Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 กรกฎาคม 2553, 06:06:16

   


หน้า: [1]
ผู้เขียน หัวข้อ: ชมพิพิธภัณฑ์กระบอกเสียง ย้อนอดีตการดนตรีสมัยร.5  (อ่าน 731 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
*****


กระทู้: 1,378

สมาชิกลำดับที่ 24


« เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2553, 19:07:55 »


ชมพิพิธภัณฑ์กระบอกเสียง ย้อนอดีตการดนตรีสมัยร.5

 
   
เครื่องเล่นกระบอกเสียง ผลิตโดย โทมัส เอวา เอดิสัน

 

      หลายคนคงเคยได้ยินคำเปรียบเปรยว่า "หนังสือพิมพ์เป็นกระบอกเสียงแทนประชาชน" แต่จะมีสักกี่คนที่จะล่วงรู้ที่มาของคำเปรียบเปรยนี้ ด้วยน้อยคนนักที่จะประจักษ์ว่า 'เครื่องเล่นกระบอกเสียง' คือเครื่องเล่นดนตรีในยุคก่อนหน้าที่จะมีแผ่นเสียงจำหน่าย
       
       'พิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย' ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อบอกเล่าความเป็นมาและกระบวนการบันทึกเสียงในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยุคแรกที่เครื่องเล่นกระบอกเสียงและเครื่องเล่นจานเสียง ความบันเทิงจากเมืองฝรั่งได้ย่างกรายเข้ามาในสยามประทศ



เครื่องเล่นกระบอกเสียง(ซ้าย) เครื่องกรอเสียง (ขวา)
       
       แม้แรกๆผู้คนจะหวาดกลัวเพราะเห็นเครื่องเล่นดนตรีชนิดนี้เป็นของประหลาด จนเรียกกันติดปากว่า 'เครื่องผีพูด' แต่ภายหลังเมื่อเริ่มคุ้นชินจึงเกิดความนิยมไปทั่ว และกลายเป็นของโก้หรูที่บรรดาขุนน้ำขุนนางต้องมีไว้ประดับเรือน
       
       'พิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย' เกิดจากปณิธานของ 'อาจารย์พฤฒิพล ประชุมผล' นายกสมาคมนักอนุรักษ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย ที่ต้องการบอกเล่าถึงวิถีแห่งดนตรีอันทรงคุณค่าให้ลูกหลานไทยได้รู้จัก
       
       นับเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่เราได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก่อนที่จะมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ในวันอังคารที่ 30 สิงหาคมที่จะถึงนี้ อาจารย์พฤฒิพลได้พาเราทัศนาพร้อมกับบรรยายถึงความเป็นมาของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นโดยละเอียด

 

อาจารย์พฤฒิพล ประชุมผล นายกสมาคมนักอนุรักษ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย

     
       " ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรากเหง้าทางอารยธรรมมายาวนาน แต่น่าอดสูว่าพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาและบอกเล่าประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศในแต่ละด้านกลับมีน้อยกว่าอเมริกา ทั้งที่เขาเป็นประเทศเกิดใหม่ มีอายุเพียง 200 ปี เรื่องราวเกี่ยวกับกระบอกเสียงและแผ่นเสียงต่างๆ รวมถึงเนื้อเพลงที่บันทึกไว้ในเครื่องเล่นเหล่านี้ทำให้เราทราบถึงวัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนเมื่อเกือบ 100 ปีที่ผ่านมา" อาจารย์พฤฒิพล เล่าถึงแรงบันดาลใจในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย
       
       เสียงเครื่องสายดนตรีไทยอันพลิ้วไหวเคล้าไปกับเสียงเอื้อนแสนเสนาะของแม่ปุ่น แม่แป้น นักร้องเสียงดีในราชสำนักของสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะขับร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีในทำนองไทยเดิม ซึ่งอาจารย์พฤฒิพลเปิดให้เราฟังจากซีดีที่ก๊อบปี้จากแผ่นเสียงฉบับดั้งเดิมนั้นทำให้เรารู้สึกทั้งอิ่มเอมและตื้นตัน ด้วยสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความจงรักภักดีที่พสกนิกรชาวสยามมีต่อพระพุทธเจ้าหลวงในครั้งกระนั้น ซึ่งคงมิต่างจากความจงรักภักดีที่ชาวไทยทั้งแผ่นดินมีต่อองค์ภูมิพล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งรัชกาลปัจจุบัน
       
       แผ่นเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี ฉบับแม่ปุ่น แม่แป้น หนึ่งในแผ่นเสียงหายากที่พิพิธภัณฑ์นำมาจัดแสดงนั้นได้มีการบันทึกเสียงไว้เมื่อประมาณปี 2450 โดยบริษัทปาเต๊ะ บริษัทแผ่นเสียงของฝรั่งเศส ซึ่งเพลงนี้นับเป็นต้นฉบับของเพลงสรรเสริญพระบารมีในปัจจุบัน แต่เนื้อร้องจะแตกต่างไปบ้างและมีการร้องเอื้อนแบบเพลงไทยเดิม ซึ่งแผ่นเสียงที่ใช้บันทึกเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกล่าวเป็นแผ่นที่มีคุณภาพดีกว่าแผ่นเสียงทั่วไปในสมัยนั้นและต้องใช้เข็มเพชรหัวมนเวลาเล่น ต่างจากแผ่นทั่วไปที่ใช้เข็มเหล็กปลายแหลมซึ่งเป็นเข็มที่มีราคาถูกกว่า



ตัวกระบอกเสียงพร้อมกล่องบรรจุ

       
       ภายในพิพิธภัณฑ์ฯยังได้มีการจัดแสดงกระบอกเสียงและแผ่นเสียงหายากที่มีความเกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ชาติไทยอีกหลายชิ้น อาทิ กระบอกเสียงที่บันทึกเพลง Siamese Patrol เพลงทหารกองเกียรติยศ ชาวสยาม ซึ่ง พอล ลิงเก (Mr.Paul Lincke) ชาวเยอรมนี ประพันธ์ขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสยุโรปเป็นคราแรก ณ ประเทศเยอรมัน โดยได้มีการบรรเลงเพลงนี้ขณะที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการสวนสนาม และได้บันทึกลงกระบอกเสียงของ โทมัส เอวา เอดิสัน ชนิดไขผึ้งสีดำ


ลำโพงของเครื่องเล่นกระบอกเสียง

       
       อีกทั้งการแสดงภาพจำลองการบันทึกเสียงตั้งแต่เมื่อครั้งคณะละครนายบุศย์ มหินทร์ เดินทางไปบันทึกเสียงครั้งแรกที่เยอรมนี เมื่อปี พ.ศ.2443 หรือเมื่อ 105 ปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นเพลงไทยที่ได้รับการบันทึกเสียงเป็นครั้งแรก ด้วยความประทับใจในดนตรีไทยซึ่งคณะนายบุศย์ได้บรรเลงแบบครบเครื่อง ทั้ง ปี่พาทย์ ระนาด กลอง ทำให้ Prof. Carl Stumpf และ Dr.Otto Abraham ได้บันทึกเพลงไทยที่บรรเลงในครั้งนั้นลงกระบอกเสียงหลายต่อหลายเพลง ไม่ว่าจะเป็น เพลงทยอยนอก เพลงทยอยใน และเพลงที่ชาวสยามเทิดไว้เหนือเกล้า อย่าง เพลงสรรเสริญพระบารมี (ผู้ที่สนใจสามารถฟังเพลงต้นฉบับได้จากเว็บไซต์ของสมาคมฯ www.talkingmachine.org)


โฆษณาขายเครื่องเล่นหีบเสียง
       
       หากจะพูดถึง 'เครื่องเล่นกระบอกเสียง' คงต้องอรรถาธิบายถึงกระบวนการบันทึกเสียงและการเล่นเพลงจึงจะเห็นภาพการดนตรีเมื่อครั้งกระโน้น กระบอกเสียงที่ประดิษฐ์โดย โทมัส เอวา เอดิสัน นั้นผลิตจากกระบอกปูนปาสเตอร์หุ้มด้วยแผ่นดีบุก บันทึกเสียงโดยสลักปลายเข็มลงบนกระบอก เวลาเล่นจะนำกระบอกเสียงเสียบลงไปในแกนของเครื่องเล่นกระบอกเสียง แล้วจึงใช้มือหมุนแกนดังกล่าวเพื่อตั้งลาน(ลักษณะการทำงานคล้ายการเคลื่อนไหวของตุ๊กตาไขลาน) กระบอกเสียงแต่ละกระบอกมีความยาวในการบันทึกเสียงและเล่นเพลงได้ประมาณ 2 นาที ภายหลังจึงพัฒนาเป็นกระบอกที่ผลิตจากไขขี้ผึ้ง ซึ่งสามารถอัดเสียงและเล่นเพลงได้นานถึง 4 นาที
       
       นอกจากกระบอกเสียง แผ่นเสียง เครื่องเล่นกระบอกเสียง และเครื่องเล่นแผ่นเสียงนานาชนิดแล้ว ภายในพิพิธภัณฑ์ฯยังได้จัดแสดง หีบเสียง ตุ๊กตาสยามสู (Siam Soo) หรือตุ๊กตานางรำไทยที่ผลิตจากไม้เคลื่อนไหวได้คล้ายหุ่นชักใย ใช้เล่นกับเครื่องเล่นหีบเสียงไขลาน ซึ่งนับเป็นตุ๊กตาหีบเพลงตัวแรกของโลก รวมทั้งลำโพงแบบต่างๆ และเครื่องเล่นแผ่นเสียงจำลองอันเล็กจิ๋ว ของสะสมจากนานาประเทศ



ลำโพงแบบต่างๆ

       
       ซึ่งกว่าจะเกิดเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ 'อาจารย์พฤฒิพล' ต้องใช้เวลาศึกษาและเก็บรวบรวมเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ถึง 20 ปี ต้องเดินทางไปหลายต่อหลายประเทศเพื่อเสาะแสวงหาเครื่องเล่นเสียงที่เคยปรากฏในประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ด้วยหวังเพียงให้ 'พิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย' เป็นตัวเชื่อมแห่งรอยต่อทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น
       
       " ผมชอบเครื่องเล่นแผ่นเสียงสมัยโบราณมาตั้งแต่ยังเรียนชั้นมัธยมก็เลยศึกษาและเก็บสะสมมาเรื่อย จนวันหนึ่งคิดว่าน่าจะตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนรุ่นหลังมีโอกาสได้ชื่นชม ของพวกนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นแล้ว ปัจจุบันเครื่องเล่นแผ่นเสียงในประเทศไทยยังพอหาดูได้บ้าง แต่เครื่องเล่นกระบอกเสียงไม่มีแล้ว ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะคนไทยมักทิ้งข้าวของที่ล้าสมัยหรือไม่ใช้งานแล้ว วัฒนธรรรมต่างๆก็เลยสูญหายไปกับของเหล่านั้นด้วย"
       
       เราก็ต้องเสาะแสวงหาโดยใช้ connection กับเพื่อนชาวต่างชาติที่ทำงานในพิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงในประเทศต่างๆ เช่น เยอรมัน สหรัฐอเมริกา เราเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย บางทีก็ขอซื้อเครื่องเสียงบางชิ้นที่เคยอยู่ในประเทศไทยกลับคืนมา ผมเองไม่ใช่คนร่ำรวยอะไร รายได้ส่วนใหญ่ที่ได้มาก็เอามาลงในพิพิธภัณฑ์ ก็อยากให้ทุกๆคน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้ามาศึกษาประวัติศาสตร์ทางดนตรี" อาจารย์พฤฒิพล เล่าถึงความยากลำบากในการก่อร่างสร้างพิพิธภัณฑ์
       
       สำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เดือนกันยายน 2548 โดยจะเปิดเฉพาะวันอาทิตย์ วันละ 2 รอบ ซึ่งแต่ละรอบจะให้รับผู้เข้าชมไม่เกิน 10 คน ที่สำคัญอาจารย์พฤฒิพลจะเป็นผู้นำชมพิพิธภัณฑ์และเป็นผู้บรรยายรายละเอียดของเครื่องเล่นแต่ละชิ้น รวมถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ด้วยตนเองทุกรอบ

 

ปกแผ่นเสียงยี่ห้อเก่าแก่ของไทย
     
       อีกทั้งผู้เข้าชมจะได้สัมผัสกับบรรยากาศการดนตรีในในสมัยพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ด้วยการฉายวิดีทัศน์เกี่ยวกับความเป็นมาของเครื่องเล่นกระบอกเสียงและเครื่องเล่นแผ่นเสียงของไทยในสมัยนั้น มีการเปิดเพลงสรรเสริญพระบารมีฉบับแม่ปุ่น แม่แป้น , เพลง Siamese Patrol รวมทั้งสาธิตการใช้เครื่องเล่นกระบอกเสียงให้ผู้เข้าชมย้อนระลึกถึงภาพในอดีตอย่างแจ่มชัด
       
       "ที่เราต้องจำกัดจำนวนผู้เข้าชมเพราะผมอยากให้เข้ามาแล้วได้รับความรู้กลับไปด้วย ถ้ารับเยอะเกินไปเราจะให้ข้อมูลไม่ทั่วถึง คือถ้าดูเครื่องเล่นดนตรีอย่างเดียวเนี่ยจะไม่เข้าใจแน่ว่าตัวไหนคืออะไร เพราะเครื่องเล่นเหล่านี้เป็นของในสมัยก่อนที่สูญหายไปหมดแล้ว ผมก็เลยเป็นวิทยากรบรรยายด้วย เด็กๆเขามาเห็นของจริง ดูการสาธิตวิธีการเล่น ได้ฟังเพลงไทยในสมัยก่อน เขาก็จะรู้สึกสนุกกับการเข้าพิพิธภัณฑ์ มุมมองของเขาที่มีต่อพิพิธภัณฑ์ต่างๆก็จะไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป ก็ขอความกรุณาว่าให้คนที่จะเข้าชมโทร.จองล่วงหน้าก่อน จะได้ไม่มาเสียเที่ยว" อาจารย์พฤฒิพล กล่าวตบท้าย
       
       'พิพิธภัณฑ์เครื่องเล่นกระบอกเสียงและหีบเสียงไทย' อยู่ในซอยลาดพร้าว 43 เข้าไปประมาณ 400 เมตร ที่นี่เก็บบัตรเข้าชมด้วยใน ราคา 100 บาท แต่ดูจะเทียบไม่ได้เลยกับคุณค่าของประวัติศาสตร์การดนตรีเมื่อ 100 ปีก่อน และเชื่อได้ว่ารากเหง้าทางวัฒนธรรมของคนไทยจะสามารถหยั่งรากอย่างมั่นคงหากเราไม่ละเลยที่จะเรียนรู้และศึกษา 'อดีต' แห่งบรรพชน สอบถามได้ที่ 02-9399920

       

ที่มา  โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 17 สิงหาคม 2548
 
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า




หน้า: [1]
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: