Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 กรกฎาคม 2553, 06:06:24

   


หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: เดินสายไหว้พระที่สมุทรสาคร/วินิจ รังผึ้ง  (อ่าน 666 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« เมื่อ: 10 มีนาคม 2553, 12:12:16 »

เดินสายไหว้พระที่สมุทรสาคร/วินิจ รังผึ้ง
 
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 มีนาคม 2553 12:36 น.
โดย : วินิจ รังผึ้ง


 
       
หลังจบการศึกษาหลักสูตรปฏิบัติการจิตวิทยาฝ่ายอำนวยการรุ่นที่ 106 จากสถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศกันแล้ว พวกเราชาวนักศึกษาผู้ใหญ่ทั้งหลายก็ยังไม่ยอมกลับต้นสังกัด แต่ใช้เวลาในวันสุดสัปดาห์เดินทางไปเยี่ยมเยียนเมืองสมุทรสาคร เมืองน่ารักใกล้ๆกรุงเทพฯที่ใช้เวลาเดินทางเพียงราวชั่วโมงเศษเท่านั้น ที่เลือกมาเที่ยว มาไหว้พระกันที่สมุทรสาครก็เพราะนายแพทย์บุญชัย ตั้งสง่าศักดิ์ศรี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกระทุ่มแบน ซึ่งเป็นเพื่อนนักศึกษาร่วมรุ่น สจว.106 เป็นผู้เชิญชวนให้มาเที่ยวชม มาไหว้พระขอพรเพื่อเป็นสิริมงคลก่อนแยกย้ายกันเดินทางกลับภูมิลำเนา พวกเราที่มีนายแพทย์จิโรจ สินธวานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง เป็นประธานรุ่นมีแนวคิดร่วมกันว่าหลังจากร่ำเรียนร่วมกันมาเป็นเวลา 4 เดือน เมื่อจบแยกย้ายกันไปแล้ว ก็จะมีการนัดหมายกันเป็นระยะๆ จัดตระเวนไปท่องเที่ยวเยี่ยมเยือนเพื่อนฝูงตามหน่วยงานและตามภูมิภาคต่างๆ กันตลอดทั้งปี เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างกัน และยังเป็นการส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวไปในตัวโดยมีสมุทรสาครเป็นโปรแกรมแรก
       
มาถึงสมุทรสาครเมืองที่มีคำขวัญว่า “เมืองประมง ดงโรงงาน ลานเกษตร เขตประวัติศาสตร์” เราก็มุ่งตรงไปที่โรงพยาบาลกระทุ่มแบนก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งที่นั่นท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ให้การดูแลต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งโรงพยาบาลแห่งนี้ด้านหลังติดแม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีริมน้ำที่สวยงาม มีสายลมจากแม่น้ำพัดพามาให้ความชื่นเย็น โรงพยาบาลกระทุ่มแบนนั้นเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ 120 เตียง แต่ปัจจุบันก็มีความต้องการใช้บริการของผู้ป่วยสูงกว่า จึงต้องเปิดให้บริการล้นไปถึง 202 เตียง ซึ่งเป็นงานหนักของทั้งแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งทางโรงพยาบาลกำลังจะมีโครงการปรับขยายจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล เพื่อให้สามารถบริการประชาชนได้อย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น

 
 
       
หลังจากที่เยี่ยมชมกิจการโรงพยาบาลกระทุ่มแบนแล้ว ท่านผู้อำนวยการก็พามาไหว้พระกันลำดับแรกที่วัดนางสาว ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลท่าไม้ ในอำเภอกระทุ่มแบนนั่นเอง วัดนางสาวนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่มีประวัติเล่าขานกันสืบมาว่า ในสมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อครั้งเกิดสงครามกับพม่า ก็มีคนไทยกลุ่มหนึ่งอพยพหนีพม่ามาตามแม่น้ำท่าจีน ระหว่างหลบหนี ก็ได้ให้คนชราและผู้หญิงพากันเข้าไปหลบซ่อนอยู่ในซากโบสถ์ร้างริมแม่น้ำท่าจีน ต่อมาเมื่อคนไทยได้รุกรบขับไล่พม่าให้ถอยทัพกลับไปได้แล้ว เมื่อบ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุข ก็มีพี่น้องสองสาวที่เคยหลบภัยในโบสถ์ร้างแล้วรอดตายมาได้ คิดจะสร้างวัดและบูรณะซ่อมแซมโบสถ์เก่าขึ้นมาใหญ่ แต่พี่สาวเห็นว่าโบสถ์เก่าทรุดโทรมมาก จึงไปสร้างวัดขึ้นในที่แห่งใหม่ชื่อว่า “วัดกกเตย” ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นวัดร้าง ส่วนน้องสาวนั้นต้องการทำตามสัจจาธิษฐานของตนจึงบูรณะโบสถ์และวัดเก่าขึ้นมาจนสำเร็จและตั้งชื่อว่า “วัดพรหมจารีย์” แต่ชาวบ้านก็เรียกกันติดปากว่า “วัดน้องสาว” และเพี้ยนมาเป็น “วัดนางสาว” ในปัจจุบัน ซึ่งโบราณสถานที่สำคัญของวัดนางสาวก็คือ “โบสถ์มหาอุตตม์” เป็นโบสถ์ขนาดเล็กมีฐานโค้งเป็นรูปทรงเรือสำเภา ก่ออิฐ หลังคากระเบื้องดินเผา มีประตูเข้าด้านเดียวไม่มีหน้าต่าง ผนังภายนอกประดับด้วยกระเบื้องดินเผาลวดลายนูนต่ำสวยงาม ผนังภายในมีภาพเขียนลงรักปิดทองฝีมืองดงามอ่อนช้อย ภายในวัดนางสาวยังมีวิหาร “หลวงพ่อดำ” ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพศรัทธาอย่างสูง โดยมีความเชื่อว่าหากบนบานสานกล่าวกับหลวงพ่อดำแล้วก็มักจะได้ผลสมปรารถนา โดยเมื่อได้ผลตามที่ขอไว้ ชาวบ้านก็จะนิยมนำไข่ต้มมาแก้บนกับหลวงพ่อ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีชาวบ้านมาแก้บนกันอยู่เสมอ
 

       
จากวัดนางสาว เราก็เดินทางต่อมายังวัดท่าไม้ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน วัดท่าไม้แห่งนี้มีพระอาจารย์อุเทน สิริสาโร เป็นเจ้าอาวาส ซึ่งท่านเป็นพระหนุ่มที่มีลูกศิษย์ลูกหาและผู้เคารพศรัทธามากมาย ตั้งแต่ข้าราชการ นักการเมือง รวมไปถึงเหล่าบรรดาศิลปินดารานักร้องทั้งหลายและประชาชนทั่วไป โดยท่านอาจารย์อุเทน ท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่รุ่ง พระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งวัดท่ากระบือ ซึ่งแม้นท่านละสังขารไปกว่า 50 ปีแล้ว แต่ความเคารพศรัทธาของผู้คนและคุณความดีของท่านยังถูกจดจำกล่าวขานกันในนาม “เทพเจ้าแห่งลุ่มน้ำท่าจีน” หลวงปู่รุ่งนั้นท่านเป็นพระเถราจารย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่เคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ และมีเมตตาต่อชาวบ้าน ซึ่งยาสมุนไพรตำหรับของท่านนั้นสามารถขจัดโรคภัยให้กับชาวบ้านได้อย่างชะงัดนัก ยิ่งเรื่องเครื่องรางของขลังของท่านนั้นชาวบ้านถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง ซึ่งพระอาจารย์อุเทน เมื่อได้อุปสมบทที่วัดท่ากระบือแล้ว ก็ได้มีโอกาสร่ำเรียนศึกษาตำรับตำรา โบราณที่หลวงปู่รุ่งได้จดจารจารึกเก็บไว้ในหอไตรจนแตกฉาน ตำราหลวงปู่รุ่งที่เก็บรักษาไว้มีตั้งแต่ ตำราสวดมนต์พระคาถาต่างๆ ตำราการสอนเรื่องธรรมอภิญญา การเดินธุดงค์ ตำราทำพระ ตำราเสกพระ ตำราทำตระกรุด ตำราทำน้ำมนต์ ตำราไล่ผี ตำราดูฤกษ์ยาม ตำราดูดวง ตลอดจนตำราทำพิธีมงคลต่างๆ

 
 
 
 
       
พระอาจารย์อุเทนได้รับการแต่งตั้งจากเจ้าคณะจังหวัดให้เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าไม้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 เพียงไม่กี่ปี ท่านก็ได้พัฒนาวัดท่าไม้ให้สวยงามร่มรื่น และได้ขยายพื้นที่วัดออกไปให้กว้างขวางเพื่อให้เพียงพอต่อการประกอบศาสนกิจของพุทธศาสนิกชน และวัดท่าไม้แห่งนี้ก็ยังเป็นที่ประกอบพิธีครอบครูและไหว้ครูประจำปีในราวเดือนพฤษภาคมของทุกปี ซึ่งจะมีบรรดาศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง ไปร่วมพิธีกันมากมาย ใครสนใจจะไปร่วมพิธีในปีนี้ก็ลองติดตามข่าวดู
       
เข้าวัดเข้าวาใครจะหาว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่าสนใจ คณะของพวกเราแม้นจะวางกำหนดการไว้ให้ได้ 3 วัดในช่วงเช้า แต่บรรยากาศภายในวัดทั้งสองก็งดงามร่มรื่นและได้มีโอกาสไหว้พระฟังธรรม ก็ทำให้เกิดความเพลิดเพลินสบายอกสบายใจ เวลาช่วงเช้าจนถึงบ่ายก็เลยเที่ยวได้เพียง 2 วัดแล้วพักไปหาอาหารทะเลอร่อยๆ ในบรรยากาศริมทะเลของเมืองมหาชัยเติมพลังกันก่อนที่บางส่วนจะแยกย้ายกันกลับและอีกบางส่วนก็ตระเวนไหว้พระอีกหลายวัดเช่นวัดหลักสี่ วัดโกรกกราก วัดโคกขาม ซึ่งล้วนเป็นวัดดังของเมืองสมุทรสาครทั้งสิ้น.
 
 
บันทึกการเข้า




คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

ornjira
สมาชิกมาใหม่
*


กระทู้: 1

สมาชิกลำดับที่ 9078


เว็บไซต์
« ตอบ #1 เมื่อ: 26 มิถุนายน 2553, 21:09:45 »

ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยนะคะ
ถ้ามีโอกาสก็จะไปเช่นกันค่ะ
ได้ยินมาว่าวัดนี้ใหญ่มากค่ะ

บันทึกการเข้า

[

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: