

..คนไทย
รักษาชาติ รักษาแผ่นดิน เป็นปึกแผ่นมั่นคงมาได้ ด้วยสติปัญญาความสามารถ
และด้วยคุณความดี อิสรภาพ เสรีภาพ ความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดจนความเจริญทุกอย่างที่มีอยู่บัดนี้
เราทั้งหลายในปัจจุบัน จึงต้องถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบอย่างสำคัญ ในอันที่จะรักษาคุณความดี
พร้อมทั้งจิตใจที่เป็นไทยไว้ให้มั่นคงตลอดไป
..
(พระราชดำรัส
ในการเสด็จออกมหาสมาคม ในงานพระราชพิธี เฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค.2521)
..ชาติบ้านเมือง
คือ ชีวิต เลือดเนื้อ และสมบัติของเราทุกคน และการดำรงรักษาชาติประเทศนั้น
มิใช่หน้าที่ของบุคคลผู้ใดหมู่ใด โดยเฉพาะ หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกๆฝ่ายทุกๆคน
ที่จะต้องร่วมมือกระทำ พร้อมกันไปโดยสอดคล้องเกื้อกูลกัน
..
(พระบรมราโชวาท ในพิธีตรวจพลสวนสนาม
เนื่องในโอกาสพระราชพิธีรัชดาภิเษก 8 มิ.ย.2514)
..ความจงรักภักดีต่อชาตินั้น
คือความสำนึกตระหนักในคุณของแผ่นดิน อันเป็นที่เกิดที่อาศัย ซึ่งทำให้บุคคลเกิดความภูมิใจในชาติกำเนิด
และมุ่งมั่นที่จะธำรงรักษาประเทศชาติไว้ ให้เป็นอิสระมั่นคงตลอดไป
..
(พระบรมราโชวาท
ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณและสวนสนาม ของทหารรักษาพระองค์ ณ ลานพระราชวังดุสิต
3 ธ.ค.2529)
..บรรพชนไทย
เป็นนักต่อสู้ ผู้มีชีวิตจิตใจผูกพันปรองดอง เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
สามัคคีพร้อมเพรียงกันทุกเมื่อ ไม่ว่าจะทำการสิ่งใด บ้านเมืองไทยจึงมีเอกราชอธิปไตยและมีความสุขความสมบูรณ์ทุกอย่างมาจนกระทั่งทุกวันนี้
..
(พระบรมราโชวาท
ในพิธีสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ 3 ธ.ค.2522 ณ ลานพระราชวังดุสิต)
..ความสามัคคีปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
กับความรักใคร่เผื่อแผ่ช่วยเหลือกันฉันญาติพี่น้อง สองประการนี้ คือคุณลักษณะสำคัญของไทย
ที่ช่วยให้ชาติบ้านเมืองอยู่รอดเป็นอิสระ และเจริญมั่นคง มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
..
(พระราชดำรัส
พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2532)
..ความสามัคคี
เป็นคุณสมบัติประจำตัวของคนไทย ที่ได้อบรมสืบทอดกันมาแต่บรรพบุรุษโดยไม่ขาดสาย
ทั้งนี้ เพราะคนไทย ทราบตระหนักว่า หมู่คณะที่มีความสามัคคีแน่นแฟ้นสมบูรณ์
ย่อมมีกำลังกล้าแข็งทั้งในการคิดและการปฏิบัติ
..
(พระบรมราโชวาท
พระราชทานในการประชุมใหญ่ สามัคคีสมาคม 26 ก.ค.2534)
..บ้านเมืองไทย
สามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆได้โดยดี เพราะว่าจิตใจสามัคคีและแสดงออกซึ่งสามัคคี
ถ้าตราบใดเรารักษาความสามัคคีความเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกันไว้ได้
เราก็จะอยู่ได้อย่างมีความสุขตราบนั้น
..
(พระราชดำรัส
พระราชทานแก่คณะประชาชน จ.ราชบุรี พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 26 พ.ย.2531)
..ผู้ที่จะรักษาความเป็นไทยได้มั่นคงที่สุด
ดี และเหมาะสมที่สุด ไม่มีใครอื่นนอกจากคนไทย เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะอยู่
ณ แห่งใด คนไทยมีหน้าที่ต้องรักษาความเป็นไทยเสมอ
..
(พระบรมราโชวาท
พระราชทานแก่สมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น 27 ก.พ. 2537)
...ความเจริญของประเทศชาติเป็นความเจริญส่วนรวม
ซึ่งเกิดจากผลของการกระทำของคนทั้งชาติ ถือได้ว่าทุกคนแบ่งหน้าที่กันทำประโยชน์ให้แก่ชาติ
ตามความถนัดและความสามารถ และเกื้อกูลกันและกันไม่มีผู้ใดจะอยู่ได้และทำงานให้แก่ประเทศชาติได้โดยลำพังตนเอง
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10 กรกฎาคม 2513)
...บ้านเมืองของเรากำลังต้องการการปรับปรุงและการพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ
ทางที่เราจะช่วยกันได้ก็คือ การที่ทำความคิดให้ถูกและแน่วแน่ในอันที่จะยึดถือประโยชน์ของบ้านเมืองเป็นที่หมายต้องเพลาคิดถึงประโยชน์
เฉพาะตัว และความขัดแย้งกันในสิ่งที่มิใช่สาระลง
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทยในโอกาสขึ้นปีใหม่
2543)
...ถ้าทุกคนสนใจในความรักประเทศชาติ
รักษาความดีเอาไว้ ไม่ต้องไปตามอย่างในสิ่งที่เราเห็นว่าไม่น่าที่จะเจริญ
ไม่น่าจะพัฒนา เราต้องรักษาแนวทางความคิดตามที่เรามีอยู่ แม้จะเป็นสิ่งที่ตกทอดมาแต่โบราณกาลจากปู่ย่าตายายของเรา
แต่เป็นระเบียบการหรือวิธีการที่ดีจะไม่ล้าสมัย
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในโอกาสเสด็จไปทรงเยี่ยมวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร
13 มีนาคม 2514)
...การมีเสรีภาพนั้นเป็นของที่ดีอย่างยิ่ง
แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและความรับผิดชอบ
มิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพ
และความเป็นปรกติสุขของส่วนรวมด้วย
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ
9 กรกฎาคม 2514)
...ในการปฏิบัติราชการนั้น
ขอให้ทำหน้าที่เพื่อหน้าที่อย่านึกถึงบำเหน็จรางวัล หรือผลประโยชน์ให้มาก
ขอให้ถือว่าการทำหน้าที่ได้สมบูรณ์เป็นทั้งรางวัลและประโยชน์อย่างประเสริฐ
จะทำให้บ้านเมืองไทยของเราอยู่เย็นเป็นสุขและมั่นคง
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือน
1 เมษายน 2533)
...คนเราถ้าพอใจในความต้องการ
ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิดว่าทำอะไรต้องเพียงพอ
หมายความว่าพอประมาณไม่สุดโต่ง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว(พระราชทานแก่บุคคลที่เข้าเฝ้าฯ ณ ศาลาดุสิดาลัย
4 ธันวาคม 2541)
...การดำเนินชีวิตโดยใช้วิชาการอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
จะต้องอาศัยความรู้รอบตัวและหลักศีลธรรมประกอบด้วย ผู้ที่มีความรู้ดีแต่ขาดความยั้งคิด
นำความรู้ไปใช้ในทางมิชอบ ก็เท่ากับเป็นบุคคลที่เป็นภัยแก่สังคมมนุษย์
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
18 กันยายน 2504)
...ความคิดนั้นเป็นแม่บทใหญ่ของการพูดและการกระทำ
เพราะกิจที่จะทำคำที่จะพูด ทุกอย่างล้วนสำเร็จมาจากความคิด การคิดก่อนพูดและก่อนทำจึงช่วยให้บุคคลสามารถยับยั้งคำพูดที่ไม่สมควรหยุดยั้งการกระทำที่ไม่ถูกต้อง
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10 กรกฎาคม 2540)
...คนไม่มีความสุจริต
คนไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวมที่สำคัญอันใดได้
ผู้ที่มีความสุจริตและความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณประโยชน์แท้จริงได้สำเร็จ
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
12 กรกฎาคม 2522
...การดำเนินชีวิตที่ดีจะต้องปรับปรุงตัวตลอดเวลา
การปรับปรุงตัวจะต้องมีความเพียรและความอดทนเป็นที่ตั้ง ถ้าคนเราไม่หมั่นเพียร
ไม่มีความอดทนก็อาจจะท้อใจไปโดยง่าย เมื่อท้อใจไปแล้วไม่มีทางที่จะมีชีวิตเจริญรุ่งเรืองแน่ๆ
พระบรมราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชทานแก่ครูและนักเรียนโรงเรียนจิตรลดา
27 มีนาคม 2523)
...สัจวาจา นั้นเป็นรากฐานของการทำงาน
หรือการดำรงชีวิตที่ดีที่งามที่มีความก้าวหน้ามีความสำเร็จ สัจ เป็นการตั้งใจ
ตั้งจิตใจ วาจาเป็นคำพูดออกมา แสดงถึงคำพูดนั้นต้องออกมาจากใจ คือเป็นการตั้งใจที่จะทำอะไรเพื่อความสำเร็จในงานนั้น
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในโอกาสที่ผู้พิพากษาประจำกระทรวงยุติธรรมเฝ้าฯ
ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ 18 มีนาคม 2525)
...ผู้หนักแน่นในสัจจะ
จะพูดอย่างไรทำอย่างนั้น จึงจะได้รับความสำเร็จ พร้อมทั้งความศรัทธา
เชื่อถือ และความยกย่องสรรเสริญจากคนทุกฝ่าย การพูดแล้วทำคือ พูดจริง
ทำจริง จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมเกียรติคุณของบุคคลให้เด่นชัด
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10 กรกฎาคม 2540)
...การปิดทองหลังพระนั้น
เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ต้องปิด ว่าที่จริงแล้วคนโดยมาก ไม่ค่อยชอบปิดทองหลังพระกันนัก
เพราะนึกว่าไม่มีใครเห็น แต่ถ้าทุกคนพากันปิดทองแต่ข้างหน้า ไม่มีใครปิดทองหลังพระเลย
พระจะเป็นพระที่งามบริบูรณ์ไม่ได้
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
25 กรกฎาคม 2506)
...ประเพณีทั้งหลายย่อมมีประโยชน์ในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน
เรามีประเพณีของชาติไทยเป็นสมบัติ เราควรจะยินดีอย่างยิ่งและช่วยกันส่งเสริมรักษาไว้
เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศ
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
21 เมษายน 2503)
...โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและโบราณสถานทั้งหลาย
เป็นของมีคุณค่าและจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้าในทางประวัติศาสตร์ศิลปโบราณคดี
เป็นการแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยที่มีมาแต่อดีต ควรสงวนรักษาไว้ให้คงทนถาวร
เป็นสมบัติของชาติไว้ตลอดกาล
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา
จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 26 ธันวาคม 2504)
...การสร้างงานศิลปทุกประเภท
นอกจากจะต้องใช้ความฝึกหัดชัดเจนในทางปฏิบัติ ประกอบกับวิธีการที่ดีอย่างเหมาะสมแล้ว
ศิลปินจำต้องมีความจริงใจและความบริสุทธิ์ใจในงานที่ทำด้วย จึงจะได้ผลงานที่มีค่าควรแก่การยอมรับนับถือ
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีเปิดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ
ครั้งที่ 21 8 กันยายน 2515)
...งานด้านการศึกษาศิลปและวัฒนธรรมนั้น
คืองานสร้างสรรค์ความเจริญทางปัญญาและทางจิตใจ ซึ่งเป็นต้นเหตุทั้งองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของความเจริญด้านอื่นๆทั้งหมด
และเป็นปัจจัยที่จะช่วยให้เรารักษา และดำรงความเป็นไทยไว้ได้สืบไป
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศิลปากร
12 ตุลาคม 2513)
...ภาษาไทยนั้นเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติ
ภาษาทั้งหลายเป็นเครื่องมือของมนุษย์ชนิดหนึ่ง คือเป็นทางสำหรับแสดงความคิดเห็นอย่างหนึ่ง
เป็นสิ่งที่สวยงามอย่างหนึ่ง เช่น ในทางวรรณคดีเป็นต้น ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาเอาไว้ให้ดี
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 29 กรกฎาคม 2505
...สามัคคี คือการเห็นแก่บ้านเมือง
และช่วยกันทุกวิธีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็งด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน
ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม
เพราะประโยชน์ส่วนรวมนั้นคือความมั่นคงของบ้านเมือง
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล 15
มกราคม 2519)
...การที่คนสมัยใหม่บอกว่าคนสมัยเก่ามีความรู้น้อยก็อาจเป็นจริง
แล้วคนสมัยใหม่ดูถูกหรือเหยียดหยามคนสมัยเก่าก็มีสิทธิ์ แต่ถ้าพูดตามความจริงแล้ว
สิทธิ์ที่จะเหยียดหยามคนรุ่นเก่า ไม่ควรจะมี ด้วยเหตุว่าคนรุ่นเก่านี้เองทำให้คนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาได้
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชทานแก่ คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
4 ธันวาคม 2531
...สามัคคีหรือการปรองดองกันไม่ได้หมายความว่าคนหนึ่งพูดอย่างหนึ่ง
คนอื่นต้องเหมือนกันหมด ลงท้ายชีวิตก็ไม่มีความหมาย ต้องมีความแตกต่างกัน
แต่ต้องทำงานให้สอดคล้องกัน แม้จะขัดกันบ้างก็ต้องสอดคล้องกัน
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชทานแก่บุคคลต่างๆในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
4 ธันวาคม 2536)
...การทำงานใหญ่ๆทุกอย่างต้องการเวลามาก
กว่าจะทำสำเร็จ ผู้ที่เริ่มโครงการอาจไม่ทัน ทำให้สำเร็จโดยตลอดด้วยตนเองก็ได้
ต้องมีผู้อื่นรับทำต่อไป ดั้งนั้น ไม่ควรยกเอาเรื่องใครเป็นผู้เริ่มงาน
ใครเป็นผู้รับช่วงงาน ขึ้นเป็นข้อสำคัญนัก จะต้องถือผลสำเร็จที่จะเกิดจากงานเป็นใหญ่
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยศิลปากร
14 ตุลาคม 2514)
...ในการปฏิบัติงานนั้น
ย่อมมีปัญหาเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นต้องแก้ไข อย่าทิ้งไว้ให้พอกพูนลุกลามจนแก้ยาก
ขอให้ทุกคนระลึกว่าปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไข ถ้าแก้คนเดียวไม่ได้ก็ช่วยกันคิดช่วยกันแก้หลายๆคนหลายๆทาง
ด้วยความร่วมมือปรองดองกัน
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
13 กรกฎาคม 2533)
...การจะทำงานให้มีประสิทธิผลและให้ดำเนินไปได้โดยราบรื่น
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำด้วยความรับผิดชอบอย่างสูง ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง
ไม่บิดเบือนจุดประสงค์ที่แท้จริงของงาน สำคัญที่สุดต้องเข้าใจความหมายคำว่า
ความรับผิดชอบ ให้ถูกต้อง
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
16 กรกฎาคม 2519)
...ต่างคนต่างมีหน้าที่
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้นเพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัวโดยไม่มองไม่แลคนอื่น
งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกันจะต้องเกี่ยวโยงกัน
ฉะนั้น แต่ละคนจะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่นแล้วช่วยกันทำ
พระราชดำรัส
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชทานแก่ คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
4 ธันวาคม 2533)
...ถ้าทำงานด้วยความตั้งใจที่จะให้งานเกิดผลอันยิ่งใหญ่
คือความเป็นปึกแผ่นของประเทศชาติ ด้วยความ สุจริตและด้วยความตั้งใจที่จะแผ่ความรู้ความสามารถด้วยจริงใจ
ไม่นึกถึงเงินทองหรือนึกถึงผลประโยชน์ใดๆก็เป็นการทำหน้าที่โดยตรงและได้ทำหน้าที่โดยเต็มที่
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (พระราชทานแก่ ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ
13 ธันวาคม 2511)
...การที่จะให้งานประสานกันนั้นมีหลักสำคัญอยู่ว่า
ทุกฝ่ายจะต้องไม่แบ่งแยกกัน ไม่แย่งประโยชน์ ไม่แย่งความชอบกัน แต่ละฝ่ายแต่ละคนต้องทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ
มุ่งหวังผลสำเร็จในการงานเป็นใหญ่ยิ่งกว่าสิ่งอื่น
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของสถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้
10 กุมภาพันธ์ 2522)
...เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ
ควรเต็มใจโดยไม่จำต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง
คนที่ทำงานจริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่
มีความขยันและซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา
8 กรกฎาคม 2530)
...ขอให้ทุกคนระลึกว่าปัญหาทุกอย่างมีทางที่จะแก้ไขได้
ถ้าแก้คนเดียวไม่ได้ก็ช่วยกันคิดช่วยกันแก้หลายๆคน หลายๆทางด้วยความร่วมมือปรองดองกัน
ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจักได้ไม่กลายเป็นอุปสรรคขัดขวาง และบั่นทอนทำลายความเจริญและความสำเร็จของการงาน
พระบรมราโชวาท
ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
13 กรกฎาคม 2533)
...ธรรมชาติแวดล้อมของเรา
ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดิน ป่าไม้ แม่น้ำ ทะเล และอากาศ มิได้เป็นเพียงสิ่งสวยๆงามๆเท่านั้น
หากแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับดำรงชีวิตของเรา และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของเราไว้ให้ดีนี้
ก็เท่ากับเป็นการปกป้องรักษาอนาคตไว้ให้ลูกหลานของเราด้วย
พระราชดำรัส ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ
...สุขภาพอนามัยนี้เป็นสิ่งสำคัญ
เพราะเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ดังคำกล่าวที่ว่า "จิตใจแจ่มใส
ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง" หากประชาชนมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
ก็จะมีสติปัญญาเล่าเรียน ประกอบสัมมาชีพ สร้างสรรค์ความเจริญต่างๆให้แก่ชาติบ้านเมือง
ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า "พลเมืองที่แข็งแรง ย่อมสามารถสร้างชาติที่มั่นคง"
ก็คงจะไม่ผิดพระราชดำรัส
ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
...คนไทยมีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ชาวนา หรือมีอาชีพใด อยู่สารทิศใด คนไทยมีความละเอียดอ่อนและฉับไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด
ขอเพียงแต่ให้มีโอกาสได้เรียนรู้และฝึกฝน ก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็นได้
พระราชดำรัส
ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
...เกษตรกรไทยเป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงประเทศมาตั้งแต่อดีตอันยาวนานจนถึงปัจจุบัน
แม้พลเมืองของชาติจะทวีขึ้นมากเพียงใด เกษตรกรก็ผลิตอาหารได้เพียงพอเสมอ
ซ้ำยังสามารถส่งออกไปเลี้ยงพลเมืองโลกได้อีกเป็นจำนวนมาก การที่ชาติของเราเลี้ยงตนเองได้นี้
เป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ เพราะไม่ว่าเกิดภาวะการณ์เช่นไร เราจะอยู่รอดได้เสมอ
เนื่องจากคนไทยเป็นผู้ผลิต ไม่ใช่จะเป็นเพียงผู้บริโภคเท่านั้น
พระราชดำรัส ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ
...ที่พูดกันว่าฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาลนั้น
ความจริงเป็นฝีมือมนุษย์นั่นเอง เพราะฉะนั้นถ้าเราให้สภาพธรรมชาติกลับคืนมาเหมือนเดิม
มีแม่น้ำลำธาร มีน้ำจืด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อชีวิตมนุษย์และการพัฒนาประเทศชาติ
พวกเราต้องเข้าใจและช่วยกันรักษาป่า เพื่อที่เราจะได้มีอนาคตและความหวังร่วมกัน
พระราชดำรัส
ของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
...หนังสือเป็นเสมือนคลังที่รวบรวมเรื่องราว
ความรู้ ความคิด วิทยาการทุกด้านทุกอย่าง ซึ่งมนุษย์ได้เรียนรู้ ได้คิดอ่าน
และเพียรพยายามบันทึกภาษาไว้ด้วยลายลักษณ์อักษร หนังสือแพร่ไปถึงที่ใด
ความรู้ความคิดก็แพร่ไปถึงที่นั่น หนังสือจึงเป็นสิ่งมีค่าและมีประโยชน์ที่จะประมาณมิได้ในแง่ที่เป็นบ่อเกิดการเรียนรู้ของมนุษย์
พระราชดำรัส
ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
คุณธรรม 4 ประการ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ประชาชนชาวไทย
ประกอบด้วย
ประการแรก คือการรักษาความสัจ ความจริงใจต่อตัวเอง รู้จักสละประโยชน์ส่วนน้อยของตนเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ของบ้านเมือง
ประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรม
ประการที่สอง คือการรู้จักข่มใจตนเอง ฝึกใจตนเอง ให้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในความสัจ
ความดี
ประการที่สาม คือการอดทน อดกลั้น และอดออม ไม่ประพฤติล่วงความสัจสุจริต
ไม่ว่าจะด้วยเหตุประการใด
ประการที่สี่ คือการรู้จักละวางความชั่ว ความทุจริต
คุณธรรม 4 ประการนี้ ถ้าแต่ละคนพยายามปลูกฝังและบำรุงให้เจริญงอกงามขึ้นโดยทั่วกันแล้ว
จะช่วยให้ประเทศชาติบังเกิดความสุข ความร่มเย็น และมีโอกาสที่จะปรับปรุงพัฒนาให้มั่นคงก้าวหน้าต่อไปได้ดังประสงค์
|