

มาเถอะเพื่อน!
จาก the "COME," BY Miss A.C. Albers
แปล, ประพันธ์ และอธิบายคำ โดย "สิริวยาส"
Come, friend, sit in my boat and sail with me.
The dawn is fresh, the hours are on the wing,
we'll sail the clouds and sailing on, will sing
A ringing anthem of Eternity.
มาเร็ว เกลอ, แล่นเรือ ไปด้วยข้า
อรุณใหม่ นาฬิกา อ้าปีกหนี
เราจะขึ้น ก้อนเมฆผล็อย ลอยเมฆี
สดุดี "อนันตชีพ" พลาง, รีบไป.
You dare not come for fear that you may lose
One fleeting hour that holds on earth-born chance?
Your feet are bound by chain of circumstance?
Shake off that chain, by fearless, free and choose.
อ้อ ไม่กล้า มา, เพราะกลัว ตัวจะพลาด
"ชั่วโมงซึ่ง หมายมาด" หรือสหาย?
หรือขาติด ตรวนชีพ บีบใจกาย?
จงหัดหาย และกล้าแกล้ว แล้วเฟ้นฟรี
Break every obstacles that progress bars,
Harken the carol of the wind that blows,
The fervent secret of the moonlit rose,
And hear the lily whisper to the stars.
จงฟาดฟัน อุปสรรค ซึ่งปักขวาง
จงฟังเสียง ลมคราง เป็นเพลงซี่
ทั้งกุหลาบ แสงจันทร์จับ ความลับมี
และฟังดอก พลับพลึงที่ กระซิบดาว.
There is a song that rings through million years,
Those million years that centre in a night.
It sends its notes unto the sunlit height.
Its echoes vibrating throughout the spheres.
มีเพลงบรร- เลงนาน ล้านปีแล้ว
ล้านปีที่ มีศูนย์แน่ว คืนหนึ่ง, เอ้า!
มันส่งโน๊ต สูง ,แสง แดดจับวาว
ส่งเสียงเร้า กระเซ้าทั่ว ทั้งจักรวาล.
Know your own self; shake off life's sullen shroud.
You hold within yourself your Universe:
Then freely with the morning star converse
And steer your boat unto you gold-edged cloud.
รู้ตัวไว้, สลัดสาย ระยางซี
ก็ท่านมี โลกของท่าน ในตัวท่าน :
จึ่งคุยกับ "ดาวรุ่งฤกษ์" อย่างเบิกบาน
ถือท้ายเรือ หมายสถาน เมฆขลิบทอง.
Control the senses, for, alas they spin
Webs of illusion. Seek the Great Release.
The path that leads unto the endless peace
Is yours alone; it lies within, within.
ข่มอินทรีย์. เพราะ, โอ้! มัน ชักใยเป็น - -
ภาพลวงเล่น; จุ่งฟ้า วิมุติก่อง.
ทางไปสู่ ศานติรส ไม่หมดมอง
ก็เป็นของ ท่านเท่านั้น มันอยู่ใน - (อยู่ในเอย)
ความหมายของ"มาเถอะเพื่อน"
เมื่อข้าพเจ้าถูกขอร้องให้อธิบายความหมายของบทประพันธ์ เรื่อง "มาเถอะเพื่อน" ข้าพเจ้าก็จำเป็นที่จะต้องอธิบายไป ตามสายตาของข้าพเจ้า มองเห็นและตามฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นพุทธบริษัท ทั้งที่บทประพันธ์นั้นกว้างพอที่ จะครอบไปได้ทั้งฝ่ายปรัชญาและศาสนาทั่วไป เมื่อฟังดูด้วยหูตาของพุทธบริษัท จะเห็นว่ากาพย์กลอนบทนี้ได้อมเนื้อความชั้นที่เราเรียกกันว่าปรมัตถ์ได้อย่างลึก ซึ้งไม่น้อย น่าคิด,น่าขัน,น่าสังเวช และน่าชมศิลปของผู้ประพันธ์. ถ้าหากว่านักกวีไทยเราส่วนมาก จะมาช่วยกันทำบทธรรมอันลึกซึ้งให้แปรรูปมาอยู่ในบท กลอนที่ชวนท่องชวนจำเช่นนี้ ให้มากๆ แล้ว มันก็เป็นความรุ่งเรืองของศาสนาส่วนหนึ่ง และเป็นการชักจูงวิชาอักษรศาสตร์ และสาสนาให้เข้าประสานกัน อันจะนำให้เกิดผลดียิ่งกว่าที่จะต่างฝ่ายต่างแยกกันอยู่ ซึ่งปรากฏผลว่านักสาสนาและนักอักษรศาสตร์ ต่างก็รู้หรือชำนาญแต่วิชาของตนๆ ด้านเดียว ยังผลให้เกิดขึ้นแก่ฝ่ายนักบวชคือ ไม่สามารถสอนสาสนา โดยวิธีทำผู้ฟังให้อาจหาญร่าเริง อันเป็นวิธีที่พระพุทธองค์ทรงใช้เป็นหลักสำคัญ.
สำหรับบทความบทนี้ ที่จริงยังไม่ถึงกับจำเป็นต้องให้ผู้อื่นช่วยอธิบาย สำหรับบางคน. แต่ยังมีอีกหลายคนที่ต้องการให้ช่วยขยายความ. ข้าพเจ้าเสียคำขอร้องไม่ได้ ก็เพราะเห็นแก่คนพวกหลัง จึงขออธิบายไปตามสามารถ และตามความรู้ความเห็นอย่างพุทธสาสนิกชนแท้ดังต่อไปนี้
ตัวบทประพันธ์
มาเร็วเกลอ! แล่นเรือ ไปด้วยข้า
อรุณใหม่ นาฬิกา อ้าปีกหนี
เราจะขึ้น ก้อนเมฆผล็อย ลอยเมฆี
ร้องสดุดี "อนันตชีพ" พลางรีบไป
อ้อไม่กล้ามา เพราะกลัว ตัวจะพลาด
ชั่วโมงซึ่ง หมายมาด หรือสหาย?
หรือขาติด ตรวนชีพ บีบใจกาย
จงปัดหาย และกล้าแกล้ว แล้วเฟ้นฟรี
จงฟาดฟัน อุปสัค ซึ่งปักขวาง
จงฟังเสียง ลมคราง เป็นเพลงซี่
ทั้งกุหลาบ แสงจันทร์ ความลับมี
และฟังดอก ลิลลี่, กระซิบดาว
นั่นเป็นเพลง บรรเลงนาน ล้านปีแล้ว
ล้านปีที่ มีศูนย์แน่ว คืนหนึ่ง; เอ้า!
มันกางโน้ต สูงแสง แดดจับวาว
ส่งเสียงเร้าโลกของท่าน ทั้งจักรวาล
รู้ตัวไว้ ! สลัดสาย ระยางซี
เมื่อท่านมี โลกของท่าน ในตัวท่าน
จึ่งคุยกับ ดาวรุ่งฤกษ์ อย่างเบิกบาน
ถือท้ายเรือ หมายสถาน เมฆขลิบทอง
ข่มอินทรีย์, เพราะ, โอ้มันชักใยเป็น
ภาพลวงเล่น, จงเฟ้น วิมุติก่อง
ทางไปสู่ ศานติรส ไม่หมดมอง
ก็เป็นของ ท่านเท่านั้น มันอยู่ใน.
(อธิบายความทีละบท)
มาเร็วเกลอ! แล่นเรือ ไปด้วยข้า
อรุณใหม่ นาฬิกา อ้าปีกหนี
เราจะขึ้น ก้อนเมฆผล็อย ลอยปีกหนี
ร้องสดุดี "อนันตชีพ" พลางรีบไป
เขาชวนเพื่อนของเขาว่าให้มาลงเรือ แล่นออกไปหาที่ที่ไม่ต้องว่ายเวียน หรือท่องเที่ยวอยู่ในสงสารสาครอีกต่อไป. อรุณรุ่งรางเป็นเวลาเช้าตรู่ ขึ้นมาแล้ว. เวลาทุกๆ ชั่วโมง ก็เตรียมใส่ปีกหางสำหรับจะบินและกำลัง บินอยู่แล้ว เวลาไม่คอยท่า. กลางคืนเราหลับ ก็ปรากฏคล้ายกับว่าเวลามันก็หลับเหมือนกัน แต่เมื่อเราตื่น มองเห็นสิ่งต่างๆ อยู่ สิ่งที่เราต้องการก็ไม่ปรากฏแก่เราสมใจอยาก เวลาจึงดูคล้ายกับว่ามันมีปีกสำหรับบิน อย่างเร็วให้เราไล่ตาม. และเวลามันก็บินจริงๆ ด้วย สำหรับผู้ที่ยังตกอยู่ ในฝั่งนี้ - ฝั่งโลกิยะ. เราจะปล่อยให้เวลาทิ้งเราไปหรือ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ เวลาก็ล่วงไปๆ. ไม่ได้ๆเราจะต้อง ขี่ก้อนเมฆซึ่งเลื่อนลอยไปโดยเร็วด้วย อำนาจลมกรด คือปฏิปทาที่ดีแท้มีสัมมาทิฏฐิเป็นตัวนำ มีสัมมาสมาธิเป็นกำลัง พัด. เราจะแล่นไปๆ ขี่ "เรือเมฆ" ของเราไป, ซึ่งในขณะนั้น เราจะร้องเพลงสดุดีสรรเสริญ "อนันตชีพ" ไปพลาง. อนันตชีพคืออะไรเล่า ? คือภาวะแห่งความหลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดแล้ว เข้าถึงความเป็นอยู่ที่ไม่รู้จักแปรผันหรือสิ้นสุดไป, ความดำรงอยู่ตลอดกาลหรือยิ่งกว่ากาล ความไม่ตายเพราะ ไม่เกิดและไม่แปรปรวน นั่นคืออนันตชีพ. เราชอบใจอนันตชีพยิ่งนัก เรากำลังจะไปสู่อนันตชีพ. เราทนไม่ได้ จึงต้องร้องเพลงสดุดีอนันตชีพไปพลาง เพราะเรารู้จักอนันตชีพ! อนันตชีพ = Eternity = อมตมหนิพพาน!
อ้อไม่กล้า มาเพราะกลัว ตัวจะพลาด
ชั่วโมงซึ่ง หมายมาด หรือสหาย?
หรือขาติด ตรวนชีพ บีบใจกาย?
จงปัดหาย และกล้าแกล้ว แล้วเฟ้นฟรี.
อ้อเพื่อนของเราไม่มาลงเรือไปกับเราดอก! สหาย,ท่านไม่อาจมา เพราะท่านกลัวว่า เมื่อไปกับเราเสียแล้ว ท่านจะพลาดจากชั่วโมงสำคัญ ซึ่งท่าน มาดหมายไว้ทางนี้หรือ? ชาวนาก็หวังร่าเริงในชั่วโมงที่ตนร่ำรวย เพราะเก็บเกี่ยวและขายข้าว, พ่อค้า ชั่วโมงแห่งความเป็นเศรษฐี, ข้าราชการและนักการเมือง ชั่วโมงแห่งความเป็นอธิบดีรัฐมนตรีนายกรัฐมนตรี, พระราชา ชั่วโมงแห่งความเป็นจักรพรรดิราช, และคนทั่วไป ชั่วโมงแห่งโชคลาภแม้ที่จะได้จากการพนัน เช่น สลากกินแบ่ง อันเป็นชั่วโมงแห่งความฟูใจ ความอิ่มเอิบไปด้วยสิ่งที่ตนชอบ. ท่านกลัวพลาดชั่วโมงนี้ไปเสียหรือสหาย? หรือว่าขาของท่านติดตรวนคืออารมณ์ และการงานที่แวดล้อมติดพันท่านอยู่นุงถุงไม่มีเวลาสร่าง? งานที่คั่งค้างอยู่ มันเป็นขื่อตรวนที่ผูกพันเราได้ทั้งเวลาตื่นและหลับ ทั้งเวลาที่เราอยู่ใกล้และอยู่ไกล หรือทั้งที่บางที่เราได้มอบให้แก่ผู้ที่มาขอรับเอาไปทำแล้ว. อ้อตรวนชีพ, ตรวนแห่งหัวใจผูกมัดท่านไว้กระนั้นหรือ? อย่างไรกันแน่? ท่านไม่มา เพราะท่านเป็นห่วงชั่วโมงนั้น หรือ ท่านมาไม่ได้ เพราะขาติดตรวน? บอกข้าที่เถิดสหาย!
จงฟาดฟัน อุปสรรค ซึ่งปักขวาง
จงฟังเสียง ลมคราง เป็นเพลงซี่
ทั้งกุหลาบ แสงจันทร์จับ ความลับมี
และฟังดอก ลิลลี่ กระซิบดาว
เมื่อเรานั่งสงบอยู่ในระหว่างธรรมชาติอันเงียบสงัด ฟังเสียงอันเกิดจากลมโชยมา เห็นสภาพแห่งความไม่ดิ้นรนของสิ่งที่ปราศจากตัณหาในหัวใจ เช่นพุ่มไม้เป็นเงาดำมะเมื่อม เห็นดอกไม้แย้มกลีบเบิกบาน มีแววแห่งความสดชื่นร่าเริงบริสุทธิ์ดังนี้ จะไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกอันใดขึ้นในหัวใจบ้างเจียวหรือ! ความรู้คติ ความสลดสังเวชและอื่นๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอไป.นั่นคือเสียงกระซิบของลมโชย เสียงกระซิบของพุ่มกุหลาบ ของเงาดำ และอื่นๆ ธรรมนิยามหรือความจริงแห่งความแปรปรวนเสมอ ความทนทรมารเพราะมันไม่เที่ยง และความไม่ควรรับเอาว่าเป็นของๆ ตนมันสิงอยู่ในสิ่งทั่วไป มันกระซิบส่งออกมาจากสิ่งทั่วไป และทุกเมื่อ; แต่สหายเอ๋ยเมื่อ "เครื่องรับ"ของท่านไม่มีหรือไม่ดี มันก็ไม่ได้ยินเสียงกระซิบนั่นเลย. ปัญญาจักษุของท่านจะไม่เป็นสื่อให้ท่านบ้างเสียเลยเจียวหรือ? ท่านจงฟังเสียงเพลงแห่งลมที่พัดโชยไปนั้นบ้างซิ, จงฟังรหัสลับอันปลุกเร้าดวงใจอย่างยิ่งของดอกกุหลาบที่งามเด่นเพราะแสงจันทร์จับดอกนั้นบ้างซิ, ก็หรือจงตรับฟังเสียงที่ดอกพลับพลึง อันเบิกบานขาวโพลงในกลางคืน แหงนหน้ากระซิบกระซาบกันอยู่กับดวงดาวในอากาศเหล่านั้นบ้างซิ. มันพูดกันว่ากระไร ? อ้อมันเยาะเย้ยว่า มนุษย์นี่ขี้ขลาดต่อการที่จะหลุดพ้นไปจากความทุกข์ทรมาน ขลาดต่อการที่จะไม่ต้องเกิดอีก.ขลาดเพราะอะไร? เพราะโลกนี้มี สิ่งหวานใจ ถ้าไม่ได้ระคนอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ก็เห็นว่ามันเป็นสภาพที่น่ากลัวที่สุด ดุร้ายและแห้งแล้งเหลือเกิน, และอ้อ ดอกกุหลาบมันพูดอย่างเย่อหยิ่งว่า มันสงสารพวกมนุษย์นี้เหลือเกิน ไม่สดใสอย่างบริสุทธิ์, มัวแต่หวานนอกขมใน สดใสเพราะ วิทยาศาสตร์!ในวงการสมาคมนั้นนะท่านเขามีมรรยาทอย่างหนึ่ง ที่อื่นอย่างหนึ่ง ส่วนตัวมันเองแจ่มใสอย่างแท้จริง ไม่เดียงสาต่อการที่จะฉาบย้อมความเหี่ยวแห้งกรอบเกรียมในภายในตัวไว้ด้วยศิลปะ. และส่วนดอกพลับพลึงนั้นเล่ามันกระซิบต่อดวงดาวว่า ขอท่านจงเป็นพยานเถิดข้าพเจ้าซื่อสัตย์บริสุทธิ์สมกับสีขาวของข้าพเจ้า และข้าพเจ้ารู้จักสมุทัยแห่งความขาวของข้าพเจ้าด้วย. แต่มนุษย์นั่นซิ เขาไม่ลืมตาในเรื่องนี้ ทั้งที่เขาเกิดมาเป็นกลางๆ เหมาะที่จะขาวหรือดำก็ได้. แต่อนิจจา ฉันเห็นมีแต่คนดำ หรือคนขาวแต่นอกเป็นส่วนมาก. ดูเถิด ฟังเถิดสหายเอ๋ย! เสียงแห่งลมคราง รหัสอันเร้นอยู่ในความสดใสแช่มชื่น ของดอกกุหลาบภายใต้แสงจันทร์ และเสียงกระซิบเบาๆ ของเจ้าดอกพลับพลึงนั่นมันมีอะไรๆ ที่เป็นประโยชน์อยู่มากและสูง, จริงๆ.
นั่นเป็นเพลง บรรเลงนาน ล้านปีแล้ว
ล้านปีที่ มีศูนย์แน่ว คืนหนึ่ง; เอ้า!
มันกางโน๊ต สูงแสง แดดจับวาว
ส่งเสียงเร้า กระเซ้าทั่ว ทั้งจักรวาล.
มันมีเพลงซึ่งบรรเลงขับกันมาตั้งล้านปีแล้ว พวกเราหูหนวกกันเสียหมด หรือจึงไม่ได้ยิน! ใครขับ? ธรรมชาติอันเร้นลับ! ขับเรื่องอะไร? เรื่อง ความจริงอันประเสริฐ อันบรรยายเรื่องความทุกข์ และเหตุแห่งความทุกข์ ความพ้นทุกข์ และวิธีที่จะพ้นไว้อย่างแจ่มแจ้ง. พระพุทธเจ้าหูท่านไม่หนวก ท่านได้ยินและสอนให้พระสาวกรู้จักฟังเหมือนท่านด้วย. ในล้านปีนั้น สำหรับคนๆ หนึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่คืนๆ หนึ่ง คือคืนแห่งการได้ยินนั่นเอง. คือนั้นเป็นศูนย์กลาง ฝ่ายหนึ่งแห่งความมืดบอดทนทรมาน ฝ่ายหนึ่งแห่งความสว่างและศานติ.
อะไรจะดีไปกว่านี้อีกเล่า! ก็โน๊ตอันบรรยายถึงลักษณะทุกๆ ประการของเพลงขับเพลงนั้น มันส่งเด่นสูงอยู่ในที่แสงแดดจับอยู่อย่างไสวรุ่งเรืองอร่ามทอตาสำหรับทุกๆ คน. เสียงก้องกังวาลของมันเร้ากระเซ้าอย่างมีศิลปะอันสูงสุดไปทั่วทุกๆ จักรวาล ปานประหนึ่งว่ามีหัตถ์ทิพย์เป็นกายสิทธิ์คอยปลุกเขย่าโลกให้ตื่นอยู่เสมอ! ซบเซาจริงนะสหาย! ท่านจึงไม่ได้ยินเพลงนี้.
พระธรรม มิได้มีในทุกสถาน ทุกกาล และส่องเข้าไปถึงได้แม้ในที่ที่แสงอาทิตย์ส่องเข้าไปไม่ถึงดอกหรือ? พระธรรมมิได้ส่องเข้าไปถึงหีบหทัยของท่าน และก่อให้เกิดเสียงกระซิบให้ท่านได้ยิน ในภายในบ้างเจียวหรือ? ความจริงเป็นสิ่งที่เบ่งแสงส่องอยู่ในที่ทั่วไป. รู้ เห็น ฟัง เก็บได้จากของทุกสิ่ง เช่นเดียวกับที่ถ้าเราให้มีการเบียดสีที่ไหน ความร้อนจากที่นั่นก็ปรากฏตัวขึ้นที่นั่น. ความจริงคือพระธรรม. พระธรรมคือเพลงขับเพลงนั้น เป็นของธรรมชาติส่งเสียงขับวังเวงอยู่ทั่วไป แต่ท่านหูหนวกเอง. ก็ทำไมไม่รักษาหูของท่านเสียเล่าสหาย?
รู้ตัวไว้! สลัดสาย ระยางซี
เมื่อท่านมี โลกของท่าน ในตัวท่าน
จึงคุยกับ ดาวรุ่งฤกษ์ อย่างเบิกบาน
ถือท้ายเรือ หมายสถาน เมฆขลิบทอง.
สหายเอ๋ย, ท่านจงรู้จักตัวของท่านเองเถิด. ท่านกำลังนุงถุงยุ่งยากอยู่ด้วยอะไร ท่านก็ต้องทราบดีเป็นแน่. ท่านจงสบัดสายระยางรุกรังออกไปเสียให้พ้นซิ. สายระยางที่ตึงเครียดทุกๆ เส้นมันขึงกวดชีวิตของท่านอยู่ทุกทิศทุกมุม ปานประหนึ่งว่านักโทษที่ถูกเขารึงรัดไว้ด้วยโซ่เหล็ก โยงเป็นระยางไปหาหลักที่ปักไว้รอบๆ ตัวอย่างตึงเครียดแล้ว. การผูกหย่อนๆ แต่แก้ยาก หรือแก้ไม่ได้เลย นั่นยิ่งร้ายไปกว่าที่ผูกอย่างตึงเครียดแต่แก้ได้เสียอีก ; และนั่นคือเครื่องผูกมัดของหัวใจ เครื่องกดทับดวงใจ เครื่องทรมานหัวใจเล่นสนุกๆ ของอวิชชาเป็นสายระยางแห่งความรัก โกรธ เกลียด กลัว หลงใหล อาลัยอาวรณ์ นานัปการ. ท่านจงสบัดมันเสียให้หมดจดเถิด, ท่านก็จะเป็นอิสระแก่ตัวของตัว. เดี๋ยวนี้ยังเป็นตัวของมัน มิใช่ของท่าน.
เมื่อไรท่านจะมีโลกของท่านในตัวท่านเอง? เมื่อไรท่านจะมีทุกๆ สิ่งที่ท่านต้องการในตัวของท่านเอง จะเอาเมื่อไรและอย่างไรก็ได้? สหายเอ๋ย, ก็เมื่อท่านมีความรู้อันประเสริฐ รู้แจ้งเห็นจริงอย่างประจักษ์ในวิธีที่จะบรรลุสุขได้สมปรารถนานั่นนะซิ ท่านก็มีโลกของท่าน ในตัวของท่านเอง. โลกนี้มิใช่ของท่านจริงๆ ดอก เพราะมันยังมีสิ่งที่ท่านไม่ต้องการ. แต่ "โลกของท่าน" นั้น มันมีทุกสิ่ง, และเฉพาะที่ท่านต้องการ หรือเป็นสภาคกันกับท่านเท่านั้น. ถ้าท่านจะมิชอบมีโลกของท่านในตัวของท่านเองแล้ว ก็แปลกละ!
ก็เมื่อท่านมีโลกของท่านเองดังนี้แล้ว ท่านจะขัดสนอะไรกับด้วยเรื่องที่ท่านจะนำเอาไปสนทนาเจรจากับเจ้าดาวรุ่ง. ทำไมท่านไม่สนทนากันได้อย่างสนุกสนานเบิกบานในเมื่อท่านไม่ติดขัดในเรื่องดีๆ ที่จะสนทนา. เรื่องอะไรที่สนทนา? ก็เรื่องแสงสว่างแห่งการครองชีพอย่างผาสุขนี้นะซิ, เพราะดาวรุ่งเป็นชื่อแห่งดาวที่เป็นบุพนิมิตของความสว่าง, ดาวนำชีพกับดาวนำวัน สนทนากันไม่ได้สนุกละก็ ผิดไปละสหาย.
เมื่อท่านเคยแตกฉานในเรื่องสนทนากับดาวรุ่งแล้ว ทำไมท่านจะถือท้ายอัตตภาพนาวาของท่านให้ไปถึงที่ ที่ท่านปรารถนาไม่ได้. โน่นแน่, เมฆที่ริมขลิบทอง! นครแก้วตั้งอยู่บนเมฆนั้น, มีอะไรบ้าง? คำตอบบรรจุอยู่ในมันสมองของท่านอย่างเต็มปรี่แล้ว. ผู้ดำรงตนอยู่ในหลักอัฏฐังคิกมรรคหรือจะขัดสนต่อหลักแห่งการครองชีพ, จะมืดมนท์ต่อทิศแห่งพระนิพพาน? แม้ว่าจะเป็นทิศที่เขายังไม่เคยไป มันก็ปรากฏเด่นยิ่งกว่าดาวประจำรุ่งเสียอีก.โน่นแน่ อมตมหานครบนเมฆที่ริมขลิบทอง!
ข่มอินทรีย์, เพราะ, โอ้มัน ชักใยเป็น
ภาพล่วงเล่น. จงเฟ้น วิมุติก่อง;
ทางไปสู่ ศานติรส ไม่หมดมอง
ก็เป็นของ ท่านเท่านั้น มันอยู่ใน.
จงชำระอินทรีย์เถอะสหาย. จงชนะมาร! มารคืออินทรีย์. อินทรีย์ คือความรู้สึกที่เกิดสืบต่อมาจากการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. จงบังคับมันให้อยู่มือ. ให้ชนะ! ทำไมเล่า? เพราะว่า, อนิจจาเอ๋ย ยังไม่รู้อีกรึ, ก็เพราะมันมัวแต่จะชักใยแห่งภาพลวงตาอยู่เสมอ นั่นนะซี, เมื่อปล่อยมันไปตามประสาของมันแล้ว มันก็ชักใยหลอกเราให้หลงวนเวียน ในที่สุดก็ต้องสะดุ้ง หมุนไปหมุนมาเหลียวหลัง รักโกรธ พอใจ ไม่พอใจ อยู่เสมอ.
จงแสวงหาความหลุดพ้นอันใหญ่ยิ่งเถอะสหาย, ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้ว. เกิดมาทำไม ถ้าเพื่อทนทรมาน? จะอยู่ไปทำไม ถ้าเพื่อทนทรมาน? จะรับเอามาไว้มากๆ ทำไม ถ้าเพื่อแบกถือทนทรมาน? จะอาบย้อมไปทำไม ถ้าเพื่อทนทรมาน? สิ่งทั้งปวงบรรดามี ย่อมเป็นเครื่องทรมานจิตได้ทั้งนั้น ถ้าหากว่าจิตตกเข้าไปเป็นทาสของมัน. เมื่อจิตหลุดพ้นออกมาเป็นอิสระได้ สิ่งทั้งหลายก็ไม่เป็นนายเราได้ ไม่ทรมานเราได้ ไม่เยาะเย้ยเราได้ ทั้งที่มันกำลังทำเข็ญให้แก่ผู้อื่นเป็นอันมาก ค่าที่ได้มอบจิตให้แก่มัน. อวิชชาทำให้เราไม่รู้ในเรื่องนี้ เราจึงตกเข้าไปเป็นทาสมันโดยไม่รู้สึกตัว รู้สึกก็แต่ความทุกข์ทรมานที่ได้รับจากมันเท่านั้น, ความหลุดพ้นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องตั้งใจเสาะแสวงหาอย่างจริงจัง!
ทางที่นำเราให้ไปถึงศานติ อันไม่มีที่สิ้นสุดนั้น เป็นของท่านผู้เดียว. ของใครก็ของผู้นั้น, เพราะว่าของใครก็อยู่ในใจผู้นั้น. ความเห็นอย่างแจ่มแจ้งเป็นสิ่งที่ทำแทนกันไม่ได้ จึงสัมมาทิฏฐิของใคร ก็สามารถแต่จะเป็นสัมมาทิฏฐิให้ผู้นั้นเท่านั้น. การก้าวเดินแห่งใจของท่านจึงเป็นของท่านแต่ผู้เดียว, และทางที่ใจของท่านเดินไปแล้ว ก็เป็นของท่านแต่ผู้เดียวด้วย. สาสนาที่สอนเรื่องความสุขทางจิต อันนอกเหนือออกไปจากวิชาการทางวัตถุ ย่อมสอนการช่วยตัวเอง การเดินของตนเอง การรู้ การหลุดพ้น การเสวยสุข ของตัวเอง. ตนเป็นคติของตน ตนเป็นที่พึ่งของตน ใครอื่น จะเป็นที่พึ่งให้แก่ตนได้อย่างไร ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัวด้วย เพราะฉะนั้นวิธีที่จะทำความบริสุทธิ์ให้แก่ตัว ก็ต้องเป็นของเฉพาะตัวด้วย. ใครอื่นจะช่วยทำให้ใครบริสุทธิ์หาได้ไม่. ท่านเดิน ท่านถึง เพราะเหตุใด, เพราะเหตุนั้น ทางนั้นเป็นทางของท่านแต่ผู้เดียว. ของผู้อื่นก็เป็นของผู้อื่น แม้ว่าจะเหมือนกันที่สุด ท่านก็ไม่พึงเข้าใจว่าเป็นทางๆ เดียวกัน เป็นแต่เหมือนกันเท่านั้น และเขาก็ชอบเรียกว่าเดินทางเดียวกันด้วย, มันเป็นโวหารของคำพูดต่างหาก.
ทางนั้นมันทอดยาวอยู่ในตัวของท่าน ที่กาย วาจา ใจ ของท่าน, ที่การกระทำของกาย วาจา ใจ ของท่าน. คติที่จะก่อให้เกิดความรู้ในการอยากเดิน, การเดิน, และผลของการเดิน ท่านจะหาได้จากภายในตัวท่านเท่านั้น จึงจะเป็น ของท่าน เพื่อท่าน โดยท่าน อย่างแท้จริง. พระพุทธองค์ตรัสว่า "ความทุกข์, เหตุของความทุกข์ ความพ้นทุกข์, และทางให้ถึงความพ้นทุกข์นั้น ตถาคตบัญญัติไว้อย่างพร้อมบริบูรณ์ ในกายที่ยาววาหนึ่งนี้อันมีพร้อมทั้งจิตและสัญญา." ของใครก็ของคนนั้นโดยเฉพาะ, เพราะมันเป็นปัจจัตตัง. และของใคร ใครรู้ เพราะมันเป็นสันทิฏฐิโก. นี่แหละสหายเอ๋ย มันอยู่ภายใน โดยแท้. ชั่วโมงที่ประเสริฐที่สุดมันมีอยู่ ณ กาลเมื่อท่านไปถึงที่นั่นแล้วต่างหาก. ท่านจะมัวห่วง ณ ที่นี้อยู่ใย ?
ตัวบทของ A.C. Alber
แปลและอธิบายโดย "สิริวยาส"
--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
"สิริวยาส" เป็นหนึ่งในนามปากกาที่ท่านพุทธทาสใช้ในการเขียนบทประพันธ์
|