

6. ทรงใช้ภาพถ่ายดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาเพื่อการพัฒนาแหล่งน้ำและการเกษตร

7. ในการป้องกันน้ำท่วมแต่ละครั้งจะทรงวางแนวพระราชดำริมาตั้งแต่น้ำท่วมครั้งก่อน ทรงค้นแผนที่ตั้งแต่สมัยโบราณที่สุดเท่าที่จะหาได้ ทรงศึกษาว่ามีน้ำเข้า ? ออกกรุงเทพฯอย่างไร ทรงเสด็จนำเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่าง ๆ ทอดพระเนตรพื้นที่น้ำท่วมจริง ทรงพิจารณาพื้นที่แต่ละแห่งโดยละเอียด

8. ทรงพิจารณาปัจจัยที่ทำให้เกิดน้ำท่วมทุก ๆ อย่าง ขณะเดียวกันก็ทรงใช้ทุกคนที่ทรงรู้จัก แม้จะเป็นคนธรรมดาไม่ใช่วิศวกร หรือคนที่ปฏิบัติหน้าที่บางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับงานวิศวะเลย เช่น ตำรวจ ทรงใช้ให้รายงานระดับน้ำ ให้ไปวัดรายงานมา อย่างเช่นเพื่อนที่อยู่ในที่น้ำท่วม ทรงใช้ให้คนนั้นเป็นคนวัดระดับน้ำ เลยบังคับว่าคนนั้นต้องวัดน้ำที่บ้านของตนทุก ๆ วัน แล้วมากราบบังคมทูลให้ทรงทราบ หรือบางคนไม่ทรงรู้จัก ก็ทรงตั้งคนที่ทรงรู้จักเป็นศูนย์กลางให้ไปถามเพื่อนของตัวให้รายงานจดระดับน้ำในที่เดียวกัน เช้า ? เย็น ทุกวันเอามาประกอบพระราชดำริด้วย จนกระทั่งทรงรู้จักกรุงเทพขึ้นอีกมาก และเข้าใจระบบคลองแต่ละสายว่า คลองนี้มีลักษณะน้ำขึ้นน้ำลงยังไง อาการของมันเวลาอาละวาดทำความเดือดร้อนมันทำอย่างไร มีข้อขัดข้องอะไร แม้แต่คลองบางแห่งไม่เป็นคลองเป็นที่อาศัยระบายน้ำได้ก็มีคนเอากล้วยไปปลูกเต็มหมด

9. แนวคิดของพระองค์ก็คือรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมาทำระบบข้อมูล โดยไม่มองข้างเดียว เช่น มองในด้านวิศวกรรมทางด้านน้ำอย่างเดียว สิ่งที่ทำให้เกิดน้ำท่วมนั้นมีหลาย ๆ ปัจจัย ตั้งแต่อุตุนิยมวิทยาที่กล่าวมา ระบบน้ำจากทางเหนือของประเทศไทย น้ำจากน้ำทะเล พระองค์ทรงถามทั้งฝ่ายอุทกศาสตร์ ฝ่ายอุตุนิยม ชลประทาน ฝ่ายการไฟฟ้าแล้วเอารวมเป็นข้อมูล และ

10. ม.ล. ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ราชเลขาธิการได้กล่าวไว้เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2529 ว่าพระองค์มักจะทรงริเริ่มสิ่งใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหา โดยทรงใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการศึกษาค้นคว้าทดลอง จนแน่พระทัยว่า จะเป็นประโยชน์อย่างแท้จริงแล้ว จึงจะพระราชทานไปปฏิบัติต่อไป เป็นในลักษณะเริ่มงานให้รัฐก่อน โดยทรงจัดทำโครงการทดลองต่าง ๆ ขึ้นในสวนจิตรลดา ซึ่งมีน้ำ โครงการเกษตรกรรม มีแปลงยางนา นาข้าวทดลอง บ่อเลี้ยงปลานิล และล่าสุด คือโครงการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เซลล์พืช ซึ่งเป็นวิวัฒนาการสมัยใหม่ในการเพาะพืชที่ไม่สามารถเพาะด้วยวิธีติดตาตอนกิ่งได้แล้ว
พระราชจริยาวัตรในการทรงงานของพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ยังมีอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ไม่อาจจะนำมาบรรยายให้ครบถ้วนได้
 
พระราชสมัญญานาม ? มหาราช?
 
 เมื่อ พ . ศ. 2539 เป็นวาระที่พระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นที่คนไทยทั้งชาติมีต่อพระองค์ ด้วยพระบรมเดชานุภาพในทุก ๆ ด้านของพระองค์ ที่ได้ดลบันดาลให้ประเทศไทยพ้นวิกฤติการณ์ในบางช่วงบางขณะ ทรงขจัดความทุกข์ยากเดือดร้อนให้แก่คนไทยในถิ่นทุรกันดาร ได้ทรงพระราชทานพระราชดำรัสในการพัฒนามากมาย อีกทั้งทรงแก้ไขปัญหาและสงเคราะห์ช่วยเหลือประชาชน ทรงดูแลเยี่ยมเยียนประชาชนอย่างใกล้ชิด คนไทย ทั้ง ชาติจึงได้ลงนามร่วมกัน ขอถวายพระราชสมัญญานาม ให้ทรงเป็น ? มหาราช? ดังมี หลักฐาน การลงนามของคนไทยทั้งชาติยังเก็บรักษาไว้ ณ หอสมุดแห่งชาติ ท่าวาสุกรี กรุงเทพมหานคร

พระเกียรติคุณของพระองค์ได้แผ่ไพศาล จนหน่วยงานต่าง ๆ ขององค์การ สหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญและรางวัล ดังนี้

2 ธันวาคม 2534 นาย Federico Mayor ผู้อำนวยการใหญ่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติทูลเกล้าฯ ถวาย Philae Medal

4 พฤศจิกายน 2535 Dr. Mostafa Kamal Tolba ผู้อำนวยการใหญ่โครงการ สิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติทูลเกล้าฯ ถวาย UNEP Gold Medal of Distinction

24 พฤศจิกายน 2535 Dr. Hiroshi Nakajima ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกทูลเกล้าฯ ถวาย Health ? for ? All

30 ตุลาคม 2536 นาย Richard G. Grimshaw หัวหน้าสาขาเกษตรฝ่ายวิชาการภูมิภาคเอเชียของธนาคารโลก ทูลเกล้าฯ ถวาย For Technical and Development Accomplishment in the Promotion of the Vetier Technology Internationally

12 ธันวาคม 2537 นาย Giorgio Giacomelli ผู้อำนวยการใหญ่โครงการควบคุมยาเสพติดระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติทูลเกล้าฯ ถวาย Award of Apprectation in Recognition of Outstanding Contributions in the Field of International Drug Control

6 ธันวาคม 2538 นาย Jacques Diouf ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติทูลเกล้าฯ ถวาย Agricola 
บันทึกการเข้า

คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 18:06:33 »



หากมีการตั้งคำถามว่า คนไทยทุกระดับตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการทั้งปวง และองค์กรอิสระต่าง ๆ มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์หรือไม่ ทุกคนทุกฝ่ายต่างมีคำตอบตรงกันว่า ต่างมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นหาที่เปรียบมิได้ โดยเฉพาะความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

 แต่ถ้าถามต่อไปก็ถามว่า ? ได้มีการปฏิบัติตน ปฏิบัติต่อพระองค์ สมกับที่ทุกคนทุกฝ่ายมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเพียงใด? เป็นเรื่องที่ยากจะตอบเพราะเป็นเรื่องของการแสดงออกของแต่ละบุคคลแต่ละองค์กร ในแต่ละโอกาส แต่ละเรื่อง แต่ละสถานการณ์  
  
  
ความสำนึกในวโรกาสสำคัญ
 
  
 
 รัชมังคลาภิเษกสมโภชน์

 รัฐบาลจะจัดงานเฉลิมฉลองครบรอบการขึ้นครองราชย์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในวโรกาสต่าง ๆ อย่างยิ่งใหญ่ แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นพ้นต่อองค์พระมหากษัตริย์ เป็นรูปแบบที่สมบูรณ์ไปด้วยพิธีการอันยิ่งใหญ่และการพัฒนาอื่น ๆ ถวายเป็นราชสักการะ ดังเช่น การเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อ พ. ศ. 2539 นอกจากพิธีกรรมทางศาสนาแล้วส่วนราชการต่าง ๆ และภาคเอกชนได้ดำเนินโครงการเฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งระยะสั้น ระยะยาว ถวายมากมาย

 ก. ระยะยาว มี 2 หน่วยราชการอิสระ 14 กระทรวง/ ทบวง และ 7 หน่วยงานเอกชนในประเทศ จัดทำโครงการขนาดใหญ่ มีระยะเวลาดำเนินงานเกินกว่า 1 ปี ขึ้นไปถึง 260 โครงการ ใช้งบประมาณถึง 88,469 ล้านกว่าบาท

 ข. ระยะสั้น 340 โครงการจาก 3 หน่วยราชการ 15 กระทรวง/ ทบวง 35 หน่วยงานเอกชนในประเทศ 4 หน่วยงานเอกชนต่างประเทศ

 โครงการ เฉลิมพระเกียรติฯ ทั้งระยะยาว ระยะสั้น มีรายละเอียดดังนี้

 โครงการด้านการซ่อมสร้างถาวรวัตถุและสิ่งสาธารณประโยชน์ ระยะยาว 78 โครงการ/ กิจกรรม จาก 34 หน่วยงาน 14 จังหวัด มูลค่า 32,452 ล้านบาท ระยะสั้น 63 โครงการ/ กิจกรรม จาก 20 หน่วยงาน 26 จังหวัด

 โครงการด้านการส่งเสริมคุณภาพชีวิต พัฒนาสังคม และจิตใจ ระยะยาว 92 โครงการ/ กิจกรรม จาก 52 หน่วยงาน 13 จังหวัด มูลค่า 44,259 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 98 โครงการ/ กิจกรรม จาก 55 หน่วยงาน 17 จังหวัด

 โครงการด้านการส่งเสริมสิ่งแวดล้อมและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ระยะยาว 38 โครงการ/ กิจกรรม จาก 21 หน่วยงาน 12 จังหวัด มูลค่า 3,717 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 51 โครงการ/ กิจกรรม จาก 24 หน่วยงาน 16 จังหวัด

 โครงการด้านการส่งเสริมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ระยะยาว 13 โครงการ/ กิจกรรม จาก 11 หน่วยงาน มูลค่า 7,519 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 13 โครงการ/ กิจกรรม จาก 11 หน่วยงาน 1 จังหวัด

 โครงการด้านส่งเสริมศาสนาและวัฒนธรรม ระยะยาว 26 โครงการ/ กิจกรรม จาก 14 หน่วยงาน 4 จังหวัด มูลค่า 361 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 58 โครงการ/ กิจกรรม จาก 38 หน่วยงาน 4 จังหวัด

 โครงการด้านแสดงนิทรรศการและการประกวด ระยะยาว 8 โครงการ/ กิจกรรม จาก 7 หน่วยงาน 11 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 34 โครงการ/ กิจกรรม จาก 30 หน่วยงาน

 โครงการด้านเอกสารสิ่งพิมพ์และของที่ระลึก ระยะยาว 5 โครงการ/ กิจกรรม จาก 5 หน่วยงาน มูลค่า 147 ล้านกว่าบาท ระยะสั้น 23 โครงการ/ กิจกรรม จาก 20 หน่วยงาน

 ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องยืนยันความจงรักภักดีและการแสดงออกของคนไทยในวโรกาสสำคัญ เช่น ฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี  
 
  
วันเฉลิมพระชนมพรรษา
  
 วันที่ 5 ธันวาคม ทุกปี เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่คนไทยทุกคนตั้งหน้ารอคอย เพื่อจะร่วมกันถวายพระพรชัยมงคลและรอรับพระราชทานกระแสพระราชดำรัสต่าง ๆ

 วันที่ 4 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันที่คนไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งองคมนตรี รัฐบาล ฝ่ายค้าน ศาลต่าง ๆ ข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือน องค์กร มูลนิธิ และประชาชนได้เฝ้า ถวายพระพรอย่างเนืองแน่นในสวนดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต และประชาชนทั่วไปทั้งประเทศต่างเฝ้าชมพระบารมีทางโทรทัศน์ เป็นวันที่พระองค์เสด็จมารับการถวายพระพรชัยมงคล และเป็นวันที่จะพระราชทาน พระราชดำริ พระบรมราโชวาท และพระราชาธิบายในเรื่องต่าง ๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา ปี พ . ศ. 2540 ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอธิบายเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงและทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเพิ่มเติมในปี พ. ศ. 2541 ดังมีสาระสำคัญบางประการว่า  
 
  
  "? พอมีพอกิน ก็แปลว่า เศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง ถ้าแต่ละคนมีพอมีพอกินก็ใช้ได้ ยิ่งถ้าทั้งประเทศพอมีพอกินก็ยิ่งดี? ประเทศไทยสมัยก่อนนี้ พอมีพอกิน มาสมัยนี้อิสระ ไม่มีพอมีพอกิน จึงจะต้องเป็นนโยบายที่จะทำเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อที่จะให้ทุกคนพอเพียงได้ พอเพียงนี้ก็หมายความว่า มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่หรูหราก็ได้ แต่ว่าพอ?"    
  
 ทรงเปรียบเทียบคำว่า พอเพียง กับคำว่า Self-Sufficiency ว่า "?Self-Sufficiency นั้น หมายความว่า ผลิตอะไร มี พอที่จะใช้ ไม่ต้องไปขอยืมคนอื่น อยู่ได้ด้วยตนเอง? เป็นไปตามที่เค้าเรียกว่ายืนบนขาของตัวเอง??

คนส่วนมากมักเข้าใจว่า เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของเกษตรกรในชนบทเท่านั้น แต่แท้ที่จริงแล้ว ผู้ประกอบอาชีพอื่น เช่น พ่อค้า ข้าราชการ และพนักงานบริษัทต่าง ๆ สามารถนำแนวพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง ไปประยุกต์ใช้ได้
 
  
  ?? แต่ว่าพอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือ คำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอใจในความต้องการมันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนผู้อื่นน้อย ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้ อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง? ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่าความพอประมาณและความมีเหตุผล?"
  
  
 เศรษฐกิจพอเพียงเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ยกมาเสนอไว้ที่แสดงว่าความเข้าใจในเรื่องนี้ของคนไทยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุก ๆ ฝ่าย ตั้งแต่รัฐบาลลงมาถึงประชาชน มีไม่มากนัก การรับฟังพระราชดำรัสก็ดี พระราชาธิบายก็ดี หรือพระบรมราโชวาทก็ดี ยังติดอยู่กับความภาคภูมิใจในรูปแบบพิธีการที่ได้มีโอกาสสูงสุดในชีวิตที่ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวฯ แต่มิได้นำเนื้อหาสาระมาพิจารณาดำเนินการต่อไปให้สมกับที่เปล่งวาจาว่า? รู้สึก ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ? หรือ ? มีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ เป็นอย่างยิ่ง?

 พระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงชี้แนวทางปฏิบัติต่าง ๆ ให้กับรัฐบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการแทบทุกหมู่เหล่า ในวโรกาสต่าง ๆ กัน และทรงปรารถนาจะเห็นการปฏิบัติตามข้อแนะนำและห่วงใยของพระองค์อย่างแท้จริงถึงกับทรงรับสั่งว่า ถ้าทุกคนช่วยกันรักษาส่วนรวมให้อยู่ดีกินดีพอสมควร ทรงย้ำ ? พอควร พออยู่ พอกิน มีความสงบ? ก็จะเป็นของขวัญวันเกิดที่ถาวรมีคุณค่าอย่างที่สุดตลอดไป?

 สิ่งที่รัฐบาล รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ ข้าราชการและภิกษุสงฆ์ จะต้องร่วมกันให้คำตอบว่า องค์กรของท่านได้ปฏิบัติต่อพระราชดำริ พระบรมราโชวาทต่าง ๆ ของพระเจ้าอยู่หัวฯ ด้วยความทุ่มเทจริงจังเพียงใด  
 
  
ความสำนึกในการถวายสัตย์ปฏิญาณหรือคำปฏิญาณ
 
  
  การถวายสัตย์ปฏิญาณ คือ การถวายคำมั่นสัญญาต่อพระมหากษัตริย์ ที่จะทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตน ดังนี้

องคมนตรี

 ก่อนเข้ารับหน้าที่ องคมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ว่า  
 
  
  " ข้าพระพุทธเจ้า ( ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ "
  
  
 สมาชิกรัฐสภา

 ก่อนเข้ารับหน้าที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องปฏิญาณตนในที่ประชุมแห่งสภาของตน ด้วยถ้อยคำดังต่อไปนี้
 
  
  " ข้าพเจ้า ( ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"
  
  
 เหตุผลที่ต้องปฏิญาณตนทุกครั้งก่อนเข้ารับหน้าที่ก็เพราะ สมาชิกสภาทั้งสองต้องปฏิบัติหน้าที่นิติบัญญัติในนามของพระมหากษัตริย์ เป็นการสัญญาไว้กับปวงชนชาวไทยว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาทุกคนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ครบถ้วนทั้ง 3 ประการ

 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและตามคำปฏิญาณที่จะต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมมักจะเกิดปัญหาที่ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องปฏิบัติตามมติพรรคการเมืองที่ตนสังกัด ในการลงมติเรื่องต่าง ๆ หรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็ต้องกล่าวว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเหล่านั้นต้องพิจารณาด้วยตนเองอีกชั้นหนึ่งว่า มตินั้น ๆ เป็นการรักษาประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ เช่น เมื่อมีการอภิปรายรัฐมนตรีกรณีทุจริต สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ชอบที่จะพิจารณาข้อมูลด้วยความละเอียดรอบคอบ ถ้าเห็นว่าข้อมูลหลักฐานพอเชื่อถือได้ก็ไม่จำต้องลงมติอุ้มรัฐมนตรีนั้นตามมติพรรค โดยมีรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 47 วรรค 3 ให้ความคุ้มครองไว้

 ในการปฏิบัติหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร หรือ วุฒิสภาก็ยังไม่เป็นไปโดยอิสระ กลับผูกพันอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาล ซึ่งแยกออกไปจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแล้ว กล่าวคือ สภาผู้แทนราษฎรยังยึดถือหลักปฏิบัติแต่เดิมมา ถ้าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ต้องส่งให้รัฐบาลพิจารณาก่อน ส่วนร่างกฎหมายอื่น แม้จะเป็นกฎหมายที่ประชาชนร่วมกันลงชื่อมาถึง 50,000 คน หรือที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอได้เองก็ยังต้องฟังคำสั่ง Whip ของรัฐบาล ถ้า Whip ไม่ให้นำขึ้นพิจารณา สภาผู้แทนราษฎรก็พิจารณาไม่ได้ กฎหมายที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรทั้งหมดจึงเป็นร่างกฎหมายของรัฐบาลเท่านั้น ยังไม่ปรากฏมีกฎหมายใดที่สภาผู้แทนราษฎรได้ริเริ่มพิจารณาด้วยตนเองเลย ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ก็ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

คณะรัฐมนตรี

 ก่อนเข้ารับหน้าที่ รัฐมนตรีต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ ว่า  
 
  
  " ข้าพระพุทธเจ้า ( ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"
  
  
 สัตย์ปฏิญาณที่รัฐมนตรีได้ถวายต่อพระมหากษัตริย์ข้างต้น คือ คำมั่นสัญญาเป็นปฐมบทก่อนเข้ารับหน้าที่ในการใช้อำนาจบริหารแทนพระมหากษัตริย์อันแสดงถึงความเป็นรัฐบาลและรัฐมนตรีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และภายหลังการถวายสัตย์ปฏิญาณทุกครั้ง ก็ทรงพระราชทานโอวาทให้รัฐมนตรีทุกคนรักษาคำสัตย์ปฏิญาณที่เปล่งออกมา เพื่อจะได้เกิดความเจริญก้าวหน้าทั้งแก่ตนเองและราชการ

 คำสัตย์ปฏิญาณเช่นนี้ มิได้กำหนดไว้เพียงเพื่อเป็นแบบพิธีการก่อนเข้าทำหน้าที่อย่างแน่นอน หากรัฐมนตรีทุกคนได้น้อมเอาคำปฏิญาณที่ตนเปล่งออกมาด้วยวาจาของตนเองและใส่เกล้าฯ มาเป็นหลักปฏิบัติอย่างจริงจัง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นก็ยากที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย และเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สามารถป้องกันปราบปรามได้โดยง่าย ปัจจุบันการป้องกันปราบปรามทุจริตคอร์รัปชั่นต่าง ๆ เมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว แม้จะไม่ใช่หน้าที่ของคณะรัฐมนตรีโดยตรง แต่ความรับผิดชอบก็ยังอยู่ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ทบวง กรม ก็ยังไม่พ้นความรับผิดชอบเพราะเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของตนเอง

 ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ การแยกหน้าที่การป้องกันปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นไปเป็นของหน่วยงานอิสระ เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา และ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งกำลังเกิดความพิกลพิการในองคาพยพ ของตัวคณะกรรมการเองบ้าง ตัวผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเองบ้าง ก็ทำให้คดีผู้ทุจริตคอร์รัปชั่นค้างและทำท่าจะหมดอายุความไปเป็นจำนวนมากประการหนึ่ง อีกประการหนึ่ง การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของแผ่นดินกระทำได้ไม่ทั่วถึง ( ตรวจองค์การบริหารส่วนตำบล ได้ปีละประมาณ 200 ? 300 แห่ง จากเกือบ 7,000 อบต.) จึงเท่ากับว่า ใครจะทุจริตคอร์รัปชั่น อย่างไรก็กระทำได้โดยแทบจะไม่มีการแก้ไขจับกุมมาลงโทษ ได้ส่งผลสะท้อนทางอ้อมมาถึงรัฐบาลว่าไม่ป้องกันปราบปรามปัญหานี้อย่างจริงจัง จริงใจ

 ศาล

 ศาลทุกศาลตั้งแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร ล้วนพิจารณาพิพากษาอรรถคดีตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย ในพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น ผู้พิพากษาและตุลาการของทุกศาลต้องถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ว่า
 
  
  " ข้าพระพุทธเจ้า ( ชื่อผู้ปฏิญาณ) ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธยด้วยความซื่อสัตย์สุจริต โดยปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่ประชาชน และความสงบสุขแห่ง ราชอาณาจักร ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายทุกประการ"
  
  
 นอกจากคำสัตย์ปฏิญาณที่ต้องถวายไว้แล้ว ตุลาการทุกศาลยังเป็นผู้วินิจฉัยคดีความต่างๆในพระปรมาภิไธยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯในการพิจารณาวินิจฉัยคดีความต่างๆตุลาการทุกคนทุกศาลจำเป็นจะต้องคำนึงถึงคำสัตย์ปฏิญาณและพระปรมาภิไธยของพระเจ้าอยู่หัวฯ มิใช่วินิจฉัยพิพากษาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเท่านั้น พระบรมราโชวาท พระปฐมบรมราชโองการ พระราชปรารภ พระราชดำริต่างๆในฐานะทรงเป็นประมุขของชาติผู้พระราชทานอำนาจตุลาการมาให้ท่านทั้งหลายเป็นผู้ใช้อำนาจแทนพระองค์ และในฐานะธรรมิกราชาผู้มีจริยาวัตร วัตรปฏิบัติและพระราชดำริอันงดงามเพื่อประเทศชาติประชาชนของพระองค์ ที่ทรงเน้นย้ำให้ทุกคนตั้งมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต ความเที่ยงธรรมและอื่นๆเป็นสิ่งที่ตุลาการทุกคนจะต้องหันมายึดไว้เป็นหลักในการวินิจฉัยพิพากษาคดีต่างๆ

 ศาลที่สมควรยกมากล่าวถึงเป็นพิเศษ คือ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งขึ้นใหม่พร้อมกับศาลปกครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ. ศ. 2540 เป็นศาลที่มีอำนาจพิเศษในการวินิจฉัยตีความกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีอำนาจวินิจฉัยความขัดแย้งระหว่างองค์กร รับอุทธรณ์การขับออกซึ่งสมาชิกพรรคการเมือง วินิจฉัยกรณีปกปิดบัญชีทรัพย์สิน นั่นคือ การชี้เป็นชี้ตายทางการเมืองต่อนักการเมืองต่าง ๆ ผู้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงถูกเพ่งเล็งและเฝ้ามองจากสังคมอย่างใกล้ชิดในการวินิจฉัยแต่ละคดีว่าเป็นไปด้วยความรอบคอบ สุจริต เที่ยงธรรม และเป็นบรรทัดฐานที่จะให้องค์กรทางการเมืองต่าง ๆ ถือเป็นหลักปฏิบัติเพียงใด เพราะคำวินิจฉัยของศาลนี้ถือเป็นเด็ดขาดและผูกพันกับรัฐสภา คณะรัฐมนตรีและองค์กรอื่น ๆ ของรัฐ

 คดีตัวอย่างที่เกิดความสับสนแก่ผู้ปฏิบัติคือ คดีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ( คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา) ไม่ชอบด้วยระเบียบปฏิบัติ กฎหมาย ทำให้ผู้ปฏิบัติและประชาชนสงสัยว่า เมื่อพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงใช้ พระราชอำนาจแต่งตั้ง จนมีพระบรมราชโองการไปแล้วเป็นเวลาเกือบ 2 ปี มิเป็นการลบล้าง พระบรมราชโองการหรือ ประกอบกับกฎหมายก็มิได้กำหนดให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินผู้นี้มิได้ลาออกให้พ้นจากตำแหน่งภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ก็เกิดปัญหา และมีการตรวจพบว่าระเบียบการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลใช้บังคับเป็นกฎหมาย ก็ยิ่งมีข้อสงสัยในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น และยังไม่มีผู้ใดสามารถหาข้อสรุปที่ถูกต้องในคดีนี้ได้ต่อไป ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องระมัดระวังและต้องป้องกันมิให้สังคมมีความคลางแคลงใจว่าเป็นเครื่องมือของรัฐบาลเช่นเดียวกับที่สังคมยังมีความคลางแคลงใจต่อองค์กรอิสระอื่น ๆ

 รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า องค์กรทางการเมือง ผู้เป็นตัวแทนอำนาจอธิปไตยทั้งสามฝ่ายต้องถวายสัตย์ปฏิญาณ แสดงการให้คำมั่นสัญญาต่อหน้าพระพักตร์ของพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ ซึ่งพระมหากษัตริย์จะทรงมีกระแสพระราชดำรัส ให้ปฏิบัติตามคำสัตย์ปฏิญาณที่ได้เปล่งวาจาออกมาเสมอ และจะทรงเน้นย้ำในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตเป็นสำคัญ หากผู้ทำหน้าที่ในองค์กรทั้งสาม ตระหนักและปฏิบัติตนตามคำสัตย์ปฏิญาณอย่างเคร่งครัด กำชับตรวจตราสอดส่องให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของตนปฏิบัติงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างแท้จริงโดยใกล้ชิด ย่อมเป็นการกระทำที่มีคุณค่ายิ่งกว่าคำพูดที่เปล่งออกมาจากปากว่า เป็นผู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บ้านเมืองจะไม่เกิดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นและเกิดความเจริญก้าวหน้า  
 
  
ความสำนึกในการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ
  
 คนไทยถือพระบรมราชโองการเป็นสิ่งเหนือเกล้าเหนือชีวิตมาแต่โบราณกาล จะถวายความเคารพเชื่อถือพระบรมราชโองการ แม้เพียงได้ยินหรือเห็นพระบรมราชโองการก็เหมือนเห็นองค์พระมหากษัตริย์ จึงต้องทุ่มเทกำลังกายกำลังความคิดทำงานหรือกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งสนองพระบรมราชโองการนั้น ๆ อย่างเต็มกำลังความรู้ความสามารถ

 ปัจจุบันมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย มีคนไทยบางคนมองพระบรมราชโองการเป็นเพียงกลไกอย่างหนึ่งที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่าเรื่องใดต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ผู้ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเองก็มิได้ระลึกในเหตุและผลที่ต้องมีการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่อย่างใด ถือเป็นหน้าที่และเป็นขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้เกิดความสมบูรณ์ในการบังคับใช้กฎหมายและอื่น ๆ

 เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการมีเหตุและผล ดังต่อไปนี้

 1. การลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นการรับรองพระปรมาภิไธยว่าเป็นพระปรมาภิไธยอันแท้จริงของพระมหากษัตริย์

 2. ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ คือ บุคคลที่ดำรงตำแหน่งให้เป็นผู้ถวายคำแนะนำต่อพระมหากษัตริย์ให้ทรงลงพระปรมาภิไธย โดยผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ต้อง

 - รับผิดชอบในความถูกต้องของกระบวนการคิด พิจารณา หรือรูปแบบพิธี ในเรื่องที่ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยว่าถูกต้องตามกระบวนการนั้น ๆ แล้ว เช่น กฎหมายต้องผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากสภาแล้ว ฯลฯ

 - รับผิดชอบต่อความถูกต้องของข้อความที่ทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อลงพระ ปรมาภิไธย

 มีกฎหมายบางฉบับ รัฐสภาได้เห็นชอบโดยมีข้อความบางอย่างไม่ถูกต้อง ขัดและแย้งกันเอง ประธานรัฐสภาสมัยหนึ่งมีความเห็นว่า จะต้องนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ทรงลงพระปรมาภิไธย หากทรงไม่เห็นด้วยก็จะทรงยับยั้งร่างกฎหมายฉบับนั้นด้วยพระองค์เอง ซึ่งความเห็นเช่นนี้ได้รับการคัดค้านจากบุคคลทั่วไปเป็นอันมาก ที่ทราบว่าข้อความในกฎหมายนั้นไม่ถูกต้องย่อมเป็นการไม่เหมาะสมที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ในที่สุดด้วยกระแสกดดันจากสังคมและผู้เกี่ยวข้อง รัฐสภาจึงให้มีการพิจารณาทบทวนแก้ไขใหม่ให้ถูกต้องสมบูรณ์ แล้วนำกลับขึ้นทูลเกล้าฯ เสนอเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย

 ความถูกต้อง เป็นปัญหาที่คนรุ่นใหม่พยายามจะจำกัดลงไว้เฉพาะความถูกต้องของข้อความในเอกสาร ที่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาอย่างถูกต้องตามขั้นตอนของรัฐสภาแล้วเป็นเพียงความถูกต้องตามกระบวนการและแบบพิธีโดยไม่ต้อง รับผิดชอบต่อเนื้อหาสาระ กรณีเช่น กฎหมายของรัฐบาลชุดก่อนที่พ้นหน้าที่ไปแล้ว รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว นายกรัฐมนตรีผู้มาใหม่ต้องลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ เป็นต้น กรณีเช่นนี้ ไม่น่าจะเป็นวิธีการคิดที่ถูกต้อง คนไทยต้องถวายความถูกต้องที่ ถูกต้องทั้งทางกฎหมาย ข้อเท็จจริง จารีต วัฒนธรรม ประเพณี ของเราเอง แม้ว่ารัฐสภาจะผ่านการให้ความเห็นชอบในร่างกฎหมายของรัฐบาลชุดเก่าไปแล้ว ก็ควรจะให้รัฐบาลชุดใหม่ได้พิจารณาทบทวน ถ้าไม่สอดคล้องกับนโยบายของชุดใหม่ก็ควรที่จะมีสิทธินำมาพิจารณาถวายคำแนะนำใหม่ได้

 - รับผิดชอบแทนพระมหากษัตริย์ ในเรื่องที่ได้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการไปแล้ว ในฐานะของผู้ถวายคำแนะนำ

 กรณีที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าการสรรหาไม่ชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย โดยประธานวุฒิสภาเป็นผู้ถวายคำแนะนำให้ทรงแต่งตั้งและเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ย่อมเป็นหน้าที่ของประธานวุฒิสภาโดยตำแหน่งที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการถวายคำแนะนำครั้งนั้น แม้จะเปลี่ยนตัวผู้ดำรงตำแหน่งประธานวุฒิสภาแล้วก็ตาม วุฒิสภาในฐานะองค์กรถวายคำแนะนำต้องตรวจสอบหาข้อยุติในสถานภาพของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินให้จบสิ้นก่อน จึงจะดำเนินการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่ หากคิดแต่เพียงว่า การสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินครั้งหลังสุดนี้ถูกต้องตามกระบวนการ รูปแบบพิธีที่กฎหมายกำหนดแล้ว โดยมิคำนึงถึงข้อเท็จจริง ประเพณีและวัฒนธรรมการปกครองของไทยตามมาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญฯ วุฒิสภาก็จะเป็นผู้ล่วงละเมิดพระมหากษัตริย์เสียเอง จริงอยู่แม้จะไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดกำหนดโทษกรณีเช่นนี้ไว้ แต่ก็ยังจะต้องได้รับบทลงโทษทางสังคมที่เป็นความรู้สึกของคนไทยทั้งชาติ ซึ่งมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
 
  
บันทึกการเข้า

คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 18:06:12 »

การปฏิบัติเพื่อถวายความถูกต้องและสมควร
 
 
 ปัญหาเรื่องความถูกต้องและสมควร เป็นเรื่องใหญ่และเป็นปัญหาเชิงความคิดที่ยังไม่สอดคล้องกับนิติราชประเพณีของไทยมากพอสมควร แต่มิได้มีผู้คนให้ความใส่ใจหยิบยกขึ้นมาพิจารณากำหนดกรอบและแนวทางการปฏิบัติไว้ให้ชัดเจนเพื่อเป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติในปัจจุบันและการปฏิบัติของชนรุ่นหลัง ๆ ต่อไป

 วัฒนธรรมเสรีนิยมตะวันตกที่คนไทยปัจจุบันไปรับเอามาจากยุโรปและอเมริกาได้ยึดเอา ความเป็นปัจเจกนิยม (Individualism) หรือลัทธิตัวใครตัวมัน ความเสมอภาค (Equality) นิติธรรม (The Rule of Law) และการแบ่งแยกปริมณฑล (Separation of Spheres) ซึ่งยังใช้ร่วมกันไม่ได้กับวัฒนธรรมการเมืองการปกครองที่ถือปฏิบัติมาแต่โบราณกาลที่ให้ยึดเอาธรรมะ ความเมตตา และความสัมพันธ์ที่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันเป็นหลักปกครองบ้านเมือง

 คงจะสามารถพิจารณาได้ว่า ลัทธิตัวใครตัวมันหรือลัทธิปัจเจกนิยมยังใช้ไม่ค่อยได้ในเมืองไทย ที่ยังนิยมความสัมพันธ์เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันเป็นส่วนตัว หลักธรรมะกับ ความเมตตา ก็เป็นวัฒนธรรมที่สูงกว่าความเสมอภาคและนิติธรรม และโดยเฉพาะหลักการแบ่งแยกปริมณฑลของฝรั่งที่เอามาใช้ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่พยายามแยกนิติบัญญัติออกจากการบริหาร ไม่ได้เป็นจริงเช่นนั้น ฝ่ายบริหารเข้าไปแทรกแซงก้าวก่ายการทำงานของอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการบางอย่างและอำนาจองค์กรอิสระอย่างเห็นชัดเจน

 ณ ที่นี้ การพิจารณาเรื่องพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์จึงต้องนำประเด็นนิติราชประเพณี ความเชื่อมั่นศรัทธาของคนไทยที่มีต่อสถาบันสูงสุดของประเทศสถาบันนี้ มาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

 1. ความถูกต้องและสมควรก็คือ การปฏิบัติหน้าที่ด้วยความชอบธรรม

 ผู้ที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณหรือกล่าวคำปฏิญาณทั้งต่อหน้าพระพักตร์หรือในหมู่พวกเดียวกันเอง ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในพระปรมาภิไธย หรือผู้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งตามพระราชอัธยาศัยหรือตามคำแนะนำขององค์กรต่าง ๆ บุคคลเหล่านี้ทุกฝ่ายทั้ง คณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ผู้พิพากษา ตุลาการ กรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ รวมถึงข้าราชการ จะต้องยึดมั่นปฏิบัติตามคำสัตย์ปฏิญาณหรือคำปฏิญาณที่เปล่งวาจาออกไปอย่างจริงจังและจริงใจ ทำให้การเมืองเป็นการเมืองแห่งความชอบธรรม ไม่ใช่การเมืองผลประโยชน์ รวบอำนาจ แบ่งฝักฝ่าย

 2. ความถูกต้องและสมควรคือ การปฏิบัติงานถวาย

 ปัจจุบันนี้พระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 ได้เจริญพระชนมพรรษามากกว่า 6 รอบแล้ว พระพลานามัยถดถอยลง มิอาจเสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรในชนบททุรกันดารได้ดั่งก่อน ชอบที่ผู้มีหน้าที่เหล่านี้จะได้ปฏิบัติงานถวายเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ ความอยู่ดีมีสุขและความเจริญก้าวหน้าของคนไทยทั้งปวง จะได้เป็นเครื่องส่งเสริมบำรุงพระทัยแด่พระองค์ฯ มิใช่ปฏิบัติต่อพระองค์ฯ เหมือนผู้สูงอายุทั่ว ๆ ไปคนหนึ่ง

 พระราชประสบการณ์ของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 มีมากมายทรงผ่านวิกฤติการณ์ต่าง ๆ ทรงศึกษาทดลองแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนาด้วยพระองค์เองอย่างจริงจัง จนได้แนวทางที่มีประโยชน์อย่างแท้จริง ประกอบกับกระแสพระราชดำริต่าง ๆ ก็ดี กระแสพระราชดำรัสก็ดี ล้วนแล้วแต่ทรงคุณค่าในการประพฤติปฏิบัติตามทั้งสิ้น

 ตลอดชีวิตของพระองค์ ทรงพร่ำตักเตือนให้คนไทยรู้จักพอดี ทำอะไรให้อยู่ในสภาวะพอสมควรกับสภาพสังคม เศรษฐกิจและสถานการณ์ของประเทศ พระองค์มิได้ทรงให้ปฏิเสธเทคโนโลยี มิได้ทรงปฏิเสธความรู้วิชาการใหม่ ๆ และมิได้ทรงปฏิเสธแนวความคิดของผู้ใดในโลกนี้ แต่ทรงเตือนให้รู้จักทำสิ่งเหล่านี้อย่างพอดี ๆ และเป็นไปโดยถูกต้องชอบธรรม

 3. ความถูกต้องและสมควร คือ การยึดมั่นในการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า ? เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม? อันเป็นพระราชปณิธานสูงสุดของพระองค์ รัฐบาล องค์กรต่าง ๆ และคนไทยที่เป็นผู้บริหาร ปกครอง ออกกฎหมาย ตัดสินคดีความ ควรจะยึดถือไว้เป็นปณิธานสูงสุดและดำเนินการปกครองบ้านเมืองให้เป็นไปตามหลักธรรมที่พระองค์ทรงยึดถือ อันได้แก่ ทศพิธราชธรรม สังคหวัตถุ จักรวรรดิวัตร 12 และจะต้องถือเอาประโยชน์สุขของมหาชนคนไทยทั้งประเทศเป็นเป้าหมายสุดท้ายสูงสุด ดั่งพระองค์ได้ทรงอุทิศพระสติปัญญา พระวรกายและพระราชวโรกาสให้กับความมั่นคง ความสุข ความอยู่ดีกินดี และความเจริญก้าวหน้าของประเทศชาติและประชาชน ยิ่งสถานการณ์ในปัจจุบัน รัฐบาลต้องปฏิบัติตนและส่งเสริมให้ผู้คนมีคุณธรรมและศีลธรรมมากขึ้น

 4. ความถูกต้องและสมควร ก็คือ การตั้งสติเตือนใจที่จำเป็นอย่างที่สุดก็คือ การเตือนตนเองที่จะไม่รับเอาความคิด วิธีการบริหารจัดการต่าง ๆ แบบตะวันตกเข้ามาใช้กับประเทศชาติ โดยมิได้นำมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับวัฒนธรรม การปกครอง การเมืองของไทย เช่น นำเอาความคิด วิธีการบริหารปกครองบ้านเมืองแบบประธานาธิบดีบางส่วนมาใช้ในรัฐธรรมนูญของไทยฉบับปัจจุบัน ได้ส่งผลให้เห็นแล้วว่าไม่เหมาะสม กลไกที่วางไว้ต่าง ๆ กลับเอื้ออำนวยให้เกิดการผูกขาด การแยกอำนาจไม่เป็นไปตามหลักการและทฤษฎี การตรวจสอบควบคุมกระทำมิได้ ฯลฯ

 ความคิดแบบผสม 2 ระบบการปกครองภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเช่นปัจจุบัน ทำให้หลายฝ่ายขาดความระแวดระวังในการออกกฎหมาย กำหนด หลักปฎิบัติ ประหนึ่งว่าจะนำอะไรในแนวทางของประธานาธิบดีมาใช้ก็ได้ เว้นแต่มิให้มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี เหมือนบางประเทศเท่านั้น จึงเกิดความไม่รอบคอบไม่ละเอียดอ่อนเพียงพอ แต่ก็มิได้มีความตั้งใจและเจตนาร้าย เช่น พยายามจะเปลี่ยน ? ข้าราชการ? ให้มาเป็น ? เจ้าหน้าที่ของรัฐ? ถึงกับตราพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐขึ้นมาใช้แทนกฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวข้าราชการ ฯลฯ กรณีเช่นนี้ เป็นการค่อย ๆ เพาะบ่มความรู้สึกของ ข้าราชการทีละน้อย ๆ ให้เปลี่ยนจาก ความรู้สึกนึกคิดที่เป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ให้ดำรงตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งให้ค่อย ๆ ลดลง

 5. ความถูกต้องและเหมาะสมต้องเป็นไปตามนิติราชประเพณี

 กรณีที่จะเป็นปัญหาในวันข้างหน้าก็คือ การสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกที่ได้มีพระภิกษุสงฆ์ 2 กลุ่ม มีความเห็นแตกต่างกัน คือ กลุ่มหนึ่งเห็นว่า ควรถวายเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการสถาปนาพระสงฆ์ขึ้นดำรงตำแหน่งพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก อีกฝ่ายหนึ่งต้องการยึดกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันที่ให้ทรงสถาปนาจากพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์ชั้นสมเด็จที่มีอาวุโสสูงสุดขึ้นดำรงตำแหน่ง รวมทั้งได้เคยตรากฎหมายให้ฆราวาส คือ นายกรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชในกรณีที่มิอาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ ( ได้เปลี่ยนแปลงให้มหาเถรสมาคมเป็นผู้พิจารณาแล้ว)

 สิ่งเหล่านี้กลายเป็นประเด็นขัดแย้งในสังคมเพราะได้นำวิธีทางบริหารปกครอง แผ่นดินของบ้านเมืองแบบคฤหัสถ์เข้าไปใช้กับคณะสงฆ์ซึ่งมีประวัติการปกครองตามที่ พระมหากษัตริย์แต่โบราณทรงถือปฏิบัติในฐานะทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก พระเจ้าอยู่หัวฯ จะเป็นผู้ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชฯ ทุกพระองค์ ( รวมทั้งพระสังฆราชองค์ปัจจุบันด้วย) การเช่นนี้ต้องหาวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามนิติราชประเพณี มิควรเปลี่ยนแปลงมาใช้ระบบคฤหัสถ์

 6. การศึกษาอบรมจะช่วยให้เกิดการปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสม

 สิ่งใดสมควรปฏิบัติหรือไม่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ผู้มีหน้าที่บริหารปกครองบ้านเมืองจะต้องศึกษา ในสมัยที่ผู้เขียนยังเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ต้องได้รับการศึกษา อบรมถึงสิ่งที่ควรไม่ควรปฏิบัติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมทั้งระเบียบปฏิบัติในการเข้าเฝ้า การแต่งกาย การใช้ราชาศัพท์ ข้าราชการและนักการเมืองรุ่นปัจจุบันส่วนใหญ่เพิกเฉยและไม่ค่อยสนใจต่อสิ่งเหล่านี้

 ถ้าหากกระทำการใด คำพูดใด ต่อพระมหากษัตริย์ที่ขาดความระมัดระวังความสำรวมในความถูกต้องเหมาะสม จะถูกสังคมมองว่าตีตนเสมอพระเจ้าอยู่หัวฯ แม้แต่การจัดถวายพระราชพาหนะที่ทรงใช้ต่าง ๆ ต้องจัดเป็นพิเศษถวายให้ปลอดภัยที่สุด และไม่นิยมที่คนธรรมดาสามัญจะนำมาใช้ร่วมกับพระองค์ แม้แต่พระราชพาหนะที่ถวายให้ทรงใช้ชั่วคราวในการเสด็จพระราชดำเนินไปที่ต่าง ๆ ในภูมิภาคก็ต้องถวายบังคมขอพระราชทานคืนมาเพื่อเจ้าของจะได้นำไปใช้ต่อไปให้เป็นสิริมงคล

 สถานที่ใดเป็นที่ประกอบพระราชพิธีทางศาสนาส่วนพระองค์ บุคคลทั่วไปก็จะไม่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา ต้องแยกมาต่างหาก โดยเฉพาะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แม้จะโปรดให้เข้ากราบไหว้บูชาทำพิธีพุทธาภิเษกได้ แต่ก็ไม่สมควรจะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่พระมหากษัตริย์หรือพระบรมวงศานุวงศ์มิได้ทรงเป็นองค์ประธาน 
 
 
การปฏิบัติเพื่อถวายความซื่อสัตย์สุจริต
 
 
 การรักษาความซื่อสัตย์สุจริตเป็นพระบรมราโชวาทสำคัญที่ทรงพระราชทานให้คนไทยทุกหมู่เหล่าโดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี สมาชิกรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ ข้าราชการ และหน่วยงานต่าง ๆ ยึดถือปฏิบัติอย่างจริงจัง ทรงพร่ำเตือนทุกฝ่ายมาตลอดเวลาจนถึงปัจจุบัน แต่พระบรมราโชวาทนี้กลับได้รับการปฏิบัติสนองตอบอย่างจริงจังจากทุกฝ่ายน้อยที่สุด

 ในการปฏิวัติยึดอำนาจของคณะทหารทุก ๆ ครั้งที่ผ่านมา เหตุผลประการสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องกระทำการยึดอำนาจก็คือ มีการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมากมาย ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นนี้ทำให้ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศอยู่ในลำดับท้าย ๆ ในการป้องกันแก้ไข ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ทำให้เป็นที่อับอายขายหน้าเป็นอย่างมาก จนถึงกับล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ทรงมอบให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการป้องกัน แก้ไขอย่างเต็มที่ ถ้าทุจริตคิดมิชอบเสียเองก็ทรงสาปแช่งให้มีอันเป็นไป

 องค์พระประมุขของประเทศได้ทรงเตือนรัฐบาล องค์กรต่าง ๆ ให้ตระหนักในปัญหาเหล่านี้มาทุก ๆ รัฐบาล บางรัฐบาลก็จัดการปัญหานี้ได้ดี บางรัฐบาลเพิกเฉยปล่อยปละละเลยปัญหานี้ บางรัฐบาลถูกสังคมเพ่งเล็งว่าเข้าไปมีส่วนพัวพัน และไม่พยายามตรวจสอบหาคนผิดมาลงโทษได้ ยิ่งระบบการตรวจสอบควบคุมทางการเมือง เสียหาย ถูกแทรกแซงครอบงำ ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลนั้น ๆ ก็จะลดน้อยถอยลงเพราะปัญหานี้ทุกวัน ในที่สุดถ้ารัฐบาลยังคอยปกปิดช่วยเหลือรัฐมนตรี ญาติ บริวาร ให้พ้นจาก ความสงสัยของสังคมด้วยวิธีการง่าย ๆ จะทำให้รัฐบาลหมดสิ้นความเลื่อมใสศรัทธาในที่สุด

 ด้วยความผูกพัน ความเลื่อมใสศรัทธาของคนไทยที่มีต่อพระมหากษัตริย์ และด้วยพระบรมเดชานุภาพของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ที่มีมาอย่างยาวนานยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์พระองค์ใดในประเทศไทยและในโลกนี้ การปล่อยปละละเลยไม่แก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการที่ทรงออกมาพร่ำตักเตือนอยู่ประจำจะเป็นเครื่องทำลาย รัฐบาลในที่สุด 
 
 
สรุป
 
 ข้อมูลรายละเอียดของการนำเสนอ เรื่อง พระราชอำนาจ ที่กล่าวในงานเขียนชิ้นนี้ จะต้องยุติจบลงด้วยข้อเสนอให้คนไทยทุกคนตระหนักในความเป็นคนชาติไทย มีวัฒนธรรมการปกครองที่ไม่เหมือนชาติใดในโลก อำนาจอธิปไตยที่ได้รับพระราชทานมาก็เป็นผลจากการตระเตรียมและความตั้งพระทัยของพระมหากษัตริย์ วันนี้ประเทศไทยมีพระเจ้าอยู่หัวฯ พระองค์เดียว ที่ยังทรงเป็นหลักชัยของชาติ ศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ที่จะทรงปัดเป่าความทุกข์เดือดร้อน วิกฤติการณ์ต่าง ๆ ให้คนไทย

 เมื่อเราเลือกเดินทางที่จะปกครองบ้านเมืองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็มิควรวอกแวก อยากลองนำระบบอื่นเข้ามาผสมผสานทดลองใช้ผิด ๆ ถูก ๆ แม้จะยังมั่นคงในการมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่ก็ตาม มีแต่จะสร้างปัญหาใหม่ ๆ ขึ้นมา ขอเพียงแต่คนไทยทุกคน ใช้สติปัญญาของตนเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ตามพระบรมราโชวาท ตามพระราชดำริต่าง ๆ เพียงครึ่งหนึ่งที่พระองค์ทรงพระราชดำริและทรงปฏิบัติ ประเทศไทยก็จักเจริญก้าวหน้า มีความมั่นคงมีความสงบและสันติสุขอย่างแท้จริง

 อย่างไรก็ดีความเจริญ ความมั่นคง ความสงบสันติสุขจะยังไม่เกิดขึ้นถ้ายังไม่แก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบัน เพราะได้วางกลไกการใช้อำนาจไว้ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมอำนาจของไทย นับตั้งแต่ การให้ความเข้มแข็งกับรัฐบาลโดยป้องกันมิให้ ส. ส. ขายตัว ก็สามารถทำได้โดยง่ายด้วยการยุบรวมพรรค แต่ย้ายพรรคยาก ให้ ส. ว. มาจากการเลือกตั้ง แต่มิให้หาเสียง ผู้สมัคร ส. ว. ก็จะอาศัยพรรคการเมืองที่มีฐานเสียงให้ได้รับเลือกตั้งเข้ามา ซึ่งแน่นอนที่สุดก็อาศัยพรรครัฐบาล ในที่สุดวุฒิสภาก็อยู่ในอาณัติของรัฐบาล เมื่อวุฒิสภาที่อยู่ในอาณัติของรัฐบาลทำหน้าที่สรรหาองค์กรอิสระต่าง ๆ ก็จะได้องค์กรอิสระที่มีรัฐบาลคอยกำกับเชื่อมโยง ในที่สุดองค์กรอิสระทั้งหลายก็ไม่สามารถตรวจสอบการทุจริตคิดมิชอบใด ๆ ของรัฐบาลได้เลย ดังที่เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งใหญ่ได้แล้ว ซึ่งการปรับปรุงครั้งต่อไปนี้ก็จะต้องคำนึงถึงพระราชอำนาจอันบริสุทธิ์ของพระมหากษัตริย์ไทยด้วย ควรจะกำหนดไว้ให้เหมาะสมกับองคาพยพทางการเมืองของประเทศ จึงจะทำให้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรามั่นคง ถาวร เข้มแข็ง 
 
บันทึกการเข้า

คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 18:06:43 »



งานเขียนชิ้นนี้ ผู้เขียนได้เสนอแนะให้ทุกฝ่ายปฏิบัติหน้าที่ของตนให้ถูกต้องเหมาะสมและได้ย้ำว่า ความถูกต้องเหมาะสมต้องเป็นไปตามนิติราชประเพณี

ผู้เขียนต้องบันทึกในท้ายเล่มเป็นการเพิ่มเติมรายละเอียดให้เห็นภาพชัดเจนคือ

 นิติราชประเพณีที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่คนไทยและฝ่ายราชการผู้เกี่ยวข้องต้องตระหนักว่า พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่พระมหากษัตริย์ทรงนำเข้าสู่ประเทศไทยมาแต่อดีต (ที่มีหลักฐานชัดเจนก็สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช) พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนา อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของพระมหากษัตริย์มาจนปัจจุบัน พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชมาตั้งแต่กรุงสุโขทัยเป็นราชธานีซึ่งมีพระสังฆราชถึง 3 องค์ คือ พระสังฆราชคณะคามวาสีฝ่ายซ้าย พระสังฆราชคณะอรัญวาสี และ พระสังฆราชคณะคามวาสีฝ่ายขวา

สมัยอยุธยามีการปรับปรุงให้เจ้าคณะคามวาสีฝ่ายซ้าย-ขวาและอรัญวาสีต่างอยู่ภายใต้พระสังฆราชองค์เดียวกันและพระสังฆราชก็ทรงได้รับการสถาปนาจากพระมหากษัตริย์ ต่อมาสมัยกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1-4 พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงสถาปนาพระสังฆราชอยู่ แต่แบ่งซอยเจ้าคณะออกเป็นเจ้าคณะเหนือ เจ้าคณะกลาง เจ้าคณะใต้ และเจ้าคณะอรัญวาสี

 ในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 ขึ้นให้สอดรับกับการปกครองของบ้านเมือง พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกได้ทรงปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชด้วย โดยให้มีมหาเถรสมาคม-เจ้าคณะมณฑล-เจ้าคณะเมือง-เจ้าคณะแขวง-เจ้าอาวาสเป็นหน่วยปกครองลดหลั่นลงมาตามลำดับ

การที่พระมหากษัตริย์ทรงปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเช่นนี้ พระสงฆ์จึงใช้สรรพนามแทนพระองค์ว่า "สมเด็จพระบรมบพิตร พระราชสมภารเจ้า" ประกอบกับวัดทุกวัดที่ถูกต้องตามกฎหมายจะต้องได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เท่ากับว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมภารเจ้าอาวาสวัดทุกวัดโดยพฤตินัย แม้ทางนิตินัยทุกวันนี้วัดจะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมีเจ้าอาวาสเป็นสมภารโดยตรง แต่ "พระราชสมภารเจ้า" ก็ยังดำรงความเป็นสมภารเจ้าอาวาสวัดทุกวัดตามนิติราชประเพณี

 ในสมัยรัชกาลที่ 8 มีการปรับปรุงกฎหมายคณะสงฆ์ใหม่ แต่พระมหากษัตริย์ก็ยังทรงเป็นผู้สถาปนาพระสังฆราชเหมือนเดิม

พ.ศ. 2535 มีการแก้กฎหมายบังคับให้ทรงสถาปนาสมเด็จพระราชาคณะผู้มีอาวุโสสูงสุดขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช แต่ก็ยังมิได้มีการใช้กฎหมายในส่วนนี้เลย และมีบทบัญญัติให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราชกรณีที่มิอาจทรงปฏิบัติหน้าที่ได้ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีได้ลงนามแต่งตั้งพระราชาคณะรูปหนึ่งเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช จนสังคมพากันตำหนิติเตียนว่าไม่สมควรที่ฆราวาสในระดับนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการเช่นนั้น ในที่สุดต้องออกพระราชกำหนดมาแก้ไขให้มหาเถรสมาคมเป็นผู้ประชุมกำหนดให้พระราชาคณะองค์หนึ่งหรือหลายองค์ทำหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช

วิธีการเช่นนี้ได้ผิดจากนิติราชประเพณีที่กำหนดให้พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกและในฐานะทรงเป็นพระราชสมภารเจ้าเป็นผู้ทรงสถาปนา ก็ชอบที่จะถวายพระราชอำนาจนี้คืนโดยแก้กฎหมายเสียใหม่ ถ้าปล่อยปละละเลยละล้าละลังไม่กล้าตัดสินใจก็จะเกิดสังฆาเภทเป็นอนันตริยกรรมที่หนักของรัฐบาล

นิติราชประเพณีอีกประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับพระพุทธศาสนาก็คือ การสร้างพระบรมมหาราชวังคู่กับวัดพระแก้ว ลองตรวจหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากโบราณสถานต่าง ๆ จะปรากฏว่า ในเขตพระบรมมหาราชวังทุกแห่งจะมีร่องรอยของการสร้างวัดพระแก้วอยู่ติดกับที่ประทับของพระมหากษัตริย์เพื่อจะได้ทรงปฏิบัติศาสนกิจต่าง ๆ ได้สะดวกแยกออกมาจากประชาชน ส่วนประชาชนทั่วไปหรือข้าราชการต่าง ๆ ที่ต้องปฏิบัติศาสนกิจของตนเองก็จะต้องไปปฏิบัติ ณ วัดอื่น เว้นแต่จะร่วมพิธีกับพระมหากษัตริย์

กรณีการใช้วัดพระแก้วเพื่อทำบุญให้บ้านเมืองโดยพระมหากษัตริย์มิได้ทรงเป็นองค์ประธานจึงเป็นสิ่งมิบังควรปฏิบัติ

อีกตอนหนึ่งผู้เขียนได้หยิบยกเอาความสำนึกของผู้มีหน้าที่ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการมากล่าวไว้ว่า ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องคำนึงถึงความถูกต้องทั้งทางกฎหมาย ข้อเท็จจริง จารีต วัฒนธรรมและประเพณีของไทยเราเอง และได้ยกตัวอย่างกรณีที่มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปแล้ว ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการสรรหาไม่ชอบด้วยระเบียบกฎหมาย ประธานวุฒิสภาผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการจะต้องรับผิดชอบหาข้อยุติในสถานภาพที่แท้จริงของคุณหญิงจารุวรรณเสียก่อน ไม่ใช่ไปดำเนินการสรรหาผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่แล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง น่าจะเป็นการละเมิดพระราชอำนาจพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพราะปัญหาการดำรงตำแหน่งของคุณหญิงจารุวรรณยังไม่มีข้อยุติ

การนี้ได้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลุ่มหนึ่งประกอบด้วยนายเสนาะ เทียนทอง เป็นหัวหน้า ได้ทำหนังสือลงวันที่ 25 พฤษภาคม 2548 ถึงประธานวุฒิสภาขอให้ระงับหรือยุติการนำรายชื่อบุคคลขึ้นถวายคำแนะนำเพื่อให้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแทนคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา เพราะเห็นว่าการถวายคำแนะนำให้ทรงพระกรุณาแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินครั้งนี้เป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เป็นการบีบบังคับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง และเป็นการสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับวุฒิสภาที่มีแต่จะสร้างความระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท สร้างความทุกข์ระทมแก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวคือ

1. คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ยังคงดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะการดำรงตำแหน่งดังกล่าวนั้นถูกต้องครบถ้วนตามเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วคือ วุฒิสภาได้ถวายคำแนะนำและพระมหากษัตริย์ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการฯโดยชอบแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถลบล้างพระบรมราชโองการนี้ได้ การพ้นจากตำแหน่งก็ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติหรือมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้พ้นจากตำแหน่งซึ่งไม่มีปรากฏ

กระบวนการในการได้มาซึ่งตำแหน่งดังกล่าวแบ่งเป็น 3 กระบวนการคือ 
 หนึ่ง กระบวนการสรรหาตามระเบียบ ซึ่งออกตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
สอง กระบวนการตรวจสอบและเห็นชอบของวุฒิสภาตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
สาม กระบวนการถวายคำแนะนำของวุฒิสภาและพระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 
 
 
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแต่เพียงว่ากระบวนการสรรหาไม่ชอบ ไม่เคยวินิจฉัยว่ากระบวนการตรวจสอบและเห็นชอบ ตลอดจนกระบวนการถวายคำแนะนำของวุฒิสภาและการมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งตามคำแนะนำของวุฒิสภาไม่ชอบ

ณ วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่เคยวินิจฉัยเช่นนั้น มีแต่การอธิบายขยายความของผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตั้งตัวเองเป็นศาลรัฐธรรมนูญ และพวกเจ้าถ้อยหมอความที่ตีความขยายคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นว่าผู้ว่าการฯพ้นจากตำแหน่งแล้ว ซึ่งขัดต่อรัฐธรรมนูญ ละเมิดพระราชอำนาจ เพราะตีความไปลบล้างการถวายคำแนะนำของวุฒิสภาและพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์

หากกระบวนการสรรหาไม่ชอบ ก็เป็นเรื่องเฉพาะกระบวนการอันเป็นขั้นตอนตามระเบียบไม่มีผลไปกระทบลบล้างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทได้

อนึ่ง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันคณะรัฐมนตรี สภา และศาล แต่มีขอบเขตจำกัด 2 ประการคือ ผูกพันเฉพาะข้อความอันได้วินิจฉัยชัดแจ้งแล้ว จะไปถือเอาคำอธิบายของบุคคลบางคนซึ่งไม่มีฐานะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ และที่สำคัญคือไม่ผูกพัน ไม่กระทบลบล้างพระราชอำนาจและพระบรมราชโองการของพระมหากษัตริย์

เพราะเหตุนี้เมื่อผู้ว่าการฯยังมีวาระการดำรงตำแหน่งอยู่และยังไม่พ้นวาระไปตามกฎหมาย การที่วุฒิสภาจะไปถวายคำแนะนำให้พระมหากษัตริย์ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งผู้ว่าการฯคนใหม่ จึงเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ

2. การปฏิบัติหน้าที่ของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ได้ดำเนินมา 2 ปีเศษเกือบจะ 3 ปีแล้ว มีผลงานอันเป็นคุณประโยชน์ใหญ่หลวง เป็นที่ยอมรับในความซื่อสัตย์สุจริตและความสามารถในการคุ้มครองประโยชน์ของรัฐจากการฉ้อราษฎร์บังหลวงจนได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นการส่วนพระองค์ต่อเนื่องกันถึง 2 ครั้ง ซึ่งเป็นไปตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า ต้องส่งเสริมให้คนดีมีอำนาจ ต้องขจัดไม่ให้คนชั่วมีอำนาจซึ่งเป็นแบบอย่างให้แก่ข้าราชการที่ซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินและประชาชน ชอบที่วุฒิสภาจะได้ส่งเสริมให้คนดีมีความสามารถตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงใช้พระราชอำนาจแนะนำไว้ การดำเนินการเพื่อจะถวายคำแนะนำให้ทรงแต่งตั้งผู้ว่าการฯใหม่มีผลเป็นการปลดคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา จึงเป็นการดำเนินการที่มุ่งขจัดคนดี ซื่อสัตย์ และมีผลงานออกจากอำนาจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ชอบด้วยประเพณีในระบอบประชาธิปไตย ส่อไปในทางขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการที่มีความซื่อสัตย์สุจริตและอาจเปิดช่องทางให้ผู้ที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตหรือตกเป็นเครื่องมือของการฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝืนต่อความรู้สึกของประชาชน ขัดต่อมโนธรรมของประชาชนทั้งแผ่นดิน ทั้งไม่ซื่อตรงต่อการถวายสัตย์ว่าจะจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

3. หากวุฒิสภาถวายคำแนะนำก็คือการสร้างสถานการณ์ 2 อย่างที่เป็นอันตรายใหญ่หลวงต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ คือ
   
(1) เป็นการบีบบังคับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ต้องปลดคนดีมีความซื่อสัตย์สุจริตออกจากอำนาจหน้าที่ เป็นการบีบบังคับให้พระองค์ทรงกระทำสวนทางกับสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสสอนประชาชนมาเป็นเวลานานแล้วว่า ต้องส่งเสริมคนดีให้มีอำนาจ ถึงขนาดทรงสาปแช่งคนทุจริตให้มีอันเป็นไปเพื่อขจัดเภทภัยให้กับประเทศชาติและประชาชน การบีบบังคับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นนี้ควรจะได้คิดว่าเป็นการทำให้พระองค์มีความทุกข์ระทมในพระทัยสักเพียงไหนที่จะต้องลบล้างสิ่งประเสริฐที่เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง ซึ่งได้ทรงตรัสสอนพสกนิกรมาตลอด

(2) เป็นการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะถ้าหากไม่ทรงโปรดที่จะกระทำตามที่ถูกบีบบังคับก็จะเป็นเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์และวุฒิสภา ซึ่งเห็นได้ว่าไม่ทรงปรารถนาเช่นนั้นเลย ควรจะได้คิดว่าการสร้างเงื่อนไขเช่นนั้นขึ้นจะสร้างความระคายเคืองและสร้างความลำบากพระทัยให้กับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสักเพียงใด 
 
 
แต่เหตุผลของคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่เกิดผล ประธานวุฒิสภาได้นำความขึ้นกราบบังคับทูลถวายคำแนะนำให้ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินคนใหม่โดยอ้างเหตุผลว่าได้สรรหาถูกต้องตามรัฐธรรมนูญแล้ว

ความคิดเห็น 2 แนวทางที่ขัดแย้งกันเช่นนี้ยังรอพระบรมราชวินิจฉัยจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ในฐานะคนไทยผู้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกคนทุกหมู่เหล่าทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร-สมาชิกวุฒิสภา-รัฐบาล-ข้าราชการ-นักศึกษา-พ่อค้า-ประชาชน-ลูกเสือชาวบ้าน-ทสปช.-และอาสาสมัครต่าง ๆ ควรจะได้มีความมั่นคงและเชื่อมั่นในพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงใช้พระราชอำนาจของพระองค์ด้วยทศพิธราชธรรมและเพื่อประโยชน์สุขแก่คนไทย ทรงใช้พระราชอำนาจโดยปราศจากการทุจริตคอร์รัปชั่นแม้แต่เพียงเล็กน้อย หากมีการล่วงละเมิดหรือลบหลู่พระราชอำนาจเกิดขึ้น ก็ชอบที่จะแสดงออกซึ่งการต่อต้านขัดขวางผู้ล่วงละเมิดผู้ลบหลู่เหล่านั้นให้เห็นเป็นประจักษ์ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความย่ามใจและจะพากันล่วงละเมิดลบหลู่พระราชอำนาจอยู่เนือง ๆ จนในที่สุดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ก็จะหมดประโยชน์และความจำเป็นที่จะต้องมีไว้เพื่อประเทศชาติสืบต่อไป

ขอให้คนไทยทุกคนย้อนอดีตดูสถาบันพระมหากษัตริย์ของเรา ในยามสงบก็ทรงพัฒนาคนและบ้านเมือง ยามถูกรุกรานก็ทรงนำกำลังเข้ารบกอบกู้รักษาบ้านเมืองไว้ ในปัจจุบันปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในยามสงบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงงานหนักเพื่อพัฒนาบ้านเมืองและชีวิตความเป็นอยู่ให้ประชาชน ยามเกิดวิกฤติการณ์ก็ทรงออกมาแก้ไขวิกฤติการณ์ให้บ้านเมืองจนกลับเข้าสู่ความสงบสุข

ในแง่อำนาจอธิปไตย พระมหากษัตริย์ก็ทรงพระราชทานอำนาจนี้ให้ประชาชน เป็นผู้ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้กับปวงชนชาวไทย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ทรงพระราชทานพระบรมราชานุมัติให้ใช้บังคับ อันแสดงให้เห็นสถานภาพของพระองค์ทรงอยู่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ หากรัฐธรรมนูญมีปัญหาและคนไทยพร้อมใจกันขอพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ทรงอยู่ในฐานะจะพระราชทานให้ได้ ไม่ต้องมีการปฏิวัติรัฐประหารให้อับอายชาวโลกเขา

คำถาม ณ วันนี้ ชาวไทยทั้งปวงยังศรัทธาและเชื่อมั่นใน "พระราชอำนาจ" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงทศพิธราชธรรมอันประเสริฐหรือไม่ หรือกำลังเลอะเลือนไปกับบุคคลและข้อเสนอถึงรูปแบบและวิธีบริหารปกครองใหม่ ๆ จนลืมของแท้ของดีที่เรามี 
บันทึกการเข้า

คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #16 เมื่อ: 07 กันยายน 2551, 18:06:42 »



ปรีดี พนมยงค์ กับสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์, 2526.
รัฐสภาสาร 47 ฉบับที่ 6 (มิถุนายน 2542).

กนก วงษ์ตระหง่าน. แนวพระราชดำริด้านการเมืองการปกครองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2531.

ไกรยุทธ ธีรตยาคีนันท์. แนวพระราชดำริด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2531.

เจษฎา พรไชยา. พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยกับประเทศอังกฤษ. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546.

ธงทอง จันทรางศุ. พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชานิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529.

ธานินทร์ กรัยวิเชียร. พระมหากษัตริย์ไทยในระบอบประชาธิปไตย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภา, 2520.

ประมวล รุจนเสรี. (วิทยานิพนธ์) การพัฒนาความรู้สึกนึกคิดของข้าราชการ. วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่นที่ 32, 2532.

ประมวล รุจนเสรี. งานของแผ่นดิน. กรุงเทพมหานคร: เอส.พี.เอน. การพิมพ์, 2543.

ปรีชา ช้างขวัญยืน. ธรรมรัฐ-ธรรมราชา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2542.

เลขาธิการวุฒิสภา, สำนักงาน. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับรัฐสภา. กรุงเทพมหานคร: แอสโซซิเอทเต็ด ไฮ-คลาส กรุ๊ป, 2539.

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สำนักงาน. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540. กรุงเทพมหานคร: สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2547.

เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, สำนักงาน. ฝ่ายบริการทางกฎหมาย. รวมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475-2502, 2511-2534. 2 เล่ม. กรุงเทพมหานคร: ฝ่ายพิมพ์ กองการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา, (ม.ป.ป.).

วินี เชียงเถียร. วาทวิเคราะห์พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา (พ.ศ.2493-2542). วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาวาทวิทยาและสื่อสารการแสดง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2542.

วิษณุ เครืองาม. กฎหมายรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์แสวงสุทธิการพิมพ์, 2523.

ส. ศิวรักษ์. สถาบันพระมหากษัตริย์กับอนาคตของประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: สถาบันสันติประชาธรรม, 2539.

สุจิตรา อ่อนค้อม. พระมหากษัตริย์ไทยกับศาสนาประจำชาติ. กรุงเทพมหานคร: สถาบันราชภัฏธนบุรี, 2543.

อมร รักษาสัตย์. รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พร้อมบทวิจารณ์. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2541.

เอกสารการสอนชุดวิชา. ความเชื่อและศาสนาในสังคมไทย. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2533.
 
บันทึกการเข้า

คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

anong-s
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 2

สมาชิกลำดับที่ 8769


« ตอบ #17 เมื่อ: 03 มิถุนายน 2553, 11:11:49 »

ขอบคุณที่เอามาแบ่งปันให้อ่านนะคะ
บันทึกการเข้า

khaokho02
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 3

สมาชิกลำดับที่ 8410


« ตอบ #18 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2553, 15:03:15 »

" งานเขียนชิ้นนี้จะไม่มีประโยชน์สำหรับคนที่มิได้มีความคิดและจิตใจที่ มั่นคงในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นอกจากจะไม่เป็นประโยชน์แล้วยังจะเป็นที่ขัดหูขัดตา รำคาญใจเพิ่มขึ้น เสียสุขภาพจิตของผู้นั้นเปล่า ๆ
 
จึงใคร่เรียนไว้แต่ที่นี้ว่า ขอร้องผู้มิได้มีจิตใจและความคิดที่มั่นคงในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่าได้อ่านงานเขียนชิ้นนี้เลย "

ชอบใจข้อความส่วนนี้มากเลยครับ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ
 
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #19 เมื่อ: 04 มิถุนายน 2553, 16:04:41 »

ถ้าอยากอ่านแบบสวยงาม เชิญได้ที่นี่ครับ

http://www.siamsouth.com/praratchaamnat/1.htm
บันทึกการเข้า

คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

หน้า: 1 [2]  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: