Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 กรกฎาคม 2553, 06:06:30

   


หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ปลูกยางพาราได้อะไร ?  (อ่าน 649 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
**


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,675

สมาชิกลำดับที่ 6

จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« เมื่อ: 03 มีนาคม 2553, 21:09:37 »

ปลูกยางพาราได้อะไร ?
1. สร้างป่า, สร้างชีวิต
2. มากคุณค่าทางเศรษฐกิจ
3. เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
   ปัจจุบันทั่วโลก ปลูกยางอยู่ 24 ประเทศ พื้นที่รวม 66 ล้านไร่ โดยปลูกกระจายอยู่ 3 ทวีปได้แก่
1. ทวีปเอเชีย มี 12 ประเทศได้แก่ ไทย , อินโดนีเซีย , มาเลเซีย , อินเดีย , จีน , เวียดนาม , ศรีลังกา ,
พม่า , กัมพูชา , บังคลาเทศ , ฟิลิปปินส์ , ปาปัวนิวกีนี
2. ทวีปอาฟริกา มี 9 ประเทศได้แก่ คาเมรูน , โคดดิวัวร์ , กาบอง , กานา , กินี , ไนจีเรีย , ไลบีเรีย ,สหภาพแอฟริกา , สาธารณรัฐคองโก
3. ทวีปอเมริกาใต้ มี 3 ประเทศได้แก่ บราซิล , กัวเตมาลา , เม็กซิโก
ประเทศที่ผลิตยางธรรมชาติได้มาก 10 อันดับแรกของโลกได้แก่
1. ไทย
2. อินโดนีเซีย
3. มาเลเซีย
4. อินเดีย
5. จีน
6. เวียดนาม
7. โคดดิวัวร์
8. บราซิล
9. ศรีลังกา
10. ไนจีเรีย


      ประเทศที่ส่งออกยางธรรมชาติมากที่สุด 4 อันดับแรกได้แก่
1. ไทย ผลิตได้ 3.09 ล้านตัน ส่งออก 2.7 ล้านตัน ใช้ในประเทศ 3.9 แสนตัน
2. อินโดนีเซีย ผลิตได้ประมาณ 2.2 ล้านตัน พื้นที่ปลูกประมาณ 20.5 ล้านไร่
3. มาเลเซีย ผลิตได้ประมาณ 1.1 ล้านตัน พื้นที่ปลูก 8 ล้านไร่
4. เวียดนาม ผลิตได้ประมาณ 450,000 ตัน พื้นที่ปลูก 2.75 ไร่

บันทึกการเข้า




มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
**


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,675

สมาชิกลำดับที่ 6

จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #1 เมื่อ: 03 มีนาคม 2553, 21:09:59 »

สำหรับประเทศไทย  ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกยางทั้งประเทศ   ประมาณ 16.2 ล้านไร่โดยแบ่งเป็นแต่ละภาคดังนี้
      1. ภาคใต้ 11 ล้านไร่
      2. ภาคตะวันออก 1.9 ล้านไร่
      3. ภาคอีสาน 2.7 ล้านไร่
      4. ภาคเหนือ 6 แสนไร่

      ชนิดของยางธรรมชาติที่ไทยส่งออกมี 4 ชนิด ได้แก่
   1. ยางแผ่นรมควัน 38 %
   2. ยางแท่ง 38 %
   3. น้ำยางข้น 19 %
   4. ยางชนิดอื่น ๆ 5 %
   ส่วนประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 ส่งออกเป็นยางแท่ง

ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับยางพารา
ในปริมาณน้ำยาง 1 ตัน จะทำให้ยางพาราสูญเสียธาตุอาหารสำคัญ ได้แก่  ธาตุ N 20 กก.
ธาตุK 25 กก. ธาตุ P 5 กก. ธาตุ Mg 5 กก. ธาตุ Ca 4 กก. ธาตุ S 2 กก.
    ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องให้ธาตุอาหารกับต้นยางให้สมดุลกับธาตุอาหารที่เราต้องสูญเสียไปกับน้ำยาง จึงสามารถทำให้เราเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานและต้นยางไม่ทรุดโทรมเร็ว ปัญหาอาการเปลือกแห้งก็จะลดลง ฉะนั้นเราต้องรู้หน้าที่และความสำคัญของธาตุอาหารที่มีต่อยางพารา ซึ่งมีความแตกต่างกันดังนี้
   1. ไนโตรเจน (N)  เป็นส่วนประกอบสำคัญของกรดอมิโนโปรตีน ,นิวคลีโอไทและคลอโรฟิล ซึ่งสารประกอบเหล่านี้มีความสำคัญต่อกระบวนการเมตาโบลิซึมของพืชมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชถ้ายางพาราขาดธาตุ N จะมีขนาดเล็กกว่าปกติ จำนวนใบน้อย ขนาดลำต้นเล็ก แคระแกรน สีผิวของเปลือกกร้านและแข็งกว่าต้นปกติทำให้กรีดยางได้ยากและให้น้ำยางน้อย ใบจะเหลือง ถ้าเป็นรุนแรงอาการจะปรากฏให้เห็นที่ฉัตรแรกของต้น แต่ถ้าต้นยางได้รับธาตุ N มากเกินไปก็จะทำให้ภูมิต้านทานโรคลดลงและโครงสร้างลำต้นจะอ่อนแอ
   2. ฟอสฟอรัส (P) เป็นส่วนประกอบของกรดนิวคลีอิคและนิวคลีโอโปรตีน มีความสำคัญต่อการแบ่งเซลล์และการสร้างเซลล์ในพืชช่วยในการเจริญเติบโตของราก จำเป็นสำหรับการออก
บันทึกการเข้า

มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
**


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,675

สมาชิกลำดับที่ 6

จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #2 เมื่อ: 03 มีนาคม 2553, 21:09:47 »

ดอก ติดเมล็ด และการพัฒนาของเมล็ดหรือผล ลักษณะการขาดธาตุ P ลำต้นและใบจะเป็นสีม่วงทำให้การหายใจของพืชลดลง ฉะนั้นพลังงานที่จะได้นำไปใช้ในขบวนการต่างๆ ก็ลดลงด้วย ต้นยางก็จะชะงักการเจริญเติบโต ใบน้อยและให้น้ำยางน้อย
   วิธีสังเกต  ถ้า ต้นยางขาดธาตุ P  ใต้ท้องใบเป็นสีบรอนล์ และสีม่วงปรากฏให้เห็นก่อน บริเวณหลังใบมีสีเหลืองน้ำตาล หลังจากนั้นใบจะแห้งลงมาเป็นสีน้ำตาลแดงมาจากส่วนปลาย ส่วนที่เป็นสีน้ำตาลนั้นจะหดตัวม้วนขึ้น ฉะนั้นถ้าดินเป็นกรดธาตุเหล็ก (Fe) และธาตุอลูมินั่มฟอสเฟต (AlPO5 ) สูงธาตุ P ก็จะถูกตรึง ซึ่งพืชไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
   3. โพแทสเซียม (K) เป็นองค์ประกอบสำคัญของเอ็นไซม์ที่ช่วยในการสังเคราะห์และการสร้างโปรตีน , แป้ง ช่วยลำเลียงแป้งและน้ำตาล ควบคุมและรักษาความเป็นกรด – ด่าง ควบคุมการเปิด – ปิด ของปากใบ ช่วยให้ทุกส่วนของต้นพืชและระบบรากแข็งแรง ทนต่อโรคและแมลง
ดังนั้นธาตุ K จึงช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของผลผลิต การเพิ่มธาตุ K ก็จะทำให้จะทำให้ต้นยางดูดธาตุ P  ได้เพิ่มขึ้น แต่จะทำให้ปริมาณธาตุแมกนีเซียมและแคลเซียม (Ca)  ในยางลดลง ดังนั้นการให้ปุ๋ยกับต้นยางต้องคำนึงถึงความสมดุลของธาตุอาหารด้วย
   ถ้าต้นยางขาดธาตุ K ต้นแคระแกรน สีเขียวซีดปลายในแก่จะแห้ง หรือเป็นจุดสีน้ำตาลใบอ่อนพบจุดปะสีแดงหรือสีน้ำตาลระหว่างเส้นใบ ขอบใบเหลืองซีด การสร้างเปลือกงอกใหม่ช้าและให้น้ำยางลดลง
   4. แคลเซียม (Ca) เป็นส่วนประกอบของผนังเซลล์ มีบทบาทต่อการแบ่งเซลล์ ช่วยให้ผนังเซลล์แข็งแรง ส่งเสริมการเจริญเติบโตของรากและการงอกของเมล็ดและมีบทบาทในการลดความเป็นพิษของธาตุ อลูมินัม (Al) ที่มีประมาณสูงในดินกรด ดังนั้นจึงมีผลในการเพิ่มความเป็นประโยชน์ของธาตุ P และ K  ถ้าพืชขาดธาตุ Ca มีความสำคัญต่อการสร้างรากยางด้วย
   5. แมกนีเซียม (Mg) มีหน้าที่สำคัญในกระบวนการใช้ก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) และเป็นส่วนประกอบของคลอโรฟิล สำหรับการสังเคราะห์แสง มีผลต่อการเจริญเติบโตและการเพิ่มผลผลิตของยางพาราและทำหน้าที่เคลื่อนย้ายธาตุอาหารในใบยาง ถ้ายางขาดธาตุ Mg พื้นที่ขอบใบและพื้นที่ระหว่างเส้นใบจะมีสีเหลืองเห็นได้ชัด แต่เส้นใบยังเขียวอยู่ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโตและมีผลต่อการให้น้ำยาง แต่ถ้าในน้ำยางมีธาตุ Mg ในปริมาณสูง จะทำให้น้ำยางไม่คงตัว น้ำยางบางส่วนจะจับตัวก่อนกำหนด ทำให้ได้ยางคุณภาพต่ำ
บันทึกการเข้า

มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
**


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,675

สมาชิกลำดับที่ 6

จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #3 เมื่อ: 03 มีนาคม 2553, 21:09:28 »

6. กำมะถัน (S) เป็นส่วนประกอบสำคัญของกรด อะมิโน กระบวนการสร้างโปรตีนและโคเอ็นไซม์ ถ้าต้นยางขาดธาตุ S จะมีผลต่อการเติบโตช้า ใบมีสีเหลืองหรือเขียวซีด ซึ่งมักเกิดกับใบอ่อน
   7. เหล็ก (Fe) เป็นส่วนประกอบสำคัญของสารที่มีบทบาทในกระบวนการถ่ายถอดอิเลคตรอนของพืช คือ เป็นส่วนประกอบของเหล็กพอไฟริน (Ironporphyrin) และเฟอริดอกซิน (Feridorin ) ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับการสังเคราะห์คลอโรฟิล แต่มิได้เป็นส่วนประกอบของโมเลกุลของคลอฟิล ธาตุ Fe ละลายได้ดีในดินที่เป็นกรด ถ้าดินที่มีธาตุ P สูง จะทำให้ต้นยางขาดธาตุ Fe ได้เนื่องจากธาตุ Fe จะทำปฏิกิริยากับฟอสเฟต ทำให้ตกตะกอนไม่เป็นประโยชน์กับพืชและดินที่เป็นด่างก็มีโอกาสขาดธาตุ Fe  เพราะธาตุ Fe ละลายไม่ดีในดินด่าง ถ้าดินขาดธาตุ Fe จะทำให้ใบเหลืองทั่วทั้งใบ
   8. แมงกานีส (Mn) มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยา ออกซิเดชั่น (Oxida Tion) และ รีดัคชั่น (Keduetion) ในกระบวนการการเคลื่อนย้าย อิเลคตรอน และกระตุ้นเอ็นไซม์ให้ทำงานปกติ ทำให้พืชหายใจได้ตามปกติกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์ที่เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ของธาตุ N และการสร้างคลอโรฟิล ธาตุ Mn  ละลายได้ดีในดินกรด ถ้าดินมีธาตุ P สูงจะทำให้ต้นยางขาดธาตุ Mn ได้เพราะธาตุ Mn  จะทำปฏิกิริยากับธาตุ P ทำให้ตกตะกอนไม่เป็นประโยชน์ ต่อต้นยาง ถ้าต้นยางขาดธาตุ Mn ใบอ่อนบริเวณกลางใบเป็นสีเหลือง แต่เส้นใบยังเขียว และถ้าในดินมีธาตุ Mn มากจะทำให้พืชดูดธาตุ Fe ได้น้อยลง
   9. สังกะสี (Zn) มีหน้าที่เกี่ยวกับกระบวนการเมตาโปลิซึมของออกซิน (Aurin) ซึ่งเป็นสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชและสร้างนิวคลีโอไทค์ สร้างคลอโรฟิลและสังเคราะห์โปรตีน ช่วยเสริมสร้างการใช้ประโยชน์ของธาตุ P และ N ในพืช ถ้าใส่ปุ๋ยฟอสฟอรัส (P) และธาตุ Ca มากเกินไปจะทำให้ต้นยางขาดธาตุ Zn ได้ ถ้าต้นยางขาดธาตุ Zn จะทำให้ไม่ต้านทานต่อโรคราแป้ง (Oidium) จะชะงักการเจริญเติบโต ใบมีขนาดเล็ก สีซีดถึงเหลือง แต่เส้นใบยางเขียว ใบยางเรียว ขอบหยัก ข้อสั้นใบรวมตัวเป็นกระจุกและจะทำให้ต้นยางตายจากยอดต้นยางชะงักการเจริญเติบโตและน้ำยางลดลง
   10. ทองแดง (Cu) มีหน้าที่เกี่ยวกับการสร้าง ลิกนิน (Ligmin) เป็นส่วนประกอบของเอ็นไซม์แอศโครบิค แอซิค ออกซิแดนส์ ( A & Corbieaeid Oxedase) ที่ช่วยในการเจริญเติบโต ถ้าต้นยางขาดธาตุ Cu ยอดอ่อน ใบอ่อน มีสีเหลืองและแห้งตาย การเกิดดอกผลจะลดลง แต่ถ้าในดิน
บันทึกการเข้า

มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
**


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,675

สมาชิกลำดับที่ 6

จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #4 เมื่อ: 03 มีนาคม 2553, 21:09:37 »

ที่มีสารอินทรีย์มากเกินไป เช่น ดินพรุ ธาตุ Cu จะถูกตรึงพืชดูดไปใช้ไม่ได้ก็มีผลทำให้พืชตายได้ หรือถ้ามีในน้ำยางมากเกินไปก็จะทำให้ยางเสื่อมคุณภาพ คือ เหนียวเยื่มง่ายเมื่อทำเป็นยางเครป
   11. โบรอน (B) มีหน้าที่สร้างเซลล์ การแบ่งเซลล์ การขยายตัวของเซลล์ชองต้นยางและเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการต่างๆ ทางสรีรวิทยาของพืช เช่น กระบวนการส่งให้เกิดพลังงาน ถ้าขาดธาตุ B ตาอ่อนที่เพิ่งเกิดจะแตกเป็นกระจุก ใบมีรูปร่างบิดเบี้ยว ถ้าขาดรุนแรงปลายยอดอาจตายได้ แต่ถ้ายางได้รับธาตุB จะทำให้พืชขาดธาตุ K ได้
   12. โบลิบดินัม (Mo) มีหน้าที่สร้างโปรตีน ความเป็นประโยชน์ของธาตุ Mo จะสูงเมื่อความเป็นกรด – ด่าง สูงขึ้น มีความสำคัญในการตรึงไนเตรทรีดัคเตส ( Nitrate Reduetase) และไนโตรจีเนส (Nitrogenase) การปลูกพืชตระกูลถั่วในสวนยาง เป็นการเพิ่มธาตุ Mo ให้กับดิน มีผลทำให้ได้น้ำยางเพิ่มขึ้น จากการสร้างไนโตรเจนเมตาโมลิซึม
   13. คลอรีน (Cl) มีหน้าที่ปรับประจุไฟฟ้าในเซลล์พืช ถ้าขาดธาตุ Cl ใบจะสีเหลืองและใบแห้งบริเวณปลายใบ  รากจะไม่เจริญเติบโต พืชจึงเจริญเติบโตช้า

การเสื่อมของดิน
   ดิน คือ วัตถุที่กำเนิดมาจาก หิน แร่ธาตุ , และซากพืช  ซากสัตว์ ที่ผ่านการทับถมและย่อยสลาย ซึ่งต้องใช้เวลาล้านปี จึงกำเนิดมาเป็นดินให้เราสามารถปลูกต้นไม้ได้ แสดงให้เห็นว่าดินเป็นทรัพยากรที่มีวันเสื่อมสลายได้ ถ้าเราทำการเกษตรโดยขาดการอนุรักษ์ ซึ่งการเสื่อมของดินโดยทั่วไป มีอยู่ 3 ทาง
1.   เสื่อมทางฟิสิกต์ ซึ่งเกิดขึ้นได้ 3 ลักษณะได้แก่
- เกิดจากชั้นดินอัดแน่น เช่น ดินดาน ดินที่เกิดจากปลวกทำรัง เป็นต้น
- เกิดจากชั้นหินแข็ง(แลตเทอไรด์) เช่น หินดาน ชั้นหินแข็งใต้ดิน
- เกิดจากกากร่อน ซึ่งเกิดได้ 2 ทาง คือ น้ำและลม
   2. เสื่อมทางเคมี เกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ คือ
      - ความอุดมสมบูรณ์ของดินลดลง ซึ่งเกิดจากการปลูกพืชมานาน แต่ไม่มีการปรับปรุงดิน
      - เกิดจากธาตุอาหารในดินไม่สมดุล ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะคือ
         1. การเกิดสภาพเป็นกรดจัด หรือ ด่างจัด เช่น ยางพารามีความต้องการสภาพดินที่มีความเป็นกรด 4.5 – 5.5 จึงสามารถเติบโตได้ดี
บันทึกการเข้า

มะเอ@รักควาย
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
**


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,675

สมาชิกลำดับที่ 6

จะขอตามรอยของพ่อท่องคำว่า"เพียง"และ"พอ"จากหัวใจ


« ตอบ #5 เมื่อ: 03 มีนาคม 2553, 21:09:14 »

2. เกิดจากการสะสมสารพิษในดิน เช่น มีการใช้สารเคมีในแปลงมากเกินไปก็มีผลทำให้ดินเสื่อมได้
   3. เสื่อมทางชีวภาพ ซึ่งเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะ คือ
      - อินทรียวัตถุในดินลดลง เช่น เราปลูกพืชแต่ละครั้งควรมีการเติมอินทรียวัตถุลงไปในดินด้วย เพื่อให้ปรับปรุงดินดีขึ้น
      - สิ่งมีชีวิตในดินลดลง เช่น ถ้าเราปลูกข้าวแล้วเผาตอ ก็มีผลให้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์กับดินตายไปด้วย มีผลทำให้สภาพดินเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น
   เพื่อให้การใช้ดินเกิดประโยชน์สูงสุด เราควรมีการใส่กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์กับดิน ซึ่งจุลลินทรีย์เหล่านี้สามารถเจริญเติบโตได้ตามธรรมชาติ ในที่นี้จะขอแบ่งไว้ 4 กลุ่ม คือ
   1. จุลลินทรีย์ พวก Agotobaeter (อะโซโตบาคเตอร์) สามารถช่วยเพิ่มธาตุ N ด้วยการตรึงจากอากาศ แล้วแปรรูปให้พืชนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
   2. จุลลินทรีย์ พวก Barkgolderia (บรูคลอเดอร์เรีย) สามารถละลาย ฟอสเฟค (P) ที่ถูกตรึงอยู่ในดินให้ออกมาเป็นประโยชน์ได้
   3. จุลลินทรีย์ พวก Bacillus Megaterium (บาซิลคัล เมกาเตอร์เรี่ยม) สามารถละลายธาตุ K ที่อยู่ในรูปของแร่ดินเหนียวให้ออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืช
   4. จุลลินทรีย์ พวก แบคทีเรีย บางชนิด สามารถสร้างฮอร์โมนที่สำคัญต่อพืช เช่น ออกซิเจน จิบเบอร์เรลลิน และไซโตไดดิน
   ซึ่งจุลลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ ปัจจุบันหาได้ยากเย็น สามารถขอได้จากสำนักงานพัฒนาที่ดินทั่วไป คือ พ.ค. 12 เมื่อใส่ลงไปในดินก็สามารถเจริญเติบโตได้ตามธรรมชาติ ยกเว้นอย่าใช้ไฟเผาทำลายวัชพืช

                  


                             ( นายสันติพงศ์     แซ่ว่อง )
                     หัวหน้างานวิชาการเกษตร ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 03 มีนาคม 2553, 23:11:22 »

ที่แน่ๆ ปลูกยางพารา ต้องได้ ยางพาราแน่นอนครับ
บันทึกการเข้า

คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: