ปมหลักทะลักเข้าไทย
กว่า400 ปี ของตำนานยากูซ่าแห่งดินแดนอาทิตย์อุทัย คงไม่ง่ายนักที่กลุ่มคนเหล่านี้ดำรงอยู่ได้บนสภาวะโลกเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงสงครามซึ่งเกิดความแร้นแค้นทั่วหัวระแหง ปัจจุบัน ยากูซ่ายังมีอยู่ในญี่ปุ่นทั้ง ทำธุรกิจผิดกฎหมายและถูกกฎหมาย
สำหรับไทยถึงไม่ได้ข้องเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายของกลุ่มยากูซ่าโดยตรง แต่ก็เป็นแหล่งกบดานสำคัญในการหลบหนีคดี ล่าสุดตำรวจไทยจับกุมยากูซ่าระดับแกนนำกลุ่มได้หลังจากก่อคดียิงยากูซ่าฝ่ายตรงข้ามเสียชีวิต เป็นเรื่องน่าคิดที่ระยะหลังยากูซ่า ที่หลบหนีเข้ามาไทยส่วนใหญ่เป็นระดับแกนนำ!!
จากรายชื่อ 22 แก๊งยากูซ่า ที่ขึ้นบัญชีดำของตำรวจญี่ปุ่นพบจำนวนสมาชิกแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมาก โดย อันดับ 1 แก๊งยามะงุจิ-งุมิ มีสมาชิกสองหมื่นคน อันดับ 2 แก๊งซุมิโยชิ-ไค มีสมาชิกหกพันคน อันดับ 3 แก๊งอินะงะงะวะ-ไค มีสมาชิกสี่พันคน ส่วนแก๊งอันดับรองลงมามีสมาชิกอยู่ในจำนวนหลักร้อย ซึ่งแก๊งที่อยู่อันดับสุดท้ายมีสมาชิกแค่สามร้อยคน
ที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นพยายามกวาดล้างยากูซ่า ด้วยการออกกฎหมายต่อต้านกลุ่มอันธพาล จนทำให้แก๊งยากูซ่าอันดับต้น ๆ เลิกทะเลาะกัน และรวมตัวกันเพื่อหลบหนีอำนาจรัฐ แต่ในรายล่าสุดที่ตำรวจไทยจับได้คือ “อะนัย เคนอิชิ” หัวหน้ากลุ่มคาโต้ เร็งโกไค สังกัดกลุ่มครอบครัวโคเฮ แก๊งซุมิโยชิ-ไค อันดับ 2 ทำการยิงสมาชิกแก๊งอินะงะงะวะ-ไค แก๊งอันดับ 3 เสียชีวิตในงานประเพณีของญี่ปุ่น ท่ามกลางกลุ่มคนที่มาเที่ยว และ หลังจากก่อเหตุได้หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย
พ.ต.อ.ชาติชาย เอี่ยมแสง รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มองสถานการณ์แก๊งยากูซ่าที่หลบหนีเข้ามาในไทยว่า เกิดจากการแย่งชิงอำนาจระหว่างแก๊งอันดับ 2 และ 3 เพื่อสร้างความเป็นใหญ่ให้กับ กลุ่มเพื่อก้าวไปต่อกรกับแก๊งอันดับ 1
“การหลบหนีเข้ามาของพวกนี้จะใช้ชื่อลูกน้องมาใส่แทนชื่อตัวเองในการปลอมแปลงหนังสือเดินทาง และด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองเปิดทำให้คนเหล่านี้เข้ามาหลบหนีได้โดยง่าย ขณะเดียวกันค่าครองชีพของไทยค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับญี่ปุ่นทำให้สามารถมาอยู่โรงแรมหรู ๆ ได้เป็นปี ๆ ซึ่งเงินในการครองชีพจะได้จากต้นสังกัดส่งเงินมาให้”
แหล่งกบดานในไทยของพวกนี้จะอยู่ตามสถานที่ท่องเที่ยวเช่น พัทยา ภูเก็ต กรุงเทพฯ บางรายทำการข่มขู่นักธุรกิจญี่ปุ่นที่เข้ามาในไทย แต่ส่วนใหญ่ยากูซ่าจะเรียกเก็บค่าคุ้มครองในกรณีที่นักธุรกิจชาวญี่ปุ่นทำการค้าขายของผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันยังมีบทบาทในการส่งหญิงไทยไปค้าประเวณีที่ประเทศญี่ปุ่น ส่วนบางรายที่ได้เงินจากแก๊งจะนำไปลงทุนเพื่อฟอกเงินในธุรกิจถูกกฎหมายในประเทศไทย
การสังเกตยากูซ่าที่เข้ามาในไทย หากไม่เห็นรอยสักตามตัวจะไม่รู้ เพราะพวกนี้จะแต่งตัวเหมือนนักธุรกิจ แต่ในบางรายจะใส่ถุงมือเพื่อปกปิดนิ้วที่ตัดออก ซึ่งการตัดนิ้วจะตัดทีละข้อนิ้วในกรณีที่ทำความผิด โดยมือที่ตัดนิ้วส่วนใหญ่เป็นมือซ้าย อย่างระดับแกนนำที่จับได้ตัดนิ้วมือข้างซ้ายมาแล้ว 3 นิ้ว
ขณะเดียวกันยากูซ่าจะมีป้ายสัญลักษณ์ของกลุ่มเพื่อแสดงตน เช่น สัญลักษณ์บนหัวเข็มขัด, ป้ายหนัง, ป้ายสเตนเลส ในส่วนของการ สักลวดลายตามตัวแสดงถึงความอดทน กล้าหาญ โดยยากูซ่าจะสักชื่อของคนที่นับถือไว้บนหน้าอกเพื่อเป็นการเคารพ แต่ในรายที่เพิ่งจับได้เขาสักชื่อตัวเองไว้บนหน้าอกแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในตัวเองสูง
“จึงอยากฝากถึงประชาชนทั่วไปหากพบเห็นหรือได้รับการข่มขู่จากมาเฟียต่างชาติ สามารถแจ้งมาได้ที่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โทร. 1178 ซึ่งจะได้ดำเนินการส่งตัวกลับประเทศต่อไป” พ.ต.อ.ชาติชาย กล่าว จากการศึกษาผ่านวิทยานิพนธ์เรื่อง ปัจจัยที่ทำให้ยากูซ่า ดำรงอยู่ในสังคมญี่ปุ่น ของ น.ส.ดาว ศรีวนาสณฑ์ นักศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2548 พบว่า จุดมุ่งหมายหลักของการรวมตัวกันไม่ได้อยู่ที่เหตุผลทางเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่เป็นไปเพื่อปกป้องตนเอง และภายหลังขยายสู่การให้ความคุ้มครองแก่ส่วนอื่นในสังคม และยังมีการจัดโครงสร้างในองค์กร ขนบธรรมเนียมปฏิบัติ และกิจกรรมบางประเภทที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน
คนญี่ปุ่นบางคนยกย่องยากูซ่าในความจงรักภักดี หลายคนยังมองว่า ยากูซ่าต่างจากอาชญากรตรงที่มีข้อกำหนดอันเคร่งครัดภายในกลุ่ม การลงโทษโดยการตัดนิ้วบางครั้งแสดงถึงการขอขมาและแสดงถึงความจริงใจในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่บุคคลนั้นไม่มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบโดยตรง เช่น หัวหน้ากลุ่ม ค. ตัดนิ้วตัวเองเพื่อให้กลุ่ม ก. และ กลุ่ม ข. เลิกทะเลาะกัน
ด้าน การสักของยากูซ่าเริ่มเด่นชัดหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รอยสักส่วนใหญ่เน้นลวดลายแบบญี่ปุ่นเช่น กลีบดอกซากุระ ตัวเอกของเรื่องเล่าในอดีต อันแสดงถึงความยึดมั่นในวิถี ดั้งเดิม และหมายถึงความแปลกแยกจากคนในสังคมปัจจุบันที่มองว่า การสักเป็นเรื่องที่ไม่สมควร ขณะเดียวกัน การสักทั้งตัวต้องใช้เวลาและเงินที่สูง โดยใช้เวลา ประมาณ 150-200 ชั่วโมง ช่างจะทำการสักให้วันละ 1- 2 ชั่วโมง ยากูซ่าระดับลูกน้องบางคนเงินไม่พอในการสักก็ทำการลอกลายไว้ก่อน เมื่อมีเงินแล้วจึงมาสักต่อ
นอกจากนี้ นัยของรอยสักยังแสดงถึงความอดทนต่อความเจ็บปวด รอยสักลบออกไม่ได้หมดแสดงว่า เมื่อเป็น ยากูซ่าแล้วเปลี่ยนไม่ได้ และสุดท้ายรอยสักแสดงถึงความเป็นพี่น้องของแก๊งเดียวกัน และด้วยแนวคิดที่พวกเขามองการติดคุกไม่ใช่การลงโทษ แต่เป็นการฝึกฝนทำให้มียากูซ่า รุ่นใหม่ที่พร้อมจะก้าวเดินมาบนเส้นทางนี้ไม่ขาดสาย
ด้านการแต่งกายของยากูซ่าจากอดีตที่ผ่านมาเน้นการทำผมและแต่งตัวไม่เหมือนคนอื่น สวมแว่นดำ สวมสูทดำ ผูกเนกไทสีฉูดฉาด ระดับผู้นำจะสวมเครื่องประดับราคาแพง เช่น นาฬิกาเรือนทอง ส่วนรถที่ใช้เป็นพาหนะจะขับรถยุโรป ต่างจากคนญี่ปุ่นโดยทั่วไปที่ซื้อรถที่ผลิตในประเทศ แต่มาช่วงหลังรัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มออกกฎหมายปราบปรามเด็ดขาด การแต่งตัวจึงเริ่มคล้ายคลึงกับคนญี่ปุ่นทั่วไปมากขึ้น รวมไปถึงการซื้อรถที่เน้นขับรถญี่ปุ่นมากขึ้น ซึ่งช่วงแรกระดับลูกน้องยังไม่มีเงินเปลี่ยนรถจึงต้องจำยอมขับรถยุโรปที่เป็นเป้าสายตาต่อการจับกุม
ขณะเดียวกันองค์กรยากูซ่าจากอดีตถึงปัจจุบันดำรงอยู่ได้ด้วยการปรับตัว เห็นได้จากช่วง ค.ศ. 1954-1967 เศรษฐกิจญี่ปุ่นเฟื่องฟูอย่างมาก ทำให้แก๊งยากูซ่ากลุ่มใหญ่ผันตัวเองมาเป็นเอเยนซี่ดารา, บริษัททำภาพยนตร์ จึงทำให้ยากูซ่าหลายคนผัน ตัวมาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ โดยช่วงแรกภาพยนตร์ส่วนใหญ่นำเสนอภาพลักษณ์ ยากูซ่าด้านดี ส่วนช่วงปลาย ภาพยนตร์ มักนำเสนอถึงความโหดร้ายของยากูซ่ามากขึ้น ในช่วงเวลาเดียวกันมีการตีพิมพ์นิตยสารยากูซ่าออกจำหน่ายอย่างแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่นเพื่อสร้างภาพลักษณ์
แม้ยากูซ่าเป็นประเด็นหนึ่งของคนร้ายข้ามชาติหลบหนีเข้ามาในไทย แต่ยังมีคนร้ายอีกหลายเชื้อชาติที่พร้อมจะใช้ไทยเป็นศูนย์กลางในการทำความผิด หากไม่มีความเข้มงวดกวดขันในการปราบปราม.
ทีมวาไรตี้ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 25 ก.พ. 2553