Siamsouth.com ศิลปวัฒนธรรม ท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ ภาคใต้
เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชาชนไทย

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
31 กรกฎาคม 2553, 06:06:53

   


หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
ผู้เขียน หัวข้อ: "เพชรา" ในความทรงจำ ( เพชรา เชาวราษฎร์ )  (อ่าน 3674 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้


nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
*****


กระทู้: 1,378

สมาชิกลำดับที่ 24


« เมื่อ: 30 กันยายน 2552, 08:08:23 »



        "เพชรา" ในความทรงจำ (ตอนที่ 1)       

       

        "มิสทิน มาแล้วค่ะ"
        ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ภาพในอดีตของ "เพชรา เชาวราษฎร์" รวมถึงความเห็นของดาราดังในยุคปัจจุบัน เช่น อั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ, ชมพู่ - อารยา เอฮาร์เก็ต และเวียร์ - ศุกลวัฒน์ คณารศ ถูกนำมาปูพรมเพื่อนำไปสู่การเป็นพรีเซ็นเตอร์ของเพชรา เชาวราษฎร์ในวันที่ 30 กันยายน ที่จะถึงนี้
       
         ทุกคนต่างเฝ้ารอคอยว่า การกลับมาของเพชรา เชาวราษฎร์ เพชรเม็ดงามแห่งวงการภาพยนตร์ไทยในครั้งนี้ว่าจะเป็นอย่างไร จะสวย สมกับที่รอคอยหรือไม่!?
       
        หลายสิบปีมานี้ แฟนภาพยนตร์ไทย ได้ยินแต่เสียงของเธอ ... เนื่องจากเธอไม่ได้ปรากฏตัวทางสื่อมวลชนมานานกว่า 30 ปีเต็ม
       
        ปี 2552 เพชรา เชาวราษฎร์ให้สัมภาษณ์ครั้งแรกในรอบ 30 ปีในรายการ "วู้ดดี้เกิดมาคุย" โดยเข้าไปคุยในบ้านพักที่ซอยแพทย์ปัญญา รามคำแหง พร้อมพูดเปิดใจและบอกสาเหตุที่เก็บตัวเงียบ และไม่ยอมออกรายการโทรทัศน์ และไม่ยอมเปิดเผยหน้าตา
       
        ตุลาคม 2552 บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ "มิสทิน" จัดทำแคมเปญการตลาดและกิจกรรมเพื่อสังคมครั้งใหญ่ โดยนำเพชรา เชาวราษฎร์มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเครื่องสำอาง โดยเห็นชอบร่วมกันที่จะนำรายได้ให้กับมูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์
       
        โฆษณาชิ้นนี้จะปรากฏครั้งแรกแก่สาธารณชน ณ วันที่ 30 กันยายน ในรายการ "เรื่องเล่าเช้านี้" ทางช่อง 3 เป็นรายการแรก นอกจากนี้ เพชรา เชาวราฎร์ยังได้ถ่ายแฟชั่นที่ โรงแรมโอเรียนเต็ล เพื่อขึ้นปกนิตยสาร LIPS กับเครื่องเพชร 700 ล้านของแฟรงค์ จิวเวลรี พิเศษเล่มนี้มี 4 ปกในผู้อ่านได้เลือกซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึกวางแผงในวันที่ 7 ตุลาคมนี้
        ...
       เพชรา ตำนาน "ราชินีจอเงิน"

        อี๊ด เพชรา ชื่อเดิมว่า เอก เชาวราษฎร์ ปัจจุบัน อายุ 67 ปี เป็นชาวระยอง เธอเรียกพ่อว่า "เตี่ย" เนื่องจากเป็นคนจีน ส่วนแม่เป็นคนไทย ปี 2504 เพชรา เชาวราษฎร์คว้าตำแหน่งชนะเลิศ "เทพธิดาเมษาฮาวาย" ซึ่งจัดโดยสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ณ เวทีลีลาศสวนลุมพินี ผู้ส่งเธอเข้าประกวดเป็น น้องสาวของพี่เขย และใช้ชื่อในการประกวดว่า "ปัทมา เชาวราษฎร์" จากนั้น ศิริ ศิริจินดาและดอกดิน กัญญามาลย์ทาบทามมาแสดงหนังเรื่องแรกคือ "บันทึกรักพิมพ์ฉวี" (พ.ศ. 2505) คู่กับมิตร ชัยบัญชา ขณะนั้น มิตรมีชื่อเสียงในวงการภาพยนตร์อยู่ก่อนแล้ว โดยดอกดินเป็นคนตั้งชื่อ "เพชรา" ให้กับเธอเพื่อใช้ในวงการภาพยนตร์
       
        ภาพยนตร์ของเพชราเริ่มต้น เมื่อ พ.ศ. 2505 – 2521

       ยุคทองของเธออยู่ระหว่าง พ.ศ. 2506 - 2513 (มิตร ชัยบัญชาเสียชีวิตเมื่อ 8 ตุลาคม 2513) หลังจากนั้นเพชราได้ร่วมแสดงกับพระเอกคนอื่นๆ อีกหลายคน เช่น สมบัติ เมทะนี, ไชยา สุริยัน, ลือชัย นฤนาท, นาท ภูวนัย, กรุง ศรีวิไล, ครรชิต ขวัญประชา, ยอดชาย เมฆสุวรรณ เป็นต้น จนเมื่อปี 2521 ภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย เธอรับบทเป็นแม่ของสรพงศ์ ชาตรีในภาพยนตร์เรื่อง "ไอ้ขุนทอง" และเมื่อใดที่เรากล่าวถึงอมตะหนังไทยและดาราคู่ขวัญ มิตร – เพชรา คือ พระ – นางคู่แรกที่ฉายชัดขึ้นมาทันที
       
        นิตยสาร "ภาพยนตร์และโทรทัศน์" ฉบับแรก ขึ้นปก เพชรา เชาวราษฎร์เป็นคนแรก ถ่ายภาพ เพชรา ในบทของ "สาวปาดตาล" โดย ไพรัช กสิวัฒน์
       
        เพชรา เชาวราษฎร์มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513 ซึ่งเป็นช่วงปลายของการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "ไทยใหญ่" ปัญหาเรื่องสายตา เริ่มจากอาการแสบตา เนื่องจากเธอต้องอยู่กับไฟที่สว่างจ้าในโรงถ่าย การทำงานของเพชรา เชาวราษฎร์แทบไม่มีเวลาได้พักผ่อน และไม่ได้พบแพทย์เป็นประจำสม่ำเสมอ เนื่องจากงานถ่ายทำภาพยนตร์รัดตัวทั้งวัน ทั้งคืน
       
        เพชรา เชาวราษฏร์ เป็นเจ้าของผลงานแสดงภาพยนตร์ราว 300 เรื่อง และครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้ เล่นคู่กับมิตร ชัยบัญชา
       
        ปี 2508 รางวัลพระสรัสวดี (ตุ๊กตาทอง) จากภาพยนตร์เรื่อง นกน้อย ปี พ.ศ. 2508
       
        ปี 2508 รางวัลคู่ขวัญดาราทองจากภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงิน
       
        ปี 2544 รางวัลสรรพศาสตร์ศุภกิจ
        ...
       จากทาสเทวี – หยาดเพชร
        ในโลกภาพยนตร์ เพชรา เชาวราษฎร์ กับมิตร ชัยบัญชา คือดาราคู่ขวัญ แต่ในชีวิตจริง ชรินทร์ นันทนาคร ยืนอยู่เคียงข้างกับเพชรา แม้ในวันที่โลกมืดถึงที่สุด
       
        "เปรียบเธอเพชรงามน้ำหนึ่ง
        หวานปานน้ำผึ้งเดือนห้า
        หยาดเพชรเกล็ดแก้วแววฟ้า
        ร่วงมาจากฟ้าหรือไร
        ฯลฯ
        เอื้อมมือคว้าหยาดเพชรแก้ว
        เผลอรักแล้วจึงฝันใฝ่
        หยาดเพชรหยาดละอองผ่องใส
        แม้อยู่ในความมืดมน
        (เพลง หยาดเพชร คำร้อง ชาลี อินทรวิจิตร ทำนอง สมาน กาญจนผลิน)
       
        ในหนังสือ "คอนเสิร์ตเชิดชูครูเพลง – ครั้งที่ 2 ชาลี อินทรวิจิตร" เล่าให้ฟังว่า...
        "ผมแต่งเพลงนี้ให้ชรินทร์ขับร้อง เพราะรู้ว่าตั้งแต่เขาเลิกกับภรรยาคนเก่ามา เขากำลังชอบเพชราอยู่ เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "เงิน เงิน เงิน" ผมบอกเขาว่าร้องให้ดีนะ ร้องแล้วคงรู้ว่าผมหมายถึงใคร เป็นเพลงเอกของภาพยนตร์ดังกล่าว ที่สุดชรินทร์ก็สมหวังในชีวิตรัก"
       
        ถ้าจะว่าไปแล้ว เพลงนี้ไม่ได้ไพเราะแค่คำและความหมายเท่านั้น หากแต่ยังเป็น "ชีวิต" จริงของเธอในวันนี้ ดังประโยคสุดท้าย – แม้อยู่ในความมืดมน...
       
        สมัยที่อี๊ด - เพชรา อายุเพียง 15 ปี เคยถูกทางบ้านจับหมั้นหมายกับชายคนหนึ่ง เธอตัดสินใจหนีก่อนวันวิวาห์เพียง 20 วันทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ฝ่ายเตรียมงานทุกอย่างไว้แล้ว เนื่องจากสัญญาหมั้นหมายในครั้งนั้นทำให้พ่อแม่ของเธอต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนมาก นี่เป็นเหตุการณ์ก่อนที่จะลงประกวดเทพธิดาเมษาฮาวาย
       
        ชรินทร์มาพบรักครั้งใหม่กับเพชรา เชาวราษฎร์เมื่อเลิกกับ สปัน เธียรประสิทธิ์แล้ว!!
       
        สปัน เธียรประสิทธิ์ ผู้นี้คือยายแท้ๆ ของแหวน - ปวริศา เพ็ญชาติ และ หวาย - ปัญญาริสา เธียรประสิทธิ์ นักร้องในสังกัดค่ายกามิกาเซ่ ทั้งนี้เพราะแม่ของแหวนและหวายคือพยานรักของชรินทร์ นันทนาครกับสปัน เธียรประสิทธิ์
       
        ฉึ่ง - ชรินทร์ มีนามเดิมว่า มัย วัฒนธานินทร์ เปลี่ยนชื่อ- นามสกุลเพื่อใช้ในวงการครั้งแรกว่า ชรินทร์ งามเมือง ต่อมาได้รับพระราชทานนามสกุลจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น "นันทนาคร" ในปี 2503
       
        เพลง "ทาสเทวี" ครูสง่า อารัมภีร์เขียนขึ้นจากตำนานรักของชรินทร์ นันทนาคร หรือ "ขุนแผน ลูกแม่ระมิงค์" (ฉายานี้ แปะ สุรชัย ดิลกวิลาศ เป็นคนตั้ง) กับ สปัน เธียรประสิทธิ์
       
        รักครั้งแรก เริ่มต้นเมื่อชรินทร์ งามเมือง ทำงานอยู่ในแผนกบัญชีของบริษัทกมลสุโกศล ก่อนที่จะย้ายไปเป็นหัวหน้าฝ่ายแผ่นเสียง วันหนึ่งสปัน เธียรประสิทธิ์เข้ามาเป็นลูกค้าใหม่ จากวันนั้นทั้งคู่ได้คบค้ากัน จนกระทั่ง...ทั้งคู่ตัดสินใจแหวกประเพณี "วิวาห์เหาะ" ไปด้วยกัน
       
        เมื่อบุพการีรื้อค้นห้องส่วนตัวของลูกสาว พบจดหมายรักของชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ ชรินทร์ งามเมืองที่สปัน เธียรประสิทธิ์ วางไว้อย่างพิเศษอยู่ในกล่องที่อบด้วยกลิ่นหอม ไม่เฉพาะแต่สปันเท่านั้นที่หายไปจากครอบครัว ชรินทร์ งามเมืองก็หายไปจากห้างกมลสุโกศลด้วย
       
        บิดาของสปัน เธียรประสิทธิ์ตั้งสินบนนำจับ 5 แสนบาท !!
       
        ตำรวจพบตัวทั้งคู่ที่โรงแรมเอเชีย พิษณุโลก ชรินทร์โดนตั้งข้อหาว่าลักพาตัวสาวและมีปืนเถื่อนไว้ในครอบครอง!? เครื่องประดับที่สปันนำติดตัวมามีมูลค่าถึงหนึ่งแสนห้าหมื่นบาทยังอยู่ครบ เหตุที่สปันและชรินทร์ต้องรีบตัดสินใจเพราะสปันกำลังจะถูกจับเข้าพิธีหมั้นกับสมพล ไกรฤกษ์ หนุ่มนักเรียนนอกที่คบหาดูใจกันตั้งแต่ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศอังกฤษ เธอให้การต่อตำรวจว่า ติดตามชรินทร์มาด้วยความสมัครใจ !! เพราะบรรลุนิติภาวะแล้ว
       
        ชรินทร์ และสปัน มีพยานรักด้วยกัน 2 คน และมิช้านาน สปัน เธียรประสิทธิ์ก็ขอเป็นฝ่ายเลิกกับชรินทร์ นันทนาคร โดยนำบุตรสาวไปเลี้ยงดูด้วยตนเอง
       
        ชรินทร์ นันทนาครร่วมงานครั้งแรกกับเพชราในภาพยนตร์เรื่อง "แพนน้อย" ทั้งคู่มีโอกาสพบกันที่บ้านดอกดิน กัญญามาลย์บ่อยครั้ง ต่อมาเมื่อพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการเริ่มสร้างภาพยนตร์เรื่อง เงิน เงิน เงิน (เข้าฉายในวันที่ 28 ธันวาคม 2508 ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2509 ) เพลงหยาดเพชรถูกหยอดจีบเข้ามาในหนังเรื่องนี้
       
        เพชรา เชาวราษฎร์เคยให้สัมภาษณ์ว่า...
       
        "ตอนที่เจอเขาครั้งแรก ดิฉันรู้สึกเห็นใจเขานะคะ เพราะตอนนั้นเขามีปัญหาชีวิต แต่เราไม่ได้เกี่ยวข้องกัน จนตอนหลังเขามาเป็นดารา เป็นผู้กำกับหนัง ดิฉันจึงได้มีโอกาสร่วมงานกับเขา ทุกวันนี้เรายังติดนิสัยที่ต้องรอคอยกันอยู่ เพราะสมัยรักชอบกันจะไปไหนด้วยกันแบบเปิดเผยไม่ได้ จนกระทั่งดิฉันได้แสดงหนังเรื่อง แผ่นดินแม่ ปี พ.ศ. 2518 จึงตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ เราสองคนต้องฝ่าฟันอุปสรรคมาไม่น้อย เพราะเราเป็นดาราที่อยู่ในสายตาประชาชนตลอด"
       
        ทั้งคู่แต่งงานกันเงียบๆ เลี้ยงเพื่อนร่วมวงการเพียงไม่กี่คน
       
        ชรินทร์ นันทนาครยังเป็นผู้สร้างหนังมาตั้งแต่ปี 2508 หนังเรื่องแรกคือ เทพบุตรนักเลง และชีวิตหลังแต่งงานก็ไม่เคยห่างหายจากวงการภาพยนตร์ จนถึงปี 2521 ภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เพชรา เชาวราษฎร์แสดงคือ ไอ้ขุนทอง เธอเป็นทั้งอำนวยการสร้างและแสดงเป็นแม่ของพระเอก รับบทโดยสรพงษ์ ชาตรี "นันทนาครภาพยนตร์" มีภาพยนตร์ทั้งสิ้น 19 เรื่อง เรื่องเด่นอื่นๆ เช่น ลมหนาว, แมวไทย, สวรรค์วันเพ็ญ, รักเธอเสมอ, น้ำผึ้งพระจันทร์, แผ่นดินแม่, ลูกเจ้าพระยา เป็นต้น
        ...

       "เต่า อรสา" กล่าวยกย่อง "เพชราคนดี กล้าหาญ"

        เพชรา เชาวราษฎร์สนิทสนมคุ้นเคยกับนักแสดงในรุ่นเดียวกันหลายคน เช่น อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา, เมตตา รุ่งรัตน์, บุศรา นฤมิตร, อุษา อัจฉรานิมิต, อภิญญา วีระขจร, โขมพัสตร์ อรรถยา, วาสนา ชลากร, มานี มณีวรรณ (เสียชีวิตแล้ว)
        คำต่อคำกับ อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตนักเรียนนาฏศิลป์จากญี่ปุ่น ฉายา "เต่าไทย" บุตรสาวของนักพากย์ชื่อดัง ม.ล.รุจิรา อิศรางกูร และ มารศรี อิศรางกูร ณ อยุธยา ศิลปินแห่งชาติ ซึ่งคร่ำหวอดในวงการภาพยนตร์และเพลงยาวนานกว่า 40 ปี เป็นหนึ่งในนักร้อง "คณะสามศักดิ์" ซึ่งประกอบไปด้วย สักกรินทร์ ปุญญฤทธิ์ มีศักดิ์ นาครัตน์ ทนงศักดิ์ ภักดีเทวา อรสาเคยมีผลงานพิธีกรทางโทรทัศน์ที่มีชื่อเสียงคือรายการ "รวมดาวสาวสยาม" ทางช่อง 5 อีกทั้งยังร้องเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เธอแสดงมากมายหลายอัลบั้ม ปัจจุบันยังทำงานอยู่ในแวดวงบันเทิง
       
        เต่า อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา เข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ โดยเล่นหนังของพ่อคือ ม.ล.รุจิรา จากวัยเด็ก เริ่มมารับบทนางเอกในวัย 16 ปี และมีโอกาสได้เล่นหนังเรื่องแรกที่เพชรานำแสดงคือ บันทึกรักของพิมพ์ฉวี (ศิริ ศิริจินดา กำกับการแสดง ฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2505 ที่ศาลาเฉลิมกรุง) เธอบอกว่า เมื่อมิตร – เพชรา เป็นพระเอกนางเอกคู่ขวัญ เธอกับดอกดินที่เธอเรียกติดปาก เหมือนคนอื่นๆว่า “น้าดิน” ก็พาเธอมาเล่นคู่กัน ดอกดิน ตัวดำๆ กับอรสา ตัวขาวๆ ...
       
        วันนี้เธอย้อนความทรงจำเกี่ยวกับเพื่อนรักร่วมวงการ เพชรา เชาวราษฎร์ให้ฟังว่า...
        "ตอนที่เล่นด้วยกันจะเป็นเพื่อนเป็นนักแสดงที่น่ารักมาก เขาเป็นคนดีทั้งคู่เลยนะ ( มิตร-เพชรา) เขาเป็นคนที่ใจบุญโอบอ้อมอารี ทำบุญกุศลมาตลอด ดีหมดทุกอย่าง น่าสงสารเขานะที่เขามาตาเสีย เล่นหนังเล่นอะไรมา ได้เงินบ้าง ไม่ได้เงินบ้าง เขาก็ไม่ว่าอะไร อี๊ดเขามีลูกน้องมีครอบครัวนี่เขาช่วยเหลือหมด เรื่องการเงินการทองขาดเหลืออะไรเขาช่วยเหลือหมด มิตร ชัยบัญชา ก็เหมือนกัน คู่นี้เขามีจิตใจช่วยเหลือคนตลอด"
       
        อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นคนหนึ่งที่เพชรา เชาวราษฎร์มักจะไถ่ถามถึงสารทุกข์สุขดิบอยู่เสมอ
        "สนิทมากเลยๆ ตอนที่ตาเขาไม่เห็นนะ เขายังมีกะจิตกะใจ ไอ้เรามัวแต่ไม่ค่อยมีเวลา ไม่ค่อยได้ไปหาเขา เขาก็อุตส่าห์โทร.มานะ โทร.มาหาว่า 'เฮ้ย เป็นไงสบายดีเหรอ' เราก็ว่า 'ใครวะ' 'อี๊ดไง อี๊ด-เพชรา' ก็คุยกันถามสารทุกข์สุกดิบกัน แทนที่เราจะเป็นฝ่ายถามเนอะ เออ เขายังบอกคนอื่นนะ 'ไอ้เต่ามันไม่มีเวลา เราว่างเราก็โทร.หามัน' "
       
        "สมัยโน้นมีดาราไม่มาก เดี๋ยวนี้ดารามันเยอะแยะไปหมดจนไม่รู้ใครเป็นใครเลย สมัยก่อนดาราเขาจะรักกันเหมือนพี่เหมือนน้องเลย เวลาเล่นหนังจะรักใคร่กันไม่มีอิจฉาริษยาไม่มีอะไรเลย อย่างเมื่อก่อนมีเมตตา, อรสา อะไรอย่างนี้ พอถึงเวลาตัวเราเล่นไม่ได้ติดเรื่องนี้ เราก็นี่เอ้าเรื่องนี้ให้เหน่ง (เมตตา) เล่นสิ เมื่อก่อนนี้ศิลปินทุกคนรักใคร่กันจริงๆ นะ เหมือนพี่น้องกันจริงๆ เลย"
       
        ด้วยหน้าที่การงานจึงทำให้มีโอกาสน้อยครั้งที่จะได้มาพบเจอกัน แต่ไม่ว่าอย่างไรสายสัมพันธ์ของเพื่อนก็ไม่เคยจางไป
       
        "ส่วนมากจะโทร.คุยกัน วันเกิดอี๊ดเขาวันที่ 19 มกราคม เราเกิดวันที่ 18 บางทีก็โทร.ไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์เขา เขาก็เบิร์ธเดย์เราอะไรอย่างนี้"
       
        "เวลาที่เขาคุยนะเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นี่นะวันนี้ข้าไปโน่นมา ไปสระผม ไปทำอะไรมา คือพูดเหมือนไม่เกิดอะไรเลย คือจิตใจเขาเยี่ยมมาก แล้วเขาทำเองหมดเลยนะ เสื้อผ้าอะไรเขาจัด ถ้าวันนั้นคุณชรินทร์จะออกไปข้างนอกพอดี เขาก็ถามว่า 'ไหนวันนี้คุณแต่งสีอะไร ใส่เนกไทสีอะไร'"
       
        "เขามีความจำดี เก่งด้วย พูดก็เก่ง ที่ให้สัมภาษณ์อะไร แล้วก็รู้หมดไม่ว่าจะข่าวหรืออะไรก็รู้หมด เขาฟังทีวีนี่เขารู้หมดเลยนะ เขาจะต้อง 'เออ วันนั้นเอ็งเล่นเรื่องนั้นงั้นงี้' เขาฟังเขาจำได้หมดเลย แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นวันเกิดเราไปหาเขา เพราะเราไม่ค่อยได้ไปเลยไง เราก็ไปกับเพื่อนก็ไปหาอี๊ดกันที่บ้าน ก็ทำเป็นเซอร์ไพรส์เขา เขามองไม่เห็นใช่มั้ย พวกนั้นก็บอก 'เฮ้ยๆ อี๊ดพาใครมาหาแน่ะ' เขาก็บอก 'ใครวะ' เราก็เดินไปหาเขา แต่ก่อนแม่นี่เต่าตัดผมสั้นทรงที่เล่นหนังตลอด พอถึงเขาก็จับๆ หน้าจับๆ ผม เขาว่า 'ไอ้เต่า' เรานี่น้ำตาเช็ดเลย"
       
        ย้อนหลังกลับไปก่อนเหตุการณ์นี้ เต่า - อรสา เคยไปเยี่ยมเพชราในคราวหนึ่ง สมัยที่เพชราตัวบวม นอนอยู่ที่บ้าน พอแม่เต่าเห็นเท่านั้นแหละถึงกับกอดเพชราร่ำไห้ ไม่คิดว่าเพื่อนรักจะมีชะตากรรมดังที่เห็นนี้
       
        วันนี้เมื่อได้ทราบข่าวว่าเพื่อนรักอย่างเพชราตกลงเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อการกุศล ก็ฟันธงได้ถึงเสียงตอบรับทันที
       
        "ตอบรับดีแน่นอน เพราะเขาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อการกุศลช่วยคนตาบอด ศิลปินรุ่นหลังๆ จะได้เห็นว่ารุ่นพี่เขาทำตัวยังไง ขนาดอายุขนาดนี้แล้วยังยอมสละ เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์เพื่อการกุศลไม่ได้เป็นเพื่อจะเอาเงิน นี่ยิ่งทำให้เขาน่าสรรเสริญมากเลย เขาเป็นหญิงที่ยอดเยี่ยมจริงๆ จิตใจเขาเยี่ยมจริงๆ เลย เป็นผู้หญิงที่น่าสรรเสริญ"
       
        "ธรรมดาเขาไม่ค่อยยอมเจอใครนะ เวลาไปไหนเขาจะใช้แต่เสียงเขาจะไม่ไปปรากฏตัวให้คนอื่นเห็น คือเขาก็ไม่รู้นะว่าทุกๆ อย่างเขาเหมือนเดิมหมด เพียงแต่ว่าตาเขาไม่เห็นเท่านั้นแหละ เขาบอกว่ามองแล้วมันเป็นขาวๆ เขาก็เลยไม่กล้าออกไป ทั้งที่เขาก็ยังสวยเหมือนเดิม เขาก็ยังปกติเหมือนเดิม เขากลัวว่าจะทำอะไรพลาดหลุดๆ แต่ว่าเขาไม่เลย แต่ก็อย่างว่าเขาก็ไม่อยากให้คนทั่วไปเห็นสภาพเขาอะไรอย่างนี้ ถ้าใครมาเห็นแล้วไม่รู้ว่าตาเขาไม่เห็นนะ ก็จะไม่รู้หรอก"
       
        สุดท้ายอรสาได้บรรยายความรู้สึกลึกๆ ที่อยู่ในใจในฐานะที่เป็นตัวแทนของกลุ่มเพื่อนรักของเพชราถึงสิ่งที่ผู้หญิงแกร่งนามว่า เพชรา เชาวราษฎร์ กระทำมาตลอดว่า...
       
        "พวกเราทุกคนปลาบปลื้มมาก เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับพวกเราเลย แล้วเราจะทำได้อย่างเขาไหมว่าอย่างนี้เถอะ ขนาดเขาไม่ยอมให้เห็นแต่เขายอมเป็น เพื่อการกุศลแท้ๆ เลย รุ่นๆ เรานี่ไม่มีใครเทียบเขาได้แล้วในความดีของเขา ความกล้าหาญ และอะไรทุกอย่างที่เขาทำมา เพื่อนรักชื่นชมมากๆ"

 


ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 กันยายน 2552 
บันทึกการเข้า




nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
*****


กระทู้: 1,378

สมาชิกลำดับที่ 24


« ตอบ #1 เมื่อ: 30 กันยายน 2552, 08:08:28 »


พินิจ - เพชรา (พิการ) ในความทรงจำ (ตอนที่ 2)



สกู๊ปชิ้นนี้ ตั้งใจที่จะทำความรู้จักกับเธอ เพชรา เชาวราษฎร์ นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง ผ่านบุคคลเหล่านี้ ทุกคนมีมุมที่รู้จักเธอแตกต่างกันไป หลายคนมีโอกาสพูดจารู้จักเธอ, บางคนกับบางเรื่องก็ยังไม่ได้เคลียร์กันจนถึงวันนี้ เรื่อยไปจนถึงบุคคลที่เกิดไม่ทันยุครุ่งโรจน์ของเธอ แต่ก็มีส่วนหนึ่งของชีวิตการทำงานที่ต้องเอาเรื่องราวของเธอเข้ามาเกี่ยวข้อง และนี่คือเรื่องราวของเขาเหล่านั้น
       
       พินิจ – เพชรา : เราต่าง "พิการ" ด้วยกันทั้งคู่

        คืนก่อนวันนัดหมาย ทั้ง เพชรา เชาวราษฎร์ อดีตนางเอกภาพยนตร์ไทยเจ้าของฉายา "นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง" กับเจ้าของบริษัท เบทเตอร์เวย์ (มิสทิน) คิดเรื่องเดียวกัน และในเวลาเดียวกัน
       
        "พี่อี๊ดเล่าให้ฟังว่า แว่น พี่นอนไม่หลับเลย ต้องลุกออกมาเดินตอน 2 ยามถึงตี 1 คิดว่าจะเริ่มต้นคุยกับเขาอย่างไรดี ประโยคแรกที่จะทักทายกันควรจะเป็นอย่างไร ในเวลาเดียวกันพี่ก็เพิ่งทราบจากวันที่ได้คุยกันว่า ทางเจ้าของมิสทินก็เป็นอย่างนี้ เขาคิดว่า เมื่อเจอกับเพชราจะเป็นอย่างไร รูปร่าง หน้าตา ตลอดจนถึงคำทักทาย จะเริ่มต้นอย่างไร เพชราถึงจะยอมฟังและร่วมงานในครั้งนี้ด้วย เจ้าของมิสทินพูดกับพี่อี๊ดว่า พ่อเคยพูดสั่งไว้ว่า ในชีวิตนี้ ยังไงก็ต้องเอาเพชรามาถ่ายมิสทินให้ได้" พินิจ หุตะจินดา ผู้ที่เพชรา เชาวราษฎร์เรียกติดปากว่า "แว่น" บอกเล่าด้วยน้ำเสียงอันแจ่มใสกับซูเปอร์บันเทิงออนไลน์
       
        "เราถามว่า ถ่ายอะไร พี่อี๊ดบอกว่า ถ่ายลิปสติก คงเพราะว่าปากฉันยังอิ่มเอิบอยู่เหมือนเดิม เราก็ยังถามว่า ทำไมไม่เป็นเครื่องสำอางอื่นๆ พี่อี๊ดก็บอกว่า หน้าฉันคงจะไม่อิ่มเอิบแล้วล่ะมั้ง พี่อี๊ดยอมรับว่า การทำงานหนนี้ เธอรู้สึกเครียดมาก กลัวจะออกมาไม่ดีอย่างที่ต้องการ เราบอกว่า พี่ทำได้ การแสดงมันเป็นสายเลือดของพี่อยู่แล้ว เธอก็ยังบอกว่า เรื่องแสดง ฉันเล่นดีอยู่แล้วไม่ต้องกลัว เพียงแต่ว่า ฉันไม่รู้ว่ากล้อง 1 กล้อง 2 มันอยู่ตรงไหนเท่านั้นเอง"
       
        โฆษณาชิ้นนี้ ผ่านเส้นทางดำเนินการมาร่วมหนึ่งปีเต็ม โดยเริ่มต้นที่ เอ ศุภชัย ศรีวิจิตร และ เฮเลน ปวรา ศิริสาล เป็นผู้ประสานงาน โดยก่อนหน้านี้ ทั้งคู่เคยนำดาราหลายคนของช่อง 7 สีไปกรุยทางถ่ายโฆษณาให้กับมิสทินมาแล้ว 1 ปีผ่านไป จนถึงวันหนึ่งในเดือนกันยายน เพชรากับเจ้าของมิสทินเพิ่งจะมีโอกาสได้เจอและคุยอย่างเป็นทางการ
       
        พินิจ หุตะจินดากับเพชรา เชาวราษฏร์ รู้จักและคุ้นเคยกับการสนทนากันมาร่วม 20 กว่าปี เขาย้อนความหลังให้ฟังว่า เมื่อครั้งที่เขาเริ่มเป็นนักข่าว เขามีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ เพชรา เชาวราษฎร์ ลงในนิตยสาร "บานไม่รู้โรย" (ปีที่ 2 ฉบับที่ 4 เดือนพฤษภาคม 2529 คอลัมน์ "นัดพบพูดคุย" หน้า 37 - 49) ในเครือมติชน ตอนนั้น สุชาติ สวัสดิ์ศรีเป็นบรรณาธิการบริหารอยู่ เหตุผลที่เขาสัมภาษณ์เพชรา เชาวราษฎร์ เพราะ หนึ่ง เป็นความตั้งใจและใฝ่ฝันที่อยากจะสัมภาษณ์คนที่มีชื่อเสียง และเพชราเป็นหนึ่งในนั้น
       
        สอง. เขาเคยดูดำรง พุฒตาล สัมภาษณ์เพชรา ออกรายการ "คู่สร้าง – คู่สม" บางคำตอบของเธอ เขารู้สึกว่าเป็นการตอบที่ไม่ชาญฉลาด และสาม. เขาอยากรู้ว่าทำไมปัญญาชนสมัยนั้น จึงดูถูกมิตร – เพชรา ตรงข้ามกับชาวบ้านที่มีแต่ความชื่นชมในระดับที่มากเป็นพิเศษ
       
        สมัยที่เขารู้จักกับเพชรา เชาวราษฎร์ เป็นครั้งแรก ยังเป็นช่วงที่อดีตนางเอกสาวนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งดวงตาเลือนรางมากแล้ว ภาพลักษณ์ของพินิจ หุตะจินดาที่เพชรา เชาวราษฎร์เห็นรางๆ ในคราวนั้น คือ ชายหนุ่มที่สวมแว่นสายตาอยู่เสมอ นี่แหละที่ทำให้เพชราเรียกเขาว่า "แว่น" มาตั้งแต่บัดนั้น
       
        การติดต่อขอสัมภาษณ์เพชรา เชาวราษฎร์ เป็นไปอย่างทุลักทุเล เนื่องจากสมัยนั้นที่บ้านย่านบางกระบือยังไม่ได้ติดตั้งโทรศัพท์ อาศัยโทรศัพท์แบบหยอดเหรียญโทร.ตื๊อทุกวัน โทร.กันเป็นเดือนจนเพชราใจอ่อนตกลงปลงใจให้สัมภาษณ์ ครั้นใจอ่อน เธอก็ยังเล่นแง่อีกว่า "อยากสัมภาษณ์ก็หาที่อยู่เอาเองซิ"!! จากนั้น เขาทำการเช็กที่อยู่จาก 13 จนรู้ที่ตั้งของตัวบ้าน แต่เมื่อไปถึงย่านรามคำแหง ก็ยังต้องมะงุมมะงาหรา ถามคนที่บริเวณปากซอยนายแพทย์ปรีชา(รามคำแหงซอย 4) กันยกใหญ่ กว่าจะถึงที่หมาย
       
        นี่คือความฝันของนักข่าวคนหนึ่งในสมัยนั้น
       
        การพูดคุยในคราวนั้น นัดหมายที่ 09.00 น. แต่เพลิดเพลินอยู่กับอีกหลายเรื่องราวจนถึงเวลา 21.00 น. เรียกว่าคุยกันทุกเรื่องจนเป็นที่สนิทสนม รักใคร่ ความคิดและอคติที่เคยมีกับเพชรา เชาวราษฎร์หมดสิ้น!! กลับรู้สึกตรงข้ามว่า เพชรา เชาวราษฎร์เป็นคนฉลาดมากอย่างที่คิดไม่ถึง เขาต้องนำงานชิ้นนั้นไปอ่านให้เพชราฟังก่อนที่จะตีพิมพ์ เมื่อนิตยสารบานไม่รู้โรยวางตลาด ยุทธนา มุกดาสนิทอ่านงานชิ้นนี้ แล้วติดต่อผ่านมาทางสุชาติ สวัสดิ์ศรีว่าอยากนำไปทำเป็นภาพยนตร์
       
        "เราบอกว่า เป็นไปไม่ได้ พี่อี๊ดไม่ให้หรอก หลายเรื่องที่คุยกันในวันนั้น เป็นออฟเรดคอร์ด เปิดเผยไม่ได้จนถึงทุกวันนี้"
       
        หลังจากบทสัมภาษณ์ชิ้นนั้น ยังมีงานอีก 1 ชิ้นเรื่อง "เพชราเอียงหูฟังทีวี" ให้กับธเรศวร์ สุศิวะในหนังสือพิมพ์อินไซด์ทีวี โดยให้เธอฟังเสียงของพระเอก – นางเอกดังๆ ในสมัยนั้น แล้วบอกถึงนิสัย ใจคอ ตลอดจนถึงตัวตนจริงของคนเหล่านี้
       
        พินิจ หุตะจินดา ยังเป็นคนกลางประสานให้เพชรา เชาวราษฎร์สัมภาษณ์ผ่านรายการวิทยุอีก 2 รายการคือ รายการเฟรซแอนด์ฟัน ดำเนินรายการโดย มาลี บุณยศรีสวัสดิ์ และรายการ สราญรมย์ ของประภัสสร เสวิกุล
       
        พินิจ หุตะจินดา กล่าวว่า เพชรา เชาวราษฎร์มีความหวังอยู่ตลอดเวลาว่า วันหนึ่งดวงตาเธอจะกลับมาเป็นปกติ มองทุกอย่างได้กระจ่างชัดดังเดิม ดังนั้น เพชราจึงไปทุกหนแห่งที่ซึ่งเป็นความหวัง ไม่ว่าจะเป็นหมอวิทยาศาสตร์ หมอไสยศาสตร์ ดังนั้น ... ช่วงที่ตามืดสนิทนั้น เธอจึงซัฟเฟอร์มาก
       
        "พี่อี๊ดไม่ยอมเจอใครเลยเป็นเวลานานมาก ราวๆ 10 ปี เพิ่งมาทำใจยอมรับความจริงเมื่อสัก 10 ปีให้หลังมานี้เอง เมื่อทำใจกับเรื่องเวรกรรมได้แล้วจึงประคับประคองชีวิตให้อยู่ให้ได้ ภายนอกภาพลักษณ์ของพี่อี๊ดดูบอบบาง อ่อนโยน แต่ลึกลงไป พี่อี๊ดเป็นคนที่เข้มแข็งมาก ใจแกร่ง เรียกว่าใจเพชร"
       
        "เขาบอกว่า ทุกคนเห็นเขา แต่เขาไม่เห็นใคร เขารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ สายตาที่คนอื่นมองเขาอย่างสมเพช เวทนา เป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้ อันนี้เราเข้าใจนะ ใครจะมาสมเพชเวทนาเรา เราก็ไม่ยอมนะ ไม่ว่ามนุษย์จะเป็นอะไรก็แล้วแต่ แต่คุณค่าของคนยังมีอยู่ มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน"
       
        สมัยหนึ่ง เพชรา เชาวราษฏร์เคยถูกแอบถ่ายรูปขณะตักบาตรอยู่ที่หน้าบ้านในเช้าวันหนึ่ง
       
        "พี่อี๊ดคิดว่า มันเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เหมือนแกมีสัมผัสพิเศษ แกเล่าว่า เหมือนมีแสงแวบเข้ามาที่นัยน์ตา ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าระยะห่างใกล้ไกลจากกล้องแค่ไหน แกรู้สึกตลอดเวลาว่า เหมือนมีใครยืนอยู่ตรงนั้น เพียงแต่แกไม่มั่นใจ จนกระทั่งแกถามปูเด็กที่อยู่ยืนอยู่ด้วยขณะตักบาตร ก็ยืนยันว่ามีคนยืนอยู่ตรงนั้นจริง ความมาชัดเจนเมื่อมีการตีพิมพ์ภาพนั้น เธอโกรธมาก และรู้สึกว่า ไม่เอาอีกแล้ว ไม่อยากให้ใครถ่ายรูปแล้วไปมองเค้าในทางที่ดีหรือไม่ดี"
       
        "บางวันเราโทร.ไปถามสารทุกข์สุขกัน เช่น พี่อี๊ดวันนี้ทำอะไรอยู่ พี่อี๊ดก็ตอบว่า วันนี้ทำความสะอาดบ้าน เราก็เป็นคนปากไวโดยพื้นฐาน ก็เลยพูดออกไปว่า ตาบอดแล้วยังทำความสะอาดบ้านอีก ไอ้มลที่เป็นแม่บ้านก็อยู่ ทำไมไม่ให้ไอ้มลทำ มลเป็นเหมือนกับมือขวาของพี่อี๊ด ช่วยงานทุกอย่าง เนื่องจากว่า คุณเพชราเป็นคนที่รักความสะอาดมาก ดังนั้นเธอจะเป็นคนที่ดูดฝุ่นเอง กฎข้อหนึ่งที่คุณชรินทร์สั่งไว้คือ เพชราจะเป็นคนทำความสะอาดห้องพระ, โต๊ะหมู่บูชาเพียงคนเดียวเท่านั้น การที่เราปากไว พูดว่า ตาบอดหรืออะไรเนี่ย ไม่ได้หมายความว่า เราแสดงความก้าวร้าวหรืออย่างไรนะ แต่มันเป็นเรื่องที่เราคุยกันอย่างสนุกสนานเหมือนพี่สาวกับน้องชาย เพราะเราต่างก็พิการด้วยกันทั้งคู่" พินิจ หุตะจินดากล่าว
       
        กล่าวคือ เพชรา เชาวราษฎร์ อยู่ในโลกมืด ส่วนพินิจ หุตะจินดา ต้องใช้ไม้รัดข้อแขนมือช่วยในเวลาเดินทางไปไหนมาไหน เนื่องจากขาพิการ แต่บ่อยครั้งที่คนคุ้นเคย มักจะเห็นเขาสะพายเป้ใบใหญ่ พกพาหนังสือมากมายหลายเล่ม โดยสารไปไหนมาไหนด้วยรถโดยสารปรับอากาศหรือรถตู้อยู่เป็นกิจวัตรประจำวัน
       
        พินิจ หุตะจินดายืนยันว่า เพชรา เชาวราษฎร์เดินภายในบริเวณบ้านได้อย่างแคล่วคล่อง โดยไม่ต้องมีไม้เท้า แม้ในบริเวณจัดงานเนื่องในวันคล้ายวันเกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม เธอถือก้านแก้วไวน์เดินตามโต๊ะได้อย่างคนสายตาปกติ เป็นที่มหัศจรรย์ใจแก่ผู้ที่เพิ่งพบเห็นเป็นอย่างยิ่ง แต่สำหรับคนรู้จักคุ้นเคยดี เห็นเป็นเรื่องปกติ ส่วนงานวันเกิดนี้ กฎข้อเดียวที่ผู้ร่วมงานส่วนใหญ่รับรู้และรับทราบคือ ห้ามถ่ายรูป!! ถือเป็นคืนวันสำคัญที่ไม่อาจจดจำด้วยภาพถ่าย ...
       
        กลุ่มคนในวงการบันเทิงที่สนิทสนม ไปมาหาสู่เป็นประจำ เช่น ดรุณี ชื่นสกุล, มานี มณีวรรณ, โขมพัสตร์ อรรถยา, วาสนา ชลากร , เอื้อมเดือน อัษฎา, บุศรา นฤมิตร, อรสา อิศรางกูร ณ อยุธยา, เยาวเรศ นิสากร, ดอกดิน กัญญามาลย์, ประจวบ ฤกษ์ยามดี, ลลิตตา ฉันทศาสตร์โกศล, โดม สุขวงศ์, วิทยา ศุภพรโอภาส เป็นต้น
       
        "พี่อี๊ดเป็นคนมีน้ำใจ ห่วงใยคน พูดค่อย เดินค่อย ใช้คำสวยอย่างกุลสตรีไทยสมัยเก่า เป็นคนดื้อตาใส หัวแข็งเหมือนกัน และเป็นคนที่เชื่อมั่นในตัวเองสูง อะไรที่เค้ายืนยันว่า ใช่ คือ ใช่ ไม่ก็คือไม่"
       
        นี่เป็นเพียงเสี้ยวส่วนหนึ่งจากความทรงจำของพินิจ หุตะจินดาที่มีต่อเพชรา เชาวราษฎร์ อดีตนางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง ผู้เป็น "เอก" ตลอดกาลของวงการภาพยนตร์ไทย
       
        ความข้างล่างต่อไปนี้ คัดลอกจาก หนังสือพิมพ์ อินไซด์ทีวี ประจำวันที่ 1- 7 สิงหาคม 2535 หน้า 3
       
        เพชราพูดถึงดารานักแสดงชาย – หญิงยอดนิยมของวงการโทรทัศน์ทุกวันนี้ จากการฟังเสียงและจินตภาพขึ้นในใจด้วยตนเอง ซึ่งค่อนข้างชัดเจนเหมือน "ตาเห็น" หรือคุณคิดอย่างไร
       
        ฉัตรชัย เปล่งพานิช – เราไม่เคยเจอตัวเขาหรอก แต่ฟังจากการแสดง เราคิดว่าเขาเป็นแมนดี และถ้าสังเกตนำเสียงนะ เป็นคนหนักแน่น ทำอะไรทำจริงๆ
       
        วรุต วรธรรม – เป็นหนุ่มทรงสเลนเดอร์ สมัยใหม่
       
        ยุรนันท์ ภมรมนตรี – เราว่าเขาเป็นคนน่ารัก รูปหล่อ คุยอะไรตรงไปตรงมา จริงใจ
       
        ลิขิต เอกมงคล – เป็นคนจริงจังกับชีวิตมากๆ เลย ไม่ค่อยชอบหวือหวาอะไร จริงจังซะมาก ไม่นึกว่าดารารุ่นนี้จะมีคนอย่างลิขิตอะไรแบบนั้น
       
        จอนนี่ แอนโฟเน่ – ได้ยินแต่เสียงเล่นละคร รู้สึกว่าเขาเป็นวัยรุ่น รุ่นใหม่ทั่วๆ ไป ก็แบบนี้แหละ
       
        สันติสุข พรหมศิริ – รู้สึกเป็นคนดีนะ ไม่ล่อกแล่กหลุกหลิก เป็นคนจริงจัง จริงใจ
       
        รอน บรรจงสร้าง – ตอนที่เล่นละครแรกๆ เขาบอกว่ารูปหล่อ เล่นละครไม่เก่ง มาตอนหลังนี้เขาบอกว่าเล่นเก่งมากแล้ว
       
        ศรัณยู วงศ์กระจ่าง – เขาก็เหมาะบางบทบาทนะ ไม่ทั่วๆ ไป
       
        จินตหรา สุขพัฒน์ – น่ารัก น้ำเสียงเขาเป็นคนจริงจัง ไม่หลุกหลิกล่อกแล่ก เป็นคนใจบุญด้วยนะ รับผิดชอบต่องานและตรงต่อเวลา ดาราต้องเป็นอย่างนี้ถึงจะอยู่ยงคงกระพัน
       
        สินจัย หงษ์ไทย – ดีนี่เท่าที่ฟังๆ ดู เพราะว่าผู้หญิงนี่นะ เข้ามาอยู่ในวงการตอนนั้นมันต้องหาสังกัดที่ตัวเองไว้วางใจ หาหลักที่พักพิงได้ เชื่อถือได้ใช่ไหม เขาก็เล่นดีนะ
       
        กมลชนก โกมลฐิติ – รู้สึกเขาก็ดีนี่ เขาก็เก่ง แต่ฟังน้ำเสียงเขาแล้วมันไม่ถึงบทบาทเท่าจินตหราน่ะ เพราะเราฟังเขาน้อยเกินไปรึไงไม่รู้ แต่คู่กรรมนี่ฟังเขา รู้สึกเขาเล่นได้ดีมากๆ เลย
       
        จริยา สรณคมน์ – ช่อง 3 ไม่ค่อยได้ดู เพราะฟังแค่ช่องหนึ่งเราก็พอแล้ว หลับๆ ตื่นๆ ก็ฟังตอนที่นกเขาจะบินนั่นแหละ เขาเปิดคอนเสิร์ตใหญ่โตมากไม่ใช่รึ
       
        มนฤดี ยมาภัย – ตอนที่เขาเล่นดาวพระศุกร์นะ อย่าบอกใครเลย หนังก็หนังเหอะ สวดผีก็ต้องเอาทีวีไปตั้งจริงๆ นะ ขนาดที่ศูนย์อิสลามมีงานใหญ่ใกล้ๆ บ้านนี่นะ มีหนังฟรีก็ยังดูดาวพระศุกร์ก่อนถึงจะมาดูหนังจอ ว่ากันจริงๆ เขาเล่นดีด้วยนะ
       
        ชไมพร จตุรภุช – คนนี้รู้สึกเขาเจ้าบทบาทดีนะ น้ำเสียงเขามีหวาน ทั้งเซ็กซี่ ทั้งเศร้า เขาพร้อมนะ
       
        ปัทมวรรณ เค้ามูลคดี – น้ำเสียงเขาฟีลลิ่งดีมากๆ
       
        มาช่า วัฒนพานิช – น้ำเสียงก็ดีนะ เขาว่าเล่นดีนี่
       
        หัทยา เกษสังข์ – เขาก็ดีนี่ ตอนหลังเขาเล่นคดีแดงเป็นประจำ เขาแคล่วคล่องว่องไวดี แต่ไม่ได้ฟังรายการวิทยุของเขา เป็นคนมั่นใจในตัวเอง ทุกสิ่งทุกอย่างที่แสดงออกที่ทำมีความเชื่อมั่นในตัวเองมากๆ จากการพูดการจา ปฏิภาณไหวพริบในการพูดการแสดง เขาทำได้ทุกอย่างที่เขาอยากทำ เขาคงสมาร์ทแหละ ไม่อ้วน ไม่ผอม ไม่สูงมาก อย่างดีก็ราวๆ 160 กว่าเซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 50 กิโลกรัมนิดหน่อย
        ...
       พลอย จำปานิล : ก็แกล้งๆ แต่งให้เหมือน
        ใครๆ เรียกเธอว่า "พลอย เพชรา" เพราะครั้งหนึ่งเธอถูกแต่งให้เหมือนในนิตยสาร "ลลนา" ยุคที่ แมว สมถวิล จรรยาวงษ์ เป็นบรรณาธิการบริหาร วันนี้เพื่อนฝูงหยอกล้อเธอว่า "เพชร" หายไปเหลือแต่คำว่า "ชรา" ที่ยังโดดเด่นอยู่ แหม... เรื่องนี้ มันผ่านวัน เวลามานานแล้ว
       
        หลังเรียนจบครุศาสตรบัณฑิต จากรั้วจามจุรี เมื่อปี 2528 เธอเริ่มต้นทำงานแห่งแรกด้วยการเป็นช่างแต่งหน้าอยู่ที่คัฟเวอร์มาร์ค ต่อมาเพื่อนๆ ชักชวนให้มาทำงานหนังสือ โดยสมัครเป็นฝ่ายขายโฆษณาให้แก่นิตยสาร FACE แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็ย้ายตัวเองมาทำข่าวสังคม
       
        "เมื่อเราได้ลองทำงานในฝ่ายขายโฆษณาได้ไม่นาน ทางผู้บริหารก็เห็นว่า เราน่าจะเหมาะกับงานอื่นๆมากกว่า ก็เลยลองให้แต่งตัวสวยๆ ออกงานสังคม เราก็แต่งตัวธรรมดาๆ นี่แหละ ไม่ได้แต่งย้อนยุคเป็นเพชรานะ สมัยก่อนมีหนังสือและผู้สื่อข่าวไม่เยอะอย่างสมัยนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะรู้จักกันหมด" พลอย จำปานิลกล่าวกับซูเปอร์บันเทิง ออนไลน์
       
        จนวันหนึ่ง โครงหน้าของเธอไปสะดุดสายตาเมกอัพอาร์ตติส "ต้อ" ชรภาส โอภาสพันธ์ จึงมีการทาบให้มาเป็น "แบบ" ให้กับคอลัมน์ "ก็แกล้งๆ แต่งให้เหมือน" ในนิตยสารลลนา การทำงานในครั้งนั้น ชรภาส โอภาสพันธ์ แต่งหน้า, โสภา กำพลวรรณ (เกศสยาม) ทำผม และถ่ายภาพโดย วชิรา วิชัยสุทธิกุล
       
        "ผมนี่ยุ่งยากที่สุด หน้าไม่เท่าไหร่ เนื่องจากพี่ต้อบอกว่าเรามีโครงที่ละม้ายเพชราอยู่แล้ว พี่โส เป็นอาจารย์สอนทำผมอยู่ที่เกศสยาม สมัยก่อนยังไม่มีผมย้อนยุคขายอย่างทุกวันนี้ ต้องใช้แฮร์พลีทมาเติมๆ เข้าไป แล้วมาประดิษฐ์เป็นช่อๆ โดยใช้รูปคุณเพชรา เชาวราษฎร์เป็นต้นแบบ ไม่ว่าจะเป็นมุม, กิริยา ตลอดจนแสงที่ใช้ในการถ่ายรูปก็พยายามที่จะทำให้ใกล้เคียงกับภาพต้นแบบมากที่สุด ใช้เวลาทำงานจนเสร็จสิ้น ประมาณ 3 ชั่วโมง"
       
        เมื่อภาพของเธอได้รับการตีพิมพ์ ทุกคนเรียกเธอว่า "พลอย เพชรา" แทนที่จะเรียก "พลอย จำปานิล" ขณะที่เธอยังทำงานให้กับนิตยสารเฟส ก็มีโอกาสอื่นๆ เข้ามาอีกหลายชิ้น เช่น งานโฆษณากาแฟโคฟี่ , งานโฆษณาหมู่บ้านจัดสรร และได้รับการทาบทามจาก "โหน่ง" – วิทยา สุภากิจ อดีตสไตลิสต์นิตยสาร "แก้ว" ให้มาถ่ายแบบแฟชั่นอย่างเป็นทางการ โดยครั้งนั้น "เล็ก" - วาสนา โอดิศัย ทำผม, "แมว" ทัศนพงษ์ สวัสดิพงษ์ แต่งหน้า
       ทุกชิ้น ลุคเดียวกันคือ เพชรา ตั้งแต่เสื้อผ้า หน้า ผม
       
        วันนี้ เธอสารภาพบาป!! ที่เคยเบี้ยวคิวละครเรื่องหนึ่ง
       
        "สมัยนั้น เราได้รับการทาบทามจากเจ้าของงานต่างๆ ให้เป็นเซเลบ แล้วก็มีคณะละครเจ้าหนึ่งติดต่อเข้ามา ตอนนั้น ใจจริงเราไม่อยากรับ เพราะรู้ว่าเป็นงานที่เราไม่ถนัด แต่ทนลูกตื๊อไม่ไหว เลยรับปากส่งๆ ไป แต่พอถึงวันถ่ายทำจริง เราก็เบี้ยว ไม่ไปกองละครซะอย่างนั้น นิสัยแบบนี้ อย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะคะ"
       
        วันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังเลือกดูหนังสือในชอปแห่งหนึ่ง ก็พบ "พลอย เพชรา" ในเวอร์ชัน "ลลนา" ถูกนำมาเป็นต้นแบบในการวาดภาพเหมือนเพื่อประกอบเป็นส่วนหนึ่งของปกนวนิยายเรื่อง "จ้าวแม่ทองคำ" สำนวนแปลโดย ประมูล อุณหธูป (ต้นฉบับ – เจอรัลด์ สแปร์โรว์) สำนักพิมพ์ บ้านหนังสือ เธอจึงซื้อเก็บไว้เป็นที่ระลึก
       
        นอกจาก FACE แล้ว ยังไปทำงานให้กับนิตยสาร "เปรียว" ซึ่งสมัยนั้นทั้ง 2 เล่มอยู่ในออฟฟิศของสยามกีฬา
       
        "สมัยอยู่ต่างจังหวัด ก็มีคนพูดเหมือนกันว่าหน้าเหมือนเพชรา แต่บางคนก็บอกว่า หน้าเหมือนวิภาวดี ตรียะกุล"
       
        ภาพลักษณ์ต่างกันมาก ทั้งนี้เพราะ เพชรา เชาวราษฎร์ คือ นางเอก แต่วิภาวดี ตรียะกุลคือ ดาวยั่ว!! ลึกลงไปในใจเธอ พลอย จำปานิลเป็นคนชอบผู้หญิงสวยคลาสสิก นักแสดงต่างประเทศคนหนึ่งที่เธอชอบคือ ออเดรย์ เฮปเบิร์น เธอว่า ลุคของเพชรามีบางอย่างที่ละม้ายกับออเดรย์
       
        "โครงหน้าตาเราก็ไม่ใช่คนสมัยใหม่ แต่เป็นคนที่มีโครงหน้าโบราณ"
       
        ต่อมา ...พลอย จำปานิล ได้เบอร์โทรของเพชรา เชาวราษฎร์จากกองบรรณาธิการนิตยสาร "ลลนา" หลังจากที่นิตยสารลลนาเล่มนั้นวางแผงแล้ว เธอมีโอกาสโทร.ไปคุยกับเพชรา เชาวราษฎร์
       
        "ตอนที่เราโทร.ไป เพชรารู้เรื่องที่ถ่ายลงนิตยสารลลนาแล้ว เนื่องจากมีคนบอกให้ฟัง เราโทร.ไปขออนุญาต เนื่องจากใช้ชื่อของเธอมาพ่วงชื่อของเรา เธอบอกว่า ไม่เป็นไรหรอก แต่อย่าทำให้เสียชื่อเสียงก็แล้วกัน นอกจากนี้ ยังได้คุยในเรื่องการทำงานสมัยก่อน ถึงรู้ว่า เพชราแต่งหน้าและดูแลเสื้อผ้าเอง กองถ่ายสมัยก่อนไม่มีช่างแต่งหน้า และฝ่ายคอสตูมอย่างทุกวันนี้ ครั้งที่สองเราโทร.ไปตอนที่เธอจัดรายการวิทยุ ถามเรื่องเกี่ยวกับการใช้เครื่องสำอาง เราอยากรู้เพื่อที่จะเอาไปปรับใช้กับงานของเรา"
       
        ปีนี้ 2552 ทิ้งช่วงห่างจากวันวันที่สำเร็จปริญญาตรีมา 24 ปี .. เธอกลับมาเรียนต่อปริญญาโทในภาควิชา ศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
       
        "เราเองรู้สึกละอายใจเหมือนกันว่า เราเรียนจบจากคณะนี้ไปนานมาก แต่ก็ยังไม่ได้ใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมเลย เมื่อเราอายุมากขึ้น ความคิดและทัศนคติก็เปลี่ยนไป ช่วงหนึ่งเราถามตัวเองบ่อยมากว่าชีวิตจะเหลืออยู่อีกกี่ปี ยังไม่ได้ทำงานให้แก่สังคมเป็นชิ้นเป็นอันเลย อีกประการหนึ่ง เรากำลังจะพาตัวเองออกจากวงการแล้ว ทุกวันนี้เรารับงานแต่งหน้าน้อยลง เพราะต้องเรียนปริญญาโทในภาคปกติ ทุกวันจันทร์ – พฤหัสบดี ตั้งแต่เช้าถึงบ่ายทุกวัน เราตัดสินใจแล้ว ที่จะเอาวิชาความรู้ตรงนี้กลับไปเปิดโรงเรียนสอนศิลปะให้แก่เด็กด้อยโอกาสในต่างจังหวัด"
       
        พลอย จำปานิล เป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกความทรงจำ ในลุคของเพชรา เชาวราษฎร์ ในอดีต
        ...



ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 29 กันยายน 2552

บันทึกการเข้า

vent
คนบ้านเดียวกัน
ผู้ช่วยผู้จัดการ
*****


กระทู้: 105

สมาชิกลำดับที่ 2864


« ตอบ #2 เมื่อ: 30 กันยายน 2552, 09:09:42 »

ผมเกิดไม่ทันได้ดูผลงานของคุณ เพชรา

แต่ตอนนี้กำลังรอดูผลงานโฆษณาอยู่

อยากดูมาก เพราะมีแต่คนพูดถึงกัน
บันทึกการเข้า

เก๋
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 2,432

สมาชิกลำดับที่ 9

“ฉันดีใจ ที่ฉันเป็นฉัน”


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 30 กันยายน 2552, 09:09:57 »

<a href="http://video.sanook.com/player/playerver1.swf?contentId=403418&amp;autoplay=false&amp;repeats" target="_blank">http://video.sanook.com/player/playerver1.swf?contentId=403418&amp;autoplay=false&amp;repeats</a>

http://video.sanook.com/โฆษณา_Mistine_เพชรา_เชาวราษฎร์-403418-player.html
บันทึกการเข้า

นภดล
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้บัญชาการสูงสุด
*****


เพศ: ชาย
กระทู้: 11,648

สมาชิกลำดับที่ 2

คนจนผู้ยิ่งใหญ่


เว็บไซต์
« ตอบ #4 เมื่อ: 30 กันยายน 2552, 09:09:31 »

คุณเพชรา เรียน ปวช ห้องเดียวกับ เก๋ ครับ เพื่อนรุ่นเดียวกันเลย... ไม่เชื่อดูหน้าสิครับ

คนวัยเดียวกันเลยยยยย
บันทึกการเข้า

คนจน ๆ แต่จริงใจมีให้เห็น  โอ้แม่เนื้อเย็น เจ้าจะได้เป็นเทพีบ้านไพร
เหนื่อยก็พักอยากก็ทำไม่ต้องแข่งใคร อยู่อย่างสบายใจ เจ้ากลับเมื่อไร จะไปขอแต่ง

กระต่าย
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 951

สมาชิกลำดับที่ 1178

แพ้...ชนะ....อยู่ที่ใจ...


« ตอบ #5 เมื่อ: 30 กันยายน 2552, 12:12:25 »

จริงเหรอพี่เก๋     
บันทึกการเข้า

...........................................................................

เก๋
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 2,432

สมาชิกลำดับที่ 9

“ฉันดีใจ ที่ฉันเป็นฉัน”


เว็บไซต์
« ตอบ #6 เมื่อ: 30 กันยายน 2552, 13:01:53 »

คุณเพชรา เรียน ปวช ห้องเดียวกับ เก๋ ครับ เพื่อนรุ่นเดียวกันเลย... ไม่เชื่อดูหน้าสิครับ

คนวัยเดียวกันเลยยยยย

อ๋อ..กำลังชมว่าคุณเพชรา ยังปิ๊งอยู่ เหมือนเราเลยใช่มั้ย 
บันทึกการเข้า

nOi
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,919

สมาชิกลำดับที่ 28

ไม่ยอมหมดหวัง


« ตอบ #7 เมื่อ: 30 กันยายน 2552, 13:01:13 »

 
คุณเพชรา เรียน ปวช ห้องเดียวกับ เก๋ ครับ เพื่อนรุ่นเดียวกันเลย... ไม่เชื่อดูหน้าสิครับ

คนวัยเดียวกันเลยยยยย

อ๋อ..กำลังชมว่าคุณเพชรา ยังปิ๊งอยู่ เหมือนเราเลยใช่มั้ย 



แก่แต่สวย ว่างั้นเหอะเก๋ 
บันทึกการเข้า

สิ่งที่สวยงามที่สุดมิอาจสัมผัสได้โดยสัมผัสทางกาย ทว่าต้องรับรู้ผ่านหัวใจ

jeab
คนบ้านเดียวกันฺ
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
*****


เพศ: หญิง
กระทู้: 1,476

สมาชิกลำดับที่ 23

การเดินทางคือชีวิต


« ตอบ #8 เมื่อ: 01 ตุลาคม 2552, 04:04:57 »

การปรากฏตัวของ'เพชรา'บทพิสูจน์ค่าของ'เพชร'


             และแล้วก็ถึงวันที่หลายคนรอคอย กับการปรากฏตัวของนางเอกตลอดกาล เพชรา เชาวราษฎร์ เจ้าของฉายา นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง


 ที่ภายหลังจากที่เธอมีปัญหาทางสายตา เนื่องจากใช้สายตาอย่างหนัก กับการร้องไห้เข้าฉากหนัง-ละคร รวมถึงต้องเจอกับแสงไฟ-แสงแฟลชที่สว่างจ้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ชีวิตของเพชราต้องตกอยู่ในโลกมืด ก็ทำให้เธอทำใจไม่ได้ เก็บเนื้อเก็บตัวหันหลังให้แก่วงการบันเทิงไปนานนับ 30 ปี ภายหลังจากนั้น แฟนๆ ของเพชรา ก็ทำได้แค่เพียงได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของเธอ ผ่านทางรายการวิทยุลูกทุ่งเอฟเอ็มเท่านั้น ตั้งแต่ปี 2545

 แต่วันนี้เองที่ เพชรา จะปรากฏโฉมคืนจอให้ทุกคนได้เห็นเธอเป็นครั้งแรก กับการเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้แก่เครื่องสำอางมิสทิน โดยสาเหตุที่เธอตัดสินใจยอมรับงานในครั้งนี้ เป็นเพราะทางมิสทินจะนำรายได้ไปมอบให้แก่มูลนิธิคนตาบอด

นอกจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์แล้ว เพชรา ยังพร้อมกับการให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์เป็นครั้งแรก กับรายการ วู้ดดี้เกิดมาคุย โดยมี "วู้ดดี้" วุฒิธร มิลินทจินดา เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมยอมรับ ว่าทำใจลำบากเมื่อต้องได้ยินคำว่า "เพชราตาบอด"

 "ปัจจุบันดิฉันปิดบ้าน ไม่ออกไปไหน ไม่ให้ใครเห็น เพราะดิฉันทำใจไม่ได้ ยอมรับตัวเองไม่ได้ พอนึกถึงคำว่า "เพชราตาบอด" ขึ้นมาครั้งใด น้ำตาจะไหลพรากทุกครั้ง ใช้เวลาทำใจอยู่หลายปี แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังอยากกลับมามองเห็นเหมือนเดิม อยากดูเบอร์โทรศัพท์เอง อยากเห็นสีสัน อยากขับรถเอง อยากตัดสินใจอะไรด้วยตัวเอง"

 จากความรู้สึกแบบนี้เอง ทำให้เพชรารู้สึกว่าอยากจะทำตัวเองให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะกับคนที่ต้องประสบปัญหาเดียวกันกับเธอ เพราะรู้ซึ้งดีว่า หัวอกคนที่ต้องอยู่ในโลกมืดนั้นเป็นอย่างไร

 "เราคิดหวังว่าวันหนึ่งถ้าตามองเห็น จะออกมาสู่วงการสู่โลกภายนอกอีก แต่พอมองไม่เห็น อยู่เฉยๆ วันหนึ่งๆ ก็แค่นั้น เมื่อเรามองไม่เห็นก็อยากทำมูลนิธิดวงตา เพชรา ขึ้นมา มาศึกษากฎระเบียบตัวเอง ก็มองไม่เห็น คุณชรินทร์ นันทนาคร (สามี) ก็คนเดียว ลูกเราก็ไม่มี เลยค้างคาใจมา พอมิสทินเขามีข้อเสนอ จะนำเงินส่วนหนึ่งจากค่าตัว เข้ามูลนิธิช่วยคนตาบอดแห่งประเทศไทยฯ เราอยู่เฉยๆ ไม่รู้จะตายวันไหน ถ้ามีโอกาสได้ทำอะไรก็เอาดีกว่า"

 ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า การปรากฏตัวครั้งนี้ของเธอ สร้างปรากฏการณ์ฮือฮามากมาย มีหลายรายการ หลายสื่อต้องการอยากจะสัมภาษณ์ถึงช่วงเวลาที่หายไปของเธอ หลายคนใจจดใจจ่อ ว่านางเอกอมตะนิรันดร์กาลในดวงใจของพวกเขา จะมีรูปร่างหน้าตาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรหรือไม่ กาลเวลาจะพรากความสวยของเพชราไปขนาดไหน

"จริงๆ แล้วเป็นความทุกข์มาก ทำใจอยู่นาน รู้สึกว่าตัวเองไม่พร้อม เพราะมองไม่เห็นตัวเอง สมัยก่อนรับหนัง หรือทำอะไร จะเป็นคนมั่นใจในตัวเอง ต้องดูด้วยตาเอง เพราะดีของเรากับดีของคนอื่น จะไม่เหมือนกัน เขาก็ถามว่าพร้อมหรือยัง เราก็ตอบไปว่ายังไม่พร้อมตลอด จนคุณชรินทร์บอกว่าฉันไม่เห็นคุณจะมีอะไร"

คำตอบของเพชรา ทำให้เรารู้ว่า เธอเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน กับการจะได้ปรากฏกายต่อหน้าสาธารณชนอีกครั้ง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปในทิศทางใด และคนจะยังให้การต้อนรับดีอยู่หรือไม่ หรือเธอควรจะให้ทุกคนเก็บเธอไว้ในความทรงจำต่อไปดี
วินาทีอันน่าระทึกใจมาถึง เมื่อเพชราปรากฏตัว 5...4...3...2...1 ถึงเวลาที่เพชราได้ปรากฏกายมาให้ทุกคนได้ยลโฉมของเธอกันอีกครั้ง ต้องบอกว่าสิ่งที่หลายคนตั้งความหวัง เพชราก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะแม้ว่าวันนี้เธออาจจะไม่ใช่เด็กสาว แต่เป็นสาวใหญ่วัย 66 ปี แต่ความสวยของนางเอกคนนี้ ก็ยังคงสวยหวานสมวัย และที่น่าประทับใจไปกว่านั้น คือแม้ว่าเพชราจะตาบอด แต่แทบจะดูไม่ออกเลยว่าเป็นอย่างนั้น เพราะนัยน์ตาของเธอก็ยังคงหวานปานหยาดน้ำผึ้งเหมือนก่อนเคยเป็นมา

 คนจะงาม งามที่ใจใช่ใบหน้า วันนี้เพชราได้พิสูจน์แล้ว ว่านอกจากเธอจะยังคงสวยสง่า จิตใจของเธอกลับงามยิ่งกว่า ยอมทิ้งความหวาดหวั่นที่เก็บไว้ในใจนานนับ 30 ปี ทำวันนี้เพื่อนำรายได้ช่วยเพื่อนหัวอกเดียวกัน สมราคา นางเอกอมตะนิรันดร์กาล จริงๆ
บันทึกการเข้า

ทุกชีวิตดิ้นรน ค้นหาแต่จุดหมาย
ใจในร่างกายกลับไม่เจอ
ทุกข์ที่เกิดซ้ำ เพราะใจนั้นพร่ำเพ้อ
หาหัวใจให้เจอก็เป็นสุข.


nasan
ผู้ดูแลบ้าน
ผู้ทรงคุณวุฒิชั้นโท
*****


กระทู้: 1,378

สมาชิกลำดับที่ 24


« ตอบ #9 เมื่อ: 01 ตุลาคม 2552, 08:08:53 »


แอบถ่าย “เพชรา” ในความทรงจำ (ตอนที่ 3)
 
 



เพชรา เชาวราษฎร์ น่าจะเป็นนางเอกคนแรกของวงการภาพยนตร์ไทยที่โดนแอบถ่าย กรณีนี้เกิดขึ้นที่หน้าบ้านเธอในเช้าวันหนึ่ง เหตุการณ์นั้นสร้างความสะเทือนใจให้กับเธอเป็นอย่างมากจนแทบอยากจะปิดความสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกไปตลอดกาล
       
        วันนี้ สันติ เศวตวิมล เปิดใจ "คำต่อคำ" กับซูเปอร์บันเทิงออนไลน์ถึงกรณีแอบถ่าย "เพชรา" ในปีนั้น เขาเป็นบรรณาธิการนิตยสาร "ชีวิตต้องสู้"
        ...

       "ปาปารัสซี" รุ่นแรก
 
        นิตยสาร "ชีวิตต้องสู้" (รายสัปดาห์) ที่เปิดตัวเล่มแรกเมื่อ 26 พย. – 2 ธค. 2535 น่าจะถือได้ว่า เป็น "ปาปารัสซี" รุ่นแรกของเมืองไทย เนื่องจากปีที่ 1 ฉบับที่ 50 ประจำวันที่ 6 - 12 พย. 2536 ทางกองบรรณาธิการซึ่งนำทีมโดย สันติ เศวตวิมล ได้สัมภาษณ์เพชรา เชาวราษฎร์ และมีรูปแอบถ่ายขณะที่เธอกำลังใส่บาตรอยู่ที่หน้าบ้านพักในซอยแพทย์ปัญญา รามคำแหง จนถึงวันนี้ ...สันติ เศวตวิมล กล่าวกับซูเปอร์บันเทิงออนไลน์ว่า "ยังโกรธผมอยู่หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้เจอกันเลย"... นั้นคือเรื่องราวเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา
        ...
       
       เหตุการณ์ตอนทำหนังสือชีวิตต้องสู้ แล้วไปแอบถ่ายรูปเพชรา

        "คุณเพชราเขาไม่เคยให้สัมภาษณ์ใครเลย นับตั้งแต่เขาไม่สบาย นัยน์ตาเจ็บ เป็นเวลามากกว่ายี่สิบกว่าปี ไม่เคยให้สัมภาษณ์ใคร และไม่ยอมพบ ทั้งที่ผมกับคุณฉึ่ง (ชรินทร์ นันทนาคร) สามีของเขาสนิทกัน เพราะพี่ฉึ่งเป็นลูกศิษย์ของน้าผม ไสล ไกรเลิศ ที่แต่งเพลงผู้ชนะสิบทิศน่ะ ผมก็เคยไปนอนบ้านคุณเพชราที่หลังอำเภอ จังหวัดระยอง ทีนี้เราก็มองว่าชีวิตต้องสู้มันขายสกู๊ป ไม่มีใครเข้าหาคุณเพชราได้"
       
        "สุดท้ายผมก็เลยเอาล่ะ ผมจะทำสกู๊ปขายชีวิตต้องสู้ ด้วยการติดต่อขอสัมภาษณ์เพชรา ปรากฏว่าเพชราให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ คุยได้ทุกเรื่องก็ลงในชีวิตต้องสู้หมดทุกอย่าง ถึงเบื้องหลังว่าทำไมตาบอด ไปรักษาอย่างไร อยู่อย่างไร สภาพทุกวันนี้เป็นอย่างไร มีความหวังอะไร แต่ว่าไม่ยอมให้ถ่ายรูปอย่างเด็ดขาด"
       
        "ผมก็ใช้วิธีสืบไปว่า ทุกเช้าคุณเพชราจะต้องออกมาตักบาตรหน้าบ้านเขา อยู่แถวรามคำแหง ผมก็เลยให้ช่างภาพไปดักถ่าย เพราะว่าผมไปไม่ได้ เพราะถ้าผมไป เขาจำผมได้ ไปดักถ่ายก็ได้รูปเพชราออกมาตักบาตร ในสภาพไม่ได้แต่งตัว เป็นชาวบ้านธรรมดา ก็ได้รูปมา ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกของวงการบันเทิงที่มีการถ่ายรูปเพชรา หลังจากที่เขานัยน์ตาบอด แล้วก็สัมภาษณ์เพชราได้เป็นครั้งแรกหลังจากที่เพชราไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใคร แต่ก็สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์นะ ไม่ได้สัมภาษณ์ตัวต่อตัว"
       
        ตอนนั้นปี พ.ศ. อะไร?
        "พ.ศ. 2535 น่าจะประมาณยี่สิบกว่าปีที่เขาเก็บตัวไม่ยอมให้สัมภาษณ์เลย ผมเคยถามพี่ฉึ่ง ว่าทำไม เขาบอกว่าเพชราอยากให้ทุกคนจำภาพเพชรานัยน์ตาน้ำผึ้ง ไม่อยากให้เห็นสภาพเพชรานัยน์ตาเสีย นัยน์ตาพิการ ก็เลยกลัวมาก เพราะคุณเพชราเขาเป็นคนรักษาภาพลักษณ์ตัวเองมากๆ เลย(เน้นเสียง)"
       
        เหตุผลที่ไปทำสกู๊ปและถ่ายรูปนั้น ต้องการนำเสนอออกมาในทิศทางไหน?
        "วันนี้ของเพชราเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น เพียงแต่ว่าคนอยากรู้ว่าวันนี้เพชราทำอะไร ยี่สิบกว่าปีที่ไม่ได้ออกวงการ ไม่ให้ใครพบหน้า เพชราวันนี้ตั้งแต่ตื่นนอนถึงเข้านอน เพชราทำอะไร ผมรายงานอย่างละเอียด แล้วก็อยากได้รูปเพชราในสภาพที่ไม่ได้เป็นนางเอก แต่เป็นแบบชาวบ้านธรรมดา"
       
        ตอนไปถ่ายรูป คุณเพชรารู้ตัวไหม?
        "ไม่รู้ๆ"
       
        หลังจากตีพิมพ์ออกไปแล้ว คุณเพชราทราบเรื่องนี้เขาเป็นอย่างไร?
        "เขาโกรธๆ (ขั้นไหน) ก็ต่อว่ากัน ว่าผ่านพี่ฉึ่งว่าทำไมต้องมาแอบถ่ายด้วย เราก็บอกว่าถ้าไม่แอบถ่ายก็ไม่ได้รูป เพราะเพชราไม่ยอมให้ถ่ายเลย ถ้าไม่แอบถ่ายมันก็ไม่ได้รูปสิ แต่เราก็ไม่กลัว แม้ว่าจะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่เราเชื่อว่าเราพูดกับเพชราได้ กับพี่ฉึ่งได้ ว่าถ้าเขาจะฟ้อง นี่พูดกันแบบนักหนังสือพิมพ์นะ ถ้าเขาจะฟ้องว่าเราละเมิดเขา ไปถ่ายรูปเขานะ ผมคิดว่าก็น่าจะเคลียร์ได้ ก็คงจะพูดกับพี่ฉึ่งว่าขอร้องล่ะ แต่โกรธก็เรียกว่าโกรธน่ะ ทุกวันนี้ยังโกรธผมอยู่หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้เจอกันเลย"
       
        หลังเหตุการณ์นั้นยังไม่มีการเคลียร์อะไรกันเลย?
        "ไม่มีเคลียร์ๆ เพราะว่ามันไม่ได้ผิดอะไร สัมภาษณ์เขาก็ให้สัมภาษณ์ผม แต่เขาขอร้องไม่ให้ผมถ่ายรูป แต่ผมก็แอบถ่ายน่ะ ถ้าเป็น ปาปารัสซี ก็คงจะเป็นปาปารัสซีรุ่นแรกมั้ง (หัวเราะ) แต่เราไม่ได้ทำลาย ไม่ได้เป็นรูปจูบกัน กอดกัน หรือเป็นเรื่องทางชู้สาว อย่างที่ปาปารัสซีทำกันในทุกวันนี้ นี่เป็นเรื่องชีวิตประจำวัน แต่งตัวแบบชาวบ้าน แล้วก็ตักบาตรตอนเช้าหน้าบ้าน ผมว่า น่ารักจะตาย"
       
        ไม่ถึงขั้นฟ้องร้อง?
        "ไม่ฟ้องๆ แต่โกรธน่ะโกรธแน่ๆ"
       ...

       อิงคศักย์ เกตุหอม : ทำเรื่องมิตร ต้องคุยกับเพชรา
        อิงคศักย์ เกตุหอม ฉายาของเขาคือ "เอ็ม เฉลิมกรุง" เขาเป็นเจ้าของผลงานเขียนหลายเล่มที่เกี่ยวกับมิตร ชัยบัญชา เช่น "วันมิตร" คือผลงานเล่มแรก สำเร็จเมื่อปี 2539 โดยยกให้หอภาพยนตร์แห่งชาติพิมพ์ออกขายเพื่อหารายได้เข้ามูลนิธิหนังไทย ผลงานอื่นๆ เช่น ความหมายแห่งชีวิต มิตร ชัยบัญชา, การตายที่ไม่ธรรมดาของมิตร ชัยบัญชา, ดาวดิน ปาฏิหาริย์แห่งรัก ลิขิตหัวใจ ( นวนิยายจากชีวิตจริงของมิตร ชัยบัญชา), Forever in my Heart ความทรงจำแด่มิตร ชัยบัญชา เป็นต้น
       
        ปัจจุบัน อิงคศักย์ เกตุหอม เป็นผู้จัดการแผนกผลิตภัณฑ์ใหม่และจัดซื้อ บริษัท ยูนีเวอร์สบิวตี้ จำกัด
       
        "ทำเรื่องมิตร ต้องคุยกับเพชราด้วยนะ" ชัยโรจน์ บ่อเหมบอกกับเขาพร้อมกับเป็นคนนำเบอร์โทรศัพท์คุณเพชรา เชาวราษฎร์มาให้ ก่อนหน้านี้ชัยโรจน์ได้เกริ่นกับเพชราไว้บ้างแล้ว
       
        อิงคศักย์ เกตุหอมมีโอกาสพบกับเพชรา เชาวราษฎร์เมื่อปี 2540 เป็นครั้งแรก
       
        "โดยเฉลี่ยแล้วผมจะเจอกับพี่อี๊ดประมาณปีละ 2-3 ครั้ง หลักๆ คือวันคล้ายวันเกิด และวันที่อยากกินอะไรก็ซื้อมาทำกินกัน เป็นมีตติ้งก็มี" อิงคศักย์ เกตุหอม กล่าวกับซูเปอร์บันเทิงออนไลน์
       
        ในอดีต เพชรา เชาวราษฎร์จะปรากฏตัวในงานกุศล งานประเพณีต่างๆ และรอบปฐมทัศน์ของหนัง วันนี้การทำงานกับมิสทินก็ยังไม่ได้หลุดจากหลักเกณฑ์นี้...คือ งานการกุศล
       
        "มิสทินคุยได้สำเร็จเพราะเขาใช้คำว่า เชิญมาทำการกุศล ก่อนหน้ามิสทินเคยมีสินค้าตัวอื่นๆ มาหาพี่อี๊ด แต่คุยไม่ตรงจุด ไม่ถูกประเด็น พูดแล้วไม่โดนใจ ผมเข้าใจว่าทางมิสทินน่าจะศึกษาข้อมูลก่อนที่จะมาคุยกับพี่อี๊ด ทำอย่างไรให้พี่อี๊ดรับฟังและสนใจ คำว่าการกุศลทำให้การสื่อสารได้รับการตอบรับ แทนที่จะตอบปฏิเสธอย่างเจ้าอื่นๆ – ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณค่ะ ไม่สะดวกจริงๆ ค่ะ"
       
        "จากคนที่เคยมองเห็นทุกอย่าง จู่ๆ มองเห็นทุกอย่างเป็นสีเทา จนกระทั่งสีหายไปหมด ภาพของคนที่เคยเห็นอยู่รางๆ ว่ามีคนนั่งคุยอยู่ ความมั่นใจในตัวเองเริ่มขาดหายไป เพราะฉะนั้น เวลาที่มีคนเชิญไปไหน แกก็จะคิดในแง่ตรรกะว่า คนหนึ่งมองเห็นแก แต่แกมองไม่เห็นใคร รู้สึกว่าไม่ยุติธรรม แล้วแกก็ยังไม่สามารถมองเห็นตัวเองด้วย ได้แต่ฟังคนอื่นพูด อย่างผมบอกว่า พี่อี๊ดยังสวยอยู่เลย แกก็จะบอกว่า จะสวยได้อย่างไร อายุมัน 60 กว่าแล้ว แกจะมีข้อโต้แย้งในเรื่องพวกนี้ พี่สวยจริงๆ นะ ผิวพรรณดี บุคลิก ความจำดีนะ แกก็จะบอกว่า ยังไงคนเราก็ต้องเปลี่ยนไปตามอายุ คนที่มาหาพี่จะมีความคาดหวังสูง แต่ถ้าเห็นแล้วผิดหวัง เท่ากับเราไปทำลายความทรงจำของเขา ในเมื่อทุกคนเห็นพี่ แต่พี่ไม่เห็นใคร งั้นพี่อยู่บ้านดีกว่า ใครมีอะไรก็คุยกัน"
       
        ดอกดิน กัญญามาลย์นอกจากจะเป็นคนตั้งชื่อให้เพชราแล้ว ยังเป็นคนสร้างมิตร ชัยบัญชากับเพชรา เชาวราษฎร์ให้เป็นดาราคู่ขวัญอีกด้วย
       
        "ดอกดินได้ผูกมิตรกับเพชราเข้ามาในหนังของดอกดิน พอคุณมิตรรับงานของค่ายอื่นที่เข้ามา คุณมิตรก็จะถามว่า เอาอี๊ดมั้ย การแนะนำของคุณมิตรทำให้เจ้าของหนังมีกำลังใจ เพราะรับประกันได้ว่าหนังของมิตร – เพชรายังไงก็ไม่ขาดทุน หลังๆ คุณมิตรไม่ต้องเชียร์แล้ว คนที่มาติดต่อจะบอกว่าขอเพชราได้มั้ย ใบคิวของพระ – นางคู่นี้ก็เลยต้องทำควบกันไป มันทำให้วงการภาพยนตร์สมัยนั้นมีความคึกคัก"
       
        อิงคศักย์ว่า ชรินทร์เริ่มจีบนางเอกสาวนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้งตั้งแต่ปี 2506 ซึ่งขณะนั้นชรินทร์ทำงานเป็นฝ่ายการตลาดให้ดอกดิน กัญญามาลย์ และเพชราทราบถึงเรื่องราวในอดีตของพ่อหม้ายผู้นี้
       
        "เทียบอย่างนี้ว่า คุณชรินทร์เหมือนกับ AF คนหนึ่ง ไปร้องเพลงที่ไหน คุณสปัน ที่เป็นแฟนคลับก็จะตามไปเชียร์จนกระทั่งเกิดเป็นความรักขึ้น ลูกสาวเศรษฐีกับนักร้องหนุ่มเลยต้องไปเช่าบ้านอยู่ด้วยกัน เปลี่ยนสถานภาพจากลูกคุณหนูมาเป็นแม่บ้าน อยู่ด้วยกันปุ๊บก็มีลูกเลย คุณสปันซึ่งเรียนจบวิชาการเรือนมาจากต่างประเทศต้องมาเย็บผ้าโหล เพื่อให้พอมีรายได้รวมกันในการเลี้ยงลูก เมื่อตัวเองหมดสภาพของแฟนคลับกลายมาเป็นเมียอยู่กับบ้าน และเริ่มมีคำถามในตัวคุณชรินทร์มากขึ้น เช่น ทำไมต้องมีคนมาส่ง, ทำไมกลับไม่เป็นเวลา จนเมื่อคุณสปันหมดความอดทนก็เลยขอหย่าและกลับไปอยู่กับพ่อ แต่เอาลูกสาว 2 คนไปด้วย เพราะว่าตา – ยาย รักหลาน คุณชรินทร์เสียอกเสียใจมาก กินเหล้าเมามาย ร้องห่มร้องไห้ พี่อี๊ดมาเจอคุณชรินทร์ในสภาพที่โทรมมาก"
       
        "แม้คุณชรินทร์จะเกิดจากวงการเพลง แต่เมื่อมาพบรักกับเพชรา ทั้งคู่ได้ร่วมกันสร้างภาพยนตร์ไทย เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ร่วมกัน ในนาม นันทนาครภาพยนตร์ เมื่อคุณชรินทร์ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ มีกลุ่มแฟนคลับ และมีคอนเสิร์ตเป็นของตัวเอง มันก็เลยเหมือนกับรักชรินทร์ต้องรักเพชรา และรักเพชราต้องรักชรินทร์ ผูกกันไปแบบนี้"
       
        ใช่...ชีวิตจริงทั้งคู่ไม่ได้แค่ "ร่วมสุข" เพียงอย่างเดียว หากแต่ "ร่วมทุกข์" และเป็นแสงสว่างในดวงตาแทนความมืดมนของอีกฝ่าย เขาคือ ยอดสุภาพบุรุษที่หาได้ยากยิ่งในชีวิตจริง
        ...

      "หนุ่ม" แฟนพันธุ์แท้ดาราไทย : เธอคือ ราชินีจอเงิน

        เลือก "หนุ่ม" – ประเสริฐ เจิมจุติธรรม มาร่วมสกู๊ปชิ้นนี้ เพราะเขาคือแฟนพันธุ์แท้ดาราไทยร่วมกับอุ๊บ วิริยะ ครั้งใดที่นิตยสาร Volume จะทำเล่มพิเศษที่เกี่ยวข้องกับดารา เขามักจะเป็นคนเขียนบทความให้เป็นประจำสม่ำเสมอ ด้วยเหตุที่เขาเป็นเพื่อนสมัยเรียนกับวีระพจน์ อัศวาจารย์ ผู้เป็น 1 ใน 3 ผู้ก่อตั้งนิตยสารเล่มนี้ ผลงานที่ผ่านมามีเรื่องราวอันเกี่ยวกับ พระเอก, นางเอก, นางร้าย, เซ็กซี่สตาร์, รักเกิดในกองถ่าย, ตำนานละคร , นางเอกละคร, อาณาจักรนักสร้าง เป็นต้น
       
        หนุ่ม – ประเสริฐ ยอมรับว่าเกิดไม่ทันยุคทองของเพชรา เชาวราษฎร์ แต่ได้มีโอกาสอ่านศึกษาข้อมูล ตลอดจนดูภาพยนตร์บางเรื่องย้อนหลัง ไม่ว่าจะเป็นช่วงหนึ่งที่ช่อง 7 สีนำอมตะภาพยนตร์ไทยมาเผยแพร่ บางเรื่องดูจากแผ่น DVD , VCD ที่มีขายอยู่ในท้องตลาด
       
        เขาไม่ได้สนใจในเรื่องดาราเพียงอย่างเดียว แต่สนใจเกี่ยวกับนางงามด้วย
       
        "ดังนั้นเหตุผลข้อแรกคือ เพชรา เชาวราษฎร์มาจากเวทีนางงาม คือ ชนะการประกวดเทพธิดาเมษาฮาวาย เมื่อปี 2504 สอง คุณเพชราเป็นคนสวยมาก มีนัยน์ตาที่โดดเด่นจนได้ฉายาว่า นางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง ผู้หญิงสมัยก่อนจะรูปร่างเล็กๆ กะทัดรัด เพชรามีจุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ ทรงผม ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเลียนแบบเธอได้ โดยเฉพาะทรงผมยกสูงของเธอ เล่นเรื่องไหนก็ทำผมแบบนี้ อย่างภาพยนตร์บางเรื่องที่คุณเพชราเล่นเป็นสาวชาวบ้านแล้วใส่งอบ งอบจะลอยอยู่บนหัว อีกอย่างเธอจะมีจอน และยิ้มหวานมาก สาม เราเป็นคนชอบดาราคู่ขวัญ คือ ใครเล่นกับใครแล้วมีความเหมาะสม เช่น มิตร – เพชรา, สมบัติ – อรัญญา, ยอดชาย – ภาวนา จนมาคู่สุดท้ายของวงการคือ สันติสุขกับจินตหรา เหมือนกับพวกเขาเกิดมาเพื่อจะเล่นหนังคู่กัน"
       
        เพชรา เชาวราษฎร์เป็นคนที่มีเป้าหมายชัดเจน คือ เป็นดารา เพียงอย่างเดียว ไม่ประกอบสัมมาอาชีพอื่นเลย
       
        "เหมือนคนคนนี้เกิดมาเพื่อเป็นราชินีจอเงินจริงๆ"

       
        เพชรา เชาวราษฎร์ คือ นางเอกภาพยนตร์ไทยคนที่ประเสริฐ เจิมจุติธรรมชอบมากที่สุด
       
        "จำได้ว่า เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว เธอเคยปรากฏโฉมทางหน้าหนังสือพิมพ์ 1 ครั้ง เป็นงานวันเกิดของคุณดอกดิน กัญญามาลย์ มีหนังสือพิมพ์ถ่ายไว้ แต่ก็เป็นภาพที่เล็กมาก จนเมื่อ 10 ปีที่แล้วรายการจันทร์กะพริบได้นำ ป้าหอม มาลี เวชประเสริฐ มาออกรายการก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตหลังจากนั้นอีกไม่นาน รายการจันทร์กะพริบก็ยังให้ป้าหอมโทร.ไปคุยกับเพชราออกอากาศ จนเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เราก็มีโอกาสได้ยินเสียงเธอจัดรายการวิทยุกับคุณวิทยา ศุภพรโอภาส"
       
        "Volume เคยทำเรื่องนางเอก เราเคยเขียนถึงนางเอกที่โด่งดังมากในสมัยต่างๆ แน่นอนว่าหนึ่งในนั้นต้องมีเรื่องคุณเพชรา ส่วนใหญ่เราจะเขียนถึงเรื่องผลงานและการเข้าสู่วงการของเธอ ไปจนถึงเคราะห์กรรมที่ได้รับ บทความที่เขียนไปจะเต็มไปด้วยความเห็นใจ ถ้าคุณเพชราไม่ประสบกับเรื่องดังกล่าว เธออาจจะแสดงหนัง แสดงละครจนถึงวันนี้ เป็นดาวค้างฟ้า ไม่ได้เป็นตำนานของราชินีจอเงินอย่างทุกวันนี้"
       
        ในฉบับนางเอก นอกจากบทความดังกล่าวแล้ว ลูกน้ำ สุคนธ์ สีมารัตนกุลยังมีโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์เพชรา เชาวราษฎร์ถึงบ้านพัก เพียงแต่ไม่อนุญาตให้ถ่ายรูป ลูกน้ำกลับมายืนยันกับทุกคนในกองบรรณาธิการว่า
       
        "ยังสวยเหมือนเดิม เราเห็นภาพของเพชราแบบไหน ก็ยังเป็นแบบนั้น เพียงแต่ดูมีอายุขึ้น และท้วมขึ้นนิดหน่อยเท่านั้นเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส คุยสนุก มีความสุขกับการเล่าเรื่องราวของตัวเอง"
       
        ถึงวันนี้เขาก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับเพชรา นอกจากได้รับรู้เรื่องราวต่างๆ จากคนนั้นคนนี้ เช่น เอกรินทร์ ซึ่งเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยคนหนึ่งของเพชรา และมีโอกาสไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดเมื่อวันที่ 19 มกราคม บ่อยครั้ง
       
        "จะมาเล่าให้ฟังว่า ปีนี้คุณเพชราแจกของชำร่วยเป็นน้ำพริก ปีนี้ให้เป็นพระพิฆเนศ หรือเป็นพระเครื่อง อะไรอย่างนี้ และเราก็ได้รับรู้ว่าคุณเพชรา ยังสบายดีและสวยสมวัย"



ที่มา   http://www.manager.co.th


บันทึกการเข้า

หน้า: [1] 2  ทั้งหมด
  พิมพ์  
 
กระโดดไป: