Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 กรกฎาคม 2553, 06:06:40
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภาคใต้
>
เรื่องทั่วๆไปที่คนไทยควรรู้
>
ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย วัฒนธรรม ประเพณี
>
กรุงเทพมหานครและภาคกลาง
> หัวข้อ:
แม่น้ำเจ้าพระยา
หน้า: [
1
]
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: แม่น้ำเจ้าพระยา (อ่าน 707 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
กระทู้: 1,378
สมาชิกลำดับที่ 24
แม่น้ำเจ้าพระยา
«
เมื่อ:
25 มกราคม 2553, 06:06:44 »
แม่น้ำเจ้าพระยา
แม่น้ำเจ้าพระยา
เป็นแม่น้ำสายหลักของประเทศไทย ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่โดยเฉพาะของคนภาคกลาง เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของแม่น้ำ 4 สายจากภาคเหนือ คือ แม่น้ำปิง แม่น้ำวัง แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน โดยแม่น้ำวังนั้นไหลมาลงแม่น้ำปิงที่จังหวัดตาก แม่น้ำยมไหลมาลงแม่น้ำน่านที่จังหวัดนครสวรรค์ แล้วแม่น้ำปิงกับแม่น้ำน่านก็ไหลมารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์
จากต้นแม่น้ำเจ้าพระยาที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ แม่น้ำเจ้าพระยาได้ไหลลงใต้ ผ่านใจกลางของประเทศไทย ตั้งแต่พื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี กรุงเทพมหานคร และไหลลงสู่อ่าวไทยที่ปากน้ำ เทศบาลนครสมุทรปราการ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ รวมความยาวของแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสิ้นประมาณ 372 กิโลเมตร
แม่น้ำเจ้าพระยานั้นบางช่วงมีความคดเคี้ยวมาก ไม่สะดวกแก่การสัญจรไปมา โดยเฉพาะช่วงที่ไหลผ่านกรุงเทพมหานคร จึงได้มีการขุดคลองลัดขึ้นตัดระหว่างส่วนที่คดเคี้ยว เพื่อเพิ่มความสะดวกรวดเร็วในการเดินทาง และภายหลังแม่น้ำเจ้าพระยาเส้นเดิมก็ตื้นเขินลงเป็นคลอง ส่วนคลองลัดที่ขุดขึ้นใหม่ก็กลายเป็นเส้นทางเดินของแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน
การขุดคลองลัดครั้งสำคัญๆ มี 4 ครั้ง คือ
(ดูภาพประกอบ)
ภาพประกอบการขุด
คลองลัดทั้ง 4 ครั้ง
ครั้งแรก
ขุดในรัชสมัย
สมเด็จพระไชยราชาธิราช
(ครองราชย์ พ.ศ.2077 - 2089) โดยโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดโค้งเกือกม้าบริเวณปากคลองบางกอกน้อยลงไปถึงปากคลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบัน
ครั้งที่สอง
ขุดในรัชสมัย
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ
(ครองราชย์ พ.ศ.2091 - 2111) โดยโปรดเกล้าฯ ให้ขุดเชื่อมระหว่างคลองบางกรวยกับคลองบางกอกน้อยในปัจจุบัน
ครั้งที่สาม
ขุดในรัชสมัย
สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
(ครองราชย์ พ.ศ.2173 - 2198) โดยโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดโค้งเกือกม้าบริเวณปากคลองบางกรวยกับปากคลองอ้อมนนท์ในปัจจุบัน
ครั้งที่สี่
ขุดในรัชสมัย
สมเด็จพระเจ้าท้ายสระ
(ครองราชย์ พ.ศ.2251 - 2275) โดยโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองลัดโค้งเกือกม้าบริเวณบางบัวทอง - ปากเกร็ด จนเกิดเป็นเกาะกลางน้ำขึ้น เรียกว่า เกาะเกร็ด จนถึงทุกวันนี้
นอกจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะเป็นเส้นทางคมนาคมหลักทางน้ำ เชื่อมระหว่างอ่าวไทย ภาคกลาง และภาคเหนือเข้าด้วยกันแล้ว ยังเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำที่สำคัญ สามารถดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี
ทุกวันนี้ในกรุงเทพมหานคร นอกจากการเยี่ยมชมวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังแล้ว การล่องเรือชมบรรยากาศของแม่น้ำเจ้าพระยาและคูคลองต่างๆ ก็ดูจะเป็นเรื่องน่าสนใจอันดับแรกๆ ของชาวต่างประเทศที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทย และไม่เว้นแม้แต่คนไทยเองที่ยังคงตื่นตาตื่นใจอยู่เสมอเมื่อได้มีโอกาสนั่งรับประทานอาหารค่ำบนเรือที่กำลังล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา
ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยาและคลองสาขาให้บริการอยู่หลายบริษัท ทั้งของบริษัททัวร์ โรงแรม และร้านอาหาร มีเรือหลากหลายประเภททั้งเรือหางยาว เรือด่วนเจ้าพระยา ไปจนถึงเรือสำราญลำใหญ่โต
จากเรือที่ล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยา สองฟากฝั่งของแม่น้ำจะเต็มไปด้วยสถานที่สำคัญที่มีคุณค่าทั้งในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม ตัวอย่างเช่น
โรงแรมโอเรียลเต็ล
ซอยเจริญกรุง 40 ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก เป็นโรงแรมเก่าแก่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2419 ที่ได้รับรางวัลสุดยอดโรงแรมอันดับหนึ่งของโลกมาแล้วหลายปี ถือเป็นโรงแรมไทยที่ได้รับความยอมรับในระดับโลกอย่างแท้จริง มีความเป็นเลิศในด้านบริการจนชาวต่างชาติติดอกติดใจ และยังมีความงดงามในด้านสถาปัตยกรรมไทยผสมตะวันตก
วัดแม่พระลูกประคำ หรือ โบสถ์กาลหว่าร์
ซอยวานิช 2 ถนนโยธา เขตสัมพันธ์วงศ์ อยู่ข้างๆ กับท่าน้ำสี่พระยา เป็นวัดที่ชาวโปรตุเกสและผู้นับถือศาสนาคริสต์จากกรุงศรีอยุธยาอพยพหนีพม่าในคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 มาตั้งหลักปักฐานใหม่ในย่านนี้ และได้ร่วมกันสร้างโบสถ์คริสต์แห่งนี้ขึ้นมา ตัวโบสถ์มีสถาปัตยกรรมแบบโกธิกที่สวยงาม ภายในตกแต่งกระจกสีเป็นเรื่องราวในคัมภีร์ไบเบิลทั้งพระธรรมใหม่และพระธรรมเก่า
สะพ
านปฐมบรมราชานุสรณ์ หรือ สะพานพุทธ
เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสะพานแรกของกรุงเทพมหานคร เชื่อมถนนประชาธิปกฝั่งธนบุรีกับถนนตรีเพชรฝั่งพระนคร สร้างขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) มีเอกลักษณ์โดดเด่นอยู่ที่ตัวสะพานเป็นโครงเหล็กสีเขียว 3 ตอน ตอนกลางสามารถสามารถยกเปิดปิดให้เรือใหญ่ผ่านได้ ที่ปลายสะพานฝั่งพระนครมีพระปฐมบรมราชานุสาวรีย์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่สร้างขึ้นในงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 150 ปี เมื่อ พ.ศ.2475
วัดซางตาครูส
ซอยกุฎีจีน ถนนเทศบาลสาย 1 เขตธนบุรี ตั้งอยู่ภายใน ชุมชนกุฎีจีน เป็นโบสถ์คริสต์ที่สร้างโดย บาทหลวงยาโกเบ กอรร์ (Jacgues Corrre) ผู้นำชาวคริสต์เชื้อสายโปรตุเกสที่อพยพตาม สมเด็จพระเจ้าตากสิน มาจากกรุงศรีอยุธยา สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2313 นับเป็นโบสถ์คริสต์เก่าแก่ที่สุดในย่านฝั่งธนบุรี และถือเป็นวัดในคริสต์ศาสนา นิกายโรมันคาทอลิกแห่งแรกในฝั่งธนบุรีด้วย วัดแห่งนี้ภายหลังได้รับการบูรณะใหม่อย่างใหญ่โต สวยงาม ตัวโบสถ์มีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมกับเรเนอซองส์ มีจุดเด่นที่หอคอยของอาคารซึ่งเป็นรูปโดม มีลักษณะเหมือนกับพระที่นั่งอนันตสมาคม
ตลาดกลางผักและผลไม้ปากคลองตลาด
กรุงเทพมหานคร หรือที่รู้จักกันในชื่อ ปากคลองตลาด ตั้งอยู่ที่ถนนจักรเพชร เขตพระนคร ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยากับวังซางตาครูส เป็นตลาดค้าผลผลิตทางการเกษตรที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพมหานคร พ่อค้า - แม่ค้าจากทุกสารทิศจะขนผลผลิตทางการเกษตรของตนมาขายกันที่นี่ตลอดทั้งวัน และจะมีพ่อค้า - แม่ค้าจากที่อื่น รวมทั้งประชาชนทั่วไปมาเลือกซื้อสินค้าตลอดทั้งวันเช่นกัน
ป้อมวิไชยประสิทธิ์
ปากคลองบางกอกใหญ่ ภายในกองทัพเรือ ถนนวังเดิม เป็นป้อมที่สร้างขึ้นในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์ โดย เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (Constantine Phaulkon) จึงได้ชื่อว่า ป้อมวิไชยเยนทร์ สร้างขึ้นเพื่อป้องกันและต่อสู้กับเรือข้าศึกที่มาจากทางทะเล ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็น ป้อมวิชัยประสิทธิ์ อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ ถือเป็นป้อมปืนที่เก่าแก่ที่สุดป้อมหนึ่งของกรุงเทพมหานคร
พระราชวังเดิม
ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ อดีตเคยเป็นพระราชวังที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าตากสินในสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานี ภายในพระราชวังเดิมประกอบไปด้วยพระที่นั่ง พระตำหนัก ท้องพระโรง และเรือนต่างๆ หลายหลัง แต่มีสถาปัตยกรรมแบบเรียบง่ายตามพระราชจริยวัตรของสมเด็จพระเจ้าตากสิน และภาวะสงครามที่เกิดขึ้นตลอดรัชกาล ปัจจุบันกองทัพเรือได้รับพระบรมราชานุญาตให้ใช้สถานที่เป็นกองบัญชาการกองทัพเรือ
วัดอรุณราชวราราม หรือ วัดแจ้ง
ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ เป็นวัดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีได้เป็นวัดประจำพระนครเพราะตั้งอยู่ภายในเขตพระราชวัง มีพระปรางค์สูงใหญ่อยู่ริมน้ำ ความสูงถึง 67 เมตร ยิ่งใหญ่และงดงามมากจนนักท่องเที่ยวต่างชาติรู้จักกันเป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังมีจุดเด่นอีกอย่างคือ รูปปั้นยักษ์ 2 ตน คือ ยักษ์สหัสเดชะ และ ยักษ์ทศกัณฐ์ ตัวละครจากวรรณกรรมเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งปั้นด้วยปูนและประดับกระจกสี ยืนเป็นยามเฝ้าประตูทางเข้าพระอุโบสถ
พระบรมมหาราชวัง และ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือ วัดพระแก้ว
ถนนมหาราช เขตพระนคร เป็นพระราชวังและวัดประจำพระนครในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 เคยเป็นสถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์ในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐาน พระแก้วมรกต พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองไทย ปัจจุบันนับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังที่สุดของกรุงเทพมหานคร เพราะก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมไทยอันวิจิตรงดงามอย่างหาที่เปรียบมิได้ จนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยแทบทุกคนต้องมีรายชื่อพระบรมมหาราชวังและวัดพระแก้วอยู่ในรายการสถานที่ที่ต้องการจะไปเที่ยวชม ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่งของชาวไทยทุกคน
ท่าช้าง
ถนนมหาราช เขตพระนคร ในอดีตเคยเป็นท่าน้ำที่เอาไว้พาช้างลงอาบน้ำ จึงเรียกกันว่าท่าช้าง ต่อมาเป็นท่าที่อัญเชิญ พระศรีศากยมุนี ซึ่งล่องมาจากสุโขทัย มาขึ้นที่ท่าน้ำนี้ จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ท่าพระ ปัจจุบันท่าช้างกลายเป็นท่าเรือด่วนเจ้าพระยาและเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ที่หน้าท่าน้ำมีตลาดขายสินค้าทั้งอุปโภคและบริโภคจำนวนมาก
วัดระฆังโฆสิตาราม
ซอยวัดระฆัง ถนนอรุณอัมรินทร์ เดิมชื่อว่า วัดบางหว้าใหญ่ ต่อมามีผู้ขุดพบระฆังโบราณในบริเวณวัดนี้ รัชกาลที่ 1 จึงพระราชทานนามใหม่ว่าวัดระฆังโฆสิตาราม วัดแห่งนี้ สมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เคยเป็นเจ้าอาวาสอยู่เป็นเวลานาน และท่านได้สร้างสุดยอดพระเครื่องคือ พระสมเด็จวัดระฆัง ขึ้นที่วัดแห่งนี้ด้วย ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจคือ พระตำหนักแดง ซึ่งสันนิษฐานว่าเคยเป็นที่ประทับสำหรับทรงกรรมฐาน ปฏิบัติธรรม ของสมเด็จพระเจ้าตากสิน และ วิหารสมเด็จ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อของสมเด็จพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
ท่าพรานนก และ ท่าพระจันทร์
อยู่ตรงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยากัน ท่าพรานนกอยู่ฝั่งธนบุรี ท่าพระจันทร์อยู่ฝั่งพระนคร เป็นท่าเรือข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาและเรือด่วนเจ้าพระยาที่มีผู้คนมาใช้บริการพลุกพล่านมากตลอดทั้งวัน จึงเกิดตลาดใหญ่ขึ้นทั้งสองท่า ฝั่งท่าพรานนกเรียกว่า ตลาดวังหลัง ฝั่งท่าพระจันทร์เรียกว่า ตลาดท่าพระจันทร์ ทั้ง 2 ตลาดมีสินค้าหลากหลาย แต่ตลาดวังหลังมีอาหารขึ้นชื่อมากมาย ส่วนตลาดท่าพระจันทร์มีตลาดพระเครื่อง พระบูชา ที่มีชื่อเสียงเช่นกัน
ศิริราชพยาบาล
ตั้งอยู่บริเวณท่าพรานนก เป็นโรงพยาบาลของรัฐบาลที่คิดค่ารักษาไม่แพง และมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากมาย จึงเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดของผู้ป่วยซึ่งไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง สมดังพระราชประณิธานของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ผู้ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลแห่งนี้ขึ้นช่วยเหลือราษฎรผู้ยากจน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ตั้งอยู่ติดกับท่าพระจันทร์ ถนนพระจันทร์ เขตพระนคร เป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับ 2 ของไทย ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2477 โดย ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้ผลักดันให้ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นตลาดวิชาด้านกฎหมายและการเมืองสำหรับประชาชนทั่วไป ภายหลังได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นมหาวิทยาลัยปิดและเพิ่มสาขาการเรียนการสอนอีกมากมาย มหาวิทยาลัยแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ผูกพันกับประชาธิปไตยและการเมืองไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6 ตุลา 2519
พระราชวังบวรสถานมงคล หรือ วังหน้า
อยู่กับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตเคยเป็นพระราชวังที่ประทับของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระมหาอุปราชของไทย กรมพระราชวังบวรสถานทงคลพระองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์คือ สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) เป็นผู้ทรงสร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นมา แต่ตำแหน่งนี้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลนี้ถูกยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 5 พระราชวังบวรสถานมงคลจึงถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์อย่างอื่น ส่วนหนึ่งก็กลายมาเป็นพื้นที่สนามหลวง ส่วนหนึ่งกลายเป็นพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นโรงละครแห่งชาติ เป็นพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร และเป็นวิทยาลัยนาฏศิลป
สถานีรถไฟธนบุรี หรือ สถานีรถไฟบางกอกน้อย
ตั้งอยู่ปากคลองบางกอกน้อย สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สถานีรถไฟแห่งนี้ถูกทหารฝ่ายพันธมิตรทิ้งระเบิดถล่มจนเสียหายอย่างมาก แต่ภายหลังได้มีการสร้างอาคารขึ้นแทนของเดิม ปัจจุบันสถานีรถไฟธนบุรีเปิดให้บริการขบวนรถไฟที่เดินทางจากกรุงเทพมหานครมุ่งสู่ทิศตะวันตกไปยังสถานีจังหวัดสมุทรสาคร นครปฐม หัวหิน และกาญจนบุรี โดยเฉพาะขบวนพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปเที่ยวน้ำตกไทรโยค และสะพานข้ามแม่น้ำแคว
สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า
เชื่อมระหว่างบริเวณพระราชวังบวรสถานมงคลฝั่งพระนคร กับวัดดุสิดารามฝั่งธนบุรี สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2514 เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กอัดแรงแห่งแรกของประเทศไทย ได้รับพระราชทานนามว่าสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงเคยประทับอยู่ ณ พระราชวังบวรสถานมงคล อันเป็นจุดเริ่มต้นของสะพานในฝั่งพระนคร
ป้อมพระสุเมรุ
หัวถนนพระสุเมรุ เขตพระนคร เป็นป้อมปราการรอบพระนครหนึ่งในสามป้อมที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบัน สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 1 มีลักษณะเป็นป้อมอิฐ ทรง 8 เหลี่ยม มีฐาน 2 ชั้น ด้านข้างของป้อมเป็นสวนสาธารณะ ชื่อ สวนสันติชัยปราการ สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2542 อันเป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระชนมายุครบ 72 พรรษา ภายในสวนมีพระที่นั่งองค์หนึ่ง คือ พระที่นั่งสันติชัยปราการ และมีต้นลำพูใหญ่หนึ่งต้น ซึ่งอาจเป็นต้นลำพูเพียงต้นเดียวในย่านบางลำพูที่หลงเหลืออยู่มาจนถึงทุกวันนี้
สะพานพระราม 8
เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมระหว่างถนนอรุณอัมรินทร์ฝังธนบุรี กับถนนวิสุทธิษัตริย์ฝั่งพระนคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อบรรเทาการจราจรอันติดขัดของบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะการจราจรบนสะพานพระปิ่นเกล้า เปิดใช้สะพานอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2545 สะพานพระราม 8 มีความโดดเด่นเพราะเป็นสะพานขึงแบบอสมมาตรที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก มีเสาหลักอยู่ฝั่งธนบุรีและเสารับน้ำหนักอยู่ฝั่งพระนคร แล้วใช้สายเคเบิลเป็นตัวขึงยึดสะพานเอาไว้ โดยในช่วงข้ามผ่านแม่น้ำไม่มีเสาค้ำสะพานอยู่เลย นับเป็นความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมที่น่าชื่นชมมาก
สะพานกรุงธน หรือ สะพานซังฮี้
เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมระหว่างถนนราชวิถีฝั่งพระนคร กับถนนสิรินธรฝั่งธนบุรี เป็นสะพานโครงเหล็กคล้ายสะพานพุทธ เชิงสะพานทั้งสองฝั่งเป็นคอนกรีต มีทางเท้าทั้งสองข้าง เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2501 ชื่อของสะพานมาจากชื่อ ถนนซังฮี้ ที่เป็นภาษาจีนแปลว่า "ยินดีอย่างยิ่ง" ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็นถนนราชวิถี
ที่มา
https://www.myfirstbrain.com/AroundTheCity_View.aspx?Id=18629
บันทึกการเข้า
nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
กระทู้: 1,378
สมาชิกลำดับที่ 24
Re: แม่น้ำเจ้าพระยา
«
ตอบ #1 เมื่อ:
26 มกราคม 2553, 07:07:14 »
สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา
สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมยิ่งใหญ่งดงาม (ภาพจากหนังสือ “สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”)
เคยลองนึกกันเล่นๆ ดูไหมว่า ถ้ากรุงเทพฯ ยุคนี้ เมืองที่ครั้งหนึ่งเคยได้รับสมญานามว่า
“เวนิสตะวันออก”
เพราะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยคู คลอง และเรือมากมาย ถ้าปราศจากสะพานข้ามแม่น้ำลำคลองต่างๆ จะเกิดอะไรขึ้น คงเป็นเรื่องที่ทุลักทุเลไม่น้อย แล้วยิ่งเป็นยุคที่ยวดยานพาหนะหนาแน่นแบบนี้ ถ้าไม่มีสะพานข้ามแม่น้ำ เราคงต้องขนรถ ลงเรือ ขึ้นฝั่ง ลำบากและเสียเวลาไม่น้อยทีเดียว เผลอๆไม่ใครก็ใครล่ะ ที่ต้องพลาดตกน้ำตกท่ากัน
ดังนั้นฉันจึงคิดว่าสะพานทุกแห่งในกรุงเทพฯ ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างที่เชื่อมโยงความสะดวกสบายด้านการเดินทางเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งมีพระคุณต่อชีวิตของคนกรุงเทพฯ ในยุคเร่งรีบทีเดียว คนไทยเราเริ่มคุ้นเคยกับสะพานตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ที่เริ่มมีการสร้างสะพานไม้เพื่อย่นระยะทางและลดระยะเวลาในการสัญจรของผู้คน และการขนส่งสินค้าทางเรือ เพื่อให้มีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น
จนกระทั่งใน
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้มีการนำวิทยาการแบบอย่างที่ดีของชาติตะวันตกมาประยุกต์ให้กลมกลืนกับวิถีดั้งเดิม ในการปรับปรุงพระนครครั้งใหญ่ เพื่อต้องการให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ โดยมีการขุดคลอง สร้างสะพานและตัดถนนเพิ่มขึ้นหลายสาย ซึ่งสะพานก็เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวหลายแห่ง ซึ่งก็เป็นสะพานข้ามคลองที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก
สะพานพระรามเก้าสะพานขึงขนาดใหญ่แห่งแรกของไทย (ภาพจากหนังสือ “สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”)
ส่วนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มีแนวคิดจะเกิดขึ้นครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงโยธาธิการเป็นผู้วางแผนและออกแบบสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่ท่าพระจันทร์ เมื่อ ปี พ.ศ.2448 แต่ต้องระงับโครงการไป เพราะเป็นงบประมาณที่ใหญ่มากในสมัยนั้น ล่วงถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกจึงถือกำเนิดขึ้น คือ
สะพานพระราม 6
นับจากนั้นเป็นต้นมา ในกรุงเทพมหานคร จึงมีสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาหลายแห่งด้วยกัน ที่นอกจากจะเป็นตัวเชื่อมโยงเส้นทางและผืนดินที่ห่างไกลให้ย่นระยะเข้าหากันแล้ว ยังเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์และแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าของวิวัฒนาการความทันสมัยต่างๆ ของบ้านเราอีกด้วย จากสะพานเหล็กในยุคแรกเปลี่ยนมาเป็นสะพานคอนกรีตอัดแรงในยุคต่อมา และกลายเป็นสะพานขึงในปัจจุบัน
ดังนั้นฉันจึงขอทำหน้าที่เป็นไกด์อาสาพาทัวร์สะพานสำคัญในกรุงเทพฯ สะพานแห่งแรกที่ฉันอยากจะพาแวะไปทำความรู้จักคือ
“สะพานพระราม 6” สะพานโครงเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกของประเทศไทย สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมทางรถไฟฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำให้ต่อถึงกัน
สะพานแห่งนี้เป็นไปตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งชื่อสะพานก็เป็นชื่อที่ โปรดเกล้าฯ พระราชนามและทรงประกอบพิธีเปิดสะพาน ให้ขบวนรถไฟเดินผ่านข้ามเป็นปฐมฤกษ์ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ.2469 อันเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระองค์ท่านอีกด้วย
สะพานพระราม 6 สะพานโครงเหล็กข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกในประเทศไทย
สะพานแห่งนี้ประกอบด้วยสะพานเหล็ก 5 ช่วง มีความยาว 443.60 เมตร กว้าง10 เมตร บนสะพานด้านหนึ่งเป็นทางรถไฟ ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นถนนเพื่อรองรับรถยนต์ พร้อมทางเดินเท้าสองข้ามของสะพาน แต่ในทุกวันนี้สะพานพระราม 6 เปิดเดินเฉพาะรถไฟและปิดการจราจรส่วนที่เป็นถนนรถวิ่งลง เนื่องจากมีสะพานคู่ขนานอย่าง
สะพานพระราม 7
สร้างขึ้นมาแทนที่
จากสะพานแห่งแรกของไทย ตามมาดูอีกหนึ่งสะพานที่มีความเก่าแก่และโดดเด่นไม่แพ้กัน
“สะพานพระพุทธยอดฟ้า”
หรือสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในโอกาสฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ150 ปี ใน พ.ศ.2475 ด้วยทรงมีพระราชประสงค์ให้เป็นสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อขยายความเจริญจากฝั่งพระนครไปยังฝั่งธนบุรี
เป็นสะพานเหล็กเฉกเช่นเดียวกับสะพานพระราม 6 แต่มีความโดดเด่นที่แตกต่าง คือ ตอนกลางของสะพานสามารถยกเปิด - ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า เพื่อให้เรือใหญ่ผ่านได้สะดวก นับเป็นสะพานแห่งแรกในประเทศไทยที่มีรูปแบบเช่นนี้ ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เปิด - ปิดตอนกลางของสะพานแล้ว เนื่องจากเรือขนส่งไม่ได้มีจำนวนมากและขนาดใหญ่เหมือนแต่ก่อนจึงสามารถลอดผ่านใต้สะพานได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเปิด - ปิด กลางสะพาน
ทั้งนี้ยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์ปฐมบรมกษัตริย์ราชวงศ์จักรี ประดิษฐานไว้เป็นอนุสรณ์เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาคุณของกษัตริย์ผู้ทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ ณ เชิงสะพานฝั่งถนนตรีเพชร และพระราชทานนามสะพานแห่งนี้ว่า “พระพุทธยอดฟ้า”
สะพานพุทธสามารถยกเปิด-ปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
ฉันว่าคนยุคนั้นคงตื่นเต้นกันไม่น้อยทีเดียว ที่มีสะพานข้ามแม่น้ำใช้กันเพราะยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีความเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งคือ “สะพานกรุงธน” หรือสะพานซังฮี้ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณถนนราชวิถี เชื่อมระหว่างเขตดุสิตกับเขตบางพลัด
สะพานกรุงธนประกอบด้วยโครงสะพานเหล็กยาว 6 ช่วง เชิงสะพานทั้งสองฝั่งเป็นคอนกรีต มีทางเท้าทั้งขนาบสองข้าง ช่วงลอดกลางสะพานสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางประมาณ 7.50 เมตร เป็นสะพานที่เปิดไม่ได้ เป็นสะพานที่สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมแก่ประชาชนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และแบ่งเบาความคับคั่งของสะพานพระพุทธยอดฟ้า
สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียก
“สะพานซังฮี้”
ฉันพอจะรู้บ้างว่ามันมีที่มาจาก ชื่อของถนนราชวิถีที่เดิมชื่อถนนซังฮี้ ซึ่งชื่อซังฮี้เป็นหนึ่งในชื่อเครื่องกิมตึ้ง ชื่อเครื่องถ้วยชามของประเทศจีน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว นิยมสั่งถ้วยชามเหล่านี้มาจากประเทศจีนเพื่อใช้และสะสมเป็นของมีค่า
ว่ากันว่าเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังดุสิตขึ้น ได้พระราชทานนามตำหนัก ถนน สะพาน และคลองต่างๆ ภายในพระราชวังดุสิต เป็นชื่อเครื่องกิมตึ้งของประเทศจีนทั้งสิ้น หนึ่งในนั้น คือ ชื่อถนนด้านหลังพระราชวัง พระราชทานนามว่า ซังฮี้ อันเป็นคำมงคลของจีน มีความหมายว่า "ยินดีอย่างยิ่ง" ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อไปเป็น "ถนนราชวิถี" ขณะทำการสร้างสะพาน ประชาชนทั่วไปยังไม่ทราบชื่อสะพานอย่างเป็นทางการ จึงเรียกชื่อสะพานว่า สะพานซังฮี้ เพราะสะพานนี้เริ่มต้นปลายถนนซังฮี้ทางด้านฝั่งพระนคร และเรียกติดปากมาจนปัจจุบัน
สะพานพระราม 8 ก็มีทิวทัศน์และความงดงามไม่แพ้ใคร
อีกหนึ่งสะพานที่แสดงให้เห็นวิวัฒนาการของสะพานในไทยได้ดีที่สุด ที่ฉันจะไม่กล่าวถึงไม่ได้คือ
“สะพานพระราม 9”
เป็นต้นแบบแห่งนวัตกรรมอันทันสมัย โดยเป็นสะพานขึงขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทยและ (เคย) มีช่วงกลางสะพานยาวที่สุดในโลกในปี พ.ศ.2530 คือยาว 450 เมตร
เป็นสะพานขึงชนิดระนาดเดี่ยวแบบสมมาตร โครงสร้างของสะพานพระราม 9 พื้นสะพานเป็นเหล็กมีเคเบิลซึ่งโยงพื้นสะพานเข้ากับเสาสะพานขึง 2 ต้น ซึ่งแต่ละต้นสูง 87 เมตร ฐานรากของสะพานเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก สะพานแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของทางพิเศษเฉลิมมหานคร สาย ดาวคะนอง - ท่าเรือ
ซึ่งเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก ที่เชื่อมระหว่างฝั่งพระนครและฝั่งธนบุรี รวมทั้งบริเวณรอบนอกของกรุงเทพฯและช่วยให้การคมนาคมขนส่งสินค้าไปยังท่าเรือคอลงเตยได้รับความสะดวกรวดเร็ว เปิดดำเนินการเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2530 พร้อมได้รับพระราชทานนามว่า “พระราม9” ใครว่างๆ ก็ลองแวะไปดูได้
จากสะพานพระราม 9 ฉันขอต่อด้วย
“สะพานพระราม 8”
ที่สร้างขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชดำริให้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มอีก 1 แห่ง เพื่อเชื่อมต่อระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีและบรรเทาการจราจรบนสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า รวมถึงเป็นจุดเชื่อมต่อในโครงการพระราชดำริตามแนวจตุรทิศ
อีกหนึ่งสุนทรียภาพของสะพานวงแหวน (ภาพจากหนังสือ “สะพานวงแหวนอุตสาหกรรมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”)
สะพานพระราม 8 เริ่มเปิดให้ใช้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ.2545 เวลา 7:00 น. เป็นสะพานสะพานขึงแบบอสมมาตรติดอันดับ 5 ของโลก โดยได้ติดตั้งสายเคเบิลระนาบคู่ 28 คู่ขึงยึดพื้นช่วงข้ามแม่น้ำ และใช้สายเคเบิลระนาบเดี่ยว 28 เส้น ขึงยึดรั้งกับโครงสร้างยึดเสาสะพานบนฝั่งธนบุรี
สะพานพระราม 8 มีความยาวรวม 475 เมตร โดยมีเสาสะพานหลักเสาเดียวบนฝั่งธนบุรี และมีเสารับน้ำหนัก 1 ต้นบนฝั่งพระนคร ทั้งนี้เพื่อให้ไม่มีปัญหาต่อการสัญจรทางน้ำ รวมทั้งไม่กระทบต่อการจัดตั้งขบวนเรือพระราชพิธี นับเป็นอีกหนึ่งสะพานที่มีรูปแบบโดดเด่นสวยงาม จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวนิยมมาถ่ายรูปคู่กับสะพานพระราม 8 เป็นจำนวนมาก
สำหรับสะพานสุดท้ายที่ฉันเลือกหยิบยกมาให้ชมกัน คือ เพชรน้ำเอกอีกเม็ดหนึ่งที่กำลังเจิดจรัส
“สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม”
เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา สะพานแห่งนี้เกิดขึ้นจากสายพระเนตรอันยาวไกล และด้วยพระเมตตาต่อปวงประชาราษฎร์ให้คลายทุกข์อันเนื่องจากวิกฤติจราจร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานแนวพระราชดำริให้แก้ไขปัญหาติดขัดอันเนื่องมาจากรถบรรทุกใหญ่
โดยมีพระราชประสงค์ให้สร้างเป็นถนนวงแหวนอุตสาหกรรม สำหรับรองรับรถบรรทุกที่วิ่งผ่านอยู่ในเส้นทางเส้นทางที่เป็นวงแหวน เชื่อมระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดสมุทรปราการทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากับบริเวณท่าเรือคลองเตย เพื่อมิให้รถบรรทุกเหล่านี้วิ่งเข้าไปยังตัวเมืองหรือทิศทางอื่นๆทำให้ปัญหาการจราจรบรรเทาลงได้
พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชที่สะพานพุทธ
ซึ่งมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2549 ช่วงแรกของการปิดสะพานเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าเดินชมบนสะพานด้วย จุดเด่นของสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมคือ มีลักษณะเป็นสะพานขึงด้วยสายเคเบิ้ลสองระนาบแบบสมมาตร จำนวน 2 สะพานต่อเนื่องกัน ข้ามเจ้าพระยาด้านทิศเหนือบริเวณถนนพระราม 3 และด้านใต้บริเวณปลายถนนปู่เจ้าสมิงพราย
ตรงบริเวณกึ่งกลางระหว่างสองสะพาน มีทางแยกต่างระดับส่วนกลาง สูงจากพื้นดินประมาณ 45 เมตรเปรียบเสมือนวงแหวนที่เปล่งรัศมีพร่างพรายไปทุกทิศ และรูปแบบเสาสูงของสะพาน จึงออกแบบเป็นเหลี่ยมเพชร รูปสี่เหลี่ยมข้ามหลามตัด
โดยส่วนยอดของเสาแสดงถึงสัญลักษณ์ความเป็นไทย ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงของยอดเจดีย์หรือยอดชฎาแสดงความพิสุทธิ์สูงค่าเปรียบประดุจพระธำรงเพชรที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานด้วยพระเมตตาแด่ทวยราษฎร์ของพระองค์
นอกจากนี้บริเวณพื้นที่ใต้ทางแยกต่างระดับส่วนกลางในเขตบางกระเจ้า ยังได้พัฒนาเป็นพื้นที่สวนสาธารณะลานสันทนาการและอาคารพิพิธภัณฑ์อีกด้วย
ทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อมองจากสะพานพระราม 8
และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของสะพานเด่นๆ ในเมืองกรุง ซึ่งสำหรับฉันแล้ว สะพานหลายแห่งๆ ในกรุงเทพฯ ไม่เพียงเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อเชื่อม 2 ฝั่งลำน้ำเท่านั้น แต่สะพานยังเป็นดังตัวเชื่อมกาลเวลาให้ผู้คนได้เห็นถึงความเป็นไปในอดีตและปัจจุบัน อีกทั้งสะพานยังเป็นหนึ่งในสิ่งบอกเล่าประวัติศาสตร์
สะพานจึงเป็นดังสิ่งเชื่อมโยงวิถีชีวิตผู้คนและจิตวิญญาณ ที่หากใครผ่านมาผ่านไปหากมีเวลาลองแวะดูสะพานเหล่านั้น บางทีอาจจะพบว่าสะพานหลายๆ แห่งที่เราใช้ข้ามแม่น้ำอยู่เป็นประจำนั้น หากมองให้ลึกลงไปมันมีสิ่งดีๆ ที่น่าสนใจแอบแฝงซ่อนอยู่ไม่น้อยเลย
ที่มา
https://www.myfirstbrain.com
บันทึกการเข้า
หน้า: [
1
]
พิมพ์
Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภาคใต้
>
เรื่องทั่วๆไปที่คนไทยควรรู้
>
ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย วัฒนธรรม ประเพณี
>
กรุงเทพมหานครและภาคกลาง
> หัวข้อ:
แม่น้ำเจ้าพระยา
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
วิธีการใช้งานเวบบอร์ด
-----------------------------
=> วิธีใช้งานต่างๆในบอร์ด
-----------------------------
เรื่องทั่วๆไปที่คนไทยควรรู้
-----------------------------
=> ในหลวงและพระบรมวงศานุวงศ์ และราชวงศ์จักรี
=> ประวัติศาสตร์ของชนชาติไทย วัฒนธรรม ประเพณี
===> ภาคเหนือ
===> ภาคตะวันออก
===> ภาคอีสาน
===> กรุงเทพมหานครและภาคกลาง
=> ศิลปวัฒนธรรม ภาคใต้
===> สุราษฎร์ธานี
=> บุคคลในประวัติศาสตร์และบุคคลที่น่าสนใจ
=> ห้องสมุด
===> ภาษาไทยและวรรณกรรมไทย
===> นิทานเด็ก นิทานสอนใจ
===> สามก๊กในความทรงจำ
===> แนะนำห้องสมุด
-----------------------------
ธรรมมะ และข้อคิดต่างๆในการใช้ชีวิตของพุทธศาสนา
-----------------------------
=> พระไตรปิฏก
===> ทศชาติชาดก
===> พุทธวจนะในธรรมบท (เสฐียรพงษ์ วรรณปก)
===> พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์
===> พุทธประวัติ
=> " ธรรมะที่ถูกต้องตามหลักพระไตรปิฏก"
=> คำสอนและบทความทั่วไปเกี่ยวกับพุทธศาสนา
===> ธรรมะใต้ต้นโพธิ์
===> ข้อมูลด้านวิชาการเกี่ยวกับพุทธศาสนา
===> ตำนานพระปริตร
===> บันทึกของว.วชิรเมธี (W.Vajiramedhi)
=> ธรรมะจากสวนโมกข์
=> ประวัติเกจิอาจารย์และเรื่องราวต่างๆของเกจิอาจารย์
===> หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
=> ข่าวสารเกี่ยวกับพุทธศาสนา
===> เสียงธรรม และไฟล์ Download
===> เวบไซท์ ของวัดต่างๆ
=> เรื่องแปลก และเรื่องราวลึกลับ
===> พระเครื่อง วัตถุมงคล สายเขาอ้อและจตุคาม รามเทพ
=> ประชาสัมพันธ์..สายธารน้ำใจและกิจกรรมทำดี
===> รวมลิงค์โฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้า
-----------------------------
ทั่วฟ้าเมืองไทย
-----------------------------
=> ข่าวสารประจำวัน
===> ข่าวสาร เรื่องราวทัวไป พูดคุยทักทายเกี่ยวกับมุสลิม
===> กรุงเทพมหานคร..และภาคกลาง
===> อีสานม่วนซื่น
===> หมู่เฮาชาวเหนือ
===> ข่าวสารประชาสัมพันธ์ภาคตะวันออก
===> ปักษ์ใต้บ้านเรา(รูเมาะกิตอร์)
-----------------------------
บทความสาระความรู้
-----------------------------
=> ข่าวสารวงการสื่อสารโทรคมนาคม เทคโนโลยี มือถือ
===> โปรแกรม และเทคนิคเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์
=> Internet Web Site
=> บทความสาระความรู้และเรื่องราวทั่วๆไป สัพเพเหระ
===> คำสอนทั่วไปของศาสนาอิสลาม
===> ขำขัน
===> โหราพยากรณ์และฮวงจุ้ย
=> เรื่องราวดีๆ สร้างเสริมกำลังใจ ต่างๆ
===> บทความ เรื่องสั้น ที่เกี่ยวกับความรัก
-----------------------------
อนุรักษ์พลังงาน สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ
-----------------------------
=> อนุรักษ์สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
=> รวมพลังลดโลกร้อนรักษาสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์พลังงาน
=> ไม้ดอก ไม้ประดับ ปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง
=> การเกษตร,การประมง,เศรษฐกิจพอเพียง
-----------------------------
สุขภาพและอาหารการกิน
-----------------------------
=> สุขภาพ
=> รักสวยรักงาม
=> สมุนไพรไทย
=> อาหารการกินและร้านอาหาร
=> วิธีการทำอาหาร
-----------------------------
ดนตรีและเสียงเพลง
-----------------------------
=> ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเครื่องดนตรีสากลและดนตรีไทย
===> รวมมิวสิควีดีโอ
===> เพลงไทยเก่าๆ
===> ข่าวสารวงการเพลงสากล
===> ข่าวสารทั่วไปในวงการเพลงสตริงเพลงร็อค ขวัญใจวัยโจ๋
=> ข่าวสารวงการลูกทุ่ง
===> ตำนานลูกทุ่งไทย
===> บ่นๆเรื่องคนลูกทุ่ง
=> เฮฮาประสาเพื่อชีวิต
=> ข่าวคลุกวงในโดย เอ พีราวุธ สว่างวิทย์
-----------------------------
กีฬา บันเทิง และความสุขยามว่าง
-----------------------------
=> ข่าวกีฬาทั่วโลก
===> ศึกฟุตบอลโลก 2010
===> พรีเมียร์ลีกอังกฤษ
=> เกมส์ การ์ตูน ของเล่น ของสะสม และความทรงจำวัยเด็ก
===> เรารักรถไฟ
===> มอเตอร์สปอร์ต
=> วิจารณ์ภาพยนตร์และข่าวสารวงการบันเทิง
-----------------------------
เดินทาง ท่องเที่ยว
-----------------------------
=> ท่องเที่ยวเมืองนอก
===> ข่าวต่างประเทศ สาระจากต่างแดน
=> บันทึกการเดินทางของเพื่อนสมาชิก
===> ภูกระดึง..มุมมองของใครของมันจ้า
=> รวมภาพประทับใจ
=> บทความ ข่าวสาร การท่องเที่ยว
===> ภาคเหนือ
===> ภาคอีสาน
===> กรุงเทพมหานครและภาคกลาง
===> ภาคตะวันออก
===> ภาคใต้
-----------------------------
จากเพื่อนถึงเพื่อน (บางหัวข้อ ต้องเป็นสมาชิกก่อนถึงจะมองเห็น)
-----------------------------
=> หอกระจายข่าว
=> Siamsouth in English
=> ทำไป บ่นไป เรื่องราวผ่านชีวิต
===> ประวัติศาสตร์ในกะลาของผม
=> คุยกับคุณาพร
===> "เข็มทิศแห่งชีวิต"
=> แผนกอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี
=> สถิติของเวบ siamsouth.com และประวัติสมาชิก
www.Stats.in.th
กำลังโหลด...