วัดถ้ำสิงขร

ที่ตั้ง หมู่ 3 บ้านถ้ำ ตำบลบ้านถ้ำสิงขร อำเภอคีรีรัฐนิคม จังหวัดสุราษฏร์ธานี
พิกัดแผ่นที่
เส้นรุ้งที่ 9 องศา 2 ลิปดา 25 ฟิลิปดาเหนือ เส้นแวง 99 องศา 2 ลิปดา 35 ฟิลิปดาตะวันออก ระวาง 4827 III อำเภอพุนพิน
ลักษณะและสภาพของแหล่ง
ถ้ำสิงขรเป็นถ้ำในภูเขาหินปูนลูกโดดอยู่ห่างจากแม่น้ำพุมดวงไปทางทิศตะวันตกประมาณ 100 เมตร ปากถ้ำสูงจากพื้นดินราบเบื้องล่าง 3 เมตร ส่วนที่เป็นโพรงถ้ำแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือคูหาโพรงถ้ำเป็นคูหากว้างลึกมีซอกน้อย อาศัยแสงสว่างจากช่องแสงที่เพดานเป็นบางตอน จึงมีส่วนที่สว่างบ้างมืดบ้าง หน้าถ้ำซึ่งเป็นที่ตั้งวัดเจดีย์อิทธิพลศิลปะสมัยศรีวิชัย 1 องค์
ประวัติความเป็นมา
มีตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า ครั้งสมัยอยุธยาพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งได้สาวชาวบ้านแถบนี้เป็นชายา ต่อมาน้องชายของสาวผู้นั้นบวชเป็นพระภิกษุ เดินทางไปเมืองหลวง แล้วได้เข้าไปเทศน์ในวังที่พี่สาวอยู่และจำกันได้ เป็นที่ปลื้มปิติกันทั้งสองฝ่าย พระเจ้าแผ่นดินได้จัดขบวนมาส่งพระภิกษุที่เป็นน้องชายพระชายา ซึ่งต่อมา เรียกว่า ท่านเจ้าฟ้า และโปรดฯ ให้สร้างวัดขึ้นสามวัด คือ วัดถ้ำสิงขร วัดถ้ำรอบ และวัดเขาอานนท์ ท่านเจ้าฟ้าจำพรรษาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกอยู่ที่วัดเขาอานนท์ ส่วนถ้ำสิงขรได้รับการตกแต่งประดับประดาประหนึ่งวิหารที่สำคัญของวัด
หลักฐานทางโบราณคดีและรูปแบบศิลปกรรม
ถ้ำสิงขร คูหาปากถ้ำซึ่งปรากฏศิลปกรรม มีขนาดกว้าง 20 เมตร ส่วนลึกที่สุด 16 เมตร ความสูงจากพื้นถ้ำถึงเพดาน 5.60 เมตร แบ่งเป็น 3 คูหาย่อย คูหา 1 อยู่ใกล้ทางขึ้นสู่ถ้ำ ขนาด 7X16 คูหาที่ 2 อยู่ถัดจากคูหาแรก ขนาด 7.30X 10 เมตร คูหาที่ 3 อยู่ถัดจากคูหาที่ 2 เป็นโพรงแคบ ๆ 5.50x9 เมตร
- คูหาที่ 1 เป็นคูหาขนาดใหญ่ที่สุด ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระประธานซึ่งอยู่กลางคูหาเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางป่าเลไลยก์ มีช้างและลิงหมอบอยู่เบื้องหน้าทั้งสองข้าง เบื้องหน้าพระประธานมีเจดีย์ 2 องค์เบื้องซ้ายพระประธานเยื้องไปด้านหลังตามแนวขอบผนัง มีพระพุทธรูปประทับนั่งเรียงกัน 8 องค์ ช่วงต่อระหว่างคูหาที่ 1 และคูหาที่ 2 ก่ออิฐถือปูน ทำเป็นแท่นฐานประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่ง 2 องค์ ผนังด้านทิศเหนือก่ออิฐถือปูนเป็นแนวสันกำแพง เจาะช่องเป็นซุ้มสำหรับวางพระหรือประทีป ตอนล่างทำเป็นรูปตัวช้างโผล่มาครึ่งตัวเรียงต่อกันไป จำนวน 9 ตัว หันหน้าไปทางพระประธาน ประหนึ่งเป็นขบวนช้างล้อมรอบกำแพงและยังรับกับช้างที่เข้ามาถวายน้ำผึ้งแก่พระประธาน
บนเพดานกลางคูหาเป็นขอบโค้งต่ำลงมาสูงจากพื้น 2.90 เมตร ตกแต่งด้วยลายปูนปั้นรูปลายก้านขดพันธุ์พฤกษาหรือกนกลายไทย ปลายก้านดอกมีรูปเทพพนม รูปสัตว์สี่เท้า ใจกลางดวงดอกไม้ติดชามลายคราม เพดานตอนกลางเป็นภาพลงสีประกอบด้วยภาพภิกษุ เทวดา ยักษ์ พนมมือบูชาพระธาตุ ในภาพหนึ่งอาจจะเป็นพระเจดีย์จุฬามณีบนดาวดึงส์ ซึ่งพระอินทร์นำพระเมาฬีของพระพุทธเจ้าบรรจุไว้ ซึ่งสอดคล้องกับภาพเสด็จออกบรรพชา และมีเทวดาเชิญพระเกศาที่ทรงตัดขึ้นไปไว้บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเขียนเป็นภาพบนแท่นหินย้อย
บนผนังติดทางขึ้นด้านซ้ายมือ หรือเบื้องขวาพระประธาน มีตัวอักษรไทยโบราณภาษาไทย เขียนเป็นข้อความมองเห็นได้ 12 บรรทัด บรรยายเรื่องเปรตรับกันกับภาพประกอบข้าง ๆ และที่อยู่เหนือขึ้นไปเป็นภาพเขียนสีแสดงคนกำลังขึ้นต้นงิ้ว มีเทวดาเอาไม้กระทุ้งก้นอยู่เบื้องล่าง ยังมีภาพเรื่องนรกอีกหลายภาพ เช่น ภาพโครงกระดูก มีคำบรรยายเป็นตัวอักษรสีดำเขียนว่านรก เปรต มีภาพคนขึ้นต้นงิ้ว อีกาจิกอยู่เบื้องบน เหนือขึ้นไปเป็นรูปอาคารทรงปราสาทคงหมายถึงสวรรค์
บนเพดานตรงปากถ้ำตอนกลางมีภาพเขียนสีแดงเป็นรูปเทวดาเหาะจำนวนหลายองค์ บริเวณนี้ประดับเครื่องถ้วยชามมากกว่าบริเวณอื่น ดูคล้ายดวงดาราบนท้องฟ้า คงหมายถึงสวรรค์
ระหว่างคูหาที่ 1 และคูหาที่ 2 มีหินย้อยรูปทรงกระบอกคั่นอยู่ เนื่องจากพื้นดินย้อยราบเรียบ ช่างจึงลงพื้นด้วยปูนขาวเพื่อเขียนภาพเล่าเรื่องพระพุทธประวัติต่อเนื่องกันไป ได้แก่ภาพเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ แสดงภาพเจ้าชายสิทธัตถะประทับบนหลังม้ากัณฐกะ มีเทพยดานำเสด็จพระราชดำเนินบางองค์รองรับเท้าม้าเพื่อเหาะเหินอัญเชิญผ้าครองมาถวาย พระพุทธองค์ทรงครองผ้า และตัดพระเมาฬี มีเทวดาเสด็จออกมารับพระเมาฬีไปประดิษฐานไว้ในพระจุฬามณีเจดีย์ บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ถัดไปเป็นภาพพระพุทธรูปปางนาคปรก และภาพอาคารคล้ายปราสาทมีคนอยู่ภายใน มีคนแก่ยืนหลังคุ้มอยู่ข้างนอก เนื่องจากภาพลบเลือนมากเห็นได้ไม่ครบ จึงสันนิษฐานไปได้หลายทาง อาจเป็นภาพแสดงตอนเจ้าชายสิทธัตถะเห็นนิมิตร 4 อย่าง ( เกิด แก่ เจ็บ ตาย ) หรือเหตุการณ์เล่าเรื่องพระเวสสันดร
คูหาที่ 2 มีแท่นฐานก่ออิฐถือปูนติดกับผนังประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยลงรักดำบนฐานสี่ชั้น ฐานตกแต่งเป็นลายบัวและกระจัง ตอนล่างฐานเป็นภาพปูนปั้นรูปพุทธประวัติ ได้แก่ ภาพตอนมารผจญ มีพระแม่ธรณีบีบมวยผม ภาพพุทธบริษัท พระราหุลทูลขอราชสมบัติ ภาพปูนปั้นตอนบนข้าง ๆ องค์พระพุทธรูปเป็นภาพเทพชุมนุม ในบรรดาภาพเหล่านี้มี พระพรหม คนธรรพ์ ท้าวเวสสุวัณ ( ยักษ์ ) ท้าววิรูปักษ์ ( นาค ) และรูปสัตว์ในเทพนิยาย เช่น มกร เป็นต้น
คูหาที่ 3 เป็นซอกเล็ก ๆ อยู่สุดขอบถ้ำ เคยพบเทวรูปพระวิษณุ 4 กร สภาพชำรุด พระเศียรและพระกรหัก กำหนดอายุราวพุทธศตวรรษที่ 13 ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครศรีธรรมราช
คูหาในโพรงถ้ำ พบเครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้แก่ หม้อสามขา เศษภาชนะดินเผาลายเชือกทาบ เครื่องมือขวานหินขัด โบราณวัตถุเหล่านี้เป็นหลักฐานแสดงว่า ถ้ำเคยใช้เป็นที่อยู่ของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ยุคหินใหม่ อายุราว 4,000 2,000 ปีมาแล้ว เหตุที่พบในส่วนคูหาโพรงถ้ำด้านใน อาจเป็นได้ว่า คนเก็บโบราณวัตถุที่กระจายอยู่ตามพื้นถ้ำตั้งแต่บริเวณปากถ้ำ นำไปรวบรวมไว้ภายในซอกถ้ำด้านในสุด ( อมรา ศรีสุชาติ , 2534 :54 60)
เจดีย์ เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนเลียนแบบพระบรมธาตุไชยา ประดับตกแต่งด้วยเครื่องถ้วยชามทั่วทั้งองค์ คงสร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย เรือนธาตุเจดีย์มีซุ้มทิศ ( ซุ้มจระนำ ) ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัย ภายในประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง
การประกาศขึ้นทะเบียน กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 54 ตอนที่ - วันที่ 3 มกราคม 2480
ศิลปกรรมในถ้ำสิงขรแสดงให้เห็นการใช้ถ้ำเป็นพุทธสถานมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย ลักษณะศิลปกรรมแบบอยุธยา ได้แก่ ลายปูนปั้นรูปก้านขดพันธุ์พฤกษา แถวช้างปูนปั้นและลายเขียนรูปเทวดาบนเพดานบางตอน งานศิลปกรรมส่วนใหญ่ได้รับการบูรณะสร้างซ่อมแซมในราวรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการนำชามลายครามและเบญจรงค์มาประดับติดเป็นดาวเพดาน ภาพอาคารปราสาทแสดงลักษณะสถาปัตยกรรมอิทธิพลจีนตามแบบนิยมในจิตรกรรมสมัยนั้น ส่วนอักขระข้อความบรรยายเรื่องนรกบนฝาผนัง มีเนื้อหาคล้ายคลึงกับบางตอนในพระมาลัยกลอนสวดที่เขียนขึ้นในรัชกาลที่ 3
ที่มา ศิลปากรที่ ๑๔
|