Wavin Flag the Celebration : บทเพลงที่กำลังจะดังก้องไปทั่วโลก
... And then it goes back ...
บทความโดย พรายพิลาศ
อาจจะเร็วไปซักหน่อยที่จะมาพูดถึง 2010 FIFA World cup กันในตอนนี้
เพราะยังเหลือเวลาอีกร่วม 5 เดือนกว่าที่เกมส์การโม่แข้งของ 32 ชาติที่ผ่านเข้า
รอบสุดท้ายจะเริ่มต้นขึ้น แต่เชื่อเถอะว่าเมื่อเวลางวดเข้ามาเรื่อยๆ หากไม่คิดจะ
หนีไปอยู่ในป่า หรือหมกตัวอยู่แต่ในถ้ำ ไม่ว่าใครคนนั้นจะชื่นชอบฟุตบอลหรือ
ไม่ก็ตาม ก็คงเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่จะหลีกหนีกระแส World cup fever ที่
กำลังเอ่อท้นเพียงรอเวลาที่จะไหลบ่าเข้าท่วมโลกเท่านั้น ซึ่งหนึ่งในสัญญาณที่
บอกให้รู้ว่า ‘กระแสบ้าบอล’ กำลังจะกลับมาเยือนโลกใบนี้อีกครั้งในรอบ 4 ปี
ย่อมไม่พ้นไปจากบทเพลงประจำการแข่งขันที่จะค่อยๆ ดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก
ทุกมุมโลก จนกลายเป็นเพลงคุ้นหูที่ผู้คนทุกชาติทุกภาษาสามารถร้องคลอตามไปด้วยกันได้

โดยส่วนตัวของผมเองแล้ว เพลงฟุตบอลโลกที่คลาสสิคที่สุด มีมนต์ขลัง
มากที่สุด คงต้องยกให้กับเพลง TO BE NUMBER ONE หรือ UN'ESTATE
ITALIANA (Italian Version) เพลงประจำฟุตบอลโลกเมื่อครั้ง Italia’90 ที่ไม่ว่า
จะฟังกี่ครั้งก็ยังคงให้กลิ่นอายของความยิ่งใหญ่ และบรรยากาศของการแข่งขัน
เพื่อแย่งชิงกันเป็นเจ้าแห่งลูกหนังโลกออกมาทุกครั้งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่
ไหนก็ตาม โดยไม่มีเพลงฟุตบอลโลกครั้งต่อมาครั้งใด ยกมาเทียบเคียงได้
ไม่ว่าจะเป็น …..
‘Glory land’ ใน USA’94 ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเพลงชาติสหรัฐฯ
หรือเพลง Amazing grace ยังไงยังงั้น ซึ่งถึงแม้เป็นเพลงที่มีสเน่ห์แต่ก็ขาดสีสัน
ไปอย่างมากมาย และดูไม่เหมาะกับความดุเดือดของการโม่แข้งในสนามเอาซะเลย
จนผู้คนหันไปแหกปากร้องเพลง Ole Ole Ole กันแทน (ผมว่าหลายคนพาลคิดไปด้วยซ้ำว่านี่เป็นเพลงประจำฟุตบอลโลกหนนั้น)
หรือว่าจะเป็นเพลงที่มีท่วงทำนองสนุกสนานอย่าง .....
‘Cup of life’ ใน France’98 และ ‘Celebrate the day’ ใน German’2006
ที่สร้างสีสันให้กับบทเพลงด้วยกลิ่นอายลาติน ซึ่งแม้จะมีจังหวะจะโคนกระฉับ
กระเฉงชวนโยกย้ายส่ายสะโพกเต้นตามไปด้วย แต่ก็อีกนั่นล่ะบังเอิญที่การแข่ง
ขันทั้ง 2 ครั้งนั้น ดันมาจัดขึ้นในทวีปยุโรป ไม่ใช่อเมริกาใต้ที่เป็นต้นกำเนิดของ
เพลงลาติน ผมเลยอดรู้สึกไม่ได้ว่ายังมีอะไรบางอย่างขาดหายไป
จากเพลงฟุตบอลโลกของทั้ง 2 ครั้งนั้น
โดยเฉพาะกับฟุตบอลโลกหนแรกของเอเชียด้วยแล้ว ยิ่ง Go So Big หนัก
เข้าไปอีก ทำให้ผมไม่ลังเลซักนิดที่จะยัดเจ้าเพลง ‘Boom’ (ที่จากทรงของเจ๊
Anastasia ทำให้ผมเปลี่ยนเนื้อร้องท่อนนี้ซะใหม่เป็น ‘ตูม’ ) จากฟุตบอลโลก
Japan & Korea’2000 เอาไว้อันดับท้ายสุดในเมมโมรี่สมองของตัวเอง เพราะ
ไม่ว่าจะฟังยังไงมันก็ไม่แตกต่างไปจากเพลงป๊อปทั่วๆ ไปตรงไหนเลยจริงๆ

จนมาได้ยิน Wavin’ Flag the Celebration เพลงประจำการแข่งขัน
ฟุตบอลโลกอย่างเป็นทางการหนที่กำลังจะมาถึงนี้ ซึ่งขับร้องโดยนักร้องหนุ่ม
ผิวสี K’naan นี่แหล่ะครับ ที่มีเสียงกลองและเครื่องเคาะคอยกระหน่ำปลุกเร้า
หัวใจให้สูบฉีดไปตามจังหวะ ผสานกับเสียงโห่ที่สอดแทรกมาเป็นบางช่วงตลอด
เพลง ที่แฝงไว้ซึ่งกลิ่นอายความเป็นแอฟริกา เรียกภาพคนพื้นเมืองผิวดำที่กำลัง
กระโดดโลดเต้นไปตามเสียงเพลงในอัตลักษณ์ตามแบบฉบับของตนเอง ผุดขึ้น
มาให้เห็นในหัวโดยไม่ต้องหลับตา สิ่งนี้แหล่ะที่ผมรู้สึกว่าเป็นมนต์ขลังที่เพลง
ประจำการแข่งขันฟุตบอลโลกขาดหายไปนานนับตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งคงต้องชื่น
ชมผู้ที่เรียบเรียงเนื้อร้องและทำนองเพลงนี้ขึ้นมาใหม่ ที่สามารถเปลี่ยนอารมณ์
เพลงจากเพลงต้นฉบับที่ฟังสบายๆ ให้กลายมาเป็นเพลงซึ่งปลุกเร้าอารมณ์ผู้ฟัง
ให้รู้สึกร่วมไปกับเกมส์การแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งกำลังจะอุบัติขึ้นในอีก 5 เดือน
ข้างหน้าได้อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้
(Wavin’ Flag the Celebration ดัดแปลงมาจากเพลง Wavin’ Flag
เพลงฮิตจากอัลบั้ม Troubadour (2009) ของ K’naan ซึ่งเคยไต่ขึ้นไปอยู่
อันดับ 99 ของ Billboard Chart และอันดับที่ 16 ของ Canadian Hot 100 มาแล้ว)
ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะมีใครรู้สึกกับเพลงนี้แบบผมบ้างหรือเปล่า เพราะเรื่องเพลง
เรื่องหนังนี่ว่ากันไม่ได้จริงๆ นานาจิตตัง ต่างคนก็ต่างชอบกันไป แต่ที่แน่ๆ ก็คือ
ไม่ว่าจะยังไงยิ่งใกล้วันแข่งขันมากขึ้นเท่าไหร่ เราก็คงจะได้ยินเพลงนี้กันบ่อยขึ้น
เรื่อยๆ และจะดังกระหึ่มไปทั่วโลกตลอดระยะเวลาเกือบ 1 เดือนในเกมส์กีฬาของ
ชาวโลก ‘South Africa 2010 FIFA World Cup’ ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นไม่ว่าจะ
ชอบ หรือไม่ชอบ ยังไงก็คงต้องฟังกันละครับ
แต่ในส่วนของตัวผมเอง บอกตรงๆ ว่า หลังจากฟังเพลงนี้จบครั้งแรก มัน
อดที่จะสบถคำนิยมชุมชน ที่ไม่มีความเป็นผู้ดีเจือปนอยู่ในสายเลือดของตัวเอง
ออกมาเบาๆ ไม่ได้จริงๆ ว่า .....
‘แม่ม !! เ จ๋ ง ว่ ะ .....’
ที่มา
http://mblog.manager.co.th